คูน้ำที่แคบลง
ผมรู้สึกโลกของธุรกิจหมุนไปเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก การสร้าง product ที่มีความแตกต่างทำได้ยากขึ้นมาก ความสามารถในการแข่งขันที่ชัดเจน (DCA) ของแต่ละธุรกิจมีแนวโน้มลดลง หรือพูดง่ายๆ ว่า “คูน้ำ” ที่เคยมีมันแคบลงเรื่อยๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าปลีกที่เคยมี DCA สูงมากอย่าง Wal-Mart ที่กำลังถูก Amazon รุกไล่ 
Wal-Mart ก่อตั้งเมื่อปี 1962 และใช้เวลาถึง 45 ปี กว่าจะมี Market cap. ที่ $100,000 ล้าน ในขณะที่ Amazon ก่อตั้งเมื่อปี 1994 และใช้เวลาเพียง 17 ปีเพื่อที่มี Market cap. ที่ $100,000 ล้าน และใช้เวลาอีกเพียง 4 ปี เพื่อที่จะแซง Wal-Mart โดยปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 20/02/59) Amazon มี Market cap. อยู่ที่ $250,000 ล้าน สูงกว่า Wal-Mart ที่ $200,000 ล้าน 
เมื่อคูน้ำแคบลง อายุของธุรกิจก็มีแนวโน้มสั้นลง การทำนายอนาคตของในอีก 20-30 ปีแทบจะเป็นไปไม่ได้ การประเมินมูลค่าด้วยสมมติฐานว่าธุรกิจจะดำรงอยู่ตลอดไป ด้วยวิธี DCF จึงกลายเป็นเครื่องมือที่อาจไม่ realistic ในการประเมินบริษัทส่วนใหญ่อีกต่อไป ในขณะที่การการประเมินมูลค่าของธุรกิจใดๆ โดยคาดการณ์เรื่อง “ช่วงเวลา” กลับได้รับความนิยมมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอย่าง Digital TV ที่มี new player ก้าวเข้ามาในตลาดหลายราย ซึ่งหากเราใช้ประเมินมูลค่าจากกำไรด้วยวิธี PE หรือ PEG แล้ว มูลค่าของบริษัทในแต่ละช่วงเวลาจะแตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ
1. ช่วงระยะแรกของธุรกิจ กลุ่ม Digital TV จะมีกำไรน้อยมาก เพราะต้องมีการลงทุน (CAPEX) เข้ามาก่อน ในขณะที่เรทติ้งและค่าโฆษณายังไม่มา
2. ช่วงระยะกลาง เมื่อรายได้จากเม็ดเงินค่าโฆษณาเริ่มไหลจากช่องทีวีอนาล็อกเดิม บางบริษัทในกลุ่มนี้กลับจะมีกำไรกระโดดมาก เพราะเป็นธุรกิจที่มี Fix cost สูง รายได้ส่วนที่เพิ่มแทบจะลง bottom line หมด
3. ช่วงระยะปลาย กลุ่มนี้กลับมีแนวโน้มจะมีมูลค่าลดลง Value ในส่วนของความเป็น TV platform จะถูกทดแทนด้วย Online platform แบบ YouTube Netflix หรือกระทั่ง Facebook จะเหลือก็แต่ Value ในฐานะผู้ผลิต Content ซึ่งจะทำให้ Valuation ของบริษัท็ลดลง
โลกที่หมุนเร็วขึ้น ทำให้บริษัทที่จะมีอายุยืนยาว หรือธุรกิจที่ไม่มีวันแพ้ เหลืออยู่ไม่มาก บริษัทที่มี DCA โดดเด่นและชัดเจนว่าจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว จะมี Valuation ที่สูงมาก อาทิ Facebook ที่มี PE ถึง 80 เท่า การหาบริษัทผู้ที่มีความสามารถในการแข่งขันมากพอที่จะเติบโตต่อเนื่อง 20-30 ปี กลายเป็นเรื่องไม่ง่าย และการหาบริษัทดังกล่าวที่ยังคงมีราคาสมเหตุสมผลยิ่งยากขึ้นไปอีก
นักลงทุนอาจเลือกที่จะไม่ลงทุนในบริษัทที่ดีหรือแข็งแกร่งที่สุด หากมันแพงเกินไป แต่อาจใช้วิธีการศึกษา “Stage” ของธุรกิจใน Product life cycle และเลือกลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต (Growth stage) และมีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไร อย่างไรก็ดี ความท้าทายของวิธีดังกล่าวคือ เราจะทำนายช่วงเวลาในแต่ละ Stage ของธุรกิจออกหรือไม่ เช่นว่า เราจะคาดการณ์ได้อย่างไรว่าช่วงระยะกลางที่บริษัท Digital TV จะมีกำไรดีนั้นจะอยู่ยาวนานกี่ปี? แล้วช่วงปลายล่ะจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือรุนแรงแค่ไหน? และที่สำคัญที่สุดคือเราจะสามารถลงทุนในบริษัทที่เราเห็นว่าในสักวันหนึ่งมันจะต้องถึงจุดจบได้หรือไม่

Advertisements