Posts from the ‘กฎการลงทุน’ Category

กฏการลงทุน 24 ข้อ ตามแนวทาง วอร์เรน บัฟเฟตต์

กฏการลงทุน 24 ข้อ ตามแนวทาง วอร์เรน บัฟเฟตต์

1. เลือกความเรียบง่าย มากกว่าความซับซ้อน

บัฟเฟตต์ แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน”

จำไว้ว่าความยากไม่มีในการลงทุน มองหาบริษัทที่มีประวัติยาวนานและสามารถคาดเดาอนาคตของธุรกิจได้

ถ้าคุณไม่เข้าใจธุรกิจ อย่าซื้อหุ้น

2. ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง

อย่าเชื่อโบรกเกอร์, นักวิเคราะห์ หรือผู้รู้ จงเชื่อตัวคุณเอง

เมื่อคุณพบที่ปรึกษาทางการลงทุนหรือนักลงทุนมืออาชีพ จงถามว่า “พวกคุณจะได้อะไรจากผม”
ถ้าคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจคุณก็ควรจะเดินหนีไปซะ

การลงทุนแบบเน้นคุณค่าเป็นเทคนิคที่พิสูจณ์แล้วว่า จะสร้างผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาว

3. จงมีสติ

บัฟเฟตต์แนะนำว่า ปล่อยให้คนอื่น ๆ ตื่นตระหนกไปกับตลาดแล้วเมื่อมันสงบคุณจะได้ประโยชน์จากมัน

อย่าคิดจะเป็นเจ้าของหุ้น ถ้ามันจะทำให้คุณตื่นตระหนกและขายหุ้นของคุณเมื่อราคาตกลง 50%

คำแนะนำ 3 ข้อ ตอนตลาดตก
1. เกาะติดอยู่กับบริษัทที่ดี
2. รู้จักตัวเอง
3. อย่าตัดสินใจลงทุนเพราะมีคนอื่นมากระซิบหุ้นเด็ด

4. จงอดทน

บัฟเฟตต์แนะนำให้คิดถึงระยะเวลาเป็น 10 ปี แทนที่จะเป็น 10 นาที ถ้าคุณไม่สามารถจะถือหุ้นได้เป็นทศวรรษก็อย่าซื้อหุ้นตั้งแต่แรก

อย่าหมกมุ่นอยุ่กับราคาหุ้น จงศึกษาพื้นฐานของธุรกิจ ความสามารถในการสร้างกำไร อนาคตของบริษัท และอื่น ๆ

เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของธุรกิจ

5. ซื้อธุรกิจไม่ใช่แค่ซื้อหุ้น

ถ้าคุณซื้อหุ้นของบริษัทที่ดีแล้ว ปล่อยให้คนอื่น ๆ กังวลเรื่องตลาดหุ้นไปเถิด

ผลประกอบการของธุรกิจคือ กุญแจสำคัญของการเลือกซื้อหุ้น ให้ศึกษาผลการดำเนินงานในอดีตของบริษัทที่อยุ่ในรายการหุ้นที่คุณสนใจ

จงมองหาความแน่นอนในตลาดที่ไม่แน่นอน ธุรกิจจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้นระยะยาวเท่านั้น

6. จงมองหาบริษัทที่มีฟรานไชส์

บัฟเฟตต์เรียกธุรกิจบางประเภทว่า “ฟรานไชส์” ซึ่งเปรียบเสมือนธุรกิจที่มีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบอยู่ ซึ่งสามารถป้องกันศัตรูได้

ธรกิจที่มีฟรานไชส์เศรษฐกิจต้องขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่
1. จำเป็นหรือตอบสนองความต้องการ
2. ไม่ต้องการเงินลงทุนที่มากเกินไป
3. เป็นผู้นำตลาดและไม่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียง
4. สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างอิสระ

จงค้นหาบริษัทที่มีป้องปราการล้อมรอบ จงมองหาบริษัทที่อยู่เหนือคู่แข่ง

อย่าซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ จากงานวิจัยพบว่าการเข้าออกตลาดบ่อย ๆ จะสร้างผลขาดทุนมหาศาล

ข้อควรปฏิบัติ
มองหาธุรกิจฟรานโชส์ที่จะยืนหยัดผ่านการทดสอบของกาลเวลา
ศึกศาพื้นฐานของบริษัทก่อนที่คุณจะซื้อมัน

อย่ากลัวที่จะตกรถไฟ ถ้าคุณยังไม่แน่ใจในรถไฟขบวนนั้น

7. ซื้อโลเทคไม่ใช่ไฮเทค

ในโลกของบัฟเฟตต์การประสบความสำเร็จในการลงทุนคือการสร้างความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับเรื่องของจรวด, แสงเลเซอร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่มักจะเกี่ยวกับเครื่องของ อิฐ, พรม, สี ลูกอมและฉนวน

อย่าถูกยั่วยุด้วยการ รวยเร็ว และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัทที่ซับซ้อน บริษัทเหล่านั้นไม่สามารถที่จะคาดเดาอนาคตได้

ข้อปฏิบัติ
หลีกเลี่ยงบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงบ่อย
ลงุทนในธุรกิจ “คลื่นลูกเก่า”
บริษัทใช้เวลาเป็นทศวรรษเพื่อที่จะกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่

8. จงหลีกเลี่ยงการลงทุนในแบบที่บัฟเฟตต์เรียกว่า “เรือของโนอาร์”

คือซื้อโน่นนิดนี่หน่อย จะดีกว่าถ้าลงทุนมาก ๆ ในหุ้นน้อยตัว

เมื่อคุณมั่นใจว่าธุรกิจนั้นมีความเข้มแข็ง จงมั่นใจและอย่าลังเลที่จะซื้อหุ้นในจำนวนมาก แทนที่จะซื้อหุ้น 15-20 บริษัทที่พอใช้ได้

9. ฝึกที่จะอยู่นิ่ง

สัญญาณของความสำเร็จในการลงทุนคือ ความสามารถที่จะปล่อยวางให้เวลาผ่านไปโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

อย่าซื้อขายเพราะเห็นแก่กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ

การซื้อขายมาก ๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของนักลงทุนที่โลเล ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากกว่าจะกำไร

10. อย่ามองตัววิ่ง [ราคาหุ้น]

ราคาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของตัววิ่ง แต่การลงทุนเป็นอะไรที่มากกว่าราคา

ให้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า หลีกเลี่ยงจากตัววิ่งและละเว้นจากการดูราคาหุ้นทุก ๆ วัน

วอเร็น บัฟเฟตต์ ไม่เคยรู้ว่าบริษัทเบิร์กไซร์ฮาธาเวย์ของเขาว่าซื้อขายกันที่ราคาเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นวานนี้, วันนี้ หรือพรุ่งนี้

แต่เขาสนใจว่าจะซื้อขายกันที่ราคาเท่าใดในทศวรรษหน้า เพราะนั่นคือการวัดศักยภาพและมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

11. มองตลาดหุ้นขาลง ให้เป็นโอกาส

ตลาดหุ้นขาลงไม่ได้ฆ่าใคร แต่กลับเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นถ้าผู้คนเริ่มวิ่งหนีออกจากหุ้นดี ๆ จงเตรียมพร้อมที่จะลุยไปกับหุ้น

จงมองหาบริษัทที่มีคุณภาพที่กำลัง “ลดราคา”สำหรับคุณภาพ นั่นหมายถึง พื้นฐานที่รองรับธุรกิจและคุณภาพของทีมบริหาร

บัฟเฟตต์พูดว่า “นักลงทุนจะไม่ขาดทุนเมื่อตลาดปรับตัวลงจะมีก็เพียงนักเก็งกำไรเท่านั้นที่ขาดทุน”

ดังนั้นจงเป็นนักลงทุนแบบวอเร็น บัฟเฟตต์

12. อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา

บัฟเฟตต์ชอบเปรียบเทียบแนวทางการลงทุนของเขากับเรื่องของเบสบอล เขาเปรียบนักลงทุนว่าเหมือนกับผู้เล่นที่ยืนอยู่บนโฮมเบสที่พร้อมจะตีลูก

ตลาดหุ้นก็เหมือนกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่ขว้างลูกมาให้นักลงทุนตีอยู่ตลอดเวลา

เขาแนะนำว่า “อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา”

จงอดทนแล้วปล่อยให้ลูกบอลที่ขว้างผ่านไป ให้รอเฉพาะลูกสวย ๆ ตีง่าย ๆ ที่ถูกขว้างมาแล้วค่อยตี

13. อย่าสนใจเรื่องมหาภาค จงสนใจแต่เรื่องจุลภาค

เรื่องใหญ่ ๆ อย่างเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจ เป็นเรื่องภายนอกธุรกิจอย่าไปใส่ใจกับมัน

จงสนใจแต่เรื่องเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง

14. จับจ้องมองการบริหาร

บัฟเฟตต์ จะมองหาธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่าพร้อมกับผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่เสมอ
1. ทีมผู้ยริหารทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น หรือทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเขาเองโดยใช้ทรัพยากรของผู้ถือหุ้น?
2. ผู้บริหารใช้งบประมาณของบริษัทอย่างรอบคอบ หรือเป็นผู้บริหารที่ใช้เงินสิ้นเปลือง?
3. ผู้บริหารทุ่มเทเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นและใช้จ่ายเงินลงทุนอย่างเหมาะสมหรือไม่?
4. ผู้บริหารมีโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและหลีกเลี่ยงการออกหุ้นใหม่ที่จะทำให้มูลค่าของหุ้นลดลงหรือไม่?
5. ผู้ถือหุ้นถูกปฏิบัติอย่างหุ้นส่วน หรือเป็นเพียงแค่หุ่นไล่กา?
6. รายงานประจำปีของบริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาหรือว่ามีแต่เรื่องไร้สาระ?
7. ผู้บริหารรายงานข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง หรือพยายามปกปิดข้อมูลความเป็นจริง?

ประเมินทีมผู้บริหารก่อนที่คุณจะลงทุน
มองหาบริษัทที่เป็นมิตรกับผู้ถือหุ้น
หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่มีประวัติเสียงทางการเงินและกลโกงทางบัญชี

15. ราชาแห่งวอลสตรีทนั้นไม่ใส่เสื้อผ้า

บัฟเฟตต์ บอกว่า วอลสตรีทเป็นที่ ๆ เดียวที่คนซึ่งมาด้วยรถ Rolls-Royces ฟังคำแนะนำของคนซึ่งมาด้วยรถไฟใต้ดิน

อย่าสนใจกราฟ

กุญแจของการลงทุนคือ วินัย และความอดทน

ให้ค้นหาความแตกต่างระหว่าง มูลค่าของธุรกิจกับราคาของหุ้นในตลาด

16. ฝึกที่จะคิดให้เป็นอิสระ

อยู่ให้ห่างจากฝูงชนที่แต่ตื่น ถ้าไม่อย่างนั้น ความอลห่มานจะมาเยือคุณและการลงทุนของคุณ

ทำการบ้านของคุณและตัดสินใจเลือกการลทุนด้วยตัวคุณเอง

17. จงอยู่ในของเขตความรอบรู้ของคุณ

จงสร้างโซนของความชำนาญขึ้นมา แล้วอยู่แต่ในโซนนั้น และอย่าโทษตัวเองถ้าพลาดโอกาสดี ๆ ที่เกิดขึ้นนอกโซนที่คุณสร้างขึ้น

จดรายชื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมที่คุณรู้สึกสบายใจด้วย

อย่าสร้างข้อยกเว้นให้กับขอบเขตความรอบรู้ของคุณ

เล่นเกมของคุณ ไม่ใช่เล่นเกมของคนอื่น

18. อย่าสนใจการพยากรณ์ตลาดหุ้น

การทำนายราคาหุ้น หรือหุ้นกู้ในระยะสั้น ๆ นั้นไร้ประโยชน์ พวกมันบอกเกี่ยวกับผู้ทำนายมากกว่าที่พวกมันจะบอกเกี่ยวกับอนาคต

อย่าให้การพยากรณ์มายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจการลงทุนของคุณ

เอาเวลาที่จะใช้กับการฟังพยากรณ์ตลาดหุ้น ไปใช้กับการวิเคราะห์ประวัติผลการดำเนินงานของบริษัทดีกว่า

พัฒนากลยุทธ์การลงทุนโดยไม่ต้องพึ่งพาภาพรวมการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

19. รู้จักกับ “นายตลาด” และ “Margin of Safety”

นักลงทุนที่ดีคือ ใครก็ตามที่สามารถรวมเอาการเลือกธุรกิจที่ดีเข้ากับความสามารถที่จะวางเฉยต่อการแกว่งตัวอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นได้

เมื่อเกิดความสับสน จงนึกถึงแนวความคิดของ เบน เกรแฮม ในเรื่อง “นายตลาด” และให้มองหา “Margin of Safety”

รอจนกว่าเวลาของคุณจะมาถึง

คอยจนกว่านายตลาดจะหดหู่ และทำให้ราคาของหุ้นลดลงมากพอที่จะสร้างโอกาสในการซื้อที่มี Margin of Safety ในปริมาณที่เหมาะสม

20. จงตื่นกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังตื่นกลัว

คุณสามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าใครจะโลภ, ตื่นกลัว หรือโง่เขลา คุณแค่ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไรหรือกำลังเป็นอะไรอยู่เท่านั้น

ซื้อเมื่อคนอื่นกำลังขายและขายเมื่อคนอื่นกำลังซื้อ

จงเตรียมพร้อมที่จะลงทุนอย่างรวดเร็วเมื่อโอกาสนั้นมาถึง

21. อ่าน, อ่านให้มาก แล้วคิดให้ดี

บัฟเฟตต์ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวันในการอ่านหนังสือ และใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงในการคุยโทรศัพท์ ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการ “คิด”
อุตสาหกรรมการลงทุนนั้นไม่เหมือนกับอุตสากรรมอื่น ๆ การที่จะลงทุนนั้นต้องสะสมความรู้ และยังมีสิ่งที่คุณไม่รู้อีกมากมายซึ่งพร้อมที่จะให้คุณค้นพบ

22. ใช้แรงม้าของคุณให้เต็มที่

คนทั่ว ๆ ไปมี “เครื่องยนต์ขนาด 400 แรงม้า” แต่สามารถใช้ได้เพียง 100 แรงม้าเท่านั้น
ใครก็ตามที่สามารถใช้แรงม้าได้เต็มที่จากเครื่องยนต์ขนาดแค่ 200 แรงม้า ก็สามารถทำได้ดีกว่าคนอื่น ๆ มาก

23. อย่าทำพลาด จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น

ให้ความสำคัญกับการศึกษาความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำมัน

จงระวังคำสัญญาที่พร่ำบอกเกี่ยวกับการรวยเร็วและผลตอบแทนที่สูงลิ่ว ซึ่งมันมักจะมาควบคู่กับความเสี่ยงก้อนโตเสมอ

จงกระตือรือร้นที่จะตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเองและอย่าสละอำนาจการควบคุมพอร์ตโพลิโอของคุณไปให้คนอื่น

จับตาดูต้นทุนอยู่เสมอ

“จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น มันไม่มีเหตุผลที่จะใช้ชีวิตอันแสนเศร้าบนเรื่องราวความผิดพลาดที่คนอื่นเคยทำมาแล้ว”

