‘เขาเล่าว่า’ต้นตอ’เจ๊งหุ้น’
Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, April 07, 2014 06:50

ชาลินี กุลแพทย์
อยากรวยอีก!! อาชีพเล่นหุ้นสไตล์ “แมงเม่า” จึงเป็นหนทางทำเงินที่ “ดร.สิทธิชัย-พิษณุ แดงประเสริฐ” เลือกใช้ แม้บทสรุปคือ “กระดาษเปล่า” แต่ความรู้เรื่องหุ้นอัดแน่นสมอง
เมื่ออาชีพพ่อค้ายังมอบความร่ำรวยให้ไม่สะใจ!! นักวิทยาศาสตร์สายเลือดนักธุรกิจ “ฝาแฝด” “ปุ๊ย-ดร.สิทธิชัย-ป๋อ-พิษณุ แดงประเสริฐ” เจ้าของ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอลพี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการงานด้านวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จึงคิดเส้นทางหาเงินใหม่ ด้วยการโดดเข้าไปเล่นหุ้น แม้ความเรื่องรู้เรื่องตลาดเงินตลาดทุนของเขาจะเท่ากับ “ศูนย์” และบทสรุปในวันนี้คือ “ขาดทุน” แต่ทั้งคู่ก็พร้อมที่จะลองผิดลองถูกต่อไป แฝดคนพี่ “ดร.สิทธิชัย” ที่เกิดก่อน แฝด คนน้อง “พิษณุ” เพียง 2 นาที รับอาสาเล่าประสบการณ์ชีวิตการลงทุนให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังไปพรางๆระหว่างรอน้องชายบึ่งมอเตอร์ไซด์ผ่ารถติดมารวมวงสนทนา “ผมเปรียบตัวเองเหมือน “บุ๋น” (นักวางแผน) ส่วนน้องชายเปรียบเหมือน “บู๊”
(นักต่อสู้) ไม่ว่าเรื่องอะไรผมจะเป็นคนออกความคิด เพื่อให้น้องชายออกไปลุย” “ดร.สิทธิชัย” บอกถึงภาระหน้าที่ของตน “ผมมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เราสองคนเป็นแฝด คู่โต ปัจจุบันอายุ 31 ปี เราสี่คนพี่น้องวิ่งเล่นอยู่ในโรงงานผลิตยาที่คุณพ่อรับช่วงต่อมาจากคุณปู่มาตั้งแต่เด็ก หลังเรียนจบปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี 2542 เราสองคนไปบวชเรียน 8 เดือน ก่อนตรงดิ่งมาช่วยงานครอบครัว ชอบ ไม่ชอบไม่รู้ แต่เราไม่เคยคิดจะไปทำงานที่อื่น”
ก่อนเข้ามาทำงานตั้งใจว่า จะไปเรียนต่อปริญญาโท ต่างประเทศ แต่บังเอิญแม่กล่อมให้ไปเรียนภาษาควบคู่กับการทำงานฝ่ายจัดซื้อของบริษัทไปก่อน เมื่อทำงานสักพักเริ่มรับรู้ว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาขาดทุน วันหนึ่งแม่เรียกเราและพนักงานเข้าไปสอบถามว่า “จะขายกิจการหรือรับช่วงต่อ” เราสองคนพร้อมใจตอบว่า “สู้ต่อ” คราวนี้พ่อกับแม่อัดงานให้ทำเพียบ พนักงาน 60 คน กับยอดขาย 4 ล้านบาทต่อเดือน และค่าใช้จ่าย 4-5 ล้านบาท เหนื่อยมั้ยละ!!
ผ่านมาถึงปี 2548 มีลูกค้าติดต่อให้เราลองทำอาหารเสริม บังเอิญเขามีสูตรงานอนุสิทธิบัตรจากมหาวิทยาลัยรังสิต อะไรที่เป็นเงินเราทำหมด “ป๋อ-พิษณุ” ที่เดินทางมาถึงสักพักใหญ่ ดื่มกาแฟเย็น ก่อนพูดเสริมพี่ชายว่า เมื่อก่อนอาหารเสริมยังไม่ดัง แต่เราเชื่อว่า “ธุรกิจนี้ไปได้” อาหารเสริมแบรนด์แรก คือ Twin Way เป็นเวย์โปรตีน จากนั้นก็ทยอยเปิดตัวแบรนด์อื่นๆออกมาประมาณ 5-6 ตัว ผลการขายอาหารเสริม คือ “เจ๊ง” “ดร.สิทธิชัย” แทรกขึ้นว่า เราแก้ไขปัญหาด้วยการหันมารับจ้างผลิตอาหารเสริม แม้กำไรน้อยแต่ได้เงินเร็ว สุดท้าย “ธุรกิจไปต่อได้” แต่เราค้นพบว่า “อยู่รอดแต่ไม่ยั่งยืน”
ด้วยความที่เราเป็นนักวิทยาศาสตร์ทั้งคู่ทำให้นึกถึงคำว่า “นวัตกรรม” แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักจึงตัดสินใจไปเรียนปริญญาเอก สาขาวิชาธุรกิจ
เทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (สหสาขาวิชา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบปี 1 อาจารย์พาไปทัศนศึกษาที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ทำให้เราอินกับคำว่า “นวัตกรรม” มากขึ้น เพราะภายใน อุทยานฯ มีงานวิจัยดีๆ ที่เกี่ยวกับยา อาหารเสริม สมุนไพร และเครื่องสำอาง ที่ยังไม่ออกมาขายจำนวนมาก เมื่อได้คำตอบว่า “นวัตกรรม” คืออะไร และเราจะทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร “ป๋อ-พิษณุ” จึง รับหน้าที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยพัฒนาอาหารเสริม ภายใต้ชื่อ “ซีดีไอพี (ประเทศไทย)” ถามถึงเป้าหมายการทำธุรกิจระยะกลาง “ป๋อ” บอกว่า ในปี 2557 อยากเห็นกำไรสุทธิ 19 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดขายคงอยู่ระดับ 500 ล้านบาท ภายในปี 2559 หวังว่ายอดขายจะขึ้นไปแตะ 750 ล้านบาท “ขอเติบโตในเมืองไทยอย่างแข็งแกร่งก่อน จากนั้นค่อยมูฟตัวเองไปเมืองนอก ปัจจุบันบริษัทขาดเงินลงทุน ฉะนั้นจึงมีแผนจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ ภายใน 3 ปีข้างหน้า” หลังร่ายประวัติมายืดยาว “ป๋อ-พิษณุ” เล่าเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นให้ฟังว่า เราสองคนเริ่มเล่นหุ้นมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถามว่า มีความรู้เรื่องหุ้นหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่มีเลย บังเอิญเพื่อนสนิทชื่อ “โอ๋” มาชวนเราสองคนเล่นหุ้น “ปุ๊ย-ป๋อ” ตัดสินใจนำเก็บที่มีอยู่ “หลัก หมื่นบาท” มาเล่นหุ้นในพอร์ตพ่อเพื่อน เราสองคนไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง เพราะท่านมีประสบการณ์ไม่ดีกับตลาดหุ้นมาก่อน หลังเล่นแล้วเจ๊ง ตอนนั้นใส่เงินกันคนละ 4,000-5,000 บาท เพื่อซื้อ หุ้น ธนายง หรือ TYONG ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น หุ้น บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS สอยมาในราคา 7 บาท ขายออก 9 บาท ใช้เวลาในการถือไม่ถึง 1 เดือน ช่วงนั้นเรา 3 คนวนเวียนเล่นหุ้นอยู่แค่ 2 ตัว คือ หุ้น ธนายง และหุ้น การบินไทย หรือ THAI ผลการลงทุน คือได้กำไรประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ แม้จะเริ่มต้นได้สวย แต่เรา 3 คน ตัดสินใจ
