สุดยอดสรุปการลงทุนประจำปี ที่เฝ้ารอคอยที่จะอ่านในทุกๆปี ของพี่โจ ลูกอิสาน สุดยอดนักลงทุนที่เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจของผม ได้เขียนสรุปของปี 2559 ออกมาแล้วครับ
———————————————————-

บทความโดย พี่โจ อนุรักษ์ บุญแสวง
กราบสวัสดีปีใหม่ปี 2560 พี่น้อง สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ทุกท่าน กราบสวัสดีอาจารย์ ดร.นิเวศน์ อ.ไพบูลย์ พี่ปรัชญา พี่ครรชิต ลุงขวด เฮียคลายเครียด พี่หมอ jfk พี่กะละมัง พี่พี พี่วัฒน์ พี่หมอพงศ์ศักดิ์ พี่หลิน พี่หนิง พี่กุ๊ก พี่หมอสามัญชน พี่พรรณ พี่ไก่ พี่มน พี่บู พี่วิบูลย์ พี่นัน พี่ตี้ พี่จรัญ พี่แมว พี่บัวดิน หมอหนึ่ง พี่เวป พี่ฉัตร พี่ชาย พีเจ๋ง พี่นริศ พี่พอใจ พี่นุช พี่อมร ขอคุณพระศรีรัตนตรัย คุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัย มีความสุขกาย สบายใจ ตลอดปีตลอดไปครับ
ตลาดหุ้นไทยตลอดปี 2559 ผันผวนในกรอบ 200-300 จุด เหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา เริ่มต้นปีดัชนีลงไปลึกถึงประมาณ1221 จุด เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของโลก ตลาดหุ้นจีนตก 7% ติดต่อกันถึงสองวัน พร้อมกับราคาน้ำมันที่ยังดิ่งลดลงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่หลังจากนั้นดัชนีก็เริ่มไต่ขึ้นตลอดทั้งปี จนสูงสุดที่ประมาณ 1553 จุด ในเดือนสิงหา จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่ไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ทดแทนผลตอบแทนดอกเบี้ยทั่วโลกที่ตกต่ำเป็นประวัติศาสตร์ ประกอบกับราคาน้ำมันที่เริ่มฟื้นตัว แต่ในเดือนตุลาคม ดัชนีผันผวนลดลง 150-200 จุด จากข่าวสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาอย่างอย่างรวดเร็ว และจบสิ้นปีโดยให้ผลตอบแทน 22.84 % โดย 19.79 % มาจากราคาหุ้นที่เพิ่มและ 3.05 % จากเงินปันผล นี่ทำให้ตลาดหุ้นไทยให้ผลแทนดีที่สุด อันดับ 2 ของเอเชีย รองจากตลาดหุ้นปากีสถาน โดยรวม ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีอีกปีหนึ่ง เพราะมีการฟื้นตัวของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ต่ำกว่าปกติในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน รวมถึงมีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นสุทธิทั้งปีถึงประมาณ 7 หมื่นล้านบาทเพื่อแสวงหาผลตอบแทนจากสภาวะดอกเบี้ยตกต่ำทั่วโลก
โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยมีหุ้นสามัญประมาณ 657 บริษัท กองอสังหา 62 บริษัท มีมูลค่าตลาดเฉพาะหุ้นประมาณ 15 ล้านล้านบาท ตลอดปี 2559 ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 53,000 ล้านต่อวัน สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ และมีสภาพคล่องการซื้อขายสูงสุดในตลาดอาเซียนติดต่อกันปีที่ 5 (อีกความหมายคือเก็งกำไรกันสูงที่สุด) นี่ควรจะส่งผลดีต่อบริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้น หากไม่โดนกระทบจากการลดลงของค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ที่ค่อย ๆ ลดลงตามการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป มองตลาดหุ้นไทยในภาพย่อย 