24. ก้าวสู่การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้

สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนแบบรอบรู้ก็คือ มันสามารถสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้ถ้าคุณไม่รีบร้อนจนเกินไป และมันจะไม่ทำให้คุณจนลง
จงต่อสู้กับเสียงรบกวนต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะแห่งความเป็นจริง

ฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

จดสิ่งต่าง ๆ ที่คุณทำถูก จดสิ่งต่าง ๆ ที่คุณทำผิด จทำวันนี้ให้มากและทำวันหลังให้น้อยลง

การลงทุ่นคือ การหลีกเลี่ยงปัญหาทางธุรกิจให้ได้มากที่สุด และแก้ปัญหาทางธุรกิจให้น้อยที่สุด

มันเกี่ยวกับการหาและกระโดดข้าม “รั้วที่สูงแค่ 1 ฟุต” ไม่ใช่การพัฒนาความสามารถพิเศษเพื่อที่จะกระโดดข้ามรั้วที่สูง 7 ฟุต

ขอบคุณ: How Buffett Does It ตามรอยวอเร็น บัฟเฟตต์ โดย James Pardoe แปลโดย เอกสิทธิ์ หัสสรังสี

Advertisements

9กฎเหล็ก_เซียนหุ้นโลก

ไทยรัฐ ( โดย มิสแซฟไฟร์ ) : 9กฎเหล็ก_เซียนหุ้นโลก รบ 100ครั้ง ชนะ… 101ครั้ง!
ใครที่สนใจเล่นหุ้น คงเคยได้ยินชื่อเสียง Warrent Buffett นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่_ชาวมะกัน วัย 83ปี , คุณป๋า ร่ำรวยจากการลงทุนในตลาดหุ้น จนอู้ฟู่ เป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจ Burke cheer Hathaway สร้างกำไรมหาศาลถึง 513.055% ตั้งแต่ปี 1,964 – 2,011

แม้จะขึ้นหิ้ง เป็นมหาเศรษฐี No.3 ของโลก ครองสินทรัพย์ 53,500ล้าน $_สหรัฐฯ
แต่ๆๆ คุณป๋า ก็ยังใช้ชีวิตสมถะสุดๆ ชีวิตนี้ ไม่มีมือถือ ไม่สนComputer & ไม่พก บัตร_Credit ปัจจุบัน ยังอยู่บ้านหลังเดิม ที่เป็นเรือนหอ ขนาด 3ห้องนอน กลางเมืองOmaha รัฐ_Nebraska ชอบทานสเต๊ก ร้านเล็กๆ_เจ้าประจำ & ขับรถไปทำงานเอง ทุกๆ วัน
เซียนหุ้นระดับตำนานโลก เปรียบ Style การลงทุนของตนเอง แว่… เหมือนสิงโต ซุ่มในพงหญ้า รอตะครุบเหยื่อที่เข้ามาใกล้ กรงเล็บ! , ทรรศนะนี้ สะท้อนถึง Style การลงทุนที่อดทน มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร ระดับน่าพอใจ โดยไม่เสี่ยงมากนัก ขณะเดียวกัน ก็ให้น้ำหนักกับ พื้นฐาน & มูลค่าหุ้นแท้จริง ถือเป็นต้นแบบการลงทุน แนวเน้นคุณค่า หรือ… ” V I ”

ในยามที่ ตลาดหุ้นไทยดิ่งเหวลึก เพราะ ถูกฝรั่งเทขาย จน เลือดไหล… ” ไม่หยุด ”
ขอซับน้ำตาแมลงเม่าปีกหัก & นลท. ทุกสายพันธุ์ ด้วย 9กฎเหล็กการลงทุนในตลาดหุ้น ของ “ คุณป๋า_Warrent Buffett ” ถ้าเดินตามรอยนี้รับรองว่า… รบ 100ครั้ง ก็ชนะ… 100ครั้ง!
1) กฎข้อแรก อย่าปล่อยให้เงินต้นสูญ… ” เด็ดขาด ”
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ ทำ… ยากส์ เพราะ ถ้าซื้อขายหุ้นผิดจังหวะ ก็มีแต่ขาดทุน กระนั้น คุณป๋าฯ เชื่อมั่นในการซื้อหุ้น แบบเน้นคุณค่า ไม่ได้ซื้อเพราะ ราคาหุ้น ด้วยเหตุนี้ จึงเลือกซื้อหุ้นดีในราคาเหมาะสม ไม่ซื้อเพื่อเก็งกำไร เด็ด… ขวด!
2) กฎข้อที่2 อด_ทน <> ทน_อด
การเล่นหุ้น ต้องอาศัยความอดทนสูง & ความมีวินัย คุณป๋าฯ จะไม่มีวันซื้อไล่ราคา เพื่อให้ได้ครองหุ้นในฝัน แต่จะนั่ง รอๆๆ คอยด้วยความอดทนจนกว่า จะถึงเวลาเหมาะสม ค่อยลุยทีเดียว โดยไม่สนโอกาส ทำกำไร ระยะสั้นๆ
3) กฎข้อที่3 อย่าลงทุนในธุรกิจ ที่ไม่เข้าใจ
ประเภททำธุรกิจอะไรยังไม่รู้ ห้ามยุ่ง! เด็ด… ขวด! , คุณไม่มีทางเชื่อมั่น ในสิ่งที่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง ความเชื่อมั่น & รู้จริงนี่เอง จะช่วยให้ซื้อหุ้นถูกตัว ในเวลาเหมาะสม *

4) กฎข้อที่4 เป็นเรื่องดีกว่ามาก ถ้าจะซื้อหุ้นบริษัทยอดเยี่ยม ในราคาปานกลาง
เมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นบริษัทปานกลาง ในราคาน่าพอใจ ; ราคาหุ้น มักเคลื่อนไหวตามอารมณ์นักลงทุน & ไม่ใช่ดัชนีบ่งชี้คุณค่าแท้จริงของหุ้น ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ช่าง ให้ Focus ที่คุณค่า & พื้น… ” ถัน ” ของ… ” หุ่น ”
5) กฎข้อที่5 เลือกซื้อเฉพาะ หุ้นที่คุณพอใจจะถือยาว หากตลาดหุ้นต้องปิด 10ปี
กฎข้อนี้ ทำให้ได้หุ้นคุณภาพ มี Trend_แนวโน้มเติบโต_ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องคำนึงถึงราคาหุ้น
6) กฎข้อที่6 รักเดียว_ใจเดียว คุณป๋าฯ ซื้อหุ้นตัวไหน จะเก็บเข้าPort ยาว & ซื้อ เมื่อมีจังหวะ

7) กฎข้อที่7 เป็นเรื่องฉลาด ที่จะคลุกคลีกับ คนเก่งกว่าเรา
สะท้อนให้เห็นถึงความถ่อมเนื้อถ่อมตน ของคุณป๋า การจะเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ที่พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ! *
8) กฎข้อที่8 เราควรกลัว ในยามที่คนอื่นโลภ & ควร ละโมภ (โลภ) ในยามที่คนอื่นกลัว!
ตลาดหุ้น เต็มไปด้วยความหวัง , ความโลภ & ความกลัว ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางราคาหุ้น ในยามที่นักลงทุน หวาดกลัว คุณป๋าฯ เข้าซื้อบริษัทชั้นยอด ในราคาถูก ซึ่งผ่านการศึกษาข้อมูล มา… Sure จนไม่หวั่นไหวกับ ราคาที่แกว่งตัว
9) กฎข้อที่๙ นักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จ ต้องใช้สมอง ผสม… ” วินัยทางอารมณ์ ”
การใช้สมอง มาจากการทำการบ้าน อย่าง… หนักส์ เพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ ของหุ้น , ขณะที่ วินัยทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการรอจังหวะซื้อ ในราคาเหมาะสม คุณๆ ไม่ควรซื้อไล่ราคา ในภาวะตลาดกระทิง & ไม่ควรหวาดกลัวในภาวะตลาดหมี ลองฝึกควบคุมอารมณ์ เพื่อพัฒนาฝีมือการลงทุนไปอีกขั้น
.
>> ถ้ า ใ จ ไ ม่ นิ่ ง ; ทำ อ ะ ไ ร ๆ ก็… ” พ ล า ด ! ” <<

airazoc วิธีการเลือกหุ้น

*หุ้นและอุตสาหกรรมที่ผมกล่าวถึงในบทความนี้(และบทความถัดๆไปที่ต่อเนื่องจากบทนี้) เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว และ/หรือ ราคาขึ้นมาจากตอนผมซื้อเยอะแล้วทั้งสิ้น โปรดอ่านเอาไอเดียไว้ประยุกต์ใช้เท่านั้น อย่าอ่านจบแล้ววิ่งไปซื้อโดยไม่ลืมหูลืมตาเป็นอันขาด*

*บทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง มิใช่ทั้งหมดของวิธี และหลักการที่ผู้เขียนใช้ในการเลือกหุ้น หุ้นบางตัวอาจจะเลือกด้วยวิธีการอื่น ซึ่งไว้จะเขียนในโอกาสต่อไป*

หลังจากอยู่ในตลาดมาเป็นเวลาหนึ่ง พร้อมกับขนาดพอร์ทที่ค่อยๆเติบโตอย่างค่อนข้างมั่นคงในแต่ละปี เรียกได้ว่า ส่วนหนึ่งโชคดี ที่รอดมาได้และกำไรทุกวิกฤติ เพราะมีเพื่อนๆและพี่ๆ ให้ความรู้ผมเสมอมา หลังๆ ผมมานั่งทบทวนดูว่าจริงๆแล้ว ผมรักษาต้นทุน และทำกำไรมาได้อย่างไร ก็พบว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญ (แน่นอนว่ามีปัจจัยอื่นที่สำคัญพอๆกันหรือมากกว่า แต่จะกล่าวถึงในโอกาสถัดๆไป) ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สามารถรักษาตัวมาได้ถึงวันนี้ คือผม “ลอกหุ้น” ครับ … ใช่ครับ …ผมขอยืดอกยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน ว่าลอกเขามาทั้งนั้น ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าผมลอกอย่างไร

1> ก่อนอื่น จะลอกหุ้นได้ ก็ต้องมีคนให้เราลอกก่อน ดังนั้น ขั้นแรก เราต้องไปหาเพื่อนๆหรือพี่ๆ ที่มีไอเดียในการลงทุน เพื่อนั่งคุยขอความรู้ หรือติดตามข่าวสารทั่วไปในตลาด หรือ อ่านบทความต่างๆ ในไทย และ ต่างประเทศครับ ทั้งนี้เพื่อหาไอเดียก่อน ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
ณ ขั้นนี้ ควรพกสมุด ปากกาไว้เสมอ เมื่อได้ยินข่าวอะไร ก็ให้เขียนลงสมุด ว่าเป็นข่าวอะไร, เกี่ยวกับ sector ไหน, มีผลกระทบอะไรกับ sector นั้นๆ หรือ มีแนวโน้มอย่างไรใน sector นั้นๆ จดให้ละเอียด เท่าที่เราเข้าใจในเวลานั้น เพื่อสะดวก ต่อการไปหาข้อมูลต่อทีหลัง ไม่ใช่จดแค่ชื่อหุ้น แล้วถามเป้าเพื่อนว่าน่าจะไปเท่าไหร่ แล้วก็วิ่งไปซื้อ อันนี้ทำบ่อยๆ เพื่อนจะไม่ค่อยอยากคุยกับเรา

2> พอได้หุ้น หรือ ธุรกิจที่เรารู้สึกว่าฟังแล้วสนใจ ก็เริ่มลงมือขุด … ขุดจากอารยธรรมของประเทศอื่น … อันนี้เราต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดข้อนึง นั่นคือ ประเทศเรายังไม่เจริญครับ เมื่อเทียบกับอีกหลายๆประเทศ คือประเทศที่เขาเจริญน้อยกว่าเราก็มีอีกมาก แต่ไอ้ที่เจริญกว่าเราก็มีอีกเยอะ สิ่งที่เราต้องทำ คือไปขุดดูครับ ว่าต่างประเทศที่เขาเจริญกว่าเรา เล็กน้อย คือ เจริญกว่าเราสัก 5-10 ปี ในด้านนั้นๆ มีกี่ประเทศ และตอนที่เขามี per-capita เท่าเราหรือมีปัจจัยหลักของอุตสาหกรรมนั้นๆเท่าๆเรา และค่อยๆเจริญขึ้น ดูตอนนั้นธุรกิจในกลุ่มที่เราดูอยู่ เป็นอย่างไร แนวโน้มการเติมโตเป็นอย่างไร ดูซักอย่างน้อย 4-5 ประเทศ ว่าแนวโน้มการเติบโต ไปในทางเดียวกันหมดอย่างสามัคคี ไม่ใช่บางประเทศโตเอาๆ บางประเทศเจ๊งไปเลย อันนี้ไม่ค่อยสามัคคีกัน คิดลำบาก กองไว้ก่อน ไว้กรองด้วยวิธีอื่นทีหลัง แต่ถ้าค้นพบว่า อุตสาหกรรมนั้นเติบโตอย่างสามัคคี เหมือนๆกันทุกประเทศ ก็ไปข้อต่อไป

3> พอเลือกอุตสาหกรรมได้ ก็ให้ขุดต่อไป ว่าในอุตสาหกรรมดังกล่าวในประเทศนั้นๆ ผู้ชนะในอุตสาหกรรมเป็นใครในแต่ละประเทศ ให้ขุด story และ big move ที่แต่ละบริษัทมีและทำไว้ในอดีต มาวาด timeline และพิจารณา จุดแข็งของบริษัทที่เป็นผู้ชนะ ในแต่ละประเทศ จากนั้นให้ match ว่าทุกบริษัท มีอะไรร่วมกันบ้าง เราจะพบว่าผู้ชนะจากทุกประเทศมีบางอย่างร่วมกัน มี factor ที่ซ้ำๆกัน หรือคุณสมบัติบางประการที่เหมือนๆกัน ให้รวบรวมปัจจัยที่พบ ลิสมา แล้วนำมาเทียบกับ ผู้เล่นในประเทศที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เราดูอยู่ ว่ามีรายใดบ้างที่มีคุณสมบัติที่ลิสไว้เยอะๆ ซึ่งก็พอจะเชื่อได้ว่ามีโอกาสเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เลือกเก็บใส่ลิสเอาไว้ 2-3 บริษัทที่น่าจะชนะมากที่สุด ทดไว้ในใจก่อน เดี๋ยวกลับมาพูดถึงต่อทีหลัง

4> กลับไปขุดต่อ ว่าอุตสาหกรรมนั้นๆ มี trigger point หรือ catalyst อะไรที่ทำให้โตกันระเบิดระเบ้อ เพราะแต่ละอุตสาหกรรม จะมีระยะฟักตัวของตัวเอง ช่วงที่มันฟักตัว นั้นอาจจะยาวนาน 5 ปี 20 ปี ก็มี ถ้าไปถือรอช่วงนั้น อาจจะแก่ตายไปก่อนได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการแก่ตายก่อนที่หุ้นจะแสดงความดีออกมา จึงควรศึกษาว่าในแต่ละประเทศ จุดที่อุตสาหกรรมนั้นๆ ปรับตัวเป็นขาขึ้นอย่างรุนแรง มาจากปัจจัยอะไร หรือ เมื่อใด หรือ เมื่อปัจจัยไหน ไปถึงระดับไหน เป็นต้น จด trigger point และ catalyst เหล่านั้นใส่กระดาษไว้ เดี๋ยวจะกลับมาเอา

