ของฝากนักช้อป

วันก่อนผมไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยเอามาฝาก อันนี้ผมเขียนใหม่โดยสรุปหัวข้อมาแล้วก็อธิบายด้วยภาษาบ้านๆ ของผม รวมถึงเอามาผสมกับมุมมองและทัศนคติของตัวเองด้วย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด นะจ๊ะ

“มาเทรดให้เจ๊งกันเถอะ”

1. เทรดทำไมไม่รู้ รู้แต่ว่าได้เงินก็พอ

ก่อนเทรด เราควรตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า เราเทรดในแต่ละครั้งเพื่ออะไร จุดมุ่งหมายคืออะไร ตัวอย่างเช่น เราอาจจะเทรดชิลชิล และทำงานไป สไตล์มนุษย์เงินเดือนเทรดเดอร์ หรือ เราจะเทรดเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้ทั้งหมดในชีวิตมาจากการเทรด สิ่งที่ทำให้เราต้องพิจารณาคำตอบที่จะแตกต่างกันนี้ก็คือ ความกดดัน เพราะความกดดันของการเทรดแต่ละจุดประสงค์จะแตกต่างกัน เช่น ถ้าเราเทรดเพื่อเลี้ยงชีพ ความกดดันก็จะมากกว่า และนั่นก็มีผลให้เรามีโอกาสพลาดมากกว่า เพราะเป็นเรื่องหนักกว่าที่จะจัดการกับภาวะความกดดัน / ระดับความกดดันมีผลต่อการเทรด แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราจัดการกับความกดดันในระดับหนึ่งระดับใดไม่ได้ จะไม่สามารถเทรดได้ เช่น หากเรารับความกดดันของการเทรดเพื่อเลี้ยงชีพไม่ได้ ก็หันไปเทรดชิลชิลแบบสไตล์นักลงทุนซะ / แต่นั่นไม่ใช่สำหรับคนที่จะเอาดีทางด้านนี้ (หรือเทรดเลี้ยงชีพ) เพราะสิ่งที่คนกลุ่มหลังนี้จะต้องทำก็คือ การบาลานซ์ความกดดันให้ได้ การบาลานซ์ความกดดันหมายถึงการทำให้การเทรดที่มีรีเทิร์นเป็นผลตอบแทนระดับปลาซิวปลาสร้อยมีความสำคัญเท่ากับการพลาดที่หมายถึงเสียบ้านไปหลังหนึ่งเลย อะไรทำนองนั้น / และวิธีการสร้างบาลานซ์ที่ว่านี้คือการใช้ปริมาณการเทรดในแต่ละครั้งในระดับที่มีความสำคัญไม่มากนัก คือ เสียไปก็ชิลชิล จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น ความสำเร็จและระบบที่ดีในการเทรดแต่ละครั้งสำหรับล็อทเล็กๆ จะทำให้เรามีความมั่นใจและสบายใจที่จะเทรด จนกระทั่งเราคุ้นเคยกับมันจากนั้นจึงเพิ่มระดับความยากขึ้นไป ด้วยปริมาณที่มากขึ้น และล็อทที่สูงขึ้น การบาลานซ์ของความกดดันจะเกิดขึ้นและพัฒนาจากจุดเล็กๆ ตรงนี้