หุ้นที่โดดเด่นในปีนี้ คือหุ้นที่ย่ำแย่ในปีที่แล้ว เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ฟื้นตัว หุ้นเติบโตอีกหลายตัว กลุ่มที่แพ้ตลาดเช่น สื่อสาร ส่วนกลุ่มที่แย่กว่าตลาดมากคือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีสังคม เทคโนโลยี เช่น กลุ่มทีวี สิ่งพิมพ์ 
ตลอดปี หุ้นที่เป็นทั้งโอกาสและวิกฤติในเวลาเดียวกันคือหุ้น IPO ทั้งปีมีหุ้น IPO เข้ามาระดมทุนซื้อขายในตลาดหลายตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็กและกลาง ทำให้มูลค่าการระดมทุนไม่มากเท่าที่ควร และแทบทุกตัวขายในราคาที่สูงมาก (เปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในตลาดเดิม) ที่หนักกว่านั้น เปิดตลาดมา ทุกตัวยังเปิดซื้อขายในราคากระโดด ตัวที่พื้นฐานดีจริง ราคาก็ไปต่อได้ พื้นฐานด้อย ราคาก็ถอยกลับลงไปได้มาก สวรรค์ นรก อยู่ใกล้ๆกันในตลาดหุ้น จากสถานการณ์เช่นนี้ การันตีได้เลยว่าในปีต่อไป จะมีหุ้นเข้าใหม่ต่อคิวรอเข้าตลาดอีกมาก เพราะเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่าย win win ทั้งเจ้าของบริษัทที่ขายหุ้นได้ราคาแพงมากๆ ที่ปรึกษาทางการเงินได้เงิน (ตามเปอร์เซ็นต์ของยอดระดมทุน) ผู้รับประกันการจำหน่าย มาร์เก็ตติ้งได้ลูกค้า รายย่อย ผู้มีอุปการคุณได้ส่วนต่างราคา และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ได้หน้า
ผลตอบแทนพอร์ตส่วนตัวของผม ยังน่าพอใจ ชนะตลาดติดต่อกันเป็นปีที่ 13 จาก 17 ปีที่ลงทุนแบบวีไอ ผลตอบแทนที่ชนะตลาดพอประมาณ แต่น้อยกว่าอดีต มาจากหลายสาเหตุ ด้วยขนาดพอร์ตรวมที่ใหญ่ขึ้น การบริหารเงินยากขึ้น หุ้นที่ถือสัดส่วนเยอะไม่ perform เท่าที่คาดหวัง รวมถึงการถือเงินสดประมาณ 30-40 % นานมากกว่าครึ่งปี ซึ่งในระหว่างนั้นดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 20% รวมถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นเวียดนาม 10% ของพอร์ต ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก 
[ตลาดหุ้นเวียดนามให้ผลตอบแทนรวมประมาณ 18 % ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก แต่เกิดจากการเพิ่มของหุ้นขนาดใหญ่ ไม่ใช่หุ้นขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่ผมซื้อ ปีนี้ได้เปลี่ยนกลยุทธ์จากซื้อหุ้น PE ต่ำมาเป็นหุ้นปันผลสูง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะหากพื้นฐานไม่ดี กำไรลดลง ปันผลย่อมลดลงด้วยในที่สุด แถมราคายังลดลงมากกว่า ปีหน้าอาจต้องปรับกลยุทธ์มาเน้นหุ้นพีอีต่ำ และหุ้นคุณภาพดี ราคาเหมาะสมมากขึ้น นอกจากนั้นหุ้นที่ถือหลายตัว ราคาลดลงมากกว่า 50 % ซึ่งเกิดจากปัญหาธรรมภิบาลทั้งสิ้น โดยเฉพาะบริษัทเอกชนขนาดเล็ก