คุณชอบอ่านหนังสือที่สนุกหรือมีประโยชน์นำไปใช้ได้จริงมากกว่ากัน?

ถ้ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่ทั้งอ่านสนุกและมีประโยชน์นำไปใช้ได้จริงล่ะ?

(**หมายเหตุ** พิมพ์ครั้งที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็น “ชีวิตผมเปลี่ยนไปเมื่อได้เทพช้างเป็นกุนซือ”)

=ภาพรวม=

คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุที่พวกเราอ่านหนังสือแนวพัฒนาตนเองแล้วก็ยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง?

แน่นอนว่าแต่ละคนคงมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป แต่จากการสังเกตของผู้วิจารณ์ก็คือ  

1) เราอ่านแล้วสักพักก็ลืม ตามกราฟแสดงการลืมของเอบบิงเฮาส์พบว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้น เราก็จะยิ่งลืมมากขึ้น และในเมื่อลืม ก็ไม่สามารถนำไปลงมือทำได้

2) สมองไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นมันจึงสร้างกลไกต่าง ๆ มาโน้มน้าวเราด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่า ทำไปก็เท่านั้น ในที่สุดเราก็จะลงเอยด้วยการไม่ลงมือทำอะไร

ผู้เขียนหนังสือ “เทพช้างสอนคิด” นี้จึงเขียนแบบแผนซ้อนแผนที่แก้เกมจุดอ่อนของสมองเราไว้ได้อย่างเหนือชั้น

ประการแรก ผู้เขียนวางหมากแก้ลืมเอาไว้ โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าสมองจะจำข้อมูลได้ดีกว่าถ้าข้อมูลนั้นอยู่ในรูปแบบของเรื่องราวต่าง ไม่ได้เป็นข้อมูลน่าเบื่อที่แยกเป็นข้อ ๆ    

นอกจากนั้นสมองจะจำได้ดีเวลาเราหัวเราะและอารมณ์ดี  

ดังนั้นผู้เขียนจึงผูกเรื่องราวการพัฒนาตนเองขึ้นมาเล่าเป็นนิยายที่สนุก ๆ ปนอารมณ์ขัน เป็นเรื่องของการที่เทพช้างสอนเคล็ดลับความสำเร็จให้ชายหนุ่มคนหนึ่ง

ประการที่สอง ผู้เขียนมองเห็นรูปแบบของ “ความไม่สามารถลงมือทำ” ของคนเราค่อนข้างชัดเจน จึงเขียนในรูปแบบที่ช่วยให้เราลงมือทำได้ง่ายขึ้น เช่น เริ่มทำในสิ่งเล็ก ๆ ที่สมองไม่ต่อต้านก่อน

แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมพอที่จะให้ความพึงพอใจเมื่อทำสำเร็จ ความพึงพอใจที่ว่าคือสารโดพามีนที่สมองหลั่งออกมา ซึ่งจะจูงใจให้ผู้นั้นอยากลงมือทำอีก

นอกจากนี้สมองยังชอบ “เส้นตายที่ชัดเจน” เนื้อเรื่องจึงผูกเป็นเหมือนคำสั่งหรือภารกิจง่าย ๆ ที่ต้องทำให้ได้ภายใน 1 วัน  

ซึ่งเหล่าภารกิจเล็ก ๆ ในเล่มนี้นั้นเมื่อมารวมกันแล้วก็จะกลายเป็นการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน

ผู้วิจารณ์อ่านแล้วพบว่า ถ้าเราอ่านแล้วลองทำตามคำแนะนำของ “เทพช้าง” ในแต่ละวันติดต่อกันจนครบทุกอย่างในเล่ม ชีวิตเราจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน  

จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าเรามีวินัยที่จะทำตามมากแค่ไหน

=น่าสนใจจากในเล่ม= 

* ซุซุกิ อิจิโร่ นักเบสบอลอาชีพชาวญี่ปุ่นที่ข้ามไปเป็นดาวรุ่งของเมเจอร์ลีกในสหรัฐอเมริกา จะนั่งขัดถุงมือหลังการซ้อมและการแข่งทุกครั้งในห้องล็อคเกอร์แม้เพื่อนทุกคนจะกลับบ้านไปแล้ว    