2. ไม่ต้องสนกลยุทธ์

การทำอะไรเป็นกระบวนการเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดีลกับอะไรก็ตามที่เกี่ยวเงินของเรา ดังนั้น กลยุทธ์จึงมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นั้นมีมากมาย แต่จงจำไว้ว่าสิ่งที่ทำเงินได้ไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เป็น “ตัวของเราเอง” / ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เทคนิค พื้นฐาน หรือ ระบบเทรด แต่เป็นการเลือกหยิบมันมาใช้ของตัวเราเอง ด้วยวิธีการที่เข้าใจในสิ่งที่เราเลือกใช้อย่างถ่องแท้ และมีลำดับขั้นตอน / เราควรเริ่มจาก Technical Analysis ก่อน ไม่ใช่เพราะมันเป๊ะ เพราะไม่มีอะไรเป๊ะ แต่เพราะว่ามันคือภาพสรุปของตลาดที่เป็นรูปธรรมและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด (ในนั้นมีข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว) อย่างไรก็ตาม TA ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่า ในการเทรด เราจะถูกหรือผิด หรือ เราจะทำกำไรจากมันได้หรือไม่ แต่เป็นสิ่งที่บอกกับเราว่า เราจะสามารถลดระดับของความเสี่ยงของเราได้มากน้อยแค่ไหนในการสร้างโอกาสทำกำไร เพราะฉะนั้น TA ไม่ใช่การประเมินทิศทางของตลาด ไม่ใช่เกมรุก แต่เป็นเกมรับในการประเมินอัตราความเสี่ยงและใช้มันเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการสร้างสมดุลของเกมรับและเกมรุก คือ การปรับเกมรับเป็นเกมรุก เพื่อเข้าทำบนความเสี่ยงที่ถูกทำให้ลดทอนลงไป / นอกจากนี้ TA ไม่ได้เป็นเกมรุกในตัวของมันเอง เพราะในที่สุดแล้ว มันจะต้องถูกจับมารวมกับ Fundamental เพื่อรวมกันเป็นแผนกลยุทธ์ที่สำคัญต่อไป เราเปรียบเทียบ Fundamental ได้กับการมองเกลียวคลื่น เราประเมินจากพื้นฐานของ ศก. ว่า คลื่นย่อมดำเนินไปในทิศทางใด จากนั้นจึงเลือกหาจังหวะล้อไปกับเกลียวคลื่นให้ได้ในช่วงคลื่นที่เราได้เปรียบและมีความเสี่ยงที่น้อยที่สุด ซึ่ง TA จะเข้ามารองรับตรงนี้ การเรียบลำดับโครงสร้างกลยุทธ์จึงมีความสำคัญ

3. ทำให้ยุ่งยากซับซ้อนเข้าไว้

บางคนผิดพลาดกับแผนกลยุทธ์ของตัวเอง นั่นคือ ในบางครั้งเราเซ็ทอัพเทรดดิ้งแพลนในแบบที่มีรายละเอียดสูงมาก และซับซ้อนมาก จนกระทั่งองค์ประกอบของมันมีความขัดแย้งกันเอง และไม่นำไปสู่อะไร และสุดท้ายดันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่มั่นใจที่จะ take execution ในการเทรด / การแก้ปัญหานี้คือ ถอยออกมา และพยายามตอบคำถามที่ง่ายที่สุดก่อน นั่นคือ เราจะต้องสร้างแผนการเทรดที่ตอบสนองต่อคำถามเหล่านี้ นั่นคือ เข้าที่ตรงไหน ออกที่ตรงไหน และรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดนั้น / ทั้งสามประเด็นคือคำถามเบื้องต้นที่ทุกกลยุทธ์จะต้องตอบสนองต่อมัน ก่อนที่จะไปถึงสิ่งที่ซับซ้อนกว่า ดังนั้น หากเรามีแผนการที่แสนจะน่าปวดหัว แต่กลับไม่มีความชัดเจนในสามสิ่งนี้เลย เราก็จะมีปัญหาแน่นอน / TA จะเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสามปัจจัยนี้ นอกจากนี้มันคือสิ่งที่ชี้วัดว่า การเทรดของเรามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน รวมถึงความสามารถในการปกป้องผลกำไร / อย่างไรก็ตาม นอกจากที่ TA แล้ว ตัว Fundamental ก็จะบอกถึงจุดนี้ได้เหมือนกัน เพียงแต่จะซับซ้อนกว่า เพราะเราไม่สามารถค้นหาได้อย่าง 100% ว่าอะไรที่มาไดร์ฟราคาของสินทรัพย์ แต่เราสามารถบอกได้ว่า โดยพื้นฐานขนาดนี้หรือขนาดนั้น ราคาได้บิดผันไปจากที่มันควรจะเป็นมากน้อยเพียงใด และมันจะนำไปสู่อะไรต่อไป