5> เอาบริษัทในข้อ 3 ที่ทดไว้ในใจ ไปใส่ watch list แล้วเริ่มลงมือทำ valuation ดูปัจจัยความแข็งแกร่งด้านการเงิน ด้านธรรมาภิบาล สัดส่วนการถือหุ้น และอื่นๆ ไว้ก่อนเลยล่วงหน้า จากนั้นพอ trigger point หรือ catalyst จากข้อ 4 มาถึง ส่วนใหญ่ถ้า P/E ไม่ถึง 15 เท่าผมก็จะหวดก่อนเลย แล้วถือตามดูไปเรื่อยๆ (ซึ่งเป็นโชคดีที่ส่วนใหญ่จะได้ซื้อที่ P/E ต่ำกว่า 10 เกือบจะเสมอ เพราะจากระยะฟักตัวของกิจการ และ อุตสาหกรรม จะทำให้หุ้นพวกนี้เป็นหุ้นที่แค่พูดถึง คนก็หาวกันหมดแล้ว)

6> ติดตามดูปัจจัยทั้ง catalyst และ level ของปัจจัยต่างๆที่เราใช้เป็น trigger point ว่ายังดำเนิน เจริญรอยตามประเทศที่เดินผ่านจุดนี้ไปแล้วอยู่ไหม ถ้ายังเจริญรอยตามเป็นเด็กดีอยู่ก็ถือตามดูไปเรื่อยๆ บางที ถือไป สองสามปี ขึ้นไปห้าเท่า สิบเท่าก็มี

7>ถ้าผิดทาง เช่นบริษัทเริ่มใช้แผนงาน ตามอย่างผู้แพ้ในต่างประเทศ หลายๆประเทศ หรือ อุตสาหกรรมนั้น มีเซอไพร์สขึ้นมาในประเทศเรา เช่นประเทศเราอยู่ๆมีกฎหมาย หรือข้อห้าม ที่ไม่เคยเจอมาก่อนและส่งผลยิ่งยวดต่อพื้นฐานการดำเนินการของกิจการ ก็ต้องขายทิ้งไป อย่าไปหวังว่าอยู่ดีๆ มันจะพลิกฟื้นกลับขึ้นมาเอง แล้วอมหุ้นไว้ อันนี้จะถลำลึกลงไปเรื่อยๆ การถือยาว ต้องถือให้มีเหตุผลด้วย ไม่ใช่ขาดทุนแล้วหวังปาฎิหารย์ว่าผลประกอบการ และราคาหุ้นมันจะกลับมาดีได้เอง

8> เมื่อทำมาทุกข้อแล้ว และหุ้นที่เลือกมาได้ยังรอดมาได้ถึงตรงนี้ ก็ขอให้ถือไว้อย่างมีความสุข อย่าได้ตื่นเต้นยินดีหรือตกใจ กับราคาที่แกว่งขึ้นๆลงๆ โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดเริ่มรับรู้ความดีของหุ้น ราคาจะแกว่งแรงมาก หากทนไม่ได้ ให้ปิดจอ ไปเที่ยวต่างประเทศ การแกว่งของราคา ถ้าไม่ได้แกว่งเพราะพื้นฐานเปลี่ยน ก็ไม่ต้องไปสนใจมาก ขอให้หมั่นตรวจสอบ สมมติฐาน และ valuation ที่ทำไว้บ่อยๆ หาก overvalue ไปมากๆ จริงๆ แล้วหาตัวอื่นเจออีก ก็อาจจะแบ่งขายไปซื้อตัวใหม่บ้าง แต่ถ้าหาไม่เจอ ก็ถือๆไป เดี๋ยว P/E มันก็ลดลงมาเอง เมื่อเวลาผ่านไป และกิจการเติบโต

9> อันนี้สำคัญมาก ข้อมูลทั้งหลายที่รวบรวมมาได้ สรุปเสร็จเป็นไฟล์ อย่าลืมเอากลับไปแชร์ให้เพื่อนในข้อ 1 อ่านด้วย ไม่งั้นวันหลังเพื่อนจะไม่บอกหุ้นให้เราไปขุดต่อก็เป็นได้ (หรือจะดีที่สุดถ้าเอามาแบ่งผมอ่านด้วย 555)

จริงๆ ทำ Slide ตัวอย่างหุ้นบางตัวในบางอุตสาหกรรมไว้ด้วย เคยเอาไปพูดในงานสัมนาที่ฮงเชิญไป มารอบนึง ไว้จะนำมาลงเป็นตัวอย่างในบทถัดไปก็แล้วกันนะครับ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่านี่เป็นเพียง วิธีหนึ่งในการคัดกรองหุ้น ยังมีวิธี อื่นๆอีกมาก ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีไหนดีที่สุด เพียงหวังว่าจะเป็นไอเดียหนึ่งในการขุดหาหุ้น และคัดกรองหุ้นที่สนใจ ให้กับเพื่อนๆได้

ขอให้ประสบความสำเร็จ และมีความสุขในการลงทุนครับ

_________________
“Great minds discuss Ideas,
Average minds discuss Events,
Small minds discuss People.”

— Hyman Rickover

กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น

กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น : Tent How

“ตลาดหุ้นมันคือสงคราม การที่คุณจะมาหวังกำไร 10% 20% จบกันไป แล้วจะหวังให้ตลาดหุ้นมันปราณีคุณตอนที่หุ้นตก มันไม่ใช่แบบนั้น มันเอาจนคุณหมดตัว

สึนามิมา มันก็พัดพาไปหมด”

– วิชัย วชิรพงศ์ –

คำกล่าวนี้อาจดูเกินจริง หากไม่ได้หลุดมาจากปากของ ‘วิชัย วชิรพงศ์’ หรือที่รู้จักกันในนามของ “เสี่ยยักษ์” กูรูหุ้นพันล้านผู้ที่ผ่านพบอุปสรรคมานานับปการในสนามรบนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี

เมื่อตลาดหุ้นเป็นเหมือนสงครามที่ทุกคนเข้ามาเพื่อต้องการชัยชนะ แต่น้อยคนนักที่จะสามารถอยู่รอดในสมรภูมิแห่งนี้ได้ ตามสถิติแล้ว ใน 10 คนจะมีผู้ชนะเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น

ด้วยอัตราการอยู่รอดที่น้อยนิด ผมจึงแปลบทความนี้ซึ่งเขียนโดย Charles E. Kirk เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านนำกฏพื้นฐาน 15 ประการนี้ ไปประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้นไทยและสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน

Gerald Loeb หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท E.F. Hutton เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จใน Wall Street นอกจากนั้น เขายังได้เขียนหนังสือชื่อดังสองเล่มคือ ‘The Battle for Investment Survival’ และ ‘The Battle for Stock Market Profit’

Loeb เสนอมุมมองที่ค่อนข้างตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ในยุคของเขา นั่นคือ เขามองว่า “การถือหุ้นในระยะยาวนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป”

เพราะในช่วงเวลานั้น คนส่วนใหญ่นิยมซื้อหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมแล้วถือไปเรื่อยๆ ไม่ว่าแนวโน้มของตลาดหรือแนวโน้มของหุ้นนั้นๆจะเป็นอย่างไร จึงทำให้มุมมองของ Loeb ดูค่อนข้างนอกรีตนอกรอยในสายตาของคนทั่วไป

แต่ถึงแม้ว่า Loeb ไม่เคยได้มีโอกาสอยู่ในสถาพแวดล้อม ณ ปัจจุบัน ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการซื้อขายหุ้น และการแทรกแซงจากรัฐบาล แต่แนวคิดของเขาก็ยังสามารถนำมาใช้ได้จวบจนทุกวันนี้

จากหนังสือทั้งสองเล่มของเขา นี่คือ กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ข้อ ที่ Loeb เน้นย้ำว่าต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงแค่เอาชนะตัวเอง แต่รวมถึงเพื่อให้เราสามารถชนะตลาดได้ด้วย

1. สิ่งทุกคนรู้กันหมดแล้วในตลาดย่อมไม่มีค่า

2. หุ้นจะเกินมูลค่าของมันเสมอในตลาดกระทิง และต่ำกว่ามูลค่าของมันในตลาดหมี

3. หุ้นที่ดีราคาจะดูแพงเกินไปเสมอสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่

4. ความคาดหวัง คือสิ่งที่ทำให้ตลาดเคลื่อนไหวไม่ใช่ข่าว

5. พื้นฐาน 3 ข้อในการประเมินมูลค่าหุ้น

5.1 คุณภาพ (พื้นฐานของหุ้น, สภาพคล่อง และ การบริหารจัดการ)

5.2 ราคา

5.3 แนวโน้ม (สำคัญที่สุด)

6. แต่ละช่วงของหุ้นก็เหมือนกับวัยของคนเรา มีตั้งแต่ ช่วงแรกเกิด, กำลังเติบโต, โตเต็มที่ และช่วงเสื่อมโทรมหรือตกต่ำลง(วัยชรา) กุญแจสำคัญคือต้องระบุให้ได้ว่า หุ้นแต่ละตัวอยู่ในช่วงใดจะเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เปรียบคนอื่น

7. ในการเข้าซื้อหุ้นให้เริ่มต้นด้วยการซื้อจำนวนไม่มาก แล้วซื้อเพิ่มเมื่อราคาเคลือนที่ไปตามที่คาดไว้

8. คุณจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่กระจายความเสี่ยงมากเกินไป

9. คุณต้องอดทนต่อสิ่งเร้าที่ยั่วยวนใจที่ส่งผลให้หลักการลงทุนของคุณเปลี่ยนไปในทุกๆวัฐจักรของตลาด

10. ถ้าต้องการจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง

A. ตั้งเป้าหมายให้สูง

B. จำกัดความเสี่ยง

C. ไม่กลัวที่จะนำเงินไปลงทุน

D. อดทน และใจต้องนิ่ง

11. นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จนั้นจะฉลาด พวกเขาเข้าใจจิตวิทยา, ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งยังสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

12. คุณอย่าคิดว่าตลาดจะเป็นอย่างไร แต่จงไปตามการเคลื่อนของตลาด

13. ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ เป็นหนึ่งในนิสัยที่แยกผู้ที่ประสบความสำเร็จจากคนอื่น

14. ตลาดหุ้นนั้นเป็นมากกว่าศาสตร์และศิลป์ มันซับซ้อนเกินว่าที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจ

15. จงขายหุ้นทิ้ง เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าตลาด

จากพื้นฐานที่สำคัญ 15 ประการนี้ ลองถามตัวคุณเองว่า “จากพื้นฐานทั้ง 15 ประการนี้ มีข้อไหนบ้างที่คุณเห็นไม่เห็นด้วย และดูขัดแย้งจากประสบการณ์การลงทุนของคุณ?”

การถามตัวเองนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คุณมองว่าคุณอาจจะคิดผิดในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย แต่การเรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างออกไปนั้น ก็อาจทำให้คุณได้พบหนทางใหม่ในการพัฒนาผลตอบแทนขอบคุณให้ดียิ่งขึ้น

ผู้เขียนบทความนี้ (Charles) ได้ให้หนึ่งในสมาชิกทดสอบสิ่งที่เขายืนกรานไม่เห็นด้วยกับมุมมองของ Loeb ที่ว่า “คุณจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่กระจายความเสี่ยงมากเกินไป”

จากการติดตามผลตอบแทนของสมาชิกที่ได้ทำการทดลอง ก็พบว่า การกระจายความเสี่ยงมากเกินไป กลับกลายเป็นตัวขัดขวางผลตอบแทนของเขา

โดยจากการตรวจสอบพบว่า พอร์ตของเขามีการถือหุ้น และ ETF มากกว่า 30 ตัว ซึ่งแต่ละตัวก็ได้ผลตอบแทนดีบ้าง แย่บ้าง แต่ผลก็คือ มันได้ถ่วงผลตอบแทนของเขาลงไปอย่างมาก เห็นได้ชัดว่า ความเชื่อผิดๆเรื่องการกระจายความเสี่ยงของเขา กลับเป็นสิ่งที่ขวางไม่ให้เขาประสบความสำเร็จตามที่เป้าหมายที่ตั้งไว้

หลังจากนั้น เมื่อ Charles ได้ให้สมาชิกคนนั้นทบทวนกฏพื้นฐาน 15 ประการ ของ Loeb อีกครั้ง เขาจึงยอมรับว่า การกระจายความเสี่ยงมากเกินไปเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ฉุดผลตอบแทน ถึงแม้มันจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมของเขาก็ตาม

กล่าวโดยสรุปแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่แนวคิดใหม่มักขัดแย้งกับความคิดเดิมของเราโดยสิ้นเชิง แต่มันกลับสามารถช่วยให้เราพัฒนาขึ้นได้อย่างมาก

จากประสบการณ์ของ Charles พบว่า ‘นักลงทุนที่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อหรือวิธีการของตนเอง มักจะประสบความสำเร็จ’…

การบริหารพอร์ตโฟลิโอและจิตวิทยาการลงทุน (คุณโจ ลูกอีสาน)

การบริหารพอร์ตโฟลิโอและจิตวิทยาการลงทุน (คุณโจ ลูกอีสาน)
Topic การจัด portfolio
• การจัดพอร์ตมีความสำคัญเท่ากับ stock selection ถ้าจัดการไม่ดีมีโอกาสเสียหายชัดเจน

“อะไรก็ตามที่เสี่ยง อย่าทำ”
• พอร์ตอยู่ในชื่อคนอื่น Ex. ชื่อญาติ, แฟน(ภรรยา ยังพอไหว มีอะไรก็หารครึ่ง)
• การถือหุ้นตัวเดียว คนที่ถือคิดว่าไม่เห็นเป็นอะไร ถ้ามีปัญหาก็ขายทัน แต่บางเหตุการเช่น ผู้บริหารเสียชีวิต การตกแต่งบัญชีฉ้อฉล มันขายไม่ทัน ตลาดขึ้น SP เช่น SECC มีรุ่นพี่ที่ซื้อขายไว ไม่เคยติดหุ้น ถือหุ้นตัวนี้อยู่ 10 ล้านบาท ตลท.ประกาศ SP ตอนนี้ยังติดหุ้นตัวนี้อยู่เลย ซื้อขายไม่ได้
• ใช้เงินกู้ ใช้ Margin เป็นการทำให้เราอ่อนแอโดยไม่จำเป็น แม้คิดถูกก็อาจทำให้เราขาดทุนได้ เช่น เจอหุ้นตัวหนึ่ง 5 บาท มูลค่าแท้จริง 10 บาท เราซื้อเต็มที่ + margin ปราฏกว่าเราคิดถูกครับ มันไปที่ 10 บาทจริง แต่ระหว่างทาง 5 บาทมันลงไป 3 บาทก่อน โดน force sell ชีวิตการลงทุนจบเห่เลย
• Ex. มีพี่คนหนึ่งมาขอคำปรึกษา ซื้อหุ้นตัวหนึ่งลงไป 20%, ซื้อตัวเดียว, ใช้ margin, อีก 2 เดือนข้างหน้า(ต.ค.54) ต้องใช้เงิน หลังจากนั้นปรากฏโดนน้ำท่วม หลังจากนั้นผมก็ไม่เจอพี่คนนั้นอีก
• คนที่ทำสำเร็จก็มี แต่คนที่ตายไม่ได้มาพูด

