Money talk at SET 17/12/59
หัวข้อ1 “แนวโน้มหุ้นไทยปี 60” 

1)ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASP

2) คุณ มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MBKET

3) ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ
มองเศรษฐกิจโลก/ไทย ปีหน้าอย่างไร?

ดร.ก้องเกียรติ

มองว่าน่าสนใจ อเมริกาฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีเลือกตั้งได้ประธานาธิบดีใหม่

ประเด็นสำคัญที่ทรัพป์พูดถึง คือ

1.ความปรองดอง 2. การใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน อาจถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ 

กราฟหุ้นอเมริกาเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกับ สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำปรับลดลง 

(เงินเยน, พันธบัตรอเมริกา,สวิสฟรังก์,ทองคำ)

ทรัพป์เป็น Mr. inflation คือ เงินเฟ้อจะตามมา 

ดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารพาณิชย์อเมริกา จะดีขึ้น ผ่านมาเดือนเศษ 

ขึ้นมาเยอะกว่า 20-30% เช่น โกลแมน แซค +40% 

โลกกำกลังกลับข้างจากเดิมที่เงินนักลงทุนอยู่หุ้น internet เช่น facebook google apple

เงินจะย้ายไปอยู่หุ้นที่เกี่ยวข้องการก่อสร้าง ธนาคารพาณิชย์ แทน

ปีหน้า FED จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 รอบ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เศรษฐกิจอเมริกาเป็นขาขึ้น

ยุโรปฟื้นอย่างช้าๆ แต่มีโอกาสเม็ดเงินจะลงทุนจะสูงขึ้นตามหลังอเมริกา 

เช่น ดอยซ์แบงค์ เคยตกไป 10 ยูโร จนเล็กเกือบเท่าแบงค์ไทย 

มีข่าวใกล้ล้มละลาย วันนี้ราคากลับขึ้นไปเกือบ 20 ยูโร 

หรือ เครดิตสวิส ที่เคยอยู่ 10 ยูโรเหมือนกัน แต่ก็ขึ้นมา 60-70% แล้ว

ตลาดหุ้นฟื้นก่อนเศรษฐกิจเสมอ หุ้นเวลาขึ้นเยอะ 

ญี่ปุ่น – ดัชนีฟื้นขึ้นอย่างแรง หลังค่าเงินเยนอ่อน ส่งออกจะดีขึ้น 

ธนาคารใหญ่สุดอย่าง มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ราคาหุ้นขึ้นกว่า 50% 

จีน – ได้ประโยชน์จากรอบนี้ไม่เยอะมาก ค่าเงินหยวนอ่อนมาก 

และมีคนมองว่าปีหน้าจะอ่อนกว่านี้ 

โดยรวมจีนค่อยๆฟื้น แต่การเติบโตยังอยู่ในระดับสูง ราว 6%

ไทย – ปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ จากการลงทุนสาธารณูปโภค ประกวดโครงการต่างๆ
สกุลเงินอื่นเทียบกับดอลลาร์อ่อนลงหมด เงินจะไหลไปสู่สินทรัพย์ที่แข็งแรง หุ้น อสังหา 

ค่าเงินเอเชียก็จะอ่อนลงไป เป็นผลดีกับการส่งออก แต่ก็ต้องแย่งตลาดกัน 

ราคาโภคภัณฑ์ก็ฟื้นตัวจากเงินเฟ้อ แต่ทองคำราคาลงเพราะเงินย้ายไปหาสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงกว่า
มีข้อมูลน่าสนใจจากนักวิเคราะห์ เป็น ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยง ย้อนหลัง 10 ปี 

ผลตอบแทน ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยง => SET 0.96 หน่วย ทองคำ 0.47 

น้ำมันดิบ BRENT 0.15 พันธบัตรไทย -6.42

สรุปได้ว่าว่าถ้ามองระยะยาวหุ้นดีกว่าสินทรัพย์อื่นอยู่แล้ว 

ถ้าไปดูผลตอบแทนตลาดหุ้นอื่นก็คงเป็นตัวเลขที่ต่างกัน แต่น่าจะดีกว่าสินทรัพย์อื่น
คุณมนตรี

ความกังวลใหญ่ คือ การค้าระหว่างประเทศ การที่แต่ละประเทศสนใจความต้องการตัวเองเป็นหลัก เห็นได้จาก

1.สัญญาณ BREXIT อังกฤษเคยอยู่นอกยุโรปช่วงหนึ่ง พอมองว่ามีภาระพอสมควร จึงแยกตัวออกมาเป็น BREXIT

2.อเมริกาก็เช่นเดียวกัน ฟังทรัมป์ทีแรกก็เป็นห่วง เอาอเมริกาเป็นหลักก่อน ซึ่งหลายเรื่องกระทบการค้า 

หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การจ้างงานในประเทศ แทนส่งเสริมให้จีนหรือเม็กซิโกผลิต 

ซึ่งจะนำไปสู่แต่ละประเทศจะดูแต่ตัวเองมากกว่า ทำให้เกิดคำถามว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ผลอย่างไร 

เช่น ตั้งกำแพงภาษี ให้การผลิตในประเทศมากขึ้น 

ซึ่งเป็นสิ่งทีฝืนทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ผลิตจากแหล่งที่ค่าแรงต่ำกว่า 

อย่างไรก็ตามหลังเลือกตั้งได้แล้วทรัมป์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคงไม่ขนาดนั้น

