Posts from the ‘กลยุทธ์การลงทุน’ Category

มันนี่เกม ของ”เจ้าสัวเจริญ”

“มันนี่เกม” ของ”เจ้าสัวเจริญ”
กลายเป็นประเด็นที่เรียกเสียงฮือฮากันในตลาดทุนของไทยมากที่สุดในขณะนี้ คือการที่ผู้บริหารบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในกลุ่ม TCC Group ของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี แจ้งความประสงค์ไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เพื่อขอซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 3 กองทุน ที่ได้ขายให้กับนักลงทุนไปก่อนหน้าออกมาทั้งหมด จากปัจจุบันที่กลุ่มคุณเจริญถืออยู่ 33-35%

อันนี้ ไม่นับรวมถึงการใช้ตัวแทนผู้ถือหน่วย (นอมินี) ที่อยู่ในกองทุนเหล่านี้นะครับ…ผมว่าถ้านับรวมนอมินีด้วยกลุ่มคุณเจริญน่าจะถือหน่วยลงทุนตกประมาณ 50-65%

3 กองทุนที่บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ “วัลลภา” และสามี คือ “โสมพัฒน์ ไตรโสรัส” ซึ่งเป็นทายาทของเจ้าสัวเจริญ ขอทำการซื้อคืน ประกอบด้วย

1.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียลอินเวสเม้นต์ (TCIF) ทรัพย์สินของกองทุน ประกอบด้วย อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์, อาคารแอทธินี, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์, อาคาร 208 โดยบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล จำกัด มูลค่าทรัพย์สินรวม 28,382 ล้านบาท

2.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทลอินเวสเมนท์ (THIF) ทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า บางกะปิ, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, ตะวันนา และ โอ.พี.เพลส ราคาประเมินรวมจากบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ที่ 20,767 ล้านบาท

3.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยรีเทล อินเวสเมนท์ (TRIF) ทรัพย์สินประกอบด้วย ที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวมไว้ 37,612 ล้านบาท

แต่ราคาที่กลุ่มคุณเจริญเสนอซื้อคืนนั้นแตกต่างกันไปดังนี้

กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อคืนในราคา 29,000 ล้านบาท

กองทุน THIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อทรัพย์สินคืนในราคา 30,000 ล้านบาท

กองทุน TRIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อในราคา 21,000 ล้านบาท

รวมเม็ดเงินทั้งหมดในการขอซื้อคืนตกประมาณ 8 หมื่นล้านบาท

ผมได้พิจารณาในรายละเอียดของข้อเสนอการรับซื้อกับราคาหน่วยลงทุนที่ขายอยู่ในตลาดแล้ว พบความผิดปกติ ที่นักลงทุนควรพิจารณา กล่าวคือ กองทุน TRIF ราคาเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายกองทุนในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.38 บาทต่อหน่วย

กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม ระดับราคาที่เสนอมานี้ น่าจะมีการเจรจากัน หรือต้องหาข้อสรุปในการประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เพื่อพิจารณาอนุมัติการขายทรัพย์สินและโอนสิทธิ์การเช่าทั้งหมดของกองทุนรวม และพิจารณาอนุมัติการเลิกกองทุนและเพิกถอนหน่วยลงทุนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทาง บลจ.กรุงไทยฯ ต้องดำเนินการตามขั้นตอน

ถามว่า กลุ่มเจ้าสัวเจริญมีสิทธิ์ซื้อคืนหรือไม่ คำตอบคือ ตามประกาศของ ก.ล.ต.นั้น กลุ่มเจ้าของเดิมมีสิทธิ์เต็ม 100% ที่จะขอซื้อคืน แต่ต้องขอมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยตามหลักเกณฑ์ โดยผู้ทำคำเสนอซื้อต้องได้เสียงโหวตเกิน 50% ของหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด หรือ 3 ใน 4 ของผู้เข้าร่วมประชุม

ถามว่า ทำไมต้องเร่งซื้อคืน และจะกระทบกับกองทุนรวมอื่นๆหรือไม่ อันนี้ต่างหากที่ต้องวิเคราะห์และประเมินกัน

ผมสืบเสาะข้อมูลจากผู้รู้และบรรดาผู้บริหารกองทุนแล้ว ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า งานนี้มีเรื่อง “ภาษี”ที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน 100%

อีกประเด็นหนึ่ง อันนี้น่าจะสำคัญมากที่ทำให้ “วัลลภา-โสมพัฒน์” ที่เป็นอดีตนักการเงิน ปรับแนวทางการระดมทุน คือ มูลค่าของทรัพย์สินจริง กับการเคลื่อนไหวราคาของหน่วยลงทุนไม่สัมพันธ์กัน

