ตัน ภาสกรนที โดย ธนา เธียรอัฉริยะ

updated: 16 ก.ค. 2557 เวลา 18:45:47 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คอลัมน์ ครูพักลักจำ

ในวันนี้เวลานี้ คุณตันน่าจะเป็นนักธุรกิจที่มีสีสันที่สุด และมีคนพูดถึงมากที่สุดในประเทศไทย คนหลาย ๆ ล้านคนคงเคยได้อ่านหนังสือคุณตัน ฟังบรรยายคุณตันจากหลาย ๆ ช่องทาง เจอคุณตันแทบทุกวันไม่ว่าจะเป็นโฆษณาที่คุณตันเล่นเอง ข่าวฮอตที่มีคุณตันเป็นผู้จุดประเด็น คลิปไวรัลที่คุณตันทำ ฟอลโลว์เฟซบุ๊กคุณตันอยู่ หรือแม้แต่เห็นคุณตันตัวเป็น ๆ เดินแจกของตามถนน

ต่างคนก็คงมีมุมมองกับคุณตันต่างกันไป แต่ที่ทุกคนยอมรับก็คือ การประสบความสำเร็จในระดับชาติครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เฉพาะการทำธุรกิจ การนำบริษัทที่เพิ่งทำได้ไม่กี่ปีเข้าตลาดสร้างมูลค่าได้เป็นหมื่น ๆล้าน แต่ดูเหมือนวิธีการคิด การทำการตลาดที่ทำอะไรก็ฮิต ขยับอะไรก็ดัง แม้กระทั่งวลีขำ ๆ อย่าง “เข้าใจตรงกันนะ” ก็ยังกลายเป็นวลีเด็ดของประเทศในช่วงเวลานี้

ความสำเร็จของคุณตันมาจากไหนกัน เกิดขึ้นได้ยังไงกับผู้ชายพูดไม่ชัด รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย เรียนก็น้อย (อย่างที่คุณตันชอบพูดเวลาเริ่มบรรยาย) คงมีคนเคยวิเคราะห์อยู่หลายคน รวมถึงที่คุณตันพยายามพร่ำสอนเคล็ดวิชาต่าง ๆ ให้เด็กรุ่นหลังจากงานบรรยายและทอล์กโชว์ต่าง ๆ ด้วย ผมเองโชคดีที่มีโอกาสได้รู้จักคุณตันตั้งแต่คุณตันเริ่มประสบความสำเร็จใหม่ ๆ ได้เริ่มขึ้นเวทีด้วยกันเวลาผู้จัดอยากหาคนที่มีความคิด “นอกกรอบ” (ซึ่งภายหลังคุณตันไปไกลมาก ๆ จนถึงขั้นไร้กรอบไปแล้ว) หลังจากนั้น ก็มีโอกาสไปมาหาสู่ ได้ร่วมวงสนทนา เวลามีเรื่องโน่นนี่คุณตันก็จะให้ความเมตตาเป็นห่วงเป็นใยผมอยู่เสมอ เคยชวนไปทำงานก็เคย ผมเองก็ฟังเรื่องราวจากคุณตันทั้งโดยตรงและผ่านการบรรยายมาหลายครั้ง แต่มีอยู่บางเรื่องที่ลอยเด่นขึ้นมาจนผมคิดว่าเป็นรากของความสำเร็จของคุณตันในปัจจุบัน

คุณตันเคยเล่าถึงสมัยที่ทำงานเป็นจับกังใหม่ ๆ เป็นงานแรกที่ทำ เงินเดือนไม่กี่พัน แต่ทำไปไม่นานคุณตันก็ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า เงินเดือนมากขึ้นเยอะ ผมเลยถามว่าคุณตันทำยังไง คุณตันบอกว่า “กูยกมือแหลก” แล้วอธิบายว่าหัวหน้าใช้ให้ทำอะไร งานหนัก งานยากแค่ไหน หรืองานที่ไม่มีใครอยากทำ คุณตันยกมือหมด อาสาทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วคุณตันก็อวดแผลข้างหลังให้ผมดูทีหนึ่ง แล้วบอกว่าเป็นแผลที่เกิดจากมอเตอร์ไซค์ล้ม พร้อมกับเล่าว่าเกิดจากการยกมือนี่แหละ วันหนึ่งนายถามว่าใครจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งของได้บ้าง ก็ไม่มีใครอยากไป คุณตันก็ยกมือ ผมถามต่อว่าแล้วทำไมถึงเป็นแผลได้ คุณตันก็บอกหน้าตายว่า ที่กูยกมืออาสาขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งของนะ “กูขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น”

หลังจากที่คุณตันตัดสินใจออกจากการเป็นลูกจ้างแล้วมาเปิดร้านขายของหน้าท่ารถที่ชลบุรี ในร้านก็จะขายหนังสือ ขายเทปพีค็อก (สำหรับน้อง ๆ ที่อ่านคอลัมน์นี้ สมัยก่อนเราฟังเพลงกันผ่านเทปคาสเซต ลองค้นในกูเกิลดูนะคร้าบ) เทปพีค็อกที่ร้านคุณตันจะขายที่ 35 บาท แพงกว่าที่กรุงเทพฯ 5 บาท เพราะมีค่าขนส่งและรับมาแพง ทุกวันก็จะมีพนักงานบริษัทน้ำมันคนหนึ่งมาขึ้นที่ท่ารถเพื่อขึ้นรถไปทำงานที่กรุงเทพฯ ระหว่างรอก็จะมาเดินดูเทป แต่ไม่เคยซื้อเลยเพราะดูแล้วชอบใจก็ไปซื้อเอาที่กรุงเทพฯถูกกว่า ทำแบบนี้ทุกวัน คุณตันก็ไม่เคยว่าอะไร ก็ปล่อยให้ดูตามสบาย จนวันหนึ่งฝนตกหนักพนักงานคนนี้ก็วิ่งเข้ามาหลบฝนในร้านคุณตัน ตัวเปียกมะลอกมะแลก ในมือถือเอกสารทำงานปึกใหญ่