ถ้าจะให้เศรษฐกิจยืนได้ คงต้องใช้แนวทางดอกเบี้ยต่ำไว้ก่อน มูลค่าสินทรัพย์สูง 

แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้น มูลค่าสินทรัพย์ตกต่ำลง อำนาจซื้อต่ำลง

คำพูดทรัมป์ที่เอามาขยายกันคือ “ยอมรับไม่ได้ ที่เงินในธนาคารไม่มาทำงาน” 

จากที่เชื่อว่าโลกต้องอยู่ในระดับดอกเบี้ยต่ำ กลายเป็นยุคที่คิดว่าจะเกิดเงินเฟ้อ 

ดอกเบี้ยพันธบัตรอเมริกาขึ้นค่อนข้างสูง ใครถือพันธบัตรสิบปีไว้จะขาดทุนค่อนข้างสูง

พวกที่หน้าตั๋วมีดอกเบี้ยต่ำๆ มูลค่าจะลดลง เงินเฟ้อส่งผลให้กำลังซื้อคนอาจจะตกต่ำลงได้
มียุคหนึ่งที่เราเคยกังวลว่าเงินเฟ้อ น้ำมันแพง หุ้นที่เกี่ยวกับโภคภัณฑ์ก็กลับมาน่าสนใจ 

รวมทั้งธนาคาร และด้วยความที่ทรัมป์เป็นนักธุรกิจก็น่าจะมีช่วงที่เป็น honeymoon period ได้

คุณสุกิจ(maybank) เคยบอกว่าผลเลือกตั้งถ้าออกมาเป็นฮิลารี 

ตลาดจะขึ้นแล้วลงได้ (gain before pain) 

แต่ถ้าทรัพป์ได้จะเป็นลงก่อนแล้วขึ้น(pain before gain)

มีสัญญาณที่จะสร้างหนี้เพิ่ม ต้องจับตามอง แต่ก็น่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาทุกครั้งต้องพูดถึงเรื่อง FED ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งล่าสุดได้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

และปีหน้าจะขึ้นอีก 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ซึ่งถ้าไม่มีปัจจัยอื่นมาเปลี่ยนมันเป็นสัญญาณไม่ดีกับตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม มาตรการอื่นที่จะเข้ามาช่วยเอื้อ เช่น ลดภาษีนิติบุคคลในอเมริกา 

ต้องจับตาดูว่าประเทศอื่น จะมีแรงต้านทานได้ดีพอไหม
ดร.นิเวศน์

มองว่าเศรษฐกิจหลายปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนไปจากอดีต 

เช่น การส่งออก เห็นชัดว่าตกต่ำเกือบทั่วโลก แต่เศรษฐกิจไปได้

แสดงว่าสินค้าที่จับต้องได้เริ่มมีการบริโภคสัดส่วนน้อยลง เพราะประสิทธิภาพมันดีขึ้นมาก 

เช่น สมัยนี้คนบริโภค TV น้อยลง ราคาไม่เท่าไร หรูหราใหญ่โต อีกทั้งเราก็ดู internet ได้

โลกคนยุคใหม่ใช้เงินกับสิ่งที่ไม่เป็นสินค้า เป็นการบริการมากขึ้น 

ทำให้ดูเหมือนเศรษฐกิจโลกโตช้า แต่คนมีความสุขเหมือนเดิมได้

ตั้งแต่ปี 2008 ที่เกิดวิกฤติที่อเมริกา ดัชนีหุ้นขึ้นอย่างเดียวเกือบ 10 ปี และขึ้นเกือบทั่วโลก

สมัยก่อนประเทศไหนดี หุ้นขึ้น ประเทศไหนไม่ดีหุ้นตก 

ตอนหลังทุกประเทศขึ้นเหมือนกันหมด สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องทางการเงิน

ประเทศใหญ่ทั้งหลายอัดฉีดเงิน และดอกเบี้ยลดต่อเนื่อง หุ้นก็ขึ้นต่อเนื่องเป็นประวัติศาสตร์

สมัยก่อนปันผลต้องน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ย เพราะปันผลมีโอกาสโต 

ดังนั้นคนซื้อหุ้นปันผลต่ำๆหวังว่าต่อไปจะโต แต่ผ่านไป 8 ปี ปันผลสูงกว่าดอกเบี้ย 

และที่หุ้นขึ้นเพราะคนก็ไปหาการลงทุนที่ดีกว่าดอกเบี้ย

หุ้นไทยที่ผ่านมากำไรไม่ค่อยขึ้นมาก แต่มีช่วงที่ลดภาษีบริษัทจดทะเบียนทำให้หุ้นขึ้นชัดเจน

อเมริกาก็กำลังจะทำเช่นกัน ต่อไปถ้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องก็น่าสนใจว่าคนที่ถือหุ้นจะทำอย่างไรต่อ

สรุป เศรษฐกิจขึ้นกับแต่ละประเทศ คิดว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับตลาดหุ้นมากนัก แต่ถ้าของไทยน่าจะทรงๆ
แนวโน้มหุ้นปี 60 เป็นอย่างไร?

