“เสี่ยป๋อง” หิ้วหุ้นทิ้งปีนี้ ปมดันพอร์ตทะลุ “พันล้าน”

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ผ่านมา 2 ปี “เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” เซียนหุ้นเทคนิคชื่อดัง ซุ่มเงียบขยับพอร์ตลงทุนจาก 200 ล้านบาท สู่ “หลักพันล้าน” ผ่านมาแค่ 11 เดือน

เมื่อ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” สำคัญเทียบเท่า “การวิเคราะห์เทคนิค” เซียนหุ้นเทคนิครายใหญ่ “เสี่ยป๋อง -วัชระ แก้วสว่าง” จึงปฎิบัติการณ์เชิญ “ซินแซ” ประจำตัววัย 60 ปี มาปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ย ห้อง VIP 8 ชั้น 2 อาคารสาธรซิตี้ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส หรือ ASP วันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 เวลา 11:11 นาที ถือเป็น“ฤกษ์งามยามดี”

ปรับเปลี่ยนทิศทางห้อง VIP หมายเลข 8 ไม่นาน กราฟชีวิตการลงทุน “พุ่งพรวด” สิ้นปี 2555 “เสี่ยป๋อง” ฟัน “กำไร” เข้ากระเป๋าประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ฐานที่มั่นแห่งนี้ ตามความเชื่อ “ศาสตร์ฮวงจุ้ย” จะมีอายุเพียง 5 ปี นับจากปี 2555 “นักลงทุนรายใหญ่” ยึดโบรกเกอร์ เอเซีย พลัส เป็นฐานที่มั่นตั้งแต่ปี 2544 เปลี่ยนห้องประจำการณ์มาแล้วหลายครั้ง

วันแรกของการมีห้องนั่งเทรดส่วนตัว เกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึก World Trade Center ประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านมาถึงปี 2545 หาเงินจากตลาดหุ้นได้เท่าไรถูกเรียกคืนกำไรหมด ในครานั้นพนักงานประจำ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้เขารู้จัก “ซินแส” ท่านหนึ่ง “ทิศไม่ดี ปรับห้องไปก็ไร้ประโยชน์” สิ้นเสียงคำบอกกล่าว “เสี่ยป๋อง” รีบขนของย้ายห้องทำเงินทันทีในปี 2546

เขาย้ายเข้าห้องใหม่ในเดือนส.ค.2546 ช่วงนั้นตลาดหุ้นซื้อขายอยู่แถว 400 จุด ผ่านมา 3 เดือน ตลาดหุ้นทะยานแตะ 800 จุด ทำให้เขาได้ “กำไร” ทันที 500 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อในศาสตร์ฮวงจุ้ยมากขึ้น “อยากได้ลาภเร็ว” เขาบอกกับซินแส เพราะห้องนี้จะมีพลังเหลือเพียง 6 เดือน

รอบนี้จำเป็นต้องย้ายห้องอีกครั้ง “ซินแส” บอก เชื่อหรือไม่ ห้องที่สามทำให้เขารอดพ้นจากเหตุการณ์ปฎิวัติทางการเมืองในปี 2549 และเหตุการณ์แคปปิตอล คอนโทรล นั่งประจำการณ์ไม่นานพลังของห้องหมดอีกครั้ง “เสี่ยป๋อง” ต้องย้ายของขึ้นไปหลบภัยบนยอดตึกสาธรซิตี้ทาวเวอร์เกือบปี ก่อนจะลงมาอยู่ห้อง VIP หมายเลข 8

“กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” มีโอกาสเจอ “เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” วัย 40 ปี ในลุคที่อ้วนขึ้น 20 กิโลกรัม บรรยายกาศภายในห้อง VIP ยังคงคอนเซ็ปท์เช่นเดิม นั่นคือ ทำห้องให้รกเหมือนอยู่บ้าน บนโต๊ะทำงานร่ายล้อมไปด้วยคอมพิวเตอร์ 7 ตัว แต่ละตัวถูกแบ่งหน้าที่แตกต่างกันไป ตัวที่ 1-3 คอยตรวจเช็คราคาหุ้นไทย ตัวที่ 4 ดูเส้นเทคนิค ตัวที่ 5 เช็คเมล์ ตัวที่ 6 เปิดดูเวปไซด์ทั่วไป ตัวสุดท้าย ตรวจดูหุ้นต่างประเทศ เขาบอกว่า “ใจจริงอยากมีมากกว่านี้” เขาสวม “เฮดโฟน” นั่งประการณ์เก้าอี้ตัวเดิม เพื่อดูกราฟหุ้นก่อนปิดตลาดภาคเช้า

ตรงข้ามโต๊ะทำงานของ “เสี่ยป๋อง” จะมีคอมพิวเตอร์อีก 4 ตัว เพื่อคอยบริการเพื่อนสนิทมิตรสหาย วันนั้นถูก “น้องชายคนสนิท” นามว่า “ต่อ” จับจองเก้าอี้ตั้งแต่เช้า

“วันนี้พอร์ตลงทุนของผมพุ่งทะลุ “พันล้านบาท“ แล้ว เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีมูลค่าแค่ “200 ล้านบาท” เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” เปิดประเด็นตื่นเต้น ก่อนหันไปสั่งอาหารเที่ยง

เมื่อพอร์ตเติบโตดั่งใจ ทำให้เกิดความรู้สึกอยากเปลี่ยน จากอาชีพ “นักเล่นหุ้น” มาเป็น “เจ้าของกิจการ” เพื่อนจึงฝากฝังเรากับ “รศ.มานพ พงศทัต” ประธานหลักสูตร และอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เข้าไปรียนหลักสูตร RE-CU Senior กลยุทธ์บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่นที่ 44 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่พอไปนั่งเรียนจริงๆ หลักการ และกฏระเบียบเยอะมาก (หัวเราะ) มันไม่หมูจริงๆ ไม่เหมือนเล่นหุ้นอยากเป็นเจ้าของตัวไหนซื้อเลย ไม่ต้องบริหาร มีคนจัดการให้หมดทุกอย่าง ฉะนั้นขอกลับมาอยู่ในทางของตัวเองดีกว่า

“เล่นหุ้นเครียดก็เเขวี้ยงทิ้ง”

หลักสูตรนี้จะเชิญคนเก่งๆมาสอน อาทิเช่น “ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” เจ้าของ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ หรือ SENA ผู้หญิงคนนี้เฟอร์เฟคมาก “รวย สวย เก่ง” เธอพาเพื่อนเก่งๆมาสอนนักศึกษาที่มี 160 คนด้วย “แม้สุดท้ายผมจะไม่ได้นำความรู้ที่ได้จากการร่ำเรียนมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่อย่างน้อยก็ได้

คอนเน็ตชั่นตรึม!!

อะไรจุดประกายให้อยากทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์? ที่ผ่านมามีคนมาเสนอขายที่ดินแถวสุขุมวิทเพียบ แต่พอเห็นราคา ยอมแพ้เลย ตกตารางวาละ 1 ล้านกว่าบาท แล้วคอนโดมิเนียม 1 แห่ง ต้องใช้พื้นที่ 2 ไร่ ซึ่ง 1 ไร่ เท่ากับ 400 ตาราวา ใช้เงินเยอะเกินไปไม่ไหว

“อยากทำธุรกิจแต่ไม่เคยมีที่ดินสักแปลง ตลกมั้ยละ”

ก่อนจะอยากเป็น “เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” เคยทุ่มเงินลงทุนร่วมกับเพื่อนๆเพื่อทำภาพยนตร์เรื่อง “รักโง่ๆ Love Syndrome” นำแสดงโดย “โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์” มูลค่ารวม 20 ล้านบาท