ถ้าพิจารณาทรัพย์สินที่มีการนำมามัดรวมกันเพื่อจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์กับราคาหน่วยลงทุน เราจะพบว่าความเคลื่อนไหวมีน้อยมาก นั่นหมายถึงว่า มูลค่าหน่วยลงทุนไม่ขยับ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าของ แต่หากมีการนำเงินสดที่ปัจจุบันกลุ่มเจ้าสัวเจริญมีอยู่ในมือในแต่ละวัน แต่ละเดือน มาซื้อคืนแล้วสร้างมูลค่าขึ้นมาใหม่ ได้หลากหลายขึ้น หรืออาจจะนำมาจัดสรรใหม่ในรูปของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่งสามารถเพิ่มเงินทุนหรือกู้เงินเพิ่มเติมมาขยายงานได้อีก

ทางออกในรูปแบบการจัดการทรัพย์สินก้อนมหึมาของจ้าสัวเจริญ สามารถออกดอกเห็นผลมากกว่า

โปรดจับตา Money Game เกมเล่นกับเงิน และการจัดการทรัพย์สินของกลุ่มเจ้าสัวเจริญและทายาทกันให้ดี

รับรองว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ 8 หมื่นล้านบาทเศษ แล้วนำมาจัดระบบใหม่จะสร้างความฮือฮา ไม่แพ้การลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ในโครงการ One Bangkok ย่านพระราม 4 แน่นอน

เชื่อมือเจ้าสัวเจริญได้ครับ…

Money Game ของเสี่ยเจริญ(2)

มีคนอ่านถามเข้ามามากว่า “มันนี่เกมของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” เจ้าของธุรกิจในกลุ่มทีซีซี แลนด์, ไทยเบฟเวอเรจ ที่เสนอขอซื้อคืนและขอเพิกถอนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์รวม 3 กองทุน ที่ทยอยนำหน่วยลงทุนออกขายในตลาดทุนให้กับนักลงทุนมาในช่วงปี 2554,2556,2557 ราคาหน่วยลงทุนละ 10 บาท ปัจจุบันราคาขยับขึ้นยืนในระดับหน่วยละ 13.10-15.38 บาทออกจากการซื้อขายในตลาดหุ้น

โดยทางกลุ่มเสี่ยเจริญขอซื้อคืนในราคาสิริรวมทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่มาร์เก็ตแคปของ 3 กองทุน ณ งวดวันที่ 12 เม.ย.อยู่ที่ 8.7 หมื่นล้านบาทนั้น มีนัยซ่อนกลประการใด

ผมสืบเสาะข้อมูลในเรื่องนี้จากสายข่าวในตลาดเงิน ตลาดทุน และนักการธนาคารที่รู้เรื่องนี้อย่างน้อย 5-6 คน ให้ข้อมูลที่คล้ายคลึงกันดังนี้..

1.การขอซื้อคืนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียล อินเวสเม้นต์ (TCIF) ที่มีมาร์เก็ตแคป 3.12 หมื่นล้านบาท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทล อินเวสเม้นต์ (THIF) ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 3.12 หมื่นล้านบาท และการขอซื้อคืนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยรีเทล อินเวสเม้นต์ (TRIF) ที่มีมาร์เก็ตแคป 2.49 หมื่นล้านบาทนั้น จะได้รับการงดเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหากการโอนเกิดขึ้นภายในวันที่ 24 พ.ค.2560

แต่หากผู้ถือหน่วยจะขายทรัพย์สินหลังจากนั้น กองทุนรวมจะต้องรับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของราคาขายหรือราคาประเมิน เฉพาะภาษีส่วนนี้ เท่ากับว่าทางกลุ่มคุณเจริญและกองทุน จะลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรัฐไปได้ สิริรวมทั้งสิ้น 2,640 ล้านบาท มันนี่เกมของเสี่ยเจริญ ในประเด็นแรกคือ การทำกำไรเห็นๆ

2.ระดับราคาการซื้อหน่วยลงทุนคืน ทางกลุ่มเสี่ยเจริญเสนอซื้อกองทุน TRIF ในราคา 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดอยู่ที่ 15.38 บาท กองทุน TCIF ราคาเสนอซื้อ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาท แม้ว่าจะสูงกว่าราคาที่นำออกขายในตอนต้น แต่ก็ยังต่ำ ย่อมทำกำไรได้อีกต่อหนึ่ง

ผมเทียบเคียงให้เห็นภาพ ขณะนี้เสี่ยเจริญเสนอซื้อรวมทั้ง 3 กองทุนในราคา 8 หมื่นล้านบาท แม้จะสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนที่ตกประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท แต่มาร์เก็ตแคป ของ 3 กองทุนตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 8.7 หมื่นล้านบาท ถ้าตกลงขายกันตามนี้กลุ่มเสี่ยเจริญรับเหนาะๆ 7 พันล้านบาท

