วันเวลาล่วงเลยผ่านครึ่งทาง ของปี 2557 อย่างรวดเร็ว สถานการณ์การเมืองที่เคยคลุมเครือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลดีต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย โดยดัชนีตลาด SET ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 ปิดที่ 1,495.83 จุด เพิ่มขึ้นจากต้นปี 14.98% ส่วนดัชนีตลาด mai ปิดที่ 521.07 จุดเพิ่มขึ้นถึง 45.40% ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET และ mai ยังจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราเฉลี่ย 3.0% และ 1.41% อีกด้วย

หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ ได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญและความจำเป็นในการออม การวางแผนการเงินส่วนบุคคล และจากการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อการลงทุน จึงทำให้เกิด “กระแสเงินลงทุน” เพิ่มเติมในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ผู้เริ่มสนใจลงทุน และจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ แม้ว่านักลงทุนต่างชาติยังมีปริมาณขายสุทธิสะสมจากตั้งแต่ต้นปีสูงถึงสี่หมื่นล้านบาทก็ตาม

ในภาวะตลาดปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น ลองมาดูกันว่า มี “กระแส” การลงทุนอะไรเกิดขึ้นบ้างและนักลงทุนที่ต้องการ “ลงทุนตามกระแส” ควรต้องทำอย่างไร

อันดับแรก ลงทุนตามกระแสข่าว มีข้อมูลข่าวสารของบริษัทจดทะเบียนเกิดขึ้นมากมายตลอดเวลา ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หุ้น บทวิเคราะห์ หรือสื่อโซเชียลมิเดียในโลกออนไลน์ นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการรับข่าวสารก่อนตัดสินใจลงทุนตามกระแสดังกล่าว เพราะหากข้อมูลบิดเบือนแต่มีกระแสคล้อยตามมากพอ จะเกิดพฤติกรรมหมู่สนับสนุนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นให้เป็นไปในทิศทางตามกระแสข่าวได้ เมื่อเกิดขึ้นจริงบ่อยครั้งก็ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนตามกระแส โดยลดความสำคัญทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานของกิจการและด้านราคาที่มีส่วนต่างความปลอดภัยลง นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า ราคาหุ้นนั้นจะถูกสะท้อนจากพื้นฐานกิจการและผลประกอบการเท่านั้น ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและง่ายเกินไปอาจสร้างความเสียหายภายหลังได้

อันดับที่สอง ลงทุนตามกระแสหุ้น turnaround ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ในหกเดือนแรกของปี 2557 นั้น บริษัทจดทะเบียนที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดอันดับแรก เพิ่มขึ้นถึง 378% ส่วนอันดับที่ 20 ราคาหุ้นยังปรับเพิ่มขึ้นถึง 91% เมื่อตรวจดูรายชื่อบริษัทจะพบว่า กิจการส่วนใหญ่มักมีเรื่องราวเกี่ยวกับการพลิกกลับมาทำกำไร (turnaround ) หรือมีการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ นักลงทุนที่สนใจลงทุนตามกระแส turnaround ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง โดยต้องประเมินถึงความสามารถของผู้บริหาร ความเป็นไปได้ที่กิจการจะพลิกกลับมาทำกำไรได้จริง ตลอดจนความคาดหวังของผลประกอบการว่าเหมาะสมกับราคาหุ้นที่ปรับสูงขึ้นอย่างมากแล้วเพียงใด หากต้องการลงทุนระยะยาวในกิจการดังกล่าว นักลงทุนยังต้องประเมินว่ากิจการที่ turnaround ได้จริงนั้น มีศักยภาพในเติบโตและได้เปรียบในการแข่งขันได้ดีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับการถือลงทุนต่อไปหรือไม่

อันดับที่สาม ลงทุนตามกระแสหุ้นไอพีโอ มีหุ้นไอพีโอกว่า 10 บริษัทเข้ามาซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นมา หุ้นไอพีโอทุกบริษัทล้วนมีปริมาณความต้องการจองซื้อหุ้นอย่างล้นหลาม และสร้างผลตอบแทนอย่างงามให้ผู้ได้รับสิทธิจองซื้อภายในเวลาไม่กี่วัน หากนักลงทุนไม่ได้รับการจัดสรรและยังต้องการลงทุนตามกระแสหุ้นไอพีโอ ณ ราคาตลาดที่สูงกว่าราคาจองซื้ออย่างมากนั้น นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยง เพราะจากสถิติจะพบว่า หุ้นไอพีโอที่ปัจจัยพื้นฐานไม่โดดเด่นนั้น ราคาหุ้นมักปรับลดลงในเวลาต่อมา ทั้งนี้เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขายวันแรกบิดเบือนไปจากสภาวะปกตินั่นเอง

อันดับสุดท้าย ลงทุนตามกระแสกลุ่มธุรกิจ เช่น กลุ่มพลังงานทางเลือก กลุ่มการแพทย์ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนระยะยาวมักคัดกรองหุ้นจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอุตสาหกรรมเป็นลำดับแรก เมื่อพบอุตสาหกรรมที่มีโอกาสในการเติบโตในระยะยาวแล้วจึงศึกษากิจการรายบริษัทเพื่อเลือกลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพโดดเด่นและมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หุ้นยอดเยี่ยมของแต่ละอุตสาหกรรมมักซื้อขายในระดับราคาที่มี Premium มากกว่า การเลือกลงทุนตามกระแสกลุ่มธุรกิจโดยเลือกซื้อหุ้นถูกกว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน แม้อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีแต่นักลงทุนต้องเข้าใจว่า อาจเนื่องจากกิจการมีคุณภาพด้อยกว่า จึงต้องประเมินระดับราคาที่เหมาะสมสำหรับคุณภาพกิจการที่ด้อยกว่าเช่นกัน

ที่กล่าวมาคือตัวอย่างของกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาในตลาดหุ้นไทย กล่าวกันว่า ในช่วงภาวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง “การลงทุนตามกระแส” สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างงดงามให้กับนักลงทุนที่ติดตามข่าวสาร ศึกษาข้อมูลอย่างใกล้ชิดและยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ สำหรับ Value Investor ที่ยึดมั่นลงทุนในกรอบ “ขอบข่ายความรู้” ของตน (Circle of Competency) และ “ไม่โลภเกินความรู้” โดยเลือกที่จะไม่ลงทุนตามกระแสนั้น หากตั้งเป้าหมายและสามารถได้ผลตอบแทนชนะผลตอบแทนตลาดโดยรวมในภาวะตลาดขาขึ้นเช่นนี้ ก็ต้องพอใจกับผลตอบแทนที่ได้เพราะถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว