“มันนี่เกม” ของ”เจ้าสัวเจริญ”
กลายเป็นประเด็นที่เรียกเสียงฮือฮากันในตลาดทุนของไทยมากที่สุดในขณะนี้ คือการที่ผู้บริหารบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในกลุ่ม TCC Group ของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี แจ้งความประสงค์ไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เพื่อขอซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 3 กองทุน ที่ได้ขายให้กับนักลงทุนไปก่อนหน้าออกมาทั้งหมด จากปัจจุบันที่กลุ่มคุณเจริญถืออยู่ 33-35%

อันนี้ ไม่นับรวมถึงการใช้ตัวแทนผู้ถือหน่วย (นอมินี) ที่อยู่ในกองทุนเหล่านี้นะครับ…ผมว่าถ้านับรวมนอมินีด้วยกลุ่มคุณเจริญน่าจะถือหน่วยลงทุนตกประมาณ 50-65%

3 กองทุนที่บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ “วัลลภา” และสามี คือ “โสมพัฒน์ ไตรโสรัส” ซึ่งเป็นทายาทของเจ้าสัวเจริญ ขอทำการซื้อคืน ประกอบด้วย

1.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียลอินเวสเม้นต์ (TCIF) ทรัพย์สินของกองทุน ประกอบด้วย อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์, อาคารแอทธินี, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์, อาคาร 208 โดยบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล จำกัด มูลค่าทรัพย์สินรวม 28,382 ล้านบาท

2.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทลอินเวสเมนท์ (THIF) ทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า บางกะปิ, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, ตะวันนา และ โอ.พี.เพลส ราคาประเมินรวมจากบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ที่ 20,767 ล้านบาท

3.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยรีเทล อินเวสเมนท์ (TRIF) ทรัพย์สินประกอบด้วย ที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวมไว้ 37,612 ล้านบาท

แต่ราคาที่กลุ่มคุณเจริญเสนอซื้อคืนนั้นแตกต่างกันไปดังนี้

กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อคืนในราคา 29,000 ล้านบาท

กองทุน THIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อทรัพย์สินคืนในราคา 30,000 ล้านบาท

กองทุน TRIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อในราคา 21,000 ล้านบาท

รวมเม็ดเงินทั้งหมดในการขอซื้อคืนตกประมาณ 8 หมื่นล้านบาท

ผมได้พิจารณาในรายละเอียดของข้อเสนอการรับซื้อกับราคาหน่วยลงทุนที่ขายอยู่ในตลาดแล้ว พบความผิดปกติ ที่นักลงทุนควรพิจารณา กล่าวคือ กองทุน TRIF ราคาเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายกองทุนในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.38 บาทต่อหน่วย

กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม ระดับราคาที่เสนอมานี้ น่าจะมีการเจรจากัน หรือต้องหาข้อสรุปในการประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เพื่อพิจารณาอนุมัติการขายทรัพย์สินและโอนสิทธิ์การเช่าทั้งหมดของกองทุนรวม และพิจารณาอนุมัติการเลิกกองทุนและเพิกถอนหน่วยลงทุนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทาง บลจ.กรุงไทยฯ ต้องดำเนินการตามขั้นตอน

ถามว่า กลุ่มเจ้าสัวเจริญมีสิทธิ์ซื้อคืนหรือไม่ คำตอบคือ ตามประกาศของ ก.ล.ต.นั้น กลุ่มเจ้าของเดิมมีสิทธิ์เต็ม 100% ที่จะขอซื้อคืน แต่ต้องขอมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยตามหลักเกณฑ์ โดยผู้ทำคำเสนอซื้อต้องได้เสียงโหวตเกิน 50% ของหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด หรือ 3 ใน 4 ของผู้เข้าร่วมประชุม

ถามว่า ทำไมต้องเร่งซื้อคืน และจะกระทบกับกองทุนรวมอื่นๆหรือไม่ อันนี้ต่างหากที่ต้องวิเคราะห์และประเมินกัน

ผมสืบเสาะข้อมูลจากผู้รู้และบรรดาผู้บริหารกองทุนแล้ว ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า งานนี้มีเรื่อง “ภาษี”ที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน 100%

อีกประเด็นหนึ่ง อันนี้น่าจะสำคัญมากที่ทำให้ “วัลลภา-โสมพัฒน์” ที่เป็นอดีตนักการเงิน ปรับแนวทางการระดมทุน คือ มูลค่าของทรัพย์สินจริง กับการเคลื่อนไหวราคาของหน่วยลงทุนไม่สัมพันธ์กัน

ถ้าพิจารณาทรัพย์สินที่มีการนำมามัดรวมกันเพื่อจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์กับราคาหน่วยลงทุน เราจะพบว่าความเคลื่อนไหวมีน้อยมาก นั่นหมายถึงว่า มูลค่าหน่วยลงทุนไม่ขยับ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าของ แต่หากมีการนำเงินสดที่ปัจจุบันกลุ่มเจ้าสัวเจริญมีอยู่ในมือในแต่ละวัน แต่ละเดือน มาซื้อคืนแล้วสร้างมูลค่าขึ้นมาใหม่ ได้หลากหลายขึ้น หรืออาจจะนำมาจัดสรรใหม่ในรูปของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่งสามารถเพิ่มเงินทุนหรือกู้เงินเพิ่มเติมมาขยายงานได้อีก

ทางออกในรูปแบบการจัดการทรัพย์สินก้อนมหึมาของจ้าสัวเจริญ สามารถออกดอกเห็นผลมากกว่า

โปรดจับตา Money Game เกมเล่นกับเงิน และการจัดการทรัพย์สินของกลุ่มเจ้าสัวเจริญและทายาทกันให้ดี

รับรองว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ 8 หมื่นล้านบาทเศษ แล้วนำมาจัดระบบใหม่จะสร้างความฮือฮา ไม่แพ้การลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ในโครงการ One Bangkok ย่านพระราม 4 แน่นอน

เชื่อมือเจ้าสัวเจริญได้ครับ…

Money Game ของเสี่ยเจริญ(2)

มีคนอ่านถามเข้ามามากว่า “มันนี่เกมของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” เจ้าของธุรกิจในกลุ่มทีซีซี แลนด์, ไทยเบฟเวอเรจ ที่เสนอขอซื้อคืนและขอเพิกถอนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์รวม 3 กองทุน ที่ทยอยนำหน่วยลงทุนออกขายในตลาดทุนให้กับนักลงทุนมาในช่วงปี 2554,2556,2557 ราคาหน่วยลงทุนละ 10 บาท ปัจจุบันราคาขยับขึ้นยืนในระดับหน่วยละ 13.10-15.38 บาทออกจากการซื้อขายในตลาดหุ้น

โดยทางกลุ่มเสี่ยเจริญขอซื้อคืนในราคาสิริรวมทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่มาร์เก็ตแคปของ 3 กองทุน ณ งวดวันที่ 12 เม.ย.อยู่ที่ 8.7 หมื่นล้านบาทนั้น มีนัยซ่อนกลประการใด

ผมสืบเสาะข้อมูลในเรื่องนี้จากสายข่าวในตลาดเงิน ตลาดทุน และนักการธนาคารที่รู้เรื่องนี้อย่างน้อย 5-6 คน ให้ข้อมูลที่คล้ายคลึงกันดังนี้..

1.การขอซื้อคืนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียล อินเวสเม้นต์ (TCIF) ที่มีมาร์เก็ตแคป 3.12 หมื่นล้านบาท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทล อินเวสเม้นต์ (THIF) ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 3.12 หมื่นล้านบาท และการขอซื้อคืนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยรีเทล อินเวสเม้นต์ (TRIF) ที่มีมาร์เก็ตแคป 2.49 หมื่นล้านบาทนั้น จะได้รับการงดเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหากการโอนเกิดขึ้นภายในวันที่ 24 พ.ค.2560

แต่หากผู้ถือหน่วยจะขายทรัพย์สินหลังจากนั้น กองทุนรวมจะต้องรับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของราคาขายหรือราคาประเมิน เฉพาะภาษีส่วนนี้ เท่ากับว่าทางกลุ่มคุณเจริญและกองทุน จะลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรัฐไปได้ สิริรวมทั้งสิ้น 2,640 ล้านบาท มันนี่เกมของเสี่ยเจริญ ในประเด็นแรกคือ การทำกำไรเห็นๆ

