Posts from the ‘กฎการลงทุน’ Category

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน
(บทความดีๆที่พี่ๆเพื่อนๆนักลงทุนไม่ควรพลาดครับ^^)
วิธีการเรียบง่ายที่ผมใช้ทำมาหากินแทบทุกครั้ง จะเป็นอย่างนี้ครับ..
1. หา P/E ที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท บริษัทไหนที่คาดการง่ายหน่อย กำไรโตเรื่อยๆ ปันผลดี พวกนี้จะ P/E สูงเหมือนพวกค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนพวกที่ด้อยกว่า เช่น พวกรับเหมา ก็ให้ P/E ต่ำๆ
2. หา P/E ในอนาคต(อันใกล้)ของบริษัทที่เราสนใจ นี่หมายความว่าเราต้องประมาณกำไรของกิจการได้ เราจะทำได้ต้องหาข้อมูลเพื่อประเมินกำไรให้ผิดพลาดน้อยที่สุด
3. หาส่วนต่างของ P/E ที่เหมาะสม และ P/E ที่จะเกิดขึ้นจริง เช่น เราประเมินว่าบริษัทนี้ควรมี P/E 15 เท่า แต่เราประเมินแล้วราคาตลาดวันนี้หรือในอนาคตใกล้ๆนี้ P/E แค่ 7 เท่า นั่นแสดงว่า ราคาตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% (มี margin of safety 50%) อย่างนี้น่าสนใจครับ ปกติต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นซัก 30% ผมก็สนใจแล้ว
ผมมีความเชื่ออย่างนี้นะ..
*ระยะยาว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอ
*ตลาดเหมือนฤดูกาลที่มีทั้งรุ่งเรืองตกต่ำ หน้าหนาว-หน้าร้อน ขอให้เราเข้าใจและหาประโยชน์จากความจริงข้อนี้
*นักลงทุนเอกของโลกทุกคน เคยผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง หนักหนากว่านี้ก็มี ถ้าหยุดลงทุนก็คงไม่มีวันนี้ แม้แต่ ดร.นิเวศน์ ท่านเริ่มลงทุน 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ดัชนีประมาณ 800 จุด ท่านได้ผลตอบแทน 30 เท่า ทั้งที่วันนี้ดัชนีตลาดต่ำกว่า 10 ปีที่แล้ว
*ผมพูดเสมอๆว่า ตรรกะของการทำกำไรจากหุ้นคือ ซื้อถูกขายแพง คำถามต่อไป แล้วเราจะขายได้แพงตอนตลาดเป็นแบบไหน และหากเราจะซื้อของให้ได้ราคาถูก เราจะซื้อได้ตอนที่ตลาดเป็นอย่างไร
*การขายหุ้นและเลิกลงทุนตอนตลาดตกต่ำ เป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน vi เพราะนั่นหมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้กำไรกลับคืนตอนตลาดกลับไปรุ่งเรืองเลย
*มองไปวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แล้วทุกอย่างในวันนี้มันจะผ่านไป
*อย่าให้อารมณ์ของตลาด มาหยุดความมุ่งมั่นในการลงทุนของเรา อย่าทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้
*เราลงทุนวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้รวยพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่เพื่อ 10 ปี 20 ปีข้างหน้า
*เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลด
ผมแนะนำครับ..
1. หามูลค่าที่เหมาะสมเสียก่อน พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ
2. ดูราคาในตลาด ว่าสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่เราคำนวณได้
3. ตัดสินใจ ซื้อหรือขาย
ผมมองว่าที่หลักการลงทุน vi เติบโตเด่นได้รับความนิยมขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะมีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเป็นเหตุเป็นผลของมัน คือหุ้นจะขึ้นจะลงเพราะมีเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่หุ้นจะขึ้นเพราะหลายคนบอกว่าจะขึ้น และมันจะลงเพราะหลายคนบอกว่ามันจะลง
คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างเดียว เพราะเป็นคนก็ต้องมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ยังเป็น แต่ถ้าเราจะเป็น vi ที่ประสบความสำเร็จ เราต้องพิจาณาด้วยเหตุผลธุรกิจเป็นหลักครับ
ส่วนเรื่องการ ซื้อเพิ่ม, cut loss ผมไม่กล้าแนะนำ แต่ผมจำที่ใครคนหนึ่งเคยพูดทำนองว่า ลืมต้นทุนที่ซื้อมา คิดเสียว่าพอร์ตตอนนี้เป็นเท่าไหร่ หุ้นในตลาดตัวไหนน่าซื้อที่สุด ขายไปซื้อตัวนั้น ถ้าเป็นตัวเดิมก็ไม่ต้องทำอะไร
ผมเชื่อว่า มี 2 แรงที่ผลักดันราคาหุ้น
1. กำไร >> เราเรียกรวมว่า พื้นฐาน
2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา – อารมณ์ของตลาด
ประเด็นแรก เป็นสิ่งที่นักลงทุนแนว vi ต้องวิเคราะห์อยู่แล้ว แต่ถ้าเข้าใจประเด็นที่สองด้วย ก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อีกครับ ผมตอบไม่ได้ชัดเจนว่า เราจะดูอารมณ์จิตวิทยาของตลาดได้อย่างไร(ยังไม่รู้จริง) แต่ประมาณว่า ถ้าเราเข้าใจอารมณ์ตลาด เรามักจะได้ซื้อหุ้นที่ดี ที่ราคาไม่แพง
เหมือนที่ Graham เปรียบเปรยเป็นนิทาน Mr. Market ครับ นอกจากนั้น เราอาจพิจารณาจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาดว่า เค้านิยมหุ้นพิมพ์แบบไหน ในอุตสาหกรรมใดที่กำลังจะฮอต หุ้นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ราคาต่ำหรือราคาสูง เหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ครับ เราลงทุนแนว vi แต่พิจารณาไว้บ้างก็ไม่เสียอะไร
*******ผมปรับพอร์ตบ่อยๆครับ เหตุผลมักเป็นอย่างนี้*******
1. เจอหุ้นตัวที่ดีกว่า แต่ไม่มีเงินก็ต้องขายตัวที่ด้อยที่สุดไป
2. ตัวที่ถือพื้นฐานเปลี่ยน อันนี้แน่นอนก็ต้องขายออก
3. หุ้นขึ้นจนราคาสมเหตุสมผล ผมก็อาจจะขายไปเพิ่มตัวที่ยังต่ำกว่ามูลค่า
4. หุ้นลงผมก็ปรับพอร์ต ขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่มีอัพไซด์มาก
ผมก็ปรับไปเรื่อยครับ ตามข้อมูลที่ได้รับมา ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าบ่อยแค่ไหน หรือกี่เปอร์เซนต์ของพอร์ต ตั้งแต่ซื้อหุ้นมายังถือไม่เกิน 3 ปีเลยครับ เฉลี่ยเกือบๆปีประมาณนั้น แต่เห็นด้วยครับว่า ตลาดผันผวน เราสามารถใช้การปรับพอร์ตหาประโยชน์จากความผันผวนนั้นได้
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และหุ้น ถ้าตลาดซบเซาหนักๆเราก็ควรย้ายเงินจากกองทุนมาลงหุ้นให้มากขึ้น หรือเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวทีมีอัพไซด์สูงกว่า หากตลาดเป็นขาขึ้น หาหุ้นลงทุนได้ยาก อาจจะต้องเปลี่ยนไปถือตัวที่ defensive มีปันผลเยอะหน่อยๆ ประมาณนี้ครับ
ระยะเวลาที่ถือหุ้น สั้นที่สุดนี่จำได้ว่าประมาณ 1 อาทิตย์ครับ ซื้อแล้วขึ้นไปประมาณ 30% ผมก็ขายซิครับ เพราะผมหวังผลตอบแทนแค่นั้น ส่วนยาวนี่ไม่แน่ใจครับ ประมาณ 2 ปี ที่จริง ประเด็นเรื่องเวลาการถือครองหุ้นไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาเหมาะสมกับพื้นฐานหรือยัง และการถือหุ้นนานๆก็มีผลเสียนะครับ เช่น เราจะเฉื่อยชา ผูกผัน เกิดความลำเอียง รักหุ้นตัวเอง
และถ้ามองในแง่ผลตอบแทน ดูตัวเลขนี้ครับ
*หุ้นตัวแรก เราซื้อผ่านไป 1 ปี ขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%
*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%
หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เรายังไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ)
ผมติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ
ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาส ประมาณ 80 ตัว และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี
ผมเชื่อว่า ยิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมาก โอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่า เป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก
ผมอ่านหนังสือพิมพ์หุ้นเกือบทุกฉบับ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ อ่านงานวิจัยของโบรคเกอร์ อีไฟแนนซ์ ข่าวตลาด และ tvi ประมาณนี้ครับ อ่านแบบสแกน ถ้าเจอหุ้นที่น่าสนใจจะอ่านแบบละเอียด ไม่อย่างนั้นต้องใช้เวลาเยอะ
คือถ้าเราติดตามข่าวสารบ่อยๆเราจะรู้ว่าแหล่งข่าวไหนที่เราควรจะอ่านครับ
ที่จริงใช้เวลาวันละ 2 ชม. ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการลงทุนแบบมุ่งเน้น(ผลตอบแทน) หรือวันละ 1 ชม. สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นแบบการออม
ผมเคยทำงานประจำมาก่อน ยอมรับว่ามีข้อจำกัดเยอะกว่าคนที่ลงทุนเต็มเวลา และไม่สนับสนุนให้ทุกคนลาออกเพียงเพื่อจะได้มีเวลาหาข้อมูล แต่เราก็ควรให้เวลากับการลงทุนตามสมควร
เพราะการใช้เวลาวันละเล็กละน้อยหลังเลิกงาน หาข้อมูล อาจจะเปลี่ยนสถานะภาพทางด้านการเงิน เปลี่ยนชีวิตคนๆนึงได้เลย ในขณะที่ถ้าทำงานประจำอย่างเดียวมีโอกาสน้อยกว่ามาก
ผมยังจำได้ดร.นิเวศน์เคยเขียนบทความทำนองว่า เราใช้เวลาส่วนใหญ่วันๆไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ และให้เวลาน้อยเกินไปกับเรื่องทีสำคัญที่สุด
Credit : thaivi.org, puktiwit stock