3.นับตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุน 3 กองทุนมา ทั้ง 3 กองทุนจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละกว่า 5%เนื่องจากนโยบายของการขายหน่วยในตอนแรกกำหนดไว้ว่า จะต้องปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ไม่รวมกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น

จากการประเมินค่าหรือการสอบทานการประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ประจำรอบระยะเวลาบัญชีและหากมีกำไรสะสม สามารถจ่ายจากกำไรสะสมได้ เพื่อจูงใจให้คนซื้อหน่วยลงทุน ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2%

หากมีการซื้อคืนไปทั้งหมด เงินปันผล ย่อมตกกับธุรกิจในกลุ่มบริษัทเต็มๆ

หลายคนเอะใจว่า ทำไมกลุ่มเสี่ยเจริญไม่คิดตั้งแต่ตอนแรก คำตอบมิใช่ความเลินเล่อ หากแต่เป็นผลมาจากการที่ผู้จัดการกองทุน และผู้ดูแลผลประโยชน์ ทั้ง บลจ.กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และซิตี้แบงก์ เข้าไปจัดระบบบัญชีและดูแลการใช้จ่ายทำให้เงินรายรับ รายจ่าย เป็นระบบระเบียบขึ้นจากต่างกิจการต่างลงบัญชี แต่ตอนนี้มีการลงบัญชีแบบรวมกลุ่มที่มีมาตรฐานแบบธนาคาร มิใช่แบบ”หลงจู๊”แล้ว

ประการต่อมา อันนี้สำคัญสุด ตอนนำทรัพย์สินมามัดรวมกันในปี 2554 2556 2557 เพื่อตั้งกองทุน TCIF นั้น อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ถูกตีราคา 1,975 ล้านบาท, อาคารแอทธินี 2,861 ล้านบาท, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์15,261 ล้านบาท, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์หรือไซเบอร์เวิค์ล 5,883 ล้านบาท, อาคาร 208 แค่ 1,075 ล้านบาท รวม 27,055 ล้านบาท แต่นับถึงตอนนี้มูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ล่าสุดบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล ตีมูลค่าทรัพย์สินไว้รวม 28,382 หมื่นล้านบาท

กองทุน THIF ที่มีทรัพย์สินที่เป็นที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จำนวนห้องรวม 3,753 ห้อง ราคาประเมินโดย บริษัท พรสยาม ตอนนั้น 27,048 ล้านบาท ราคาประเมินโดย บริษัท ไทยประเมิน 27,336 ล้านบาท ตอนนี้ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวม 37,612 หมื่นล้านบาท

การซื้อคืนกลับมาทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองในมือกลุ่มคุณเจริญเพิ่มขึ้นเฉพาะ 2 กองนี้ตกประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ทรัพย์สินที่นำมาเพิ่มในมือของคนในตระกูลนี่แหละจะกลายเป็นทรัพย์ที่นำไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินมาลงทุนในโครงการ One Bangkok 1.2 แสนล้านบาท และยังสามารถรวบทรัพย์บางอย่างมากสร้างกองทุนแล้วขายเอาเงินมาหมุนอีกรอบได้สบายบรื๋อ สะดือจุ่น

มันนี่เกมรอบนี้จึงมีแต่เสี่ยเจริญได้ แต่แผนทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร วันที่ 17-18-19 พ.ค.2560 รู้ผล

☝วิธีการเล่นด้วยVolume📊 (สำคัญไฉน) สไตล์🐂SUPER BULL🐂

☝วิธีการเล่นด้วยVolume📊 (สำคัญไฉน) สไตล์🐂SUPER BULL🐂
🎯วิธีดูตามกราฟ🎯
💲1. สีเขียว วอลุ่มผิดปกติ หมายถึง ที่ผมเคยบอกไปแล้วว่าราคาหุ้นที่วอลุ่มแห้งมานานและเริ่มมีแท่งวอลุ่มผิดปกติก็หมายถึง มันเยอะขึ้นเรื่อยๆจนน่าสนใจ

ผมขอยกตัวอย่าง เช่น

 สมมุติ ราคาหุ้น 1.00 บาท เราย้อนดูกราฟวันที่เค้าเล่นกันว่าวอประมาณเท่าไร สมมุติ 100-200 ล้านต่อ1วัน วิธีสังเกตุ ในแต่ละวันจะเทรดด้วยวอ 4-10 ล้านแบบนี้ไม่น่าสนใจ แต่ถ้าวันไหนมีการเทรดใน30นาทีแรกก่อนเปิดตลาดสัก20-30 ล้าน แบบนี้น่าสนใจจับตาดูไว้ เทรดทั้งวันเราคำนวณคราวๆน่าจะไม่ต่ำกว่า100ล้าน 

💲2.สีส้ม วอลุ่มลด หมายถึง จากการปรับตัวขึ้นมาแรงด้วยวอลุ่มเยอะ ถ้าอีกวันจะมีการพักตัวเพื่อไปต่อ ทางเทคนิคคือวอลุ่มต้องลดลงเรื่อยๆ จนหาตูด(Bottom)มันเจอนั้นเอง แต่ในทางกลับกันราคาลงพร้อมวอลุ่มเยอะเกือบๆเท่ากับวันก่อนอันนี้ก็บ่งบอกได้ว่าใกล้จะจบรอบด้วยเช่นเดียวกันครับ โปรดระมัดระวัง

💲3.สีแดงคือวอลุ่ม Bottom หมายถึง ต่อจากข้อ2คือจะลงหาตูดของมันเจอ วิธีสังเกตุง่ายๆวอลุ่มต้องลดน้อยกว่าวันก่อน ถ้าเราคิดว่าแท่งนี้คือตูดให้ดูอีกวันถ้ามีการปรับตัวของราคาขึ้นหุ้นขึ้นและวอลุ่มมากกว่าวันที่เราคิดว่าเป็นตูด นี่คือการยืนยันการกลับตัวของมันได้เช่นเดียวกันเพื่อไปต่อ จุดนี้สำคัญของนักเก็งกำไรที่ทำกำไรไปในรอบแรกแล้วจุดนี้เค้าจะเริ่มมาเข้ากันรอบใหม่

🚨ปล.ขออภัยอาจจะใช่ภาษาชาวบ้านไปนิดไม่เป็นทางการในบางคำ ก็ขอประทานอภัยพี่น้องทุกคนด้วยครับ แต่สำหรับผมอยากให้เข้าใจโดนง่ายที่สุด 

และคิดว่าการดูวอลุ่มบางคนจะบอกว่ายาก ซับซ้อนบ้างแต่ถ้า เราสรุปมันออกมาให้ใช่ง่ายที่สุด เราก็จะเทรดกับหุ้นอย่างมีความสุขขอรับพี่น้องกระทิง
Cr.🐂Super Bull🐂

วิธีการเก็งกำไรหุ้น

วิธีการเก็งกำไร
1. รับความเสี่ยงสูงได้ และคิดให้ไว ทำให้ไว ใจก็ต้องถึงด้วย

ความเสี่ยงต้องรับได้สูงหน่อย ถ้ารับความเสี่ยงสูงไม่ได้ อย่ามาเก็งกำไร ให้ไปเล่นหุ้นโดยใช้แนวคิดแบบลงทุนดีกว่า คนที่เก็งกำไรได้ดี คือเขาพร้อมจะ cut loss ทันที เมื่อรู้ว่าเข้าพลาดจังหวะ การ cut loss นี่แหล่ะที่บอกว่าคุณรับความเสี่ยงได้สูง เมื่อรับความเสี่ยงสูงได้ ก็ต้องคิดให้ไว ทำให้ไวด้วย ช้าๆมันจะไม่ทันคนอื่น
2. วอลุ่มสำคัญมากๆๆๆ

การเก็งกำไร ต้องยึดที่วอลุ่มเป็นหลัก หุ้นที่ไม่มีวอลุ่มเข้ามาเล่น อย่าไปเก็งกำไรเด็ดขาด เสียเวลา เพราะเจ้ามือเขายังไม่ได้เล่น และไม่รู้จะเล่นเมื่อไหร่ ให้ไปเก็งตัวที่มีวอลุ่มเข้า ซึ่งหมายถึงเจ้าหุ้นตัวนั้นกำลังทำเกมส์ดีกว่า
3. อย่าเกี่ยงเรื่องราคา

บางคนเห็นหุ้นวิ่งขึ้นมาแรงๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปเล่น เหตุผลคือเพราะซื้อไม่ทันปล่อยไปดีกว่า (แต่พอตอนถูกก็ไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวจะไม่ขึ้นหรือไม่ก็กลัวมันจะลงได้อีก พอมันวิ่งขึ้นมาก็ไม่กล้าซื้อ เพราะว่าแพงไป จะเอายังไงแน่ ?) การเก็งกำไรนั้น อย่าไปหวังซื้อให้ต่ำที่สุด แล้วไปขายสูงที่สุด

