2ทายาทอสังหาฯ“ชูรัชฎ์ ชาครกุล” VS “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม”

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ถอดสมการเติบโต“2 คลื่นลูกใหม่”แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ ตั้ม “ชูรัชฎ์ ชาครกุล” @ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ปะทะ เต “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” ณ ศุภาลัย

พ่อ “สร้าง” ลูก “สาน” ยุค “ผลัดใบผู้บริหาร” ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายๆธุรกิจ ชัดเจนที่สุด ณ เวลานี้ น่าจะเป็น 2 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของ “2 ผู้เฒ่า” อย่าง บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN) ของ “ไชยยันต์ ชาครกุล” และ บมจ.ศุภาลัย (SPALI) ของ “ประทีป-อัจฉรา ตั้งมติธรรม”

หลังสองคุณพ่อ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น 7 สำเร็จการศึกษา หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ของสถาบันวิทยาการตลาดทุน หรือ วตท. (ก.ย. – ธ.ค. 2551) ต่างก็พร้อมใจกันถ่ายโอนการบริหารงานสู่ “ทายาทคนโต” ให้ “เวิร์คงาน” ทั้งหมดแทนผู้เป็นพ่อ

โดย “ไชยยันต์ ชาครกุล” เจ้าของ“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” มากับสโลแกน “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี ตัดสินใจดัน “ลูกชายคนโตวัย 34 ปี” ที่ถอดความเนี้ยบจากผู้เป็นพ่อตั้งแต่หัวจรดเท้า “ตั้ม” ชูรัชฎ์ ชาครกุล ดีกรีปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย และปริญญาโท 2 ใบ จาก M.S. (Economic) University of Illinois – Urbana Champaign U.S.A. และ M.B.A American University U.S.A. ชิมลางเก้าอี้ผู้อำนวยการ SBU2 และกรรมการบริษัท

ฝั่ง “ศุภาลัย” ที่มากับแนวความคิด “ศุภาลัย ใส่ใจ สร้างสรรค์ สังคมไทย” ส่ง “เต” ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม ดีกรีปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์การตลาดจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และปริญญาโทจากศศินทร์ ลูกชายมาดนิ่งวัย 34 ปี ของ “ประทีป-อัจฉรา ตั้งมติธรรม” ทดลองฝึกงานตำแหน่งกรรมการบริษัทกับพี่เลี้ยง “อธิป พีชานนท์” กรรมการผู้จัดการ “ศุภาลัย” คนสนิท ของ“ประทีป”

ย้อนประวัติบริษัทของ “สองผู้เฒ่า” พบว่า เขามีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงกัน อาทิเช่น ทั้ง 2 บริษัท ต่างผ่านร้อนผ่านหนาวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มามากกว่า 20 ปี เรียกว่าเผชิญมาแล้วทุกวิกฤติ แถมช่วงแรกๆของการทำธุรกิจทั้งคู่ยังเน้นเจาะตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางเหมือนกัน ก่อนจะไต่ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

ยกเว้นแต่เพียง“ฐานะการเงิน” และ “ขนาดธุรกิจ” ที่ดูจะห่างกันหลายช่วงตัว ณ ปี 2554 “ศุภาลัย” มีกำไรสุทธิ 2,567 ล้านบาท รายได้ 12,808 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 1,716 ล้านบาท

ขณะที่ในปีเดียวกัน “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” มีกำไรสุทธิ 293 ล้านบาท รายได้ 1,867 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 825 ล้านบาท

“กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” มีนัดกับ “ตั้ม” ชูรัชฎ์ ชาครกุล ผู้อำนวยการ SBU2 และกรรมการบริษัท “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ณ สำนักงาน ย่านศรีนครินทร์ เพื่อบอกเล่า “โจทย์สำคัญ” ที่ผู้เป็นพ่อมอบหมายให้เขา “ตี” ให้ “แตก” ทว่าก่อนจะเผยความลับของพ่อ เขาอยากเล่าเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาให้ฟังก่อน (ยิ้ม)

