20 เทรนด์ธุรกิจฮิปี 2014

1.”อาหารญี่ปุ่น” เฟื่องฟู

ย้อนหลังกลับไปในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ “อาหารญี่ปุ่น” จะเป็นที่คุ้นเคยในวงแคบๆ เท่านั้น จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นก็มีน้อย หายาก หรือตั้งอยู่ตามโรงแรมระดับหรูเท่านั้น

แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นว่าวัฒนธรรมการกินอาหารญี่ปุ่นสำหรับคนไทย เฟื่องฟู และขยายวงออกไปอย่างรวดเร็ว และในทุกระดับ ตั้งแต่ร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ดังในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารญี่ปุ่นแฟรนไชส์ ไปจนถึงอาหารญี่ปุ่นริมทาง แผงขายข้าวปั้นหรือ ซูชิ ตามตลาดนัด ก็ยังมี

ไม่นับรวมร้านอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทาง เช่น ร้านราเมน, ร้านซูชิ, ร้านปิ้งย่าง-เทปันยากิ, ร้านข้าวแกงกะหรี่, ร้านข้าวหน้าเนื้อ ฯลฯ

มีข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ระบุว่า จนถึงปี 2556 ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นยังคงขยายตัว ตลาดโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 10-15 เปอร์เซ็นต์ หากนับรวมมูลค่าธุรกิจและการลงทุนจะสูงถึงประมาณ 2 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

เฉพาะความเคลื่อนไหวในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สร้างแบรนด์ พัฒนาระบบแฟรนไชส์ หรือซื้อแฟรนไชส์ เปิดแบรนด์ใหม่ อาทิ กลุ่ม โออิชิ, กลุ่มร้าน ยาโยอิ (ในเครือ เอ็มเค สุกี้), กลุ่ม S&P ฯลฯ ก็ขยายตัวเข้าครองพื้นที่โซนร้านอาหารศูนย์การค้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์

ขณะเดียวกัน ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปทั้งที่เปิดลงทุนในอาคารพาณิชย์ หรือย่านชุมชนจุดต่างๆ ก็ยังเติบโตกระจายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2556 “เส้นทางเศรษฐี” ก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมานำเสนอ ตอกย้ำความร้อนแรงและความฮิตของธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นร้าน “โกลด์ เคอร์รี่” เจ้าของ เมนู “ข้าวแกงกะหรี่” ชามยักษ์

ร้าน นาระ เจแปนนิส เรสเตอรองต์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ตึกยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ถนนสีลม กรุงเทพฯ ซึ่งก็มีเมนูจานยักษ์ประเภท ยากิโซบะ ข้าวหน้าเนื้อ ทงคัตสึราเมน ข้าวแกงกะหรี่หมู และ ข้าวไข่เจียวปูอัด

ร้าน “โตโตยะ” ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เริ่มต้นจากการขายราเมน ต่อมาค่อยๆ เพิ่มเมนูจนมีมากถึง 40 รายการ ฯลฯ

ปรากฏการณ์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เฟื่องฟู ตอกย้ำความแรงและแน่นอนว่าจะยังเป็นธุรกิจฮอตฮิตต่อเนื่องไปถึงปี 2557 ด้วยเช่นกัน

2.อร่อยออนไลน์ ส่งให้ถึงบ้าน

เพราะความสะดวกของการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ อินเตอร์เน็ต รวมถึงพฤติกรรมการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์หรือ โซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ส่งผลให้พ่อค้าแม่ขาย เจ้าของธุรกิจรายย่อย หันไปใช้ช่องทางดังกล่าวในการนำเสนอสินค้าให้แก่ผู้บริโภค

ไม่เว้นแม้กระทั่ง สินค้าอาหารที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครคิดว่าจะเปิดขายออนไลน์แล้วพ่วงเข้ากับบริการ “ส่งถึงที่” หรือ ดีลิเวอรี่ ได้ไม่ต่างไปจากธุรกิจฟาสต์ฟู้ดแบรนด์ดังๆ เลยทีเดียว

กรณีศึกษาของ “ก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม้ง” ที่สามารถออร์เดอร์ผ่าน เว็บไซต์และเฟซบุ๊ก แล้วจัดส่งด้วยรถตู้บ้าง มอเตอร์ไซค์บ้าง กลายเป็นต้นแบบให้เกิดธุรกิจในลักษณะเดียวกันตามมาอีกหลากหลาย

“เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสได้นำเสนอธุรกิจอาหารบริการส่งถึงที่ในหลายๆ รูปแบบ หนึ่งในนั้นคือร้าน “ยี่หร่า” ที่เริ่มต้นขาย ผ่านเฟซบุ๊ก ด้วยไอเดียและฝีมือของ คุณอิศรา เงาศุภธน เจ้าของกิจการ “ยี่หร่า” ซึ่งชูสโลแกน “อาหารจานด่วน รสชาติไทยๆ” เปิดธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน

นอกจากนี้ หากเข้าไปในสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ก เราก็สามารถพบเจอกับ ธุรกิจขายอาหารหลากหลายประเภท ทั้งของคาว ของหวาน ไปจนถึงอาหารทะเล ที่เปิดร้านแข่งกันนำเสนอสินค้าด้วยภาพอาหารสวยงาม น่าชิม น่าทานเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็น “เจคิว ปูม้านึ่ง Delivery” ผู้ให้บริการอาหารทะเลสดปรุงเสร็จทั้งนึ่ง ย่าง ต้ม พร้อมทานและส่งให้ถึงที่

หรือ “Sausage Outlet” ร้านค้าออนไลน์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ไส้กรอกสารพัดรูปแบบ ที่สามารถสั่งซื้อตามรายการที่ปรากฏ และสินค้าก็จะส่งมาให้ถึงที่ ถึงบ้าน หรือที่ทำงานอย่างรวดเร็ว

การพัฒนาต่อยอดยังมีให้เห็นผ่านการเกิดขึ้นของเว็บไซต์ “แซ่บเว่อร์ ดีลิเวอรี่” (www.zabbver.com) ที่สร้างรูปแบบธุรกิจเป็นคนกลาง รับออร์เดอร์อาหารร้านดังแล้วบริการจัดส่งให้ลูกค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของคนเมืองได้เป็นอย่างดี

ดูเหมือนในปี 2557 ธุรกิจแนวนี้ก็ยังมีโอกาสในการเติบโตขยายตัวอย่างสดใสและจะมีผู้ขายรายใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

3.ธุรกิจคาร์แคร์ (Car Care)

จากปัจจัยหลักๆ ที่ปริมาณรถยนต์ทั้งในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ปริมณฑล หรือตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความต้องการดูแลรักษารถยนต์ของผู้ใช้รถ เจ้าของรถ ก็ขยับสูงขึ้น บวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ไม่มีเวลามากเหมือนเมื่อก่อน

ธุรกิจ “ล้างรถ” หรือ คาร์แคร์ ที่เติบโตมาอย่างยาวนานก็ยังคงเป็น 1 ในเทรนด์ธุรกิจที่มีการลงทุน ขยายจำนวนร้านบริการล้างรถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนหนึ่งนำไปสู่การแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก มีธุรกิจคาร์แคร์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าเป็น ศูนย์บริการดูแลรักษาทำความสะอาดรถโดยเฉพาะ ศูนย์บริการในสถานีบริการน้ำมัน ศูนย์บริการที่ใช้เครื่องล้างอัตโนมัติ และร้านที่มีบริการตามอาคารที่จอดรถต่างๆ จึงทำให้ลูกค้ามีโอกาสเลือกใช้บริการทดแทนกันได้ตามความต้องการ

อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าของกิจการที่วางแผน กำหนดทำเลและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าเฉพาะของตนก็สามารถสร้างความมั่นคงและรายได้ที่น่าพอใจจากธุรกิจ คาร์แคร์ ได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

โดยเฉพาะธุรกิจคาร์แคร์ในระดับพรีเมี่ยม ซึ่ง “เส้นทางเศรษฐี” สัมภาษณ์และนำเสนอแนวคิด วิธีการดำเนินธุรกิจอย่างละเอียด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ Premium Clean เจ้าของแนวคิด คาร์แคร์ครบวงจรเอาใจลูกค้า ยอมที่จะลงทุนทำธุรกิจคาร์แคร์เพื่อให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ไว้วางใจ เมื่อได้องค์ประกอบจาก ทำเลที่ดี รวมถึงการให้บริการที่ดี แม้จะตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ แต่ก็ประสบความสำเร็จและมีลูกค้าประจำมากมาย

เช่นเดียวกับ “กรีนวอช เดอะ พรีเมี่ยม” ที่เริ่มต้นธุรกิจคาร์แคร์ ใน ปั๊มบางจาก แต่ด้วยความเอาใจใส่และกล้าลงทุนด้วยเครื่องมือ เครื่องจักรที่ทันสมัย ธุรกิจคาร์แคร์รายนี้จึงจับลูกค้าที่เป็นตลาดบน ตั้งราคาในระดับสูง และไม่ต้องแข่งขันเชิงปริมาณกับธุรกิจคาร์แคร์รายอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน

จนถึงขณะนี้ นอกจากธุรกิจคาร์แคร์ที่มักยึดทำเลทอง ในสถานีบริการน้ำมัน ศูนย์การค้าและย่านชุมชนต่างๆ แล้ว แนวโน้มการลงทุนก็ยังมีความหลากหลายที่ผู้สนใจสามารถเลือกประเภท ขนาดการลงทุนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับทำเล กลุ่มเป้าหมาย หรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง

4.ธุรกิจรักษ์โลก-รีไซเคิล

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและอากาศแปรปรวนที่ดำเนินไปทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย หากกระแสความคิดและความตื่นตัวในเรื่อง รักษ์โลก ดูแลสิ่งแวดล้อมจะทวีความเข้มข้นและขยายวงไปในกลุ่มคนทั่วโลก

นั่นจึงเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าที่ประกาศตัวเองอย่างชัดเจนว่า เป็นสินค้าในกลุ่ม “รักษ์โลก”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็แทบไม่ต่างจากหลายๆ ประเทศที่ผู้บริโภคนิยมสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สินค้าที่ผลิตโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาก สินค้าที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดปัญหาขยะ หรือใช้พลังงานมาก กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคพยายามปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง

ตลอดปี 2556 เรื่องราวที่ปรากฏในนิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ก็บ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

เจ้าของธุรกิจที่ถูกนำเสนอขึ้นปก 2 ครั้ง 2 คนในรอบปี 2556 ต่างก็โด่งดัง เป็นที่รู้จัก และเป็นตัวอย่างของการดำเนินธุรกิจแบบ “รักษ์โลก” ด้วยแนวคิดของการ รีไซเคิลอย่างแท้จริง

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ดารานักแสดงและพิธีกร ที่ลงทุนเปิดร้าน ECO SHOP โชว์ไอเดียที่ชัดเจนในการผลิตสินค้าที่นำเอาวัสดุเหลือใช้มาประกอบกับไอเดีย การออกแบบที่น่าสนใจ กลายเป็นสินค้าที่มากประโยชน์ และยังสวยงามน่าใช้อีกด้วย

ร้าน ECO SHOP กลายเป็นตัวอย่างและเป็นแหล่งรองรับสินค้าที่ผลิตขึ้นมาโดยยึดคอนเซ็ปต์ รีไซเคิล-นำของเหลือใช้หรือ ขยะ กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าทึ่ง

เช่นเดียวกับความน่าทึ่งของนักธุรกิจระดับพันล้าน ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เจ้าของกิจการ “วงษ์พาณิชย์” ธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยจาก “ขยะ” ที่ก่อนหน้านี้คนทั่วไปเมิน

ธุรกิจคัดแยกขยะ เพื่อนำเอาวัสดุประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โลหะ กระดาษ พลาสติก กลับมาใช้ใหม่ คือแนวคิดที่ตอบสนองความต้องการของคนทั่วโลก นอกจากลดปัญหาในการจัดการขยะแล้ว ยังนำกลับมาใช้ เพิ่มมูลค่าได้มหาศาล

นอกจาก 2 คน 2 เรื่องราวที่ขึ้นปก “เส้นทางเศรษฐี” แล้ว ยังมีเรื่องราวของ Paperista (เปเปอร์ริสต้า) เครื่องประดับ ทำจากกระดาษรีไซเคิลโดยฝีมือของ “ชุมชนพิทักษ์โลก” ย่านรังสิต ซึ่ง คุณเปรมวดี แก้วบุรี นักออกแบบและหุ้นส่วนคนสำคัญ เล่าว่า ธุรกิจดังกล่าว สามารถช่วยได้ทั้ง ช่วยเหลือชุมชน ช่วยกระตุ้นการใช้สินค้ารีไซเคิล และเป็นธุรกิจเลี้ยงตัวได้สบายๆ

หรือในกรณีของ “RE+PAIR” สินค้าที่สร้างแบรนด์บนแนวคิด นำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ โดยการแปลงโฉมให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถุงหิ้วพลาสติกนำมาทำสายคล้องโทรศัพท์มือถือ กล่องนมถูกดัดแปลงเป็นสายนาฬิกาข้อมือ ตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยวทำเป็นโคมไฟ ฯลฯ

และไม่น่าเชื่อว่า วัสดุเหลือใช้ หรือของเก่าที่ถูกลืมเหล่านั้น เมื่อใส่ไอเดียและการออกแบบที่ดีเข้าไป สามารถพลิกฟื้นให้กลายเป็นสินค้ามีระดับ วางจำหน่ายในร้านค้า และจุดจำหน่าย อย่าง TCDC ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม, ร้าน PROPAGANDA, ร้าน Loft และ ร้าน ECO SHOP ของ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร

นี่คืออีก 1 กระแสที่ยังท้าทายและเติบโตขยายตัวต่อเนื่องอย่างไม่มีสะดุดเลยในช่วงที่ผ่านมา

5.รถดัดแปลงขายอาหาร

แม้จะมีการจัดทำรายงานพิเศษ “ธุรกิจติดล้อ” ไปแล้วในปี 2555 แต่นิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ก็กลับมานำเสนอเรื่องราวของธุรกิจรถดัดแปลง ในนิยามของ SMEs Mobility ธุรกิจอิสระที่สามารถเคลื่อนย้ายไปหาทำเล หาโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนกับที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือผูกติดกับทำเลนั้นๆ อีกครั้งหนึ่งในปลายปี 2556

เนื่องเพราะยังมีเรื่องราวและข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบของรถดัดแปลงเพื่อการค้าและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ไม่แต่เพียงรถปิกอัพขายกับข้าว ขายบะหมี่ ที่นิยมทั่วไปในอดีตเท่านั้น

ปัจจุบัน มีการนำรถตุ๊กๆ มาดัดแปลงเพื่อเป็นร้านค้าที่คล่องตัว สะดุดตา มีการนำรถมาดัดแปลงเพื่อขายอาหารสารพัดชนิดทั้ง ร้านสลัด ร้านซูชิ ฯลฯ

มุมมองจาก คุณพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตงฟง มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก ภายใต้แบรนด์ DFSK ตงฟง มอเตอร์ส ชี้ให้เห็นว่า โอกาสและการเติบโตจากกระแสตอบรับที่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีต่อ ตงฟง มอเตอร์ส นั้นยังคงมีแนวโน้มที่สดใส

เฉพาะของ ตงฟง กับรถบรรทุกขนาดเล็ก DFSK เองก็สร้างอัตราการขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจนสามารถเปิดโชว์รูมมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศแล้วในวันนี้

และเมื่อพิจารณาจากคุณลักษณะที่โดดเด่น 4 ประการ ของธุรกิจรถดัดแปลง ได้แก่

1. ใช้งบประมาณการลงทุนต่ำ ต่ำกว่าการลงทุนซื้อที่ดิน หรือเช่าที่ดิน สร้างอาคารร้านค้าแน่นอน

2. โดดเด่น สะดุดตา ด้วยรูปลักษณ์ของรถดัดแปลง รวมกับความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบที่พัฒนามากขึ้นๆ

3. สะดวก สำหรับการเปิดร้าน ปิดร้าน จัดของ เมื่อการออกแบบได้ผ่านกระบวนการคิดเพื่อรองรับการทำงานและการขาย

4. สบาย และตอบโจทย์ลูกค้า ผู้ใช้บริการ เนื่องจากรถดัดแปลงสามารถเข้าถึง หรือมาให้บริการในจุดที่ลูกค้าไปมาสะดวกได้ดีกว่าร้านค้าทั่วไป

นี่คือปัจจัยที่ชี้ว่า ธุรกิจรถดัดแปลงยังคงเป็นเทรนด์ฮิตที่เติบโตต่อในปี 2557 อย่างแน่นอน

6.”อาหารจานสุขภาพ” มาแรง

เพราะเมืองไทยเป็นเมืองแห่งอาหารการกิน นี่เองจึงทำให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในบ้านเราเกิดขึ้นอย่างหลากหลายรูปแบบและเติบโตไปอย่างไม่เคยหยุดยั้ง และกลายเป็นธุรกิจอันดับต้นๆ ที่สร้างงาน สร้างเงินให้กับผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย และแนวโน้มเติบโตสูงกว่าประเภทอื่น เพราะต้นทุนในการทำธุรกิจไม่สูงมากนัก จนทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้

ธุรกิจนี้จึงไม่มีวันตาย

แต่อาหารจานไหนจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ในปี 2557 นั้น กูรูผู้สร้างภาพลักษณ์ด้านอาหาร ฟู้ดสไตลิสต์อันดับต้นๆ ของประเทศ “คุณขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ” มีคำตอบ

เริ่มกันที่อาหาร “จานรุ่ง”

1. “อาหารตามฤดูกาล” โดยจะเป็นการกินอาหารแบบเข้าใจธรรมชาติ เป็นอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น ในแต่ละภูมิภาค เหมาะกับฤดูกาล มีความสดใหม่ ผู้บริโภคได้ประโยชน์ และสร้างคุณค่าให้กับสังคมเพราะมีส่วนได้ช่วยเหลือเกษตรกร

