สรุป สัมมนาหัวข้อ “วิถีชีวิตวิธีลงทุน (2014)”
1. อนุรักษ์ บุญแสวง
นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
2. ฉัตรชัย วงศ์แก้วเจริญ
นักลงทุนเน้นคุณค่า
3. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน
ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ

Intro
• อ.เสน่ห์ วิถี คือ เส้นทาง VI ไม่ใช่ลงทุนอย่างสะเปะสะปะ วันนี้เชิญนักลงทุน VI ต้นแบบ มาพูดถึงเส้นทางของ VI คืออะไรกันแน่
• แนะนำประวัติวิทยากร คุณโจ ประธานสมาคมนักลงทุนคุณค่า คุณฉัตรชัย เคยเป็นอุปนายกสมาคมนักลงทุนคุณค่า อ.นิเวศน์ เป็นผู้เชี่ยวชาญลงทุนและใช้ชีวิตแบบ VI มาเป็นเวลานาน

สมาคม thaivi ทำอะไร?
• คุณโจ รวบรวมนักลงทุนที่ใช้เส้นทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งดร.นิเวศน์ได้เคยเผยแพร่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซึ่ง 2 ปีก่อนก็ได้รวมเป็นสมาคมและทำเป็นทางการมากขึ้น ใน website เรามีข้อมูลย้อนหลังเป็น 10 ปี ในส่วนที่ดูข้อมูลหุ้นรายตัวอาจต้องสมัครสมาชิก http://www.thaivi.org

ประวัติการลงทุนการเป็น VI
คุณโจ
• เป็นมา 10 กว่าปีแล้ว ประมาณ 15 ปี ในตอนนั้นไม่ได้อยากจะเป็น VI แค่อยากรวย ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาตลาดหุ้นก็เหมือนกัน ผมคิดว่าความรวยอยู่ในยีนส์ของมนุษย์ ตอบสนองแรงขับดันทางเพศ ความมั่นคงทางอารมณ์ เราอยากรวยไม่ผิด แต่รวยในวิถีทางที่ถูกต้อง สุจริต
• ตอนม.ปลาย ดูคนรอบข้างทำงานไม่มีใครรวย ก็มาฉุกคิดว่าทำแบบไหนถึงรวย ก็มาเห็นว่านักธุรกิจรวย จึงอยากโตแล้วเป็นนักธุรกิจ อ่านหนังสือพิมพ์ไปเจอเรื่องหุ้น อ่านไปก็พบว่าหุ้นเป็นธุรกิจเหมือนกัน ซึ่งโชคดีที่ไม่ทำธุรกิจเอง โอกาสสำเร็จน้อย และเหนื่อย แต่หุ้นใช้เงินสักก้อนใช้สมองคิดสักหน่อย ซึ่งผลลัพธ์ดีกว่าที่คิดเยอะ
• ตอนแรกก็เริ่มอ่านดร.นิเวศน์บ้าง ตอนทำงานที่อเมริกา อ่านบทความในกรุงเทพธุรกิจ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าตอนนั้นดร.นิเวศน์ยังเป็นนักลงทุนเล็กๆ มีเซียนหุ้นดังๆหลายพันล้าน แต่มาดูวันนี้ว่าผลเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง
• ชีวิตส่วนตัวมี ภรรยา 1 คน มีลูก 3 คน เป็นคนใต้ เกิดจังหวัดพังงา
• ฉายา ลูกอีสาน มาจากชื่อหนังสือคุณคำพูน บุญทวี ที่ใช้ชื่อนี้คิดว่าอยากท้าทายดูว่า ชีวิตเด็กต่างจังหวัด จะเล่นหุ้นสำเร็จไหม