เขาทำอย่างนั้นมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กประถม โดยให้เหตุผล่า “เราต้องทะนุถนอมเครื่องมทำมาหากินของตัวเองซึ่งถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์”

เครื่องมือในการทำมาหากินของคุณคืออะไร? จงไปใส่ใจทะนุถนอมดูแลมันอย่างดีด้วยความรู้สึกขอบคุณ

* อุปสรรคหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่ประสบความสำเร็จคือ “การไม่รับฟังผู้อื่น” เพราะมัวแต่ “ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดของตัวเอง”

* คนที่จะได้เป็นเศรษฐี มักจะเป็นคนที่อยากทำให้คนอื่นมีความสุขจากใจจริง  

มัตสึชิตะ โคโนะสุเกะ ผู้ก่อตั้งพานาโซนิค เคยคิดไว้สมัยวัยเยาว์ว่า “จะกำจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปจากสังคม” แล้วก็ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกที่ใคร ๆ ก็ซื้อหามาใช้ได้ขึ้นมา

* เฮนรี่ ฟอร์ด บิดาแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ เคยกล่าวว่า “ถ้าผมถามลูกค้าว่าอยากได้อะไร พวกเขาคงตอบว่า อยากได้ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น”

สิ่งที่ฟอร์ดต้องการสื่อก็คือ ในการเติมเต็มความต้องการของคนอื่น เราต้องไม่คอยไปถามว่า “คุณอยากได้อะไร” เพียงอย่างเดียว เพราะเขาเองอาจตอบไม่ได้ แต่เราต้องเป็นฝ่ายคิดเองแล้วนำเสนอสิ่งนั้นให้เขา

(สตีฟ จ็อบส์ ก็คิดอย่างนั้นตอนพัฒนา iphone ขึ้นมา — ผู้วิจารณ์)

* ดังนั้น หนึ่งในภารกิจที่เราต้องทำคือ หมั่นรู้ทันความต้องการของคนอื่น

* คนที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือคนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากมีอารมณ์ขันกันทั้งสิ้น เช่น ไอน์สไตน์ เป็นต้น

* เวลาว่างหลังเลิกงานคือ “ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด” เราจะประสบความสำเร็จในอนาคตหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เวลาเหล่านั้นไปทำอะไร ควรใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญที่สุด

* การที่จะมีเวลาทำอะไรที่ดีต่อชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองได้นั้นต้องมีเวลา คนเรามีเวลาจำกัด  

ดังนั้น ให้ลองคิดดูว่าเราสามารถ “เลิก” ทำอะไรได้บ้าง 1 อย่างในแต่ละวัน เพื่อที่จะได้มีเวลามากขึ้น เช่น เลิกดูโทรทัศน์ เลิกเล่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือเรื่อยเปื่อย เป็นต้น

* การที่จะพัฒนาตนเองให้ได้ต่อเนื่องไปนาน ๆ ต้องทำด้วยความรู้สึกสนุก 

วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือ ก่อนนอนให้นึกถึงเรื่องที่ตนเองมุ่งมั่นตั้งใจทำในวันนั้น แล้วชมตัวเองว่า “ทำได้ดีมาก” (สมองชอบให้ชม – ผู้วิจารณ์) อย่าเอาแต่นึกถึงเรื่องที่ทำได้ไม่ดีแล้วคอยแต่ตำหนิตนเอง

* การทำอะไรสบาย ๆ มักไม่ค่อยให้ผลดีอะไรกับตัวเรานัก 

เช่น ถ้าอยากเพิ่มกล้ามเนื้อ เราก็ต้องบริการกล้ามเนื้อจนเต็มกำลังก่อน ดังนั้นถ้ายังอยากดูโทรทัศน์ ก็ต้องฝึกคิดวิเคราะห์ตามด้วยเหตุผลไปด้วย ก็จะสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกัน  

* การจะเปลี่ยนแปลงตนเอง อย่าพยายามเปลี่ยนเพียง “ความคิด” แต่ต้องเปลี่ยน “บางอย่างที่เป็นรูปธรรม” ด้วย

เช่น ถ้าจะเลิกดูโทรทัศน์ ก็ให้กำจัดโทรทัศน์ไปเลย เรียกว่าเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนแปลงตนเองได้อย่างต่อเนื่อง (เช่น เอาเวลาที่จะดูโทรทัศน์ไปอ่านหนังสือแทน)

