ลักษณะนิสัยของหุ้นในแต่ละกลุ่ม

ในที่นี้ขออนุญาตแบ่งหุ้นออกเป็น 9 กลุ่ม ดังนี้

1.พลังงาน – พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ เหมืองแร่
ธุรกิจพลังงาน ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มั่นคงประมาณว่า “เสือนอนกิน” เพราะอัตราการใช้พลังงานของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความเจริญที่เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและความก้าวหน้านี้เอง ธุรกิจประเภทนี้ก็มี “ความเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้นเช่นกันจากพลังงานทดแทน ดังนั้นเทรนด์หุ้นพลังงานในอนาคตจึงน่าจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด-พลังงานทดแทนมากกว่า ส่วนพลังงานเก่าๆก็มักจะประสบปัญหาตามๆกันไป สังเกตได้จากราคาหุ้นพลังงานที่อยู่ในกระดานบ้านเรา ว่าหุ้นพลังงานยุคเก่ากำลังจะเข้าสู่ภาวะถอยหลังส่วนพลังงานทางเลือกใหม่ๆกำลังจะเป็นตัวเอกในอนาคต
การลงทุนหุ้นกลุ่มนี้นั้นปัจจุบันก็ยังคงต้องมองถึงกระแสเงินต่างชาติเป็นหลัก เพราะเซคเตอร์นี้สำคัญต่อตลาดหุ้นประเทศไทยและมีขนาดใหญ่ถึงกว่า 80% ของสัดส่วนหุ้นทั้งหมดในตลาด การเล่นสั้นเข้าออกจำเป็นต้องหูไวตาไวสังเกตเม็ดเงินต่างชาติเริ่ม Sell เมื่อไหร่ให้ไหวตัวให้ทัน เพราะอาจจะบ่งบอกถึงการหมดรอบของหุ้นพลังงานรวมทั้งอาจจะสื่อถึงการหมดรอบของ SET เลยก็เป็นได้

2.การเงิน – ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์
บริษัทเงินทุนว่ากันตรงๆก็คือกิจการที่ประกอบธุรกิจเหมือนธนาคารนั่นแหละเพียงแค่มีความมั่นคงต่ำกว่า หุ้นในหมวดนี้มักจะขึ้นลงตามวัฎจักรของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดีคนจะทำธุรกรรมทางการเงินเยอะสถาบันการเงินก็จะได้ค่าคอมมิสชั่นเยอะ เศรษฐกิจซบเซาก็ตรงกันข้ามกันไป เคยมีคนคำนวณค่าสหสัมพันธ์ของหุ้นกลุ่มนี้กับตลาดหลักทรัพย์ (SET) ได้เกือบๆ 1 เลยทีเดียว
ปัจจุบันการที่ประเทศไทยใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่มนี้ไม่ค่อยน่าสนใจนักเพราะอัตราดอกเบี้ยฝั่งเงินฝากนั้นไม่สามารถปรับลดได้เนื่องจากตอนนี้ก็ต่ำมากแล้ว ลดเพียงแต่ฝั่งเงินกู้ทำให้ Spread ลดต่ำลง

3.การเกษตร – อาหาร ธุรกิจการเกษตร
พูดถึงอาหารซึ่งเป็นปัจจัย 4 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นธุรกิจที่พึ่งพิงภาวะเศรษฐกิจต่ำที่สุด เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะย่ำแย่สักเพียงใดก็ต้องบริโภคกันอยู่ดี หุ้นกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าค่อนข้างปลอดภัยและเป็นแหล่งพักเงินได้ในตลาดขาลง “ถ้าเลือกได้ถูกตัว” โดยหุ้นอาหารก็แบ่งออกเป็น อาหารที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องดื่มมีสี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับอาหารที่เป็นสินค้าด้อย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยเศรษฐกิจดีจะส่งผลดีต่อสินค้าฟุ่มเฟือยและถ้าเศรษฐกิจไม่ดีจะส่งผลดีต่อสินค้าด้อยนั่นเอง
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลถึงหุ้นกลุ่มนี้ก็ได้แก่ การส่งออก และโรคระบาด ซึ่งถ้าหากเกิดปัญหาแล้วจะกระทบถึงพื้นฐานของตัวหุ้นทันที