Advertisements

กฏ 80-20 ของ วิลเฟรโด พาเรโต (Vilfredo Federico Damaso Pareto)

กฏ 80-20 ของ วิลเฟรโด พาเรโต (Vilfredo Federico Damaso Pareto)

จำได้ว่าสมัยที่เรียนปริญญาตรี มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้พูดถึงกฏ 80-20 ของวิลเฟรโด พาเรโต ซึ่งตั้งแต่วันนั้นมาจนวันนี้ จำได้ไม่รู้ลืม.. เพราะกฏ 80 – 20 นี้ มันเป็นเรื่องจริงในทุกๆ สถานการณ์จริงๆ

กฏนี้มีอยู่ว่า “อะไรก็ตามที่มีอยู่เต็ม 100% นั้น 80% จาก 100% จะถูกครอบครองโดย 20% และอะไรก็ตามที่เหลืออีก 20% จะถูกครอบครองโดย 80%” เขียนเองก็งงเอง ยกตัวอย่างเลยแล้วกัน เช่นว่า ทรัพย์สินของคนไทย 100% ใน 100% นั้น ทรัพย์สินจำนวน 80% ถูกครอบครองโดยคน 20% และทรัพย์สิน 20% ที่เหลือ ถูกครอบครองโดยคน 80% เฉลี่ยๆ กันไป หรืออาจจะเช่นว่า สมมติร้านค้ามีสินค้า 100 ชนิด จำนวนสินค้าที่ขายได้ทั้งหมด 100% นั้น 80% ของที่ขายได้มาจากสินค้าเพียง 20 ชนิด และสินค้าที่ขายได้ 20% ที่เหลือ คือ สินค้า 80 ที่เหลือ.. หลักการนี้ ตัวเลขมันอาจจะไม่ตายตัวขนาดว่า 80-20 เสมอไป อาจจะ 70-30 หรือ 90-10 ก็เป็นไปได้

ประเด็นก็คือ ถ้าเราเชื่อว่าหลักการนี้เป็นความจริง การที่เราต้องการความสำเร็จ เราก็ต้องทำอะไรให้สวนทางกับคนอื่น อย่างนั้นหรือ หากกฏนี้เป็นความจริง มันควรต้องเป็นแบบนั้น ซึ่งหากจะนิยามให้ชัดๆ ผมไปได้คำจำกัดความที่น่าจะ “ชัดเจน” จากหนังสือที่อาจารย์กุศยา ลีฬหาวงศ์ ท่านได้แปลไว้ โดยท่านใช้คำว่า “การคิดแบบสองชั้น” ซึ่งมัน “โดน” มากๆ ทีเดียว ผมคิดว่าหมายถึง “การที่คนบางคนคิดแบบตลบหลังคนส่วนใหญ่เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ”

“การคิดแบบสองชั้น” ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าคนธรรมดาจะเข้าใจ แต่ผมเชื่อว่าต้องมีคน “ชี้ทาง” ให้เกิดความเข้าใจใน “ชุดความคิด” (mind-set) นี้ และจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผมได้พบเจอมา ปรากฏว่า “ผู้ที่ประสบความสำเร็จ” มักจะเป็นผู้ที่มีความคิดส่วนกระแส ผมยกตัวอย่างว่า นักลงทุนที่เก่งกาจบนโลกใบนี้ เช่น “วอร์เรน บัฟเฟตต์” หรือ “แอนโทนี โบลตัน” ผมสัมผัสได้ว่า เค้าน่าเข้าใจสิ่งนี้ หรือแม้แต่เฮีย “เจ้าของร้านตู้สติ๊กเกอร์” ที่อยู่ในช่วงบทต่อท้ายของ “หมีส้ม เล่ม 2” เค้าก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้นะ..

“การคิดแบบสองชั้น” ผมขอลองอธิบายมุมความคิดอันเล็กน้อยของผมเอง ก็คือ “โอกาสในการทำการงานใดๆ ถ้ามีผู้ที่เข้ามามากแล้ว ความได้เปรียบ ในการเข้าถึงโอกาสก็จะหายไป ผู้ที่เข้าใจเรื่องนี้ ก็อาจจะเริ่มกระทำการในทิศทางที่ตรงกันข้ามหรือหยุดรอเวลาที่เหมาะสม” มันก็คงคล้ายๆ กับเราขับรถไปเที่ยวหัวหิน หากไปในวันหยุดยาวแล้วนั้น เราก็อาจจะไม่ได้เที่ยว แต่ไปเจอคนมากมายกับรถติดแทน เราก็เลยเลือกที่จะอยู่กรุงเทพฯ หรือการที่เราขายน้ำผลไม้ในถนนเส้นหนึ่ง แล้วปรากฏว่าขายดีมาก หลังจากนั้นก็มีคนมากมาย มาขายกาแฟ ผลไม้ หรือไก่ทอด ทำให้น้ำผลไม้ของเรายอดขายตกลงไปมากจนอยู่ไม่ได้ หรือ “ตลาดของเราอาจจะวายไปแล้ว” เราจึงชิงตัดหน้าขายบูทของเราในราคาสูงก่อนที่ราคาบูทจะร่วงลงมาในวันที่คู่แข่งมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งในแง่ของการลงทุน ผมว่ามันมีอะไรที่คล้ายกัน..

ผมได้มีโอกาสรู้จักผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เก่งกาจท่านหนึ่ง ท่านมักจะทำตัว “อินดี้” หรือสวนกระแสเสมอ เมื่อในวันเยาว์ ผมขอเล่าเรื่องในวันนั้นให้ฟัง ก็แล้วกันครับ..

