“เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ” ชี้ช่องรวย ด้วย “สวนยาง”

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ช้อปที่ดิน“หลายหมื่นไร่”เพื่อปลูกยางพารา สไตล์ลงทุนของ “เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ” เจ้าของ “นามยง เทอร์มินัล” ผลตอบแทนแค่ปีละ “ร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์

“ออมเงิน” ด้วยการซื้อที่ดินเปล่า เพื่อนำมาปลูกยางพารา ดูจะเป็นวิถีลงทุนที่เหมาะกับจริตของ “ชายชราวัย 62ปี” ผู้ไม่ปลาบปลื้มความเสี่ยง “เทพ-เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ” เจ้าของ บมจ.นามยง เทอร์มินัล หรือ NYT ผู้ประกอบการให้บริการท่าเทียบเรือ เพื่อการส่งออกและนำเข้ารถยนต์และสินค้าทั่วไป โดยมีท่าเทียบเรือและพื้นที่ให้บริการในท่าเทียบเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

หุ้น นามยง เทอร์มินัล เปิดซื้อขายวันแรก เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยราคา 12.80 บาทต่อหุ้น จากราคาขายไอพีโอ 11.90 บาทต่อหุ้น โดยปรับตัว “สูงสุด” ระดับ 14.30 บาทต่อหุ้น และ “ต่ำสุด” ระดับ 12.70 บาทต่อหุ้น หลังมีการทำบิ๊กล็อต NYT-F ทั้งหมด 3 รายการ จำนวน 20 ล้านหุ้น มูลค่าซื้อขาย 238 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 11.90 บา

ชั้น 19 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 คือ สถานที่นัดหมายบอกเล่าเรื่องการลงทุนส่วนตัวและแผนธุรกิจของ “นามยง เทอร์มินัล” ผมไม่ค่อยถนัดลงทุนในตลาดหุ้นเท่าไร เขาออกตัว ยกเว้นหุ้น นามยง เทอร์มินัล (หัวเราะ) ปัจจุบันตระกูล “เหลืองสุวรรณ” ถือหุ้นในสัดส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังขายไอพีโอลดลงเหลือ 67 เปอร์เซ็นต์

เมื่อไม่ชื่นชอบการเล่นหุ้น เงินออมส่วนใหญ่จึงถูกทุ่มเทไปในการซื้อที่ดินต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสาน เพื่อนำมาปลูก “ยางพารา” ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน บอกตรงๆตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า ปลูกยางพาราแล้วจะดีแบบนี้ ครั้งหนึ่งมีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดหนองคายกับแก๊งค์เพื่อนๆ บังเอิญมีชาวบ้านมาเสนอขายที่ดิน เขาต้องการใช้เงินด่วน

ซื้อที่ดินมาแรกๆคิดไม่ออกจะนำที่ดินไปทำอะไรดี แต่เมื่อซื้อแล้วก็ต้องทำให้เกิดประโยชน์ เลยคิดว่า ปลูกยางพาราน่าจะดีที่สุด ไม่รู้จะปลูกอะไรเหมือนกัน คิดไม่ออก (หัวเราะ) ตอนนั้นเพื่อนบอกให้ปลูก “ต้นสัก” แต่เห็นเพื่อนปลูกที่จังหวัดเพชรบูรณ์มา 7 ปี ต้นสักยังต้นเล็กนิดเดียว เอาไปขายก็ไม่มีใครซื้อ เมื่อวันเวลาผ่านไป 11 ปี ต้นก็ใหญ่ขึ้นมานิดเดียว นำไปขายได้ต้นละ 200 บาท ไม่รู้กี่ปีถึงจะ “คืนทุน” ไม่ต้องจนถึงรุ่นเหลนเลยหรอก (หัวเราะ)

“ผมตัดสินใจศึกษาการปลูกยางพารากับ “สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง” หรือ สกย.สมัยแรกๆ ราคายางพาราอยู่ที่ 21-22 บาทต่อกิโลกรัม เคยกลับบ้านมานั่งคำนวน เราต้องใช้เวลามากถึง 14-15 ปี ถึงจะ “คืนทุน” แต่ยังมีข้อดีตรงที่ราคาที่ดินปรับขึ้นตลอด”