4.อสังหาริมทรัพย์ – ที่ดิน บ้าน คอนโด ก่อสร้าง
อสังหาริมทรัพย์นั้นถูกมองว่าเป็นสินค้าเพื่อการลงทุนมากกว่าเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค สังเกตว่าที่ผ่านมาราคาที่ดิน บ้าน คอนโด นั้นขยับสูงขึ้นเรื่อยๆจนคนต่างแห่กันเข้ามาเก็งกำไรกันจนมีการซื้อใบจองหุ้นกันล้มหลามในปัจจุบัน อีกทั้งหุ้นในหมวดนี้กำลังได้รับผลดีจากการลดดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาอีกด้วย แต่ทว่าการเล่นหุ้นกลุ่มนี้ต้องระลึกไว้เสมอว่ามีโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่แตกได้ ให้สังเกตสัญญาณฟองสบู่แล้วให้ถอยให้ทันมิเช่นนั้นเงินที่ได้ลงทุนไปอาจจะลดค่าลงไปหลายเท่าตัวได้อย่างรวดเร็ว บริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ชื่อดังและบริษัทขนาดเล็กหรือเกิดใหม่ บริษัทที่มีชื่อจะมีความเสี่ยงต่อการล้มต่ำ ส่วนบริษัทขนาดเล็กนั้นต้องพึ่งพาเงินกู้ในปริมาณมากและเนื่องจากเป็นบริษัทขนาดเล็กอาจจะโดนเรียกดอกเบี้ยสูงเช่นกันดังนั้นความเสี่ยงจึงควรสูงกว่าไม่น้อยทีเดียว

5.วัสดุก่อสร้าง – ยางพารา ปูน ไม้
ธุรกิจประเภทนี้ถ้าสถานการณ์ปกติก็จะเดินหน้าไปตามกำลังการก่อสร้างของเอกชน ซึ่งก็คงไม่มีอะไรหวือหวาเท่าไหร่ หัวใจของธุรกิจนี้น่าจะอยู่ที่โครงการของรัฐบาลมากกว่าเพราะมีกำลังมหาศาลและไม่เท่ากันในแต่ละปีงบประมาณ ปีไหนที่รัฐบาลทุ่มเม็ดเงินไปให้กับโครงสร้างพื้นฐานเยอะหุ้นในกลุ่มนี้ก็จะเริงร่าตบเท้ากันเข้ามาเป็นขบวน อีกปัจจัยหนึ่งก็คือภัยธรรมชาติ ซึ่งหากเกิดภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย ทีหนึ่งก็สันนิษฐานได้ก่อนว่าจะต้องมีแรงซื้อกลุ่มนี้ไปบูรณะความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่ จึงส่งผลทีกับหุ้นกลุ่มนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
หุ้นที่อยู่ในหมวดนี้แต่ไม่ค่อยเข้าพวกนักได้แก่พวกเหล็ก เนื่องจากปัจจุบันโดนจีนนำเหล็กราคาถูกเข้าตีอย่างต่อเนื่องจนยุคนี้เรียกว่ายุคตกต่ำของเหล็กไทยเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความพยายามกีดกันเหล็กนำเข้าของรัฐรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ส่งออกเหล็กของไทยจึงน่าจับตาว่าในอนาคตเหล็กไทยจะแกร่งพอต่อสู้กับตลาดสากลได้หรือไม่