ผลปรากฎว่า “ขาดทุนยับ” ได้เงินคืนมาแค่ 6.6 ล้านบาท ทุกวันนี้ยังสงสัยทำไมไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งๆที่ลงทุนโปรโมทไปตั้ง 9 ล้านบาท แถมช่วงนั้นไม่มีหนังดังฉายแย่งซีนด้วย แต่เพื่อนๆบอกว่า ชื่อเรื่องไม่โดน และหนังยาวถึง 2 ชั่วโมง 15 นาที

ตั้งแต่หนังฉายผู้กำกับและนักวิจารณ์หนังทุกคนออกมาชมว่า “หนังดี ถ่ายทำดี บทดี” ขณะที่โรงภาพยนต์เมเจอร์ ยังช่วยโปรโมทสุดฤทธิ์ พนักงานใส่เสื้อยืนขายตั๋ว แต่แปลกมั้ยทำไมไม่มีคนดู ก่อนหนังฉายมีคนเข้ามาดูตัวอย่างภาพยนต์มากถึง 1 ล้านวิว แต่คนไปดูไม่ถึง 40,000 คน ตอนนี้กำลังหวังเรื่องการขายเป็นแผ่นซีดี หวังว่ายอดจะดี
บทเรียนคราวนี้ทำให้รู้ว่า เรายังขาดเรื่องการโฆษณาผ่านทีวี และได้รับรู้พฤติกรรมของคนไทยที่ไม่ชอบดูหนังที่จบไม่สวย เพราะตอนจบตัวเอกทั้ง 4 คู่ แห้วเรื่องความรักหมดเลย ตอนแรกกะว่าจะลงทุนทำภาพยนต์ต่อ แต่พอเรื่องแรกขาดทุนทำให้ออกแนว “ร้อนๆหนาว” ถามว่า ขาดทุนหนังเหนื่อยเหมือนขาดทุนหุ้นมั้ย เรื่องหุ้นพ่อแม่ยังคอยเติมเงินให้ อยากลองท่านปล่อยให้เราทำ กว่าจะกำไรหุ้นปาเข้าไปปีที่ 11 เหนื่อยเหมือนกันนะ เขา สถบ

“ผมไม่ชอบความยุ่งยาก แม้กระทั่งติดหุ้นยังทนได้ไม่นาน แต่เดี๋ยวนี้แก่แล้วทนได้เยอะ ทุกวันนี้ยังติดหุ้นอยู่หลายตัว เคยซื้อหุ้นตัวหนึ่ง 30 ล้านหุ้น ต้นทุน 4 บาท ราคาเคยทะยานถึง 7 บาท แต่ไม่ยอมขาย สุดท้ายลงมาเหลือ 3.80 บาท ถือมา 2-3 ปีแล้วคงไม่ขาย เพราะเชื่อว่า 1-2 ปีข้างหน้า หุ้นตัวนี้จะ “หุ้นเทิร์นอะราวด์”

ถามเรื่องการลงทุนในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2556 (ม.ค.-พ.ย.) “เสี่ยป๋อง” เล่าว่า ด้วยความที่ “อมหุ้น” กว่า 10 ตัว จากปี 2555 ข้ามมาขายในเดือนพ.ค.-ก.ค.2556 ทำให้มี “กำไรประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์” ขณะที่ปี 2555 ได้กำไรเฉลี่ย 45 เปอร์เซ็นต์

ยกตัวอย่าง หุ้นที่เก็บมาขายปีนี้ อาทิเช่น หุ้น บางกอกแลนด์ หรือ BLAND หุ้น ช.การช่าง หรือ CK หุ้น อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD หุ้น ไทยคม หรือ THCOM ห้น ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB หุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ INTUCHและหุ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE เป็นต้น หุ้นตัวหลังนี่ได้กำไรมากสุด

สาเหตุที่หุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นทุน เกิดจากมีสตอรี่ข่าวโครงการพื้นฐาน 2.2 ล้านบาท และระบบ 3 จี เป็นต้น ได้กำไรเพราะดูเส้นกราฟเป็นหลัก ช่วงนั้นยังไม่มีเรื่องการเมืองมากดตลาดหุ้น นับตั้งแต่เดือน ส.ค.-พ.ย.2556 พอร์ตหุ้น “ขาดทุน” นิดหน่อยเฉลี่ย 4-5 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อรวมๆกันแล้วยังคงกำไรอยู่