2. “อาหารกึ่งรอว์ฟู้ด” เพราะเทรนด์สุขภาพมาแรงมาก นอกจากการออกกำลังกายแล้วผู้คนจะให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินมากขึ้น โดยจะให้ความสนใจอาหารที่ไม่ต้องแปรรูปมากนัก มีขั้นตอนเดียวในการทำ ไม่ต้องมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน เพื่อคงคุณค่าสารอาหารไม่ให้ถูกทำลาย

3. “อาหารสำหรับคนเมือง” เป็นอาหารที่สร้างขึ้นให้กับคนเมืองรุ่นใหม่ กลุ่มคนไม่มีเวลาเข้าครัวแต่ชอบบริโภคอาหารแบบนี้เตรียมง่าย ใช้เวลาน้อยในการปรุง อาทิ อาหารปรุงสุกแล้วในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ต้องมีดีไซน์สวยงาม สะดุดตา สะดวกต่อการกิน

4. “อาหารว่างเพื่อสุขภาพ” สินค้าแนวเมล็ดธัญพืชแปรรูป ถั่ว สแน็กบาร์ ซีเรียลบาร์ จะมาแทนขนมหวาน หรือเค็มที่ไม่มีประโยชน์ ขนมหวานต้องมีส่วนผสมของธัญพืช หรือ ถ้าเป็นเครื่องดื่มต้องมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น ชาเขียว เป็นต้น

5. “อาหารโปร่งใส” เป็นการนำการตลาดแบบซีเอสอาร์มาใช้บอกเล่ากระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการแปรสภาพจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ โปร่งใส ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบ ยิ่งเปิดยิ่งได้ใจ เป็นเรื่องของอารมณ์

6. “การสื่อสารอาหารด้วยภาพแทนตัวหนังสือ” เพราะปัจจุบันคนมีช่วงเวลาจำกัด พฤติกรรมการสื่อสารจึงเปลี่ยนไป การแชร์ภาพจะครองเมือง ฉะนั้น การนำเสนอด้วยภาพจึงเป็นการสื่อสารที่สั้น ง่าย กระชับ และชัดเจน โดยจะเห็นได้ว่า มีหลายที่เริ่มนำภาพมาใช้ในธุรกิจอาหาร ทำสวยถูกใจ มีเรื่องเล่า สื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจตั้งแต่นาทีแรก

ส่วนทางด้านอาหาร “จานร่วง” คุณขาบแบ่งไว้เป็น 4 ส่วน นั่นคือ

1. “อาหารจำพวกไม่มีเอกลักษณ์” ไม่มีรูปแบบและการบริโภคที่ชัดเจน เน้นแฟชั่นเป็นหลัก เน้นเป็นวัตถุประสงค์อื่นแทนการยังชีพ เช่น เอาคอลลาเจนมาเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบทำอาหาร ซึ่งมันไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีพ

2. “อาหารแฟชั่น” อาหารแปลกๆ หรือใช้การนำเสนอที่เรียกร้องความสนใจ เห็นแล้วตื่นตาเป็นกระแส ก็จะเกิดขึ้นแต่จะไม่ยั่งยืน เพราะเป็นเรื่องของการตลาด การประชาสัมพันธ์มากกว่า

3. “อาหารอร่อยแต่เสียสุขภาพ” อาหารประเภทนี้มีมากในบ้านเรา เห็นชัดมากในอาหารประเภททอด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเห็นอาหารเมื่อทำสำเร็จแล้ว แต่กระบวนการกว่าจะเสร็จนั้นเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ เช่น น้ำมันเอามาจากไหน เก่าหรือใหม่ หรือ น้ำมันเก่าผ่านสภาพทำใหม่หรือเปล่า จัดเป็นอาหารจำพวกไม่สามารถรับประกันได้ว่า มีสารปนเปื้อนหรือไม่

4. “อาหารที่ขาดการปรับปรุงภาพลักษณ์” ในที่นี้ประกอบไปด้วย เมนูอาหารที่แค่เน้นขายอย่างเดียว แพ็กเกจจิ้ง ไม่มีรูปแบบที่สวยงาม ไม่ได้เจาะกลุ่มผู้บริโภคชัดเจน

ทางออกของเรื่องนี้ คุณขาบ ชี้ทางให้เห็นว่า ที่สำคัญคือ ควรทำ “สินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ” เป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ทำ “สินค้าที่ตัวเองอยากขาย” จงศึกษาและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ อย่าพึ่งการตลาดมาก อย่าแห่ตามกันไป

ทั้งหมดอยู่ที่การศึกษา ทำการบ้าน วิเคราะห์สินค้าและตลาดให้ชัดเจน

7.ธุรกิจปั่นๆ

ยังมีช่องว่างอีกเยอะ

ปั่นครองเมือง กระแสจักรยานกำลังอยู่ในความนิยมของผู้คนอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากจำนวนนักปั่นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยจักรยานสามารถสอดแทรกเข้าไปในวิถีชีวิตของผู้คนได้ในหลากหลายรูปแบบ หลายสไตล์ ซึ่งมีให้เลือกใช้ตามความชอบที่หลากหลาย

เมื่อผู้คนเปิดใจมากขึ้น จักรยาน จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว

ด้วยความฮิตอย่างแรงจนฉุดไม่อยู่ จึงทำให้ปัจจุบันธุรกิจจักรยานเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะระดับกลางถึงกลุ่มไฮเอนด์ ทั้งเมาน์เทนไบค์ เสือหมอบ รถพับ โดยตัวเลขนำเข้าจักรยานจากต่างประเทศ กระโดดขึ้นไปมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ มียอดเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่นับรวมกลุ่มจักรยานแม่บ้านที่มีตลาดแข็งแรงอยู่แล้ว

นอกจากนั้นแล้ว จักรยานยังสร้างธุรกิจได้อย่างมากมาย โดยจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีร้านจำหน่ายจักรยานเปิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีคาเฟ่ ร้านอาหารที่เจาะเฉพาะกลุ่มจักรยานเปิดมากขึ้นเป็นลำดับ

และอีกธุรกิจหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ธุรกิจทัวร์จักรยาน และเซอร์วิสจักรยาน กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างสูง โดยจะมีการให้บริการหลากหลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

คุณแนน-นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล เจ้าของร้านคาเฟ่ เวโลโดม ในฐานะหนึ่งในผู้สร้างกระแสการปั่นจนฮอตฮิตในปัจจุบัน กล่าวว่า แม้จะมีธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานเกิดขึ้นมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดนี้ยังเปิดกว้างมีช่องว่างให้ผู้สนใจอีกมากมาย

ช่องว่างของธุรกิจปั่นๆ ที่น่าจับตามองในสายตาของกูรูสาวนักปั่นคนนี้ มีดังนี้

1. แท็กซี่ติดแร็กบรรทุกจักรยาน

2. รถเช่าบรรทุกจักรยานเพื่อการออกทริป

3. แผนที่จักรยาน ที่มีข้อมูลเข้าถึง เข้าใจง่าย อย่างละเอียด ระบุถึงตรอกซอกซอยต่างๆ ที่ลัดเลาะเข้าไปในชุมชนที่สามารถลัดเลาะสู่ถนนใหญ่ได้ ปัจจุบันมีคนรู้ไม่กี่คน เป็นเรื่องดียังไม่มีใครทำ

4. ร้านอาหารเป็นมิตรกับกลุ่มจักรยาน ปัจจุบัน จะมีให้เห็นในรูปของคาเฟ่ ซึ่งต่อไปจะมีร้านเหล่านี้เปิดขึ้นอีก

5. ที่เช่าจอดรถจักรยานอย่างปลอดภัย กำลังขาดอย่างมาก อาจทำในพื้นที่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า รถไฟ หรือชุมชนต่างๆ สามารถทำได้ทั่วประเทศ

6. ธุรกิจให้ยืมจักรยาน ซึ่งอาจไปเปิดในสนามบิน สถานีรถไฟ หรือ สถานีขนส่งต่างๆ เพื่อนักท่องเที่ยวที่มาถึงสามารถเช่าปั่นได้เลย

7. ไบค์ แคมปัส ห้องพักนักศึกษาที่มีจุดเอื้อต่อการเก็บจักรยานในห้อง โดยติดจุดแขวนจักรยานในห้องเพิ่มได้ เป็นการสร้างความแตกต่างให้กับสถานที่ และยังสามารถเปิดตลาดใหม่ๆ ในกลุ่มนักศึกษาได้

8. รับอาบน้ำจักรยาน รับทำความสะอาดให้รถเหมือนใหม่ตลอด และช่วยทำให้จักรยานเก่ามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง

9. โรงเรียนสอนปั่นสำหรับเด็ก ให้รู้กฎจราจรเบื้องต้นและปลูกฝังให้รักการปั่น อาจจัดเป็นสวนให้เด็กเข้าไปฝึกปั่น

10. เปิดคอร์สสอนผู้ใหญ่ปั่นจักรยาน เพราะปัจจุบันยังมีคนโตอีกจำนวนมากที่ขี่จักรยานไม่เป็น

11. ธุรกิจบัดดี้จักรยาน เป็นพี่เลี้ยงในการปั่น โดยจะช่วยเซอร์เวย์เส้นทางให้ก่อน และมีการขี่ไปรับพากลับมาส่ง ฝึกปั่นนำสลับปั่นตาม ช่วยสร้างความมั่นใจในการออกถนน