คุณฉัตรชัย
• ช่วยเรียนมัธยมสนใจธุรกิจ อ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจทุกเช้า ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ลังเลว่าจะเข้าบริหารธุรกิจหรือวิศวะดี ซึ่งก็เข้าไปตามค่านิยมคือวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งพอเรียนไปก็พยายามเลือกที่ใกล้เคียงธุรกิจคือวิศวอุตสาหการ
• มีคนแปลหนังสือหุ้นปีเตอร์ ลินซ์ ลงในกรุงเทพธุรกิจ ซึ่งอ่านแล้วเหมาะกับเรา จึงตัดสินใจว่าจะลงทุนในหุ้น
• เรียนจบปริญญาตรีปี 33 ก็ทำงานเกี่ยวกับบริษัทคอมพิวเตอร์บริหารโรงงาน เก็บเงินซื้อหุ้นเลย เงินเดือนตอนนั้น 7,000 บาท ซื้อหุ้นยูนิคอท(เจ๊งไปแล้ว)
• ช่วงแรกก็ล้มลุกคลุกคลาน เราก็ลงทุนแบบธุรกิจแต่ยังไม่มีความรู้ธุรกิจ หรือบัญชีเชิงลึก ตอนนั้นเลยตัดสินใจลาออกไปเรียนปริญญา MBA ภาคค่ำที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งก็ช่วงกลางวันก็ไปสมัครงานทำงานสินเชื่อกับแบงค์กรุงศรีฯ ซึ่งเลือกงานที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์การเงินไม่ได้เน้นเงิน
• ตอนเรียน MBA ก็เรียนเศรษฐศาสตร์มหภาคช่วงปี 37-38 และทำงานฝ่ายสินเชื่อ ก็เริ่มเห็นปัญหาจึงล้างพอร์ตและกลับมาลงทุนใหม่ปี 41 จากนั้นก็ลงทุน 100% มาตลอดจนปัจจุบัน
• ทำงานแบงค์ถึงปี 44 ก็เกษียณออกมา
• คิดว่าเป็น VI ตั้งแต่ช่วงลาออก บริษัทที่ซื้อก็ไม่ได้มีใครรู้จัก และก็ได้ผลตอบแทนที่ดี