ผม : ช่วงนี้ปลูกตึกขายเป็นยังไงบ้างครับ
เฮีย : ช่วงนี้ยังไม่ปลูก ต้นทุนสูง ค่าแรงแพง
ผม : ต้นทุนอะไรสูงเหรอครับ
เฮีย : ต้นทุนทุกอย่างสูง ช่วงนี้คนมาปลูกตึกกันเยอะ รออีกสักพัก
ผม : ทำไมต้องรอสักพักครับ
เฮีย : ช่วงนี้เศรษฐกิจค่อนข้างดี วัตถุดิบมีราคาแพง ที่ดินก็แพง
ผม : เศรษฐกิจดีก็น่าจะดีสิครับ
เฮีย : เศรษฐกิจดีมันก็ดีอยู่ แต่ถ้าวันไหนมันทรุด แล้วเราออกไม่ทัน อันนี้จะลำบาก เพราะปลูกตึกขาย รอบนึงใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ถ้าของตายคามือ ทุนจมขาดทุนมหาศาล
ผม : แล้วจะทำอย่างไรล่ะครับ
เฮีย : ก็ต้องรอให้เศรษฐกิจมันแย่ลงมาเสียก่อน ตอนนั้นคนร้อนเงินก็เอาที่ดินมาขายราคาไม่แพง วัตถุดิบขายไม่ออกราคาก็ถูกลง ค่าแรงคนงานก็ถูกเพราะคนตกงาน พอสร้างเสร็จ ถึงเศรษฐกิจไม่ดีเราก็ยังขายได้ เพราะต้นทุนเราถูกกว่าเจ้าอื่น เค้าอาจจะสร้างตอนที่ต้นทุนแพง
ผม : งั้นประเด็นก็คือเรื่องของต้นทุน
เฮีย : ใช่แล้ว ต้นทุน คือ เรื่องสำคัญ เพราะในเรื่องของ “คุณภาพ” ทุกคนเข้าถึงได้หมด สำคัญแต่ว่า “คุณภาพ” ที่ได้มา เราต้องจ่ายไปในราคาเท่าไหร่ ราคาของสินค้าช่วงที่มีราคาแพง อาจจะสูงกว่าช่วงที่ราคาตกต่ำ ได้ถึง 30-50% ทีเดียว

ผมเองหลังจากได้ฟังในวันนั้น ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพิ่งจะมาเข้าใจก็เมื่อไม่กี่ปีมานี้ (ตอนที่โดนวิกฤตซับไพร์ม) แต่จากที่ผมสัมผัส ผมคิดว่าในขณะที่เฮียกำลังนั่งเฉยๆ รอจังหวะ น่าจะมีคนจำนวนมาก กำลังพุ่งเข้าไปฉกฉวย เพื่อให้ได้อะไรติดมือมาคนละเล็กคนละน้อย และเฮียซึ่งคร่ำหวอดในวงการ อาจจะรู้สึกว่าคนจำนวนมากเหล่านั้น กำลังทำตลาดพัง พังเพราะอะไรกันนะ ผมลองๆนึกดู อาจจะเป็นเพราะ,,

“พังเพราะแย่งกันปลูก แย่งกันผลิต ทำให้ผู้ขายวัตถุดิบหรือเจ้าของที่ แห่กันขึ้นราคา ทำให้ต้นทุนสูง” หรืออาจจะ“พังเพราะเมื่อหลังจากผลิตเสร็จพร้อมๆกัน ความต้องการไม่เพียงพอกับสิ่งที่แห่กันผลิต ทำให้แต่ละรายยอมกดราคาลงเพื่อไม่ให้ของเหลือ ทำให้ต้องขายขาดทุน และตลาดก็พังลงมา”

อันที่จริงในตลาดหลักทรัพย์ ผมก็เห็นบางบริษัทขายสินทรัพย์ช่วงที่ราคาพีค และยอมลดราคาเช่าเพื่อแลกกับการทำสัญญาเช่าระยะยาว (เพราะราคากำลังอยู่ในระดับสูง) มีการขอวงเงินกู้จากธนาคารเอาไว้มากมายแต่ยังไม่ใช้ (และไม่ยกเลิกวงเงินด้วย หม้จะไม่ได้ใช้ ยอมเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาวงเงินนั้นเอาไว้ แสดงถึงความจงใจทำบางอย่าง) พอช่วงเศรษฐกิจตก ทรัพย์สินก็มีราคาถูกลงมาก ก็เอาวงเงินกู้ที่มี ไปหักคอคนที่ “เจ๊ง” ซื้อสินทรัพย์มาในราคาถูกๆ (ราคาสินทรัพย์ในเวลาที่เค้าซื้อมีราคาเพียง 30-40% ของราคาในช่วงพีค) ในขณะที่สินทรัพย์บางส่วนยังคงได้ค่าเช่าในราคาสูงเพราะทำสัญญาระยะยาวไว้ อันนี้ผู้บริหารท่านั้นก็บริหารงานได้เยี่ยมจนทำให้บริษัทเป็นกลุ่ม 20% เหมือนกัน

ทั้งหมดนี้ จะนำไปสู่บทต่อไปที่ค่อนข้างสำคัญในแง่ของการลงทุน โดยที่ผมจะอธิบายในเรื่อง “วัฏจักร” แต่สำหรับในบทนี้ ผมเชื่อว่า เฮีย คือ 20% ซึ่งอันที่จริงแล้ว กฏ 80-20 มีความหมายที่ลึกซึ้งและกว้างไกลกว่านี้มากมาย สิ่งที่ผมได้หยิบยกมา เป็นเพียงการประยุกต์ กฏ 80-20 กับการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ในด้านของการลงทุนเท่านั้นเอง..

กฎการลงทุน 25 ข้อ ของ ปีเตอร์ ลินซ์

กฎการลงทุน 25 ข้อ ของ ปีเตอร์ ลินซ์

Peter Lynch หนึ่งในนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan ช่วงปี 1978-1990 เขาสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้น 29% ต่อปีให้กับกองทุน ถ้าถือกองทุนในช่วงที่เขาบริหาร จากเงินลงทุน 1 ล้านบาท จะกลายเป็น 27 ล้านบาท ในเวลา 13 ปี!

ในหนังสือ Beating the Street ปีเตอร์ ลินซ์ ได้สรุปกฎการลงทุนไว้ 25 ข้อ

1. “การลงทุนเป็นเรื่องสนุก น่าตื่นเต้น และอันตรายถ้าคุณไม่ศึกษาและวิเคราะห์ให้ดี”

2. ความสามารถในการลงทุนของคุณไม่ได้มาจากการฟังผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้น คุณสามารถได้ผลตอบแทนมากกว่าพวกเขาได้โดย “ลงทุนในบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่คุณมีความเข้าใจเป็นอย่างดี”

3. ถึงแม้ว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มนักลงทุนมืออาชีพ แต่คุณสามารถจะเอาชนะตลาดได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักลงทุนมืออาชีพ

4. เบื้องหลังหุ้นคือบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ “คุณต้องรู้ว่าบริษัทกำลังทำอะไร”

5. ผลประกอบการณ์ของบริษัทและราคาหุ้นอาจไม่มีความสัมพันธ์กันในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมีความสัมพันธ์กัน 100 เปอร์เซ็น กุญแจสำคัญคือการถือหุ้นของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ

6. “ต้องมีความรู้ในหุ้นที่คุณถือ และรู้เหตุผลในการซื้อหุ้น” ซื้อเพราะหุ้นกำลังจะขึ้นไม่นับ

7. “ยิงระยะไกล ส่วนใหญ่จะพลาดเป้า”

8. ซื้อหุ้นก็เหมือนมีลูก ไม่ควรมีลูกหลายคนเกินไป คนที่ลงทุนไปด้วยทำงานประจำไปด้วย จะมีเวลาติดตามหุ้นอย่างมาก 8-12 ตัว “ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นเกิน 5 บริษัท”

9. ถ้ายังหาหุ้นที่น่าลงทุนไม่ได้ ให้เก็บเงินไว้ในธนาคารจนกว่าจะหาเจอ

10. อย่าลงทุนในบริษัทที่คุณไม่รู้สถานะทางการเงิน คนที่ขาดทุนมากที่สุดคือคนที่ลงทุนในบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ควรลงทุนในบริษัทที่มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน

11. จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่ร้อนแรงในอุตสหกรรมที่ร้อนแรง

12. ถ้าจะลงทุนในบริษัทเล็กๆ ควรจะรอให้บริษัททำกำไรก่อน

13. ถ้าคิดจะลงทุนในอุตสหกรรมที่กำลังย่ำแย่ ให้เลือกบริษัทที่จะอยู่รอดผ่านช่วงเลวร้ายไปได้ และให้รอซื้อตอนที่มีสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง

14. ถ้าลงทุน $1000 ในหุ้น คุณมีโอกาสขาดทุนสูงสุด $1000 แต่มีโอกาศทำกำไร $10,000 หรือ $50,000 ถ้าคุณมีความอดทน ให้ถือหุ้นของบริษัทที่ดีไม่กี่ตัวก็พอ ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นเกินสิบตัวเหมือนพวกกองทุน “การถือหุ้นที่จะเป็นผู้ชนะเพียงไม่กี่ตัวก็เพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนที่ดีตลอดชีวิต”

15. นักลงทุนที่ช่างสังเกตุ จะสามารถหาบริษัทที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญได้จากสิ่งรอบตัว ก่อนที่นักวิเคราะห์จะค้นพบบริษัทเหล่านั้น

16. ตลาดหุ้นตกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ จงใช้เป็นโอกาสในการซื้อหุ้นดีราคาถูก

17. ทุกคนฉลาดพอที่จะทำกำไรในตลาดหุ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีจิตใจแข้มแข็งพอที่จะไม่ขายหุ้นทิ้งตอนตลาดหุ้นตก ถ้าคุณไม่สามารถทำได้ก็ไม่ควรซื้อหุ้น

18. ในตลาดหุ้นมักมีข่าวที่ทำให้เราวิตกกังวลอยู่เสมอ ให้ขายหุ้นเพราะพื้นฐานเปลี่ยนในทางที่แย่ลง ไม่ใช่ขายหุ้นเพราะมีข่าวไม่ดี

19. ไม่มีใครสามารถทำนายอัตราดอกเบี้ย ทิศทางเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นได้ ไม่ต้องสนใจคำทำนายเหล่านั้น ให้โฟกัสไปทีสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับบริษัทของคุณ

20. ถ้าคุณวิเคราะห์หุ้น 10 บริษัท คุณจะเจอ 1 บริษัทที่ดีกว่าที่คุณคาดไว้ ถ้าคุณวิเคราะห์หุ้น 50 บริษัท คุณจะเจอ 5 บริษัทที่ดีเยี่ยม ตลาดหุ้นยังคงมีหุ้นดีๆที่ยังไม่ถูกค้นพบเสมอ

21. การไม่ศึกษาบริษัทที่คุณลงทุน โอกาศที่จะประสบความสำเร็จมีเท่ากับการเล่นไพ่โปกเกอร์โดยไม่เปิดดูหน้าไพ่

22. เวลาจะอยู่ข้างคุณเสมอถ้าคุณลงทุนในบริษัทยอดเยี่ยมเหนือบริษัทคู่แข่ง ถึงคุณไม่ได้ซื้อหุ้น Walmart ในช่วง 5 ปีแรก แต่ใน 5 ปีหลัง มันก็ยังเป็นบริษัทที่น่าซื้ออยู่ดี

23. ถ้าอยากซื้อหุ้น แต่ไม่มีเวลาศึกษาติดตามหุ้น ควรลงทุนในกองทุนจะดีกว่า เคล็ดลับของการเลือกกองทุน ควรลงทุนในหลายกองทุนที่กระจายไปในหุ้นหลายกลุ่ม เช่น หุ้นเติบโต หุ้นขนาดเล็ก และหุ้นขนาดใหญ่

24. ในบรรดาตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดอเมริกาให้ผลตอบแทนเป็นอันดับ 8 ในรอบสิปปีที่ผ่านมา คุณสามารถใช้ประโยขน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจที่รวดเร็วของตลาดเกิดใหม่ในต่างประเทศ โดยการแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนจะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า

25. ในระยะยาว พอร์ทที่มีหุ้นที่คัดมาอย่างดี จะชนะผลตอบแทนของพันธบัตรหรือเงินฝากประจำ แต่ในระยะยาวพอร์ทที่มีหุ้นแย่ๆ ยังไม่มีทางชนะเงินที่ถูกเก็บไว้ใต้ที่นอน

ความจริง 50 ประการ ที่นักลงทุนในตลาดหุ้นพึงสังวรณ์” – The Hekonomist


January 8, 2014 at 12:58pm
“ความจริง 50 ประการ ที่นักลงทุนในตลาดหุ้นพึงสังวรณ์” – The Hekonomist

————————————————————-

1. ประโยคที่ว่า “จงกล้า (โลภ) เมื่อคนอื่นกลัว” นั้น … “พูดง่ายกว่าทำ”

2. การลงทุนในบริษัทที่ยิ่งใหญ่ใช่ว่าจะเป็นการลงทุนที่เยี่ยมยอดเสมอไป

3. ตลาดมีการปรับฐานย่อยทุกปี และปรับฐานครั้งใหญ่ทุกสิบปี จงใช้ประโยชน์จากมัน

4. คุณไม่สามารถเรียกร้องหาความสมเหตุสมผลใดๆ บนสังเวียนประลองซึ่งเต็มไปด้วยอัจฉริยะด้านการเงินได้ คนส่วนมากล้วนลงทุนผิดพลาดตลอดทั้งปีไม่ต่างกัน

5. ก็อย่างที่ Erik Falkenstein ว่าไว้: “ในการแข่งขันเทนนิสอาชีพ 80% ของการได้แต้มจะมาจากการตีดี ขณะที่ระดับมือสมัครเล่น 80% ของการได้แต้มนั้นมาจากการตีเสีย ข้อเท็จจริงนี้เกิดขึ้นในการแข่งขันทุกวงการ ทั้งหมากรุก มวยปล้ำ หรือแม้แต่การลงทุน ดังนั้น นักลงทุนมือใหม่ควรใส่ใจกับการหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ ในขณะที่นักลงทุนมืออาชีพควรใส่ใจกับการตัดสินใจบนทางเลือกที่ดีที่สุด”

6. มีผู้จัดการด้านการเงินมืออาชีพเป็นหมื่นคนบนโลกใบนี้ โดยสถิติแล้ว น่าจะมีหลายคนในจำนวนนี้ที่ประสบความสำเร็จจากดวงล้วนๆ … แต่ว่าจะเป็นใครล่ะ ผู้ที่โชคดีเหล่านั้น? ไม่มีใครรู้หรอก … แต่ถ้าให้เดานะ … ก็คงจะเป็นบรรดากูรูผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายไง

7. ในตำรา เราอาจเคยได้ยินเรื่องราวของนักลงทุนระดับตำนาน ซึ่งทำผลตอบแทนเอาชนะตลาดได้เกือบตลอดเส้นทางการลงทุนของเขา จนนำมาสู่ความมั่งคั่งมากมาย แต่ในตลาดหุ้น ความมั่งคั่งไม่ได้จำต้องสร้างขึ้นจากผลตอบแทนที่โดดเด่นขนาดนั้น

8. ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ช่วงการเลือกตั้ง หรือช่วงที่ FED กำลังประชุมเพื่อกำหนดนโยบาย นักลงทุนมักตัดสินใจเสมือนตัวเองเข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย

9. ยิ่งบรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความหอมหวานมากเท่าไร โอกาสที่นักลงทุนรายย่อยกำลังจะถูกเชือดยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

10. เพื่อให้เป็นการประหยัดเวลา แทนที่คุณจะลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ (Penny Stocks) สู้เอาเงินคุณไปเผาไฟทิ้งเสียเลยดีกว่า การเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มุ่งใช้อนุพันธ์ในการเพิ่มผลตอบแทนก็เช่นกัน

11. ไม่มีใครคนใดในโลกที่รู้ว่าตลาดจะเป็นเช่นไรในอนาคตอันสั้น

12. นักวิเคราะห์คนใดก็ตามที่เล่าให้คุณฟังถึงความผิดพลาดในการลงทุนของเขา นั่นคือนักวิเคราะห์ที่คุณต้องการ

13. ที่คุณอ่านงบดุลของธนาคารยักษ์ใหญ่แล้วไม่เข้าใจ ก็เพราะแม้แต่ธนากรและนักบัญชีที่ทำงบดุลเหล่านั้นยังไม่เข้าใจมันเลย

14. มันจะต้องมีการถดถอยทางเศรษฐกิจสักเจ็ดถึงสิบครั้งในช่วง 50 ปีข้างหน้า เช่นนั้นแล้ว อย่าได้ประหลาดใจเมื่อมันเกิดขึ้น

15. สามสิบปีที่แล้ว โฆษณาในทีวีจะมีเพียง 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่ทุกวันนี้โฆษณากันอย่างน้อย 18 ชั่วโมงต่อวัน เนื้อหาสาระไม่ได้มีปริมาณมากขึ้น หากแต่เป็นเรื่องไร้สาระต่างๆ