12. ทริปจักรยานวันเดียว ธุรกิจนี้กำลังโตเร็วมาก สามารถเจาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อได้ และกำลังเป็นที่ต้องการ

13. ผลิตรองเท้าปั่น โดยคนไทย ปัจจุบันรองเท้าจักรยานยังเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ คู่หนึ่งไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 บาท ซึ่งคนไทยที่มีฝีมือน่าจะดัดแปลงนำรองเท้าลำลองใส่สบายมาทำ เพียงแค่ติดเคสเข้าไป

14. ที่วางแก้วกาแฟบนจักรยาน เหมือนที่ใส่ขวดน้ำ

15. ไฟจักรยานที่ถูกและเท่ ราคาไม่บาดเจ็บ

8.”บอมบ์ไบค์” ชุดจักรยานไทยโมเดิร์น

คุณศตวรรษ ชัยรัตน์ หรือ คุณบอมบ์ ชายหนุ่มที่หลงรักการปั่นจักรยาน แต่ไม่เคยเจอชุดที่ถูกใจ หนที่สุดเลยออกแบบตัดเย็บเอง รวมถึงทำขายใช้ชื่อแบรนด์ว่า “BOMBBIKE” (บอมบ์ไบค์) ปัจจุบัน เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักปั่นจักรยาน

สำหรับจุดเด่นของชุดขี่จักรยานดังกล่าว เจ้าของบอกว่า อยู่ที่เนื้อผ้ามีคุณสมบัติ เบา ใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี แห้งเร็ว ยืดหยุ่นดี ไม่ย้วย ไม่เก็บกลิ่นเหงื่อ กัน UV มีทั้งชุดของผู้หญิง และผู้ชาย ใส่สบายพอดีรูปร่าง มีตั้งแต่ไซซ์ S-XXL ลวดลายมีหลายประเภท อาทิ ลายกราฟิก ลายการ์ตูน รูปภาพต่างๆ รวมถึงพิมพ์ลายได้ตามใจชอบ

เมื่อจุดขาย คือ “คุณภาพ” คุณบอมบ์ กล่าวต่อว่า แม้ปี”56 จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งยอดขายและจำนวนลูกค้าก็เพิ่มขึ้นจากปี”55 เป็นเท่าตัว

“ผมดำเนินธุรกิจชุดเสื้อผ้าขี่จักรยาน ราวปี”51 เบื้องต้นเป็นตัวแทนจำหน่ายชุดจักรยานจากเมืองจีน ต่อมาออกแบบและทำแบรนด์เป็นของตัวเอง รวมถึงรับจ้างผลิต ปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ประเภทสินค้าที่ขายดี คือ เสื้อ กางเกง ด้านช่องทางจัดจำหน่าย เลือกออกบู๊ธประชาสัมพันธ์ตามงานจักรยาน และโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก รวมถึงเว็บไซต์”

ด้านยอดขายทั้งปี”56 ที่ผ่านมา คุณบอมบ์ เผยสัดส่วนว่า 50% ขายส่ง 30% จำหน่ายออนไลน์ 20% ออกบู๊ธ งานแสดงสินค้า และตั้งเป้าว่าปี”57 ธุรกิจจะเติบโตขึ้นกว่าเดิม

“ผมคาดว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับจักรยานในปี”57 จะสามารถเติบโตขึ้นได้อีก ปัจจัยหนุนมาจากกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัยหันมาสนใจกีฬาดังกล่าวเพิ่มขึ้น สังเกตจากร้านตัวแทนจำหน่ายมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่องทางการจำหน่ายก็มีความหลากหลาย หลายๆ องค์กรก็หันมาให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับจักรยาน”

ด้วยความที่ “จักรยาน” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจฮิตส่งท้ายปี เลยทำให้มีนักธุรกิจหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ทางผู้บริหารชุดจักรยาน “บอมบ์ไบค์” ก็มีทีเด็ดงัดมาทวงบัลลังก์ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนฮีโร่อย่าง “ไอ้มดแดง” มาเพิ่มลวดลายบนเสื้ออีกด้วย

9.กาแฟถุงกระดาษสุดฮิต ขโมยซีนทุกธุรกิจ

ด้วยความพิเศษของถุงกระดาษสีน้ำตาลคลาสสิกที่ช่วยให้เครื่องดื่มละลายช้าลงประมาณ 5 ชั่วโมงเลยทำให้เวลาไม่ถึง 1 ปี แฟรนไชส์กาแฟโบราณ “โอ้โฮโบราณจัง” สามารถขยายกิจการได้มากถึง 200 สาขา “กาแฟถุงกระดาษ” ดังกล่าวเป็นไอเดียของ คุณเพ็ญศิริ ม่วงงาม หรือ คุณเล็ก

คุณเล็ก บอกว่า ชื่อ “โอ้โฮโบราณจัง” ตั้งขึ้นเพื่อต้องการสื่อว่าเครื่องดื่มที่ร้านมีปริมาณมาก คนที่ได้เห็นจะต้องร้อง “โอ้โฮ” ในความใหญ่ของถุงเครื่องดื่ม เนื่องจากทางร้านใช้ถุงขนาด 6×14 นิ้ว ใส่น้ำแข็ง ใส่เครื่องดื่มเต็มถุง จำหน่ายราคาถุงละ 25 บาท เมนูมีชา กาแฟ โกโก้ น้ำบ๊วย ชาเขียว นมเย็น โอเลี้ยง เป็นต้น

“ที่มาของแพ็กเกจจิ้ง เกิดจากความต้องการจะทำกาแฟโบราณที่ไม่เหมือนใคร ลองคิดอยู่หลายวิธี และเห็นว่าถุงสีน้ำตาลที่ใช้ใส่เครื่องดื่มในอดีตน่าจะลองนำมาใช้เป็นแพ็กเกจจิ้งได้ หนที่สุดสร้างความแตกต่างให้กาแฟโบราณดังกล่าวจนโดดเด่นไม่เหมือนใคร”

กับจุดขายที่หลายคนสงสัยว่า “ถุงสีน้ำตาล” เก็บความเย็นนาน 6 ชั่วโมงได้จริงเหรอ คุณเล็ก บอกว่า ถุงกระดาษสีน้ำตาลช่วยเก็บความเย็นได้จริง ช่วยให้กาแฟละลายช้ากว่าปกติ แถมช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กาแฟโบราณข้างถนนดูดีขึ้น ส่งผลถึงยอดขายประมาณ 200-250 ถุง ต่อวัน

ปัจจุบัน กาแฟ “โอ้โฮ” มีแฟรนไชส์ 200 สาขา สัญลักษณ์คือถุงสีน้ำตาลติดโลโก้ สำหรับจุดเด่นเครื่องดื่ม คือ เข้มข้น กลมกล่อม ไม่หวาน ใช้วัตถุดิบดีมีคุณภาพสูง สูตรกาแฟโบราณตกทอดมาจากบรรพบุรุษหาดื่มได้ยาก

ด้านการยอมรับในปี”56 ที่ผ่านมา คุณเล็กยอมรับว่า ธุรกิจกาแฟถุงกระดาษได้การตอบรับดีมาก ดีเกินความคาดหมายทำให้มีคู่แข่งเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ส่งผลกระทบเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายลดลง 10 เปอร์เซ็นต์

สำหรับตลาดกาแฟถุงในปี”57 ผู้ประกอบการ ย้ำว่า ยังจะได้การยอมรับที่ดีอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยหนุน คือ ต่างจังหวัดบางจังหวัดยังไม่มีการขายกาแฟรูปแบบดังกล่าว อีกทั้งลูกค้าก็ยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น นอกจากถุงกระดาษแล้วก็จะใช้รสชาติเป็นตัวดึงลูกค้าหน้าใหม่ๆ เข้ามา

10.บูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้มีแต่รุ่ง

ต้องยอมรับว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรื่องของการแปลงโฉม “บ้านเก่า” สู่การเป็น “บูติก โฮเต็ล” นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของคนที่นับวันยิ่งทวีความนิยมมากขึ้นทุกขณะ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพทั้งไทยและต่างชาติที่ชอบเที่ยวแบบมีสไตล์เน้นความคุ้มค่าในการบริการเป็นสำคัญ มากกว่าความหรูหราเพิ่มมากขึ้น

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การแปลงโฉมบ้านเก่าในชุมชนที่มีของดีมีเรื่องเล่าให้เป็น บูติก โฮเต็ล เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพราะธุรกิจนี้เป็น ธุรกิจเก๋ มีสไตล์ ที่ไม่ต้องใช้การลงทุนด้วยตัวเงินมากนัก แต่ลงทุนด้วยความคิดสร้างสรรค์มากกว่า อีกทั้งผู้ประกอบการยังสามารถออกแบบได้เองทุกตารางนิ้ว ดีไซน์การบริการได้ทุกอย่าง มีรูปแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างสูงสุด และการที่เข้าถึงใจลูกค้า จึงทำให้ผู้ประกอบการฉีกตัวเองออกจากสงครามราคาได้อย่างเด็ดขาด โดยสามารถตั้งอัตราค่าบริการได้ตามใจ โดยไม่สนใจว่าจะต่ำหรือสูงกว่าที่พักในรูปแบบเดิมๆ

