“ชีวิตรักสะดุด” เพียงเพราะสมองไม่เปิดรับเรื่องลงทุน เมื่อความอยากเอาชนะครอบงำ จุดเริ่มต้น “เล่นหุ้นเทคนิค”

“ไม่ชอบเดินตามรอยเท้าใคร แต่ชอบสร้างรอยเท้าเป็นของตัวเอง หากยังเดินตามคนอื่น เราก็แค่เป็นคนอื่นคนหนึ่งแล้วเมื่อไหร่จะหาทางเดินของตัวเองเจอ การได้สร้างเวทีของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่สุด” ประโยคนี้น่าจะพออนุมานได้ว่า “เจน-นิติการณ์ จิวาณิชย์” “นักเทคนิคสาวสวยวัย 32 ปี” ผู้มีนี้มีอุณหภูมิแห่งความมั่นใจสูงปริ๊ดแค่ไหน

เธอนั่งรอ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” อยู่ในมุมร้านกาแฟสุดทางเดินของสำนักงานสต็อกทูมอร์โรว์ก่อนเวลานัด ก่อนจะชักชวนกันไปพูดคุยในห้องรับแขกเล็กๆ ซึ่งเป็นห้องประจำที่เหล่านักลงทุนของสต็อกทูมอร์โรว์มักใช้เป็นสถานที่ในการให้สัมภาษณ์

ก่อนจะลงลึกถึงที่มาของการก้าวขาเข้ามาอยู่ในวงการ “นักเทคนิคสาว” แจกแจงประวัติชีวิตฉบับย่อ หลังสิ้นเสียงคำถามทันทีว่า “เจนเป็นลูกหลงคนสุดท้อง จากจำนวนพี่น้อง 7 คน พี่คนโตอายุ 50 ปีแล้ว พ่อแม่เลี้ยงดูลูกๆทุกคนด้วยเงินที่ได้จากการทำธุรกิจส่วนตัว ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ เธอขอไม่พูดถึงรายละเอียดของธุรกิจ”

เจน บอกว่า ปัจจุบันเรียนจบปริญญาตรีและโทคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เหตุผลที่สนใจคณะนี้ เธอเล่าว่า ด้วยความที่เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง และไม่ชอบอยู่กับคนหมู่มากจึงตัดสินใจเลือกสอบที่นี่ เพราะไม่ค่อยมีใครอยากเรียน ตามสายวิชาชีพเรียนจบมาต้องไปเป็นอาจารย์

ตั้งแต่เรียนจบยังไม่เคยมีโอกาสนำวิชาที่ร่ำเรียนมาไปใช้ทำงานเลย จริงๆอยากเรียน กฏหมาย แต่ที่บ้านเห็นเราเป็นคนใจร้อนเลยเบรกไม่ให้เรียน เคยเริ่มต้นทำอาชีพมุนษย์เงินเดือนครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในฝ่ายกองทุนของบล.กสิกรไทย แต่ด้วยความที่ไม่ชอบสังคมการทำงานที่ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของใคร “เจน” ออกตัวว่า ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคิดนอกกรอบ (ยิ้ม) ทำให้ตัดสินใจลาออกมาช่วยงานที่บ้าน

“สาววัย 32 ปี” เล่าถึงที่มาของการเป็น “นักเทคนิค” ว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน “แรงบันดาลใจ” เกิดจากแฟนเก่า ด้วยความที่เขาเรียนจบบัญชี และมีความสนใจเรื่องการลงทุนในที่ดิน ทองคำ คอนโดมิเนียม เป็นต้น ทำให้เขาพยายามจะสอนเรื่องการลงทุนและเรื่องบัญชีให้เรา

เขาพยายามอัดข้อมูลใส่สมองนาน 2-3 ปี แต่ด้วยความที่ตอนนั้นรู้สึกว่า ชีวิตก็สุขสบายดีอยู่แล้วจะหาเรื่องปวดหัวเพื่ออะไร ทำให้ไม่ค่อยสนใจในสิ่งที่เขาสอนเท่าไหร่ เวลาเขาถามเรื่องลงทุนก็มักตอบกลับไปทุกครั้งว่า “ไม่รู้เรื่อง” เมื่อเริ่มไม่สนใจมากขึ้น ทำให้ชีวิตรักของเราเริ่มไม่เหมือนเดิม สุดท้ายเราสองคนก็เลิกกันไป

ด้วยความที่ไม่อยากยอมแพ้ “แกจะมาเลิกกับฉันด้วยเหตุผลนี้หรอ” เธอสถบ เมื่อคิดเช่นนั้นจึงตัดสินใจไปตามหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นมาอ่าน เล่มแรกชื่อเรื่อง “ตะแกรงร่อนหุ้น” เขียนโดย “วิบูลย์ พึงประเสริฐ” นักลงทุนแนววีไอ ใช้เวลาอ่านหลายรอบ แถมอ่านจบแล้วยังรู้สึกไม่อินด้วยซ้ำ เล่มที่สอง คือ “เหนือกว่าวอลสตรีท: ONE UP ON WALL STREET” ภายในหนังสือจะบอกถึงหลักการลงทุนของของ “ปีเตอร์ ลินซ์” ซึ่งเล่มนี้ทำให้เตนเริ่มรู้สึกคล้อยตามเรื่องการลงทุนแล้ว

ระหว่างที่พยายามเสาะหาหนังสือเกี่ยวกับหุ้นดีๆมาอ่าน เจนมีโอกาสไปลงเรียนคอร์ดลงทุนด้วยกราฟเทคนิคของ “สต็อกทูมอร์โรว์” สอนโดย “ปุย-ประกาศิต ทิตาราม” หรือที่รู้จักกันดีในนามแฝง “Wave Rider (เจ้าของบริษัท ทิตาราม คอนซัลแตนท์ จำกัด) พี่ปุยถือเป็นอาจารย์ที่สอนเรื่องหุ้นคนแรกของเจน

อาจารย์ปุยจะสอนเกี่ยวกับการดูสัญญาณการตัดกันของอินดิเคเตอร์ หรือ เส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน ถามว่าทำไมถึงสนใจลงทุนหุ้นด้วยเทคนิค? เธอตอบว่า ตอนนั้นเจนรู้สึกว่า มันง่ายดี ใช้เวลาเรียนแค่ 4 วัน ก็ทำให้รู้สึกสนุก นั่นเป็นเพราะเราเริ่มเข้าใจในโครงสร้างการลงทุนแล้ว ภายในห้องเรียนจะมีการถามตอบกันทุกเรื่อง

ทุกครั้งที่ทำการบ้านมาส่งอาจารย์ปุย แกจะมาช่วยแก้เรื่องผิดให้เป็นถูก ทุกวันนี้เจนยังคอยสอบถามเรื่องต่างๆกับอาจารย์ปุยตลอด ด้วยความที่อาจารย์มีความเป็นกันเองสูงและสอนสนุกทำให้ตัดสินใจลงเรียนเรื่อง “การลงทุนแบบ Swing Trading” กับอาจารย์ปุยต่ออีก 2 วัน ทั้งๆที่ตอนนั้นรู้ว่า รูปแบบการลงทุนมีทั้งระยะสั้นและยาว แต่แบบยาวคงไม่เหมาะกับจริตของเราเท่าไร ที่ผ่านมาเน้นอ่านเป็นความรู้เท่านั้น

ถามว่าเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นช่วงไหน? เจน บอกว่า น่าจะประมาณ 4 ปีก่อน ลงทุนครั้งแรกตั้งแต่ยังไม่ลงเรียนคอร์ดอะไรเลย นอกจากอ่านหนังสือเกี่ยวกับหุ้น พูดง่ายๆยังไม่มีความรู้เรื่องหุ้น อาศัยเล่นหุ้นแบบงูๆปลาๆ โดยทุนตั้งต้นก้อนแรกประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากเงินเก็บที่ช่วยที่บ้านทำงาน