ตั้มเล่าว่า ทันทีที่เรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นวศ. 79 ในปี 2542 เริ่มงานในตำแหน่งสินเชื่อ ฝั่งหนี้ดีที่มีพอร์ตหลักร้อยล้านบาทขึ้นไปที่สำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

หลายคนสงสัยเรียนวิศวกรรมศาสตร์แล้วทำไมมาทำงานสายการเงิน เขาบอกว่า เพราะมันคือ “จุดเริ่มต้น” ของนักธุรกิจที่ดี ก่อนจะลงมือทำธุรกิจเราต้องรู้ให้ลึกๆว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะบริหารเงินให้อยู่รอดปลอดภัย เราจะได้นำไปปรับใช้กับธุรกิจของครอบครัว

ทำงานได้ 2 ปี ในช่วงปี 2544 พ่อก็เรียกผมกลับมาช่วยทำงานใน “ลลิล พร็อตเพอร์ตี้” ผมขอพ่อฝึกงานในตำแหน่งการตลาดเป็นอันดับแรก เพราะตอนทำงานในแบงก์ผมรู้เรื่องการเงินมากแล้วระดับหนึ่ง อีกอย่างฝ่ายการตลาด คือ ทัพหนาของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ช่วงนั้นคุณพ่อให้ผมรับผิดชอบโครงการ บุรีรมย์ รามอินทรา คูบอน ทำงานจนถึงปลายปี 2545 ผมก็ขออนุญาตคุณพ่อไปเรียนต่อปริญญาโทใบแรก ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ในการเรียนล้วนๆ โดยไม่ทำงานพิเศษ แถวนั้นมีแต่ป่าข้าวโพด ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว ทำให้หางานทำค่อนข้างลำบาก จากนั้นผมก็เรียนปริญญาโทต่ออีก 1 ใบทันที ใช้เวลาเรียน 1 ปีครึ่ง แต่คราวนี้ผมทำงานในร้านอาหารไทยไปด้วย

“ทำไมต้องเรียนปริญญาโท 2 ใบ” ทุกอย่างผมวางแผนไว้หมดแล้ว (หน้าตาจริงจัง) ในหัวสมองผมมีความคิดว่า อยากเรียน MBA มากที่สุด แต่จะไปเรียนสายนั้นได้ เราต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ให้ลึกซึ้งเสียก่อนถึงจะสามารถบริหารธุรกิจได้ ผมถึงเรียงลำดับการเรียนให้ออกมาแบบนั้น

หลังจากเรียนจบปริญญาโททั้ง 2 ใบ ฝึกงาน 3-4 เดือน ที่บล.ภัทร เป็นงานแรกในเมืองไทยของผม ตอนนั้นน่าจะประมาณปลายปี 2548 บังเอิญคุณพ่อรู้จักผู้บริหารที่ทำงานในนั้น ทำให้ผมมีโอกาสเลือกแผนกที่อยากเรียนรู้ได้ (หัวเราะ) ผมเริ่มจากการเข้าไปคลุกคลีในฝ่ายรีเสิร์ช ก่อนจะย้ายไปทำในฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง และฝ่ายนักวิเคราะห์ วาณิชธนกิจ (Investment Banking -IB)

ผมชอบฝ่าย IB มากที่สุด เป็นงานที่มีเหตุมีผล ได้ทำอะไรหลากหลาย ไม่จำเจอยู่กับงานเดิมๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกจะทำงาน ฝ่ายนักวิเคราะห์ วาณิชธนกิจ ในบล.โนมูระ พัฒนสิน ทำงานได้ 2 ปี ผมตัดสินใจย้ายไปอยู่ฝ่ายวาณิชธนกิจ บมจ. บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป ทำได้แค่ 1 ปี พ่อก็ตามตัวกลับด่วน (หัวเราะ) ให้มาทำตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด รับหน้าที่ดูแลแบรนด์ใหม่เป็นหลัก