หัวใจของการเก็งกำไรคือ เข้าไปเล่นเมื่อมีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา และต้องขายออกมาในอีกไม่นาน พร้อมกับเอากำไรให้ได้ สมมติว่าหุ้นตัวนั้น จะวิ่งจาก 1 บาทไป 5 บาท คุณก็อย่าไปแคร์เพื่อซื้อ 1 บาทหรือกะขายตรง 5 บาท คุณแค่เอากำไรจากตรง 2 3 4 ให้ได้ก็เป็นพอ
4. ไปเรื่อยๆ อย่าชอบกินของเดิม

การเก็งกำไรต้องพเนจรไปเรื่อยๆ เหมือนจอมยุทธ์หนังจีน เข้าไปเก็งตัวไหนได้แล้วก็จงออกมา แล้วก็หาไปเรื่อยๆ ในตลาดหุ้นจะมีการเก็งกำไรหุ้นอยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีให้เก็ง ยกเว้นเสียว่าคุณจะหมดโอกาสเสียก่อน เพราะไปติดหุ้นแล้วออกไม่ได้
5. เช็คข่าวเสมอ

หุ้นที่เก็งกำไรขึ้นมา มันต้องมีข่าวสนับสนุน ไม่ข่าวใดก็ข่าวหนึ่ง ต้องเช็คให้ดีๆ จะได้ไม่อยู่หลังเขา เช็คข่าวไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร เข้าเว็บ http://www.ryt9.com แล้วพิมพ์ค้นหาตรงมุมขวาบนก็ได้ หรือจะเช็คจากที่อื่นก็ได้หุ้นอะไรที่มีการเก็งกำไรเข้ามา มักจะมีข่าวออกมาส่งเสริมอยู่เสมอ การมีข่าวออกมาช่วย หากข่าวนั้นสามารถต่อยอดได้อีกนาน หุ้นตัวนั้นก็สามารถเก็งกำไรได้เรื่อยๆด้วย แบบว่าเล่นได้เรื่อยๆ
6. เปลี่ยนหุ้นในหน้าจอบ่อยๆ

นักเก็งกำไรต้องกระฉับกระเฉง หน้าจอของคุณต้องสับเปลี่ยนหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา เพื่อดึงมาดูอาการหุ้นตัวนั้นว่าน่าเข้าไปเก็งกำไรหรือเปล่า มันจะดีมาก หากก่อนเข้าไปเก็งกำไรตัวนั้น คุณได้นั่งดูอาการหุ้นสักหน่อย
7. ตลาดเปิดเช้า เหมาะกับการขายมากกว่าซื้อ

แน่นอนครับ ถ้าผมเก็งกำไรหุ้นของวันก่อนหน้า แล้ววันถัดมาหุ้นตัวนั้นเปิดโดด ผมก็พร้อมจะขายให้สำหรับคนมาซื้อตอนเช้า เอาไปเลยพวก แต่ละวันตลาดเปิดให้เทรด 4 ชั่วโมงครึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อราคาเปิดให้คนที่ซื้อวานนี้เขาได้กำไรหรอก รอให้ตลาดเปิดออกมาเพื่อดูอาการหุ้นก่อนก็ได้ เห็นเสือไหม เวลามันจะล่าเหยื่อ มันจะคอยดูก่อนเข้าล่า เก็งกำไรหุ้นก็เหมือนกัน ดูให้ชัดๆก่อนเข้าไปลุย
8. ก่อนปิดเที่ยง ดูว่ามีตัวไหนน่าสนใจ

หลังจากตลาดเปิดเช้า ดูไปเรื่อยๆ หุ้นตัวไหนที่เหมือนมีสัญญาณพร้อมกับวอลุ่มเข้ามา ก็ดึงมาอยู่หน้าจอ หากช่วงใกล้เที่ยง มีแรงไล่เข้ามา นั่นอาจเป็นการนำเอาหุ้นตัวนี้ไปเล่นต่อในตอนบ่ายหรือวันถัดไป จังหวะการเข้าไปเก็งกำไรก่อนปิดเที่ยงน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
9. ช่วงปิดเที่ยงก่อนเปิดเทรดบ่าย

เพราะหน้าที่การเก็งกำไร คือต้องหาหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา นั่นก็คือหุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามาอย่างมีนัยยะ และมีการไล่หุ้นขึ้นมา ดังนั้น อย่าลืมกดดูหน้าจอ Most Gainers เพื่อดูรายชื่อหุ้นที่บวก และต้องเน้นไปยังหุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามาเป็นพิเศษด้วย เพื่อจะได้จับตาดูเหล่านั้นในตอนบ่าย เป็นการทำการบ้านก่อนตลาดเปิดบ่าย
10. ช่วงบ่ายๆจนถึงเย็น