2.ระดับราคาการซื้อหน่วยลงทุนคืน ทางกลุ่มเสี่ยเจริญเสนอซื้อกองทุน TRIF ในราคา 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดอยู่ที่ 15.38 บาท กองทุน TCIF ราคาเสนอซื้อ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาท แม้ว่าจะสูงกว่าราคาที่นำออกขายในตอนต้น แต่ก็ยังต่ำ ย่อมทำกำไรได้อีกต่อหนึ่ง

ผมเทียบเคียงให้เห็นภาพ ขณะนี้เสี่ยเจริญเสนอซื้อรวมทั้ง 3 กองทุนในราคา 8 หมื่นล้านบาท แม้จะสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนที่ตกประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท แต่มาร์เก็ตแคป ของ 3 กองทุนตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 8.7 หมื่นล้านบาท ถ้าตกลงขายกันตามนี้กลุ่มเสี่ยเจริญรับเหนาะๆ 7 พันล้านบาท

3.นับตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุน 3 กองทุนมา ทั้ง 3 กองทุนจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละกว่า 5%เนื่องจากนโยบายของการขายหน่วยในตอนแรกกำหนดไว้ว่า จะต้องปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ไม่รวมกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น

จากการประเมินค่าหรือการสอบทานการประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ประจำรอบระยะเวลาบัญชีและหากมีกำไรสะสม สามารถจ่ายจากกำไรสะสมได้ เพื่อจูงใจให้คนซื้อหน่วยลงทุน ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2%

หากมีการซื้อคืนไปทั้งหมด เงินปันผล ย่อมตกกับธุรกิจในกลุ่มบริษัทเต็มๆ

หลายคนเอะใจว่า ทำไมกลุ่มเสี่ยเจริญไม่คิดตั้งแต่ตอนแรก คำตอบมิใช่ความเลินเล่อ หากแต่เป็นผลมาจากการที่ผู้จัดการกองทุน และผู้ดูแลผลประโยชน์ ทั้ง บลจ.กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และซิตี้แบงก์ เข้าไปจัดระบบบัญชีและดูแลการใช้จ่ายทำให้เงินรายรับ รายจ่าย เป็นระบบระเบียบขึ้นจากต่างกิจการต่างลงบัญชี แต่ตอนนี้มีการลงบัญชีแบบรวมกลุ่มที่มีมาตรฐานแบบธนาคาร มิใช่แบบ”หลงจู๊”แล้ว

ประการต่อมา อันนี้สำคัญสุด ตอนนำทรัพย์สินมามัดรวมกันในปี 2554 2556 2557 เพื่อตั้งกองทุน TCIF นั้น อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ถูกตีราคา 1,975 ล้านบาท, อาคารแอทธินี 2,861 ล้านบาท, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์15,261 ล้านบาท, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์หรือไซเบอร์เวิค์ล 5,883 ล้านบาท, อาคาร 208 แค่ 1,075 ล้านบาท รวม 27,055 ล้านบาท แต่นับถึงตอนนี้มูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ล่าสุดบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล ตีมูลค่าทรัพย์สินไว้รวม 28,382 หมื่นล้านบาท

กองทุน THIF ที่มีทรัพย์สินที่เป็นที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จำนวนห้องรวม 3,753 ห้อง ราคาประเมินโดย บริษัท พรสยาม ตอนนั้น 27,048 ล้านบาท ราคาประเมินโดย บริษัท ไทยประเมิน 27,336 ล้านบาท ตอนนี้ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวม 37,612 หมื่นล้านบาท

การซื้อคืนกลับมาทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองในมือกลุ่มคุณเจริญเพิ่มขึ้นเฉพาะ 2 กองนี้ตกประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ทรัพย์สินที่นำมาเพิ่มในมือของคนในตระกูลนี่แหละจะกลายเป็นทรัพย์ที่นำไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินมาลงทุนในโครงการ One Bangkok 1.2 แสนล้านบาท และยังสามารถรวบทรัพย์บางอย่างมากสร้างกองทุนแล้วขายเอาเงินมาหมุนอีกรอบได้สบายบรื๋อ สะดือจุ่น

มันนี่เกมรอบนี้จึงมีแต่เสี่ยเจริญได้ แต่แผนทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร วันที่ 17-18-19 พ.ค.2560 รู้ผล

Advertisements