การกระจายการลงทุน(ถือหุ้นหลายตัว)
• รับประกันได้ว่าเราไม่เจ๊งแน่นอน ถ้าถือหุ้น 5 ตัวแล้วผิดหมด ก็ไม่ต้องเล่นหุ้นแล้ว
• การถือหุ้นหลายตวสุดท้ายจะได้ค่าเฉลี่ย แต่ถ้าฝีมือดีผลตอบแทนก็จะดีกว่าตลาด
• หุ้นแม้จะมี upside 50% แต่มันไม่ได้ขึ้นพร้อมกัน หากเราเผลอไปคิดผิดซื้อหุ้นที่ต้องรอ 2-3 ปีกว่าจะขึ้น ผลตอบแทนจะแย่
• “ผมพอใจที่จะถูกพอประมาณ ดีกว่าผิดจังๆ” Anonymous
• จะมีพอร์ตที่ต่ำกว่ามูลค่าเสมอและขายหุ้นที่เกินมูลค่า
• ถ้าเป็นหุ้น Super stock อาจถือตลาดไปก็ได้
• สามารถลงทุนในหุ้น ขนาดกลาง/เล็กได้
• ขยายขอบเขตความรู้ ยิ่งรู้หุ้นมากเท่าไรก็ได้เปรียบ

ข้อเสีย
• ไม่ใช่วิธีที่ทำกำไรสูงสุด
• เสียเวลามากกว่าในการหาความรู้
• ต้องซื้อๆขายๆด้วย

พอร์ตควรมีหุ้นกี่ตัว
• มีเวลาติดตามหุ้นมาก ถือมากตัวได้
• “ต้องเข้าใจที่ไปที่มาของบริษัท ถ้าไม่เข้าใจอย่าซื้อเด็ดขาด”
• ในทุกกรณี ไม่ควรต่ำกว่า 3 ตัว ถ้าหุ้น 2 ตัว น้อยไปเก้าอี้ 2 ขาหักไปขาแล้วนั่งไม่ได้
• ขนาด 1 แสน – 1 ล้าน 3-5 ตัว
• 1 – 10 ล้าน 4-6 ตัว
• 10 ล้าน – 100 ล้าน 6-8 ตัว

ควรถือเงินสดในพอร์ตเท่าไร
• เมื่อก่อนผมถือ 100% แต่หลังจากเจอวิกฤติ ผมก็ถือ 10-15% เพราะไม่รู้ว่าโอกาสจะมาเมื่อไร เหมือน warren ที่ถือเงินเอาไว้ มีวิกฤติเมื่อไรได้ใช้ทุกครั้ง peter lynch ก็เหมือนกัน
• ถือเงินสดส่วนใหญ่ได้ หากไม่เห็นโอกาส
• การเก็งตลาด เข้าๆออกๆ ไม่ใช่ความคิดที่ดี ทางปฏิบัติทำได้ยาก วิกฤติ sub-prime พูดมา 2-3 ปีกว่าจะลง ถ้าเราคิดว่ามันจะลง แต่ไม่ลง แล้วขึ้นทำ new high วันแล้ววันเล่า ถามว่าการตกรถ เป็นวิกฤติหรือเปล่า? แถมเป็นวิกฤติที่เราสร้างขึ้นมาเองด้วย

พอร์ตที่พร้อมรับวิกฤติ (ถ้าจัดพอร์ตแบบนี้ไม่มีวันตาย)
• ต้องมีเงินสดอยู่เสมอไม่ต่ำกว่า 10%
• ไม่มีเงินกู้ (ทำให้พอร์ตอ่อนแอโดยไม่จำเป็น)
• Warren บอกว่า สิ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนไป คือ เหล้า การพนัน ในแวดวงการลงทุนสิ่งที่ทำให้เราอ่อนแอที่สุด คือ หนี้ เพราะเจ้าหนี้ตอนฝนไม่ตกเค้ายื่นร่มมาให้เรา พอฝนตกเค้าดึงร่มกลับ

การซื้อเฉลี่ยขาลง
• ถ้ามี MOS อยู่ ก็แนะนำให้ซื้อ แต่พื้นฐานกิจการต้องไม่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น
• การทยอยซื้อเป็น step เพราะราคาอาจลงก็ที่เราคาด
• เมื่อเจอวิกฤติเศรษฐกิจ จำได้ตอนนั้นใจกล้า 10% เราเข้าไปซื้อแล้ว มันดันลงไป 40% มีดยังไม่ตกถึงพื้นอย่าไปซื้อ
• จะรู้ได้อย่างไรว่ามีดตกถึงพื้นแล้ว ต้องใช้ข้อมูล อย่าใช้อารมณ์ เข้าไปดูข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ P/BV ของตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.9 จุดนี้คือไม่ถูกไม่พอ เช่น ตอนนี้ 2.2-2.3 แพงพอสมควรแต่ยังไม่ฟองสบู่ ตอนวิกฤติ 40/ subprime ของ p/bv ตลาด เหลือประมาณ 1 เท่า ผมคิดว่าปลอดภัยสูงแล้ว
• PE เอากำไรปีเดียวมาคิด ถ้าเจอวิกฤติกำไรหายหมด แต่ PBV เป็นผลรวมของหลายๆปี ตั้งแต่ตั้งกิจการจะมีความผันผวนต่ำกว่า
• ต้องมีตั้ง limit ไว้ในใจเสมอ เช่น พี่โจ ต่อให้หุ้นดีแค่ไหนจะซื้อไม่เกิน 40% อาจมีสิ่งที่เราไม่รู้ หรือคิดผิด

ทำอย่างไร เมื่อเจอหุ้นตีแตก
• รีบซื้อให้เยอะที่สุด แต่ไม่เกิน 40%

พอร์ตควรกระจายหลายอุตสาหกรรมหรือไม่
• แน่นอน เป็นเรื่องที่ดี
• Ex. กระจายในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน บริษัทผลิตไบโอดีเซล พลังงานลม เอทานอล พี่งพาปัจจัยเดียวกันหมด ควรกระจายอุตสาหกรรมด้วย ไม่ใช่แค่บริษัท
• ถือกลุ่มเดียวกัน Ex. ค้าปลีก แต่เป็นค้าปลีก อุปโภคบริโภค ค้าหนังสือ ตกแต่งบ้าน แบบนี้ถือเป็นคนละอุตสาหกรรม

ถือหุ้นใหญ่หรือเล็ก
• ถ้าใครถามแบบนี้คือมี bias มันไม่ใช่ประเด็น
• ผมเคยได้ยินงานวิจัยใน us ว่าหุ้นตัวเล็กให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเสมอ
• หากหุ้นตัวเล็กผลตอบแทนดีกว่าแค่ 4% แต่ถ้าในระยะยาวมีผลมาก
• หุ้นตัวเล็กถูกละเลย คนติดตามมีน้อย
• หุ้นตัวเล็กโอกาสเติบโตได้มาก ตลาดยังไม่อิ่มตัว
• หุ้นที่กำลังเปลี่ยนสถานะ ex. สมมติหุ้นตัวนั้นเติบโตมาเรื่อยๆ กำลังจะเข้า Set100, set50 สถาบันซื้อได้ จะทำให้หุ้นขึ้นเร็วมาก

ดัชนีผลตอบแทนรวม 2518-2554 (37 ปี)
• หุ้น ขึ้น 80 เท่า (ตกปีละ 12% ทบต้น)
• พันธบัตร ขึ้น 25 เท่า
• เงินฝากประจำ 10 เท่า ในช่วง 10 ปีหลังขึ้นน้อยมาก ต่ำกว่าเงินเฟ้อด้วยซ้ำ
• ทองคำ 8 เท่า
• อนุภาพปันผล ถ้านำเข้าไปรวมอยู่ในดัชนีไทยจะอยู่ที่ 6000-7000 จุด

ทางเลือกในการสร้างพอร์ตการลงทุน
• หุ้นในผลตอบแทนสูงสุด แต่ความผันผวนสูงมาก
• พันธบัตร ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ hedging เงินเฟ้อได้ดีที่สุด
• เงินฝากผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อ ฝากไว้ขาดทุน และต่อไปรัฐบาลไม่ค้ำประกัน
• ทองคำให้ผลตอบแทนต่ำสุด แต่นำมาใส่ได้
• ที่ดิน สินทรัพย์ที่ supply จำกัด แต่ demand เพิ่ม จะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจระดับหนึ่ง
• บ้านเช่า/คอนโด ข้อดีบ้านเช่าคือได้ค่าเช่าด้วย ได้ที่ดินด้วย แต่คอนโดได้ค่าเช่า แต่มูลค่าเพิ่มน้อย ที่ผ่านมาคอนโดดี เพราะรถไฟฟ้ามากระจุกตัว แล้ว supply มันจำกัด แต่เมื่อไรที่รถไฟฟ้า 10 สาขา สร้างเสร็จ supply condo จะเพิ่มมาก ต่อไปจะไปปล่อยเช่าแพงก็ยาก

พอร์ตสำหรับคนทั่วไป
• ต่ำกว่า 40 ปี เน้นลงทุนหุ้นส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีเวลาให้ซื้อกองทุน LTF ที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลัก มีบลจ.บางแห่งที่บริหารได้ดี
• มากกว่า 40 ปี ไม่ควรมีหุ้นเกิน 60% ที่เหลือตามความถนัดและความชอบ

พอร์ตลงทุนเชิงรุก
• ลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น ระยะยาวผลตอบแทนดีสุด
• ถือหุ้นขนาดกลางและเล็ก
• เหมาะกับนักลงทุนอายุน้อย รับความเสี่ยงได้มาก
• เหมาะกับนักลงทุนที่อุทิศตัว เวลาให้กับการลงทุน
• หวังผลตอบแทน 25-30% ต่อปี
• ถ้าซัก 10 ปีน่าจะพอได้ แต่ยาวกว่านั้นจะยากแล้ว
• ตัวอย่างถือพอร์ต 7 ตัว ในหุ้นกลาง/เล็ก : siri, sat, ktc, kamart, bland, bigc, hmpro

พอร์ตลงทุนเชิงรับ
• ถือหุ้นไม่เกิน 50% กระจายลงทุนตราสารหนี้ ทอง อสังหา
• หุ้น blue ship กับ ขนาดกลาง
• เหมาะกับนักลงทุนมีอายุ
• ผลตอบแทน 10-15%
• ตัวอย่างถือพอร์ต 9 ตัว ในหุ้นใหญ่ : ptt, scc, advance, scb, bgh, cpf, cpall ,ratch, cpn

พอร์ตวัดดวง
• ลงทุนในหุ้นอย่างเดียว
• ใช้ leverage
• ถือหุ้นน้อยตัว
• มีเวลาเกาะติดข่าวสาร cut loss ได้ทัน
• เหมาะกับนักลงทุนที่ล้มได้
• หวังผลตอบแทน 50% ขึ้นไป
• ย่นระยะเวลาการลงทุน แต่ไม่ควรใช้นานเกินไป ธรรมชาติแจกการ์ดแห่งความโชคดีมาให้ เหมือนคนขับรถด้วยความเร็ว 200 km/hr ไปทำงานทุกวัน อาจมีอยู่วันอาจที่กลับไม่ถึงบ้าน
• ข้อดี บางคนเงินต้นไม่เยอะ ถ้าใช้วิธีธรรมดาผลตอบแทนไปช้า ถ้าเรารอดจะสามารถเริ่มต้นได้เร็ว
• ตัวอย่างถือพอร์ต 1 ตัว : siri-w2

ติดตามหุ้นอย่างไรจากหุ้นทั้งตลาด 550 ตัว
• ใครบอกผมรู้จักหุ้นเยอะ จริงแค่บางส่วน ผมเลือกติดตาม และละเว้นบางตัว
• หุ้นที่ผมไม่ติดตาม ไม่เข้าใจที่มาที่ไปกำไรของรายได้ ไม่สามารถหาข้อมูลได้ เช่น หุ้น sawang ต่อให้อ่าน 56-1 ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเค้าจะเติบโตยังไง
• ใครถือ ptt ผมถามว่ารายได้มาจากไหน ถ้าตอบขายน้ำมันไม่ใช่แล้ว ไม่มีผลเลย
• ไม่ลงทุนในหุ้นปั่น
• ไม่ลงทุนหุ้นไร้อนาคต อย่าเข็นครกขึ้นภูเขา สิ่งทอ รองเท้า
• ไม่ลงทุนหุ้นระเบิดเวลา สัมปทาน สัญญาชี้เป็นชี้ตาย เช่น rpc ถ้าปตท.ไม่ขายน้ำมันให้จบเลย , bts สัมปทาน, upoic มีสัญญาเช่าที่ดิน
• พวกสัญญาเหล่านี้ถ้ายังอีกนาน ก็ยังมีเวลาเก็บเกี่ยวกำไร ผลกระทบก็อาจลดลง แต่ถ้า rpc ชัดเจนว่าสัญญามีความเสี่ยงมาก
• ผู้บริหารไม่มีธรรมาภิบาล สังเกตได้ว่า ราคาไปก่อนข่าวจะมา มี insider หรือ ราคาลงไปก่อน เกมพวกนี้เสียเปรียบ insider อยู่แล้ว
• ผู้บริหารไม่ค่อยให้ข่าว แบบนี้เราไม่รู้เสียเปรียบ
• Ex. หุ้นเสี่ย ก. พื้นฐานธุรกิจก็ใช้ได้ แต่ไม่เคยปันผล เพราะต้องเผื่อเงินไว้สำหรับธุรกิจ และอีกอย่างเก็บเงินไว้ในบริษัทไซฟ่อน ตัดค่าใช้จ่าย ซื้อขายสินค้าที่แพงกว่าความเป็นจริง ถ้าคนจะโกงยังไง กลต.ก็ช่วยไม่ได้ ง่ายที่สุดคือหลีกเลี่ยงดีกว่า

Do & Don’t
• ถือเงินสดบางส่วนเสมอ
• ลงทุนในหุ้นมากสุด
• ถ้าไม่มีความรู้ให้คนอื่นลงทุนแทน
• อย่าใช้เงินกู้
• อย่าถือหุ้นตัวเดียว