บ่ายๆไปถึงเย็น หากเจ้ามือจะไล่หุ้นเพื่อเอาไปเล่นต่อในวันถัดไป ก็ต้องดูช่วงนี้แหล่ะ หุ้นที่จะเอาไปเก็งกำไรในวันถัดไป มักจะมีการเก็งกำไรขึ้นมาก่อนแล้วในวันก่อนหน้าอยู่เป็นประจำ
11. ซื้อขายภายในวันได้ยิ่งดี

ซื้อและขายจบภายในวัน ความเสี่ยงไม่มี ไม่ต้องไปลุ้นในวันถัดไป แบบนี้เรียกว่าดีไหม?
12. หุ้นขึ้นแรง แต่วอลุ่มไม่เด่นก็ไม่น่าสน

ระวังให้ดี มันมีพวกอีแร้งอีกา ที่รวมกลุ่มกัน แล้วก็ทำการลากหุ้นอย่างไวๆ พอแมงเม่าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กระโจนเข้าไป ก็โยนขายออกมา เพราะก่อนหน้านี้ คนพวกนี้จะเข้าไปเก็บหุ้นไว้แล้วระยะนึง ดังนั้น หุ้นที่น่าเก็งกำไรและค่อนข้างจะเก็งจริงๆจังๆ คือต้องมีวอลุ่มมากเป็นพิเศษ เช่น หุ้นราคาไม่ถึงห้าบาท ก่อนหน้าไม่มีวอลุ่มอะไรมากนัก เทรดวันละ 1-2 ล้านบาท แต่จู่ๆมีวอลุ่มเข้ามาวันเดียวระดับร้อยล้านหรือใกล้เคียง แบบนี้ น่าเข้าไปเก็งกำไรตามมากกว่า
13. เมื่อไหร่ที่รู้ว่าเข้าผิดจังหวะก็ต้องกล้า cut ออกมา

คนเราไม่ได้ทำถูกไปทุกอย่าง บทจะพลาด ก็ต้องไหวตัวออกมาก่อนนะครับ เช่น อาจจะยอม cut 3-5% แต่คุณจะได้

14. หุ้นที่เก็งเข้ามาแบบสดๆซิงๆ การไล่หุ้นขึ้นมาในช่วงแรกเป็นจังหวะที่น่าเก็งด้วยมากที่สุด

หุ้นที่แต่ก่อนเงียบๆ จู่ๆมีการเก็งเข้ามา วอลุ่มก็มาโดดเด่นด้วย มันจะเป็นการเก็งกำไรขาแรกเพื่อจะดึงขึ้นไปให้ถึงระดับหนึ่ง จากนั้นค่อยปรับตัวลงมา จำไว้ว่าไม่มีหุ้นอะไรที่ลากขึ้นไปเป็นเส้นตรง โดยไม่มีการปรับตัวเลย การเก็งกำไรที่น่าสนใจนั้น เข้าไปลุยในช่วงขาแรกเพราะช่วงนี้ หุ้นกำลังสดๆซิงๆ เช่น หุ้นตัวนึง เริ่มลากจาก 1 บาท เจ้าอาจจะลากแรงๆไป 1.50 ก่อนจะปล่อยให้พักฐาน หรือประเภทลากหุ้นวันแรกให้ชนลิ่ง (+30%) พวกนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะโดยส่วนใหญ่ จะมีการเล่นขึ้นไปอีก ไม่จบเกมส์ง่ายๆ ดังนั้น อย่าไปกลัวว่าราคามันจะแพงไป เพราะการเก็งกำไร หัวใจมันอยู่ตรงการมีสัญญาณการเก็งกำไร อย่างที่บอกไป หากหุ้นตัวนี้จะลากจาก 1 ไป 5 คุณไม่ต้องไปหวังซื้อที่ 1 หรือขายที่ 5 คุณไปเอาช่วง 2 3 4 ก็ได้
15. กราฟดูบ้าง เพื่อหาแนวรับแนวต้าน แต่สำคัญกว่าคืออาการของหุ้นที่ซื้อขายภายในวัน

กราฟสวยงาม สัญญาณชี้พร้อมว่าซื้อ แต่ถ้าเจ้าไม่เล่นด้วย มันก็ไม่มีความหมาย ดังนั้น วอลุ่มที่โดดเด่นและอาการหุ้นที่ลากสู้ๆ แบบนี้น่าสนใจกว่า
16. พยามเก็งตอนเจ้าไล่หุ้น เข้าไปอยู่ในช่วงนั้นให้ได้

บอกเลยว่าหุ้นทุกตัวมีเจ้า เจ้าเขาเล่นเมื่อมีวอลุ่ม นอกจากมีวอลุ่มแล้วก็ต้องลากด้วย แบบนี้น่าเข้าไปเก็งตามเจ้าได้
17. ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกลา หุ้นที่ถูกเก็งกำไรขึ้นมาเล่นก็เช่นเดียวกัน