16. Warren Buffett ได้ผลตอบแทนมหาศาลเพราะลงทุนในช่วงที่ตลาดมีการแข่งขันน้อยมากๆ จึงเป็นเรื่องงี่เง่าหากใครพยายามที่จะเทียบเคียงผลตอบแทนเฉลี่ย 50 ปีของเขา

17. ในทางทฤษฎี การเรียนรู้เรื่องการลงทุนจากสถาบันการศึกษาเป็นเรื่องไร้เหตุผล เพราะเราไม่ค่อยจะได้เห็นคนรวยมีวุฒิศาสตราจารย์กันสักเท่าไร

18. ยิ่งใครมีเวลาในการออกอากาศทางโทรทัศน์นาน คนคนนั้นยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำนายสิ่งต่างๆ ผิดพลาดมากขึ้น (มีหลักฐานเป็นผลการศึกษาของนักจิตวิทยาในการยืนยันข้อนี้ด้วย)

19. ต่อเนื่องจาก ข้อ 18. จงอย่าเชื่อนักวิเคราะห์จาก CNBC ที่ออกอากาศมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ (สำหรับบ้านเรา ก็คงประมาณ Money Channel)

20. ตลาดหุ้นไม่ได้สนใจคุณหรอกว่าคุณจะต้องสูญเสียเงิน หรือบ้านไป ไม่แม้แต่จะสนใจฟังราคาหุ้นที่คุณกำลังคร่ำครวญว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

21. ข่าวสารต่างๆ ในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังอาจทำลายพอร์ตฯ การลงทุนของคุณได้อีกด้วย

22. พวกนักลงทุนมืออาชีพเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพกว่าคุณ และยังมีคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลได้เร็วกว่าคุณอีกด้วย ดังนั้น อย่าคิดที่จะเอาชนะพวกเขาในการเทรดระยะสั้น … อย่า! แม้แต่จะลอง

23. ประสบการณ์ของบรรดาผู้จัดการด้านการเงินที่เอามาอวดอ้าง ไม่ได้บอกอะไรคุณมากนัก เขาอาจจะทำผลตอบแทนแพ้ตลาดมาตลอดอาชีพที่ปรึกษาด้านการลงทุนเลยก็ได้ น่าเศร้า! … ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้น

24. ค่าคอมฯ ในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลง คือหนึ่งในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับนักลงทุน เพราะมันจะทำให้การซื้อขายเกิดรอบถี่ง่ายมากขึ้น สู้ให้ค่าคอมฯ สูงขึ้นจะได้ทำให้นักลงทุนทั่วไปใช้วิจารณญาณในการซื้อขายมากขึ้นก่อนตัดสินใจจะดีเสียกว่า

25. นักลงทุนมืออาชีพคือหนึ่งในอาชีพที่ประสบความสำเร็จยากที่สุด แต่กลับเป็นอาชีพที่เปิดกว้างให้ใครก็อยู่ในตำแหน่งนี้ได้ และยังไม่ต้องมีหลักฐานมาการันตีความสามารถใดๆ เสียด้วย เลยทำให้พวกเราพบเห็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านการลงทุนอยู่ได้มากมาย ทั้งที่คนเหล่านี้อาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เสียด้วยซ้ำ พวกเราลืมข้อเท็จจริงนี้ไป เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้พบเห็นใน “ผู้เชี่ยวชาญ” สาขาอาชีพอื่นๆ

26. หุ้น IPO ส่วนใหญ่จะทำร้ายคุณ ลองคิดดูสิ! … ใครบางคนที่มีข้อมูลในธุรกิจมากกว่าคุณ กำลังต้องการเสนอขายธุรกิจนั้นให้คุณอยู่

27. เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนกำลังพูดถึงกราฟ เส้นค่าเฉลี่ย รูปแบบกราฟ H&S หรือแนวต้านต่างๆ … จงรีบเดินหนีให้ห่าง

28. คำว่า “Double-Dip Recession” ถูกกล่าวถึงร่วม 10.8 ล้านครั้งระหว่างปี 2010-2011 ตามข้อมูลของ Google แต่กลับไม่มีใครกล่าวถึงคำว่า “Financial Collapse” ระหว่างปี 2006-2007 ก่อนหน้าวิกฤตเศรษฐกิจเลย

29. ดอกเบี้ยแท้จริงของพันธบัตรฯ สหรัฐอายุยี่สิบปีอยู่ในระดับติดลบ แต่นักลงทุนก็ยังเอาเงินไปจมกับมันอยู่ได้ … “ความกลัวคือแรงผลักดันต่อพฤติกรรม เหนือกว่าตรรกะทางคณิตศาสตร์”

30. หนังสือที่ชื่อ “Where are the Customers’ Yachts?” (หนังสือคลาสสิคที่สะท้อนมุมมองด้านการลงทุน เป็นหนังสืออ่านง่ายและสนุก ใช้ภาษาง่าย ชื่อหนังสือมาจากเนื้อหาข้างในเล่ม ที่ดำเนินเรื่องราวเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวนิวยอร์กแล้วหลงไหลไปกับเรือยอร์ชของบรรดาวาณิชธนกรและเทรดเดอร์ต่างๆ จึงเกิดสงสัยว่า “แล้วไหนล่ะ … เรือยอร์ชของลูกค้าของคนเหล่านี้?” หนังสือเล่มนี้พยายามเปิดมุมมองให้กล้าคิดต่างและไม่เชื่อในสิ่งที่โบรคเกอร์พยายามบอก เพราะไม่เคยมีลูกค้าคนไหนที่ร่ำรวยจากการปฏิบัติตามคำแนะนำของโบรคเกอร์ ในขณะที่คนเหล่านั้นรวยเอาๆ) ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1940 แต่คนส่วนมากก็ยังมองไม่ออกว่าที่ปรึกษาทางการเงินเหล่านี้ ไม่มีความจริงใจใดๆ ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าเลย

31. กองทุนรวมดัชนีที่มีค่าธรรมเนียมบริหารต่ำ คือ หนึ่งในนวัตกรรมการเงินที่มีประโยชน์ที่สุดในประวัติศาสตร์ ดูน่าเบื่อแต่ก็งดงามอย่างบริสุทธิ์

32. นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของโลกมีข้อได้เปรียบจากทักษะด้านจิตวิทยามากกว่ากำลังเงิน

33. สิ่งที่นายตลาดทำในแต่ละวันล้วนขับเคลื่อนด้วยโอกาสแบบสุ่ม การพยายามหาเหตุผลมาอธิบายความเคลื่อนไหวของดัชนีในระยะสั้น ก็ไม่ต่างอะไรไปกับการพยายามอธิบายว่าทำไมหวยออกเลขนั้นเลขนี้

34. โดยส่วนมากแล้ว การหาทางที่จะปกป้องเงินออมของคุณ มีความสำคัญมากกว่าการหาทางทำให้มันงอกเงย

35. ถ้าคุณกำลังมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ แต่ดันเกิดนึกอยากจะลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ก็ตาม จงหยุดซะ! … คุณไม่มีทางทำผลตอบแทนเอาชนะดอกเบี้ย 30% ต่อปีได้หรอก

36. การประกาศซื้อหุ้นคืนในสัดส่วนมากๆ ถือเป็นเพียงแค่ความพยายามที่จะชดเชยข้อผิดพลาดจากการบริหารทุนของบริษัทเท่านั้น แถมผู้บริหารยังชอบเอาประเด็นนี้มาคุยโว ว่าการซื้อหุ้นคืนก็คือการจ่ายเงินคืนให้กับผู้ถือหุ้นอีกต่างหาก

37. โอกาสที่จะมีบริษัทชื่อดังอย่างน้อยหนึ่งบริษัทกำลังตกแต่งบัญชีหลอกคุณ เพื่อไม่ให้รู้ว่ากำลังจะล้มละลาย มีสูงมาก

38. ต่อให้ผ่านไปอีก 20 ปีข้างหน้า ยามที่คุณมองตลาดหุ้น ก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากวันนี้ มีทั้งบริษัทที่ล้มหายตายจากไป และมีบริษัทใหม่ที่ก้าวเข้ามา

39. เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่ General Motors (GM) กำลังโลดแล่นในฐานะที่เป็นบริษัทที่เจ๋งที่สุดในโลก Apple (AAPL) ก็กำลังถูกปรามาสว่าจะล้มหายตายจากไป เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้กลับตาลปัตรเมื่อเวลาผ่านไปเพียงทศวรรษเดียว

40. นักลงทุนส่วนใหญ่จะรุ่งกว่านี้ หากไม่มัวไปหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวในสภาคองเกรส FED และท่าทีของประธานาธิบดี แต่เอาเวลาไปใช้ในการใส่ใจกับข้อผิดพลาดในการจัดการเงินลงทุนของตัวเอง

41. สำหรับคนส่วนใหญ่ การซื้อบ้านควรจะถูกมองว่าเป็นการสร้างหนี้ก้อนโต หาใช่การลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

42. ตำแหน่งประธานาธิบดีมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจน้อยกว่าแรงศรัทธาของประชาชน

43. ไม่ว่าคุณจะคิดว่าเงินที่เพียงพอสำหรับการเกษียณของคุณเป็นเงินเท่าไร จงคูณสองให้กับตัวเลขนั้นซะ แล้วคุณจะได้สัมผัสกับโลกของความเป็นจริงมากขึ้น

44. เศรษฐกิจถดถอยรอบต่อไปจะไม่เกิดซ้ำกับรูปแบบวิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุด เป็นเช่นนี้เสมอ

45. จงจำคำพูดของ Buffett ที่กล่าวถึงเรื่อง “นวัตกรรม” ว่า … “คนแรกที่คิดค้นคือนักประดิษฐ์ คนถัดมาที่ทำคือจอมเลียนแบบ ส่วนคนที่เหลือที่ยังทำซ้ำคือพวกงี่เง่า”

46. จงจำสิ่งที่ Mark Twain พูดเกี่ยวกับ “ความจริง” ไว้ว่า … “คำโกหกสามารถเดินทางไปไกลได้ครึ่งค่อนโลก โดยเล่นบทเป็นข้อเท็จจริง”

47. จงจำสิ่งที่ Marty Whitman พูดเกี่ยวกับ “ข้อมูล” ไว้ว่า … “มีตัวแปรเพียงสามสี่อย่างเท่านั้นที่สำคัญ ที่เหลือคือตัวกวน”

48. ยิ่งพยายามจะควบรวมกิจการให้โตมากเท่าไร โอกาสที่กิจการจะล้มครืนลงก็มากเท่านั้น พวก CEO ชอบที่จะเห็นบริษัทโตเร็วๆ โดยไม่ห่วงเรื่องการลงทุนที่เกินตัว

49. การลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสี่ยง มีจำนวนมากกว่าการลงทุนที่เสี่ยงเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลตอบแทน อย่างน้อยๆ ก็สักสิบเท่า

50. หลายครั้ง กิจการที่ผลิตสินค้าทั่วๆ ไปอย่าง ยาสีฟัน อาหาร กลอนประตู สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะที่กิจการที่เลอเลิศเรื่องการสร้างสรรค์นวัตกรรมกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เรียบเรียงจาก “50 Unfortunate Truths About Investing” โดย Morgan Housel, The Motley Fool.
Like

กฎการลงทุนของนักลงทุนระดับโลก

11 พฤศจิกายน 2555

กฎการลงทุนของนักลงทุนระดับโลก

จริงๆ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องกฏเกณฑ์มากนัก แต่ว่าพวกเขาเห็นด้วยว่า การทำกำไรในตลาดนั้นต้องมาพร้อมกับ “กลยุทธ์” ที่เป็นรูปธรรม เพื่อทำให้เราสามารถตัดอารมณ์ออกไปจากการตัดสินใจได้ไม่มากก็น้อย

วันนี้ เราได้รวบรวม กฎการลงทุนหรือกลยุทธ์ของนักลงทุนระดับเซียนไว้ถึง 6 คน ดังนี้

– Warren Buffett –
“เราควรจะซื้อบริษัทที่ดีในราคายุติธรรม ดีกว่าซื้อบริษัทที่ธรรมดาแต่ราคาแพง ”

Warren Buffett ถือว่าเป็นนักลงุทนที่ประสบความสาเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาได้ให้หัวใจสำคัญในการลงทุนแก่นักลงทุน คือ เมื่อคุณทำการประเมินบริษัท ให้ดูที่คุณภาพ, คุณภาพของบริษัทนั้นสำคัญมากที่สุด หลังจากที่คุณได้รู้คุณภาพของบริษัท ราคาที่เหมาะสมจะถูกกำหนดโดยอัติโนมัติ เขากล่าวว่าถ้าคุณภาพของบริษัทนั้นสูง อย่าคาดหวังว่าจะได้ราคาหุ้นของบริษัทในราคาถูกมากๆ แต่ถ้าบริษัทนั้นไม่มีคุณภาพก็อย่าไปซื้อเลยเพียงเพราะว่าราคามันต่ำ แต่บางครั้งบริษัทดีดี ก็มีจังหวะที่ราคาถูกเหมือนกัน ซึ่งเมื่อคุณเจอมันแล้ว ให้คุณทำการศึกษามันให้ลึกซึ้ง ถ้าบริษัทนั้นยังคงดูดี จงซื้อไว้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต่อให้หุ้นดีแค่ไหน ถ้าราคามันเกินมูลค่าของมัน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะซื้อมันไว้

– Prince Alwaleed Bin Talal –
“เราจะเจ็บปวดในระยะสั้น แต่ว่าผมเป็นนักลงทุนระยะยาว ”

คุณอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ Prince Alwaleed Bin Talal แต่ว่าเขาเป็นที่รู้จักดีในโลกของการลงทุน นักลงทุนจากซาอุดิอาระเบียผู้นี้ เป็นผู้ก่อตั้ง Kingdom Holding Company ก็เขานี่หล่ะ ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก 14.9% ใน Citigroup โดยราคาหุ้นของเขาสูงกว่าตอนที่เค้าซื้อมาในช่วงเกิดวิกฤติอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในอินเดียของเขา มูลค่าของมันก็สูงกว่าตอนที่เขาซื้อในช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี 2009 อย่างมากด้วยเช่นกัน ในขณะที่คนอื่นๆ อาจจะขายมันออกไป Prince Alwaleed Bin Talal ได้ทำในสิ่งที่นักลงทุนที่เก่งที่สุดทำ คือ การถือหุ้นเป็นระยะเวลานาน ตัดภาพของตลาดออกไปแล้วสะสมเงินปันผลในช่วงที่รอ..เขาบอกว่ามันก็โอเคนะสำหรับการเทรดหุ้นในระยะสั้นหรือระยะกลาง แต่ว่าเชื่อผมเหอะ เงินก้อนของคุณควรจะลงทุนในการลงทุนระยะยาว

–Carlos Slim-
“ฉันเชื่อว่า หายนะที่เกิดขึ้นในเม็กซิโกแล ลาตินอเมริกา ก็เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับจีน และมันเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโต มันเป็นโอกาสในการลงทุน ”

Carlos Slim เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน คำกล่าวของเขานั้นแสดงให้เห็นถึง จิตใจที่นักลงทุนระดับโลกมี เขาจะไม่มองว่าจะเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ โดยการศึกษาเพียงแค่บริษัทว่าเป็นอย่างไร แต่เขาสนใจที่จะรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ไปต่างหาก เขาจะคิดไปข้างหน้าเสมอ

ถ้าคุณคิดว่า คุณต้องเต้นไปตามกระแสการลงทุนในปัจจุบัน เพราะมันจะสร้างกำไรให้คุณ จงรู้ไว้เลยว่าคุณจะได้กำไรในระยะสั้น แต่คุณจะพลาดกำไรครั้งใหญ่ คุณต้องพยายามหากำไรครั้งใหญ่ เพื่อที่จะทอดสมอการลงทุนให้กับพอร์ทการลงทุนของคุณไปกับหุ้นที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

– Carl Icahn-
” คุณจะได้เรียนรู้ในธุรกิจนี้ แต่ถ้าคุณต้องการเพื่อนซื้อหมาซักตัว”