“หุ้นจอง” ทำขาดทุนเยอะนี่เรื่องจริง ตอนนี้ไม่มีอยู่สักตัว ยอมแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว ยอมตัดเพื่อรอซื้อใหม่ รอการเมืองนิ่งก่อน เพราะพื้นฐานเขายังคงน่าสนใจ ยกตัวอย่าง หุ้น เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น หรือ PACE ตามหนังสือชี้ชวนระบุว่า บริษัทจะมีกำไรปี 2558 ถ้าเชื่อจัดเลย ทุกวันนี้โครงการของบริษัทยังขายได้เรื่อยๆ

ถามว่า วันนี้มีหุ้นในพอร์ตกี่ตัว “เซียนเทคนิค” เล่าว่า ประมาณ 4 ตัว เป็นหุ้น กลุ่มประกัน ,กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ,กลุ่มรับเหมาก่อสร้างจำพวกฐานราก และกลุ่มธุรกิจให้บริการเช่าซื้อรถยนต์ เขาแอบบอกรายชื่อหุ้นนอกรอบ
อย่างกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจำพวกฐานราก ซื้อเพราะบังเอิญไปเรียนหลักสูตร RE-CU Senior กับเจ้าของบริษัท (หัวเราะ) เลยสอยมา 4 บาท ตอนนี้ 5 บาท ถือมาได้หลายเดือนแล้ว หลายโบรกเกอร์เชียร์เลยซื้อ

“ผมมีหุ้นอสังริมทรัพย์ 1 ตัว ถือมา 1 ปี ต้นทุน 0.90 บาท วันหนึ่งหุ้นขึ้นไป 1.90 บาท ไม่ยอมขาย สุดท้ายลงมา 1.70 บาท ตอนสอยดูตามเส้นกราฟ และเห็นเขากำลังจะผุดโรงแรมแห่งใหม่ แต่ตอนขายไม่ยอมเชื่อกราฟ (หัวเราะ) ส่วนกลุ่มธุรกิจให้บริการเช่าซื้อรถยนต์ยัง “ขาดทุน” ซื้อมา 1.30 บาท จริงๆอยากได้หุ้นอีกตัว แต่แพงไปเลยมาช้อนตัวนี้แทน สุดท้ายขาดทุน

ตัวไหนขาดทุนคงถือไปสักระยะ คิดแล้วเสียโอกาส บางตัวกำไรควรขายได้แล้ว นักเทคนิคที่ดีต้องทำเช่นนี้ เป็นแบบนี้จะไปสอนใครได้ เขาสถบ ทุกอย่างเกิดจาก “ความโลภ” วันนี้ยังคงทุน “แนวผสมผสาน” เน้นซื้อหุ้นตามเทคนิคเป็นหลัก 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่จะใช้กราฟรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ช่วยประกอบการตัดสินใจ เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หรือ MOVING AVERAGES เป็นต้น

“ทุกวันนี้เทคนิคการลงทุนเหมือนเดิม แต่การเลือกหุ้นต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ เคยคิดอยากเป็น “นักลงทุนแนว VI” ด้วยการซื้อตำรามาอ่าน สุดท้ายไปไม่รอด เพราะอดทนไม่พอ เลือกตัวไม่ถูก ตีโจทย์ไม่แตก เรียกว่า เข้าไม่ถึงแก่นแท้ของวีไอ ที่สำคัญ “ดวงจู๋”

เขาบอกว่า หุ้นทั้ง 4 ตัว จัดให้เป็น “หุ้นติด” (หัวเราะ) คิดเป็นการลงทุนของพอร์ต10 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือจะเน้นเล่นหุ้นตามสตอรี่รายวัน ส่วนใหญ่จะใช้เงินเล่นหุ้นเดย์เทรดในภาวะปกติวันละ “หลักร้อยล้าน” แต่หากวันไหน “ออกของเก่าเข้าของใหม่” จะใช้เงินเฉลี่ย “พันล้านบาท” ต่อวัน