ดร.ก้องเกียรติ

ภาพใหญ่ฝ่ายวิจัยฯมองว่าปีหน้า บลจ. กำไรสุทธิโต 7.8% yoy 

มี 5-6 กลุ่มใหญ่ 1) พลังงานดีขึ้น 9% 2) ธนาคาร +7% 3) วัสดุก่อสร้าง +5%

4) ICT -11% (จากค่า license ต่างๆ) 5) อสังหาฯ คละๆกันทั้งดีไม่ดี 6) ค้าปลีก คละๆกัน

ปี 59 กำไรสุทธิโต 34.9% ซึ่งทำให้หุ้นไทยปีนี้ขึ้นมา และปีหน้าคงโตต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันขึ้น ก่อสร้างมากขึ้น ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ค้าปลีกโตตาม GDP 

ณ ระดับหุ้นตอนนี้ PE 15 เท่า เทียบกำไรปี 60 

PEG 1.95 เท่า (PE ตลาดหุ้น หาร การเติบโตกำไรสุทธิ) PEG ต่ำกว่า 1 ถือว่าถูก

ประเทศที่ PEG ต่ำกว่า 1 เท่า อินเดีย อินโดนีเซีย จีน อังกฤษ 

ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงฟื้นตัวขึ้นมา จีนยังถูกแต่มีความกังวลเรื่องหนี้เสีย และไม่ค่อยเชื่อในตัวเลข

ดอกเบี้ย ไทยยังไม่เห็นสัญญาณที่จะขึ้นในปีหน้า อาจจะดูอีกทีปลายปีหน้า 

ปัจจัยลบคือ หุ้นไม่ถูก ถือว่าแพงกว่าที่อื่น 

ปัจจัยบวกคือ สภาพคล่องเยอะ เศรษฐกิจไทยยังโตช้าๆ 3% 

ถ้าผลกำไรบริษัทโต 7-8% หุ้นก็น่าจะโตได้ ซึ่งในปีนี้ก็มีทั้งหุ้นที่ตกและขึ้น

หุ้นขนาดกลางและเล็กเฟื่องฟู ยังไม่มีการปรับฐาน หรือสภาพคล่องหายก็อาจจะลงแรงกว่าหุ้นใหญ่

ส่วนเวลาฟื้นเงินเข้าหุ้นใหญ่ก่อน เพราะสถาบันไม่สนใจหุ้นกลางและเล็ก 
คุณมนตรี

ถ้ามองภาพรวมภูมิภาคแล้ว ประเทศไทยมีรากฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งสุดแห่งหนึ่ง

ฝ่ายวิจัยฯทำตัวเลขเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ของไทยบริโภคในประเทศราว 50% GDP

ส่งออกราว 10% GDP ซึ่งเราเคยฟังว่าพึ่งพาส่งออก 70% GDP ความเป็นจริงต้องหักนำเข้าด้วย 

ถ้าดูเศรษฐกิจสิงคโปร์ ส่งออกเกือบ 200% GDP

การท่องเที่ยวเราดีมาก เรื่องภัยแล้งที่เคยเป็นห่วงก็มีสัญญาณดี เพราะระดับน้ำอยู่ในระดับดี

ราคาผลิตภัณฑ์เกษตรก็น่าจะดีขึ้น เพราะช่วงที่ผ่านมาสะสม supply มาก

หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ราว 80% มีสัญญาณลดลง 

เพราะคนไม่สร้างหนี้ใหม่มากหลังรถคันแรก และทยอยคืนหนี้อยู่

การใช้จ่ายภาครัฐปีนี้ยังไม่มากนัก แต่มีการประมูลแล้ว ปีหน้าเงินน่าจะลงระบบมากขึ้น

การส่งออกขึ้นกับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

การลงทุนภาคเอกชนคาดหวังว่าน่าจะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำอยู่

คาดว่าเศรษฐกิจจะโต 3.5-4% ผลกำไรสุทธิบลจ.คาดว่าโต 10% 

กลุ่มที่จะคาดการณ์ยากหน่อยคือ กลุ่มพลังงาน บางอย่างเป็น mark to market 

ทำให้ตัวเลขกำไรปีนี้กระโดดเป็นพิเศษและปีหน้าดูต่ำไปนิดหน่อย

คิดว่าตลาดหุ้นไทยพ้นช่วง laggard ไปแล้ว การเมืองไทยตอนนี้ก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพที่ดี 

และกำลังจะมีการเลือกตั้ง ในการเปลี่ยนแปลงรัชกาลก็มีเสถียรภาพที่ดี

ตลาดหุ้นไทย PE 14 เท่า Forward PE 15.7 เท่า EPS growth ปี 60 10.8%

มองว่าเราไม่แพงกว่าที่อื่นเท่าไร เช่น Forward PE ประเทศรอบๆราว 10-15 เท่า 

ปัจจัยที่น่าจับตาปีหน้า 

การเลือกตั้งในฝรั่งเศส เยอรมัน การชูประเด็นเรื่องแยกตัวจะเกิดขึ้นไหม? จะมีผลโดมิโนไหม?

สรุปตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง ทั้งทุนสำรอง ระดับดอกเบี้ย 1.5% สถาบันการเงินก็แข็งแกร่ง
ดร.นิเวศน์

เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ดูผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ไม่เคยเกิน 8 แสนล้านบาท 

ปี 59 จะสูงกว่า 8 แสนล้านบาท เพราะการฟื้นตัวราคาพลังงานที่ปี 58 ตกลงไปเยอะ

ปี 60 โตต่อเพราะสมมติฐานคือบริษัทพลังงานจะโตค่อนข้างดี ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าราคาจะเป็นอย่างไร

ถ้าดู 5 ปีที่ผ่านมาของธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้างกำไรไม่ไปไหน ราคาหุ้นก็ไม่ค่อยไปไหน 