ดร.นิเวศน์
• หลายปีที่ผ่านมาคนก็พูดถึงเรื่องหุ้น เป็นหนทางแห่งความร่ำรวย แม้แต่คนที่รวยอยู่แล้วก็มองที่หุ้น แต่อยากจะเล่าว่าส่วนตัวเริ่มลงทุนหุ้นแบบ VI นานมาก ก่อนปี 40
• ช่วงปี 38-39 เคยเป็น ผู้บริหารพอร์ตบริษัท ส่วนตัวไม่ได้เล่นหุ้น ก็เริ่มใช้วิชาการ หลักการมาบริหาร ซึ่งก็ซื้อแบบ VI มีวิเคราะห์มีทีมงานมานำเสนอ แล้วก็เจ๊ง เพราะตอนนั้นหุ้นทุกตัวแพงหมด ตัวที่ดีสุดแล้วก็ยังแพง พอเกิดวิกฤติก็เจ๊งหมด
• ส่วนตัวเริ่มต้นไม่ได้คิดว่าจะรวยจากหุ้น เคยคิดว่าจะรวยตอนปริญญาตรี แต่พอทำงานก็ไม่ได้คิด เพราะเริ่มเห็นภาพว่าโอกาสร่ำรวยยาก วิชาวิศวกรที่เรียนมาก็ไม่ได้ทำให้ร่ำรวย พอเรียนปริญญาเอกจบก็คิดว่าปิดประตูเลยว่าไม่รวยแน่ เพราะอายุก็เยอะ ไม่อยากเสี่ยง ซึ่งตอนนั้นก็ไม่มีใครบอกว่าหุ้นจะทำให้รวยได้ ไม่มีใครรู้ ตามแผงหนังสือไม่มีรวยได้ด้วยหุ้น ไม่ได้เห็นใครรวยจากหุ้น พวกเสี่ยก็เจ๊งปี 40 กัน น้อยคนจะฝ่ามาได้
• ตลาดหุ้นตอนนั้น market cap. 2-3 ล้านล้านบาท ไม่ได้ใหญ่มาก เป็นแหล่งเก็งกำไร ใครเล่นหุ้นสมัยนั้นเหมือนคนเล่นม้า เล่นการพนัน ไม่มีใครคิดว่าจะลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง หรือเพื่อเกษียณ
• ตอนที่ลงทุนจริงจังตอนนั้นเพราะจำเป็น ความรู้สึกว้าเหว่เต็มที่
• จำได้ว่ามานั่งเป็นที่ปรึกษาบริษัทหนึ่ง มีคนเข้ามาปรึกษาหลังจากอ่านหนังสือตีแตกจบ มี 2 คน คนหนึ่งทำงานอยู่ IBM สิงคโปร์ คือคุณธันวา กลับบ้านมาเยี่ยมที่ประเทศไทย และชวนเพื่อนที่ทำงานแบงค์มาคุยด้วย มาชวนทำ website อะไรต่างๆ และหลังจากนั้นก็ค่อยๆเริ่มมีภาพที่ตลาดหุ้นเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่ง
• หลังจากนี้คงไม่ร่ำรวยมากๆเร็วๆเหมือนรุ่นก่อน ตอนนี้เป็น mass มากขึ้น
• วิกฤติเศรษฐกิจเริ่มตั้งแต่ปี 38-39 แล้ว ช่วงนั้นงานก็เริ่มไม่มีทำ แต่ค่าเงินบาทตอนนั้นแข็งมาก ขาดดุลการค้าเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังพอประคองไปได้ สถาบันการเงินโดยเฉพาะเงินทุนหลักทรัพย์ก็เริ่มมีปัญหา
• ที่เริ่มลงทุนตอนนั้น เงินลงทุนก็มีก้อนหนึ่ง ไม่เกิน 10 ล้านบาท เพราะเราประหยัด และใช้จ่ายน้อยมาก ไม่ต้องซื้อบ้านไม่ต้องซื้อรถ คือเป็นเงินที่คิดว่าเป็นก้อนสุดท้ายในชีวิตลงทุน แต่ก็ยังโชคดีที่ยังพอมีงานเป็นที่ปรึกษา และพอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นก็ยังมีแบงค์มาจ้างงาน

วิถีชีวิตของ VI มีเงินทองแล้วเปลี่ยนไปไหม
คุณโจ
• มีซื้อที่ดินไว้แต่มีบ้านติดมา เดิมอยู่บ้านพักข้าราชการ (ภรรยาเป็นอ.ที่มหาวิทยาลัยสงขลา)
• พอมีเงินแล้วชีวิตก็สบายขึ้น ถ้าหาเงินมาเพื่อเก็บไว้น่าจะผิด แต่เราหามาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
• ช่วงแรกเราอาจต้องอดทนใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานนิดหน่อย ซึ่งตอนหลังก็ได้ใช้ชีวิตสูงกว่ามาตรฐาน
• ถ้าเราทำเพื่อเงินอย่างเดียว เงินก็เป็นเจ้านายเรา พอเรามีเงินใช้งานเงินเป็นทาส ใช้เงินไปทำงานสร้างผลตอบแทน อันนี้น่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง
• ชีวิตตอนนี้ก็ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็นั่งอ่านข่าว ดูพัฒนาการของบริษัทที่เราลงทุนหรือสนใจ ซึ่งทำบ่อยๆก็รู้จักแทบทุกบริษัทในตลาดหุ้น
• พวกบริษัทที่เราไม่แน่ใจในธรรมาภิบาลก็จะไม่สนใจ หรือหุ้นที่ศึกษายังไงก็ไม่เข้าใจ ผู้บริหารไม่ค่อยให้ข่าวหรือสื่อสารกับนักลงทุน พวกนี้ก็ไม่สนใจ ยิ่งพลิกหินมากก้อนเท่าไร โอกาสที่จะเจอเพชรพลอยใต้หิน หรือเจอกิจการดีๆยิ่งเยอะ
• บางบริษัทดีๆแพงมาตลอด พอเจอปัญหาชั่วคราวก็เป็นโอกาสซื้อ หรือบริษัทแจ้งข่าวที่มีนัยสำคัญเราก็สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วไม่เกิน 1 ชั่วโมง
• ตอนนี้ลงทุนอยู่ 20 กว่าบริษัท เคยอ่านคำของประธานธิบดี ลินคอร์น เดินช้าๆแต่ไม่เคยถอยหลัง ผมกระจายความเสี่ยงเยอะ เสียหายน้อย แต่โตไปเรื่อยๆ พอร์ตเราไม่เคยลดเลย แม้จะผิดพลาดบ้าง ส่วนหนึ่งก็รักพี่เสียดายน้อง หุ้นตัวนั้นก็ดี ภรรยามีได้คนเดียว แต่หุ้นมีได้เยอะ
ดร.นิเวศน์(discuss เรื่องการหาคู่ครอง)
• ตามหลักการของยีนส์ ผู้ชายจะชอบผู้หญิงสวย ผู้หญิงจะชอบผู้ชายรวย โอกาสที่ลูกจะ survive ได้ก็จะเยอะ
• คนเลือกคู่กันเพราะมียีนส์ที่แตกต่างกันเยอะ ถ้าใกล้กันมากจะไม่ค่อยเลือกกัน ต้องปกป้องเชื้อโรค มีความครอบคลุม
• ถ้าเป็นผู้ชายที่มีอนาคตไกลแต่ยังไม่รวยอันนี้อาจถือเป็น human capital