เป็นสิ่งที่พบได้ในตลาดหุ้นชายขอบ (frontier market) การกระจายการถือหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง จึงยังเป็นสิ่งจำเป็น แม้ผลตอบแทนที่ได้ยังไม่ดี แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะล้มเลิกลงทุน เพราะเห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจประเทศเวียดนามยังเติบโตได้ดี ภูมิศาสตร์ได้เปรียบ ประชากรมีคุณภาพ มีกำลังซื้อ สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเรียนรู้ต่อไป]
กลยุทธ์การจัดพอร์ต ส่วนใหญ่ยังเน้นหุ้นขนาดเล็ก มีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อ hedge พอร์ตบางส่วนในช่วงเวลาที่สถานการณ์ไม่แน่นอน มีการกระจายการถือหุ้นมากขึ้น โดยถือหุ้นไทยประมาณ 54 ตัว (รวมหุ้นที่ออกจากตลาด 2 ตัว) และหุ้นเวียดนามประมาณ 35 ตัว การกระจายการถือหุ้นแบบนี้ ข้อดีคือทุกๆปีจะมีหุ้นที่ perform ดีเสมอๆ ซึ่งทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ รวมถึงเปิดโอกาสให้เราผิดพลาดได้ ในหุ้นบางตัวที่ให้ผลตอบแทนแย่ ทำให้พอร์ตรวมไม่กระทบมากเพราะมีหุ้นที่ดีคอยพยุงเอาไว้ แต่การกระจายการถือหุ้นต้องแลกมากับข้อเสีย การกระจายเป็นสัญญานบ่งบอกว่านักลงทุนอาจไม่เข้าใจบริษัทอย่างถ่องแท้ ไม่แน่ใจในพื้นฐานของหุ้นที่ถือ ดังนั้นจึงต้องกระจายการถือเพื่อลดความเสี่ยง แต่นี่ก็ต้องแลกมากับผลตอบแทนที่ไม่หวือหวาด้วย คนที่ใช้แนวทางนี้ ไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนสูงๆมากได้นอกจากนั้นการติดตามหุ้นหลายตัว เป็นภาระค่อนข้างหนัก ต้องใช้เวลามาก และแน่นอนว่าคงมีความรู้ในพื้นฐานของหุ้นไม่เท่ากับคนที่ติดตามหุ้นน้อยตัว
กลยุทธ์การจัดพอร์ต ว่าควรเป็นแบบ focus มีหุ้นน้อยตัว หรือกระจายถือหุ้นหลายตัว แบบใดดีกว่ากัน เป็นสิ่งที่นักลงทุนถกเถียงกันมาเนิ่นนาน และน่าจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป คนที่ใช้กลยุทธ์การถือหุ้นน้อยตัว คิดว่า “แทนที่จะกระจายใข่ใส่ในหลายตระกร้า ทำไมไม่ใส่ไว้ในตะกร้าเดียว และดูแลมันอย่างดีที่สุด” ที่ผ่านมาหลายคนที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ ทำผลตอบแทนได้สูงมาก มากจนกระทั่งมันเป็นแบบอย่างให้คนหลายคนทำตาม เพราะเห็นตัวอย่างคนที่ทำสำเร็จ และผมก็ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิด ตราบใดที่นักลงทุนที่ทำอย่างนั้น ต้องตระหนักรู้ว่าผลตอบแทนที่สูง ไม่ได้มาแบบไม่มีเหตุผล แต่มาจากการเพิ่มความเสี่ยง เมื่อยินดีที่จะได้รับมากๆ เมื่อพลาด ก็ต้องยอมรับที่จะเสียมากๆด้วย ไม่ใช่ผิดพลาดแล้วโทษโชคชะตา ฟ้าดิน อคติการรับรู้ อาจทำให้เรามองเห็นแต่คนที่ทำได้ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รอด เพียงแต่คนที่ไม่รอดไม่ได้พูด คนพูดคือคนที่รอด 
ตลอดทั้งปี 2559 มีเรื่องราวในตลาดหุ้นที่น่าติดตาม เป็นกรณีศึกษาหลายเรื่อง ที่ผมอยากจะพูดถึง เพื่อที่ว่าเผื่อเราจะได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง
การบูมของตราสารอนุพันธ์ ที่มีหุ้น ดัชนีหุ้น สินค้าอื่นๆ เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น TFEX DW ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นสูงขึ้นทุกปีๆ สินค้าเหล่านี้บางอย่างสร้างมาด้วยเจตนาที่ดีเพื่อใช้ปกป้องความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง มันกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือเร่งผลตอบแทน แม้มีคำเตือนว่าผลตอบแทนสูง มาพร้อมความเสี่ยงที่สูง แต่อคติการรับรู้ ทำให้นักลงทุนจำได้เพียงแค่ประโยคแรก คำว่า “ทวีกำไร หรือ ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น ขาลง” จะถูกจดจำได้มากกว่าคำว่า “ทวีขาดทุน – ฉิบหาย ได้ทั้งขาขึ้นขาลง” สินค้าอนุพันธ์บางชนิดมีสภาพการซื้อขายที่สูงกว่าปกติ เพราะมี market maker คอยควบคุม กลไกที่บิดเบือนนี้ จะยั่งยืนได้อีกนานแค่ไหน สำหรับนักลงทุนที่รอบคอบ นี่เป็นของเล่น (อันตราย) ของความโลภที่ควบคุมไม่ได้ ก็เท่านั้น
กูรู โค้ช ครองเมือง ในยุคที่อิสรภาพทางการเงิน เป็นสิ่งที่ผู้คนร่ำเรียกหามากที่สุด อาชีพที่ผุดเป็นดอกเห็ดคือ “ผู้นำพา” หรือ กูรู โค้ช อาจารย์ ตามแต่จะเรียกกัน เป็นผู้มีหน้าที่ชี้ทาง โค้ชชิ่ง ทำให้หนทางสู่อิสรภาพทางการเงินง่ายขึ้น เร็วขึ้น เสมือนชี้ทางลัด ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี หากคนสอนรู้จริง สอนในสิ่งที่ถูกต้อง เอาไปใช้ได้จริง แต่ถ้าไม่ คนที่ไปเรียนย่อมเสียเงิน เสียทอง เสียเวลาเปล่าๆ ฉุกคิดสักนิด อิสรภาพทางการเงินที่ว่า เป็นของใครกันแน่ ของอาจารย์หรือของศิษย์ ที่แย่กว่านั้นคือครูสอนแบบผิด ๆ ทำให้คนเรียนหลงทาง ซึ่งจะทำลายชีวิตการลงทุนตลอดไป หากคิดจะไปเรียนคอร์สการเงินเหล่านี้ ผมมีข้อสังเกตแนะนำเล็กๆน้อยๆ ดังนี้
1. เจตนาชักจูงให้เกิดความโลภ เป็นสัญญานแรกที่ไม่ดี การวางแผนการเงิน การลงทุน ควรเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ ใช้เวลา ไม่ใช่รวยเร็วๆ ทันใจ พึงระลึกว่าจุดตายทางการเงิน การหลอกล่อ การโกงทุกคดี มักใช้ความโลภเป็นเหยื่อล่อให้ผู้คนติดกับ จงระวังประโยค เช่น “รวยพันเปอร์เซ็นต์ใน 60 วินาที” “เริ่มจาก 300 บาท กลายเป็น 1 ล้าน” “รวยภายใน 24 ชม” 

2. ถ้าคนสอนเก่งจริง ทำไมต้องหาเงินจากการสอน คิดสักนิด โดยเฉพาะคอร์สที่ราคาแพงๆ หากคนสอนทำได้เหมือนที่โชว์เวลาสอน คงมีเงินเป็น พันล้าน หมื่นล้าน ทำไมต้องเสียเวลา มาหาเงินเล็กๆน้อย จากนักเรียน จากประสบการณ์ตรง ผมไม่เคยเจอเซียนหุ้นตัวจริง สอนเพื่อเงินสักคน เพราะถ้าเก่งจริงเขาสามารถทำเงินจากหุ้น ได้มากกว่าการสอนมากๆ 

3. มีแต่ตัวอย่างซ้ำๆ เคสในอดีตที่ทำสำเร็จ แล้วหลังจากนั้นล่ะ กรณีที่ไม่สำเร็จล่ะ อย่าลืมว่า แม้คนโง่ที่สุด ยังเคยมีวันดีๆ แต่คนที่สำเร็จจริง ต้องทำได้บ่อยๆ