ส่งผลให้กระแสความนิยมบูติก โฮเต็ลเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว การเติบโตของธุรกิจนี้จึงยังคงมีอนาคตสดใสเป็นอย่างยิ่ง

คุณขิง-วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ กูรูบูติก โฮเต็ล สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการเปลี่ยนอาคารเก่าเป็นบูติก และเจ้าของที่พักสุดฮิตสามเสน 5 ลอดจ์ ให้ความเห็นว่า “ธุรกิจนี้เหมาะกับเมืองไทยมากเพราะมีทุกอย่างครบเครื่อง ทั้งเรื่องการบริการ ความน่าสนใจในพื้นที่ วิถีชุมชน อาหารการกิน และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และคนไทยสามารถทำได้ดีมาก ทำให้คนหลงเสน่ห์ได้โดยไม่ยาก”

“เชื่อว่า ต่อไปจะยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเออีซีเปิดขึ้น จะทำให้เกิดการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะจะมีการกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค และทำให้มีความต้องการที่พักมากขึ้น ไทยจะปรับตัวและกลายเป็นศูนย์กลางของบูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้จะเติบโตและขยายตัวไปสู่เมืองต่างๆ ทั่วประเทศมากขึ้น”

ส่วนรูปแบบของที่พักนั้นจะมีการปรับตัวโดยจะเปิดกว้างมากขึ้น โดยมีการนำโครงสร้างของสถานที่ที่คาดไม่ถึงมาดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง โรงรถ โรงเรียนมาใช้ และจะก้าวสู่ความเป็นที่พักเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ ที่พักสำหรับกลุ่มนั่งสมาธิ กลุ่มผู้รักเลี้ยงสัตว์ กลุ่มจักรยาน หรือกลุ่มที่ชอบชีวิตกลางแจ้ง ฯลฯ จะทยอยเปิดตัวมากขึ้น

อีกทั้งยังจะเกิดที่พักรูปแบบที่เรียกว่า “โฮสเทล” ที่รวมทั้งความเป็นโฮเต็ล+เกสต์เฮ้าส์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่มาจากประเทศจีน ประเทศที่ถือได้ว่า มีโฮสเทลที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลก

ขณะเดียวกัน ห้องพักแบบเก่าที่ไม่มีสไตล์ ไม่มีดีไซน์ เป็นแค่มีห้องพัก ห้องน้ำสะอาด มีแอร์เย็น มีทีวีดู จะถูกบีบให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ตรงกับความต้องการของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชอบแนวชิกและยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่เขาต้องการ

ดังนั้น กูรูคนนี้จึงฟันธงได้เลยว่า “บูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นธุรกิจที่สร้างสรรค์ ที่ไม่มีทางโอเวอร์ซัพพลายแน่นอน”

11.”เฮลโล คิตตี้” เครื่องสำอางเด็ก ตลาดนี้ยังไปสวย

บริษัท ยูนิเวอร์แซล คอสเมติคส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางลิขสิทธิ์ บริษัท ซานริโอ้ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ 3 ตัวการ์ตูนยอดนิยมตลอดกาล อย่าง เฮลโล คิตตี้ ชินนามอนโรล และมาย เมโลดี้ จุดเด่น เนื้อบางเบา ไม่ใส่สารเคมี ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สินค้าทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 40 รายการ ครอบคลุมเลือกสวยได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมราคาก็สบายกระเป๋า

คุณอภิณห์พร เสรีเลิศวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล คอสเมติคส์ จำกัด คือ ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของไลเซนส์ คอสเมติคส์ บริษัท ซานริโอ้ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ คุณอภิณห์พร เผยว่า จะใช้จุดเด่นแบรนด์เครื่องสำอางเฮลโล คิตตี้ คือ สูตรบางเบา ไม่มีสารเคมี ใช้เเล้วไม่เเพ้ คุณภาพดี ราคาย่อมเยาที่ครองใจกลุ่มลูกค้าเด็กมายาวนาน เข้าไปเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน รวมถึงสาวที่รักการแต่งหน้า โดยให้เหตุผลว่า เครื่องสำอางทุกชิ้นล้วนผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น มั่นใจได้ว่าสาวที่อยากสวยทุกวัยสามารถใช้ได้ ไม่แพ้ ไม่ระคายเคืองอย่างแน่นอน

สำหรับการเติบโตของธุรกิจในปี”56 ที่ผ่านมา กรรมการผู้จัดการ ระบุว่า ไตรมาสสุดท้ายธุรกิจไม่โตไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับปี”55 ก็ไม่ถึงขนาดติดลบ และมองว่าปี”57 ธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นใหม่อีกครั้ง เพราะจะออกคอลเล็กชั่นใหม่ ครบรอบ 40 ปี เฮลโล คิตตี้ หวังเรียกเรตติ้งจากสาวทุกวัย

“เครื่องสำอางเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ไม่เฉพาะกลุ่มสตรีเท่านั้น ปัจจุบันพบว่าเมื่อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีความหลากหลายการใช้งาน ทำให้สามารถจำแนกกลุ่มผู้ใช้ได้ชัดเจน นำไปสู่ภาวะการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด”

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงเครื่องสำอาง คุณอภิณห์พร ลงความเห็นว่า ในปี”57 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงามก็ยังจะดำเนินต่อไปได้ ในส่วนของ “เฮลโล คิตตี้” เองไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจน เนื่องจากเครื่องสำอางเด็กในเมืองไทยยังไม่มี เฮลโล คิตตี้ ถือเป็นเจ้าเเรกๆ เเละทุกปีจะออกคอลเล็กชั่นใหม่ๆ ออกแบบโดยบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น

12.”เอ-โกะ” ทุกอย่าง 20 บาท ราคาเดียวซื้อง่ายขายคล่อง

ผลวิเคราะห์จากร้านสะดวกซื้อชื่อดัง บอกไว้ว่า การใช้จ่ายต่อบิลจำนวนสูงที่สุด คือ 20 บาท อาจกล่าวได้ว่า เงินจำนวนนี้เป็นราคาซื้อง่าย จ่ายคล่อง เลยไม่แปลกในปีที่ผ่านมา จะเห็นโมเดลธุรกิจทุกอย่าง 20 บาท ได้รับความนิยมสูง

คุณสุพจน์ เลาหพัฒนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกดำรงค์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ เจ้าของแฟรนไชส์ร้าน “เอ-โกะ” กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 1,500 สาขา 80% เป็นลูกค้าต่างจังหวัด อีก 20% เป็นลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และแม้ว่าจะมีธุรกิจลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่กระทบ เพราะภาพรวมธุรกิจปี”56 โตขึ้นจากปี”55 ถึง 50%

“ผมไม่ได้มองว่าการทำธุรกิจเหมือนกันเป็นคู่แข่งกัน ตรงกันข้าม กลับมองเป็นมิตร สามารถช่วยเหลือกันได้ ดั่งเช่น บางครั้งสินค้าที่ร้านหมดก็ยังเคยไปรับจากร้านที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ฉะนั้น หากปี”57 จะมีธุรกิจร้าน 20 บาทผุดขึ้นอีกก็เชื่อว่าไม่กระทบ”

สำหรับรูปแบบการขยายธุรกิจ เจ้าของกิจการใช้วิธีดึงลูกค้าเข้ามาเป็นสมาชิก จูงใจด้วยราคาส่งที่ถูกลงอีก 1 บาท พร้อมมีบริการส่งฟรี ได้อุปกรณ์แต่งร้านครบ ที่สำคัญจะเปลี่ยน หรือคืนสินค้าก็ย่อมได้ ช่วยลดความเสี่ยงสต๊อกบวม

“ผมใช้ระบบสร้างสมาชิกเพื่อขยายฐานลูกค้า เงื่อนไขผู้เป็นสมาชิกต้องสั่งซื้อสินค้าครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาทขึ้นไป จะได้ราคาพิเศษ พร้อมอุปกรณ์ส่งเสริมการตลาด ป้ายร้าน ชุดฟอร์ม และทุกครั้งที่สั่งออร์เดอร์ยอดเกิน 10,000 บาทขึ้นไป จะจัดส่งฟรีทั่วประเทศ ส่งของให้ได้ใน 1-2 วัน หลังโอนเงิน หากสินค้าตัวไหนขายไม่ดี สามารถเปลี่ยนได้ภายใน 30 วัน”

อาจกล่าวได้ว่า ทุกอย่าง 20 บาท เป็นราคาซื้อง่าย จ่ายคล่อง บวกกับคุณภาพสินค้า ตลอดจนแนวคิด One stop service หรืออำนวยความสะดวกช่วยส่งสินค้าให้พวกยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เลยทำให้ เอ-โกะ แจ้งเกิดในตลาดขายส่งได้ไม่ยาก และข้อดีของจำนวนสมาชิกมาก ทำให้ เอ-โกะ ได้กำไรส่วนต่าง แทบจะไม่เสี่ยงเรื่องของค้างสต๊อก เนื่องจากคุณสุพจน์ใช้วิธีให้โรงงานต่างๆ ส่งตัวอย่างสินค้าใหม่มาก่อนล่วงหน้า จากนั้นจะนำไปโฆษณาให้สมาชิกรับรู้ ถ้าสมาชิกสนใจก็จะสั่งซื้อเข้ามา เมื่อได้ยอดสั่งซื้อที่แน่นอนแล้ว เขาค่อยไปสั่งที่โรงงาน