หลังจากปลูกยางพาราได้ประมาณ 7 ปี เริ่มกรีดยางได้เท่านั้นแหละ ราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 21-22 บาทต่อกิโลกรัม พุ่งเป็น 45 บาทต่อกิโลกรัม หลังรัฐบาลสมัยนั้นประกาศรับซื้อยางพาราทั้งหมดในราคากิโลกรัมละ 45 บาท จากวันนั้นราคายางพาราก็ขึ้นมาตลอด “ผมเคยขายยางพาราสูงสุด 175 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมที่บอกว่า ต้องใช้เวลา 14-15 ปี ถึงจะคืนทุน ผลปรากฎว่า สามารถคืนทุนได้ “ภายในครึ่งปี”

“นายหัวสวนยาง” บอกว่า ปัจจุบันมีสวนยางพารา “หลักหมื่นไร่” แต่หากรวมกับกลุ่มเพื่อนๆ หรือเครือข่ายทั้งหมด น่าจะมีมากถึง “กว่าแสนไร่” สมัยก่อนราคาที่ดินถูก เคยซื้อตั้งแต่ราคาที่ดินไร่ละ 4,000 บาท แต่ปัจจุบันราคาขายไร่ละ 70,000-80,000 บาท ตอนนั้นไม่ได้นึกว่าจะเปลี่ยนจากจังหวังหนองคาย มาเป็นจังหวัดบึงกาฬ ทำให้ที่ดินของเรากลายเป็นอำเภอเมืองไปเลย (หัวเราะ)

“มีเงินเก็บก็นำไปลงทุนซื้อที่ดินเพื่อปลูกยางพาราทั้งหมด ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็น “ร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี” ดีกว่าเล่นหุ้นอีกนะ”

นามยง เทอร์มินัล จิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการเชื่อมต่ออุตสาหกรรม “เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ” เชื่อเช่นนั้น หลังจบบทสนทนาเรื่องการลงทุน เขาเริ่มเล่า “จุดแข็ง” ของธุรกิจให้ฟังว่า เรามีโปรแกรมกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ เป็นลักษณะ “บาร์โค้ด” ที่ผู้ประกอบการจะติดมากับรถยนต์ เวลารถยนต์มาถึงท่าเทียบเรือเราจะได้รู้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวจะต้องส่งไปที่ไหน ขึ้นเรือลำไหน ถือเป็นข้อมูลสำคัญ บาร์โค้ดแบบนี้เราเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่มี นอกจากนี้ท่าเทียบเรือของเรายังมีที่กองเก็บรถยนต์อยู่ข้างหลัง เพราะว่าในแต่ละวันจะมีรถยนต์มารอจำนวนมาก

ถามถึง “หัวใจ” สำคัญของการทำธุรกิจ ข้อแรก เราต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้า ข้อสอง การบริการต้องมีคุณภาพสูงสุด ข้อสาม ท่าเทียบเรือของเราดีที่สุดในแหลมฉบัง เพราะอยู่ปากอ่าว เรือจะเข้ามาเทียบท่าใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ข้อสุดท้าย คือ เรามีความชำนาญมานาน เห็นได้จากบุคลากรที่เข้มแข็งในการบริหารงาน

ถามถึงกลยุทธ์การทำธุรกิจในอนาคต เขาตอบว่า เราจะพุ่งเป้าสู่การเป็น “ผู้บริหารท่าเทียบเรือขนถ่ายรถยนต์ในเอเชีย” จากการศึกษาทำให้รู้ว่า อุตสาหกรรมการส่งออกรถยนต์ คิดเป็นสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ประเทศไทย ถือว่าใหญ่มาก เรามองว่า รถยนต์ไม่ได้หยุดแค่ 3 ล้านคันต่อปี แต่จะต้องเติบโตไปเรื่อยๆ ฉะนั้นเมื่อเราเป็นผู้บริหารท่าเทียบเรือต้องเตรียมตัวรองรับการขยายตัวไว้ก่อน

“ปกติกำไรสุทธิของเราจะเติบโตเฉลี่ย 17-18 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เรียกว่าโตตามอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่เมื่อเราเข้าไปซื้อท่าเทียบเรือ C0 ทำให้ “กำไรสุทธิ” มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2557”