* เสื้อผ้าก็ถือเป็นสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้

นโปเลียน โบนาปาร์ต เคยพูดไว้ว่า “คนเราเปลี่ยนแปลงบุคลิกไปตามเสื้อผ้าที่สวมใส่”  

เสื้อผ้าส่งผลต่อจิตใจคนใส่ ถ้าเราสวมเสื้อผ้าที่ทำให้เรามั่นใจในตนเอง การกระทำและคำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไป

* ถึงจะเกิดเรื่องไม่ดีกับเรา แต่เราก็ต้องพยายามคิดว่า “โชคดี” เอาไว้ก่อน แม้เราจะไม่ได้คิดอย่างนั้นจริง ๆ ก็ตาม ถ้าพูดออกมาได้เลยยิ่งดี

เพราะเมื่อทำอย่างนั้น สมองจะเริ่มค้นหาความโชคดีเอง มันจะพยายามเรียนรู้บางอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

* คนส่วนใหญ่มักชื่นชมผลสำเร็จ แต่แทบไม่มีใครสนใจกระบวนการสร้างความสำเร็จนั้นเลย  

การที่ซุนวูเคยบอกว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” แท้ที่จริงก็หมายถึงการต้องเตรียมการล่วงหน้าไว้ให้พร้อมนั่นเอง เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดผลแพ้ชนะ

ดังนั้น จึงต้องเตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันถัดไปทุกวัน

* คนเรามักอยากอยู่ใกล้คนที่ทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ดังนั้น คนที่สามารถทำให้คนอื่นรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองได้ก็จะได้รับแรงใจและการสนับสนุนจากผู้อื่นอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงประสบความสำเร็จ

* แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ที่จริงไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องเหล็กกล้า แต่เขารู้วิธีที่จะทำให้คนอื่นภาคภูมิใจในตนเอง  

เช่น เวลาที่เขาควบรวมบริษัทอื่นในวงการเดียวกันเพื่อขยายบริษัทตนให้ใหญ่ขึ้น เขาจะไม่เปลี่ยนชื่อบริษัทที่ควบรวม เพราะมันจะทำให้พนักงานในบริษัทเหล่านั้นตั้งอกตั้งใจทำงานมากขึ้น

* การชมข้อดีของคนอื่นอย่างจริงใจเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนอื่นภาคภูมิใจในตนเอง ดังนั้นภารกิจหนึ่งคือ “ต้องหมั่นมองหาข้อดีของคนอื่นแล้วเอ่ยชม”

* “การบริการ” ก็คือการทำให้คนอื่นรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองอย่างหนึ่ง เพราะทำให้เขามีความสุขและรู้สึกดี ถ้าเราไม่คอยใส่ใจเฝ้าสังเกตอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา เราก็จะไม่สามารถให้บริการเขาได้ 

(การใส่ใจเฝ้าสังเกต ก็คือการมีสติที่ละเอียดรอบคอบนั่นเอง – ผู้วิจารณ์)

* การ “เลียนแบบข้อดีของคนอื่น” ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ สตีฟ จ็อบส์ เอง ก็เคยถูกคนรอบข้างกล่าวถึงว่าเป็น “อัจฉริยะในการขโมยไอเดียคนอื่น” เช่นกัน

* เด็กประถมเวลาเล่นกันอย่างอิสระจะมีใจที่จดจ่ออยู่กับการเล่นอย่างเพลิดเพลิน  

คนที่สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้มักจะเป็นแบบนี้เช่นกัน พวกเขาทำงานด้วยความรู้สึกสนุกสนานเหมือนเด็กประถม จึงสามารถมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานได้

ดังนั้น เราจึงต้องค้นหางานที่เราสามารถทำได้ด้วยความรู้สึกสนุกจากใจจริง เพื่อที่จะได้ปลดปล่อยความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่

แต่เราก็จะไม่มีวันค้นพบงานนั้นเจอได้เลยถ้าเราไม่ลองลงมือทำจริงไปหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นจึงต้องหมั่นค้นหาและทดลองทำไปให้รอบด้านจนกว่าจะพบสิ่งที่เราสนุกกับมันจริง ๆ

* อัลเบิร์ต เซนต์ –จอร์จี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบวิตามินซี เคยกล่าวว่า “การค้นพบคือการมองสิ่งเดียวกับคนอื่น แต่คิดในสิ่งที่ต่างจากคนอื่น”

