ทำไม “วิธีการ” ใน One Up on Wall Street จึงทำให้ขาดทุน

One Up on Wall Street คือ หนังสือการลงทุนที่ยอดขายถล่มทลายที่สุดเล่มหนึ่งของโลก สาเหตุที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะเขียนโดยผู้รู้จริง อธิบายเรื่องยากให้ง่าย และเข้าใจดีเหลือเชื่อ จึงได้รับการยอมรับว่า มันเหมาะกับทุกคน ตั้งแต่มหาลัยยันใกล้เกษียณ เนื่องจากคนทั่วไป สามารถทำได้โดยไม่ยากเกินไป จนกลายเป็น “ต้นแบบ” วิธีการลงทุนให้กับคนเป็นล้านๆจนถึงทุกวันนี้

แต่มีกี่คนที่รู้ว่า หลังจากวางแผง 10 ปี ผู้เขียน คือ Peter Lynch พบว่า คนจำนวนมาก ใช้หลักการในหนังสือแล้ว “ขาดทุน”

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับผู้อ่านเหล่านั้น

จากการพูดคุย Lynch สังเกตุว่า พวกเขา “เข้าใจผิด” ต่อหลักการบางอย่าง ซึ่งเป็นหลักการ “สำคัญยอดฮิต” ที่อยู่ในหนังสือด้วย

ความเข้าใจผิดของเรื่อง “Shopping”

1 ในคำแนะนำฮอตฮิตและคนนิยมใช้มากที่สุดของ One Up on Wall Street คือ “Shopping” Lynch นำแนะว่า เมื่อออก “Shopping” หรือ ซื้อของประจำวัน หากเจอสินค้าจากบริษัท ที่ทำให้เราและคนอื่นๆ พอใจ มีคุณภาพดี ราคาไม่แพง จงให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเมื่อบริษัทมีสินค้าที่คนพอใจ มันก็น่าจะเป็นหุ้นที่ลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี นับจากหนังสือวางแผงครั้งแรก Lynch พบว่า การหาหุ้นโดยการ “Shopping” เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้อ่าน ตีความ “มั่ว” มากที่สุด ผู้อ่านที่ไม่เข้าใจและนำไปใช้ผิดๆ ขาดทุนกันระนาว จึงเขียนอธิบาย เป็น “บทนำเพิ่มเติม” ในหนังสือเวอร์ชั่นปี 2000 เพื่ออธิบายสิ่งที่ถูกต้องแก่นักลงทุน

Lynch เขียนว่า เขาพบนักลงทุนจำนวนมาก ที่ไปลงทุนหุ้นของบริษัทที่คุณชอบซื้อของ ห้างที่ชอบเดิน หรือร้านอาหารที่ชอบทานประจำ พวกเขา “ตีความ” ว่า หากบริษัทมีสินค้าที่เขาชอบ แถมคนรอบข้างชอบด้วย ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นหุ้นที่ “ฝากผีฝากไข้” ระยะยาวได้

Lynch บอกว่า นี้คือ “ความเข้าใจผิด” สิ่งที่เขาต้องการสื่อคือ ถ้าคิดลงทุนในบริษัทที่ผลิตสินค้าที่เราชอบ คุณ “จำเป็น” ต้องศึกษา “แผนการในอนาคต” ของหุ้นตัวนั้นด้วย เพราะ สินค้าเป็นเพียง “จิ๊กซอว์” ตัวหนึ่งเท่านั้น คุณต้องศึกษารายได้ของบริษัท สภาพการเงิน ตำแหน่งในการแข่งขัน แผนการขยายงาน และอื่นๆ

การมองเฉพาะว่า คุณและคนอื่นชอบสินค้า แปลว่า บริษัทดี เป็นเรื่อง “ด่วนสรุป” เพราะสินค้าที่คุณชอบ อาจผลิตจากบริษัทดี แต่พัฒนาให้ดีกว่าเดิมยากแล้ว อาจมีคู่แข่งใหม่เข้ามาง่ายเกินไป เกิดสินค้าใหม่มาทดแทน หรือ กำลังมีปัญหาการเงิน ทั้งหมดสามารถทำให้กำไรลดลง จนราคาหุ้นสาละวันเตี้ยลงเรื่อย

การซื้อหุ้นดีที่ไม่โตอีกแล้ว หรือ กำลังแย่ลง ในราคาที่จุดสูงพอดี จากนั้นก็ถือยาวไปเรื่อยๆ ในอนาคตจะเกิด “โศกนาฐกรรมลงทุน” เพียงใด คุณคงนึกภาพออกได้

Lynch ยังกล่าวว่า แม้หลักใหญ่ๆของเขาคือ การทำอะไรให้มันง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณจะ “มักง่าย” เกินไป จนไม่ยอมทำการบ้านอะไรเลย คุณต้องลงมือศึกษา ค้นคว้า เข้าใจในบริษัทที่ลงทุนพอสมควร การลงทุนไม่ยากเกินไป แต่คุณต้องเข้าใจและเข้าถึงด้วย

สรุป

Peter Lynch ชี้ว่า สาเหตุการขาดทุนจากการใช้วิธีสังเกตุสินค้า คือ ความเข้าใจผิดว่า บริษัทที่คุณชอบสินค้า คือ บริษัทที่ดีในการลงทุนระยะยาว เนื่องจาก จำเป็นต้องพิจารณา “คุณสมบัติอื่น” ที่ส่งผลต่อ “การเติบโต” ของบริษัทด้วย เพราะ สินค้าดีในความเห็นคุณ เพียงข้อเดียว ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเป็นหุ้นดีในระยะยาวแต่อย่างใด
Like · · Share
Kridsada Yordsri, Ratcha Tang, Siriporn Saethan and 10 others like this.

มัทนียา สมิงกล้าทัพ ที่แน่ๆฉบับภาษาไทยอ่านยากมาก. แปลแปลกๆ
January 11 at 2:36pm · Like · 1

Advertisements