เขาเล่าต่อว่า อุตสาหกรรมรถยนต์มีการขยายตัวตลอดทุกปี นั่นเป็นเพราะผู้ประกอบการมีการลงทุนเยอะ แต่ละรายลงทุนประมาณ 200,000 -400,000 ล้านบาท ที่ผ่านมามีการใช้รถยนต์ในประเทศประมาณ 800,000-1,000,000 คัน แต่อีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ผู้ประกอบการกับรัฐบาลประกาศว่าจะสามารถผลิตรถยนต์ในประเทศได้ถึง 3 ล้านคัน

แบ่งเป็นจะใช้ภายในประเทศ 1 ล้านคัน และอีก 2 ล้านคันจะเป็นการส่งออก ปัจจุบันส่งออกไปออสเตรเลียสัดส่วน 20เปอร์เซ็นต์ แอฟฟิกาใต้ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ อาหรับ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์อยู่ในเอเชีย อาทิ อินโดนีเซียน ฟิลิปินส์ ส่วนที่เหลือก็เป็นประเทศอื่นๆ

ปีหน้าเราตั้งใจจะใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายพื้นที่ฝากเก็บสินค้าบริเวณท่าเทียบเรือ ถือเป็นการรองรับการส่งออกรถยนต์ที่คาดว่าจะขยายตัว 4,000-5,000 คันต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 3,000 คันต่อวัน โดยการขยายพื้นที่ดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในช่วงต้นปี 2557 คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2558 ซึ่งจะสอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปัจจุบันเรามีท่าเทียบเรือที่สามารถรองรับการส่งออกรถยนต์ได้ถึง 2.5 ล้านคัน โดยจะเป็นจากท่าเรือ A5 จำนวน 1.5 ล้านคันต่อปี และท่าเรือ C0 จำนวน 1 ล้านคันต่อปี

ถามถึงการออกไปบริหารท่าเทียบเรือในต่างประเทศ เขาตอบว่า เราต้องหาพันธมิตรที่ดีให้ได้ก่อน หากไปคนเดียวคงยาก เพราะว่าแต่ละประเทศมีกฎหมายที่ต้องเข้าไปศึกษาให้ละเอียด ที่ผ่านมาเราศึกษาไปแล้ว 2-3 ประเทศ โดยเฉพาะแถบเอเชีย ปีหน้าคงได้เห็นเรา “โกอินเตอร์”

กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการท่าเทียบเรือของ “นามยง เทอร์มินัล” คือ กลุ่มผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้า กลุ่มสายเดินเรือ โดยผู้ส่งออกส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อ Toyota, Isuzu, Mitsubishi, Ford & Mazda และ Nissan เป็นต้น ซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เหล่านี้จะทำการว่าจ้างสายเดินเรือที่มีความชำนาญในการขนถ่ายรถยนต์มารับสินค้าที่ท่าเทียบเรือ เพื่อขนส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทางในต่างประเทศ

ปัจจุบันสายเดินเรือหลัก 5 สายเดินเรือ ซึ่งเป็นสายเดินเรือรายใหญ่ของโลกและมีความสัมพันธ์อันดีกับบริษัทและผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ประกอบด้วย Nippon Yusen Kabushiki Kaisha (NYK) , Kawasaki Kisen Kaisha Ltd. (K-Line), Mitsui OSK Lines, Ltd. (MOL), Wallenius Wihelmsen Logistics AS (WWL) และ Toyofuji Shipping Co., Ltd. (TFS) สายเดินเรือหลักมีความต้องการใช้พื้นที่ท่าเทียบเรือ A5 ของบริษัท

เขา บอกว่า เราไม่ค่อยได้รับกระทบจากปัจจัยภายในประเทศเท่าไร ฉะนั้นเราจะมุ่งมั่นให้บริการท่าเทียบเรือ เพื่อเป็นศูนย์กลางการส่งออกและนำเข้ารถยนต์ของประเทศที่ได้มาตรฐานระดับโลก ปัจจุบันบริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์ จนสามารถเป็นผู้นำตลาดในการให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อการส่งออกและนำเข้ารถยนต์ของประเทศ โดยสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ในอนาคตตั้งใจจะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้น จากการให้บริการท่าเทียบเรือ A5 และ C0

ว่าจะเป็น “นามยง เทอร์มินัล”