คุณตันมองเห็นก็เดินเข้ามาแล้วยื่นถุงพลาสติกให้ 1 ใบ ให้เอาไปใส่เอกสารกันฝน พนักงานคนนั้นรับไปพร้อมคำว่า ขอบคุณ เดินดูเทปแล้วก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรเหมือนเดิม แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา คุณตันบอกว่า พนักงานคนนั้นก็เปลี่ยนไป เดินดูแล้วซื้อเทปทุกครั้ง จนกลายเป็นเพื่อนกันในเวลาต่อมา

เรื่องราวของถุงพลาสติกใบเดียวที่แทบไม่มีค่า แต่ในจังหวะที่เหมาะสมก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้มากมาย

ในความต่างกันอย่างสุดขั้วของคุณตันกับคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่ผมได้รู้จัก ผมกลับพบว่ามีความเหมือนกันอย่างมากในเรื่องหนึ่ง และก็น่าจะเป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่สำคัญของทั้งคู่ก็คือ การเป็นคนที่ “กินแบ่ง”

คุณไพบูลย์ใจกว้างกับลูกน้องที่สร้างธุรกิจด้วยกันมาอย่างไร คุณตันก็มีแนวทางเดียวกันตั้งแต่ตอนเริ่มทำธุรกิจ ผมเคยได้ยินเรื่องราวของคุณตันในหนังสือประวัติเล่มแรก ๆ ที่พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ เป็นคนเขียนถึงวิธีการที่คุณตันให้หุ้นพนักงานที่ดูแลร้านถ่ายรูปแต่งงานในแต่ละร้าน ให้เขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ทำน้อยได้น้อย ทำมากได้มาก ทำให้พนักงานที่ทำงานกับคุณตันทุกคน ถ้าขยันก็จะมีฐานะที่ดี และทำให้คุณตันขยายกิจการในโมเดลนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว

ล่าสุดตอนที่อิชิตันเข้าตลาด ผมก็ได้รู้ถึงจำนวนหุ้นที่คุณตันให้พนักงานที่ก่อร่างสร้างอิชิตันมาด้วยกัน ผมไม่เคยได้ยินว่าเจ้าของคนไหนจะใจดีให้หุ้นลูกจ้างมากขนาดนั้น ผมก็เลยคิดว่าจริง ๆ แล้วคุณตันไม่ได้มองพนักงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” แต่เป็น “หุ้นส่วน” ที่ลงแรงมาด้วยกัน วิธีคิดนี้ก็คงสะท้อนออกมาจากที่พนักงานรักคุณตันสุดหัวใจ ทุ่มเททำงานกันอย่างหนักและแทบไม่มีใครออกจากบริษัทเลย

คุณตันเป็นตัวอย่างของแนวคิดแบบ “กินแบ่ง” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะแค่พนักงาน แต่การบริจาคเงินทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวในจำนวนมาก ๆ ที่อภิมหาเศรษฐีในไทยน้อยคนนักจะทำ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะมองว่าเป็นการสร้างภาพ แต่ผมได้มีโอกาสนั่งคุย นั่งฟังคุณตันตั้งแต่ไอเดียเริ่มต้น ก็เลยรู้ว่า ความคิดที่จะให้กลับสังคม และความคิดว่ารวย “พอ” แล้ว เป็นรากความคิดของคุณตันจริง ๆ แต่คนอย่างคุณตันจะทำอะไรแล้ว ความสนุกที่จะทำให้สังคมวงกว้างรับรู้ก็เหมือนจะเป็นนิสัยของคุณตันไปโดยปริยาย

ผู้บริหารระดับสูงและผู้คนในวงธุรกิจจำนวนมากมองคุณตันเหมือนตัวประหลาด ไม่เข้าพวก ชอบทำอะไรแผลง ๆ เอาเด่นเอาดัง ไม่ดูเหมาะเป็นผู้บริหารเอาซะเลย แต่ถ้ามองดี ๆ ผมว่าคุณตันไม่ใช่ตัวประหลาดอะไรเลย ผู้บริหารระดับสูงเมืองไทยต่างหากที่น่าจะดูเป็นตัวประหลาด คุณตันพอรวยแล้ว เป็นผู้บริหารแล้ว ก็ยังทำตัวปกติ กินข้าวแกงข้างทาง เดินท่อม ๆ พูดคุยกับลูกค้าในภาษาชาวบ้าน แต่งตัวก็เอามันส์ตามที่ชาวบ้านชอบ ไม่ถูกกรอบความคิดผู้บริหารผูกไทใส่สูทกินหรู ๆ บีบไว้ เพราะแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้คุณตันเข้าใจชาวบ้านเพราะทำตัวแบบชาวบ้านจริง ๆ การทำการตลาดของคุณตันจึงโดนใจมหาชนคนส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงหลายบริษัทได้แต่มองด้วยความประหลาดใจว่าทำไม

ความด้อยโอกาสของคุณตันทำให้คุณตันเป็นคนหนักเอาเบาสู้ ยกมือดะในทุกสถานการณ์ การจับจังหวะของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม แนวความคิดแบบ “กินแบ่ง” รวมถึงการทำตัวเหมือนกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำตัวปกติเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณสมบัติเหล่านี้หรือเปล่าที่เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จของคุณตันในวันนี้

คำตอบก็เห็นอยู่ตัวเป็น ๆ ทุกวันนี่แหละครับ