ดังนั้น เมื่อจุดแข็ง คือ สินค้าราคาถูก คุณภาพสมเหตุสมผล คุณสุพจน์เลยตั้งเป้าธุรกิจปีหน้าจะเติบโตอย่างน้อย 15-20% ปัจจัยที่สนับสนุนได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ คนนิยมสินค้าคุณภาพดีราคาถูก รวมถึง ร้าน 20 บาท มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเป็นที่รู้จักน่าเชื่อถือมากขึ้น

13.ชุดเอี๊ยมสุดป๊อป อาศัยวิกฤตม็อบสร้างรายได้

แม้ปลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ทางการเมืองจะไม่ปกติ แต่นั่นไม่กระทบต่อ คุณนาตยา รัตน์สำอางค์ เจ้าของ แบรนด์เสื้อผ้า “NATA” เลย เพราะเธอกลับใช้โอกาสนี้ออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นให้เข้ากับวิกฤตดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ “ชุดเอี๊ยม” ที่สามารถเปลี่ยนข้อความได้ตามใจชอบของผู้สวมใส่ และด้วยความแปลกใหม่ดังกล่าว ส่งผลให้ยอดจำหน่ายชุดเอี๊ยมเฉลี่ย 100 ชุด ต่อเดือน

คุณนาตยา เล่าว่า ดำเนินธุรกิจ “เสื้อผ้าแบรนด์ NATA” เมื่อกลางปี”56 และเปิดตัวบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก สำหรับจุดเด่นชุดเอี๊ยมลูกค้าสามารถเลือกสกรีนข้อความอย่างที่ตัวเองต้องการได้ลงไป เช่น ก็ไม่รู้สินะ! อยู่เมืองดัดจริตชีวิตต้องป๊อป เขตชุมนุม เป็นต้น ด้านช่องทางจัดจำหน่าย 70% ขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ที่เหลือผ่านตัวแทนจำหน่าย

“เสื้อผ้าแบรนด์ NATA ออกแบบขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าวัย 20-35 ปี ที่ต้องการเสื้อผ้าที่มีดีไซน์ ชอบเสื้อผ้าในแบบที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งหลักการทำงานของดิฉันจะเริ่มจากไปหาซื้อผ้า เลือกชนิดผ้าที่ไม่เหมือนใคร จากนั้นออกแบบ สร้างแพตเทิร์นแล้วส่งต่อให้ช่างตัด และช่างเย็บ ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าที่ร้านไม่ใช่เสื้อผ้าโหลอย่างแน่นอน”

ด้านราคา เจ้าของร้าน บอกว่า ชุดละ 450-790 บาท ปัจจุบันหลังเปิดมาขณะนี้ 7 เดือน ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 100 ชุด ส่วนแผนการตลาดในอนาคต ต้องการหาตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดและในต่างประเทศ

สำหรับแนวโน้มธุรกิจแฟชั่นปี”57 ผู้ประกอบการ มองว่า จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้า หากสินค้ามีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดแน่นอน

“ดิฉันตั้งเป้าว่า ปี”57 ยอดขายจะต้องสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากทางร้านจะทำการโฆษณามากขึ้น เชื่อว่า หากคนได้รู้จัก สินค้าก็จะจำหน่ายดีขึ้น”
14.ธุรกิจขนมปัง 20 บาท ยังคึกคัก

ขนมปังราคา 20 บาท นับวันจะฉายแววเด่นเพราะตั้งแต่ “ปังเว้ยเฮ้ย” แจ้งเกิดดังเป็นพลุแตก แบรนด์อื่นๆ ก็เริ่มทยอยดำเนินรอยตาม

คุณกัญญาชญา พรหมมา เจ้าของปัง จ๊ะ จ๋า กล่าวว่า ขนมปังราคาชิ้นละ 20 บาท กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากเป็นราคาที่พอเหมาะกับขนาดที่อิ่มได้ จะว่าไปแล้วธุรกิจขนมปังลักษณะดังกล่าว นับวันเพิ่มขึ้นมาก ในส่วนของสินค้าก็มีความคล้ายคลึงกัน แต่จะต่างตรงรสชาติ สำหรับ “ปัง จ๊ะ จ๋า” จุดเด่นคือ ตัวเนื้อขนมปัง และไส้ที่มีปริมาณมาก โดยจะเน้นไส้เป็นสำคัญเพื่อสร้างจุดขาย นอกจากนี้ตัวขนมปังยังอบใหม่ทุกวัน บวกกับไส้ที่มากกว่าเจ้าอื่น ลูกค้าจะรู้ทันทีว่าอันไหนของที่ร้าน

คุณกัญญาชญา เปิดเผยต่อว่า ยอดขายตลอดทั้งปี”56 ที่ผ่านมา เติบโตขึ้นจากปีก่อนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน มีแฟรนไชส์ในกรุงเทพฯ 3 สาขา ต่างจังหวัด 2 สาขา ในปี”57 วางแผนจะเพิ่มอีก 2 สาขา ตั้งเป้าว่าจะขยายสาขาไปยังปริมณฑล และประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับแนวโน้มธุรกิจขนมปัง ปี”57 ผู้ประกอบการย้ำว่า “ยังจะได้รับความสนใจเช่นเดิม หรือมากขึ้น ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก และที่ผ่านมา การขายในราคา 20 บาท พูดได้เลยว่าต้องเน้นยอดขายจริงๆ ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้ เพราะวัตถุดิบค่อนข้างแพง การทำยอดขายในปริมาณที่มากก็จะมาเฉลี่ยเป็นกำไรได้”

15.กลับมา (แรง) อีกครั้ง “ชานมไข่มุก”

ราว 10 ปีที่ผ่านมา เครื่องดื่มรสหวานหอมละมุนอย่าง “ชานมไข่มุก” เข้ามาสร้างความฮือฮา สามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้มากโข

ความแรงของเครื่องดื่มชนิดนี้ ทำให้หลายคนมองว่า นี่คือกระแส ที่วันหนึ่งจะปิดฉากลง

ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะธุรกิจนี้อยู่ได้เพียงไม่กี่ปี ก็เงียบหาย ส่วนที่ยังอยู่ก็เป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ที่แข็งแกร่งพอจะยืนหยัดต่อได้

จริงหรือที่ว่า การหายไปของ ชานมไข่มุก มาจากเหตุผลของผู้บริโภคที่พร้อมใจกันโบกมือลา เป็นไปได้หรือว่า เครื่องดื่มชนิดนี้ เป็นแค่เพียงกระแส

คำถามดังกล่าวนี้จะยังคลุมเครือ หากทว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชานมไข่มุก กลับมาอีกครั้ง เป็นการกลับมาเพื่อให้คำตอบ

เส้นทางเศรษฐี คงมิกล้าการันตีว่าธุรกิจนี้จะอยู่ยืนยาวได้เพียงใด แต่หากดูจากจำนวนผู้บริโภค ณ ปัจจุบัน คงต้องยอมรับว่า ยังมีกลุ่มคนชื่นชอบเป็นจำนวนมาก เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ เปรียบเสมือนเครื่องดื่มทางเลือกที่มีความหลากหลาย เหมาะกับคนในสังคมที่ไม่ชอบความจำเจ

ส่วนเหตุผลอื่นนั้น คงต้องขอให้ คุณธมลวรรณ โสธร หรือ คุณโม หนึ่งในเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ “Cha-R-MO” (ชา-อา-โม) ที่เติบโตอยู่ในตลาด โดยมีการขยายสาขาทั้งในส่วนของตนเอง และรูปแบบแฟรนไชส์ไปแล้วในหลายพื้นที่ ซึ่งได้ให้มุมมองข้อคิดเห็นไว้ดังนี้

“ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนั้นไม่ใช่ไม่มีผู้บริโภค แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการนำเข้าวัตถุดิบ ไม่สามารถจัดเตรียมได้ เนื่องเพราะต้องอาศัยวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีกลุ่มอาเซียน นำมาสู่การจัดงานแสดงสินค้า เกิดพันธมิตรทางการค้า ประเทศที่ผลิตวัตถุดิบรวมตัวเข้ามาร่วมเสนอสินค้า การซื้อขายก็ง่ายขึ้น วัตถุดิบจึงไม่ขาดตลาด

ฉะนั้น จึงคิดว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ไปได้อีกไกล ที่คิดเช่นนั้น เพราะส่วนหนึ่งดูจากจำนวนผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ “Cha-R-MO” ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนต่างจังหวัด ซึ่งตอนนี้ชานมไข่มุกยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เท่านั้น

อีกประการหนึ่งคือ สินค้านี้ยังเป็นที่ต้องการของหมู่มวลวัยรุ่น วัยทำงาน ที่ต้องการลดหรือหลีกหนีจากการดื่มกาแฟ ซึ่งเรามองว่าเสน่ห์ของชานมไข่มุกคือความหลากหลายของท็อปปิ้ง และรสชาติชา”