* ใคร ๆ ก็คิดว่าเวลาไปกินข้าวนอกบ้านคือช่วงเวลาพักผ่อน แต่ถ้าเราคิดแบบคนอื่นเราก็จะสร้างผลงานได้แค่ระดับคนทั่วไป  

คนที่จะประสบความสำเร็จจะมองไปรอบ ๆ และวิเคราะห์ไปด้วยว่ามีร้านนี้ทำอย่างไรบ้างถึงประสบความสำเร็จ

* เวลาไปศาลเจ้าหรือไปไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ ลองเปลี่ยนจากการ “ขอพรให้เราได้นู่นนี่สมหวัง” เป็นการ “ขอบคุณที่ช่วยดูแลผมเป็นอย่างดีเสมอมาครับ” แทน  

คนที่รู้สึกขอบคุณต่อทุกสิ่งและทุกคนเสมอ จะได้รับการสนับสนุนเสมอ

* การสร้าง “เซอร์ไพรส์” หรือ การมอบสิ่งที่ “อยู่เหนือความคาดหมาย” ให้กับลูกค้า คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด และจะกลับมาอุดหนุนซ้ำอีก

วิธีฝึกง่าย ๆ คือภารกิจ “สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการให้ของขวัญแม้จะเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ” อย่างเช่นเวลามีคนไอก็เอายาอมแก้ไอไปยื่นให้

* การหาความรู้ใส่ตัวอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้ คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อลุกขึ้นและลงมือทำอะไรสักอย่างเท่านั้น

* แรงจูงใจมีที่มาหลายอย่าง เช่น ความใฝ่ฝันอยากใช้ชีวิตแบบนี้แบบนั้น หรือ การอยากเป็นที่ยอมรับของคนนี้คนนั้น 

แต่แรงจูงใจที่ได้ผลมากที่สุดคือ ให้นึกถึง “สิ่งที่วันหนึ่งข้างหน้าจะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำ”

* หัดเล่าความฝันของเราให้คนอื่นฟัง แต่ต้องเป็นความฝันที่จะช่วยให้เขามีความสุขได้ด้วย

* จงช่วยให้คนอื่นประสบความสำเร็จ

* หัดทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถของตนเอง ถ้าให้ถึงขั้นใจเต้นตึ้กตั้กได้ยิ่งดี เพราะมันจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์”

* ยิ่งเรามี “ความอยาก” เพราะคิดว่าเรา “ขาด” อะไรมาก ๆ สิ่งนั้นก็จะยิ่งหนีห่างจากเราไป  

แต่ให้คิด “ขอบคุณ” ทุกสิ่งที่มีอยู่แล้วในชีวิตรอบตัวให้ได้เสมอ ๆ ทุกวันแทน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรัก พ่อแม่ คนที่เจอในแต่ละวัน สัตว์ อากาศ น้ำ หรือต้นไม้ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้

* ความสำเร็จไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ทั้งความสุขความทุกข์ของชีวิตเกิดขึ้นเพื่อให้เราได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้จากมัน คนที่เรียนรู้จากทุกสิ่งได้คือคนที่จะสนุกกับโลกใบนี้ได้ตามใจปรารถนา

==ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้==

* เทพช้างแนะนำเคล็ดลับพัฒนาตนเองไว้ 29 วิธีในรูปแบบของ 29 “ภารกิจ” และแถมด้วย “ภารกิจสุดท้าย” ก่อนเทพช้างจะจากไปอีก 5 ข้อ  

หลายข้อคุณจะรู้สึกว่า “ทำไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา” หรือ “ไม่เห็นมีความเป็นวิทยาศาสตร์เลย”

แต่การสามารถเอาชนะใจตนเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำ และมีวินัยทำอย่างสม่ำเสมอนั้น เป็นกุญแจสำคัญของผู้ประสบความสำเร็จทุกคน

หนังสือชื่อ “เทพช้างสอนคิด” โดย มิซุโนะ เคยะ แปลโดย อภิญญา เตชะบุญไพศาล สำนักพิมพ์วีเลิร์น 341 หน้า ราคา 250 บาท มีจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำและเวบไซต์ร้านหนังสือทั่วไป 

———————————-

Advertisements