ย้อนประวัติ บมจ.นามยง เทอร์มินัล หรือ NYT สมัยรุ่น “พ่อ-แม่” ตระกูลเหลืองสุวรรณ ประกอบธุรกิจขนถ่ายสินค้าทางทะเลภายใต้ “บริษัท นามยืนยง ชิปปิ้ง จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ “บมจ.นามยง เทอร์มินัล” โดยถือหุ้นสัดส่วน 67 เปอร์เซ็นต์

ด้วยประสบการณ์ในการทำธุรกิจขนส่งนานมากกว่า 30 ปี ทำให้ผู้ถือหุ้นใหญ่มองเห็นว่า ในอนาคตตลาดรถยนต์จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก ท่านได้เล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจของการให้บริการท่าเทียบเรือ เพื่อการส่งออกและนำเข้ารถยนต์ เมื่อรัฐบาลประกาศว่า ประเทศไทยจะเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย”

ประจวบเหมาะกับจังหวะเดียวกับที่ บมจ.บ้านปู (BANPU) มีการตัดขายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก อย่าง “บริษัท บ้านปู เทอร์มินัล” ซึ่งเขาเป็นผู้ได้รับสัมปทานการบริหารท่าเทียบเรือ A5 เราจึงเข้าไปขอซื้อ เพื่อขยายธุรกิจท่าเทียบเรือ หลังจากเข้าไปซื้อท่าเทียบเรือ A5 แล้ว ก็มีการคุยกับสายการเดินเรือ เพื่อให้เขามาใช้ท่าเทียบเรือของเรา ซึ่งสายการเดินเรือก็ตกลงมาใช้ท่าเทียบเรือของบริษัท โดยมีการทำสัญญาใช้ท่าเทียบเรือของเราในการขนถ่ายรถยนต์เป็นประจำ

ทันทีที่บริษัทเข้าไปบริหารท่าเทียบเรือ A5 เราได้ลงนามในสัญญาข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมกับ “การท่าเรือแห่งประเทศไทย” หรือ กทท. เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2547 เพื่อปรับแผนธุรกิจจากท่าเทียบเรือเพื่อการขนถ่ายสินค้าประเภทถ่านหินและสินค้าทั่วไป มาเป็นท่าเทียบเรือเพื่อการส่งออกและนำเข้ารถยนต์และสินค้าทั่วไปอย่างเป็นทางการและได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “นามยง เทอร์มินัล” มื่อวันที่ 15 ต.ค.2547

จากนั้นบริษัทจึงลงทุน และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในท่าเทียบเรือ A5 อย่างต่อเนื่อง โดยได้ลงทุนพัฒนาท่าเทียบเรือ จากเดิมที่มีท่าเทียบเรือย่อยจำนวน 1 ท่า จนปัจจุบันมีท่าเทียบเรือย่อยรวม 3 ท่า ความยาวหน้าท่ารวม 697 เมตร ความลึกร่องน้ำ 14 เมตร สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ถึง 80,000 DWT รวมทั้งได้มีการขยายพื้นที่จอดพักรถยนต์ เพื่อการส่งออกและนำเข้า

ในเดือนเม.ย. 2555 บริษัทและกลุ่ม Nippon Yusen Kabushiki Kaisha (NYK) ได้เข้าร่วมลงทุนในบริษัท แหลมฉบัง อินเตอร์เนชั่นแนล โร-โร เทอร์มินัล จำกัด หรือ LRT ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อการส่งออกและนำเข้ารถยนต์ (Ro/Ro) และสินค้าทั่วไป ณ ท่าเทียบเรือ C0 ซึ่งตั้งอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดย LRT ได้รับสัมปทานลงทุน บริหาร และประกอบการท่าเทียบเรือ C0 จาก กทท. เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2546 มีระยะเวลาสัญญา 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2548 สิ้นอายุสัญญาวันที่ 31 ส.ค. 2578

สำหรับเงินระดมทุน 2,445 ล้านบาท บริษัทจะนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน รวมถึงสำรองไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และนำไปใช้ลงทุนขยายกิจการ เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านการให้บริการรองรับปริมาณส่งออกรถยนต์ของไทยในฐานะเบอร์หนึ่งของอาเซียน

Tags : เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