Carl Icahn เป็นนักลงทุนอิสระ เขามักจะพยายามซื้อหุ้นจานวนมากเพื่อมีสิทธิออกเสียงในบริษัทนั้น หุ้นที่เขาถืออยู่นั้นมี Time Warner, Yahoo, Clorox และ Blockbuster Video เขาถามมือใหม่ว่า หลายๆครั้งในการลงทุนของคุณ ที่คุณอ่านบทความและอ่านข่าว หรือถามเพื่อนของคุณว่าควรซื้อหุ้นอะไรดี คุณเสียเงินจากมันใช่หรือเปล่า? เพราะถ้าคำตอบคือใช่ คุณจะไปเชื่อสิ่งเหล่านั้นต่อไปทำไม และถ้าคุณต้องการเพื่อนในวงการ คงจะดีกว่ามากที่คุณจะซื้อหมาสักตัวแทน ถ้าเพื่อนคนนั้นกลับทำให้คุณยิ่งเสียเงิน จริงไหม

Icahn จะทำการศึกษาถึงความจริงของบริษัทที่เขาจะลงทุนจากแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้อย่างหนัก ส่วนคำแนะนาอื่นๆ เขาบอกว่าควรจะฟังไว้บ้างแต่อย่าเพึ่งปักใจเชื่อจนกว่าคุณจะทำการบ้านต่ออย่างจริงจัง

– Dennis Gartman –
“อดทนกับการเทรดที่เราได้กำไรและอดทนยิ่งกว่ากับการเทรดที่เราขาดทุน จำไว้ว่าเราสามารถสร้างผลกำไรได้จากการเทรด แม้มั่นใจว่าจะถูกเพียงแค่ 30 % เพียงแค่เราสามารถทำกำไรให้ได้เยอะๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ว่าขาดทุนให้น้อยที่สุด ”

คุณไม่จำเป็นต้องถูกตลอดเวลา อะไรจะสำคัญไปกว่า การปล่อยให้กำไรวิ่งไปเรื่อยๆ และ ออกจาก order ที่ขาดทุนให้เร็ว เงินที่คุณเทรดได้กำไรนั้นจะแตกต่างจากเงินที่คุณเทรดเสียอย่างมากมาย

Bill Gross –
“คุณชอบหุ้นตัวนี้มากใช่ไหม? ? ลงทุน 10% หรือว่า ทั้งหมดพอร์ตเลยดี คุณต้องให้ความสำคัญกับทุกๆความคิด ความคิดในการลงทุนที่ดีนั้น ไม่ควรจะปล่อยปละไว้จนถูกลืม”

Bill Gross เป็นหัวหน้าส่วนการลงทุนร่วมของ PIMCO หนึ่งในกองทุนพันธบัตรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กฏของ Gross นั้นพูดถึงการจัดการพอร์ตโฟลิโอ กฏหลักที่นักลงทุนหน้าใหม่ คือ การกระจายความเสี่ยง หรือ การไม่นำเงินลงทุนของคุณลงทุนลงไปในสิ่งๆเดียว การกระจายความเสี่ยงเป็นกฏที่น่าจดจำ แต่ว่า มันก็ทำให้กำไรของคุณน้อยลงไปด้วย เมื่อหุ้นที่คุณเลือกตัวหนึ่งมันวิ่ง แต่ว่าตัวอื่นไม่วิ่ง การทำกำไรในตลาดนั้นเป็นเรื่องของโอกาส ซึ่งหาได้จากการศึกษาและทำการบ้าน คุณต้องมีเงินในพอร์ทลงทุนของคุณเสมอเพื่อโอกาสที่จะมาถึง และอย่ากลัวเมื่อคุณเชื่อว่า การศึกษาของคุณชี้ชัดว่า คุณจะเป็นผู้ชนะ

นี่คือกฎการลงทุนคร่าวๆของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน ในความจริงพวกเขายังมีกฎส่วนตัวอีกมากมาย และมันไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเชื่อหรือคิดต่างกันอย่างไร แต่มันสำคัญที่ว่า เค้าสามารถทำตามกฎและแผนการลงทุนที่เค้าวางไว้หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวตัดสินว่าใครสามารถตัดอารมณ์ออกไปจากการตัดสินใจได้มากกว่ากัน และการตัดสินใจที่ปราศจากอารมณ์ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะมากกว่า โดยเฉพาะในสนามแห่งการลงทุนนี้

คุณคงต้องถามตัวคุณเองว่า วันนี้ คุณมีกฎในการลงทุนรึยัง? หรือคุณจะปล่อยให้กระแสแห่งอารมณ์พัดคุณเซไปเซมาจนน็อคเอ้าท์ในที่สุด

By 2Binvestor

Four Common Trading Mistakes and How to Avoid Them

แปลจากบทความ Four Common Trading Mistakes and How to Avoid Them
:เขียนโดย Ivan Hoff

1. ซื้อขายหุ้นโดยไม่มีหลักการ

ถ้าคุณไม่มีจุดยืน คุณก็ไม่มีแก่นหรือสิ่งใดให้ยึดถือปฏิบัติ ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายว่าจะไปที่ใด คุณก็ไม่มีวันไปถึงจุดหมาย… จงกำหนดหลักการ วางแผนการลงทุน และทำตามแผนที่คุณวางไว้เสมอ เพราะถ้าคุณไม่มีแผนการของตนเอง คุณก็จะต้องตกอยู่ในแผนการของคนอื่น

“ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงซื้อหุ้นตัวนั้น คุณก็จะไม่รู้ว่าควรขายมันตอนไหน ซึ่งนั่นมักจะทำให้คุณขายหุ้นทิ้งตอนที่ราคาของมันทำให้คุณกลัว ทั้งๆที่โดยส่วนมากแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณกลัวราคาหุ้นในขณะนั้น มันคือโอกาสซื้อ ไม่ใช่จุดบ่งชี้ว่าคุณควรขายมันทิ้ง”

– Martin Taylor –

2. เข้าซื้อหุ้นไม้ใหญ่เกินไป (Trading too big)

การเข้าซื้อหุ้นครั้งเดียวในสัดส่วนที่เยอะของพอร์ต จะทำให้คุณขายหุ้นเพราะความกลัวของคุณ ไม่ใช่เพราะระบบลงทุนของคุณบอกให้ขาย

ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อหุ้น คุณควรกำหนดจำนวนเงินที่คุณสามารถยอมรับขาดทุนได้ให้อยู่ในระดับที่ไม่เสี่ยงมากไป ตัวอย่างเช่น คุณยอมรับขาดทุนได้ 20,000 บาท โดยที่จุดตัดขาดทุนของคุณคือ เมื่อราคาหุ้นตกลงไปต่ำกว่าต้นทุน 5 บาท ดังนั้น คุณควรซื้อหุ้นตัวนี้จำนวน 4,000 หุ้น

“นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญเกือบทั้งหมดไปที่จุดเข้าซื้อ (entry price) ทั้งๆที่โดยส่วนมากแล้ว ขนาดของการเข้าซื้อ (entry size ) ในแต่ละครั้งมีความสำคัญกว่าจุดเข้าซื้อ เพราะหาก entry size แต่ละครั้งใหญ่มากเกินไป เวลาที่หุ้นปรับตัวลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ มันก็มักจะทำให้คุณกลัวและขายหุ้นที่ยังมีแนวโน้มดีนั้นทิ้งไป ดังนั้น ยิ่งขนาดของการเข้าซื้อใหญ่มากไปเท่าไร ความกลัวจะเข้ามาครอบงำการตัดสินใจของคุณ แทนที่จะตัดสินใจจากแผนการและประสบการณ์ที่พิจารณาอย่างดีแล้ว”

– Steve Clark –

3. ซื้อขายมากเกินไป (Overtrading)

การที่เราจะซื้อขายหุ้นบ่อยขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับแนวทางการลงทุนของเรา แต่ไม่ว่าคุณจะใช้แนวทางลงทุนแบบไหนก็ตาม การซื้อขายน้อยครั้งย่อมดีกว่าเสมอ (less is more)

อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดไป เพราะไม่ว่าคุณจะทำการบ้านหรือเตรียมตัวมาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม แต่ตลาดหุ้นนั้นก็มักจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่บ่อยๆ ดังนั้น คุณควรจะมีไอเดียหรือหุ้นที่จะเลือกลงทุนมากกว่า 1 ตัวอยู่เสมอ