กลยุทธ์ลงทุนแรกเริ่ม เจนใช้เงินประมาณ 850,000 บาท ซื้อหุ้นเพียงตัวเดียว นั่นคือ หุ้น ไทยคม หรือ THCOM ราคาประมาณ 6-7 บาท จำราคาแม่นๆไม่ได้ ช่วงนั้นเพื่อนบางคนค้านความคิดที่จะนำเงินก้อนใหญ่ๆไปซื้อหุ้นตัวเดียว แต่ด้วยความที่มีความเชื่อว่า ดาวเทียมเป็นธุรกิจที่ดี ทำให้ไม่ฟังคำเตือน สิ้นเสียงเพื่อนทักได้เพียง 1-2 วัน ก็โดนหุ้น ไทยคม เล่นงานยับ หลังราคาหุ้นค่อยๆปรับลดลง

ช่วงนั้นเริ่มใจไม่ดีละ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งดูหุ้นตัวเองตาปริบๆ ตอนนั้นเพื่อนให้คำปรึกษาว่า หุ้น ไทยคม ยังโอเคอยู่ค่อยๆดูไปเรื่อยๆ เพราะทางเทคนิคหุ้นไทยคมยังไปได้ อีกเดี๋ยวคงหักหัวขึ้นไปแตะ 8-9 บาท สุดท้ายความกลัวครอบงำจึงตัดสินใจขายทิ้งที่ราคา 7 บาทกว่าๆ และบอกตัวเองว่า “จะไม่ใช้เงินมากๆซื้อหุ้นตัวเดียวอีกแล้ว”

“ด้วยความที่มีความมั่นใจสูง คิดว่าศึกษาเรื่องหุ้นเองก็ได้ ทำไมต้องไปเข้าคอร์ดเรียน แต่พอเจ็บหนักจึงต้องรีบขวนขวายหาที่เรียน ลงทุนด้วยการอ่านหนังสือเองนานปีกว่าถึงจะยอมลงเรียนกับอาจารย์ปุย”

“เจน” เล่าต่อว่า จากนั้นเริ่มหันไปใส่ใจ “หุ้นพื้นฐาน” มากขึ้น เช่น หุ้น เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH, หุ้น ปตท.หรือ PTT, หุ้น ไทยออยล์ หรือ TOP หุ้น บางจากปิโตรเลียม หรือ BCP หุ้น ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB และหุ้น อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL เป็นต้น อย่าถามต้นทุนนะลืมไปแล้ว

จำได้เพียงว่า “ตัวพลิกพอร์ตลงทุน” คือ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ที่อ้างอิงในหุ้น อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL13CA (Call Warrant) ตอนนั้นใช้เงินซื้อประมาณ 200,000-300,000 บาท จำราคา DW ตัวนี้ไม่ได้ แต่ตอนนั้นหุ้นแม่ราคา 20 บาท ถามว่าทำไมถึงสนใจ DW ตัวนี้ ด้วยความที่เห็นราคาวันนั้นวิ่งเร็วมาก เรียกว่า ขึ้นเป็นร้อยลงเป็นร้อยบวกกับช่วงนั้นชอบซื้อหุ้นตามเพื่อนๆ

“เมื่อก่อนชอบซื้อหุ้นไม้เดียว ทำให้เวลาราคาหุ้นปรับตัวลดลงมักเจ็บตัวหนัก ตรงข้ามหากได้กำไรก็จะกินเยอะแบบที่ได้จาก IVL13CA ถือเป็นกำไรหลักหมื่นครั้งแรกที่ลงทุนเพียงวันเดียวแล้วยิ้มได้เลย ตอนนั้น “ดีใจมาก” เพราะชีวิตลงทุนไม่เคยเล่นแล้วหุ้นบวกมากขนาดนี้ คนเล่นไม่เป็นได้กำไรพันสองพันก็ปลื้มใจแล้ว”