พวก ICT ปีหน้าจะต่ำลงไปอีก ที่ขึ้นมาเป็นเรื่องของเม็ดเงิน 

ถ้าคนเลิกเล่นหุ้น ต่างชาติขายหุ้นเยอะ ก็น่ากังวล พวกปัจจัยดอกเบี้ยอเมริกา fund flow น่าจับตา

ถ้าทรัพป์ลดภาษีบริษัทต่อเนื่องน่าจะช่วยได้เหมือนไทย 

หุ้นเติบโตยาวนานหลายปีแล้วไม่ลงก็น่าจับตา

คิดว่าหุ้นปีหน้า มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ แต่ยังไม่เห็น upside มากๆ 

ICT ก็ไม่ดี แบงค์ npl ก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ สินเชื่อก็เติบโตไม่สูง 

ขึ้นอยู่กับพลังงานถ้าน้ำมันลดลงก็หายไปอีก

ค้าปลีกก็โตได้บ้าง แต่คงไม่มากเหมือนสมัยก่อน

โรงพยาบาล ซึ่งมีตัวใหญ่หลายตัว แต่ดูโอกาสเติบโตเร็วๆไม่ง่าย 

ขึ้นกับลงโอกาสน่าจะพอๆกัน ราคาพลังงานอาจจะลงได้ด้วยซ้ำไป

Upside อาจพอไปได้แต่ไม่เยอะ downside สภาวะการเงินมีโอกาสรุนแรง 

เพราะเราอิงกับเม็ดเงินมากกว่า fundamental 
เม็ดเงินจะกลับเข้ามาไทยหรือไม่?

ดร.ก้องเกียรติ ยังมองไม่เห็น โอกาสที่เงินจะกลับมาตลาดหุ้นไย เพราะดอลลาร์แข็งทำให้เงินกลับไปอเมริกา 

อย่างจีนแนวโน้มเงินหยวนอ่อนไปเรื่อย นักธุรกิจจีนก็จะเอาเงินไปข้างนอก เช่นเดียวกับอเมริกา 

ที่ค่าเงินแนวโน้มคนจะเอาเงินเข้าไปลงทุนเพราะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจและได้ capital gain ค่าเงิน 

การที่อเมริกาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก 1.25% และการลดภาษีนิติบุคคลในอเมริกา เป็นเรื่องสำคัญ

อีกอย่างทรัพป์กำลังเจรจากับผู้ประกอบการICT ทั้ง CEO, Founder ในเรื่องการจ้างงานในประเทศ 

และเงินที่ไปอยู่ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีที่สูง อาจจะมีการเจรจาให้เกิดแรงจูงใจให้เอาเงินกลับมา 

รวมถึงการซื้อหุ้นคืนของบลจ.เพราะบริษัทมีเงินเหลือเยอะ ซึ่งทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นสูงขึ้น

มองว่าทรัพป์เข้าใจตลาดทุนดีและที่ปรึกษาแล้วคนก็เป็นผู้ที่อยู่ในวงการตลาดทุนอยู่แล้ว

แต่ก็มีคนมองว่าดัชนีดาวโจนส์ขึ้นต่อเนื่องก็น่าจะมีสะดุดบ้าง ตัวเลขทางจิตวิทยาคือ 2 หมื่นจุด

ตอนที่ดัชนีดาวโจนส์กว่าจะทะลุ 1 หมื่นจุด ใช้เวลา60 กว่า ครั้ง

โอกาสที่เงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย คงเป็นตามกลุ่ม emerging market 

เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ 1. หุ้นไทยถูกพอสมควร 2. ผลประกอบการน่าจะดีขึ้น

อาจจะมีเงินที่ไหลมาบ้างจากเงินที่เข้ามาให้ผู้จัดการกองทุนซื้อใน emerging market
ปี 60 ควรเข้าซื้อหุ้นตอนไหน?

คุณมนตรี ควรเข้าตอนหุ้นกำลังจะขึ้น… 

เงินสถาบันผลักดันตลาดหุ้นพอสมควร ต้องมอง 2 กลุ่มคือ ต่างประเทศ และในประเทศ

จุดที่เจ็บปวดสุดในหลายปีคือ ลงจากจุดสูงสุด 4 ม.ค. 1994 

จนมาถึง QE ก็มีเงินไหลออกต่อเนื่อง 5 ไตรมาส 2.4 แสนล้านบาท 

มีฟื้นตัว 1 ไตรมาส + กลับมา 3.7 หมื่นล้าน และตกต่ออีก 5 ไตรมาสอีก 1.87 แสนล้านบาท

รวม 11 ไตรมาส เงินไหลออก 3.9 แสนล้านบาท 

แต่ในระยะหลังเงินก็ไม่ไหลออกแรงเหมือนในอดีตแล้ว 

ส่วนเงินสถาบัน ก็ยังมีเงินสะสมเข้ามาช่วยตลาดหุ้นไทยจากนักลงทุนรายย่อย

ปีหน้าขอฟันธงว่าเป็นปีที่ไม่แน่นอน คิดว่าช่วงต้นจะได้ผลจาก honey moon period 

คงต้องมาจับตาความเสี่ยงระหว่างปี
ให้คะแนนตลาดหุ้นไทย ปี 60 ตั้งแต่ 0-10 คะแนน

ดร.ก้องเกียรติ 

ตลาดหุ้นไทยให้ 5 คะแนน ขึ้นมาเยอะ และเริ่มแพง สภาพคล่องเยอะ 

ตลาดพัฒนาให้ 8-9 คะแนน
คุณมนตรี 

ปีก่อนให้ 6 คะแนน คาดกำไรบริษัทโต 18% 

แต่ปีนี้คาดกำไรบริษัทโต 10% เป้าดัชนี 1670 จุด มีความผันผวน ให้คะแนน 5 คะแนน 
ดร.นิเวศน์ 

