นิวตัน VS ดาร์วิน / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
July 20, 2014 at 8:50pm
โลกในมุมมองของ Value Investor 19 กรกฎาคม 57

ถ้าเราดูภูมิหลังหรือประวัติการเรียนและทักษะของนักการเงินซึ่งรวมถึงนักลงทุนแนวหน้าของโลกหรือของประเทศไทยเรามักจะพบว่าจำนวนไม่น้อยมีพื้นฐานของการเรียนทางด้านวิศวกรรม ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ว่าที่จริงผมเองก็รู้สึกแปลกใจตั้งแต่เรียนวิชาการเงินในช่วงปริญญาเอกที่พบว่าทฤษฎีสำคัญทางการลงทุนบางเรื่องนั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยหลักการทางวิศวกรรมเรื่อง “การส่งผ่านความร้อน” หรือ Heat Transfer ซึ่งเป็นวิชาที่ยากและผมทำได้ไม่ดีเลยในสมัยที่ผมเรียนปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรม นอกจากนั้น ทฤษฎีการเงินต่าง ๆ มากมายต่างก็ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนจำพวก Calculus ที่ “เด็กวิศวะ” ต้องเรียนมากมาย ดังนั้น ผมจึงสรุปเองว่าคนที่เรียนมาทางด้านวิศวกรรมหรือเก่งทางด้านวิศวกรรมนั้น หากหันมาเรียนและทำงานทางด้านการเงินก็น่าจะได้เปรียบคนที่เรียนมาทางสายอื่น และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้อาชีพทางการเงินถูก “ครอบงำ” โดยคนที่มีฐานทางด้านวิศวกรรม

แต่ในเรื่องของการลงทุนในทางปฏิบัตินั้น บางทีก็มีประเด็นที่ทำให้เราสงสัยอยู่เหมือนกันว่าคนที่เก่งทางด้านฟิสิกส์ซึ่งเป็นฐานของวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดนั้นจะสามารถลงทุนได้ดีกว่าคนสายอื่นหรือไม่? เพราะเรื่องที่มีการอ้างถึงกันบ่อย ๆ ก็คือ เรื่องที่เซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกเคยกล่าวไว้กว่า 300 ปีมาแล้วว่า “ผมสามารถที่จะคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวบนฟากฟ้า แต่ไม่สามารถคาดการณ์ความบ้าคลั่งของคนได้” เมื่อเขาขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นเซ้าท์ซีอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะเอาชนะในการลงทุนก็ยังคงดำเนินต่อไปจากนักการเงินที่ใช้หลักการในแบบของนิวตัน โดยล่าสุดดูเหมือนจะเป็นการพยายามซื้อขายหุ้นโดยกลุ่มนักการเงินที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งก็คือการใช้ข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ในการสร้างแบบจำลองที่จะทำการซื้อขายหุ้น ผมเองไม่แน่ใจว่าพวกเขาประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ประสบการณ์ของ “Long Term Capital Management (LTCM)” ซึ่งเคยเป็นกองทุนที่บริหารโดยนักการเงินระดับโนเบลไพร์ซที่เน้นการใช้วิชาการแบบของนิวตันนั้น อาจจะบ่งบอกเราว่า หลักการทางด้านของฟิสิกส์นั้น อาจจะเหมาะเฉพาะกับการลงทุนในระยะสั้น ๆ ที่ปัจจัยและภาวะแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในช่วงแรกนั้น LTCF ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง “คาดไม่ถึง” กองทุนก็ล่มสลายลง

นั่นนำมาถึงอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเองคิดว่าน่าจะสามารถอธิบายทฤษฎีการลงทุนในระยะยาวได้ดีกว่านั่นก็คือหลักการพื้นฐานที่ถูกค้นพบโดย Charles Darwin นักชีววิทยาที่มีเสียงมากที่สุดในโลก ทฤษฎีของดาร์วินอย่างที่เรารู้ก็คือ ทฤษฎี “วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต” ซึ่งบอกว่าสิ่งมีชีวิตต่างก็ปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมตลอดเวลา ผู้ที่เหมาะสมนั้นจะรอดและเติบโตต่อไป (Survival of the fittest) ส่วนผู้ที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะตายหรือค่อย ๆ หมดไป การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตมาเป็นล้าน ๆ ปีนี้เองที่นำไปสู่สิ่งมีชีวิตที่สลับซับซ้อนอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งรวมถึงมนุษย์ ที่ประกอบไปด้วยระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่ทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่งและกระบวนการหรือระบบต่างๆ เหล่านี้ก็ยังปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เพียงแต่เราไม่สามารถสังเกตได้ในระยะเวลาสั้นๆ