Q&A
• Q. ถ้าเจอหุ้นตีแตกบอกให้รีบซื้อ ทำไม? A. เมื่อไรที่เจอคือชัดเจนมาก ไม่ช้าก็เร็วต้องมีคนเห็นเหมือนเรา ถ้ามัวแต่ยึกยักต่อราคาช่องสองช่อง ถ้าไม่ได้ซื้อจะเสียโอกาสไป มันมีโอกาสน้อยมากๆอยู่แล้ว
• Q. ถ้าหุ้นบางตัวมีกำไรทางบัญชี แต่เก็บเงินได้ไม่ทัน ต้องกู้เงินมาจ่ายปันผล? A. SF, SVI อะไรแบบนี้ใช่ไหม ต้องดู interest ของผู้บริหาร ถ้ามีส่วนได้เสียกับเราเยอะ ก็อยากได้ปันผลเหมือนกัน ถ้า D/E ไม่สูงเกินไปก็ดูแรงจูงใจนี้ ถ้าไปทางเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ก็ไม่มีปัญหา ต้องดูองค์ประกอบ หุ้นบางตัว DE สูง 3-4 เท่า ผู้บริหารอยากได้ปันผล แต่ถ้าปันออกมาแล้วบริษัทเจ๊ง ถ้าหนีสินไม่สูง GC, SCI ก็ปันออกมาได้
• Q. หากถือหุ้นในพอร์ต 5 ตัว ถ้าผลตอบแทนใกล้กับที่ประเมินเอาไว้ก็สลับหาหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าแทน แต่เราหาหุ้นที่พอใจไม่ได้ ระหว่างถือพอร์ตเอาไว้ กับ ถือเงินสด ทำแบบไหนดีกว่ากัน? A. ผมรู้สึกว่านรกมีหลายขุม สวรรค์มีหลายชั้น สิ่งที่เราคิดว่าเต็มมูลค่าอาจขึ้นกว่านั้นได้อีก ในภาวะที่ตลาดดี ราคาหุ้นจะเกิน fair value ได้เยอะ ผมเลือกถือมากกว่า ถ้าถือเงินสดได้ผลตอบแทนเงินฝาก 2-3% PE 30-40 เท่า ถ้าหุ้นเราไม่เกินนี้ก็ถือดีกว่า
• Q. ถ้าเป็นหุ้นเสี่ย จ. 5 ตัว ? A. ถ้าถือแบบนี้สอบตกนะครับ ถ้าราคาหุ้นเป็นเกมที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลยเราก็คือเหยื่อ
• Q. เรื่องไซฟ่อน ต้องดูอย่างไรดี? A. บ้านปู ผู้บริหารมีแรงจูงใจ run บริษัทไหม มี แม้ว่าตระกูลจะถือหุ้น 20% แต่ถ้าบริษัทเล็กๆ ผู้บริหารถือหุ้น 20% ผมไม่ไว้ใจแล้ว
• Q. ตลาด PBV 1.1-1.2 รับได้ไหม? A. ไม่มีปัญหา ผมจะพูดใน part หลังต้องซื้อเป็น step
• Q. การรักษาสัดส่วนเงินสดอย่างไร หุ้นมันต้องเติบโตขึ้นมาอยุ่แล้ว? A. ใช่ครับ ที่จริง 10% ไม่มีนัยยะหรอก ทางใจคือเป็นกระสุนนัดสุดท้ายที่เราเก็บเอาไว้
• Q. สมมติใน port มีหุ้น 5 ตัว ที่ perform และไม่ perform ตัวที่ไม่ perform ควรทำอย่างไรดี? A. สุดท้าย vi ก็ต้องกลับมาที่เหตุและผล ตอนซื้อเรามีเหตุผล ตอนขายก็ควรดูว่าเหตุผลที่เราซื้อถูกหรือเปล่า ผิดจากที่คาดไหม ถ้าดูแนวโน้มแล้วไม่มีโอกาสกลับมายังไงก็ต้องขาย จะเป็นต้นทุนเสียโอกาส หากมีหุ้นดีกว่านั้นทำไมต้องยึดติด
• Q. จุดไหนที่คิดว่านักลงทุนพร้อมจะเล่น margin แล้ว ถ้าไม่มีเงินสดแล้ว? A. ต้องแน่ใจ มีความมั่นคงอะไร รู้ว่าตอนไหนควรจะใช้ ตอนไหนควรจะเลิก ผมมีบัญชี margin แต่น้อยมาก 1% และไม่ค่อยได้ใช้ โดยทั่วไปช้าๆดีกว่า แต่ไปถึงเส้นชัย
• Q. ไม่ควรถือหุ้นตัวหนึ่งเกิน 40% สมมติผมถือหุ้น 40% ขึ้นไป 3-4 เด้ง ควรจะทำอย่างไร? A. เอาสัดส่วนตอนที่หุ้นยังไม่ขึ้น กองทุนมีกฏคือห้ามถือหุ้นเกิน 5-10% แต่มีกฏอนุโลมถ้าหุ้นขึ้นเกินตรงนั้นก็ถือได้
• Q. ภาวะดัชนี 1300 แบบ ตอนนี้ควรจัดพอร์ตอย่างไร แล้วช่วง subprime ปรับพอร์ตอย่างไร? A. ผมถือเงินสด 20% แต่ผมหาหุ้นที่ตีแตกแทบไม่มี แต่ไม่อยากเก็งตลาดว่าจะขึ้นลง เงินกู้ตอนนี้ไม่มี ตอน sub prime เป็นบทเรียนสำคัญ ก่อนนั้นผมมี margin ด้วย ราว 10% พอร์ต พอ subprime ลงเละเทะ เสียมากกว่าปกติ แถมไม่มีเงินสด โดนมัดมือมัดเท้าโยนลงน้ำ พอลงมาถึง 400 จุด ไม่สบายใจเลย ขายออกหมด หลังจากนั้นขึ้นมาตลาด ก็เลยรู้เลยว่าเราใช้อารมณ์ ความผิดพลาดก็เป็นบทเรียนเราต้องเรียนรู้ จดเอาไว้กันลืม เจอสถานการณ์จะได้ไม่ทำผิดซ้ำๆ
• Q. พอร์ตเชิงรับ เชิงรุก Hmpro เชิงรุก Cpall เชิงรับ ใช้หลักการอะไรในการแบ่ง? A. เกณฑ์ดูที่ขนาดของหุ้น เช่น BGH แทบจะกลืนกินประเทศไทย โอกาสที่จะทำรายได้กระโดดมากๆ น้อย แต่หุ้นเชิงรุกยังพอจะเติบโตได้ และเชิงรับรายได้กำไรความผันผวนจะต่ำมาก
• Q. ให้ขายหุ้นที่เกินมูลค่าออก คือมูลค่าที่คำนวณไว้ 1,3,5 ปีข้างหน้า? วิธีที่คุณโจใช้ประเมินมูลค่า? A. ส่วนใหญ่ผมมองกรอบ 1-2 ปี ไม่มากเกินไป แต่ 4-5 ปี ผู้บริหารยังยากเลย ผมใช้วิธีวัดง่ายๆคือ pe ไม่ใช่ pe 10 เป็นหุ้นแพง/ถูก ผมดูคุณภาพกิจการถูก วิเคราะห์ 5 force การเติบโต มากๆ pe ตลาด 13-14 เท่า ผมอาจให้เกิน 20 เท่า แต่รับเหมาผมอาจให้แค่ 8-9 เท่า และหา eps
• Q. criteria ที่ใช้ตีแตกพี่โจ มีอะไรบ้าง เช่น ต้องเป็น 2 เด้งใน 2 ปี หรือใน 3 เดือน แล้วความมั่นใจขนาดไหนในการตีแตก? A. 90% up สำหรับผมหุ้นตีแตกคือแทบไม่มีความเสี่ยงเลย upside อาจไม่มากมาย 40-50% ใน 1 ปี Ex. SF ซื้อหลังจากประกาศสร้าง mega bangna เพิ่มทุนเท่าตัว กว่าจะสร้างเสร็จช่วงนั้นคนลืมหมด ไม่สนใจมัน ผมเข้าไปดูโอกาสประสบความสำเร็จแทบ 100% ความเสี่ยง IKEA, ผู้บริหาร, upside 1 เท่าตัว อีกประมาณ 1-2 ปี ถึงจะเริ่มผมจะซื้อทันที ไม้สุดท้ายผม 3.04 แล้วเชื่อไหมครับ วิ่งไป 4 บาทกว่า ไม่ลงเลย
• Q. การเลือกหุ้นขั้นเทพแล้วถือยาวเลย กับ ซื้อหุ้นแล้วปรับพอร์ตไปเลือก แบบไหนดีกว่ากัน? A. ดร.นิเวศน์/คุณคเชนทร์ถือหุ้นตลอดไป แต่ผมถือหุ้น 1 ปีทำไมขายแล้ว พวกนี้ขึ้นกับทุกคนถนัดแบบไหน เราต้องถามตัวเอง ไม่ใช่ถามผม ที่ผ่านมาก็ยืนยันแบบนั้น ขึ้นกับมีเวลาติดตามไหมด้วย

Topic Phylosophy จิตวิทยาการลงทุน
• คนมีอคติให้ตัดสินใจผิด

ทัศนคติเพื่อประสบความสำเร็จ
• คนที่ประสบความสำเร็จไม่มีใครงอมีงอเท้า
• ต้องมีความฝัน ถ้าไม่มีก็เหมือนอยู่ไปวันๆ
• ต้องลงมือทำ ไม่งั้นเป็นฝันกลางวัน
• ต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นด้วย
• ทุกคนมีใจเหมือนกันทุกคน แต่อะไรทำให้คนเราแตกต่างกัน นั่นคือมีใจยิ่งใหญ่เกินตัว เกินฐานะ

ทัศนคติการลงทุน
• ถ้าโชคดี เริ่มถูกทางไปถึงเป้าหมาย เริ่มผิดทาง ต่อให้ IQ สูงก็ไปไม่ถึง
• ไปเชียงใหม่ได้หลายทาง เลือกในเส้นทางที่ถูกจริต ถูกนิสัยเราดีไหม? ผมบอกว่าไม่ถูกต้อง บางทีจริตเราอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ดีกว่าไหม ถ้าเราปรับจริตเราให้ตรงกับวิธีที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าเล่นหุ้นจะมีวิธีการหนึ่งที่ถูกต้องในระยะยาว นั่นคือวิธี vi ข้อสังเกตวิธีการอื่นก็ดูสมเหตุสมผล technical บอกประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอย ผมถามว่าทำไมคนไม่รวยด้วยวิธีการนี้ เราต้องมาคิดว่า มันมีสมมติฐานอะไรบางอย่างที่ผิดก็ได้
• VI เราเลือกกิจการดีไม่พอ แต่เราซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า จะปลอดภัยมากกว่า ได้ผลตอบแทนมากกว่า
• ต้องมีความศรัทธาในการลงทุน ชีวิตการลงทุนมันยาวนาน ความเชื่ออย่างเดียวไม่พอต้องศรัทธาด้วย(ขนลุก) ผมเชื่อว่าถ้าเรามีศรัทธาจะผ่านวิกฤติไปได้ เราไม่ได้ศรัทธาอย่างงมงาย แต่ด้วยความเป็นเหตุเป็นผล เราเห็นตัวอย่างคนประสบความสำเร็จทั้งในและต่างประเทศ

เตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้น
• มันจะเกิดขึ้นแน่นอน ไม่รู้ว่าวันไหน อุบัติเหตุนิวเคลียร์ แผ่นดินไหวรุนแรง น้ำท่วมใหญ่ โรคระบาดที่มีคนตายมากมาย ในการลงทุนจริงๆ อาจมีโอกาสเกิดได้ ลองคิดดูว่ามีวิกฤติอะไรเกิดขึ้นได้ บางอย่างอาจนอกเหนือจากที่เราคิดได้ อย่างเช่น อิสราเอลโจมตีอิหร่าน แล้วอิหร่านตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์ แล้วสหรัฐร่วมด้วย ซึ่งนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่คาดการณ์ผลลัพธ์ยาก หรือที่ซาอุฯ มีไวรัสระบาด มันก็น่ากลัว
• ผมว่าในการลงทุนต้องมองตามความเป็นจริง ไม่ได้บอกให้ทุกคนกังวลใจ แต่ต้องเตรียมใจ

วิธีการเอาชนะความโลภ ความกลัว
• เราซื้อเพราะอะไร? เหตุผลทางพื้นฐานสมเหตุสมผล นั่นถูกต้อง
• เราซื้อเพราะอะไร? ซื้อตาม yoyo ซื้อตามพี่โจ ไม่ถูกต้อง นั่นคือโลภ
• ในตลาดหุ้นมีรถออกทุกวัน มีหุ้นปั่นทุกวัน
• หุ้นปั่นจะทดสอบเราว่ายึดมั่นในหลักการหรือเปล่า หรือโดนความโลภชักจูง
• เราไม่สามารถคว้าทุกโอกาส แต่ต้องเลือกโอกาสที่เรามั่นใจ โอกาสอื่นๆก็แบ่งกันไป
• มองระยะยาวจะทำให้ชนะความโลภความกลัวได้ ระยะยาวตลาดหุ้นให้ผลตอบแทน 12%
• อย่าหวังผลสั้นๆ ที่จะรวยมองไปเลย 10-20 ปี
• อิงกับตัวเลข วัดค่าได้แน่นอน
• ตอน sub-prime หุ้น pe 3-4 เยอะเลย ไม่มีเหตุผลที่จะขายหุ้น

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
• แม้ผลตอบแทนระยะยาว 12% ทบต้นก็จริง แต่ความผันผวนเยอะ มีขึ้นมีลง

เอาชนะความผันผวน
• ห้ามเป็นส่วนหนึ่งของนายตลาด คนเล่นหุ้นรวยหมดแล้ว ถ้าแยกตัวเองออกจากนายตลาดได้

จิตวิทยาการซื้อ
• ถ้าเป็นหุ้นดีจริงๆ ไม่ช้าก็เร็วต้องเป็นคนเห็นเหมือนเรา ผมเคยต่อราคาช่องสองช่อง เสียหายมากมาย หรือแม้กระทั่ง warren เคยซื้อ wal-mart ราคากระโดดขึ้น แล้วก็ไม่กล้าซื้อ เสียหายไปหลาย billion
• ฆ่าควาย อย่าเสียดายเกลือ ไม่งั้นเนื้อควายจะเน่าหมด เกลือถุงหนึ่ง 3-4 บาท
• มองภาพใหญ่ อย่าใส่ใจภาพเล็กๆ ผมเคยคุยกับเซียนท่านหนึ่งจะซื้อหุ้นถ่านหิน ภาพการเติบโตอะไรดีหมด ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ขึ้น 2 เท่ากว่า แต่เซียนคนนั้นเห็นเหมือนผมแต่ไม่ซื้อ เค้าพลาดเพราะมองภาพเล็ก ดีทุกอย่าง แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ซื้อขายหุ้นบ่อย ดูไม่น่าไว้วางใจเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย
• หุ้นที่ดีพร้อมไม่เคยมี ผมสามารถหาข้อเสียของหุ้นทุกตัวได้ ต้องมาชั่งน้ำหนัก อย่าพลาดเพราะอคติ
• ทยอยซื้อ หุ้นขึ้นกำไร หุ้นลงมี mos มากขึ้น

จิตวิทยาการขาย
• หุ้นทุกตัวที่ผมขายไม่เคยมีประวัติว่าขายได้ราคาสูงสุด ขึ้นไป 1-2 เท่าเยอะมาก เลยต้องจำไว้ว่าทยอยขาย 1/3-1/3-/1/3 บางครั้งหุ้นมี momentum มากกว่าที่เราคาด จากประสบการณ์
• Vi มักจะซื้อก่อน ขายก่อน เป็นเรื่องปกติ เวบในเมืองนอกของฝรั่งก็ประสบปัญหานี้ทั้งนั้น
• อย่าง warren ขาย sinopec แล้วก็ยังขึ้นอีกหลายเท่า
• เหตุผลที่ซื้อเพราะอะไร ถ้ามันเสียไป อย่ารีรอ ต้องตัดอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต
• การขายหมูเจอกันทุกคน แม้ดัชนีจะขึ้นไปสูงสุดวันนี้ แสดงว่าคนที่ขายหุ้นที่ผ่านมาเป็นการขายหมูใช่ไหมครับ ถ้าไม่อยากขายหมูก็อย่าขายหุ้น