สองปีก่อนทายถูกเพราะหุ้นไทยปีก่อนติดลบ ปีก่อนทายแย่ แต่กลับดี 

ปีหน้าถ้าทายต่ำติดกัน 3 ปีคงถูกสักปี ให้ 4 คะแนน

หัวข้อ 2 หุ้นเด่นไทยปี 60 มุมมองของสุดยอดนักวิเคราะห์

1) ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรินีตี้

2) คุณ สุกิจ อุดมสิริกุล กรรมการผู้จัดการ บล.เมย์แบ้งค์กิมเอ็ง

วิพากษ์โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ
พูดถึงหุ้นเด่น…

ดร.นิเวศน์ 

หุ้นเด่น มี 3 มิติ 

มิติ 1 การเติบโตรายได้,กำไร 

มิติ 2 ความแข้มแข็ง ความสามารถแข่งขัน 

มิติ 3 ราคา ความถูกแพง
มีหุ้นเด่นในปี 60 ไหม?

ดร.วิศิษฐ์ 

มีบางช่วงที่หุ้นเด่นปรากฏ อยู่ที่ช่วงที่ valuation น่าสนใจ ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง

ปีหน้า fund flow มีโอกาสกำหนดทิศทางตลาทุน 

มีผลกับราคาหุ้น 3 อย่าง 1) EPS 2) ส่วนชดเชยความเสี่ยง equity risk premium คำนวณยาก 3) อัตราส่วนลด (discount rate) 

เป็นตัวหาร ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องสนใจภาค macro เพื่อให้คำนวณได้ถูกต้อง

Growth จากภายในและภายนอก ถ้าดูจาก fund flow อเมริกามีการเติบโตดี ตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานธิบดี US dollar แข็งขึ้น 5% 

เทียบเงินสกุลอื่น เงินบาทอ่อนลง 2% พันธบัตรระยะสั้นขายออก 8 หมื่นล้าน ระยะยาวขายออก 2 หมื่นล้าน 

บ่งบอกว่านักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตรองรับนโยบายที่เปลี่ยนไป

1) ลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15-20% แต่ต้องไป debate ในสภาครองเกสอีกครั้ง 

ผลที่จะได้คือ ภาษีลดลง กำไรต่อหุ้นจะเพิ่ม เป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญ

2) ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาจาก 39% จะเหลือ 33% บุคคลธรรมดาจ่ายภาษีลดลง จะมีกำลังจับจ่ายมากขึ้น

3) Homeland investment act บริษัทที่มีรายได้นอกสหรัฐถ้านำเงินเข้าจะโดนภาษีราว 30% จะลดลงเหลือแค่ 10-15% 

ทั้ง 3 นโยบายภาษีนี้ทำให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้น มีเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้น 2.1 หมื่นล้านเหรียญในสัปดาห์เดียว ซึ่งมาจาก 

– เงินสดที่มีของกองทุน ปกติ fund manager จะมีเงินสด 6-7% เมื่อเลือกตั้ง มีความชัดเจน ก็มีเงินเคลื่อนย้าย 

– เงินที่ออกจากพันธบัตร bond yield ขึ้นจาก 2 % ไปที่ 2.4-2.5% (asset allocation)

– เงินจากการขายทองคำ เพราะผลตอบแทนดอกเบี้ยแท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้น 

– เงินที่ออกจากกองทุน REIT ทั่วโลก

ตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานธิบดี เงินไหลไปเข้าตลาดพัฒนาแล้วมากกว่าตลาดใหม่
คุณสุกิจ 

เกณฑ์ในการเลือกหุ้นเด่นมองเหมือนที่อ.นิเวศน์กล่าวไว้

ย้อนพูดถึง หุ้นเด่นปี 59 ส่วนสำคัญคือปันผลสูง เพราะดอกเบี้ยต่ำ และคนยังคาดว่าดอกเบี้ยต่ำต่อไป

หุ้น, กองทุน, trust, property fund ที่จ่ายปันผลดีราคาปรับขึ้น

จำได้ช่วงต้นปีเคยท่องไว้คือ 6 7 8 – 6 Trust, PF 7 REIT 8 Infra fund 

แต่ตอนหลังจะปันผลลดลงมาแล้ว เพราะราคาขึ้นไปเยอะ

ปี 60 หุ้นจะเด่นจึงต้องเป็นหุ้นเติบโต 

ปีนี้หุ้นเติบโตหลายตัวก็ขึ้นดี แต่ถ้ามองภาพทั้งปี ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยมั่นใจเรื่องการเติบโต

แต่ปีหน้าคนมั่นใจขึ้น อเมริกาก็มีนโยบายส่งเสริมการเติบโต เงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้น

ปัญหาคือหุ้นเติบโต ชัดๆดีๆ ไม่ถูก กลุ่มที่ปีนี้ขึ้นมาก เป็นสถาบันการเงินเล็ก ปิโตรเคมี ค้าปลีก 
หุ้นกลุ่มไหนที่คิดว่าเด่น ทำไมน่าสนใจ?