อย่าไปเพ้อฝันว่ามันจะขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะนั่นแสดงว่าคุณกำลังโลภเกินไป มีกำไรที่พอเพียง คุณต้องออกมา แล้วไปเก็งตัวใหม่ เจ้ามือก็ต้องการกำไร คุณก็ต้องการกำไร ดังนั้น เกมส์จบก็ต้องออกมาซะ ไม่มีเจ้าคนไหนมาลากหุ้นโชว์โดยไม่แสวงหากำไร เขามีต้นทุนในการทำ เขาก็ต้องเอากำไรเหมือนคุณที่เข้าไปเก็งกำไรกับเขา ได้แล้วก็ต้องออกมา
18. ตลาดมีให้เก็งกำไรตลอด ไม่ว่าจะตลาดดีหรือไม่ดี ดังนั้นก็จงทำตัวเหมือนเป็นจอมยุทธ์พเนจร เก็งกำไรไปเรื่อยๆ
ขอให้มีความสุขกับการเก็งกำไรและจงเอากำไรอย่างพอเพียง แล้วคุณจะอยู่ได้ในฐานะนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นที่สร้างสีสันให้กับวงการนี้

แชร์ เทคนิค การซื้อ/ขาย หุ้นที่ราคา เปิด/ปิด ให้ปลอดภัย

shared สามัญชน คนเล่นหุ้น’s status.

แชร์ เทคนิค การซื้อ/ขาย หุ้นที่ราคา เปิด/ปิด ให้ปลอดภัย

เป็นเทคนิคที่ไม่ใหม่อะไรนะครับ หลายคนน่าจะรู้แล้ว แต่หลายคนก็ยังไม่รู้ ผมแนะนำวิธีนี้ให้รุ่นน้อง/รุ่นพี่ หลายคนที่พึ่งเข้าตลาด ก็บอกว่าพึ่งรู้

ก็เลยอยากนำมาแชร์ไว้ในบอร์ด เทคนิคที่ว่า เกี่ยวข้องกับ การซื้อขายหุ้น ที่ราคาปิดหรือเปิดตลาด ที่เรียกว่า ATO/ATC นั่นเองครับ

ทุกคนคงทราบดีว่า ซื้อราคา ATO ATC คืออะไร มันก็คือ

ATO = การซื้อหรือขายหุ้นที่ราคาเปิด ซึ่งจะมี สองรอบ คือ ประมาณ 10 โมงเช้า และรอบบ่าย 14.30
ATC = การซื้อหรือขายหุ้นที่ราคาปิด ซึ่งจะมี รอบเดียว คือ ก่อนปิดตลาดประมาณ 16.30

ในช่วงก่อนปิดตลาดหลายคนมักใช้คำสั่ง ATC ในการซื้อหรือขายหุ้น โดยหวังว่าจะได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาล่าสุดเล็กน้อย จึงตั้งซื้อหรือขาย ATC แล้วมาลุ้นว่าราคาปิดวันนั้นคือเท่าไหร่ เช่นสมมุติว่า ราคาของหุ้น A วิ่งอยู่ก่อน ปิดตลาดตอนเย็น ที่ 5.00 บาท คนที่อยากขายหุ้นก็มองว่า 5.00 นี่หละพอใจแล้วอยากขาย แต่ขอตั้ง ATC ละกันเผื่อว่า มันปิด 5.05 จะได้ได้กำไรมาอีกช่องนึง แต่ถ้ามันลงไป 4.95 ก็ยังรับได้อยู่ไม่ซีเรียส

ถ้าคุณคิดแบบนี้ แนะนำตอนที่ตลาด pre-close คือกระพริบ ATC อยู้ให้ตั้งขาย หุ้น A ที่ราคา 4.90 (ต่ำกว่าราคาที่ยอมรับได้ซัก 1ช่อง) ที่ให้ตั้งแบบนี้ เพราะเมื่อปิดตลาดแล้ว แม้ว่าราคาปิดจะปิดสูงกว่าราคา 4.90 ที่ตั้งขายไว้เช่นปิดที่ 4.95,5.00 หรือ 5.05 คุณจะขายหุ้น A ได้ที่ราคาปิดของวันนั้นแทนทันที แม้ว่าจะตั้งขายไว้ 4.90 ก็ตาม บางคนเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าชั้นตั้งขาย 4.90 แล้วตลาดมันปิด 5.00 ชั้นก็ซวยหน่ะสิขายได้ 4.90 เอง แทนที่จะได้ 5.00 ราคาปิด ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะราคาหุ้นที่ขายได้จะเป็นราคา 5.0 แทนแม้จะตั้งขายไว้ 4.90 ก็ตาม