รับมืออย่างไรเมื่อหุ้นตก
• ต้องปีนกำแพงความกลัวด้วยเหตุและผล ตัวเลข
• พื้นฐานแย่ลง มีเท่าไรก็ขาย อย่าให้ความเสียหายลุกลาม
• ถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง เกิดจากผลกระทบระยะสั้น นื่คือโอกาสซื้อ
• วิกฤติร้ายแรง อย่า sub-prime หรือ ปี 40 หุ้นตกทั้งตลาด วิธีง่ายที่สุดคือไม่ต้องทำอะไร ยิ่งทำยิ่งเสียหาย แต่… ห้ามขายหุ้นทิ้งตอนตลาดตกต่ำ เพราะผมเคยทำมาแล้ว ช่วงวิกฤติผมขาย margin ถือเงินสด 10% เสียหายมากเหมือนกัน
• เอาชนะความกลัวด้วยตัวเลข

สนามหญ้าบ้านอื่นเขียวกว่าบ้านเราเสมอ
• เราดีใจทำผลตอบแทนได้ 100% แต่เพื่อนบอกว่าได้ 150% ความรู้สึกเปลี่ยนไปเลย
• มีคนค่อนแคะการลงทุนแบบ vi ไม่ได้บอกจังหวะการซื้อ ต้องใช้ technical ลงทุน vi ต้องมีวินัยสูง ทำไมไม่ใช้ระบบเทรดหุ้น หุ้นลงจะถือทำไม
• อย่างที่ผมเล่า vi ระยะยาวเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ระยะสั้นหุ้นลงจะมีคนมาค่อนแคะเราเสมอ
• เรื่องแบบนี้ฟังดูดีทุกอย่าง ในเมื่อผลมันออกมาแล้ว ถ้าหากวิธีการของคุณดีมากเลย ทำได้ต้องรวยที่สุดในประเทศไปแล้ว ทำไมทำไม่ได้
• คนที่อิจฉาคนอื่นใจมันร้อนรุ่ม คนที่ชอบกิน แม้จะอ้วน แต่ตอนกินก็มีความสุข แต่คนอิจฉามันไม่มีส่วนไหนที่มีความสุข
• ใครที่มาแขวะอย่าไปโกรธเขา ถือว่าคนเหล่านี้เค้าอิจฉาเรา คนจะอิจฉาเพราะเราเก่งกว่า ไม่ต้องไปตอบโต้อะไรให้วุ่นวาย

การยึดมั่น อัตตา อีโก้ น้ำที่เต็มแก้ว
• Vi เล่นหุ้นแล้วขาดทุนไม่เป็น vi ต้องได้กำไร เป็นพวกไม่ยอมรับความคิดใหม่ๆ เป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า? ผมบอกได้เลยว่ามีส่วนจริง เพราะหลักการเราถูกต้อง ทุกแนวทางก็คิดว่าหลักการของเขาถูกต้องเหมือนกัน สิ่งสำคัญคือ vi มันยืนอยู่บนเหตุและผล ที่สำคัญคือมีคนพิสูจน์มาแล้ว
• ในชีวิตจริงในสังคมเราต้องประนีประนอม แต่ในการลงทุนไม่ใช่ ผมยึดในหลักการ ในระยะยาวเราเจอวิกฤติแน่นอน ถ้าเราเชื่อเพียงครึ่งใจ เราไม่รอดแน่ จะโดนทดสอบในวันที่เลวร้าย มีสิ่งเดียวที่จะยึดคือหลักการ

อคติ (Bias)
• ทำไมคนเราเกิดอคติ ? เพราะใช้อารมณ์ รัก เกลียด กลัว
• บางครั้งอคติ เพราะไม่รู้ ไม่ขวนขวาย

อคติเมื่อซื้อหุ้น
• ซื้อหุ้นเพราะผู้บริหารหน้าตาดี
• มีนักวิจัยบอกว่าครึ่งหนึ่งแรงขับดันของมนุษย์คือแรงขับดันทางเพศ เราอยากได้การยอมรับจากเพศตรงกันข้ามก็เป็นไปได้
• ซื้อหุ้นเพราะผู้บริหารปฏิบัติดี ไปประชุม เลี้ยงโต๊ะจีน คุยกับเราดี
• อย่าหลงประเด็น ผู้บริหารดี กับ บริษัทดี ต้องดูด้วยว่าผู้บริหารทำได้ตามที่พูดหรือเปล่า เช่น คุณ ส. ไอหลิ่ง ฟังพูดเคลิ้มเลย แต่ออกมาคนละเรื่อง
• คิดว่าคนส่วนใหญ่ใช้ผลิตภัณฑ์ ใช้ชีวิตเหมือนเรา
• เราเล่นหุ้น ไม่ได้เล่นการเมือง เสื้อแดง เสื้อเหลือง ธุรกิจก็คือธุรกิจ
• ชาตินิยม เช่น จะซื้อหุ้นของคนไทย ไปซื้อกิจการต่างประเทศ อย่าง ยูนิคอด จีเอฟ เป็นไฟแนนซ์บริษัทเดียวที่ไม่มีใครหนุนหลัง อัลฟ่าเทค เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ปรากฏว่าทั้ง 3 บริษัทนี้เจ๊งหมดเลย นี่คือใช้เหตุผลผิดในการซื้อหุ้น
• ซื้อเพราะอยากติดรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ถ้าไม่ได้เป็นบริษัทที่ดี อะไร
• ซื้อเพราะกลัวตกรถ หุ้นเสี่ย จ. อยากลองบ้าง เป็นเหตุผลผิดๆ
• ซื้อเพราะเป็นธุรกิจบุญ/บาป มันขึ้นตามกำไร ไม่ได้ขึ้นกับธุรกิจทำให้สังคมเสียประโยชน์ อย่างหุ้น ฟิลิปมอร์ริส ผลิตบุหรี่ มีคดีความเยอะแยะ กองทุนก็ไม่กล้าซื้อ ปรากฏว่าตัวนี้เป็นหุ้นหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดอเมริกา
• บางครั้งคนเราก็ต้องมีอคติเพื่อความภาคภูมิใจของตัวเอง ขึ้นอยู่กับดีกรีของแต่ละคน เช่น อาบอบนวดเข้าตลาด ผมก็ไม่ซื้อเหมือนกัน เป็นความเชื่อของแต่ละคน

อคติเมื่อถือหุ้น
• ซื้อหุ้นเหมือนเราแต่งงาน มองเห็นแต่ด้านดี มองข้ามข้อเสียไป
• เมื่อไรที่เราขายหุ้นไป ตาสว่างเห็นข้อเสียเพียบเลย

อคติเมื่อขายหุ้น
• หุ้นขึ้นมาเท่าตัวขายไปครึ่งหนึ่งเอาทุนคืน เท่ากับที่เหลือไม่มีต้นทุน ไม่มีกฏข้อไหน ที่ผมอ่านหนังสือเจอมา เป็นการตั้งตัวเลขเอง บางตัว upside 300-400% ก็มี
• ขายเพราะขึ้นมาเยอะ เจอบ่อย mos ลดลงก็จริง แต่ถ้ามันสูงอยู่ก็ไม่ต้องขาย
• ไม่ขายเพราะอยากเห็นพอร์ตเขียว
• ไม่ขายเพราะผูกพัน เช่น ผมมีหุ้นตีแตกที่ทำให้ผมมีเชื่อเสียงระบือ ได้ผลตอบแทนเยอะจะเกิดความผูกพัน แม้ upside จะไม่มีแล้ว นั่น คือเราโดนอคติเล่นงาน
• ไม่ขายเพราะมีต้นทุนต่ำ เช่น ถือหุ้น ptl, sta ซื้อตอน sub-prime ต้นทุนต่ำมาก ปรากฏถือ 2-3 ปี วัฏจักรมันบูมมาก ปรากฏว่าพี่คนนี้รวยเละ เจอครั้งล่าสุดขายไปหรือยัง เค้ายังไม่ขายซักหุ้น เพราะมีต้นทุนต่ำ

การแสวงหาความภาคภูมิใจ หลีกเลี่ยงความเสียใจ
• นักเล่นหุ้นทั่วไป เขียว 2-3% เป็นขาย แต่ตัวขาดทุนเมื่อไร ไม่ยอมขาย แพ้ไม่ได้ ดังนั้นพอร์ตคนคิดแบบนี้จะมีแต่ติดดอย เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช
• ไม่ขายไม่ขาดทุน หลอกแม้กระทั่งตัวเอง
• VI ทมิฬ คืออะไร ลอกหุ้นตามเซียน ไปซื้อหุ้นตอนราคาสูงๆ แล้วขาดทุน ก็ไปโทษคนอื่น คนที่คอยแต่จะโทษคนอื่นตลอดเวลา ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด เป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ในการลงทุนคนที่ไม่เคยเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง ไม่มีทางเจริญ
• Sunk cost มีน้องโพสต์ในร้อยคนร้อยหุ้นถือ xxxมา 5 ปี จะถึงจุดสิ้นสุดแล้วล่ะ ผมจะรอดูจนถึงวันสุดท้ายที่มันจบ น้องคนนี้เสียเวลามา 5 ปี ถ้าคุณถือหุ้น 10 ปี ได้ผลตอบแทนเท่าตัว ผมคิดว่าน้อยมาก ถ้าหุ้นบางตัวกำไร 5% ใน 3-4 วัน คิดเป็นต่อปีเสียหายมหาศาล

การคำนึงถึงอดีต
• เงินของเจ้ามือ (House – money effect) เมื่อได้กำไรมา เราคิดว่าเป็นลาภลอย ไม่ใช่เงินเรา แต่ที่จริงกำไรตรงนี้คือเงินเรา เงินมีค่าเสมอ เราไปแยกว่าเป็นเงินต้นทุน กับ กำไร ที่จริงมันก็คือเงินเราเหมือนกันหมด พอเอาเงินจากกำไรมากๆ ไปซื้อหุ้น สุดท้ายของแพงๆเราก็จะซื้อ เป็นจุดเริ่มต้นฟองสบู่
• ตอนวิกฤติ pe 2,3 หรือ 1.5 ยังมีเลยครับ ทำไมไม่มีคนซื้อ? มันเกิดเรื่องความกลัวความเสี่ยง ไม่มีใครอยากขาดทุนอีก ถูกยังไงก็ไม่กล้าซื้อ
• มีบางคนเสียไปแล้ว แทนที่จะเข็ด กลับพยายามทำอีกแบบคือเอาทุนคืน พอเราแพ้มากๆ จนไม่รู้จะเอาเงินคืนอย่างไร จะ double ไปจนพนันหมดหน้าตักเพื่อเอาทุนคืนแล้วเลิก
• การคำนึงถึงอดีต ยึดราคาสูงสุด/ต่ำสุด anchoring bias เป็น technical ใช้การฟอร์มตัวราคาอดีตคาดการณ์อนาคต สมมติฐานนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ เหตุการณ์มันเป็นอิสระต่อกัน
• เช่น บ้านปู เคยไปถึง 800 ถ้าถือยาวไม่มีวันขาดทุนหรอก อาจจะจริงครับ แต่เกิดต้นทุนเสียโอกาส อีกอย่างวันนี้มี shale gas นะ หรือ ทีทีเอ เคยไปถึง 70 กว่าบาท ตอน BDI สูงๆ ต้องดูว่าพื้นฐานเปลี่ยนไปหรือเปล่า

ความมั่นใจเกินไป
• ถือหุ้นตัวเดียว ใช้ margin เค้าคิดว่าจะหนีทันนะ แต่วันหนึ่งจะเกิด black swarm
• แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ nobel prize จัดตั้งกองทุนที่มี Model ไม่มีข้อผิดพลาดเลย ใช้ leverage สูง arbitrage แต่ตอนที่เค้าขาดทุน เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่อยู่ใน model ภายใน 1 เดือน กองทุนนี้เจ๊ง ชื่อเสียงที่สั่งสมมาจบทันที

พฤติกรรมแบบฝูง
• คนที่อยู่ในก๊วนจะมีความคิดคล้ายๆ กัน แตกต่างจะโดนเฉดหัวออก
• สมมติมีพวกเราคนหนึ่งโนเนม ไปโพสต์ในร้อยคนร้อยหุ้น คนที่เข้าไปอ่านดูเหตุผลก็ดี นะ แต่เค้าเป็นใครไม่รู้ แต่พอมีคนเข้ามาให้ความเห็นสนับสนุน จะเริ่มลังเล จะเชื่อแล้ว ต่อไปถ้ามีคนบิ๊กเนมหน่อยมาโพสต์อีก คนอ่านหลังๆจะเชื่อแล้ว
• เรื่องในสังคม… ดอกทิวลิป จตุคามรามเทพ หลินปิง เสื้อเหลือง เสื้อแดง น้ำหมักป้าเช็ง
• ในสังคมหุ้น… หุ้นดอทคอม(ต่างประเทศ) หุ้นไฟแนนซ์(สมัยก่อน) หุ้นค้าปลีก(อาจจะสมัยนี้)
• เรื่องจิตใจ เอาชนะด้วยเหตุและผล ด้วยตัวเลข
• คนที่ไม่โอนอ่อนไปกับความเห็นคนอื่น จะโดนเยาะเย้ย จำได้ตอนหุ้นตกๆ มีคนเยาะเย้ย vi ตายหมดแล้ว กอดหุ้นจนตาย
• เราถูกเพราะเหตุผลเราถูก ไม่ใช่ถูกเพราะคนส่วนใหญ่ทำกัน

ซื้อหุ้นตามเซียน
• เซียนหุ้น เป็นจิตวิทยาตัวแทนความสำเร็จ ซื้อตัวไหนก็ขึ้น สมองคนเราเลยหาทางลัดไปซื้อหุ้นตามเซียนดีกว่า วิธีนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จในระยะยาว จะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะลอกหุ้นจากเซียนทุกครั้ง ถ้าไม่ได้เป็นแฟนเซียน และเซียนก็คิดผิดเหมือนกัน แต่เค้าไม่ได้มาบอกเรา
• ทางที่ดีกว่าผมสนับสนุนให้เราหาปลาเอง เพราะมันอยู่กับตัวเรา เป็นการทบต้นความรู้ มันเยอะยิ่งกว่าทบต้นเงิน

ความคุ้นเคย
• มีหลายๆตัวเป็นหุ้นไม่รู้จัก คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าหุ้นใหญ่ๆไม่เจ๊ง หรือหุ้นที่เห็นสินค้าหรือได้ใช้บริการ
• ผมมีเพื่อนซื้อ LTF ทุกสิ้นปี ของธนาคารสีม่วง ซึ่งผลประกอบการห่วยแตกมาก ต่างเป็น 10% หลายปีต่อกัน สุดท้ายผลตอบแทนคนละเรื่อง ถ้าจะซื้อทำการบ้านหน่อย