แน่นอนว่าเมื่อธุรกิจใดมีกระแสดี ก็ย่อมมีผู้ลงทุนตามกันมา ทั้งนี้ คุณโมให้ข้อแนะนำไว้ “หากต้องการเริ่มต้นกับธุรกิจต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง เมื่อศึกษาดีแล้วต้องกล้าลงทุน ประการต่อมาคือ อดทนรอผลสำเร็จ คำว่ามาตรฐานและคุณภาพ คือสิ่งที่ต้องรักษา ซึ่งก็นับกันตั้งแต่วัตถุดิบ การชง รสชาติ การบริการ ความสะอาด เรื่องของสุขอนามัย นี่คือสิ่งที่จะทำให้แม้ภาวะคู่แข่งเกิดขึ้นเราก็ยังอยู่ได

16.”Cafe” ธุรกิจ (โดน) คนรุ่นใหม่

“Cafe” ขนาดย่อมๆ คือร้านที่เกิดขึ้นและเบ่งบานราวดอกเห็ด โดยเฉพาะในย่านที่มีผู้คนพลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยว ก็นิยมเปิดให้บริการ

ความโดดเด่นที่เห็นเป็นปราการด่านแรกของแต่ละร้าน คือ ไอเดียการตกแต่งรูปลักษณ์ร้านชวนให้เข้าไปเยือน

บรรยากาศภายในร้านและอาณาบริเวณให้ความรู้สึกผ่อนคลาย คืออีกหนึ่งสิ่งที่ร้าน Cafe ควรมี รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยี อย่าง ฟรี WiFi ที่ต้องจัดไว้บริการลูกค้ากลุ่มหลัก นั่นก็คือคนรุ่นใหม่

ส่วนเมนูอาหารนั้น เครื่องดื่ม ถือเป็นเมนูคู่ Cafe โดยเฉพาะ ชา-กาแฟ ซึ่งนับวันจะมีผู้บริโภคเพิ่มจำนวนขึ้น บวกพ่วงด้วยเบเกอรี่ หรือบางร้านจัดเสิร์ฟอาหารหวานคาวเพิ่มทางเลือกกับลูกค้า

ธุรกิจ Cafe จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีผู้สนใจเดินสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งคำถามก็คือ ธุรกิจนี้มีอนาคต และมีที่ว่างพอให้นักลงทุนหน้าใหม่ก้าวตามหรือไม่

เส้นทางเศรษฐี ถือโอกาสเข้าไปพูดคุยกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่บัดนี้ลงมือทำตามฝัน คุณสุนทรี อยู่นัด หรือ คุณหน่อย เจ้าของร้าน “Nine Dessert Cafe”

“มองเห็นโอกาสว่าธุรกิจนี้ทำได้แน่นอน เพราะผู้คนดื่มกาแฟมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป คือชอบความแปลกใหม่ คนรุ่นใหม่เวลาจะไปร้านกาแฟ จะไม่ใช่แค่ไปดื่มกาแฟ แต่เหมือนไปพักผ่อน ไปถ่ายรูป ฉะนั้น การตกแต่งร้านและบรรยากาศโดยรอบต้องเอื้อ และเมื่อถ่ายรูปแล้วก็มักจะส่งต่อ ซึ่งเทคโนโลยียุคปัจจุบันก็อำนวยความสะดวก ฉะนั้น หากร้านไหนตกแต่งออกมาสวยงามก็จะตอบโจทย์ลูกค้าได้”

คุณสุนทรี ยังกล่าวต่อถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันชอบสิ่งใหม่ๆ ฉะนั้น หากจะให้ลูกค้าจงรักภักดีอยู่กับร้าน ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความแตกต่าง ไม่ซ้ำจำเจ

“ในฐานะที่ Nine Dessert Cafe เพิ่งก้าวเข้ามาได้เพียงไม่กี่เดือน แต่เราก็หาเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ตั้งแต่รูปแบบร้าน เมนูอาหาร และเท่าที่ดูตลาดก็เห็นว่ามีร้านจำนวนมาก เขาอยู่รอดได้เพราะเพิ่มเมนูอาหารจานเดียว แต่ตรงนี้ก็มาคิดกับหุ้นส่วน เพราะเราไม่ต้องการเสิร์ฟเมนูที่มีกลิ่นฉุน เพราะจะเป็นการทำลายบรรยากาศ ทำให้ร้านไม่น่านั่ง”

คุณสุนทรี ยังฝากทิ้งท้าย “ปัจจุบันและคาดว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะยิ่งเข้ามามีบทบาท ฉะนั้น ตัวผู้ประกอบการต้องเข้าให้ถึง ต้องนำร้านเข้าอยู่ในโลกออนไลน์ให้ได้ ยิ่งเปิดร้านในสถานที่ท่องเที่ยวยิ่งต้องเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หาที่กินที่เที่ยว ล้วนผ่านปลายนิ้วสัมผัส

http://www.facebook.com/Nine Dessert Cafe

17.ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เติบโตได้ทั้ง ไทย-เทศ

มีเหตุปัจจัยหลายประการส่งผลให้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเบื้องต้นเริ่มจากอาหารการกิน ต่อมาจึงขยับสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างผลิตภัณฑ์เพื่อผิวพรรณ

สินค้าที่เป็นเนเชอรัล เริ่มผุดขึ้นหลายแบรนด์ สังเกตได้จากชั้นวางสินค้า ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนเชอรัลจัดวางเป็นทางเลือกให้ลูกค้าในแทบทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลผิว

ฉะนั้น สินค้าใดที่ห่างไกลโทษ หรือเรียกว่าไร้สารพิษ จึงมีบทบาทยืนอยู่บนตลาดได้ ดังที่ คุณวิตราภรณ์ พิมพลา หนึ่งในผู้หันมาเอาจริงเอาจังกับการผลิตสินค้าเพื่อการดูแลและทำความสะอาดผิว หลากหลายรายการภายใต้แบรนด์ “ZNYA ORGANICS”

คุณวิตราภรณ์ ว่า แม้จะแบ่งกลุ่มผู้ใส่ใจสุขภาพจากประชากรทั้งประเทศ อาจอยู่ในสัดส่วนที่น้อย แต่ทว่าเมื่อเปรียบดังเส้นกราฟ กราฟเส้นนี้ไต่ระดับความสูงขึ้น อันเนื่องมาจากผู้คนในสังคมปัจจุบันเห็นผลร้ายของการไม่ใส่ใจสุขภาพ ความป่วยไข้เป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ กอปรกับผู้คนในยุคปัจจุบันมีความสนใจศึกษาข้อมูลต่างๆ มากขึ้น และการศึกษาข้อมูลด้านสุขภาพก็เป็นสิ่งที่เลือกทำ

จากแรกเริ่มจะสังเกตว่า การเข้ามาของสินค้าสุขภาพ ที่เรียกว่าเนเชอรัล นั้นดูเหมือนเกิดขึ้นก่อน และก็สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งต่อมา มีสินค้าที่เรียกว่าออร์แกนิกผุดขึ้น ซึ่งแม้วันนี้หากนับจำนวนผู้ประกอบการ ตอบได้เลยว่าน้อยมาก แต่ใช่ว่าสินค้าประเภทนี้จะไม่มีวันเข้าไปอยู่ในใจลูกค้า

ดังเช่นที่คุณวิตราภรณ์ กล่าวไว้ “ธุรกิจนี้ยังมีช่องว่างกว้างมาก ปัจจุบันมีผู้หันมาทำธุรกิจนี้นับจำนวนได้ อาจเพราะตลาดยังไม่เข้าใจในสินค้าออร์แกนิก จึงต้องอาศัยเวลา แต่ถ้าถามว่าอนาคตไปได้หรือไม่ ยังเชื่อว่าไปได้แน่ เพราะผู้รักสุขภาพมีตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต่างประเทศความต้องการสูงมาก ฉะนั้น หากใครก้าวเข้ามาทำแล้วคิดส่งออก ตอบได้เลยว่ามีโอกาส”

“ZNYA ORGANICS จะได้รับใบรับรองมาตรฐาน จาก USDA จากสหรัฐอเมริกา ทำให้สินค้าสามารถเติบโตได้ในตลาดต่างประเทศ แต่การยื่นขอก็ใช้วงเงินสูงถึงหลักแสนบาท ฉะนั้น หากผู้ใดมีทุนไม่มาก สามารถลงมือทำเล็กๆ ได้ วางตลาดไว้ในประเทศก่อน เพราะวัตถุดิบ ยกตัวอย่าง พืช ผัก มีผู้หันมาปลูกระบบออร์แกนิกมากขึ้น เพียงแต่ต้องดูให้แน่ชัดว่าเป็นออร์แกนิกจริง และสำคัญคือ ผู้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจนี้ควรมีจรรยาบรรณต่ออาชีพ”

อีกเหตุปัจจัยเกื้อหนุนให้ ณ วันนี้ เริ่มมีผู้สนใจหันมาสู่เส้นทางการผลิตสินค้าสุขภาพมากขึ้น เพราะประเทศไทยมีความพร้อมด้านแหล่งวัตถุดิบที่ผ่านมาตรฐานได้รับการรับรองทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