คุณสุกิจ 

มองการเติบโตที่ตัวหุ้น ไม่ได้มองที่กลุ่ม ขึ้นกับความสามารถในการแข่งขัน

ถ้ามองกลุ่มที่เด่นในไตรมาสหน้าคงเป็นพลังงาน เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันสูงขึ้น 

ราคาเฉลี่ยน้ำมันปีนี้ยังต่ำกว่า 50 เหรียญ มองปีหน้าราคาน้ำมันเฉลี่ย 55 เหรียญ 

รวมถึงความคาดหวังผลประกอบการที่ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเป็นวัฏจักร มองว่าคงขึ้นไปไกลมากไม่ได้ 

น้ำมันขึ้นไป 55-60 เหรียญคงพอได้ แต่มากเกินไปคงยาก

ปีหน้าจะมีการขึ้นค่าแรง อาจกระตุ้นการเพิ่มกำลังซื้อหรือสร้างแรงจูงใจซื้อ

ครึ่งปีหลังภาระหนี้รถคันแรกน่าจะหมด คงมีกำลังซื้อกลับขึ้นมา

หุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภค แพงแต่ยังมีแรงกระตุ้น

หุ้นก่อสร้างปีนี้น่าผิดหวัง เพราะการประมูลงานไม่ค่อยต่อเนื่อง

แต่ก็มีการเร่งอย่างชัดเจน น่าจะมีโมเมนตัมต่อไปถึงปีหน้าได้

ครึ่งหลังปีหน้า มองไปที่กลุ่มธนาคาร ผลประกอบการปีนี้รับได้ โตไม่มาก แต่ npl เสี่ยงลดลง

ถ้าปีหน้าให้น้ำหนักว่าดอกเบี้ยจะขึ้น ธนาคารก็จะได้ประโยชน์

เราคาดผลประกอบการบริษัทปีหน้าโต 12% ตัวที่มีน้ำหนักมากคือ พลังงานและธนาคาร

กลุ่มธนาคารเริ่มเห็นการทยอยปรับประมาณการณ์กำไรปีหน้า ฐานกำไรยังไม่สูง

SME เราเป็นอุตสาหกรรมและส่งออก ซึ่งถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น ก็น่าจะดีขึ้น
ดร.วิศิษฐ์ 

อเมริกาลดภาษี กระตุ้นการบริโภคภายใน มีการลงทุนใน infrastructure ด้วย

รวมเป็นมูลค่า 6 ล้านล้านเหรียญ หรือ 1.5 เท่างบดุล FED ทยอยใช้ใน 10 ปี

สิ่งที่เกิดขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทองแดง สังกะสี ยาง น้ำมัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น

เป็นการสะท้อนนโยบายบริโภคภายในสหรัฐกระทบกับคอมโมดิตี้

ปัจจับ Macro มีผลกับ EPS หุ้น ทำให้บางบริษัทกำไรเพิ่ม หรือลดลงด้วย
EPS และ อัตราดอกเบี้ย – มีผลกับมูลค่าหุ้น ถ้าดอกเบี้ยเพิ่ม แต่เงินเฟ้อเพิ่มไม่ทัน 

การขึ้นดอกเบี้ยจะดี แต่ถ้าเงินเฟ้อขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นปัญหา

ประธาน FED คนต่อไป มีผลกับทิศทางดอกเบี้ยต่างกัน

บางท่านชอบการขึ้นดอกเบี้ย บางท่านก็ใช้นโยบายเดียวกับ เยลเลน
EPS ถูกกำหนดโดยภาค macro

หุ้นเด่นปี 59 จากการศึกษาหุ้นกว่า 600 ตัว ตั้งแต่ 1 ม.ค.59 (capital gain ไม่รวม warrant) 

ยกตัวอย่างหุ้นที่รู้จัก อันดับ 1 TFG 370%

อันดับ 2 GL 272%, #3 malee 271%, 4 big 248%, 6 tkn 204% 

,11 ptg 155%, 12 thai 145% , 13 Smpc 139%, 15 cbg 120%, 16 sta 113%

ที่น่าสนใจคือ sta เพิ่งอยู่ใน list 3 เดือนที่ผ่านมา 

บางบริษัทมีต้นทุนคงที่สูง เมื่อมี order เพิ่ม ยอดขายลบต้นทุนแปรผัน จะนำไปสู่กำไรสุดท้ายเลย

บางบริษัทเป็น positive cashflow แรง อย่างในรายการ business model ได้นำเสนอ

การศึกษา fact sheet , งบกำไรขาดทุนจะทำให้หาหุ้นเด่นได้
หุ้นเด่นปี 60 ?

ดร.วิศิษฐ์ 

หุ้นเด่นต้องมี Positive cashflow, EPS ขยาย บริษัทที่มี earning surprise upside 

มองเป็น theme 

1)ก่อสร้าง ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จะมีบางบริษัทที่มี EBITDA margin, ROE ดีกว่า