การมุ่งเน้นระยะสั้น
• นักลงทุน VIVI มองสั้นๆ ราคาผันผวน แผนบางอย่างประกาศตั้งนานแล้ว มองสั้นๆเก็งกำไรราคา ระหว่างรอราคาหุ้นซบเซา เป็นโอกาส
• Ex. 14/5/55 ประกาศผลประกอบการผลประกอบการลดลง ราคาหุ้นลดลง 11% และ 4 วันหลังยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นเรื่องกระทบชั่วคราว เพราะบริษัทมีปัญหางดปล่อยสินเชื่อชั่วคราว ถ้าศึกษาดีๆจะพบว่าหนี้สินต่อทุนเยอะ ถ้าไปประชุมผู้ถือหุ้นอะไรจะรู้ว่าโตได้เยอะ ปรากฏว่าผ่านไป 4 เดือน หุ้นขึ้นไปเกือบ 2 เท่า ไม่รวมปันผลและ warrant ที่ได้ฟรี

Do and Don’t
• ศรัทธาในอุดมการณ์
• มีความฝัน
• เหตุผลเอาชนะทุกคอคติ
• บันทึกความสำเร็จ และความผิดพลาด
• อย่าขายหุ้นตอนตลาดตกต่ำ
• อย่ารีรอเมื่อเจอหุ้นตีแตก
• อย่าอิจฉาคนอื่น

สรุป
• การจะรวยต้องอาศัยกำลังใจค่อนข้างเยอะ ถ้าทำง่ายๆทุกคนรวยหมดแล้ว
• ถ้าแรกผลักเหมือนบั้งไฟไม่นานก็รีบ แรงถีบเหมือนกระสวยอวกาศเปลี่ยนชนชั้นจากจนเป็นรวยได้
• ผมเคยเห็นคนที่ซื้อรถเบนซ์ต้องหาเงินหลายหมื่นไปผ่อนรถคันนี้ หรือไปซื้อน้ำมันเถื่อนประหยัดลิตร 5-10 บาท เพราะเขาไม่มีความมั่นคง สมมติผมขับรถมือ 2 เก่าๆ แต่ในพอร์ตผมมี 40-50 ล้าน คนไหนจะมีความมั่นคงมากกว่ากัน ถ้าใจเราอิ่ม ท่าทางเราจะอิ่มด้วย
• เรารวยเมื่อไร อย่ามองแค่ตัวเอง เพื่อร่วมชาติ ร่วมโลก ยังลำบากกว่านี้เยอะ เราโชคดีมีเงินเยอะ มีความสามารถ ใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย บัญชีเรามีเงินมากพอ เกิดประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ไหม เศษเงินของเราแต่สำหรับคนอื่น มีประโยชน์มหาศาล คนที่ด้อยโอกาสกว่าเรามีอีกเยอะ
• มองย้อนกลับไปว่าผมฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตอนจบใหม่ๆ ผมทำงานในกรุงเทพ เงินเดือน 8 พันบาท ต้องเช่าหอพักอยู่ทำงานในย่านธุรกิจ หอพักธรรมดาแบบมีแอร์ 7 พันบาท ไม่มีแอร์ 5 พันบาท สุดท้ายผมไปเช่าห้องแถวแบ่งให้เช่า 1.6 พันบาท เป็นห้องน้ำรวมใช้สายยางอาบน้ำ ทนอยู่หลายปีเพื่อเรียนหนังสือ เก็บตังค์หาเงิน ผมไปเมืองนอก ล้างจาน ไปหาเงิน มองย้อนกลับไปไม่น่าเป็นไปได้ แต่ผมก็ทำมาแล้ว ผมมีบทกวีของคุณ เปลื้อง ทำให้มีแรงใจให้ต่อสู้
• เมื่อเริ่มสู้นั้นมันมืดยิ่งกว่ามือ ครั้งยืนหยัดยาวยืดมืดค่อยหาย….

CR:http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=54227

จดหมายถึงเซียน……..จากเม่า

จดหมายถึงเซียน……..จากเม่า
เม่าน้อยตนหนึ่งติดตามอ่านบทความเซียน..หรือท่านที่เกือบเป็นเซียน(อิอิอิ)หลายท่าน อยากจะบอกว่า..เม่าน้อยไม่ไคร่เข้าใจ เพราะบทความของเซียนแต่ละท่านเต็มไปด้วยคำคม…ให้คิดเอาเอง(ก็คนมันไม่เข้าใจนิ…)ไม่แนะนำตรงๆ…อ้อมสุดฤทธิ…(หรือว่าเม่าน้อยโง่เองฮือๆๆ…)

อยากฝากถึงท่านเซียนทั้งหลายว่าวันนี้เม่าน้อยเจอคำแนะนำวิธีการเลือกหุ้นที่ตรงๆโดนใจเม่าน้อยอย่างแรงนิ……หากท่านเซียนทั้งหลายจะกรุณา..ขอบทความง่ายๆ….แบบนี้บ้างเด้อค่ะ…จะขอบคุณหลายๆๆๆๆๆ (…….)

1. ดูนิสัยเราก่อน เราเล่นเร็ว เล่นช้า ชอบเสี่ยง ไม่ชอบเสี่ยง ถ้าชอบเล่นเร็ว ไม่ค่อยมีความอดทนก็เล่นตัวเล็กที่มันวิ่งปรู๊ดปร๊าดหน่อย ถ้าชอบเสี่ยงก็เหมือนกัน แล้วอีกอย่าง…ชอบหุ้นที่มันไปกับตลาดแค่ไหน(บางคนอ่านตลาดรวมๆได้ดีกว่าอ่านทางหุ้นเป็นตัวๆ) ถ้าชอบ ก็เล่นบิ๊กแค็พ มันมักจะขึ้นลงตามตลาด ไม่ค่อยทำอะไรพิศดารให้เราเซอร์ำไพร๊ซ์มาก

ความสุขในการเล่นหุ้นนี่สำคัญมาก ต้องรู้จักนิสัยและความสามารถของตัวเอง เล่นแล้ว…ต้องมีความสุข ได้เงินมากน้อยยังเป็นเรื่องรองสำหรับผมนะ…ผมว่า

ถ้าเล่นหุ้นแล้วไม่มีความสุข …อย่าเล่นเลยครับ เสียเงินแล้วยังมาเป็นทุกข์ ดับเบิ้ลโง่เลยนะนั่น

2. หุ้นแต่ละกลุ่มแต่ละตัวความกว้างของการสวิงไม่เหมือนกัน พลังงานสวิงมากกว่าแบ๊งค์ เวลาขึ้นก็ขึ้นเยอะ แต่เวลาลงก็ลงเยอะ ส่วนแบ๊งค์ขึ้นไม่เยอะ แต่ลงดันเยอะเหมียนกัน เอิ๊กกกกก (ล้อเล่น) แล้วในกลุ่มของมันแต่ละตัวก็ต่างกัน อย่าง banpu สวิงกว่า ptt หรือ scb ก็สวิงกว่า bbl

ที่สำคัญอีกอย่างคือราคาในอดีตดูไว้พอเป็นแนวทางเท่านั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมาก อย่างกลุ่มปิโตรถ้าใครคิดว่ามันจะวิ่งกลับไปที่เดิมของมันพร้อมๆกับชาวบ้านล่ะก้อ …คิดใหม่ได้ครับ เอิ๊กกกก

3. อย่าเล่นหุ้นเยอะตัวเกิน มันจะงง เวลาตลาดผันผวนมันจะวิเคราะห์ จะซื้อขายกันไม่ทัน เอาซัก 3 ตัวนี่ก็เหลือแหล่แล้วสำหรับพอร์ตเล็กๆระดับไม่เกินล้าน เอาบิ๊กแค็พตัวนึง หุ้นที่เรารู้นิสัยมันดีตัวนึง และเผื่อไว้อีกตัวสำหรับหุ้นที่มาเป็นฤดุหรือวิ่งเป็นช่วงๆ
4. เล่นหุ้นตัวที่เรารู้นิสัยมันดีนี่สำคัญมากครับ อย่าเล่นหุ้นซี้ซั้ว มั่วเล่นไปเรื่อย แบบนั้นมักจะเสียครับ เล่นตัวที่เรารู้นิสัยการขึ้นลงของมันดีนี่เล่นยังไงก็มักจะได้ ขอแค่เข้าออกให้ถูกจังหวะเท่านั้น

ไปเล่นหุ้นตัวที่เราไม่ค่อยได้เล่น ต่อให้มันขึ้นลงขนาดไหน เราก็มักจะได้เงินจากมันไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ แบบจังหวะเข้าออกมันไม่แม่น เพราะกว่าเราจะรู้จักนิสัยหุ้นตัวนึงนี่ …เราต้องเสียค่าเล่าเรียนกับมันพอสมควรนะครับ เสียค่าเทอมแล้ว ก็เอากำไรให้คุ้มครับ เปลี่ยนตัวไปเรื่อยก็เหมือนกับเรียนหนังสือซ้ำชั้นอยู่นั่นแหละ ไม่ไปไหนซะทีครับ …เอิ๊กกกก

อย่างผมนี่กลับมาเล่นหุ้นได้ปีกว่า ผมเวียนเล่นอยู่หลายสิบตัวมาก แต่เอาเข้าจริงแล้ว ได้เงินจากไม่กี่ตัว แบบเวียนเล่นมันอยู่กี่รอบก็กำไรเกือบทุกรอบ ส่วนไอ้ที่เหลือเล่นแล้วเสียซะมาก กั่กๆๆๆ

ตัวที่ผมเล่นแล้วได้เงินมีอยู่แค่ 6-7 ตัวเองครับ pttep banpu scb tta advanc itd scc

สังเกตุด้วยนะครับว่าแต่ละตัว รอบของมันไม่ตรงกันเสียทีเดียว

5. อย่าเล่นหุ้นปั่นเลยครับ เชื่อผมเหอะ… ผมลองมาเยอะแล้ว ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ได้ไม่คุ้มเสียครับ ถ้าเสี้ยนจริงๆอดมือคันไม่ได้ก็กันเงินไว้ส่วนนึงไว้เล่นหุ้นแปลกๆ แต่อย่าเยอะเลยครับ เล่นพอได้ลองวิชา …แล้วท่านจะรู้เองว่าวิชาใช้กับหุ้นปั่นไม่ได้ ….เอิ๊กกกก

มักมีคนเหน็บว่าหุ้นมันก็ปั่นกันทั้งนั้น …มันก็จริงครับ แต่หุ้นบิ๊กแค็พหรือหุ้นทั่วๆไปนั้นเขาปั่นกันไปตามสภาวะตลาด ตาม supply demand คือมันมีจ้าวหลายพวกมาสู้กันในตลาด ซึ่งบางทีจ้าวมันก็กินกันเอง บางทีมันก็โดนรายย่อยกิน แต่รวมๆแล้วในระยะยาวคือ win-win หรือได้กันหมด เพราะหุ้นมันย่อมเติบโตไปตามผลประกอบการซึ่งก็จะไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เป็นไปตามธรรมชาติแห่งทุน(นิยม)

แต่หุ้นปั่นมันไม่ใช่อย่างนั้นสิครับ หุ้นปั่นคือหุ้นที่ถูกทำราคาโดยจ้าวพวกหนึ่งหรือกลุ่มเดียว ไม่มีพื้นฐานใดๆทั้งสิ้น เล่นมันคือเล่นเกมส์ win-loss ที่ส่วนใหญ่เรามักจะ loss ครับ เอิ๊กกก
6. นอกจากเล่นหุ้นพื้นๆอย่างพลังงานกับแบ๊งค์แล้ว กันเงินไว้ส่วนหนึ่งสำหรับเล่นหุ้นที่มาตามกาลของมันได้ก็ดีครับ อย่าง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มอสังหาวิ่งกันกระฉูด หรือ 2 วันที่ผ่านมานี่ ปูนใหญ่ก็วิ่งไป 20%

วิธีดักหุ้นพวกนี้คือดูว่า volume เข้าไม่เข้าครับ ทุกวันเวลาเช็คตลาด อย่างแรกๆเลยที่ผมจะเช็คคือวันนี้ตัวไหนซื้อขายกันลำดับที่เท่าไหร่ กลุ่มไหนโวลุ่มเท่าไหร่ อย่างอสังหานี่ทันทีที่มันขึ้นมาเป็นอันดับสามเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ตัวหลักๆของมันแทรกเข้ามาอยู่ใน value top 5 นี่ก็เล่นได้แล้วครับ แล้วพวกนี้เวลาวิ่งมันจะวิ่งดีกว่าบิ๊กแค็พเยอะ (จริงๆอย่าง itd นี่มันก็ถือเป็นบิ๊กแค็พนะ) เพราะมันลงไปเกินพื้นฐานมาก

อย่าง scc นี่ ทันทีที่ volume เข้าเมื่อวานก็ตามได้แล้วครับ ขนาดผมมาตามได้ตอน 102 เพราะผมไม่ได้เฝ้าตลาด (พอมาเห็นอาการปุ๊บก็ซื้อปั๊บ) ตอนนี้ก็ยังกำไรกว่าเล่นตัวอื่นๆหลายตัวเลยครับ

ไม่เชื่อลองงี้สิครับ ปีหน้าพอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นนะ คอยดูกลุ่ม finance นะครับ วันไหนมันวิ่งขึ้นมาอันดับ 3-4 ตามเข้าพวก kest bls asp นี่ …ไม่ได้ตังค์ให้เหยียบเลย เอิ๊กกกก

7. คนเล่นเดย์เทรดได้น้อยกว่าคนเล่นรอบ …รับประกัน เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ คนที่เล่นแล้วได้เป็นน้ำเป็นเนื้อที่สุดคือคนที่ถือยาวได้เป็นอาทิตย์ขึ้นไป เล่นรอบประมาณครึ่งเดือนถึง 2 เดือน พวกนี้จะยืดหยุ่นที่สุด ได้เยอะสุด ผมเองเล่นรอบเร็วกว่านั้น ผมจึงอิจฉาพวกเซียนที่เล่นรอบแบบนั้นได้มั่กๆ เพราะเรารู้ว่าเล่นรอบประมาณนั้นมันฟันเต็มๆ ไม่ต้องมาซื้อขายๆซึ่งพอพลาดก็จะโดน ไปเล่นตอดเล็กตอดน้อยได้เท่าไหร่ก็เป็นค่าคอมซะเยอะ

ยิ่งเล่นเดย์เทรดนี่ เจอตลาดช่วงที่ชอบเปิดไฮปิดโลว์ติดๆกันซัก 3-4 วันก็ซี้แล้ว แล้วตลาดแบบนั้นมันมีบ่อยมั่กๆ ก็ไม่รู้จะเล่นกันไปทำไม …ทำเป็นเล่นหวยกันไปได้ …เอิ๊กกก

และอีก….คำแนะนำ
หุ้นแนะนำ, วิธีเลือกหุ้นเด่น, เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร

“เราต้องคิดให้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ การ”เบ่ง” ของวอลุ่ม จะต้องสอดคล้องกับ “การขึ้น” ของราคาหุ้น นักลงทุนที่ก้าวขึ้นมาเป็นรายใหญ่ ต้องเข้าใจหลักการข้อนี้ หุ้นจะเป็นขาขึ้น”ราคา” และ “ปริมาณ” จะต้องเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน”