ทฤษฎีของดาร์วินซึ่งอธิบายเรื่องของสิ่งมีชีวิตนั้น ในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็มีคนนำไปเปรียบเทียบกับระบบของสังคมว่ามันมีส่วนที่คล้ายกันมาก การอธิบายเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ ตลาดหุ้น การทำงานของธุรกิจข้ามชาติ ระบบอินเตอร์เน็ตและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์ ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีคุณลักษณะและพฤติกรรมแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิต พูดง่าย ๆ ระบบต่าง ๆ เหล่านั้นจริง ๆ แล้วมัน “มีชีวิต” ในแง่ที่ว่า ระบบที่เหมาะสมก็จะอยู่รอด ระบบที่ ปรับตัวไม่ได้ก็จะตายหรือหายไป เราเรียกมันว่า “Complex Adaptive System” (CAS) หรือ “ระบบที่ซับซ้อนและปรับตัวตลอดเวลา” ความหมายของ CAS ก็คือ ระบบอย่างเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นนั้น เป็นระบบใหญ่ (คล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) ที่ประกอบไปด้วย “ผู้เล่น” หรือปัจจัยต่าง ๆ มากมาย (อาจจะคล้าย ๆกับระบบหายใจ และระบบย่อยอาหาร ต่าง ๆ ) ที่ต่างก็มีบทบาทหรือมีอิทธิพลต่อระบบและต่อผู้เล่นอื่นๆ ผู้เล่นและปัจจัยนั้นมีหลากหลายมากมาย เช่นเดียวกับผลกระทบนั้นก็มีหลากหลาย นอกจากนั้น เวลาที่ผู้เล่นหนึ่งเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบไปยังคนอื่น คนอื่นก็เปลี่ยนแปลงและสุดท้ายก็ส่งผลกลับไปยังผู้เล่นคนแรก และนี่จึงทำให้มันมีความซับซ้อนจนยากที่จะบอกว่าอะไรคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบเกิดขึ้น เรารู้แต่เพียงว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อที่จะสะท้อนหรือปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ระบบอยู่รอดและทำงานต่อไป

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ใช่เส้นตรงและระบบนั้นไม่เสถียรและจำเป็นต้องมีพลังงานที่ต้องป้อนเข้ามาตลอดเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ นอกจากนั้น ระบบ CAS นั้นมี “ประวัติศาสตร์”นั่นก็คือ มันมี “วิวัฒนาการ” คล้าย ๆ กับสิ่งมีชีวิตจริง ๆ ข้อสรุปอย่างย่อที่สุดก็คือ ระบบ CAS นั้น เป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ หรือ Dynamic ปัจจัยต่าง ๆ หรือผู้เล่นต่างๆ ในระบบก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ผลกระทบก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และมีผลย้อนกลับด้วย ดังนั้น การคาดการณ์ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลต่อระบบหรือปัจจัยหรือผู้เล่นอื่นอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือแทบจะทำไม่ได้เลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็อาจจะเป็นว่า การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางขึ้นมา 1 เปอร์เซ็นต์นั้นจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์? คำตอบที่ถูกต้องนั้นก็คือ บอกไม่ได้! ระบบการปรับตัวที่ซับซ้อนหรือ CAS ไม่ได้ทำงานเหมือนกับการคำนวณว่าถ้าจะไปดวงจันทร์ต้องยิงจรวดในทิศทางไหนและใช้เชื้อเพลิงเท่าไร

กลับมาดูการลงทุนในตลาดหุ้นว่ามันควรเป็นอย่างไร? ส่วนตัวผมคิดว่าตลาดหุ้นและการลงทุนนั้นเป็น CAS และมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด เมื่อคิดย้อนหลัง ผมเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของนักลงทุน กลุ่มหุ้นที่เคยเป็นหุ้นยอดนิยมในตลาด กลุ่มหุ้นที่เจริญรุ่งเรืองในแต่ละยุค การควบคุมบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของ VI ในตลาดหุ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผมคิดต่อไปว่าอนาคตมันก็คงจะเปลี่ยนแปลงไปอีก สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ว่าในด้านไหนหรือผู้เล่นไหนก็น่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไป
แม้แต่สภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของไทยที่มีผลต่อตลาดหุ้นเองก็เปลี่ยนแปลงไป บางทีอาจจะรุนแรง “ไม่เป็นเส้นตรง” สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น เราก็จะต้องพร้อมที่จะปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคำว่า “Survival of the fittest” หรือคนที่เหมาะสมที่สุดก็จะอยู่รอดและเฟื่องฟู

ประเด็นสำคัญของผมก็คือ นักลงทุนในช่วงนี้—ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา พวกเราคือคนที่ “เหมาะสมที่สุด” โดยเฉพาะ “VI” จำนวนมากที่ร่ำรวยขึ้นมามากอย่าง “ไม่น่าเชื่อ” เหตุเพราะว่า ระบบที่เป็น CAS นั้นจะมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางทีก็เร็วมาก ความเหมาะสมในวันนี้อาจจะกลายเป็นความไม่เหมาะสมในวันข้างหน้าได้ และถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เราเป็นเราทำนั้นดีและเหมาะสมที่สุดแล้ว เราอาจจะกลายเป็นคนที่ล้าสมัยได้เมื่อสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประวัติศาสตร์ของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ประวัติของผลงานการลงทุนที่ยิ่งใหญ่นั้น ไม่ได้รับประกันว่ามันจะคงอยู่ได้ตลอดไป และประวัติศาสตร์บอกว่า การรักษามันเป็นสิ่งที่ยากมาก