6.สื่อสาร – สัญญาณโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเราทุกวันนี้การสื่อสารค่อยๆทวีความสำคัญยิ่งขึ้นจนถูกเปรียบเปรยว่าเป็นปัจจัยที่ 5 และกลุ่มการสื่อสารก็เป็นกลุ่มที่พัฒนาเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องจนค่อยๆแบ่งสัดส่วนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกิจการที่ค่อนข้างผูกขาดหากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐก็ไม่สามารถประกอบกิจการได้จึงสามารถจำกัดคู่แข่งไปได้ในระดับหนึ่ง หุ้นกลุ่มนี้มีต้นทุนการจัดการที่ต่ำมาก ต้นทุนส่วนใหญ่น่าจะหมดไปกับการวางโครงข่ายกับค่าสัมปทาน ต้นทุนในอนาคตของหุ้นหมวดนี้ต่ำลงเรื่อยๆ ราคาที่เสนอขายแก่ผู้บริโภคถ้าเท่าเดิมก็จะทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การสื่อสารนี้ก็ต้องผูกติดกับเทคโนโลยี หากบริษัทไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็มักจะต้องมีเหตุล้มหายตายจากกันไปง่ายๆเช่นกัน

7.เทคโนโลยี – คอมพิวเตอร์ สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์
ถ้าถามถึงสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยถ้าปัจจุบันใครยังตอบว่าข้าวสาร เห็นทีจะต้องไปทบทวนตัวเองก่อนเข้าสู่ตลาดหุ้นเสียแล้ว เพราะปัจจุบันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจในการส่งออกของไทยไปเรียบร้อย หุ้นกลุ่มนี้เลยค่อนข้างผูกพันกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากค่าเงินอ่อนแล้วหุ้นกลุ่มนี้ย่อมได้อานิสงค์อย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังต้องพึ่งพากำลังซื้อจากต่างชาติซึ่งหากต่างชาติมีปัญหาทางเศรษฐกิจก็อาจจะทำให้การนำเข้าของเขาลดลงส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกของประเทศไทย รวมทั้งการที่รัฐบาลสนับสนุนทำให้หุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่เรื่องเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างผลัดเปลี่ยนรวดเร็ว หากบริษัทไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็ต้องมีเหตุให้ล้มหายตายจากกันไป

8.บันเทิง – สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์
ธุรกิจหมวดนี้แทบไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจเลยเพราะไม่ว่าสถานการณ์ไหนคนก็ย่อมชอบความบันเทิงอยู่แล้ว ผู้ที่ประกอบธุรกิจประเภทนี้มักมีไม่กี่รายและเป็นรายยักษ์ใหญ่ของประเทศจึงค่อนข้างผูกขาดและเติบโตได้เรื่อยๆแค่ยามเศรษฐกิจไม่ดี
มีข้อสังเกตว่าหุ้นกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าไรนักเว้นแต่ช่วงใกล้ๆผลประกอบการออกซึ่งมักจะมีแรงเก็งกำไรกันเอาช่วงนั้นมากที่สุด

9.สาธารณสุข – การแพทย์ ยา อนามัย
การที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การแพทย์และพยาบาลจึงมีความจำเป็นต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น การที่ปล่อยให้สัดส่วนจำนวนนักศึกษาแพทย์เพิ่มขึ้นช้ากว่าผู้สูงอายุทำให้หุ้นกลุ่มนี้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเทรนด์ความสวยงามและสุขภาพกำลังมายิ่งส่งผลในแง่บวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ หุ้นกลุ่มนี้ก็เป็นอีกหมวดที่ไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจเท่าไรนักแต่มีผลต่อเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับยาและการนำเข้ายาซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรที่สำคัญได้ อีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้คือหุ้นกลุ่มนี้มีการเก็งกำไรกันสูงขึ้นเรื่อยๆจนราคาในตลาดเพิ่มขึ้นมากและรวดเร็วกว่าการเติบโตที่แท้จริงของธุรกิจ ก่อนที่นักลงทุนจะเลือกเข้าซื้อตัวใดจำเป็นที่จะต้องศึกษาในถี่ถ้วนว่าราคา ณ ปัจจุบันนั้นรับอนาคตล่วงหน้าไปแล้วเพียงใด

เฒ่าเต่า