จั่วหัวด้วยคำสอนของเซียนหุ้นพันล้าน “คุณวิชัย วชิรพงศ์ “หรือที่รู้จักกันในวงการว่า “เสี่ยยักษ์” ผมต้องบอกว่าคำพูดนี้ถือเป็นสูตรสำเร็จก็ไม่ผิดนัก แต่จะมีกี่คนที่ทำได้อย่างถูกต้องและประสบความสำเร็จ

ตั้งแต่ผมเริ่มเล่นหุ้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ผมถือว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่เคย “ขายขาดทุน” และที่ไม่ขาดทุนไม่ใช่ว่าผมติดดอยและดื้อถือมาขายตอนได้กำไร แต่ผมมีหลักในการเข้าเทรดโดยดูรอบขึ้นลงของหุ้นเป็นสำคัญ ….จะว่าไปก็ยังมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมยอมขายขาดทุน สาเหตุไม่ใช่เพราะผมซื้อพลาด แต่ที่ผมยอมขายเพราะผมเห็นหุ้นตัวนึงกำลังเด้งแนวรับขึ้นซึ่งเปรียบเทียบกำไรแล้ว ผมสู้ขายขาดทุนและเอาเงินต้นมาลงหุ้นตัวใหม่นี้ดูจะมีกำไรมากกว่า “ซึ่งผมตัดสินใจถูก” ส่วนที่ตัดขาดทุนไปนั้น ผมได้คืนกลับมาภายในเช้าวันรุ่งขึ้น (^^) …ประเด็นที่เล่าไม่ใช่อยู่ตรงกำไรของผม แต่อยู่ตรงหุ้นตัวที่ซื้อนั้นเป็นหุ้นที่มี fundamental ดีมาก แถมอยู่ช่วงขาขึ้น แต่ที่กำไรไม่วิ่งนั้นเป็นเพราะ Volume ไม่มี

ขั้นตอนในการเลือกหุ้นทางด้านพื้นฐาน และเทคนิคการดูกราฟเบื้องต้นนั้น..ผมขออนุญาตข้ามไปนะครับเพราะมีเขียนอยู่ในบทความ “อยากเล่นหุ้นฯ”แล้ว ดังนั้นผมขอผ่านมาขั้นตอนหลังจากเลือกหุ้นได้แล้วนะครับ

เวลาที่ผมเลือกหุ้นนั้น Mind Map ผมจะเป็นตามนี้ครับ
1. ผมเลือกจากความชอบส่วนตัว เพราะชื่อที่ติดอยู่ในหัวนั้น อย่างน้อยๆผมถือว่ามันต้องมีจุดเด่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น นึกถึงน้ำมันก็ PTT, IRPC นึกถึงบันเทิงก็ Grammy, RS นึกถึงสื่อสารก็ AIS, DTAC ประมาณนี้ครับ

2. ผมก็จะเปิดดูงบการเงิน (ตามอ่านได้ในบทความ “อยากเล่นหุ้นฯ”) ของแต่ละบริษัทฯ ว่าภาพที่ผมรู้จักกับความเป็นจริงนั้นแตกต่างกันอย่างไร

3. เปิดกราฟดู Trend ณ ตอนนั้น (ถ้าใครไม่มีprogram หลักๆ..ก็ดู Link ตามบทความเช่นเดียวกันครับ)

4. หลังจากเช็คตัว indicator ต่างๆ และเห็นแล้วว่าเป็น Uptrend ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นน่าสนใจ ผมก็จะตี trendline เพื่อกำหนดกรอบ”แนวรับ” และ “แนวต้าน” ถ้าเห็นว่าอยู่ในรอบที่ทำกำไรได้ผมก็เข้าซื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเข้าช่วงย่อตัวลงมาเด้งแนวรับเพื่อขึ้นทดสอบแนวต้าน พอถึงบริเวณแนวทดสอบผมก็ค่อยพิจารณาปัจจัยต่างๆ ณ เวลานั้นๆอีกที (กราฟตัวอย่างที่ผมยกมา…ผมเข้าซื้อช่วงเส้นแนวตั้งสีเหลือง เพราะย่อลงมาสุดแล้ว และราคากำลังกลับขึ้นไปยืนบน EMA 5 เส้นเขียว)

5. ขั้นตอนต่อไปก็อยู่ตรง Mainหลักของบทความนี้ คือ “เรื่อง Volume” ครับ หุ้นที่ผมซื้อแล้วต้องยอมขายขาดทุนไปนั้นผ่านเกณฑ์ตามที่ผมแจ้งทั้ง 4 ข้อมาหมด แต่กลับไม่มีคนเล่น…ผมถึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ
จากนั้นผมลองมาไล่เช็คหุ้นใน Port ตัวเองดู ปรากฎว่าหุ้นทุกตัวที่ทำกำไรให้ผมเป็นกอบเป็นกำนั้น ส่วนใหญ่ติดอันดับต้นๆของ หุ้นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุดของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ….นั่นแสดงว่า “คำพูดข้างต้นนั้น เป็นความจริง”

6. วิธีการเช็คดูว่าหุ้นมีVolumeเป็นอันดับที่เท่าไหร่ของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ ก็ให้ไปที่ Linkนี้ครับ
http://www.settrade.com/C04_01_stock…PC&selectPage=

แล้วไปใส่ชื่อหุ้นตรง ช่อง”ค้นหาข้อมูลหลักทรัพย์” (มุมขวาบน) แล้วกด”go” จากนั้นไปที่ “อันดับในอุตสาหกรรม” (มุมบนซ้าย)

7. จากนั้นก็ไปเลือกตรงช่อง “จัดลำดับตาม” ซึ่งเมื่อClick เข้าไปจะมีให้เลือก “ %เปลี่ยนแปลง, ปริมาณ, มูลค่า,ฯลฯ” ในที่นี้เราเลือก “ปริมาณ” แล้วไป click เลือกตรง”มากไปน้อย” แล้วกด “GO”

ขั้นตอนนี้เราจะสามรถรู้ว่าหุ้นตัวที่เราเลือกนั้นอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ (โดยการจัดเรียงเราสามารถกำหนดได้เองว่าจะให้จัดเรียงตามอะไร) …..คราวนี้เพื่อนๆก็จะสามารถเลือกหุ้นที่มี Volume ได้ตามที่ต้องการแล้ว

หลักสำคัญอีกอย่างหนึ่ง อย่าลืม check ด้วยว่าปริมาณที่ว่านั้น เป็นปริมาณ “ขาย”หรือ”ซื้อ” …อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนต้นว่า “ปริมาณและราคา จะต้องไปในทิศทางเดียวกัน” สังเกตุโดยแบ่งได้เป็นหลายกรณี ดังนี้

– ราคาขึ้น …Volume ซื้อขึ้น => หมายถึง ราคายังมีช่องว่างในการเก็งกำไร คนเลยยังซื้อเพิ่มเพื่อรอขายออก

– ราคาลง … Volume ซื้อลง => หมายถึง ราคาเริ่มลง คนเริ่มรู้ว่าตลาดไม่ต้องการ เลยเลิกซื้อและเริ่มขายออก

– ราคาลง… Volumeซื้อขึ้น => หมายถึง มีคนเก็บของ สงสัยไว้เลยว่าเป็นรายใหญ่ทุบราคาลงมาเพื่อเก็บของ

– ราคาลง.. ไม่มีVolumeขาย => หมายถึง มีคนเก็บของไว้ไม่ยอมขายออก…เราก็อย่าปล่อย

– ราคาลง…. Volumeขายขึ้น => หมายถึง ถ้าเราเข้าไปซื้อก็แสดงว่า เรากำลังเข้าไปรับหุ้นที่คนเขาเริ่มไม่ต้องการ…..
และถ้าขืนเผลอไปซื้อเข้าจริง

“ ถึงเวลานั้นถ้าเพื่อนตะโกนเรียกว่า “เม่า” ก็อย่าลืมหันไปขานรับซะล่ะ ei ei”

*************เม่าน้อยต้องขอโทษเซียนทั้งหลายที่ท่านอาจมีวิธีการเลือกหุ้นแบบอื่น แต่ที่เม่าน้อยคัดลอกบทความเขามาเพราะอยากเรียนว่า คำแนะนำแบบนี่แหละที่เม่าน้อย..ด้อยความรู้get…(เข้าใจ)…..**********มันอาจทำให้ท่านคลายสงสัยว่าทำไมบัดนี้ข้าพเจ้ายังเป็นเม่าอยู่…….

ขั้นตอนการควบคุมความโลภ

ขั้นตอนการควบคุมความโลภก็เหมือนกับขั้นตอนการควบคุมความตื่นตระหนก ต้องเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริง มองปัญหารอบด้าน แยกแยะปัจจัยเชิงลบ คาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้

1. บันทึกความคิดความรู้สึกลงในกระดาษและในใจเช่น
“การซื้อขายแบบนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ เราสามารถทำกำไรได้เป็นเท่าตัวโดยไม่ต้องเสี่ยงแต่อย่างใด เราอยากจะมีเงินลงทุนให้มากกว่านี้”
“เราจะต้องขึ้นรถให้ทันป้องกันการตกรถ”

2. เน้นความเป็นจริง (ละทิ้งความเห็นที่เข้าข้างตนเอง)
วิธีที่จะชักจูงให้คนทั่วไปเกิดความโลภทำเขาให้ยอมควักเงินออกจากกระเป๋าทันทีคือ สร้างสถานการณ์เร่งด่วนขึ้นมา ต้องทำให้นักลงทุนเชื่อว่านี่คือโอกาสทองในการหากำไรแต่ต้องกระทำอย่างฉับพลันมิฉะนั้นแล้วจะหมดโอกาสในชั่วพริบตา ทั้งยังต้องให้เขาเชื่ออีกว่าโอกาสนี้แทบจะไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย คนเหล่านี้จะต้องยอมจ่ายเงินโดยดี ที่ต้องใช้วิธีนี้ก็เพื่อไม่ให้เขามีเวลาไตร่ตรองศึกษาสถานการณ์อย่างสุขุมรอบคอบ
จะเห็นได้ว่าการที่จะตัดสินใจให้ดีที่สุดจำเป็นต้องมีเวลาขบคิด ตั้งคำถาม ผ่อนคลายความโลภที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว การตั้งคำถามดังต่อไปนี้อาจช่วยให้เราควบคุมความโลภและหาหนทางตัดสินใจที่ดีที่สุดได้
– เรารู้ข่าวอะไรบ้างที่เป็นความจริง?
– สิ่งที่เราอ้างอิงในปัจจุบันนี้มีอะไรบ้างที่สมมุติขึ้น?
– ทำไมเราต้องรีบดำเนินการโดยด่วน?
– หากครั้งนี้ทำกำไรให้เราเท่ากับกำไรปกติเราจะรู้สึกอย่างไร?
– ทำไมเราต้องตั้งเป้าหมายเหล่านี้ขึ้นมา? ทำอย่างไรจึงจะบรรลุ? และจะบรรลุอย่างไร? ใครเป็นผู้ทำให้บรรลุ?
– คนทั่วไปมีความเข้าใจต่อการบริหารของบริษัทนี้แค่ไหน?
– มีหลักฐานอะไรมายืนยันข่าวที่เราได้ยินมาไหม?
– เรื่องนี้มีอะไรที่ดูแล้วไม่เข้าท่า???
– หากเรื่องไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ความผิดพลาดนี้เกิดจากอะไรหรือ?

3. การฝึกความสามารถในการสังเกตสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่
การพยายามดึงตนออกจากภาวะแวดล้อม โดยสมมุติว่าตนเป็นคนหนึ่งที่กำลังทบทวนเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด เช่น สมมุติว่าตนเองเป็นนายธนาคารที่กำลังพิจารณาสินเชื่อ หรือการที่จะชี้ขาดว่าความคิดของตนถูกหรือไม่ก็น่าจะลองสมมุติว่าถ้าคนอื่นอยู่ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเราจะให้คำแนะนำอะไรแก่เขาได้บ้าง

4. แจงแจงปัจจัยในเชิงลบและบวก
ยิ่งเราต้องการบรรลุเป้าหมายมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งไม่ต้องการรับรู้เรื่องราวที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมาย การที่จะแจกแจงข้อดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะแจกแจงข้อเสียและความเสี่ยงนั้นจะต้องใช้ความพยายามมากกว่า

ข้อดี
– มีศักยภาพทางตลาดอย่างมหาศาล
– ราคาหุ้นกำลังพุ่งสูง
– ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด
– หุ้นได้รับความนิยม
– ผู้นำระดับบริหารมองการณ์ไกล

ข้อเสีย
– มีการเก็งกำไรสูงแต่สถิติที่ผ่านมาไม่ทราบชัด
– ไม่มีการปันผล ไม่ทราบรายละเอียดทางฝ่ายบริหาร
– อัตรากำไรสูง เงินสดในมือมีน้อย
– ขีดความสามารถในการแข่งขันยังไม่ชัดเจน

5. การคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
จังหวะนี้รวมถึงปัจจัยบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน เช่นค่าน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดหุ้นมีแนวโน้มสูงขึ้น การค้นหาปัจจัยแฝงเร้นที่อาจทำให้เกิดผลตรงกันข้ามเป็นสิ่งจำเป็น จะต้องต่อต้านความโลภของตนเอง ทั้งต้องคำนึงว่ามีอะไรที่จะทำให้เกิดผลตรงกันข้ามกับที่คาดคะเนไว้หรือไม่? ยกตัวอย่างเรื่องที่คุ้นเคยกันดี

ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น คาดว่าอาจจะสูงถึงบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ นี่เป็นโอกาสทองในการลงทุนหุ้นเกี่ยวกับพลังงานหรือบริษัทที่เกี่ยวกับน้ำมัน แต่เราต้องถามตัวเองว่าจะมีสภาพใดบ้างที่ทำให้เกิดผลตรงข้ามกับที่คาดคิดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะคำนึงถึงในแง่ที่ว่า “เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจะทำให้ทุกคนต้องหาทางประหยัดการใช้พลังงาน ความต้องการน้ำมันก็จะลดลง ราคาน้ำมันพุ่งสูงมีส่วนช่วยกระตุ้นการพัฒนาแหล่งน้ำมันใหม่ และในที่สุดเมื่อมีน้ำมันมาสนองความต้องการอย่างเพียงพอแล้วราคาน้ำมันก็จะลดต่ำลง หรือการพยายามหาพลังงานทดแทนมากขึ้นแล้ว ราคาน้ำมันก็จะลดต่ำลง”

เมื่อนำความคิดทั้งหมดมาบันทึกลงในกระดาษหรือในใจแล้วเราก็จะได้ทบทวนข่าวสารต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า การประเมินสถานการณ์ตามข้อเท็จจริงทำให้เราเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อย่างมีเหตุมีผล ละทิ้งปฏิกิริยาที่เกิดจากความโลภ หลีกเลี่ยงการตัดสินใจด้วยอารมณ์ นั่นหมายถึงเราสามารถตัดสินใจได้อย่างดีที่สุด ครั้งต่อไปหากเราพบว่าตัวเองเต็มไปด้วยความโลภแล้วจงอย่าลืมคำว่า

“ถ้าจะจับหนูแค่วางกับดักก็สำเร็จ ความโลภจะชักนำหนูเข้ามาเอง”

เมื่อจิตใจถูกความโลภครอบงำเราจะมองไม่เห็นสภาพแวดล้อมรอบด้านและก็จะเป็นเสมือนหนูที่กระโดดเข้าหากับดัก