“เล่นหุ้นตามเพื่อนหลายปี” เธอสถบ ก่อนขยายความต่อว่า เมื่อเสียหนักๆ ในหุ้น ธนาคารกรุงไทย ด้วยความที่มีคนบอกว่า หุ้น KTB น่าจะผ่านแนวต้านตัวเลขนี้ไปได้ เราก็เชื่อเขาตามเคย สุดท้ายวิ่งไปชนแล้วร่วงลงมาตามกระแสข่าว แต่เราไม่ยอมขาย ปล่อยให้หุ้นลงไปเรื่อยๆ ทำให้ขาดทุนจำนวนมาก ที่ผ่านมาขาดทุนหุ้นกลุ่มแบงก์เยอะ เพราะคิดว่าหุ้นแบงก์น่าจะโอเค เมื่อก่อนเหตุผลง่ายตลอด

แต่เมื่อมาเรียนเรื่องเทคนิค ทำให้วิธีคิดเปลี่ยนไปเยอะ วันนี้เรากล้าที่จะยอมเสีย หากไม่ใช่ถือหุ้นอยู่เท่าไรก็ทิ้งได้ ตรงข้ามถ้ามั่นใจมากแค่ไหนก็ซื้อได้เช่นกัน วิธีการคือ หากขาดทุน 3 เปอร์เซ็นต์ หรือเมื่อราคาหุ้นใกล้ถึงแนวรับ หรือแนวรับเริ่มเอาไม่อยู่แล้วจะปล่อยของออกทันที ส่วนได้กำไรเท่าไรจะปล่อยไปก่อน พูดง่ายๆ ดูตามทรงหุ้นเป็นหลัก

“หุ้น พีทีที โกลบอล เคมิคอล” หรือ PTTGC คือ หุ้นการบ้านตัวแรก หลังเรียนเทคนิคกับอาจารย์ปุย ด้วยความที่หุ้นตัวนี้ดูแนวแล้วน่าจะผ่านแนวต้าน 53 บาท หลังมีข่าวบริษัทจะควบรวมกิจการ ผสมกับความเชื่อที่ว่า บริษัทแห่งนี้ไม่มีทางล้มละลายแน่นอน ตอนนั้นซื้อหุ้น PTTGC ด้วยกราฟ WEEK เพราะคิดว่าจะถือลงทุนระยะยาว และตั้งใจจะให้เป็น “หุ้นเปลี่ยนชีวิต” แต่สุดท้ายดันขายด้วยกราฟ DAY (หัวเราะ)

ช่วงที่ขายหุ้น PTTGC ลืมไปว่า ซื้อด้วยกราฟ WEEK ทำให้ตั้งแต่วันนั้นต้องคอยจดบันทึกตลอดว่า หุ้นตัวนี้ซื้อด้วยกราฟอะไร และห้ามใช้อารมณ์มาเป็นตัวตัดสินใจในการขายเด็ดขาด หลังเจ็บจนชินทำให้วันนี้ตัดเรื่องอารมณ์ออกจากการซื้อขายได้แล้ว วิธีการตัดอารมณ์ต้องอาศัยดูทั้งเทคนิค และข่าว ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กัน ที่ผ่านมาจะให้ความสำคัญเท่าๆกัน กว่าจะตัดอารมณ์ได้ก็ผ่านการเรียนเรื่องเทคนิคมาสักระยะแล้ว

ถามว่าเทคนิคแบบไหนควรใช้กับหุ้นประเภทอะไร?

“เจน” อธิบายสั้นๆว่า หากจะวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคด้วย RSI Indicator หรือ RSI และ Stochastic Oscillator ‎หรือ STO ควรใช้กับ “หุ้นเก็งกำไรระยะสั้น” ประมาณ 2-3 วัน หากอยากซื้อขายสั้นกว่านั้น ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรเลย ส่วนใหญ่จะนั่งดูกราฟแท่งเทียน หรือดูวอลุ่มการซื้อขาย แต่เจนจะเน้นดูวอลุ่มเป็นหลัก หากผิดปกติมีการซื้อขายมากกว่าที่ผ่านมาก็พอตั้งสมมุติฐานได้ว่า หุ้นน่าจะไปต่อ หากพบว่ามีสตอรี่จะเข้าไปซื้อทันที แต่หากไม่จะยังไม่เข้าไปยุ่ง รอดูเชิงก่อน

