“เล่นได้กำไรไม่เว่อร์” นิยามหุ้นไทยปี57

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ตลาดหุ้นปี 2557 ลงทุนได้ แต่กำไรไม่มากเท่า 6 เดือนแรกของปีก่อน “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” นายใหญ่แห่ง บล.ทิสโก้ ปักใจเชื่อเช่นนั้น

22 ปี อายุงานในแวดวงการเงิน น่าจะเป็นตัวการันตี “ความแม่นยำ” ในการวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดีของ “ทอม-ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ หรือ TISCO หากไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์มาขัดบรรยากาศการลงทุน

ก่อนจะเริ่มต้นทำนายตลาดหุ้นในปี 2557 “ไพบูลย์” ย้อนประวัติชีวิตฉบับมินิให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ให้ฟังว่า พื้นเพเป็นคนกรุงเทพ คุณพ่อกับคุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัว เพื่อเลี้ยงดูลูกๆ 4 คน ตัวเองเป็นคนที่ 3

หลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองซานตาครูซ ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาโท M.B.A. สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยอินเดียน่า เมืองบลูมมิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

“อยากได้ความอิสระ” นั่นคือ เหตุผลแรกที่ทำให้อยากไปเรียนเมืองนอก เห็นพี่สาว 2 คน ไปเรียนแล้วอยากไปบ้าง (หัวเราะ) ตอนเรียนจบปริญญาตรีที่บ้านเรียกตัวกลับเมืองไทย แต่ไม่อยากกลับจึงตัดสินใจเรียนปริญญาโทต่อ ตลอด 10 กว่าปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา นอกจากจะได้รับความอิสระแล้ว ยังรู้สึกมีความสุขมาก เพราะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในช่วงชีวิตหนึ่ง

หลังเรียนจบปริญญาโท ตัดสินใจกลับมาเมืองไทย เพื่อมาเริ่มต้นทำงานแห่งแรกที่บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในตำแหน่งนักวิเคราะห์ ตอนโน้นยังงงๆตัวเองมาสายงานนี้ได้อย่างไร เพราะตอนอยู่เมืองนอกมีโอกาสทำงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ 1 ปี ทำไปทำมารู้สึกไม่สนุกวันๆนั่งเขียนแต่โปรแกรม พอมาสัมผัสงานหลักทรัพย์รู้สึกชอบ จริงๆตอนแรกตั้งใจจะทำไม่นาน

สุดท้ายทำงานในบล.ทิสโก้ได้เพียง 2 ปี ตัดสินใจลาออกไปทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส โบรกเกอร์ WICARR สัญชาติฝรั่งเศส อดีตเคยเป็นโบรกเกอร์อันดับ 1 ของเมืองไทย ปัจจุบัน “เจ๊ง” แล้ว เหตุผลที่เปลี่ยนงาน เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีนักลงทุนสถาบันมีแต่นักลงทุนรายย่อย แถมไม่ค่อยมีใครสนใจบทวิเคราะห์ ทำไปก็ไม่มีใครอ่าน บางคนแทบไม่รู้จักด้วยย้ำว่า บทวิเคราะห์คืออะไร รู้จักแต่คำว่า “หุ้นเด่น”

นั่งทำงานโบรกเกอร์ฝรั่งได้ 2 ปี คราวนี้ลาออกมาอยู่ในโบรกเกอร์ BARING ทำได้ 1 ปี ตัดสินใจลาออกอีกครั้ง เพื่อมาทำงานที่บล.ทิสโก้ หลังได้รับคำชวนให้กลับมาทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ตอนนั้นอายุ 40 ปี ปัจจุบันอายุ 47 ปีแล้ว ชีวิตการทำงานคงอยู่ที่นี่จนถึงวัยเกษียณ 55 ปี

“บล.ทิสโก้ สอนให้รู้จักตลาดทุนมากขึ้น และทำให้ได้รู้จักคนในหลายองค์กร ทั้งเอกชนและรัฐบาล คอนเน็ตชั่นที่มากขึ้น ทำให้เรามีข้อมูลมากมายหลากหลายด้านมาเขียนบทวิเคราะห์ให้นักลงทุนทุกคนได้อ่าน”

“นายใหญ่” แห่งโบรกเกอร์ทิสโก้ ย้อนสถานการณ์ตลาดหุ้นในปี 2556 ให้ฟังก่อนว่า เมื่อต้นปี 2556 เชื่อว่า SET INDEX มีโอกาสพุ่งแตะ “นิวไฮ” 1,700 จุด ผ่านมา 4 เดือน ดัชนีแตะ 1,600 จุด ยิ่งเกิดความมั่นใจ บรรยากาศทุกอย่างเอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของสภาพคล่องของตลาดทุนทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

กูรูหลายคนมองว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลน่าจะไหลออกจากตลาดพันธบัตร หรือบอนด์ เข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น ประจวบเหมาะกับนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ผลประกอบการในปี 2556 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจะเติบโตอย่างน้อย 20-25 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี เมืองไทยน่าจะขยายตัวอยู่ในระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างดูดีไปหมด แถมรัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งมา 2 ปี ยังคงเดินนโยบายทุกอย่างตามปกติ บรรยากาศทุกอย่างดีมาก พูดง่ายๆ 6 เดือนแรกของปี 2556 ทุกคนมี “ความสุข”

ใครจะไปคิดว่า หลังจากนั้นทุกอย่างจะกลับข้างแบบนี้ หลังจากเดือนพ.ค.2556 ทุกอย่างพังทลาย เมื่อธนาคารกลาง หรือเฟด ออกมาพูดเรื่องการลดมาตรการ QE ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดอาการ “สะดุด” บรรยากาศการลงทุนทุกอย่างกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้หลายประเทศตั้งรับไม่ทัน เพราะทุกคนไม่คาดคิดว่า เฟดจะปรับลดระดับ QE เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่มีความแน่นอน ยิ่งเขาประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแย่ทุกตัว ยิ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น

“ไพบูลย์” เล่าต่อว่า เมื่อต้นปี 2556 บล.ทิสโก้ทำนายว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะยืนระดับ1,550 จุด ก่อนจะปรับมุมมองรอบใหม่เป็น 1,600 จุด หลังเห็นดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากเดือน พ.ค.2556 ดัชนีร่วงแรง เราได้ปรับดัชนีรอบใหม่มาอยู่ที่ 1,400 จุด เนื่องจากมองว่า การประกาศลดมาตรการ QE ทำในเวลาที่ไม่เหมาะสม จากนั้นไม่นานเหตุการณ์ไม่ดีค่อยๆผุดออกมาเรื่อยๆ อาทิเช่น ประเทศจีนมีการปฎิรูปประเทศใหม่ เป็นต้น

แม้ว่า เดือนพ.ค.2556 ตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศยังดูดีอยู่ แต่ในแง่ความกังวลของมาตรการ QE ทำให้เม็ดเงินจากต่างชาติถอยออกจากตลาดหุ้นไทยมากถึง 50,000 ล้านบาท ตรงข้ามกลับในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2556 ที่มีแต่แรงซื้อเข้ามา ถือเป็นการถอนทุนออกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ดัชนีและราคาหุ้นพื้นฐานปรับตัวลดลงเร็วมาก

ปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก แถมยังส่งผลไปสู่ความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ทั้งหมดว่าจะอยู่กันอย่างไรเมื่อไม่มีมาตรการ QE ส่วนตัวมองว่า เป็นการคาดการณ์ที่ “เวอร์เกินไปมาก” ใครหลายคนตกอยู่ในสภาวะการสะสมความกลัวมาเรื่อยๆ