ยังไม่ถูก cover มากนัก การก่อสร้างต้นน้ำก็จะได้ประโยชน์

หุ้นก่อสร้างขนาดกลางก็จะดีกว่าขนาดใหญ่

2) หุ้นที่ได้ประโยชน์ tpp – ภาครัฐ infrastructure 

, telecom บางบริษัทที่สามารถ jv กับ tpp ภาครัฐได้

พวกการ restructuring ของ cat 

3) หุ้นที่มีรายได้เป็น US ต้นทุนบาท จะมีกำไรดีขึ้น

4) สินค้าโภคภัณฑ์บางกลุ่มน่าจะได้ประโยชน์ จากการลงทุนในสหรัฐ
คุณสุกิจ 

อยู่ที่จังหวะในการลงทุนในระหว่างปี

มองว่าปีหน้าต้องเลือกหุ้นที่เติบโต และไม่แพง เรามี universe ราว 200 บริษัท

กลุ่ม EPS + 50% ขึ้นไป และ PE ต่ำกว่าตลาด(<15) Banpu, sq, utp, ilink, 

กลุ่ม EPS 30-50% และ PE ต่ำกว่าตลาด tcap, kbank, tk, tvd

กลุ่ม EPS 20-30% และ PE ต่ำกว่า 12 scb, bpp

กลุ่ม EPS <20% และ PE ต่ำกว่า 10 spali 

ขึ้นกับนักลงทุนสนใจหุ้น growth ระดับไหน และซื้อแพงระดับไหน 

ซึ่งบริษัทกำไรมีคุณภาพ ราคาไม่ได้ซื้อขายสูงมาก 
หุ้นที่มี story – ptt ได้ประโยชน์จากการเป็นหุ้นต้นน้ำ, ธุรกิจก๊าซ ซึ่งถ้า pttor เข้าจดทะเบียน

และเอามาให้มูลค่าเท่ากับธุรกิจค้าปลีกจะเป็นมูลค่าเพิ่ม 30 บาทต่อหุ้น ถือว่าเป็นมูลค่าที่รออยู่

ก่อสร้าง – CK, BEM มี synergy กันและผลประกอบการ BEM ไตรมาส 3 ก็ดีกว่าคาด 

กลายเป็น GPM Q3 ดีกว่าคาดเพราะบริหารได้ดีกว่า, 

STEC ได้งานจาก CK และที่ผ่านมากำไรถูกกดดันจากงานเก่าที่ไม่ดี ถ้ามองข้างหน้าจะน่าสนใจ
ดร.นิเวศน์

หุ้นวันนี้ที่นำเสนอน่าสนใจ ไม่ได้เน้นที่ความร้อนแรง แต่ขาดมิติที่พูดน้อย 

คือ คุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันบริษัท บางตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แน่นอน 

หรือจะเติบโตจริงแค่ปีเดียวหรือเปล่า เช่น spali การเติบโตแบบขายบ้านโอกาสผิดพลาดจะสูง

บางกิจการมันผิดพลาดในการคาดการณ์ต่ำ คู่แข่งน้อย ไม่ขึ้นกับอุตสาหกรรม

พลังงานขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ซึ่งมีโอกาสผิดได้เยอะ ต้องดูความเสี่ยงไม่โตตามคาด 

หรือถ้ามันแย่เลยจะกลายเป็นติดลบแทนได้

โลกของน้ำมันเริ่มเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนคนบอกน้ำมันใหม่หายาก ต้องไปขุดทะเลลึก

ไม่เจอแหล่งน้ำมันใหญ่ๆในโลกเลย แต่ตอนหลังน้ำมันสามารถปั๊มได้เลย มี shale gas 

ต้องระวังว่าการคาดการณ์เติบโต 50% อาจไม่โตเลย หรือติดลบได้

ถ้ากิจการที่กระจายเยอะ ผู้เล่นไม่มากราย ก็น่าจะ control อะไรได้มากกว่า

ปีที่ผ่านมาหุ้นราคาแพง perform เยอะ ไม่แน่ปีหน้าหุ้นไม่แพงก็อาจจะ perform 

ข้อดีคือความเสี่ยง downside จะต่ำกว่า

พวกกลุ่มก่อสร้างที่ต้อง bid ต้องประมูลอาจจะได้งานมาแต่ขาดทุน

รู้สึกว่าพวก infrastructure ที่ออกมาเสี่ยง เช่น สายสีม่วงคนน้อยไป

พวกที่ได้ประโยชน์จากค่าเงิน US น่าจะเป็นพวกการผลิต ก็น่าจะขายได้ราคาดี

แต่ค่าเงินก็อาจจะอ่อนได้ในอนาคต 
หุ้นในดวงใจ 1 ตัว ?

คุณสุกิจ 

ด้วยราคาไม่แพงมากตอนนี้เลือก ptt 

เห็นด้วยกับอ.นิเวศน์ว่าราคาน้ำมันก็คงคาดหวังยาวๆยาก

ความผันผวนตลาดเกิดทุกปี ปีนี้ช่วงที่ต่ำสุด -20% 

การเลือกซื้อสำคัญ คิดว่าครึ่งปีแรกเงินจะหาที่ไปยาก โภคภัณฑ์น่าจะมีโอกาส outperform

การรอซื้อหุ้นดีที่ราคาสูงในช่วงตลาดลงก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี

ค่าชดเชยความเสี่ยง มีมุมมองว่าสัญญาณที่จะดูง่ายๆคือพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี(risk free)

ดอกเบี้ย 2.5% ถ้าดอกเบี้ยขึ้นไปถึง 3% น่าจะส่งผลกระทบมากขึ้น 

แต่ต่ำกว่านั้นน่าจะยังรับได้ เพราะกำไรของเรายังเพิ่มขึ้นทันอยู่
ดร.วิศิษฐ์ 

ขอเลือกถือเงินสดเพิ่มขึ้น 

เพราะปีหน้าจะมีส่วนชดเชยความเสี่ยงที่เราคาดการณ์ไม่ได้ 

จะมีช่วงที่เราซื้อหุ้นได้ในราคาถูก ปัจจัยมี 2-3 อย่าง 

ปัจจัย 1 ประธาน FED คนต่อไปเป็นใคร? 