18.”Red Berry” กระเป๋าแฟชั่น คุณภาพพรีเมี่ยม

ยังฮิตฮอตข้ามปี สำหรับการขายสินค้าในเฟซบุ๊ก เฉกเช่น คุณมนทิรา เสนีย์รัตนประยูร เจ้าของกระเป๋าแบรนด์ “Red Berry” กระเป๋าหนังคุณภาพดี ดีไซน์เก๋ เธอมีความคิดเห็นเกี่ยวกับช่องทางการตลาดนี้มาบอกกล่าวกัน

คุณมนทิรา เจ้าของแบรนด์กระเป๋า “Red Berry” กล่าวว่า ดำเนินธุรกิจกระเป๋าเมื่อปี”55 จำหน่ายผ่านเฟซบุ๊กมาโดยตลอด ข้อดีของการขายออนไลน์ คือ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากได้ในเวลารวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ เรื่องค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าขายออนไลน์ประหยัดค่าหน้าร้าน

“ธุรกิจปี”56 เติบโตขึ้นจากปี”55 เกือบเท่าตัว ปัจจัยที่สนับสนุนคือ ช่องทางการทำการตลาดที่ดี เราเลือกใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก ทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้รู้จัก คือ ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป และในปี”57 เชื่อว่าตลาดกระเป๋าจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน”

ปัจจัยที่สนับสนุนให้ธุรกิจกระเป๋า “Red Berry” โตได้ตามเป้า คุณมนทิรา กล่าวว่า อยู่ที่คุณภาพเทียบเท่ากับสินค้าแบรนด์เนม เละความหลากหลายมีให้ลูกค้าเลือกเยอะมาก การันตีว่าลูกค้าที่เคยซื้อกระเป๋าจะกลับมาซื้อซ้ำ

19.ออกกำลังกาย…ธุรกิจบูม มาแรง

จากการได้พูดคุยกับผู้ออกกำลังกาย หลายคนบอกว่า แต่ก่อนไม่เคยสนใจการออกกำลังกาย จวบจนประสบปัญหาความเครียด ความเหนื่อย เมื่อยล้า และรวมไปถึงอาการเจ็บป่วยที่ตามมาจากการทำงานและการใช้ชีวิต การออกกำลังกายจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกวิธี และสถานที่ออกกำลังกายในร่ม ก็เป็นทางเลือกเหมาะสมกับช่วงเวลาและการใช้ชีวิต

ความต้องการให้ร่างกายแข็งแรง คือเป้าประสงค์ของผู้ยอมเหนื่อยกับการออกกำลังกาย แต่ทว่าไม่ใช่เหตุผลเดียว เพราะการลดน้ำหนัก และสร้างรูปร่างที่ดี เป็นเหตุผลที่ตีคู่มาด้วยกัน

เหตุผลดังกล่าวมาตรงกับที่ คุณกอบกู้ ยศสมศรี นักกีฬาชกมวย และเจ้าของธุรกิจ สตรองยิม แอนด์ ฟิตเนส ผู้คลุกคลีและมีประสบการณ์อยู่กับเส้นทางสายกีฬามากว่า 10 ปี บอกไว้ “ผมมองว่า เหตุผลหลักทำให้คนหันมาออกกำลังกายคือ ต้องการดูแลสุขภาพ ดูแลรูปร่าง นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ”

ฉะนั้น เมื่อจับทางถูก และรู้ความต้องการของคนในสังคม จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันสถานออกกำลังกายจะผุดขึ้นไปทั่วทุกพื้นที่

ยิ่งปัจจุบันสังคมเมืองเกิดการขยายตัว ดังจะเห็นได้จากโครงการหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม สถานที่พักอาศัย ผุดขึ้นมากเท่าใด สถานที่ออกกำลังกาย ก็กระจายไปให้บริการ

และแม้การลงทุนกับธุรกิจนี้ใช้เงินสูง กับการซื้ออุปกรณ์กีฬา หรือบางสถานที่ต้องจ้างเทรนเนอร์ (ผู้ฝึกสอน) มารองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่น้อย แต่ก็เป็นการลงทุนหนักในระยะเริ่มต้น แต่ให้ผลคุ้มค่า ถ้าผู้หันมาประกอบธุรกิจอ่านตลาดออก จับจองทำเลตรงจุด

การคิดค่าบริการ ที่แต่ก่อนกำหนดระยะเวลาสัญญาเป็นปี หรือเสียค่ารายเดือนซึ่งอัตราตัวเลขจัดได้ว่าคนระดับกลางและล่าง อาจจะยังเข้าไม่ถึง

แต่ปัจจุบัน การคิดค่าบริการแบบเป็น รายวัน รายชั่วโมง และรายเดือน ซึ่งก็มีหลายราคาให้เลือก ทำให้กลุ่มคนทุกระดับสามารถเข้าใช้บริการได้

“สตรองยิม แอนด์ ฟิตเนส เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาใช้บริการตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน แม้แต่ผู้สูงอายุ ก็เข้ามาใช้บริการ หลายคนต้องการลดการสูบบุหรี่ และดื่มเหล้า ซึ่งเท่าที่เปิดมา 7 ปี ดูตัวเลขผู้ใช้บริการนับวันจะมากขึ้น และแม้จะมีผู้หันมาทำธุรกิจนี้กันหนาตา แต่ก็ไม่เกิดผลกระทบ เพราะหัวใจของการทำอาชีพนี้คือต้องเข้าใจ และไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”

http://www.aofstrongyym.com

20.”นวด” ตอบโจทย์คนทำงาน

ปวดเมื่อย คอ บ่า ไหล่ เวียนศีรษะ อาการเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นกับคนในสังคมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องอาศัยเก้าอี้เป็นที่อยู่อาศัย และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือดำเนินการ

ความทันสมัยมีข้อดี แต่ก็นำมาซึ่งความเจ็บป่วย และนี้จึงเป็นเหตุให้หลายคนหาวิธีบำบัด เพื่อลดอาการดังกล่าว

“นวด” คือหนึ่งวิธีผ่อนคลาย ที่ต้องบอกว่ามีผู้นิยมใช้บริการกันมากขึ้น นำพาให้เกิดผู้ประกอบการ หันมาลงทุน ลงแรง (ลงใจ) กับอาชีพนี้กันมากขึ้น

ฉะนั้น กับธุรกิจนวด จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่คาดว่ามีอนาคตเติบโตต่อไปได้

จะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ คงต้องขอให้ คุณณัฏฐ์ชรินทร์ สุขภูวงค์ เจ้าของแบรนด์ “นวดสบาย by Nuch” ซึ่งเปิดให้บริการมาจนถึงวันนี้ 9 ปีแล้ว เล่าให้ฟัง

“ตอนที่เปิดร้าน ก็ถือว่าธุรกิจได้รับความนิยม แต่ยังไม่มากดังเช่นปัจจุบัน แต่ถ้าถามว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้หรือไม่ในอนาคต มีความเป็นไปได้แน่นอน แต่โดยส่วนตัวมองว่า ผู้ประกอบการควรมีความรู้ในศาสตร์นี้จริงๆ ต้องรักในอาชีพ ข้อนี้ขอย้ำ ซึ่งโดยส่วนตัวตั้งแต่เปิดร้านมาจะลงมือนวดให้ลูกค้าโดยตลอด ต้องใช้ใจสู่ปลายนิ้ว แต่ถามว่าเคยจ้างพนักงานมั้ย เคย แต่สุดท้ายก็ไปกันหมด และนี่คือปัญหาของธุรกิจนวด เรื่องของพนักงาน ฉะนั้น หากลงมือทำเองได้ เริ่มจากเล็กๆ ยังไปรอด”

คุณณัฏฐ์ชรินทร์ ยังกล่าวถึงเส้นทางธุรกิจนี้ว่า มีข้อได้เปรียบตรงขนาดธุรกิจ สามารถลงทุนได้ตั้งแต่กำลังคนเพียงคนเดียว ส่วนการลงทุนในด้านการตกแต่งร้าน ไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่สำคัญคือ ลูกค้าต้องรู้สึกดีต่อสิ่งที่ได้รับตั้งแต่แรกเดินเข้าร้าน ทั้งจากสายตา (ความสะอาดของสถานที่และข้าวของอุปกรณ์) หู (การได้ยินเสียงดนตรี เสียงที่จะสร้างความผ่อนคลาย) จมูก (กลิ่นหอมของบรรยากาศสถานที่) กาย (วิธีการนวดที่คุณณัฏฐ์ชรินทร์ว่าหัวใจกับปลายนิ้วต้องประสานกัน) ใจ (ความพึงพอใจที่ลูกค้าพึงได้รับจากการบริการ)

ทั้งนี้ ในส่วนของการบริการนั้นถือว่าสำคัญมาก ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งคุณณัฏฐ์ชรินทร์ ว่า ส่วนนี้คงต้องอาศัยประสบการณ์และความสามารถ “ปัจจุบัน การนวดที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่แค่ผ่อนคลาย แต่เป็นไปเพื่อรักษา ลดอาการที่เป็นอยู่ ซึ่งปัจจุบันปัญหาที่ลูกค้าส่วนใหญ่ประสบคือ ปวดเมื่อยบริเวณ คอ บ่า ไหล่ และรวมไปถึงปัญหาจากไมเกรน

ฉะนั้น ถ้าสถานที่ใดสามารถนวดเพื่อลดอาการเหล่านี้ได้ นั่นคือข้อได้เปรียบ”