เมื่อความเปราะบางมาเจอกับข่าวร้ายต่างๆ ที่เข้ามาซ้ำเติมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บรรยากาศของตลาดหุ้นไทยมีแต่ข่าวลบ โดยเฉพาะข่าวตัวเลขเศรษฐกิจเมืองไทยที่ออกมาแย่ โดยเฉพาะตัวเลขส่งออกที่ไม่เติบโตถึงขั้นติดลบในบางเดือน ,ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุล และเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มชะลอตัว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หลายภาคส่วนเริ่มมีการคุยกันเรื่องหนี้สินภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น กำลังซื้อในประเทศที่หดหาย

ตอนนั้นเคยคิดว่า เหตุการณ์ในครานั้น น่าจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และตลาดหุ้นคงดดีกลับมาเหมือนตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่ สุดท้ายกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อประเทศไทยเกิดปัญหาการเมือง ส่งผลให้บรรยากาศในการลงทุนแย่ลงไปอีก จากเดิมที่คาดว่า นักลงทุนต่างชาติจะหยุดขาย

แต่เมื่อบ้านเมืองวุ่นวาย นักลงทุนต่างชาติไม่หยุดขาย แถมปี 2556 ยังเป็นการขายที่มากถึง 200,000 ล้านบาท สูงกว่าปี 2551 ช่วงวิกฤติการณ์การเงิน หรือซับไพรม์ ต่างชาติขายสุทธิแค่ 160,000 ล้านบาท ปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยในปี 2556 หลักๆน่าจะมาจากความวุ่นวายทางการเมืองไทย เขากลัวประเทศไทยจะเกิดสูญญากาศ และหวั่นใจเรื่องเฟดลด QE

“ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” เริ่มวิเคราะห์ตลาดหุ้นในปี 2557 ว่า น่าจะเป็น “ปีแห่งการลงทุน” แต่คงไม่ได้ผลกำไรมากเหมือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 หากต้องการได้กำไรมากๆต้องรอปี 2558 ทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนสมมุติฐานเมืองไทยมีความชัดเจนในหลายๆเรื่อง ยิ่งปฎิรูปจนสีเสื้อผสมกันจนกลายเป็นสีส้ม รับรองตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตสุดๆ เป็นความหวังส่วนตัวนะ

ฉะนั้นนักลงทุนสามารถเลือกช้อป “ของดีราคาถูก” ได้ตามใจชอบ เรียกว่า ถูกทั้งในแง่ของดัชนีและราคาหุ้นรายตัว เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ หลังดัชนีลงจาก 1,650 จุด เมื่อต้นปี 2556 มาอยู่เฉลี่ย 1,300 จุด ในช่วงสิ้นปี 2556 เท่ากับว่า ตลาดหุ้นไทยปีก่อนติดลบประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ต่างจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่มีการทำสถิติ “New High” กันใหม่ (ยิ้ม)

ยกตัวอย่าง ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ดัชนีปรับขึ้นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นยุโรปขึ้น 25-30 เปอร์เซ็นต์ และตลาดหุ้นญี่ปุ่นขึ้นมา 40-50 เปอร์เซ็นต์ แต่หุ้นไทยติดลบ หลังเจอปัญหาการเมือง “เสียดายโอกาส” เขาสถบ
เรามองเป้าหมาย SET INDEX ปี 2557 ในระดับ 1,560 จุด มี Upside ประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นการเมืองจบทุกอย่างออกมาทุกคน “แฮปปี้” โอกาสเห็นดัชนี 1,700 จุด ยอมรับไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนตัวเชื่อว่า ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า น่าจะเห็นทางออกของการเมืองไทย

ขอยกให้ปี 2557 เป็นปีแห่งการ “ปฎิรูปประเทศไทย” ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องมาจัดการเรื่องนี้ก่อน ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายมองว่า น่าจะมีการเลือกตั้งก่อน แล้วค่อยปฎิรูปประเทศไทย จากนั้นจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้รัฐบาลจากเสียงประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ

วันนี้การเมือง ถือเป็นตัวแปรสำคัญ ฉะนั้นหากมีความชัดเจนรับรองประเทศเดินหน้าต่อแน่ นักลงทุนจะกล้าโยกเงินกลับเข้ามาสู่ตลาดหุ้นเหมือนเดิม กล้าที่จะซื้อหุ้น กล้ามองระยะยาวมากขึ้น ไม่เหมือนปัจจุบันที่มองเพียงสั้นๆ ยิ่งนักลงทุนมีความเชื่อในนโยบายเศรษฐกิจประเทศไทย เขาจะพกความกล้ามามากกว่านี้