“ราคาเท่าไรเจนซื้อได้ แต่ก่อนช้อนต้องตั้ง “จุด Stop loss” ทุกครั้ง ต้องมีเหตุผลในการซื้อตลอด ยกตัวอย่าง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้น เอส พี วี ไอ หรือ SPVI ทั้งๆที่ตอนนั้นสตอรี่ของบริษัทยังไม่ได้รับการคอนเฟิร์ม แต่เราก็ซื้อพร้อมตั้งจุด Stop loss ไว้เรียบร้อย ซื้อมาในราคา 1 บาท ถ้าหลุด 0.97 บาท กะโยนทิ้ง สุดท้ายราคาปรับตัวลดลง แต่ไม่หลุด Stop loss ทำให้ถือต่อไป”

ปัจจุบันมีหุ้นอยู่ในพอร์ตกี่ตัว “นักลงทุนสาว” บอกว่า ช่วงแรกๆที่เล่นแบบ Swing Trading มีหุ้นอยู่ในมือมากถึง 10-20 ตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นตัวเล็กๆ ด้วยความที่ชอบควงเพื่อนขาประจำ 3 คน พร้อมหนีบคอมพิวเตอร์คู่ใจไปนั่งดูหุ้นเกือบทุกวัน เริ่มส่องหุ้นตั้งแต่ก่อนตลาดหุ้นเปิดยันปิด ณ ร้านกาแฟชื่อดังภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์หรือสยามพารากอน ทำให้เมื่อก่อนมีหุ้นในมือเพียบ วันนี้เพื่อนสาวคนหนึ่งหันมาลงทุนเทคนิคเหมือนเรา ส่วนอีกคนออกไปเป็นนักลงทุนแนววีไอ แต่เขายังดูกราฟควบคู่ไปด้วย

ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดเรา 3 คน จะหันคอมพิวเตอร์มาชนกัน ก่อนจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องหุ้นต่อทันที ด้วยความที่มีจุดเข้าออกไม่เหมือนกัน ทำให้ต่างคนต่างซื้อต่างขาย หากพบว่าเทคนิคหุ้นตัวหนึ่งดีมาก หลังมีวอลุ่มหนาแน่น แถมพื้นฐานยังสวยอีก เจนจะแบ่งการซื้อเป็น 3 ไม้ โดยไม้แรกจะซื้อเยอะสุดประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ไม้สอง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 40 เปอร์เซ็นต์จะอัดหนักในไม้สาม

แต่ถ้ายังไม่ค่อยมั่นใจมาก แต่บังเอิญกราฟกำลังทำทรงสวยๆจะเล่นแค่ไม้เดียวแล้วถือไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่จะทิ้งหมดเลย หากกลับมาดีจะซื้อใหม่ ส่วนตัวไม่ชอบแบ่งไม้ เพราะเป็นการคำนวณต้นทุนที่ยาก เคยซื้อถัวเฉลี่ยขาลง ตอนยังไม่เก่งเรื่องเทคนิค สุดท้ายราคาหุ้นไม่เคยกลับขึ้นมาอีกเลย ฉะนั้นหากไม่แน่ใจในทรงกราฟหรือข่าวต่างๆ อย่าไปซื้อขาลงเลยมันอันตราย เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นจะลงจนถึงเมื่อไร

“เคยมีหุ้นมากสุดในพอร์ต 33 ตัว ได้กำไรบ้างขาดทุนบ้าง เพราะเราดูไม่หมด สุดท้ายจึงปรับรูปแบบ”

วันนี้มีหุ้นกี่ตัว?