หยุดเล่นหุ้นชั่วคราว ก่อนจะกลับมาลงทุนอีกครั้งในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 ตอนนั้น “ปุ๊ย-ป๋อ”มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการนักลงทุนรุ่นใหม่ หรือ New Investors Programเราสองพี่น้องเปิดพอร์ตหุ้นกับ บล.ธนชาติเงินตั้งต้นก้อนแรก 10,000-20,000 บาท หุ้นตัวแรกตั้งใจจะซื้อ “หุ้นบูลชิพ” หวยจึงไปออกที่ หุ้นมั่นคงเคหะการ หรือ MK ช้อนเพราะเข้าใจผิดคิดว่า คือ “เอ็มเค สุกี้” แต่สุดท้ายได้กำไรนะ ซื้อ 15 บาท ขาย 19 บาท
“ป๋อ” ทำท่าคิด ก่อนพูดว่า หุ้น MK ไม่ใช่หุ้นตัวแรกๆ ที่ลงทุน จริงๆ ต้องเป็น หุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ INTUCH ตอนนั้นโครงการนักลงทุนรุ่นใหม่กำลังสอนเรื่องกราฟหุ้นรูปไส้กรอก เมื่อไปไล่ดูเห็นว่า หุ้น INTUCH เข้าทางสุดๆ จึงซื้อในราคา 11 บาท มูลค่า 11,000 บาท ถือได้ 1 สัปดาห์ขายออกได้เงินคืนมา 12,000 บาท จากนั้นเข้าไปซื้อ หุ้น ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือ QH ราคา 9.50 และขายออก 10 บาท หุ้น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หรือ BIGC ภาพรวมๆ ดูดี เพราะเล่นแต่หุ้นบูลชิพ ซื้อตัวไหนมีแต่รวย เพราะตลาดหุ้นช่วงนั้นดีมากๆ “เล่นหุ้นอย่างเมามันส์” อาการนี้เกิดขึ้น หลัง “ป๋อ” เรียนจบปริญญาตรี ตอนนั้นจัดหนักหุ้น จีเอฟพีที หรือ GFPT มูลค่า 40,000-50,000 บาท โดยนำเงินหลักแสนบาทที่เพื่อนโกงค่าหิ้วโทรศัพท์ iPhone มาขายเมืองไทยมาลงทุน หลังไปทวงคืนมาได้ (หัวเราะ) สุดท้ายได้กำไร 50 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้รวมเงินปันผลแล้วนะ หลังถือมาได้ครึ่งปี
ด้วยความที่โลภ และเชื่อใจเซียนหุ้นที่เป็นญาติสนิทกัน เห็นเขาเล่นแล้วรวยเลยจัดบ้าง ทำให้ชีวิตการเล่นหุ้นในช่วงนั้นตกอยู่ในวงจร “แมงเม่า ร้อยเปอร์เซ็นต์” เราสองคนเริ่มหันไปเล่น Warrant หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ ช่วงแรกได้กำไรเยอะดี เล่นไปเล่นมาได้ครึ่งปี Warrant กำลังหมดอายุ แต่ราคาหุ้นสามัญดันต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ ทำให้พอร์ต Warrant กลายเป็น “ศูนย์” พูดง่ายๆเหลือแค่กระดาษเปล่า เราไม่เล่นหุ้นอีกเลยนาน 2-3 ปี ออกอาการเข็ด Warrant
“ช่วงตลาดขาขึ้น เราคิดว่า ตัวเองเก่ง ช่วงนั้น มีทองขายทอง เงินต่างประเทศยังนำมาขาย จำไม่ผิดทุ่มเงินเล่น Warrant เกือบแสนบาท”
“ป๋อ” เล่าต่อว่า หลังเจ็บตัวไม่นาน มีโอกาสรู้จักเพื่อนนักลงทุน VI คนหนึ่ง เขาวิเคราะห์ให้ฟังว่า อินเตอร์เน็ตไร้สายกำลังจะมา เราจึงตัดสินใจซื้อหุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS ในราคา 0.40 บาท ก่อนปล่อยออก 2 บาท หลังถือมานานครึ่งปี