คุณฉัตรชัย
• ตอนนี้หลักๆก็รับส่งลูก เรียนอยู่ที่สตรีวิทยา ระหว่างวันก็ดูข่าว ข้อมูลบริษัทดู 56-1 งานจะหนักก็ช่วงประกาศงบการเงินจะไล่ดูข้อมูล ระหว่างวันก็มีออกกำลังกาย อ่านหนังสือบ้าง
• แม้เราลงทุน 2 บริษัทก็ศึกษามากกว่านั้น บางบริษัทอาจมีปัญหาชั่วคราวพอคลี่คลายก็จะสามารถลงทุนได้ทันที
• ส่วนตัวการตัดสินใจบริษัทไหนก็จะซื้อเยอะและลงทุนยาว ซึ่งก็เห็นด้วยกับคุณโจ ว่ากระจายซัก 4-5 บริษัทก็น่าจะเหมาะ ไม่ได้แนะนำให้ใครลงทุนแบบเดียวกัน
• หุ้น ipo ไม่เคยซื้อเลย เพราะยังไม่มีประวัติยาวเพียงพอ

อ.นิเวศน์
• ตอนพอร์ตยังไม่ใหญ่เคยมีจำนวนหุ้นมากกว่านี้ด้วย เพราะตอนนั้นตลาดหุ้นถูกมาก มีหลายตัวที่ถูก ซึ่งก็เลยซื้อไป ทำอยู่หลายปี พอพอร์ตโตขึ้นและหุ้นก็ไม่ค่อยถูก แรกๆ pe ไม่เกิน 10 เท่า pbv ต่ำกว่า 1 ปันผล 10% ซึ่งซื้อหุ้นดีๆได้หลายตัว
• ตอนนี้มีหุ้น 10 กว่าบริษัท
• วันวันหนึ่งก็ไปโรงพยาบาลไปกินอาหารเขียนหนังสือ มีไปสอนหนังสือที่นิด้า ส่วนใหญ่พวกงานบริการหลากหลาย มีไปออกรายการทีวี ช่วงกลางคืนก็ดูทีวี