4. โปรไฟล์คนสอน ไม่ใช่เรื่องหน้าตา ชาติตระกูล การศึกษา แต่สำคัญที่สุดคือผลงานที่ประจักษ์ชัด ถ้าหากเป็นเรื่องหุ้น ก็ควรจะมีชื่อติดผู้ถือหุ้นใหญ่หลายๆบริษัท (ไม่ใช่เอาเงินค่าสอน ไปซื้อหุ้นเล็กๆ ให้ติดชื่อ แล้วนำมาเป็นโปรไฟล์,บางคนเคยให้สัมภาษณ์มันนี่ชาแนลครั้งเดียว อุตสาห์เอามาเป็นโปรไฟล์)
Solar drama หุ้นพลังงานทดแทนที่โด่งดังที่สุด เพราะมีนักลงทุนรายใหญ่หลายคนเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก ในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้นักลงทุนหลายคนแห่เข้าไปซื้อตาม ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก ต่อมาเมื่อเจ้ามือตัวจริงหรือผลกำไร ไม่มาตามที่คาด ประกอบกับมีคำถามเรื่องธรรมภิบาลในหลายเรื่อง นักลงทุนรายใหญ่เริ่มทยอยขาย เมื่อข่าวถูกแจ้งตลาด นักลงทุนอื่นๆ รู้ข่าวและตกใจ เทขายด้วย ทั้งรายใหญ่ รายย่อมพร้อมใจกันขาย ทำให้ราคาลดลงอย่างมาก สร้างความเสียหายให้กับหลายคน เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวแบบนี้ ประการแรก พึงจำไว้ว่า เซียนย่อมผิดพลาดได้ แม้เซียนหลายคนเห็นพ้องกัน ก็ยังผิดพลาดมาแล้ว เซียนผิดพลาด รีบยอมรับและตัดสินใจตัดขาดทุน แล้วคนซื้อตามล่ะได้ทำหรือเปล่า เหตุผลตอนซื้อ ยังอยู่เหมือนเดิมไหม ประการที่สอง ที่สุดแล้วกำไรคือปัจจัยที่พยุงราคาหุ้นได้อย่างแท้จริง จะเซียนกี่คนช่วยกันดัน สุดท้ายก็สู้เจ้ามือตัวจริงไม่ไหว ประการที่ 3 ถึงแม้วิธีการวิเคราะห์หุ้นจะถูก แต่ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ผิด ผลลัพธ์ก็ย่อมผิดด้วย และข้อมูลก็มาจากผู้บริหาร ดังนั้นคุณภาพผู้บริหารสำคัญถึงสำคัญที่สุด
ศัพท์การลงทุนแปลกๆ ปีนี้หรือปีไหนๆ เราจะได้ยิน ได้ฟัง ศัพท์ใหม่ๆที่ผู้คนประดิดประดอย สร้างสรรค์กันออกมา เร็วๆนี้นี้เราได้ยินคำว่า Fintech, Brexit, Block chain, EV, Crow funding, Start up, Co working space สารพัดที่เรียกกัน แน่นอนว่าหลายคำเป็นเพียงแฟชั่น ไม่นานก็จะเลือนหายไป แต่หลายอย่างจะกลับกลายเป็นแนวโน้มจริง สำหรับนักลงทุน ไม่ควรตื่นเต้นไปตามกระแสเหล่านี้ แม้มันเกิดขึ้นจริง ก็ยังพอมีเวลาที่จะปรับเปลี่ยนการลงทุน นักลงทุนบางท่าน อาจสนใจลงทุนในธุรกิจ Start up โดยตรง ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่พึงระลึกว่าอัตราความสำเร็จที่อยู่รอดของ Start up จนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้มีต่ำมากๆ อย่าให้ผลตอบแทนสูงๆที่เกิดขึ้นกับบางบริษัทอันน้อยนิด ทำให้เกิดภาพลวงตาของความสำเร็จ ผมจะรอให้ธุรกิจ Start up เหล่านี้ ประสบความสำเร็จ เข้าตลาดหลักทรัพย์เสียก่อน ค่อยเข้าไปซื้อขายดีกว่า แม้จะได้ผลตอบแทนน้อย แต่ความเสี่ยงก็ต่ำกว่ามาก
