InfoQuest News – JAS ก้าวสู่โอกาสใหม่

27-11-2013 04:09:17

หลังจากเสียเวลาไปนานหลายเดือน กับความขลุกขลักและอุปสรรคหลายด้าน ซึ่งถ่วงรั้งแผนการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ IFF มูลค่า 7 หมื่นล้านบาท ก็บรรลุเป้าหมายค่อนข้างชัดเจนแล้ว เมื่อล่าสุด ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) มีมติด้วยคะแนนเสียง 92.25% ซึ่งมากกว่าคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนโดยไม่นับผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย อนุมัติให้กระทำได้
การผ่านมติดังกล่าว ทำให้เป้าหมายที่คาดว่าจะก่อตั้งกองทุน IFF ดังกล่าว ให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ก้าวล่วงไปอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงรายละเอียดในเรื่องขั้นตอนของ ก.ล.ต. และอื่นๆ เท่านั้น
ข่าวดังกล่าว ถือเป็นการปลดปล่อยความกังวลของผู้ถือหุ้น JAS ไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หลังจากที่เผชิญกับข่าวร้ายหลายครั้ง จนกระทั่งหุ้นมีความผันผวนของราคาหลายระลอกมาตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา ทั้งที่ผลประกอบการดีมาโดยตลอดต่อเนื่องทุกไตรมาส
การอนุมัติของผู้ถือหุ้น หมายความว่า JAS หรือบริษัทย่อยสามารถเข้าทำรายการขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตให้แก่กองทุนฯ สำหรับธุรกิจบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต ขนาดรายการอยู่ที่ 60,000-70,000 ล้านบาท โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติให้บริษัทนำหุ้น 76% ของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ซึ่ง JAS ถือหุ้นทางอ้อม 99.2% และบริษัท ทริปเปิลที อินเทอร์เน็ต จำกัด หรือ TTTI ซึ่งถือหุ้นทางอ้อม 99.9% ไปจำนำเป็นหลักประกันแก่กองทุนฯ คิดเป็นมูลค่ารายการอยู่ที่ 3,616 ล้านบาท ด้วยคะแนนเสียง 91.287%
นอกจากนั้น ยังรวมถึงการให้ JAS และบริษัทย่อย เช่าสินทรัพย์ทั้งหมดจากกองทุนฯ ในลักษณะการเช่าเพื่อดำเนินงานทรัพย์สินเพื่อใช้ทรัพย์สินดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจต่อไป ทั้งนี้ อายุสัญญาเช่าจะมีกำหนด 12 ปี หรือ 7 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์สินที่เช่า
ท้ายสุด ที่ประชุมมีมติให้บริษัท หรือนิติบุคคลที่บริษัทกำหนดให้เป็นผู้ทำหน้าที่จองซื้อหน่วยลงทุน ทำการจองซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนฯ เป็นจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด ขนาดรายการ 20,000-23,000 ล้านบาท
มติที่ผ่านที่ประชุมวิสามัญดังกล่าว ถือเป็นข่าวดีสำหรับอนาคตที่รอคอยอย่างแท้จริงของ JAS เพราะสามารถตอบโจทย์เก่าที่เคยตอบข้อสอบถามของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งระบุย้ำถึงคำตอบยุทธศาสตร์ธุรกิจของบริษัทที่ชัดเจนว่า ต้องการรุกทางธุรกิจให้เร็วที่สุด เพื่อรองรับการขยายตัวของอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับภาคธุรกิจ หรือ FTTX (โครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตที่ให้ความเร็วสูงมาก และให้ความเร็ว 1,000 Mbps โดยใช้สาย Optical Fiber ไปถึงลูกค้า) ในขณะที่คู่แข่งขันที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน อย่าง ทีโอที และทรู ยังไม่มีความพร้อมเพียงพอ
5 คำถามตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 คำตอบของ JAS ในการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน
คำถามคำตอบสินทรัพย์ที่จะลงทุนเพิ่มในอีก 3 ปีข้างหน้าคืออะไร และสาเหตุที่ต้องลงทุนเพิ่มเพราะอะไรสินทรัพย์ที่จะลงทุนเพิ่ม คือ โครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต เพื่อให้มีจำนวนลูกค้าผู้ใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตเพิ่มมากยิ่งขึ้นเงื่อนไขการชำระค่าเช่าอยากให้ระบุว่าเป็นรายเดือนหรือรายปี เงื่อนไขการชำระค่าเช่าขึ้นอยู่กับข้อตกลงสุดท้ายระหว่างบริษัท และกองทุน การกำหนดค่าเช่า 7 ปี เป็นจำนวนเงิน 29,400 ล้านบาท กำหนดจากอะไรการกำหนดค่าเช่า 7 ปี เป็นจำนวนเงิน 29,400 ล้านบาท กำหนดจากอะไรค่าเช่ากำหนดจากผลตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน และตัวเลขดังกล่าว บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทฯขอให้ขยายความคำว่า FTTXขอให้ขยายความคำว่า FTTXคำว่า FTTX หมายถึง โครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตที่ให้ความเร็วสูงมาก และให้ความเร็ว 1,000 Mbpsโดยใช้สาย Optical Fiber ไปถึงลูกค้าทุกรายแผนการใช้เงินที่ได้จากกองทุนคืออะไรบริษัทมีเป้าหมายใช้เงินเพื่อจะขยายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตทั้งระบบ ADSL และระบบ FTTX ให้เกิดจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่ม Speed ของบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างรวดเร็ว และบริษัทจะนำเงินบางส่วนไปลงทุนในเรื่องอื่นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นของ JAS
จากการให้ข้อมูลเบื้องต้น และการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง มีการประเมินว่า JAS และบริษัทย่อยจะได้รับเงินจากการระดมทุนในการจำหน่ายสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวมฯ ประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท หลังหักเงินลงทุนในหน่วยของกองทุนรวมฯ ประมาณ 20,000-23,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการทำรายการประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท สำรองภาษีประมาณ 8,940-10,840 ล้านบาท และเงินลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติมเพื่อการส่งมอบสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวมฯ ประมาณ 3,800 ล้านบาท
เงินสดจากรายการหักแล้ว ประมาณ 25,760-30,360 ล้านบาท สำหรับการชำระหนี้สินและการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจของบริษัท คาดว่าจะบันทึกกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ประมาณ 44,700-54,200 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญาเช่า และหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษี จะเหลือกำไรสุทธิจากรายการประมาณ 35,760-43,360 ล้านบาท ซึ่งการบันทึกกำไรทางบัญชีจะทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน
ขณะเดียวกันในช่วง 12 ปีข้างหน้า JAS จะมีภาระค่าเช่าทรัพย์สินที่ต้องจ่ายสุทธิให้กองทุน IFF ที่จะทยอยเพิ่มขึ้นจาก 2,600 ล้านบาทต่อปี ไปจนถึง 6,400 ล้านบาทต่อปี โดยที่ผลกระทบจากการเช่าทรัพย์สินต่อผลประกอบการของ JAS จากความเสี่ยงของการทำกำไร หาก EBITDA ลดลงต่ำกว่าค่าเช่าต่อปี โดยในกรณีที่แย่ที่สุด (Worst Case) หากจำนวนลูกค้า ADSL 1.5-2.0 ล้านราย และ ARPU ลดลงต่ำกว่า 560 บาท จากการแข่งขันรุนแรง ก็ยังจะไม่ต่ำกว่า 560 บาท และมี EBITDA เฉลี่ย 5,545-7,851 ล้านบาทต่อปี
ธุรกรรมครั้งนี้ ถูกประเมินว่าจะทำให้มูลค่าต่อหุ้น JAS เพิ่มขึ้นประมาณ 0.90 บาท จากมูลค่าเหมาะสมไม่รวม IFF ที่ 11.20 บาท นอกจากนี้ การระดมทุนก้อนใหญ่จะเพิ่มอำนาจการแข่งขันรองรับขยายฐานลูกค้าระดับบน FTTX และลดความเสี่ยง ARPU ที่ลดลง เรายังให้น้ำหนักต่อการจ่ายเงินปันผลพิเศษหุ้นละ 0.70-1.00 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนเงินปันผล 9-13%
การประเมินในเชิงบวกดังกล่าว ถือได้ว่า อนาคตของ JAS ที่มุ่งมั่นจับทางของธุรกิจอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่จะยังคงเป็นขาขึ้นอีกหลายปีในอนาคต ยังคงสดใสต่อไป และทำให้เป้าหมายของบริษัทในการสร้างการเติบโตของรายได้ในปีนี้และปีหน้าเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนปีละ 25% ไม่ไกลเกินจริง
ย่างก้าวใหม่เพื่อสู่อนาคตนี้ ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนฯ เป็นโอกาสให้ JAS ก้าวเหนือคู่แข่ง โดยบริษัทมีเป้าหมายเป็นอันดับ 1 ในตลาดบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ซึ่งขึ้นมาจากอันดับ 3 ตามหลัง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE
เงินสดที่ได้รับจากการตั้งกองทุน IFF ทำให้ปัจจุบันบริษัทดีขึ้นต่อเนื่อง และอนาคตจะดียิ่งขึ้นไปอีก โดยผู้บริหารเชื่อมั่นว่า ผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทมั่นใจว่าจะทำรายได้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 25% เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 10,501.85 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมี EBITDA อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่มี EBITDA 4,500 ล้านบาท จากการเติบโตของยอดผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ ที่คาดว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้น 220,000 ราย ทำให้ในสิ้นปีนี้ฐานลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านราย
ความมั่นใจดังกล่าว เกิดจากความมั่นใจว่าเกมรุกในธุรกิจด้วยการสร้างโครงข่ายใยแก้วนำแสงความเร็ว 1Gbps ของผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber To Home) เพื่อสนองตอบเครือข่ายสื่อสารของภาคธุรกิจโดยตรง ซึ่ง โดยที่นักวิเคราะห์พากันปรับการคาดการณ์ใหม่ บางรายถึงขั้นที่ว่าการลงทุนในอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์จะดันกำไร 3 ปีก้าวกระโดด โตปีละ 29%
อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง คือคำตอบที่จะทำให้JAS แซงหน้าคู่แข่งหลัก คือ TOT ซึ่งเป็นองค์กรภาครัฐ และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ที่มีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนมาโดยตลอด ครองส่วนแบ่งการตลาดเกือบทั้งหมด ไม่นับรายย่อยอีกนับสิบรายซึ่งไม่อยู่ในฐานะจะแข่งขันได้
เหตุผลสำคัญคือ เทคโนโลยี LTE ที่จะมาพร้อมกับพัฒนาการในอัตราเร่งของเครือข่ายโทรคมนาคม 3G กำลังเร่งเคลื่อนเข้ามาช่วงชิงผลประโยชน์ในทางธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งเคลื่อนตัวผสมผสานเข้ากับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเป็น LTE หรือเครือข่ายก่อน 4G เป็นการช่วงชิงโอกาสที่มีความหมายลึกซึ้งในทางธุรกิจอย่างมาก
แกนหลักสำคัญของพัฒนาของ LTE อยู่ที่ การส่งข้อมูลทั้งเสียง ข้อความ และรูปภาพในอัตราเร็ว ความหน่วงของเวลา (หมายถึงเวลาที่ใช้ไปในการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยความจำ) และจำนวนความจุของข้อมูล ในกระบวนการสื่อสารผ่านเครือข่าย ซึ่งสามารถลดความเหลื่อมล้ำกันระหว่างการนำส่งข้อมูลต้นทาง (uplink) ที่ต่ำกว่าการส่งข้อมูลไปยังผู้รับปลายทาง (downlink) ที่เสถียร
ส่วนในปี 2557 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 20-25% จากปี 2556 โดยส่วนหนึ่งจะมาจากฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มของผู้ใช้บริการบอร์ดแบนด์ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 300,000 ราย ซึ่งจะทำให้ตัวเลขการเงินของบริษัทแข็งแกร่งอย่างก้าวกระโดด
ย่างก้าวที่สดใสเช่นนี้ ทำให้ JAS เป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งมาตลอด ไม่ว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่สิ่งที่รบกวนให้การขึ้นของราคาหุ้นซึ่งถูกมองว่ายังต่ำเกินไป ไม่สามารถทะลุถึงราคาเป้าหมายเหนือ 11 บาทได้ มักจะเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรนัก ประมาณ 2 เรื่องหลัก คือ 1)เรื่องของศาลฎีกากลับคำพิพากษาโดยยกเลิกคำสั่งฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นเรื่องเก่า ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพราะทรัพย์สินที่ขายเข้ากองทุนฯ เป็นทรัพย์สินที่เกิดหลังจากศาลได้ยกเลิกแผนฟื้นฟูแล้ว กับเรื่องของข่าวลือว่าผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารขายหุ้นทิ้ง ซึ่งไม่เคยเป็นความจริงมาโดยตลอด
ปี 2557 จะทำให้ JAS ทิ้งอดีตที่ขื่นขมได้หมดสิ้น และก้าวสู่โอกาสใหม่อย่างมั่นใจมากขึ้น หาก ก.ล.ต. ยอมรับแผนการตั้งกองทุน IFF เรียบร้อยแล้ว