เธอ บอกว่า วันนี้เหลือหุ้นในมือ 3 ตัว มากสุดคือ 5 ตัว กลยุทธ์เหมือนเดิมเล่นเก็งกำไร ไม่ชอบเล่นหุ้นพื้นฐานมันช้า (หัวเราะ) เพราะเจนเป็นคนใจร้อน ลงทุนมา 4 ปี พอร์ตไม่ได้เติบโตมากมาย เพราะคนเล่นหุ้นแบบ Swing Trading ได้มากก็เสียเยอะเหมือนกัน พูดง่ายๆพอร์ตเก็งกำไรไม่ขาดทุน แต่ก็ไม่ได้เติบโตมากเหมือนนักลงทุนแนววีไอที่โตจากการถือหุ้นเพียง 1 ตัว

“เล่นหุ้นเก็งกำไรเหมือนลองวิชาไปเรื่อยๆ เราไม่ได้คาดหวังว่า พอร์ตต้องโตกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เราคาดหวังความรู้ที่จะได้กลับมามากกว่า”

ที่ผ่านมาไม่เคยหวังอยากเห็นการเติบโตของพอร์ต แต่จากการคำนวณตั้งแต่ลงทุนมาเคยได้กำไรมากสุดเป็น “ร้อยเปอร์เซ็นต์” เรียกว่า “พลิกพอร์ตไปเลย” โดยเฉพาะในช่วงที่ดัชนีเพิ่มขึ้นจาก 1,400 จุด เป็น 1,600 จุด เพื่อนนักลงทุนบางคนเคยได้กำไรมากถึง 300-400 เปอร์เซ็นต์ หุ้นเน่าๆจิ้มยังไงก็ได้กำไร แต่หลายคนมักพลาดท่าตอนดัชนีไหลลง หลังแตะ1,600 จุดได้ไม่นาน พูดง่ายๆ หมดรอบแล้วนั่นเอง สุดท้ายกำไรถูกตีกลับหมด

“4 ปีผ่านมาได้รับผลตอบแทนประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เสียค่าลองวิชาไปเยอะ แต่ถือว่า “คุ้มค่ามาก” แม้เสียเงินเยอะก็ตาม เพราะเราได้ “เพื่อน มิตรภาพ สังคม ความรู้” กลับมา ที่สำคัญได้รู้ว่า วันที่ชีวิตการลงทุนแย่ที่สุด ใครบ้างที่อยู่ข้างเรา คอยให้คำแนะนำ และในวันที่เราได้หุ้น ใครบ้างอยู่คอยประจบเรา” “เจน” ถือโอกาสระบายความในใจ

ทุกครั้งที่ขาดทุนแล้วถูกคนรอบข้างซ้ำเติม เจนมักเปลี่ยนคำพูดของเขาเหล่านั้นเป็น “แรงผลัก” ด้วยการบอกตัวเองว่า “ห้ามถอยต้องยืนให้ได้” เพราะเงินที่นำมาลงทุนเป็นเงินเก็บ ฉะนั้นหมดแล้วหมดเลย พ่อกับแม่เคยห้ามไม่ให้ลงทุน เพราะท่านรู้ว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งตลาดหุ้นเป็นอย่างไร แต่ท่านไม่เคยเล่นหุ้นนะ

“ที่ผ่านมาเจนพยายามทำให้ท่านเห็นว่า เราสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องขอเงินพ่อกับแม่ โดยจะใช้เงินจากการลงทุนมาดูแลตัวเอง ทุกครั้งที่ได้กำไรมักแบ่งออกมาใช้จ่ายส่วนตัวนิดหน่อย โชคดีที่เป็นคนใช้เงินไม่มาก ที่เหลือจะนำไปลงทุนต่อยอดความรวย”

“เงินหมดได้ แต่กำลังใจในการลงทุนห้ามหมด” เธอ สถบวลีเด็ด

วางชีวิตลงทุนในอนาคตอย่างไร?

