ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่

ผมมีเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องจริงอยู่ 3-4 เรื่อง ที่บอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเป็นเรื่องที่ผมประสบพบเจอมาด้วยตนเอง จึงสามารถเล่าได้แบบละเอียด แต่ผมขออนุญาตเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเพื่อให้ไม่สามารถระบุพิกัดของที่มาได้ก็แล้วกัน เป็นเรื่องของการนำ “เงินออม” หรือ “เงินกู้” ไปลงทุนในวิธีต่างๆ กัน..

เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานกินเงินเดือน ได้นำเงินเก็บของตนเองไปลงทุนซื้อใบจองคอนโด แล้วเอาไปขายต่อ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กิจการไปได้ดีและเติบโตขึ้น ใบจองแต่ละใบที่ลงทุนไว้ประมาณ 5,000 – 15,000 บาท สามารถขายออกได้ในราคาสูงถึง 30,000 – 100,000 บาท เวลาผ่านไป 2-3 ปีจนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ได้ลงทุนเอาไว้ในคอนโดโครงการหนึ่งเป็นจำนวน 5 ห้อง ที่ใบจอง 5,000 บาท เป็นที่โชคร้ายที่ในเวลาอันไม่นาน คอนโดประเภทเดียวกัน ในละแวกเดียวกันก็ได้ขึ้นเป็นดอกเห็ด ประกอบกับอยู่ดีๆ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างหรือหลายๆอย่างที่ทำให้กำลังซื้อหดตัวลง ผลที่เกิดขึ้นคือ ไม่สามารถขายใบจองต่อได้ ในขณะเดียวกันก็ได้เริ่มมีการผ่อนดาวน์ไปแล้ว (ทั้ง 5 ห้อง) ซึ่งทำให้เค้าต้องจ่ายเงินถึงเดือนละกว่า 50,000 บาทเพื่อผ่อนดาวน์ และถ้ายังขายไม่ออกในปีถัดไปเค้าจะต้องผ่อนห้องกับธนาคารจริงๆแล้ว ด้วยเงินที่สูงกว่าผ่อนดาวน์สองเท่า ปัญหาคือเค้าจะสามารถยืนหยัดได้แค่ไหน โชคยังดีที่เค้าเป็นคนเก่ง มีเงินเดือนหลายแสนบาท แต่การลงทุนครั้งนี้ก็คงทำให้เค้าเข็ดไปอีกนาน แต่ถ้าเค้าไม่เข็ด บางทีคราวหน้าความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ อาจจะรอเค้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็เป็นได้

เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของคุณหมอในวัยใกล้เกษียณ ซึ่งมีเงินเก็บหอมรอบริบอยู่ราวๆ 20-30ล้านบาท คุณหมอท่านนี้เล็งเห็นว่าในยามแก่เฒ่าน่าจะมีกิจการที่มั่นคง เพื่อที่จะเก็บกินดอกผลยามที่ไม่ได้ทำงานแล้ว คุณหมอท่านนี้ จึงได้ศึกษาเรื่องอพาร์ทเม้นท์อยู่สักระยะหนึ่ง และก็ได้ลงทุนในอพาร์ทเม้นท์ในเวลาต่อมา ผลปรากฏว่าเมื่อเริ่มดำเนินการ ก็ได้เกิดปัญหามากมาย เริ่มต้นจากการก่อสร้างที่ล่าช้า เพราะไม่ได้จ้างวิศวกรมาคุมงาน (ต้องการประหยัด) ต่อมาเมื่ออพาร์ทเมนต์เสร็จแล้ว ก็พบว่าแบบอาคารไม่ถูกต้องตามกฏหมายอยู่หลายประการ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เนื่องจากสร้างเสร็จแล้ว จากนั้นก็เจอปัญหาภาษีโรงเรือนที่ไม่ได้คิดไว้ในตอนแรกเลย ในขณะที่พอจะขายต่อ ก็ขายไม่ได้เนื่องจากติดปัญหาเรื่องแบบอาคารดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น ทุกวันนี้ได้แต่เสียใจที่ได้ลงทุนไปสำหรับในกรณีนี้ ผมคิดว่าเกิดเพราะการ “เล็งผลเลิศ” โดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน

เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการผลิตวัตถุดิบ เพื่อส่งยังโรงงาน โดยที่ทั้งชีวิตทำงานเก็บเงินได้มากมาย มีเงินเก็บออมสูงถึง 300ล้านบาท และในวัยใกล้เกษียณ ก็ได้คิดว่าอยากจะสั่งสมทรัพย์สมบัติให้แก่ลูกหลานมากยิ่งขึ้น จึงได้ตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานขึ้นมา โดยที่หวังว่าโรงงานจะช่วยในการขายวัตถุดิบจากโรงงานเดิม ในขณะที่ตัวโรงงานเองก็น่าจะทำกำไรได้ ปรากฏว่าเมื่อลงทุนไปก็พบว่าเกิดปัญหาหลายประการ และได้พบเจอ “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำโรงงานที่ต้องบริหารคนงานจำนวนมาก ประกอบกับการผลิตช่วงแรกที่ยังไม่เสถียร ทำให้ทุนรอนหร่อยหรอลงไป ประกอบกับการที่นักธุรกิจท่านนี้ก็ไม่ได้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์มาก่อน อาศัยว่าจ้างมือดีเข้ามาบริหาร ซึ่งก็เกิดปัญหาเงินทองรั่วไหล ผลประโยชน์ทับซ้อนในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่สามารถที่จะปลดออกได้เพราะตนเองไม่รู้ในรายละเอียดของงาน อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงทำให้เงินลงทุน 300ล้านบาทและเงินกู้อีก 200ล้านบาท หายไปในเวลา 3-4 ปี ซึ่งยังโชคดีที่ลูกหลานเป็นผู้มีความสามารถ ดำเนินกิจการรุ่งเรืองมากพอที่จะส่งเสียเลี้ยงดูให้ได้สุขสบายต่อไป ในกรณีนี้อาจจะเกิดจากการมองเห็นโอกาส แต่เนื่องจากความไม่ชำนาญ จึงส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงจากต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น..

เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องของผมเอง เล่าเรื่องของคนอื่นมามาก ต้องเล่าเรื่องของตัวเองด้วย ไม่งั้นก็จะกลายเป็นว่า “เห็นความผิดพลาดของคนอื่นทุกคนบนโลกใบนี้ เว้นเสียแต่ความผิดพลาดของตน” เป็นเรื่องเมื่อสมัยเด็ก ซึ่งขณะนั้นอายุ 21 ปี ซึ่งจำได้ว่าลงทุนหุ้น ด้วยเงินเก็บของทางบ้าน (ซึ่งก็มีอยู่เพียงเท่านั้น) จำนวน 180,000 บาท ด้วยความที่โชคดีที่ลงทุนในหุ้นพื้นฐาน ประกอบกับช่วงปี 2546 ตลาดหุ้นเฟื่องฟูมาก ถ้าจำไม่ผิดดัชนีขึ้นจาก 400 จุด ไปแตะที่ 700 จุดในเวลาเพียงครึ่งปี การลงทุนของผมในช่วงแรกนั้น ล้วนเต็มไปด้วยการวิเคราะห์พื้นฐานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผ่านไปครึ่งปี เงินเก็บในพอร์ทก็ได้เติบโตงอกเงยกลายเป็น 2,500,000 บาท จำได้ว่าได้ถอนมา 700,000 บาท เพื่อทำกิจการอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ผลปรากฏว่า เงินลงทุนในหุ้นที่เหลือนั้น ได้ถูกแปรเปลี่ยนจากหุ้น “พื้นฐานดี” กลายเป็น “หุ้นเก็งกำไร” อันเนื่องมากจากเหตุผล 2-3 ประการ ก็คือ

ประการแรก หุ้นพื้นฐานดี ราคาวิ่งขึ้นไปหมดแล้ว ทำให้หาหุ้นที่ดีในราคาที่ “เหมาะสม” ไม่ได้ (ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ ผมจะรอ รอนานเท่านาน เท่าที่มันจะมีราคาถูก เราต้องหมุนไปตามโลก ไม่ใช่ฝืนโลก)

ประการที่สอง หุ้น “เก็งกำไร” ที่ได้เลือกลงทุนนั้น เป็นหุ้นที่มี “วงใน” ถึงขนาดที่ว่าผมได้เจอกับเจ้าของหุ้นด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเราก็ไม่รอด เพราะความที่ยังเด็กน้อยนัก..

ประการที่สาม ตลาดหุ้นในขณะนั้น จากวอลุ่มต่อวัน 8,000 ล้านบาทกลายเป็น 60,000ล้านบาท เป็นวอลุ่มที่พีค (peak) มหาศาล ผมสังเกตเห็นได้จากตอนนั้นว่า วอลุ่มได้เริ่มชะลอลงจาก 60,000ล้านบาท ลงมาเหลือ 50,000 40,000 30,000 ลงมาจนกระทั่งเหลือ 15,000 ล้านบาท การลดลงของวอลุ่มนั้น เดินไปอย่างช้าๆ เป็นระบบ แต่ในขณะนั้นด้วยความที่ยังเด็ก และไม่รู้ว่าตลาด “วาย” ไปแล้ว จึงกอดหุ้นไว้ไม่ปล่อย จนกระทั่งหุ้นที่ซื้อมาใน ราคา 9.8 บาทต่อหุ้น ถูกขายออกไปเพียงราคา 1.18 บาทต่อหุ้นเท่านั้น สรุปได้ว่า “เละเป็นโจ๊ก” ซึ่งในกรณีนี้เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มองไม่ครบด้าน และยังไม่เคยอยู่จนครบวัฏจักร (cycle)