“สักวันก็ต้องกลับมาช่วยงาน !!” ผมเข้าใจประโยคที่พ่อพูดเต็มอก จำความได้ก็เดินตามหลังพ่อต้อยๆไปตามไซด์ก่อสร้างในช่วงวันหยุดตลอด ผมเองก็ไม่รู้ว่าต้องขึ้นมาทำทุกอย่างเต็มตัวเมื่อไร จะช้าจะเร็ววันหนึ่งก็ต้องมา พ่อเคยพูดเล่นๆว่า “เร็วหน่อยก็ดี อยากพักผ่อนแล้ว เหนื่อยแล้ว” ซึ่งผมก็พยายามเรียนรู้ทุกอย่างให้เร็วที่สุด

ที่ผ่านมาพ่อไม่เคย “ตั้งโจทย์” อะไรให้ทำ แต่ผมจะ “ปักธง” เองว่า หน่วยงาน SBU2 ที่รับผิดชอบอยู่ต้องมีผลประกอบการขยายตัวต่อเนื่อง หน่วยงานนี้จะเน้นเปิดแบรนด์ใหม่ เพื่อเจาะตลาดลูกค้าวัย 27 ปีขึ้นไปเป็นหลัก
ล่าสุดเพิ่งเปิดแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ Lanceo CRIB ราคา 2-5 ล้านบาท ถือว่าได้ผลตอบรับดีมาก เพราะแบรนด์ใหม่จะดู “วัยรุ่น” มากขึ้น จากปกติที่เน้นตลาด “วัยกลางคน”

“ตั้ม” ยอมรับว่า เข้ามาทำงานในบริษัทแรกๆ ก็มีอุปกสรรคเรื่องวัฒนธรรมคนเก่ากับคนใหม่บ้าง ทำให้ผู้พ่อตัดสินใจปรับโครงการธุรกิจใหม่ยกแผง ด้วยการแบ่งออกเป็ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงาน SBU1 เน้นเปิดโครงการในแบรนด์เก่า เพื่อเจาะตลาดคนวัย 35 ปีขึ้นไป ฝ่ายนี้คุณพ่อมอบหมายให้ทีมงานเดิมดูแลทั้งหมด เป้าหมายปี 2556 ต้องมีสัดส่วนรายได้ 20-40% จากปี 2555 ที่อยู่ 40%

หน่วยงาน SBU2 เน้นเปิดแบรนด์ใหม่ หน่วยนี้ทีมงานของผมดูแลทั้งหมด เป้าหมายในปี 2556 ต้องมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 30% จากปี 2555 ที่มีสัดส่วน 60% แต่จะเปิดโครงการใหม่ในปี 2556 กี่แห่ง ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ มีความเป็นไปได้ทั้งเปิดแบรนด์ใหม่ และขยายสาขาในแบรนด์เก่าที่เพิ่งเปิดตัวไป

สุดท้าย คือ หน่วยงาน SBU3 เน้นเปิดโครงการในต่างจังหวัด ตอนนี้กำลังศึกษาที่จะผุดโครงการใหม่ในจังหวัดใหม่ อาทิเช่น อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ชลบุรี และระยอง แต่จะเปิดโครงการในลักษณะใดยังบอกไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ) อยู่ระหว่างการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เขาสบถ “แอบคิดในใจอะไรก็บอกไม่ได้ใช่มั้ย”

หน่วยงานที่ 3 เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2555 ด้วยการเปิด 1 โครงการใหม่ ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ฉะนั้นเขายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก (ลากเสียงยาว) ในปี 2556 คาดว่าสัดส่วนรายได้น่าจะอยู่ระดับ 10-30% นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมสัดส่วนรายได้ใน 2 หน่วยงานแรก (SBU1 และ SBU2) จึงดูเหมือนลดลง จริงๆไม่ได้หดตัวลงเลย (ยิ้มหวาน)
ถามถึงเป้าหมายการทำงานในช่วง 3 ปีข้างหน้า “ตั้ม” บอกว่า คงไม่สามารถทำนายการเติบโตเป็นตัวเลขแม่นๆได้ เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีตัวแปรที่ทำให้ผลประกอบการขึ้นลงหลายอย่าง อาทิ การเมืองไทย เศรษฐกิจในและนอกประเทศ และนโยบายของรัฐบาล