4. แค้นต้องชำระ

จำไว้เสมอว่าการเทรดไม่ใช่เรื่องของการที่เรามองอะไรว่ามันถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องของการไปต่ออย่างไรถ้าเราผิด ดังนั้น หากเกิดความผิดพลาดขึ้นในแผนการของเรา ก็ต้องถือว่ามันคือขั้นตอนหนึ่งของการเรียนรู้ และไม่ควรที่จะเอาตัวเองไปผูกติดกับการเทรดนั้นๆ จนไม่กล้าที่จะทำอะไรอีกต่อไป เราจะต้องระลึกไว้เสมอว่า บทเรียนของความผิดพลาดจะทำให้มันไม่ถูกทำซ้ำขึ้นมาอีก ดังนั้น ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็ย่อมแปลว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย / จุดผิดพลาดสำคัญของผู้เล่นในตลาดจำนวนมากก็คือ ไม่ค่อยยอมรับความผิดพลาด และดื้อแพ่งที่จะสู้กับมัน เช่น เมื่อผิดพลาดก็ไปเบิ้ลความผิดพลาดนั้นด้วยการถัวเฉลี่ย รวมถึง ความต้องการที่จะเอาชนะ ด้วยการปิดสถานะที่ผิดพลาด และเปิดสถานะใหม่ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมในทิศทางที่ตรงข้ามกันเพื่อเอาชนะ หรือคาดหวังว่าราคาของอะไรก็ตามจะกลับมา ณ จุดที่เคยวางแผนไว้ / สิ่งที่เราจะต้องยอมรับก็คือ แผนการณ์นั้นได้พังไปแล้ว นั่นหมายถึงกลยุทธ์ที่วางแผนมาก่อนหน้าไม่มีประสิทธิภาพอีกแล้ว เราจึงต้องยอมรับความล้มเหลวของการเทรดในครั้งนั้น ไม่ใช่ตื๊อต่อไปด้วยความหวังว่าตลาดจะกลับมาในทิศทางที่เราต้องการ เพราะการเทรดไม่ใช่เรื่องของ “ความคาดหวัง” แต่เป็นเรื่องของ “แผนการณ์กลยุทธ์” เมื่อแผนการง่อยรับประทาน เกิดความเพลี่ยงพล้ำในกลยุทธ เราก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และไปต่อให้ได้

5. วินัยทำไม กรูไม่ใช่ทหาร

ทั้ง 4 ข้อข้างบนจะไม่สามารถทำให้เรารอดพ้นจากการเจ๊งได้เลย ถ้าเราไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่าวินัยในการเทรด มันคือคำพูดง๊ายง่าย เข้าใจก็ง่าย เท่ดี แต่ทำยากมาก นั่นคือ Plan your trade, Trade your plan / การฝึกฝนด้านระเบียบวินัยนั้นผูกพันกันอย่างใกล้ชิดกับ mentality นั่นคือ การมีมุมมองเกี่ยวกับการเทรด รวมถึงการควบคุมสภาวะบาล๊านซ์ระหว่างความกล้าและความกลัว ความโลภกับความไม่มั่นใจ ในประเด็นนี้มีสองด้านคือ หนึ่ง มุมมอง และสอง การควบคุมจิตใจ ระเบียบวินัยจะสามารถเข้าถึงได้ผ่านสองอย่างนี้และเราจำเป็นที่จะต้องใช้มันอย่างมีความยืดหยุ่น / ความยากก็จะอยู่ตรงสิ่งที่เรียกว่าความยืดหยุ่นนั่นเอง เพราะความยืดหยุ่นนี้คือตัวผลักดันหนึ่งที่จะพาเราไปสู่การสร้างสรรหรือครีเอทกลยุทธ์ต่อไป / การยืดหยุ่นที่ว่านี้มีความอ่อนไหวไม่ต่างจากสายพิณที่ไม่สามารถที่จะตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปได้ และระเบียบวินัยก็เช่นกัน / ดังนั้น เวลาที่เราวางแผนการในการเทรด เราจะต้องมีระเบียบวินัยที่พัฒนามาจากมุมมองและการควบคุมความกดดัน ซึ่งเป็นเรื่องของ mentality และการรวมและสร้างสมดุลในสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันก็จะสร้างความคิดสร้างสรรเชิงกลยุทธขึ้นเป็นการต่อยอด / คำถามก็คือแค่ไหนจึงเรียกว่ายืดหยุ่น และมันก็อ่อนไหวเหลือเกินต่อการที่เราจะขาดระเบียบวินัย อันนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้าง advanced แต่อย่างน้อยที่สุด ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราควรเริ่มต้นจาก Plan you trade, Trade you plan ก่อนก็พอ

———-