“ทีโอที” ผูกพันธมิตรฟื้นรายได้ อนาคตบนความไม่แน่นอน

updated: 05 มี.ค. 2557 เวลา 16:15:53 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประกาศผลประกอบการปี 2556 ออกมาแล้ว สำหรับ บมจ.ทีโอที ปรากฏว่ามีกำไรลดลงจากปีก่อนถึง 62% เหลือแค่ 4,128 ล้านบาท ขนาดว่ารวมรายได้จากสัมปทานไว้แล้ว ถ้าหักออกจะขาดทุนถึง 13,993 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากปีที่ผ่านมา

ไม่น่าแปลกใจที่พนักงานกว่าพันคนออกจะมารวมตัวกันประท้วงการบริหารงานของผู้บริหารองค์กรชุดปัจจุบัน ไล่ไปตั้งแต่คณะกรรมการบริหาร หรือบอร์ด, กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารที่ดูแลรับผิดชอบโครงการ 3G (ธุรกิจที่มุ่งหวังว่าจะเป็นขุมทรัพย์ใหม่)

โดยระบุว่าเป็นเพราะการบริหารงานโครงการ 3G ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้บริษัทต้องตกอยู่สภาพขาดทุนขนาดนี้ จนเป็นสาเหตุให้อนุมัติการขึ้นเงินเดือนพนักงานแค่ 4% น้อยกว่า 7.5% ที่เคยได้ตามเงื่อนไขสภาพการจ้างเดิมที่ปฏิบัติกันมา ทั้งยังไม่มีวี่แววเรื่อง “โบนัส”

พนักงานจึงต้องออกมารวมตัวกดดันผู้บริหารให้แจกแจกข้อมูลทั้งหลายและปีนี้จะเป็นปีแรกที่ “ทีโอที” จะไม่มีรายได้จากสัญญาสัมปทานเข้ามาหล่อเลี้ยงบริษัทเหมือนที่เป็นมาเกือบ 25 ปี เท่ากับรายได้กว่าครึ่งจะหายไป

“พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี” ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ทีโอที ระบุว่า ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารมีแต่บอกให้พนักงานเร่งหารายได้มาชดเชย แต่ไม่เคยมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าองค์กรจะไปทางไหน โครงการ 3G ที่ลงทุนไปกว่า 20,000 ล้านบาท กลับมีรายได้กลับเข้ามาแค่ 300 ล้านบาทเท่านั้น กลายเป็นจุดอ่อนและฉุดผลประกอบการรวมขององค์กร ทั้ง ๆ ที่มีคลื่นความถี่ 2.1GHz อยู่ในมือก่อนใคร “เราต้องการให้ฝ่ายบริหารออกมารับผิดชอบ เพราะไม่มั่นใจอีกต่อไปแล้วว่า ผู้บริหารเดิมจะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้นได้อย่างไร”

นอกจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ “ทีโอที” ยังเรียกร้องให้บอร์ดทีโอทีปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานเป็น 7.5% ตามเดิม และจ่ายโบนัสเท่ากับปีที่แล้ว คือ 1.2 เท่าของเงินเดือนด้วย เนื่องจาก ณ เวลานี้บริษัทยังมีกำไร แต่ให้ยกเลิกงบประมาณในการเดินทางไปต่างประเทศของบอร์ดทีโอทีและผู้ติดตามแทน เพราะไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์กับองค์กร

“ยงยุทธ วัฒนสินธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที ชี้แจงว่า ฝ่ายบริหารพยายามวางยุทธศาสตร์เพื่อหารายได้เข้ามาชดเชยรายได้สัมปทานที่จะหายไปมาโดยตลอด แต่ตัดที่ไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ 3 โครงการใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท ทั้งโครงการบรอดแบนด์ความเร็วสูง, โครงการเคเบิลใต้น้ำ และโครงการวางโครงข่ายอัจฉริยะ (NGN) รวมถึงเห็นชอบกับข้อตกลงในการเป็นพันธมิตรกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่จะนำโมเดลการเช่าใช้โครงข่ายตามสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่ระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม และกลุ่มทรู (กรณีบีเอฟเคที) มาใช้