อินไซเดอร์ อย่างที่หลายคนทราบ ผมได้ประกาศไม่ใช้ข้อมูลภายในหรืออินไซเดอร์ในการซื้อขายหุ้น เมื่อหลายปีมาแล้ว รวมถึงประกาศไม่เยี่ยมบริษัท เมื่อปีที่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมามีข้อมูลอินไซเดอร์ 2 บริษัท ที่เข้ามาพิสูจน์ [เรื่องราวต่อไปนี้ สมมุติว่าเป็นเรื่องจริง..] บริษัทแรก เพื่อนรุ่นน้องที่เคารพ โทรมาบอกว่าบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง จะมีงบไตรมาสที่จะประกาศอลังการมากๆ เป็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน หากผมซื้อ ก็น่าจะได้กำไรมากพอสมควร เพราะแค่วันนั้นหุ้นก็ขึ้นถึง 7 % แล้ว พองบออกมา ก็เป็นจริงตามตัวเลขที่บอก แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไร บริษัทนี้ผมชนะ แต่อีกบริษัท เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพ โทรมาบอกว่า บริษัทแห่งหนึ่งที่ผมลงทุนอยู่เยอะ กำลังจะมีข่าวดีมากๆ เร็วๆนี้ ผมซึ่งในขณะนั้นกำลังซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่ม เมื่อได้ข้อมูลใหม่ ผมซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% จากที่ตั้งใจจะซื้อ หลังจากวันนั้น หุ้นยังเพิ่มขึ้นอีก และวันที่ออกข่าว หุ้นขึ้นถึง 22% สองวันหลังผมไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ผมยังรู้สึกผิด ผลประโยชน์เพียงน้อยนิด ปล่อยให้ข้อมูลอินไซด์และความโลภมีผลต่อการซื้อขาย ผมหวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ข้อมูลอินไซเดอร์มีผลต่อการซื้อขายของผม [ถึงเพื่อนๆที่ปรารถนาดีต่อกัน หากรู้ข่าวอินไซเดอร์ ไม่ต้องโทรมาบอกผมนะครับ จะขอบคุณมาก … 😛 ]
เรื่องไม่จริงที่ผมเล่านี้ ก็สะท้อนความจริงบางอย่างของตลาดหุ้น ของนักลงทุนไทย ประการแรก ทุกการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ผิดปกติ มีโอกาสเป็นอินไซเดอร์สูงมาก ผมอยู่ห่างไกลจากตลาด ไม่ได้คบหาเพื่อนมากมาย ยังได้รับข้อมูลขนาดนี้ แล้วคนที่แสวงหาล่ะ..ตลาดที่ควรจะเป็นหรือตลาดในอุดมคติ คือตลาดที่ทุกคนได้รับข่าวสารเท่าเทียมกัน วัดกันที่ใครวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีกว่ากัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกมากที่ “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” ในทางที่เอาเปรียบคนอื่น ประการที่สอง การต่อสู้กับความโลภ ยังเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ผมซึ่งมีขนาดพอร์ตระดับที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองในการดำรงชีพแล้ว ยังติดกับ แล้วคนอื่นที่อยู่ในช่วงพอร์ตเล็กๆ กำลังก่อร่างสร้างตัว หากมีโอกาสทำเงินมากๆ (จากอินไซเดอร์) คุณคิดว่าเขาจะทำไหม มีโอกาสมากไหมที่เขาจะทำ สิ่งที่ผมอยากพูดกับตัวเองและคนอื่นคือ หากคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณต้องรวย หรืออย่างน้อยไม่จนแน่ๆ เพราะใช้วิธีการลงทุนที่ถูกต้อง มันจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้คุณเดินเร็วขึ้น แต่หากวันหนึ่งคุณประสบความสำเร็จ และมองย้อนมาในสิ่งที่คุณได้กระทำ คุณจะบอกลูกอย่างภูมิใจ คุณจะยิ้มให้กับตัวเองอย่างภูมิใจได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณได้ทำอย่างไร ในวันนี้..