อย่างล่าสุดเจอมาตรการภาษีรถยนต์คันแรกที่ดูดซับกำลังซื้อไปมาก ทำเอาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ “เซ็ง” กันเป็นแถว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงก้มหน้ารับความจริง ปี 2556 เขา(รัฐ) จะมีอะไรมาช่วยเราหรือไม่ ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

วันนี้บอกได้ว่า เราต้องมุ่งหน้ากลับไปยืน “จุดสูงสุด” ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะในแง่ของ “กำไรสุทธิ” ที่เคย “สูงสุด” ในปี 2553 จำนวน 326 ล้านบาท เป้าหมายนี้ไม่รวมการออกไปเติบโตนอกบ้าน ลำพังหากินในประเทศก็เพียงพอแล้ว ความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก

“ผมพูดแบบนี้แปลว่าจะไม่ขยายธุรกิจไปในแถบ AEC ใช่หรือไม่” เขาถามตัวเองก่อนจะตอบว่า..ไม่ใช่เร็วๆนี้ เท่าที่ดูหลายคนยังกลัว “เต็ง เส่ง” ประธานาธิบดีของประเทศพม่า ขณะที่ประเทศเวียดนามราคาที่อยู่อาศัยยังแพงมาก ส่วนประเทศลาว และกัมพูชา ความต้องการยังค่อนข้างต่ำ

ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกแผนธุรกิจในปี 2556 ได้จริงๆ แต่เติบโตจากปี 2555 แน่นอน ปีก่อนเราเปิดแบรนด์ใหม่ไป 7-8 แห่ง มูลค่า 3,500 ล้านบาท แทบไม่มีแบรด์เก่าเลย ถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก แต่ก็มีบางคนยังไม่รู้จักแบรนด์ของเรา ซึ่งก็คงต้องทำการตลาด และวางระบบให้ดีต่อไป
มาฟัง “เต” ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม ลูกชายคนโต จากจำนวน 3 คน ของ “ประทีป-อัจฉรา ตั้งมติธรรม” โชว์วิสัยทัศน์กันบ้าง

“เต” เริ่มเล่าชีวิตหลังเรียนจบใหม่ๆให้ฟังว่า เป็นธรรมดาสำหรับวัยรุ่นที่มักต่อต้านความคิดของพ่อและแม่ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น (ยิ้ม) พ่อไม่เคยบอกว่าเรียนจบแล้วต้องมาทำงานที่นี่ ท่านให้อิสระทางความคิด

สมัยเรียนจบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์การตลาด จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียใหม่ๆ ผมตั้งใจจะออกไปทำงาน “ที่รัก” เพื่อหาประสบการณ์ชีวิต ก่อนมาเริ่มงานใน “ศุภาลัย” ผมมีโอกาสได้นั่งทำงานในตำแหน่งการตลาดและวิศวกรสักพัก พ่อก็มากล่อมให้กลับไปทำงานฝ่ายการตลาดในบริษัท

ทำงานใน “ศุภาลัย” 2 ปี ก็ขอพ่อออกไปเรียนต่อปริญญาโท MBA สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมให้เหตุผลกับท่านว่า อยากได้คอนเน็คชั่น และกระบวนการคิดในการทำธุรกิจจากคนเก่งๆ เพื่อจะนำมาปรับใช้ในชีวิตการทำงาน พอเรียนจบก็ขอพ่อไปทำงานในธนาคารแห่งหนึ่ง ดูแลเกี่ยวกับสินเชื่อ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ 2 ปี ก็ลาออก เพื่อมาดูแลกิจการของครอบครัวเต็มตัว

“ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ” เน้นการซื้อที่ดิน คือ งานหลักที่พ่อมอบหมายให้ผมดูแล งานหนักพอสมควร เพราะต้องทำให้โครงการในจังหวัดขอนแก่น กลับมา “เทิร์นอะราวด์” และพลิกเป็น “กำไรสุทธิ” ให้เร็วที่สุด
ถามว่าทำไมต้องเป็นตำแหน่งนี้ ผมกับพ่อคิดกันแล้วว่า การซื้อที่ดินเป็น “หัวใจหลัก” ของธุรกิจ น้อยคนนักที่จะอยู่ในกระบวนการต้นน้ำยันปลายน้ำ เรียกว่าเห็นตั้งแต่ที่ดินเปล่าๆยันมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้น

หลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการดังกล่าว พ่อก็ให้ผมดูแลโครงการในจังหวัดอื่นๆเพิ่มเติม อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และสุราษฎธานี ถามว่าได้อะไรจากตำแหน่งนี้บ้าง เขาเงียบ ก่อนตอบว่า ทำให้ผมอ่านที่ดินขาดมากขึ้น
ที่สำคัญทำให้ผม “รัก” ธุรกิจนี้เข้าอย่างจัง !

เขา เล่าว่า พ่อไม่เคยให้ “โจทย์” ยากๆ แต่ผมมักทำให้โจทย์มันยากกว่าคนอื่นเสมอ คิดดูสิเรียนจบเท่ากัน ผมต้องได้เงินเดือนน้อยกว่านี้ แต่ด้วยความเป็นลูกเจ้าของทำให้เราต้องทำงานหนักมากกว่าคนอื่น ยอมรับที่ผ่านมาผมจะโดนพ่อ “เคี่ยวเข็ญ” มากกว่าเป็นพิเศษ “อย่าคิดว่าเป็นลูกชายแล้วได้จะสิทธิ์มากกว่าคนอื่น มันต้องโดนหนักกว่า ต้องทำให้เขายอมรับถึงจะถูก”

ถามว่าวางแผนธุรกิจในอนาคตอย่างไร ผมคงไม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบงานจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะบริษัทอยู่มานานและมีรูปแบบการทำงานชัดเจน ผมถือว่ามันเป็น “จุดแข็ง” ของเรา แต่อาจสอดแทรกอะไรเข้าไปเล็กน้อย เพื่อความเหมาะสม แต่จะปรับปรุงอะไรบ้าง ยังไม่ขอแชร์ตอนนี้ (ยิ้ม)

เราไม่เคย “ปักธง”ว่า อยากขึ้นเป็นอันดับที่เท่าไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เราจะเน้นการเติบโตสม่ำเสมอทุกปีเฉลี่ย 15-20% ถือเป็นสปีดที่ดี ผู้ถือหุ้นน่าจะพอใจ

การเติบโตต้องตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า มูลค่าโครงการต้องขยายตัวเป็นเงาตามตัว อย่างปี2555 ทำได้ 22,000 ล้านบาท ปี 2556 ต้องเป็น 28,000 ล้านบาท

“หนุ่มเต” ทิ้งท้ายว่า เราจะไม่ปิดหูปิดตา ทำแบบนั้น “ไม่ฉลาด” อย่างตอนนี้เราก็อยากทำสำนักงานให้เช่า และออกไปทำธุรกิจในแถบอาเซียน ภายในปี 2556 ทุกคนอาจได้เห็นเราทำสักธุรกิจ ไม่ว่าจะทำอะไรผลตอบแทนต้องคุ้มค่า หากเป็นสำนักงานให้เช่าต้อง 20-30% ถ้าเป็นงานต่างประเทศต้องมีกำไรขั้นต้น 40% บวกๆ อยากได้กำไรมากแบบนั้น เราต้องร่วมทุนหรือเทคโอเวอร์ น่าจะใช้เงินลงทุนหลัก 1,000 ล้านบาท นักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องเงินกู้แบงก์ได้ เงินสดก็มี บริษัทไม่มีทางเพิ่มทุนชัวร์