“เจน” ตอบว่า ไม่ขอมีกำไรมากๆ เพราะไม่อยากกดดันตัวเอง ขอแค่ผลตอบแทนไม่แพ้ตลาดหุ้นก็พอ การลงทุนอย่าไปคาดหวังอะไรมาก เวลาไม่หวังผลมักออกมาดีเสมอ (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ถึงขนาดปล่อยตัวลอยชาย เมื่อเห็นช่องทางหาความรู้ใหม่ๆเราต้องรีบศึกษา

วันนี้ยังมีความสุขกับการเป็น “นักลงทุนมืออาชีพ” ยังไม่คิดไปทำอย่างอื่น นอกจากเป็นฝ่ายแนะนำการลงทุนของสำนักงานสต็อกทูมอร์โรว์ เพิ่งเริ่มทำงานเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา งานนี้สนุกมาก เราอยากคืนความรู้ที่ได้จากตลาดหุ้นให้กับคนที่ไม่รู้ ทุกครั้งที่มีโอกาสแนะนำมือใหม่หัดลงทุนเหมือนได้เห็นตัวเองในอดีต ฉะนั้นหากไม่อยากเห็นเขาเหล่านั้นเป็นเหมือนเราก็ต้องคอยให้ความรู้เขาเรื่อยๆ เพราะวันที่ขาดทุนหรือกำไร เรารู้ดีว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างไร

“เจน” เชื่อว่า เมื่อการเมืองผ่านไป ตลาดหุ้นจะโอเคขึ้น ที่ผ่านมาดัชนีตกอยู่ในอาการไซด์เวย์ แต่ไม่ได้มีผลต่อนักลงทุนเก็งกำไรที่ส่วนใหญ่มักจะเล่นตามสภาพตลาดหุ้น ที่ผ่านเจนมักใช้เงิน “หลักแสนบาท” ในการลงทุนต่อวัน หากตลาดดีมากจะใช้เงินเกินหลักแสนบาท

ปกติจะลงทุนผ่านบล.คันทรี่ กรุ๊ป,บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย),บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) และบล.เคเคเทรด เพราะรู้จักกับน้องมาร์เก็ตติ้ง ที่ผ่านมาเราจะบอกมาร์เก็ตติ้งตลอดว่า ไม่ต้องเอาข่าววงในมาบอก ไม่ต้องเอาข่าว “ท่านเค้า” มาเล่าให้ฟัง เพราะในอดีตเคยติดดอยค้างฟ้าในหุ้น โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) หรือ SLC และหุ้น วินเทจ วิศวกรรม หรือ VTE

“แม้วันนี้การเก็งกำไรหุ้นจะไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการลงทุน แต่ตอนนี้ยังสนุกกับการเก็งกำไร ครั้งหนึ่งเคยคิดอยากเปลี่ยนแนวไปเป็นนักลงทุน VI แต่รู้สึกว่ายังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะไป หรือยังไม่มีหุ้นดีๆสักตัวมาเปลี่ยนใจเรา”

เก็งกำไร “นาฬิกา-พระเครื่อง” ต่อยอดเงิน

“นิติการณ์ จิวาณิชย์” เล่าถึงการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆให้ฟังว่า ชอบลงทุนนาฬิกา ส่วนใหญ่จะนิยมเก็งกำไรนาฬิกายี่ห้อ Panerai และ Rolex ปกติจะได้กำไรกลับมาไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับการรักษา ปัจจุบันมีนาฬิกาอยู่ประมาณ 10 เรือน ตั้งใจจะขายต่อเพื่อนๆ 2-3 เรือน

“หากเราพอใจกับการชื่นชมนาฬิกาที่ซื้อมาแล้ว ก็จะนำไปขายต่อเพื่อนๆ เพราะไม่รู้จะไปโชว์ใคร ชีวิตไม่ค่อยออกสังคม ปกติจะเก็บนาฬิกา 1 เรือน นานสุด 2-3 ปีเท่านั้น”

สินทรัพย์อีกประเภทที่ชอบสะสมและมักปล่อยเก็งกำไรกับพี่ชายบ่อยๆ คือ “พระเครื่อง” เรื่องนี้ต้องยกความดีให้กับคุณพ่อและพี่ชาย เพราะสมัยเด็กๆชอบลากเราไปส่องพระแถวท่าพระจันทร์ แรกๆไม่ชอบเท่าไร เพราะต้องไปยืนตากแดดนานๆ ออกจากบ้าน 8 โมง กลับเข้าบ้านอีกที 4 โมงเย็น แถมแถวนั้นยังมีแต่ผู้ชายหน้าตาน่ากลัวยืนส่องพระกันเพียบ แต่ด้วยความที่พี่ชายคนที่ 4 อยากถ่ายทอดความรู้เรื่องพระ ทำให้เจนจำยอมต้องรับฟัง