แต่การที่คุณซื้อๆขายๆในหุ้นทุกตัวที่เกิดสัญญาณ ทำให้เงินลงทุนและพลังงานของคุณถูกกระจายออกไปในหุ้นหลายตัวมากจนเกินไปนั้น คงไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดนัก

คุณควรยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่คุณรู้และเข้าใจ เลือกใช้วิธีการที่คุณทำแล้วได้ผล อย่าหลงไปตามกระแสข่าวลือหรือการลงทุนที่คุณไม่ได้เปรียบ และหลีกเลี่ยงการลงทุนใดๆก็ตามที่คุณไม่ได้มีความเข้าใจในสิ่งนั้นเลยแม้แต่น้อย

ในบางครั้ง การเทรดที่ดีที่สุดก็คือ การไม่เทรดเลย และตั้งมั่นอยู่กับหุ้นที่เราถือ ผมรู้ดีว่าในช่วงตลาดกระทิงดุนั้น มันมีสิ่งที่เย้ายวนใจมากที่จะทำให้คุณซื้อๆขายๆบ่อยครั้ง เมื่อหุ้นเกือบทุกตัวขึ้นไปทะลุ High เดิม คุณรู้สึกเหมือนเด็กที่อยู่ในร้านขนมหวานแล้วไม่รู้จะเลือกหยิบขนมชิ้นไหนดี

จงเลือกหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในจังหวะเวลาที่เหมาะสม อย่าพยายามที่จะไล่ซื้อหุ้นทุกๆตัว เพราะคุณไม่สามารถทำได้ (ยกเว้นว่าคุณเป็นคอมพิวเตอร์!!!)

เบื้องหลังของความผิดพลาดในข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 มักจะเกิดจากความมั่นใจที่มากเกินไป

ถึงแม้้ว่าความมั่นใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการทำตามแผนและระบบลงทุนของคุณ แต่ถ้ามีความมั่นใจที่มากเกินพอดี (Overconfidence) มันจะก่อให้เกิดผลเสีย เพราะความมั่นใจที่มากเกินไปนั้น เป็น 1 ในเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีประสบการณ์จึงยังสามารถขาดทุนได้

เมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่า ความสำเร็จของคุณในตลาดมาจากการที่คุณเป็นอัจฉริยะ ไม่ได้มาจากความคิดที่รอบคอบและไตร่ตรองอย่างระมัดระวังในการลงทุน ก็เท่ากับว่าคุณใกล้ถึงเวลาที่จะขาดทุนแล้ว

4. เฝ้าดูราคาหุ้นมากเกินไป (Watching your stocks too closely)

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนแบบ day trader นั่นคือสิ่งคุณควรทำ แต่ถ้าคุณใช้กรอบการลงทุนที่ยาวนานกว่านั้น การเฝ้ามองราคาหุ้นตลอดเวลาจะก่อให้เกิดผลเสียซะมากกว่า

เมื่อคุณตัดสินใจใดๆแล้วคุณต้องให้เวลากับมัน เพื่อให้หลักการหรือไอเดียการลงทุนของคุณนั้นได้โชว์ผลลัพธ์ของมันจริงๆออกมาเสียก่อน

“การเฝ้ามองราคาหุ้นบนหน้าจอทั้งวันนั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆและเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ผมเชื่อว่าการเฝ้าดูทุกคำสั่งซื้อขายจะทำให้คุณขายหุ้นก่อนเวลาอันควร (ขายหมู) และ มักทำให้คุณซื้อหุ้นในราคาที่สูงเกินไปหรือขายหุ้นในราคาที่ต่ำเกินไปของวันนั้น รวมถึงทำการซื้อขายมากเกินไป (Overtrading) ผมแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการเฝ้ามองราคาหุ้นตลอดเวลา และหันไปทำสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนและต่อตัวของคุณเองในช่วงเวลาซื้อขาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้น”

– Steve Clark –

การเฝ้ามองราหาหุ้นอย่างใกล้ชิดจะทำให้เกิดผลเสียต่อผลตอบแทนของคุณ เมื่อคุณเข้าซื้อหุ้นแล้ว คุณไม่ควรซื้อขายเพียงเพราะเห็นคำสั่งซื้อขายเล็กๆน้อยๆที่สวนทางกับ Position ของคุณ การเฝ้ามองราคาหุ้นมากเกินไปนั้น ก็เปรียบเหมือนคุณนั่งอยู่ในร้านเบเกอรี่แสนอร่อยขณะที่คุณกำลัง diet

“หากคุณใช้เวลาอยู่ในร้านตัดผมสักพักหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็วคุณจะคิดว่าคุณต้องตัดผม ทั้งๆที่คุณหัวล้าน”

– Warren Buffett –

โซรอส เคยกล่าวไว้่ว่า

“ถ้าคุณออกไปทำงานทุกวัน เพียงเพราะคิดว่าคุณต้องทำอะไรซักอย่าง ผลก็คือ มันทำให้คุณมักจะทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเพื่อไม่ให้เบื่อไปวันๆ ซึ่งผมคิดว่าคุณควรจะอยู่เฉยๆดีกว่า ปกติแล้วผมจะไปทำงานเฉพาะเวลาที่มีงานให้ทำ ในเวลาที่มันควรค่าแก่การทำจริงๆ ผลก็คือ ผมเรียนรู้ที่จะสามารถแยกแยะได้ว่า วันไหนที่มีงานสำคัญกว่าวันอื่นๆ และรู้ว่าเวลาไหนที่ควรมุ่งมั่นกับงานเป็นพิเศษ”

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่ไม่ใช่ Day Trader คุณควรหาสิ่งอื่นทำแทนที่จะนั่งเฝ้าดูราคาหุ้นทั้งวัน อย่างเช่นการอ่านหนังสือ ออกกำลังกาย หรือ อะไรก็ตามที่ทำให้ไม่ต้องยุ่งกับการดูราคาหุ้นระหว่างวันมากเกินไป

ความไม่รู้ไม่ใช่อุปสรรคของคนส่วนใหญ่ในตลาด เพราะทุกคนต่างก็สามารถศึกษาหาความรู้ได้เหมือนๆกัน แต่เป็นความพยายามที่จะนำความรู้ต่างๆมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังต่างหาก เหมือนกับที่ทุกคนรู้ดีว่า ควรทำตัวอย่างไรเพื่อลดน้ำหนัก แต่จะมีสักกี่คนที่มีวินัยมากพอที่จะทำตามแผนของตนเองได้อย่างจริงจังและสม่ำเสมอ…

กฏการเล่นหุ้น

กฏการเล่นหุ้น

1. ลงทุนตามแนวโน้มของตลาด

2.เลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่เก่งกว่าตลาด

3.หากแน่ใจว่าตลาดได้เปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้นก็จงกล้าแบ่งพอร์ตออกมาเล่นเก็งกำไร

4.หากมีข้อมูลที่เหนือกว่า จงกล้าทำตัวสวนกระแสคนส่วนใหญ่ เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ความรู้สึกเป็นหลักมักจะผิด

5.หากแน่ใจว่าตลาดขาขึ่้นจนใกล้สุดขีดและกำลังจะเปลี่ยนเป็นขาลงให้ขายออกไปก่อนเพื่อลดความเสี่ยง

6. เมื่อหุ้นเปลี่ยนเป็นขาลงให้หยุดเล่น

7.รู้จักหาหุ้นที่ไว้ใจได้ยามภาวะขาลง

8.รู้จักอารมณ์ฝูงชนว่าด้วยคลื่นอารมณ์ในตลาดมาบริหารความเสียง

9. ให้รู้เท่าทันสภาพอารมณ์ของตนเองว่าอยู่ในคลื่นไหน

10.อย่าตกเป็นเหยื่อข่าวร้าย แต่หาจังหวะเข้าซ้อนซื้อเมื่อเหตุการณ์คลี่คลายในระดับหนึ่งหากปัจจัยของพื้นฐานของหลักทรัพย์และตลาดยังดีไม่เปลี่ยนแปลงไปทางลบ

11.ตลาดหุ้นไม่ใช่แหล่งพนันที่คุณจะขลุกอยู่กับมันตลอด

12.ต้องกำหนดแผนการเล่นที่ชัดเจนโอกาสได้มากกว่าเสีย

13.จงเรียนรู้ว่ารายใหญ่ไปทางไหนแล้วเกาะติดหรือดักทาง