หุ้นเติบโต & หุ้นวีไอ ในอดีตผมเชื่อว่าหุ้นเติบโตคือหุ้นคุณค่า การที่บริษัทมีคุณภาพ สามารถเติบโตได้มาก นั่นคือคุณภาพอย่างหนึ่ง แม้เราซื้อหุ้นในราคาแพงสักหน่อย แต่ไม่ช้ากำไรจะเติบโตขึ้น จนไล่ทันราคาที่เราซื้อ แต่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ เส้นแบ่งระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า เริ่มแบ่งแยกชัดเจนมากขึ้น หุ้นเติบโตหลายตัว แม้เติบโตได้ดีก็จริง แต่ถูกซื้อขายในระดับ PE ที่สูงจนไม่อาจเรียกว่าเป็นหุ้นคุณค่าได้ แนวโน้มนี้อาจเหมือนในต่างประเทศ ที่หุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่าแบ่งแยกกันค่อนข้างชัดเจน แต่มันไม่สำคัญว่าจะเป็นแบบไหน สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือกำไร ในต่างประเทศนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายคน ก็ประสบความสำเร็จด้วยหุ้นเติบโต แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจะรู้คืองานวิจัยหลายชิ้น บ่งบอกว่า ในระยะยาวหุ้นคุณค่ามักให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต เมื่อหุ้นในกลุ่ม Nifty-Fifty ซื้อขายในระดับ PE ที่สูงมาก สุดท้ายตลาดก็เริ่มรับรู้ว่าเป็นการคาดหวังการเติบโตที่ดีเกินจริง ส่งผลหลายปีถัดจากนั้น หุ้นกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดมาก อีกเหตุผลนึงที่หุ้นเติบโตได้รับความนิยมมากในช่วงหลัง คือกลยุทธ์ “ดักซื้อก่อนกองทุน” ปัจจุบันกองทุนในประเทศไทยเติบโตขึ้นมาก มีเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะกองทุนส่วนบุคคล (Private fund) เกิดปรากฏการณ์ searching for yield ภายใต้สถานการณ์ดอกเบี้ยตกต่ำ ดังนั้นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนดี มีอยู่ไม่มาก นั่นคือการลงทุนในหุ้น หุ้นที่เหมาะกับกองทุนคือหุ้นที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูง มีการเติบโตที่แน่นอนสูงมาก และมีธีมการขยายไปต่างประเทศ ราคาแพงหน่อยไม่สำคัญ นี่น่าเป็นเหตุผลหลักที่กองทุนไล่ซื้อหุ้นเติบโตสูงหลายตัว ในราคาอนาคตที่สูงลิบลิ่ว นักลงทุนวีไออาศัยโอกาสนี้ ดักซื้อหุ้นประเภทนี้ ก่อนกองทุนจะมาไล่ซื้อ และนี่เป็นที่มาของการหากำไรจากหุ้นเติบโตก่อนที่กองทุนจะซื้อ
คุณนิติ โอสถานุเคราะห์ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์จัดอันดับเศรษฐีหุ้นประจำปี มีนักลงทุนที่น่าสนใจท่านหนึ่ง คนเดียวที่ไม่ได้ก่อตั้งธุรกิจเอง เป็นนักลงทุนที่รับบริหารพอร์ตต่อจากบิดา แต่สามารถสร้างพอร์ตเติบโตจนเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ของประเทศไทย พอร์ตหุ้นมูลค่าประมาณ 27,000 ล้านบาท นักลงทุนท่านนี้ลงทุนตามแนววิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแบบวีไอ ย้อนหลังไปประมาณ 10 กว่า ปี ผมยังพอจำได้ว่าพอร์ตของท่านมูลค่าไม่ถึง 1 พันล้านบาท นั่นเท่ากับว่าพอร์ตได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยที่แทบไม่มีการเปลี่ยนหุ้นเลย โดยหุ้นที่เป็นพระเอกที่ทำให้พอร์ตการลงทุนโตมากคือ MINT หรือ RGR เดิม รวมถึง HMPRO และหุ้นอีกหลายตัวที่ไม่มีนัยยะ นี่ทำให้เราพอสรุปได้ว่า การถือหุ้นระยะยาวทำให้รวยได้เลย แต่สำคัญที่สุด ต้องถือหุ้นให้ถูกตัว และสำหรับประเทศไทย ผมไม่คิดว่า จะมีใครเชื่อ คนๆหนึ่งที่ไม่ได้มีกิจการของตัวเอง ไม่ได้รับธุรกิจจากพ่อแม่ อาศัยเป็นนักลงทุนเพียงอย่างเดียว จะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ขนาดนี้ นอกจากท่านนี้ ผมคิดว่ายังมีอีก 3-4 ท่าน ที่มีพอร์ตระดับหมื่นหรือเกือบๆจะหมื่นล้าน ว่าที่จริง ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นไปได้จริง หากเราเข้าใจสมการทบต้น ที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นในปีท้ายๆ เราจะไม่สงสัย การลงทุนแบบวีไอเพิ่งเผยแพร่ ได้รับความนิยมเพียงไม่เกิน 20 ปี หลายท่านยังมีความมั่งคั่งระดับนี้ มองไป 10 20 30 ปี ข้างหน้า เมื่อการทบต้นทำงานไปเรื่อยๆ… โลกจะเห็น นี่ไม่รวมความมั่งคั่งระดับพัน ร้อย หรือสิบล้าน อย่าสงสัย ว่ามันเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือเปล่า ดูไปที่เส้นชัยซิ.. อย่าเอาคำอ้างทั้งหลาย ..เกิดมาจน ..เงินน้อย มาฆ่าความฝัน แม้เงินน้อย เมื่อมันฉลาด มันจะโต เงินโง่ แม้มีมาก ที่สุดมันก็ลดลง เวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เมื่อเราอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง..
การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นที่เสียใจของพสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่สูญเสียพระมหากษัติย์ที่เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ภายใต้บรรยากาศแห่งการไว้อาลัย พิธีการ กิจกรรมต่างๆมากมาย อยากให้ประชาชนชาวไทย มองทะลุออกไป ถึงหลักการใช้ชีวิตที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างตลอดมา การใช้ชีวิตที่ต่ำกว่าฐานะ ความพอเพียง ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อตามกระแสสังคม ไม่ทำอะไรที่เกินฐานะตัวเองไปมาก ไม่สร้างหนี้สินเกินกว่าที่จะชำระได้ หากเพียงเรานำหลักการเหล่านี้ไปใช้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ต่อประเทศ นี่น่าจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างแท้จริง..
การใช้ชีวิต เมื่อผมได้ผ่านการลงทุนมาเกือบ 20 ปี ชีวิตล่วงเลยสู่วัยกลางคน ชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน ทองเพื่อกินอยู่แล้ว ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของเฮียคลายเครียดเรื่อง “โอ่ง 5 ใบ” ซึ่งเป็นบททดสอบว่าชีวิตหนึ่งมีความสมดุลหรือไม่ โอ่งแต่ละด้านในมุมมองของผมเป็นอย่างนี้
1.การงาน เงินทอง ผมคิดว่าชีวิตนี้สมบูรณ์พร้อมแล้ว

2.ครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนฝูง เป็นไปตามที่สมควรจะเป็น ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ ช่วยเหลือญาติมิตรตามสมควร มีเพื่อนฝูงที่ปรึกษาหารือกันได้

3.สุขภาพร่างกาย เสื่อมถอยไปตามวัยที่ควรจะเป็น ร่างการที่หยิบยืมมา ที่ไม่รู้ว่าจะโดนทวงคืนเมื่อไหร่ ที่ทำได้คือตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

4.สุขภาพจิต ไม่มีอะไรกดดัน บีบคั้น สามารถควบคุมความกลัว โลภ ได้ตามสมควร

5.การทำเพื่อคนอื่น เพื่อประเทศ เพื่อโลกนี้ ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น เมื่อคนที่มีกำลัง ศักยภาพที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่ยังไม่ทำ เราไม่อาจคาดหวังคนอื่นได้อีก จากนี้ตั้งใจว่าจะเน้นให้ความสำคัญในการช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสังคม มากขึ้นครับ
แล้วเพื่อนๆ ละครับ ที่กำลังเดินไปข้างหน้า เดินเต็มกำลัง สมดุลชีวิตของท่านเป็นอย่างไร อย่าลืมว่าขาดด้านใดด้านหนึ่ง แม้มีเงินทองมากมายท่วมหัว ท่านก็อาจสอบตกวิชาชีวิตนะครับ..
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=33509&start=2640

Advertisements