จากทั้ง 4 เรื่องที่เล่ามาทั้งหมด มีความคล้ายกันอยู่ประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ ทั้งสี่คนน่าจะอยู่ในวัฏจักรครบหรือเกือบครบแล้ว (ง่ายๆว่า ครบ loop) น่าจะได้รับ”องค์ความรู้หรือประสบการณ์” และได้เห็นถึง “โอกาส” “ความเสี่ยง” หรือ “ส่วนรั่วไหล” พอสมควรแล้ว หากแต่ละคนยังคงเดินหน้าทำกิจการแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง ก็เชื่อว่าน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะยังคงอยากที่จะทำหรือไม่ ก็เท่านั้นเอง ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่เราได้เห็นจากทั้ง 4 เรื่องก็คือ “ค่าเล่าเรียน” หรือ “มูลค่าที่สูญไป” จากความผิดพลาดในครั้งนั้นๆ

เราจะเห็นได้ว่าโดยทั่วไป ก็จะมีคนจำนวนมาก ที่พร้อมจะลงทุนกับ “สิ่งใดๆก็ตามที่เห็นว่าดี” และ “ทุ่มสุดตัว” ลงไปตั้งแต่คราวแรก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสูญเสียแบบที่ไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้ และนอกเหนือไป จากนั้น สิ่งที่ “เสียไป” อาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย แม้แต่ “ประสบการณ์” เพราะอาจจะเกิดอาการ “เลิกกลางคัน” ยกตัวอย่างเช่น เราบอกว่าจะทำข้าวมันไก่ ในระหว่างที่ซื้อไก่มาทำ เราอาจจะรู้สึกว่า การต้มไก่แล้วเอามันไก่มาหุงกับข้าวเป็นเรื่องยาก จึงล้มเลิกกลางคัน เป็นต้น ซึ่งในกรณีแบบนี้ เราจะไม่ได้อะไรเลย ไม่เหมือนกันการที่เราอดทน ทำจนข้าวมันไก่เสร็จเรียบร้อย แม้จะกินไม่ได้ หรือกินได้บ้าง แต่จากการที่เราทำครบขั้นตอน ครบวัฏจักร จะทำให้เราพัฒนาต่อไปได้ เพราะเราได้เห็นแล้วครบทั้งกระบวนการ เค้าเรียกว่า “ได้ซ้อมใหญ่” ซึ่งถ้าการ “ซ้อมใหญ่” ประสบผลสำเร็จไปด้วยก็ยิ่งดี แต่เท่าที่พบโดยมากกลับกลายเป็นว่า “ลงทุนลงแรงจนไม่มีแรงหรือทรัพย์ เหลือเพียงพอที่จะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง” กลับกลายเป็นว่า “เจอไม้งามเมื่อขวานบิ่น” เสียอย่างนั้น เรื่องนี้ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง

สรุปก็คือว่า การลงทุนใดๆ มันต้องมีการลองผิดลองถูก แล้วก็มีกระบวนการเรียนรู้ การทำสิ่งใดๆนั้น มักจะมี “สิ่งที่คาดไม่ถึง” อยู่เสมอ.. จากประสบการณ์ของผมเองนั้น มีความเห็นว่า ผู้ที่ทำกิจการอันใดแล้วประสบความสำเร็จ มักจะมาจาก “การต่อยอด” ความถนัดหรือความรู้ของตน เช่น อาจจะเป็นลูกจ้างมาก่อนจนมีความชำนาญมากขึ้น หรืออาจจะได้ทำการลองผิดลองถูกอยู่เป็นระยะเวลายาวนานเพียงพอแล้ว แล้วถ้าเราสังเกตดูเวลาที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เวลาเค้าจะเข้าไปในธุรกิจใหม่ๆ หลายๆกลุ่ม พอเริ่มเองตั้งแต่ต้นก็ล้มไม่เป็นท่า บางครั้งเกิด ”หนี้สินมหาศาล” ตามมา ในขณะที่บางกลุ่มยอมจ่ายแพงหน่อย ซื้อกิจการเพื่อที่จะได้รับ “องค์ความรู้” (know-how) เพื่อที่จะไม่ต้องตั้งต้นใหม่ นี่ขนาดกลุ่มทุนขนาดใหญ่มีทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ บางครั้งยังไม่กล้าเริ่มธุรกิจใหม่แบบที่ต้องเริ่มตั้งแต่ศูนย์ เราเองก็คงต้องกลับมาพิจารณาว่า “ถ้าให้ทุ่มไปหนักๆ ตั้งแต่แรก” ในสภาวะที่ “คาบลูกคาบดอก” จะทำให้เรา“เสี่ยงตาย” หรือ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เกินไปหรือไม่ อันนี้ผู้อ่านต้องเก็บไปคิดกันเอาเอง..