แต่ถ้าไม่เกิดการปฏิรูปประเทศไทย หรือการเมืองยืดเยื้อ ตลาดทุนยังคงไปได้ แต่ไปในลักษณะเรื่อยๆ ขณะที่ดัชนีจะยืนอยู่ได้ไม่นานและพร้อมจะกลับลงมา เพราะความต่อเนื่องในการทำงานไม่มี เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศไทยจะไปไหนได้

สุดท้ายไม่ว่าเมืองไทยจะเกิดการปฎิรูปหรือไม่ แต่หากการชุมชุมยุติ เม็ดเงินจากต่างชาติพร้อมจะไหลกลับมาตลาดทุนเมืองไทยก่อนอันดับแรก แต่คงอยู่ไม่นาน และจะกลับมาไม่มากเท่าที่ไหลออกไป เรียกว่า เข้ามาเก็งกำไรเป็นระยะ หากอยากเห็นเม็ดเงินไหลกลับมาเยอะๆประเทศไทยต้องมีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจชัดเจน

เขา วิเคราะห์ เศรษฐกิจไทยในปี 2557 ว่า คงเติบโตประมาณ 4.5 เปอร์เซ็นต์ บนสมมุติฐานว่า การเมืองไม่รุนแรง และการชุมนุมต้องจบลงโดยเร็ว ถ้าหากการชุมนุมลากยาวคงเหนื่อยและกระทบอีกหลายฝ่าย เมื่อปี 2556 ประเทศไทยเจอปัญหาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นส่งออกที่ซบเซา และการเมืองวุ่นวาย ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ถือว่า “ต่ำมาก” ด้วยศักยภาพเศรษฐกิจไทยควรจะเติบโตอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 4-5 เปอร์เซ็นต์

หากพิจารณาถึง 4 ภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะพบว่า ในแง่ของ “ภาคอุปโภคบริโภค” หากทุกคนเกิดความไม่มั่นใจคงไม่มีการซื้อของบ่อยๆเหมือนก่อน ส่วน “ภาคการลงทุน” แน่นอนนักลงทุนต่างประเทศชะลอการลงทุน เพราะเริ่มไม่แน่ใจว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาผลักดันเศรษฐกิจไทย ขณะที่ภาคเอกชนยังคงชะลอการลงทุน “ภาคการท่องเที่ยว” คงได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง ฉะนั้นประเทศไทยคงไม่เป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวเท่าไรนัก

ส่วน “ภาคการส่งออก” น่าจะเป็นภาคธุรกิจเดียวที่เป็น “ความหวัง” ในปี 2557 หลังเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ขณะที่เอกชนไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับคนอื่นได้เป็นดี อย่างน้อยเมืองไทยก็ยัง “โชคดี” พูดให้เข้าใจ คือ “ภาคส่งออก” จะเป็น “พระเอก” ประจำปีม้า

ฉะนั้น “หุ้นเด่น” ที่ซื้อลงทุนได้ในปี 2557 คือ “กลุ่มค้าปลีก” คาดว่าจะกลับมาขยายตัวประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ หลังวงจรการบริโภคภายในประเทศตกต่ำไปแล้วในไตรมาส 3/2556 ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555

นอกจากนั้นยังมี “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” โดยเฉพาะธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่คาดว่ายอดขายที่ดินจะออกมาดีตามจำนวนการส่งเสริมการลงทุนที่สูงขึ้น และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ที่อาจมีการขยายสาขาและการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์

“กลุ่มสาธารณูปโภค” เป็นกลุ่มที่ราคายังปรับตัวน้อย แถมเร็วๆนี้ยังมีการประมูลโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ หรือ IPP คาดว่าจะทราบผลภายใน 6-9 เดือนข้างหน้า “กลุ่มส่งออก” จากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์และการฟื้นตัวแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ

กลุ่มสุดท้าย คือ “กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์” แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเสียงติติงว่า กลุ่มนี้ปรับตัวช้า เพราะยังมีการผลิตฮาร์ดดิสก์ ในขณะที่แทบไม่มีใครใช้แล้วก็ตาม แต่เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกากำลังเริ่มฟื้นตัว คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 3 เปอร์เซ็นต์

ประกอบกับธุรกิจไอทีอาจมีการอัพเกรดซอฟต์แวร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ ฉะนั้นอาจเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่ดีของธุรกิจดังกล่าว หลายคนอาจเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ใหม่ แต่อุปสงค์รอบนี้อาจเกิดจากฝั่งภาคบุคคลมากกว่าองค์กร
“เลือกซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศเป็นหลัก เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร อิเล็คทรอนิกส์ พลังงาน และปิโตรเคมี เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่เกี่ยวกับโครงการของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ 2 ล้านล้านบาท ควรหลีกเลี่ยง ส่วนหุ้นไอพีโอความสนใจน่าจะลดน้อยลง”

ถามว่าปัจจัยใดเป็นตัวบ่งบอกว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว “ไพบูลย์” บอกว่า ดูจากตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ค่อยๆดีขึ้นในหลายๆไตรมาสที่ผ่านมา อย่างในช่วงไตรมาส 3/2556 จีดีพีของเขาเติบโต 4.1 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ถ้าไปดูว่า เขาโตในภาคส่วนใดบ้างจะเห็นเลยว่า “มาจากทุกภาคส่วน”
เห็นชัดๆ คือ ตัวเลขการจ้างงานที่เริ่มดีขึ้น อัตราการว่างงานลดลงเรื่อยๆ ภาคการผลิต- การบริโภค-ส่งออกก็ดีขึ้น และที่สำคัญไม่มีเงินเฟ้อด้วย เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจยังโตไม่เต็มที แถมยังได้แรงช่วยจากราคาพลังงานที่ต่ำ ทำให้กาวะศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวในสปีดที่เร็วขึ้น

ส่วนเศรษฐกิจในกลุ่มยุโรป เชื่อว่า ในปี 2557 จะเป็น “ปีแรก” ที่เราจะเห็นการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจ เรียกว่า “บวกยกกลุ่มยูโร” ที่ผ่านมาเศรษฐกิจที่มีปัญหาหนัก คือ ประเทศกรีซ ,ไอซ์แลนด์ และสเปน เท่าที่เห็นการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนใหญ่จะให้การเติบโตของจีดีพีเป็นบวกในประเทศเหล่านี้ ถือเป็นวิวัฒนาการที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อ 6-7 ปีก่อนที่เริ่มมีวิกฤติเศรษฐกิจ

ถ้าเจาะลึกดูว่า ทำไมเศรษฐกิจกลุ่มยุโรปถึงฟื้นตัว เราจะเห็นว่า ในหลายๆ ประเทศมีการปฎิรูปตัวเอง โดยเฉพาะประเทศกรีซ เขาจะคล้ายๆ เมืองไทยเมี่อปี 2540 ที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการรัดเข็มขัดตัวเอง สุดท้ายเศรษฐกิจกลับมาดี
เท่าที่ดูการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลกรีซ ถือว่าประหยัดลงเยอะ เขาเริ่มเกินดุลงบประมาณตั้งแต่ต้นปี 2556 ไม่รวมดอกเบี้ยกับเงินต้นที่ต้องใช้คืน แต่ถ้ารวมที่ต้องคืนหนี้ยังถือว่า ขาดดุลงบประมาณอยู่ เพราะว่าเขากู้ยืมเงินมาเยอะ ซึ่งต้องใช้เวลา แต่หากเราไป “โฟกัส” แต่สิ่งนั้น ก็จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

“ปีหน้าขอให้ “น้ำหนัก” การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่าการเมือง”