“ยงยุทธ” ระบุว่า ความร่วมมือกับ “เอไอเอส” จะทำให้ “ทีโอที” มีรายได้ต่อปีเข้ามาอย่างน้อย ๆ 4,000 ล้านบาท แต่เมื่อเดินหน้าต่อไม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ทีโอทีจึงต้องพยายามหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

โดยก่อนนี้ได้ปรับแผนความร่วมมือกับ “เอไอเอส” ให้มาอยู่ในรูปแบบการทำบันทึกความตกลงร่วมกัน (MOU) ระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้สามารถนำคลื่น 2.1GHz จำนวน 5 MHz ที่ทีโอทีไม่ได้ใช้งานไปให้เอไอเอสใช้ในรูปแบบการ “โรมมิ่ง”

ขณะที่ “ทีโอที” จะเช่าอุปกรณ์โครงข่าย 2.1GHz ของเอไอเอส วิธีนี้ทำให้ “ทีโอที” มีรายได้เข้ามาไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท/ปี และยังจะมีรายได้จากการให้ “เอไอเอส” เช่าแพลตฟอร์มที่จะใช้สำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL และโครงข่ายWi-Fi ทั่วประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมายังเป็นได้แค่แนวคิด เพราะเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับโครงการ 3G และอนุกรรมการด้านกฎหมายและสัญญาของทีโอทียังไม่ได้ลงมติเห็นชอบโครงการดังกล่าว แต่ให้ฝ่ายบริหารไปรวบรวมข้อมูลมาเสนอใหม่อีกครั้ง จึงยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดอนุมัติลงนามได้

“เป็นแบบนี้โครงการก็ยังเดินหน้าไม่ได้ ทีโอที 3G ก็ต้องประคองกันไปก่อน ตามแผนธุรกิจในปีนี้ต้องมีรายได้จาก 3G เข้ามา 2,992 ล้านบาท มากกว่าปัจจุบัน 10 เท่า และผลักดันการตลาดให้ถึง 2.6 ล้านเลขหมาย มีรายได้จากการขายต่อบริการในรูปแบบ MVNO กว่า 1,700 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าขณะนี้ทีโอทียังทำสัญญา MVNO กับสามารถไอ-โมบายไม่ได้ เพราะต้องรอให้ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ตรวจสอบรายละเอียด กรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าสัญญานี้ทำให้รัฐเสียหายให้เสร็จก่อน”

แม่ทัพ “ทีโอที” บอกว่า ที่ผ่านมาทีโอทีพยายามหาพาร์ตเนอร์เพื่อให้ “ทีโอที” ไม่ต้องลงทุนเอง และไม่ต้องทำตลาดเอง เพราะปัญหาของบริการ 3G คือมีสถานีฐานน้อยไม่ครอบคลุมพื้นที่บริการอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังทำการตลาดไม่เก่ง ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจนี้ค่อนข้างรุนแรง

สำหรับจำนวนเลขหมายบนโครงข่าย 3G ของทีโอทีในปัจจุบันรองรับได้ถึง 7.2 ล้านเลขหมาย แต่ปัจจุบันทำตลาดขายไปได้เพียง 5.3 แสนเลขหมาย เป็น MVNO ภายใต้แบรนด์ i-mobile3GX ประมาณ 4 แสนเลขหมาย อีกประมาณ 1 แสน เป็นส่วนที่ “ทีโอที” ทำตลาดเอง ขณะที่ยอดขายจาก MVNO อีก 3 ราย เดิมคือบริษัท เอ็มคอมนซัลท์ เอเชีย จำกัด ภายใต้แบรนด์ “MOJO3G”, บริษัท ล็อกซเล่ย์ โมบาย จำกัด ภายใต้แบรนด์ TuneTalk, บริษัท ไออีซี เทคโนโลยี จำกัด ภายใต้แบรนด์ IEC 3G รวมกันทั้งหมดแล้ว มีแค่หลักหมื่นรายต้น ๆ เท่านั้น