การใช้ชีวิต ซื้อของใช้ชีวิตเทียบกับคนที่อยู่ในระดับเดียวกันคิดว่าเป็นยังไง
คุณโจ
• ได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ว่าไม่เคยรู้เลยว่ารวยอยางนี้ เพราะเราก็ใช้ชีวิตปกติ จนเขามาดูรายการ money talk
• เงินทองที่หามาจุดหนึ่งก็ต้องใช้บ้างตามสมควรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ก็ทำให้สมเหตุสมผล
• เจอรุ่นน้องมาเล่าให้ฟังว่ารู้สึกไม่ดีมี VI รายใหญ่หลายคนออกรถสปอร์ต จนสุดท้ายเขาก็ยอมซื้อรถใหม่ เป็นเบนซ์คันละ 3 ล้านกว่าบาท จะเห็นว่าแม้แต่สังคม VI ยังมีแรงกดดันในสังคม
• สิ่งที่คิดว่าคุ้มค่าในการจ่าย อันดับ 1 การศึกษาของลูก ถ้ามีโอกาสก็อาจส่งไปเรียนต่างประเทศ อันดับ 2 รายจ่ายเพื่อพ่อแม่ นับวันท่านยิ่งแก่ลงไม่รู้จะจากไปวันไหน อาจพาไปเที่ยว หรือรักษาพยาบาลให้ดีหน่อย อันดับ 3 ภรรยา ผมถือว่าเราสู้ชีวิตมาด้วยกัน เงินทองที่เรามีครึ่งหนึ่งของเขาครึ่งหนึ่งของเรา

คุณฉัตรชัย
• อันดับ 1 การศึกษาลูก ก็มีเงินฝากให้เขาประจำบ้าง
o อ.ไพบูลย์ สังเกตว่านักลงทุน VI ส่วนใหญ่ก็จะมีภรรยาที่เป็น VI ถึงอยู่กันได้
• อันดับ 2 บุพการี การใช้จ่ายครอบครัว แต่ก็ไม่ถึงกับกินหรูหราแพงๆ
• ทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีมากขึ้น เพราะเงินอยู่ในพอร์ตหมด ใช้จ่ายจากเงินปันผล

ดร.นิเวศน์
• อันดับ 1 คือใช้จ่ายให้กับพี่น้อง อันดับ 2 การท่องเที่ยว ส่วนใหญ่นิยมเที่ยวต่างประเทศ สมัยก่อนปีละครั้ง มักไปทัวร์ ช่วงหลังๆก็จะไปเที่ยงเองก็แพงขึ้น อันดับ 3 พวกค่าใช้จ่ายในบ้าน รวมทั้งไปกินอาหารนอกบ้าน
ใช้จ่ายอะไรแล้วรู้สึกว่าตัดสินใจพลาด

คุณโจ
• ตอนกลับจากเมืองนอกจะซื้อรถคันแรก ตอนอายุ 30 ปี คิดว่าเรามีเงินล้านกว่าบาท ซื้อรถมือ 2 ก็ปรึกษากับพ่อตาคิดว่ารถเก่ามันเสียมันมีปัญหา จึงซื้อรถใหม่ city 6 แสนกว่าบาท ซึ่งเป็น 30% ของเงินที่เรามี ซึ่งถ้าถอยกลับมาวันนี้เงินก้อนนี้ก็จะมีค่าเป็นหลักร้อยล้าน ถ้าย้อนกลับไปได้ก็อาจจะเปลี่ยนไปซะหน่อย

คุณฉัตรชัย
• ไม่มี แต่ถ้าคล้ายๆกันก็เคยเอาเงินก้อนใหญ่ไปซื้อบ้านเดี่ยว ซึ่งลูกก็ได้อยู่
ดร.นิเวศน์
• ช่วงปี 40 เคยซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง ละครเรื่องสองฝั่งคลองดังมาก รู้สึกอิน ก็มีลูกค้ามาเสนอโครงการริมคลองบางบัวทอง เราก็ซื้อที่ดินแปลงนั้น 100 กว่าวา คิดเป็นเงินราว 5 ล้านบาท ผ่านมา 20 ปีตอนนี้ถ้ามีใครเงินซื้อ 3 ล้านบาทก็คงขาย