แรกๆพี่ชายจะสอนให้ดู “จุดตำนิ” ของพระก่อนว่าของแท้มีหน้าตาเป็นอย่างไร เธอพูดพรางหยิบพระเครื่องราคาแพงที่พีอาร์สาวหอบมาให้ช่วยส่องประเมินราคา “เจน”บอกว่า เริ่มแรกพี่ชายให้ส่องเนื้อหลวงปู่ทวด เจนใช้เวลาส่องเกือบทุกวัน เรียกว่า ดูไปก็โดนพี่ชายตั้งคำถามไป คนชอบพระไม่ได้ใช้เวลาแค่ 2-3 ปีจะเก่ง ส่วนตัวใช้เวลาเรียนรู้นานหลายปี แถมดูได้แค่พระบางรุ่นที่ทางบ้านมีเท่านั้น

“สาวมั่น”เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งเคยปล่อยเช่า “เหรียญหลวงพ่อเกษม รุ่นระฆัง” ที่ได้จากพ่อให้กับพี่ชายในราคา 50,000 บาท จริงๆราคาไม่กี่หมื่นบาทเอง (หัวเราะ) นอกจากนั้นยังเคยปล่อยเช่า “หลวงปู่ไต้ฮง” (ไต้ฮงกง) ให้กับพี่ชายในราคา 12,000 บาท หลังจากเช่ามาจากท่าพระจันทร์ 8,000 บาท ซึ่งพี่ชายก็รู้ว่า เราปล่อยแพง แต่เขาคงรู้สึกว่า น้องเริ่มดูเป็นแล้ว อยากให้กำลังใจ ตอนนั้นเจนถามพี่ชายว่า “ไต้ฮงกง” เนื้อสวยหรือไม่ พี่ตอบว่า “สวยแต่ไม่สุด”

พระเนื้อสวยมีคุณลักษณะอย่างไร? เธอบอกว่า ต้องเป็นพระที่ไม่ได้ใช้งาน หรือไม่เคยถูกแขวนคอ และหน้าตาสวยงามไม่มีริ้วรอย เมื่อก่อนเคยนำหลวงปู่ทวดปี 2506 ไปปล่อยเช่าในร้านพระเครื่องแห่งหนึ่ง แต่โดนกดราคาเละ จากหลักหมื่นเหลือหลักพัน (หัวเราะ) สงสัยหน้าตาเราเหมือนคนไม่รู้เรื่อง เขาคงคิดว่า เด็กคนนี้นำพระของพ่อแม่มาปล่อยเช่า

“พระสมเด็จ” จะมีราคาสูงที่สุด รองลงมาเป็น “หลวงปู่ทวด” ส่วนใหญ่พระเครื่องจะไม่มีราคากลาง ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ความพอใจ หากเปรียบพระสมเด็จเป็นนาฬิกาหรู ก็คงเหมือนยี่ห้อ Patek Philippe ส่วนหลวงปู่ทวดน่าจะเหมือนนาฬิกา Rolex เธอบอกว่า ส่วนใหญ่คนที่ชอบเช่าพระต้องลงทุนนาฬิกาด้วย เพราะเป็นของคู่กัน ที่สำคัญมักมีแต่ผู้ชายที่ชอบลงทุนพระยังไม่เคยเห็นผู้หญิงสนใจเรื่องนี้เลย

“นอกจากชอบเรื่องลงทุนแล้ว เจนยังรักการยิงปืน และแข่งรถเป็นชีวิตจิตใจ แต่ตอนนี้ไม่ได้แข่งแล้ว หลังรถคว่ำเพราะถนนลื่น” เธอเล่าพร้อมเปิดให้ดูรอยแผลผ่าตัดบนศีรษะ” สาวโสดคนนี้ “แก่นเฟี๊ยว” จริงๆ

Advertisements