== ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น” ==หนังสือเล่มนี้เขียนโดยทันตแพทย์สม สุจีรา เป็นหนังสือออกแนวจิตวิทยาการลงทุนที่บอกว่า เจ้ากรรมนายเวรเป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ในจิตของเรา (เรียกว่า “เจตสิก”) ถ้าวันไหนมีเหตุมีปัจจัยเหมาะสมมันก็จะแสดงอาการออกมาทำให้กลัว โลภ โกรธ หลง เชื่อ ลังเล ดีใจ เสียใจ ฯลฯ ทำให้เราตัดสินใจซื้อหรือขาย “หุ้น” ส่วนผลที่ตามมาในการชดใช้กรรมมีได้ตั้งแต่ กำไร ขาดทุน ตกรถ ติดดอย ขายหมู รับมีด

“สติ” คือ สิ่งสำคัญที่จะมาช่วยเราแก้กรรม และทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นได้ โดยที่คุณหมอกล่าวไว้ว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือกรรมยังมีสติ” และนี่คือสิ่งทีผมได้เป็นข้อคิดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ

** 20 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือกรรมของนักเล่นหุ้น **

1) “ตกรถ” เพราะเอาจิตไปยึดติดกับอดีตว่าราคาหุ้นเคยต่ำกว่านี้มาก่อน กลัวว่าเราจะซื้อที่ราคาสูงไปแล้ว แต่สิ่งที่เราควรทำคือมองไปที่อนาคตว่า หุ้นตัวนี้ยังไปต่อได้อีกมั้ย ถ้ามีแนวโน้มขึ้นต่อ “การซื้อแพงแล้วไปขายแพงกว่า” ก็จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง 

2) คนที่เก่งในการทำนายอดีต ทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในจินตนาการ ไม่มีประโยชน์อะไรในการเล่นหุ้น เช่น เราเคยเห็นหุ้นตัวนึง 5 บาท หนึ่งปีถัดมากลายเป็น 15 บาท เราคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราซื้อหมดตัวได้กำไร 3 เท่า แต่ในความเป็นจริงถ้าเราได้ซื้อที่ 5 บาท เราก็คงจะขายไปตั้งแต่ 6-8 บาทแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

3) “การซื้อหุ้นถูกตัว ไม่สำคัญเท่ากับการซื้อหุ้นถูกจังหวะ” ช่วงเวลาทีดีที่สุดในการซื้อคือช่วงที่คนในตลาดกำลัง “เจ็บใจ” หลังจากทุกคน “ตื่นกลัว” และขายหุ้นออกไปจนหมดแล้ว และให้ไปขายในช่วงที่ทุกคน “มั่นใจ” เปรียบเหมือนกับปลาที่หาอาหารเก่งต้องว่ายทวนน้ำฉันใด คนที่เล่นหุ้นเก่งก็ต้องทวนกระแสฉันนั้น แต่ไม่ใช่ทวนแบบหน้ามืดตามัว ต้องดูจังหวะด้วย

4) “การขายหมูทำให้เสียดาย แต่การติดดอยทำให้เสียใจ” ขายหมูยังเหลือเงินสดไปไล่หมูตัวอื่น ขอแค่อย่าขายหมูไปซื้อควาย แต่ติดดอยทุกข์ทรมาน มัวแต่รอว่าสักวันจะกลับมากไร ให้พึงระลึกไว้เสอว่า “งาช้างไม่มีวันงอกออกจากปากหมา” ถ้าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นเน่าจริง ๆ ควรตัดใจขายทิ้ง แล้วออกไปตามหาช้างจะดีกว่า

5) การเล่นหุ้นคือการต่อสู้กับใจของตัวเอง ถ้าเอาชนะความอยากของตัวเองได้ โอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก อย่าเอาอารมณ์ของตลาดมาเป็นอารมณ์ของตัวเอง จงตระหนักในวันที่ตลาดตระหนก จงตื่นตัวในวันที่ตลาดตื่นกลัว

6) ถ้าในพอร์ตมีหุ้นติดดอยอยู่มาก จะเหนี่ยวนำให้เกิดการขายหมูตัวอื่น เพราะเราจะเกิดความกลัวว่าหุ้นตัวอื่นจะตก กลายเป็นความรู้สึกเชิงลบ เข้าทำนองที่ว่า ส้มในกล่องเน่าหนึ่งลูกมันจะพาลทำให้ส้มลูกอื่นเน่าเร็วไปด้วย ดังนั้น คุณก็แค่หยิบส้มลูกที่เน่าทิ้งไป ไม่ใช่เก็บลูกเน่าแต่ทิ้งลูกที่ดี