แหล่งข่าวระดับสูงจาก “ทีโอที” เปิดเผยว่า นอกจากกลุ่มสามารถที่เป็น MVNO รายใหญ่ที่สุดแล้ว ตั้งแต่ดั้งเดิมยังมี MVNO รายอื่น ๆ ยกเว้นบริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่ทีโอทียกเลิกไปก่อนหน้านี้ยังคงทำตลาดบริการ 3G แต่ไม่ค่อยแอ็กทีฟเท่าไร และเริ่มถอดใจ เนื่องจากบริการ 3G ในปัจจุบันแข่งขันกันสูงมาก

ดูเหมือนว่า “3G” ที่ (เคย) และดูเหมือนจะมีอนาคตมาก (กว่า) เทียบกับบริการอื่น ๆ ที่มีของ “ทีโอที” จะลดความน่าสนใจลงเรื่อย ๆ เพราะไม่เพียงค่ายมือถือต่างได้คลื่นใหม่ (2.1GHz) ภายใต้ระบบใบอนุญาตครบกันแล้วทุกราย และเร่งโกยลูกค้าเข้าระบบตัวเองเต็มพิกัดเท่านั้น

อีกไม่ช้าไม่นาน “กสทช.” ก็จะนำคลื่นออกมาประมูลใหม่อีกรอบ ซึ่งขีดเส้นไว้ในปลายปีนี้

เรียกว่า “ทีโอที” ยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาส แม้คลื่นความถี่ในมือมีจำกัดกว่าใคร จะทำให้ “เอไอเอส” ต้องการจับมือกับ “ทีโอที”แค่ไหน แต่ “เมื่อไร” ก็สำคัญ

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ “ทีโอที” ยืนยันว่า ไม่ได้คิดแต่จะพึ่งพา “เอไอเอส” หรือพันธมิตรอย่างเดียว เพราะถ้าจะนำพาองค์กรให้อยู่รอดได้จริง จำเป็นต้องพึ่งตัวเองก่อน จึงวางแผนพลิกฟื้น 4 ธุรกิจเรือธง ได้แก่ บรอดแบนด์, 3G, ดาต้าคอม และการบริหารทรัพย์สินที่มี โดยจะใช้บริษัท เอซีที โมบาย บริษัทลูกเข้ามารับช่วงทำตลาดในส่วนธุรกิจดาต้าคอม อาทิ การขายวงจรเช่าให้ลูกค้าองค์กร เป็นต้น

ถึงกระนั้นแผนธุรกิจที่วางไว้ในปีนี้ “ทีโอที” มีเป้าหมายรายได้ที่ 31,744 ล้านบาทเพิ่มจากปีก่อน 10% และยังคงยึดกลยุทธ์การหาพันธมิตรทำธุรกิจร่วมกันเป็นหลัก โดยเฉพาะในตลาดบรอดแบนด์ ที่เพิ่งลงนามร่วมกับ 9 บริษัท เพื่อให้บริการตามโครงการ Internet Co-service

ตัวแทนสหภาพแรงงาน “ทีโอที” ตั้งข้อสังเกตว่า การให้เอกชนมาช่วยทำตลาด จะเป็นผลดีกับทีโอทีจริงหรือไม่ อาจกลายเป็นการยก “โครงข่าย” ที่อุตส่าห์ลงทุนมาให้เอกชนไปหาผลกำไร เพราะพื้นฐานของธุรกิจโทรคมนาคม ส่วนที่ทำกำไรได้ดีที่สุดคือการขายบริการให้ผู้ใช้บริการปลายทาง ขณะที่ต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดคือการลงทุนโครงข่าย

อนาคต “ทีโอที” กับพนักงานกว่า 2 หมื่นคนจะเป็นอย่างไร หลังหมดยุคสัมปทาน อีกไม่นานก็รู้