จะส่งผลกับตลาดหุ้น ซึ่งจะมีตัวเต็งที่ชอบนโยบายผ่อนคลาย เหมือนเยลเลน 

น่าจะดีกับตลาด emerging ก็จะเป็นไปตาม fundamental 

แต่ถ้าได้คนที่ชอบนโยบายเข้มงวด จะมีผลกับ discount rate เพิ่มขึ้น ซึ่ง เยลเลน 

จะหมดวาระ กุมภาพันธ์ 2561 คงเริ่มมีการการพูดถึงเรื่องนี้ในปลายปีหน้า

ปัจจัย 2 QE ครั้งแรกเกิดปลายปี 2009 Balance sheet FED 8 แสนล้านเหรียญ 

ตอนนี้ 4 ล้านล้านเหรียญ มีอายุพันธบัตรหลากหลาย เมื่อหมดอายุจะถูก reinvestment 

ซึ่งในปีหน้าเป็นไปได้ว่าจะไม่ถูก reinvestment ต่อ ทำให้ดอลลาร์ออกจากระบบ 

และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น

ปัจจัย 3 US ปีแรกจะใช้นโยบายขาดดุลเยอะ แต่ปีถัดมาจะคุยนโยบายการค้า WTO, 

การเพิ่มภาษีสินค้าจีน,เม็กซิโก เป็น thread protection ทำให้การค้าโลกสะดุด 
ปิดท้าย

อ.ไพบูลย์ 

การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน

เงินของท่านท่านตัดสินใจเอง ขาดทุน กำไรท่านรับไปเอง
อ.เสน่ห์ 

ขอเลือก “1 ตัว” บ้างที่ให้ลงทุนปี 60 1 ตัวนั้น คือ.. “ตัวเอง” 

ตัวเราเองไม่ว่าจะเจออะไรต้องแกร่งขึ้นกว่าเดิม

มอบกลอนส่งท้ายปี 2559

“ขอลาทีปีห้าเก้าเข้าปีใหม่ เป็นปีไก่ปีทองทุกผองผู้

ปีหกศูนย์พูนสุขทุกประตู ปีอุ้มชูชาวไทยให้รุ่งเรือง

ที่ตั้งใจให้สำเร็จเสร็จสมหมาย ที่ขวนขวายได้ประสงค์ตรงทุกเรื่อง

ที่วุ่นวายคลายไปไม่โกรธเคือง ที่สิ้นเปลืองแก้ได้ไม่สูญเงิน

ให้แข็งแรงไร้โรคามาเบียนเบียด ให้หายเครียดฉุกละหุกไม่ฉุกเฉิน

ให้สุขกายสบายอุราพาเพลิดเพลิน ให้ลุกนั่งเดินคล่องแคล่วแอ่วสบาย

ให้ก้าวหน้าในงานการสำเร็จ ให้ดีเด็ดรุ่งเรืองเรื่องค้าขาย

ให้ธุรกิจไปดีมิมีคลาย ให้สหายมิ่งมิตรจิตรผูกพัน

ให้ร่ำรวยเงินทองของมีค่า ให้ลงทุนถูกเวลาอย่าหุนหัน

ให้วางแผนอย่างดีมีประกัน ให้ยึดมั่นพอเพียงที่เพียงพอ

เมื่อได้มาอย่าลืมให้คืนกลับ สังคมรับอยู่ได้เพราะให้ต่อ

มันนี่ทอล์คบอกสิ่งดีที่เคียงคลอ ทั้งพอศอพบสิ่งดีปีไก่ทอง”
ขอบพระคุณ อ.ไพบูลย์ อ.นิเวศน์ อ.เสน่ห์ หมอเค พี่นุช พี่แป๋ม น้องเมย์ พี่รี่ พี่อมร 

รวมถึงวิทยากรทุกท่านที่มาให้ความรู้ และผู้ช่วยเหลือ/สนับสนุนงานอีกมายมายที่อาจไม่ได้กล่าวถึง

ลาท้ายปี 59 ขอให้ทุกท่านมีความสุข มีความมั่งคั่ง มีเวลา มีสุขภาพดีๆ 

มีความรักความอบอุ่นให้กับครอบครัวและคนรอบข้าง และมีความสงบสุขในจิตใจของเราเอง

ขอให้ปี 60 เป็นปีที่ได้เดินไปตามทางที่ปรารถนาไม่ว่าจะด้านใด และเป็นปีที่ดีของทุกๆคนครับ 
กำหนดการ Money talk@SET ปี 2560 ดูได้ผ่าน FB Money talk

Money talk@SET ครั้งต่อไป 14 ม.ค.60(วันเด็ก) ดูสดได้ผ่าน FB Live 

หัวข้อ 1 เศรษฐกิจการลงทุนปี 60 คุณอมรเทพ,ดร.เกษม,คุณวิ1น 

หัวข้อ 2 เศรษฐกิจไทยปี 60 ดร.ก่อศักดิ์

หัวข้อ 3 กลยุทธ์ VI ปี 60 ดร.นิเวศน์, คุณอนุรักษ์,คุณพีรนาถ,คุณประชา,หมอพงศ์ศักดิ์

[เปิดจองเสาร์ 7 ม.ค.60 ขอให้ผู้มาเข้าร่วมเข้าห้องประชุมเร็ว เริ่มบ่ายโมงตรง]

Advertisements