7) รับมีด เกิดจากความโลภ เพราะเห็นราคาลง 10% แปลว่าโอกาสในการทำกำไรก็ต้องเท่ากัน โดยไม่ได้ดูสภาพแวดล้อมประกอบ ทำให้สวนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ กลายเป็นประสานงากับรถสิบล้อแทน 

8) คนที่เจ็บปวดกับการตกรถมีโอกาสที่จะรับมีดหุ้นตัวเดิมสูง เพราะคิดว่ารถถอยลงมารับ ทำให้ตัดสินใจกระโดดเข้าไปขณะที่คนอื่นกำลังก้าวลงจากรถ และความจริงก็คือรถกำลังจะลงเหว อย่าให้มีความรู้สึกว่า เสียดายหรือแค้นต้องเอาคืน เพราะเรากำลังใช้อารมณ์ทำให้ผิดพลาดได้ ทางที่ดีคือให้มองหารถคันใหม่แล้วไปรอขึ้นที่ชานชาลาดีกว่า

9) ถ้าคิดจะ “รับมีด” ให้เปลี่ยนเป็น “ลับมีด” เพื่อฟันที่ราคาต่ำ ๆ ให้ดูหุ้นสัปดาห์ละครั้งแล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ทันตราบใดที่ยังเป็นขาลงอยู่

10) ความใจร้อนไม่เคยทำให้ใครประสบความสำเร็จ การตัดสินใจเร็วไป 4 ครั้ง มีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 3 ครั้ง เพราะฉะนั้น จงใจเย็นแม้จะทำให้พลาดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ผลตอบแทนที่เหลือจะมาชดเชยสิ่งที่พลาดไปเอง

11) หุ้นมีนิสัยเหมือนมนุษย์ หุ้นขี้เกียจ ซื้อขายวันละหลักร้อยหุ้น หุ้นขี้ตกใจ เกิดข่าวร้ายนิดหน่อย ราคาตกลงมากกว่าตลาด หุ้นขี้เหนียว กำไรเยอะแต่ปันผลนิดเดียว หุ้นขี้โม้ มีสารพัดโครงการแต่ทำไม่ได้จริงซักที แต่หุ้นที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงคือ “หุ้นขี้โกง” ที่มีผู้บริหารนิสัยโจรปะปนอยู่

12) ทุกคนควรวิเคราะห์ตัวเองว่าผิดพลาดแบบไหนแล้วไปแก้ไขที่จุดนั้น คนที่ชอบขายหมู แสดงว่าดีใจมากเกินไปเวลาหุ้นขึ้น คนที่ติดดอยมีความกล้าบ้าบิ่น คนที่ตกรถเป็นคนขี้กลัว ระแวง ส่วนคนที่ชอบรับมีดมีความโลภและคิดว่าราคาที่ตกลงมาคือกำไรที่ซื้อได้ถูกลง

13) ความฝันของนักลงทุน คือ การสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต แต่ถ้าจิตยังเหมือนเดิม ถึงย้อนเวลากลับไปได้จริง การตัดสินใจก็จะไม่ต่างไปจากเดิม พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรากำหนดสติเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกที่ปัจจุบัน และอนาคตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่ต้องแก้คือจิตไม่ใช้การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา

14) การยอมรับความพ่ายแพ้ เมื่อตัดสินใจผิด ทำให้สามารถเรียนรู้วิธีที่จะชนะได้ ให้เราถอยออกมามองภาพใหญ่เหมือนโค้ชที่อยู่ข้างสนามจะเห็นภาพโดยรวมชัดกว่านักเตะที่อยู่ในสนาม คอยมองหาจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของตัวเองไม่ใช่โยนความผิดให้คนอื่น … แน่นอนว่าความพ่ายแพ้มันเจ็บปวด แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นแรงขับว่าสักวันต้องกำไร แล้วพยายามแก้ตัวใหม่ ส่วนใหญ่ถ้ายังสู้ต่อจะจบลงด้วยชัยชนะอย่างถาวร

15) คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีความถนัดอย่างใดอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ หาให้เจอและดึงจุดนั้นมาใช้ในการลงทุน ถ้าคุณถนัดว่ายน้ำแล้วไปวิ่งแข่งคุณก็จะแพ้ คนเราไม่ต้องเก่งหลายอย่าง ขอแค่อย่างเดียว แต่เอาให้เก่งสุด ๆ ไปเลย เหมือนที่วอร์เรน บัฟเฟต เคยบอกว่า “ในการเล่นเบสบอลไม่จำเป็นต้องตีทุกลูก แต่เวลามีลูกที่คุณถนัด ต้องตีให้แรง และให้ตรงที่สุด”

16) ตัด “ความอยาก” ออกให้หมดให้เหลือแต่ “ความเชื่อ” เหมือนนักกีฬาที่ทุกคคนต้องอยากชนะ แต่เมื่อฝึกซ้อมหนักมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะเกิดความเชื่อว่าจะชนะมากขึ้นเท่านั้น เหมือนเราเล่นหุ้นซื้อปุ๊บก็อยากให้ขึ้นปั๊บ อดทนรอไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความเชื่อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก จะทำให้อดนรอคอยความสำเร็จของหุ้นตัวนั้นได้ 

17) พลังแห่งความรู้สึกสูงกว่าพลังแห่งความคิดมากจนเทียบไม่ได้ เช่น บางคนหักห้ามความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ความคิดรู้ว่าจะทำให้เป็นมะเร็ง เพราะความรู้สีกเป็นกรรมเก่า ส่วนความคิดเป็นกรรมปัจจุบัน วิธีเดียวที่จะเอาชนะได้คือ การฝึกสติสัมปชัญญะให้มีกำลังกล้าแกร่งพอที่จะสู้กับความรู้สึกนั้นได้

18) การดูให้เห็นอาการโดยปราศจากอารมณ์ จะทำให้หยั่งรู้เห็นความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ ดูให้เห็นว่าหุ้นขึ้นโดยไม่มีอารมณ์ดีใจ ดูให้เห็นว่าหุ้นตกโดยไม่ต้องกังวล อย่าเอาใจเข้าไปรับ เป็นการเห็นแบบ “ปรมัตถ์” คือ สนใจกับอาการที่ปรากฏเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ต้องเอาจิตเข้าไปปรุงแต่งให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน (ตัวกูของกู) แยกสติออกไปจับอาการและทำความเข้าใจในธรรมชาติของมัน

19) ถ้ามีอารมณ์เกิดขึ้นไม่ต้องรีบไปหยุดมันทันที ให้ใช้สติเฝ้าดูเหมือนเหยียบเบรก ABS ที่ค่อย ๆ หยุดล้อให้หมุนและจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เคล็ดลับก็คือ อย่าไปอยากให้อารมณ์มันหาย เพราะถ้ายิ่งอยากมันจะไม่หาย แต่อารมณ์มันขี้อาย พอรู้ว่าเราจ้องมันอยู่ มันจะหลบไปทันที ค่อย ๆ ฝึกสติตามดูอย่างจดจ่อ โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์นั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปเอง

20) วันใดที่ได้กำไรและเหลือเงินเก็บในระดับที่พอใจแล้ว ให้ขายหุ้นทิ้งให้หมด คุณจะพบว่า ชีวิตที่ไม่ต้องวุ่นวายกับข่าวสารของโลก ไม่ต้องตื่นกลัวกับเรื่องร้าย ๆ ในประเทศ เป็นชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ปราศจากกิเลศ ตัณหาที่เร่าร้อน

ผมคิดว่า 20 ข้อคิดนี้น่าจะเป็นบทเรียนสอนใจให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นอย่างมีสติ และโดยปกติผมมักจะยึดหลัก 1 BOOK 1 LESSON ที่พี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ Money Coach บอกว่า ให้นำบทเรียนที่ได้จากหนังสือ 1 เล่ม สัก 1 เรื่อง มาปฏิบัติใช้ให้ได้ผลจริงกับชีวิต แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับตัวเอง สำหรับผมอยากไปฝึกนั่งสมาธิให้ได้ทุกวันสักวันละ 10 นาทีก่อน เพื่อให้ตัวเองมีสติมากขึ้นและสามารถจับอาการหุ้นได้โดยปราศจากอารมณ์ 

ลองไปหา 1 book 1 lesson ของคุณดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่ามันมีประโยชน์จริงๆ 

.

#กรรมของนักเล่นหุ้น #จิตวิทยาการลงทุน #onebookonelesson #วิตามินหุ้น

Advertisements