“เล่นเทรดดิ้งไม่รวยหรอก เชื่อผม สู้ถือข้ามวันข้ามเดือนไม่ได้ รวยกว่าเยอะ”

เขา เล่าว่า “ผมเล่นหุ้นมา 21 ปี ยังหาอะไรที่ “ระงับความโลภ” ของตัวเองไม่ได้เลย เชื่อมั้ยไม่เคยโกยกำไรถึง “ร้อยเปอร์เซ็นต์” เต็มที่ทำได้แค่ 70 เปอร์เซ็นต์ อธิบายง่ายๆ ซื้อหุ้น 10 ครั้ง แต่ชนะแค่ 7 ครั้ง ทุกวันนี้ยังวิเคราะห์ไม่ออก มันต้องมีอะไรผิดระหว่างทาง

ตลอดชีวิตการเล่นหุ้นไม่เคยได้กำไรจากหุ้นเพียงตัวเดียวในระดับหลายๆร้อยล้านบาทเหมือนนักลงทุนคนอื่น เต็มที่ทำได้แค่ตัวละ200-300 ล้านบาท หรือบางครั้งต้องเล่นมากถึง 10 ตัว ถึงจะได้กำไรมากหลายร้อยล้านบาท อาจเป็นเพราะไม่ค่อยถืออะไรนานๆ

สูตรลงทุนง่ายๆ คือ ภายใน 3 เดือน หุ้นตัวนั้นต้องขยับ ถ้าเกิด 3 เดือนไม่กำไร แปลว่า คิดผิดแล้ว ส่วนใหญ่ซื้อหุ้น 1 ตัว 1 เดือนต้องเริ่มขยับ บอกตามตรงรอไม่เคยถึง 3 เดือนสักที

“ลงทุนหุ้นมา 21 ปี ผมได้กำไรมา “หลายพันเปอร์เซ็นต์” แล้ว ช่วงวิกฤติการเงินในปี 2551 ผมรอดขายหุ้นทิ้งไปตั้งแต่ดัชนี 800 จุด พอเกิดวิกฤติตลาดหุ้นเหลือแค่ 300 จุด จากนั้นผมเข้าไปเก็บใหม่ คราวนี้ดัชนีขึ้นมา 1,600 จุด ไม่กำไรก็แปลกละ ดัชนีขึ้นมา 4 เท่าขนาดนี้”

เมื่อก่อนเคย “ปักธง” ว่า อนาคตพอร์ตหุ้นต้องแตะ “หลักพันล้าน” เพราะตามเส้นเทคนิคดัชนีจะไป 3,000 จุด ความคิดอยากอยู่ต่อก็บังเกิด ชีวิตผมจะทำอะไรได้ ตอนนี้กลายเป็นคนทำอะไรไม่เป็นแล้ว ก็คงอยู่ในสายอาชีพนี้ไปอีกสักระยะ

ตอนนี้เอาทุนออกไปหมดแล้ว ทุนเราแค่ 10-20 ล้านบาทเท่านั้น ทุกวันนี้นำกำไรมาเล่นอย่างเดียว แต่ก่อนจะกำไรมากเท่านี้ 10 ปีแรก “ขาดทุนตลอด” มาได้กำไรอีกทีปี 2546 ก่อนจะคืนกำไรทั้งหมดในปี 2547-2548 ช่วงนั้น “จ๋อยมาก” จากนั้นก็กำไรมาเลยๆ

“คนเราต้องรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง”

เป้าหมายการลงทุน ก่อนมูลค่ายังไม่แตะหลักพันล้านบาท รู้สึกเครียดนะ แต่เมื่อเดินทางมาถึงแล้วกลับรู้สึกเฉยๆ ชีวิตการลงทุนยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ถามว่าเป้าหมายต่อไปเป็นอย่างไร ขอมูลค่าพอร์ตขยับเรื่อยๆเติบโตปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่เร่งแล้ว แค่นี้ก็มีความสุข ไม่ขอใหญ่โตเป็น “หมื่นล้าน”

“พอร์ตใหญ่ขึ้นซื้ออะไรก็ลำบาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนซื้อแค่วันละหลักร้อยล้านบาท ทำได้ง่าย ทุกวันนี้วอลุ่มตลาดหุ้นไทยแค่ 30,000 ล้านบาท สมมุติถ้าผมใช้เงินซื้อหุ้น 2,000 ล้านบาท แล้วขาย 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของตลาดหุ้น โดนทางการสอบอีก“

“ถ้าจะรวยหุ้นเป็น “หมื่นล้าน” ตลาดหุ้นต้องเกิดวิกฤติสถานเดียว และผมต้องรอดด้วย”

ครั้งหนึ่ง “เสี่ยป๋อง” เคยทำนายว่า หากดูตามเส้นกราฟ ไม่เกินปี 2560 ทุกคนอาจเห็นตลาดหุ้นไทยแตะ 2,000 จุด วันนี้เขายังคงคิดเช่นนั้น ถ้าดูตาม “ทฤษฏีอิเลียตเวฟ” หรือ ELLIOTT WAVE THEORY และทฤษฎีดาว หรือ DOW THEORYดัชนีมีโอกาสทะยานแตะ 3,000 จุด เชื่อว่า รัฐบาลต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

ถามถึงอุปสรรคของ “นักเทคนิค” เขาบอกว่า ประการแรก คือ ไม่ค่อยมีวินัย ประการสอง ฟังมากเกินไป เซียนเทคนิคที่ดีต้อง “เชื่อกราฟ” แต่ส่วนใหญ่มักดื้อรั้น กราฟบอกให้ขาย แต่ฝืนถืออยู่ สุดท้าย “ขาดทุน” ต้องมานั่งรอรอบใหม่ หลักการลงทุนถูกต้องของนักเทคนิคต้อง “ขายข้างบน ซื้อต่ำคืน” แต่ส่วนมาก “ซื้อข้างบนแล้วขายเร็ว”

“เสี่ยป๋อง” จบบทสนทนาบนโต๊ะอาหารเที่ยงว่า เมื่อปี 2549 “ภรรยา” “ปุ๊ก-โสภิศ แก้วสว่าง” นำเงินฝากส่วนตัวมาให้ผมชวนเล่นหุ้นให้ประมาณ 1.5 ล้านบาท ตอนนี้พอร์ตพุ่งเป็น “หลักร้อยล้าน” แล้ว เวลาขาดทุนไม่ค่อยบอก (หัวเราะ) แต่เวลาได้กำไรดีๆ จะเล่าให้ฟังบ้าง เขาพูดติดตลก

“จุดเปลี่ยน” ของพอร์ตภรรยาสุดเลิฟ เกิดขึ้นหลังปี 2551 เรียกว่า “ปาอะไรได้หมด” ยิ่งช่วงต้นปี 2555 มูลค่าการลงทุนขยับจากแค่ “หลักล้านบาท” เป็น 30 ล้านบาท วันนี้ขึ้นเป็น “หลักล้านบาท” มูลค่าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากหุ้นหลายๆตัว จำไม่ค่อยได้แล้ว แต่เราสองคนใช้มาร์เก็ตติ้งประจำบล.เอเซียพลัสคนเดียวกันชื่อ “อรวรรณ”

“ช่วงที่เหลือของปี 2556 หุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจ น่าจะเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยขึ้นอย่าง “กลุ่มปิโตรเคมี” เพราะเมื่อ 2 เดือนก่อน เริ่มมีคนหันมาซื้อหุ้นกลุ่มนี้แล้ว” นักลงทุนรายใหญ่ วิเคราะห์

Tags : วัชระ แก้วสว่าง