จากนั้นโยกไปซื้อ หุ้น โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC เป็นตัวต่อไป ตอนนั้นโทรศัพท์ iPhone กำลังมา ซื้อในราคา 49 บาท ขายตอน 80 บาท ช่วงนั้นได้กำไรหุ้น DTAC “สองเด้ง”จากกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) และกำไรจากเงินปันผล (Dividend) ตกหุ้นละ 10 กว่าบาท
ระหว่างที่หุ้น DTAC กำลังไต่ระดับจาก 60 บาท ไป 80 บาท จนพอร์ตหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น “หลักล้านบาท” “ป๋อ” เริ่มแบ่งกำไรไปเล่น Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จากทุน 100,000 บาท เราสามารถโกยกำไรจนพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 400,000-500,000 บาท ภายในระยะเวลาไม่นาน ช่วงนั้น ราคาทองคำขึ้นเร็วมาก เล่นแบบไหนก็รวย แต่สุดท้าย “ไม่เหลืออะไรเลย” หลังโดนเหตุการณ์แบล็กมันเดย์ เล่นงาน
“ป๋อ” สถบขึ้นว่า ลืมเล่าไปว่า ช่วงนั้นมีโอกาสซื้อ หุ้น เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO ในราคา 8-9 บาท หลังมีคนปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับบริษัทออกมา แถมเพื่อนที่ทำงานอยู่ใน ESSO ยังส่งซิกว่า บริษัทเรียกประชุมด่วน ทำให้คิดว่า หากเป็นเรื่องจริงราคาหุ้นคงขึ้นไป 20 บาท เราจึงตัดสินใจระดมเงินทุนใหม่อีกรอบ แถมขอเปิดมาร์จิ้นกับโบรกเกอร์ เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้น ESSO ในราคา 14 บาท ชนิดอัดเต็ม!!
สุดท้าย “เจ้ามือสลัดแมงเม่า” ซื้อหุ้นราคา 14 บาท ได้แค่วันเดียว ราคาลงมาเหลือ 10 กว่าบาท ก่อนจะลงมาเรื่อยๆจนเหลือ 6.8 บาท ช่วงนั้น “ป๋อ” ต้องขายนาฬิกา ROLEX เอาเงินมาโปะส่วนต่างของ มาร์จิ้น พักๆ หลังจึงนิยมนำเงินไปออมในนาฬิกา ROLEX เพราะขายต่อในกลุ่มเพื่อนๆ ได้กำไรประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
จากพอร์ต “หลักล้าน” เหลือ “หลักหมื่น”เพราะเล่น Futures “พี่ชายผมเล่นโหดกว่าอีก””หนุ่มป๋อ” จั่วหัวให้ “บิสวีค” ซักประวัติการลงทุนของ “ปุ๊ย” “พอร์ตของผมจัดอยู่ในประเภทความเสี่ยงสูงสุด” หลักๆจะเล่น Futures ส่วนสไตล์การลงทุน คือ “แมงเม่าล้วนๆ” (หัวเราะ) เริ่มลงทุนในตลาด Futures เมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยการแบ่งเงินหลักล้านบาทมาลงทุน เงินก้อนนี้ตั้งใจ จะให้เป็น “เงินเสียเปล่า” เพื่อแลกกับความรู้ด้านการลงทุน ด้วยความที่เกิดมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นจะหวังให้มาเก่งด้านการเงินคงไม่ง่าย แต่ด้วยความที่อยากเรียนรู้จึงต้องยอมลงทุน
“พอร์ต Futures เพิ่งขาดทุนเหลือเงินแค่ “หลักหมื่นล้านบาท” หลังเกิดวิกฤติการเมืองรอบล่าสุด ผมตั้งปณิธานไว้ว่า “จะเข้ามาเล่นหุ้นไม่ได้เข้ามาลงทุน” เพราะเวลาส่วนใหญ่ของผมหมดไปกับการทำงาน”
ถามว่า ไม่อยากได้กำไรจากตลาดหุ้นบ้างหรอ? “ผมเล่นหุ้นเพียงเพราะอยากติดตามข่าวเศรษฐกิจและอยากมีความรู้เรื่องตลาดหุ้นเท่านั้น ฉะนั้นหากเงินก้อนนี้จะหมดให้หมดไป แต่เราได้ความรู้กลับมา ถือว่า “คุ้มค่าแล้ว”

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