วิธีนี้มีประโยชน์ อย่างไร ประโยชน์ คือคุณสามารถขายหุ้นได้ราคาปิด ตามเจตนาเดิม ในกรณีที่ปิดแล้วหุ้นโดดสูงกว่าเดิมก็ยังขายได้ราคาปิดตามนั้น เช่นราคาก่อนเข้าสู่ pre-close 5.0 แต่ปิด 5.05 ถึงแม้คุณจะตั้งขาย 4.90 ก็จะขายได้ราคาปิด 5.05 เหมือนกัน แต่การตั้งแบบนี้ดีกว่าตั้ง ATC ยังไง ดีตรงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดราคาปิดที่ผิดเพี้ยนจากราคาก่อนตลาดปิดไปมาก หลายๆคนคงเคยเห็นเหตุการ์ณกับหุ้นบางตัวที่ ราคาปิดกระโดดขึ้นโดดลง แบบผิดปกติ บางครั้งลงถึง floor หรือ ขึ้นถึง ceiling สมมุติว่าคุณตั้งขาย ATC แล้ว หุ้นโดดลงไปปิดที่ราคา floor 4.00 บาท จะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดคือคุณขายหุ้นได้ ที่ 4.00 บาททันที ซึ่งอาจขาดทุนมหาศาลจากราคา 5.00 บาทที่ตั้งใจขายไว้ แต่ถ้าหากคุณตั้งขายไว้ 4.90 แทนการใช้ ATC ในกรณีเกิดเหตุการณ์นี้ หุ้นของคุณจะไม่ macth เพราะราคาปิด 4.00 ต่ำกว่าราคาขายที่ตั้งไว้ 4.90 ทำให้คุณรอดจากการขายหุ้นราคาขาดทุนยับเยิน

เช่นเดียวกับการซื้อหุ้น คนตั้งซื้อ ATC แล้วก็ภาวนาหวังให้มันโดดลงไปต่ำกว่าราคาก่อนปิด สัก 2-3 ช่องเพื่อจะได้ราคาถูกขึ้นมาอีกนิด ซึ่งคุณสามารถตั้งแบบใส่ราคาซื้อได้แทนการตั้งแบบ ATC ในช่วง pre-close เช่น หุ้น A ราคาก่อนปิด 5.00 บาท คุณก็อาจจะตั้งซื้อที่ 5.10 (สูงกว่าราคาที่ยอมรับได้ซัก 1 ช่อง) ถึงแม้ว่าหุ้น A จะปิดที่ ราคา 4.95 คุณก็จะได้หุ้นมาในราคาปิด 4.95 แม้จะตั้งซื้อไว้ว่า 5.10 ก็ตาม

การตั้งซื้อไว้ราคา 5.10 ไม่ทำให้คุณได้หุ้นแพงขึ้นหากราคาปิดคือ 4.95 คุณก็จะได้หุ้นที่ราคา 4.95

แต่การตั้งราคาซื้อ 5.10 ไว้แทนการซื้อด้วย ATC ก็จะช่วยกันการเกิดกรณีเดียวกับข้างบนคือ เกิดราคาปิดเกิดเหตุพิสดาร โดดไปปิดราคา celling หรือปิด 6.00 บาท ถ้าคุณสั่งซื้อแบบ ATC ก็จะได้หุ้นมาราคา 6.00 บาทซึ่งแพงกว่า 5.00 ก่อนปิดไปเยอะมาก และมีโอกาสขาดทุนสูงหากวันต่อไปมันกลับมาที่ 5.00 บาทเหมือนเดิม แต่ถ้าตั้ง 5.10 ไว้แล้วราคาปิดเป็น 6.00 หุ้นคุณจะไม่ match และรอดพ้นความเสียหายจากการที่ราคาหุ้นกระโดดแบบผิดธรรมชาติ

ความเสี่ยงเหล่านี้ ป้องกันได้ อย่าโทษตัวเองว่าตั้ง ATC แล้วไอ้บ้าที่ไหน มันถอนไม่ทันทำให้ชั้นโดนร่างแห ได้ราคาซื้อแพงติด celling หรือขายได้ ราคา floor แทนที่จะได้ราคาปกติ ไปด้วย

เทคนิดนี้ผมใช้ประจำเวลา จะเก็บหุ้น ราคาก่อนปิด เช่นเห็นหุ้นวิ่งก่อนปิด 5.00 และผมรู้สึกว่าราคานี้เหมาะสมอยากซื้อ 1000 หุ้น ผมก็ตั้ง 1000 หุ้น 5.10 บาท หากราคาปิดสรุปออกมาเป็น 4.90 ผมก็ใช้เงินแค่ 4.90*1000 ในการซื้อ 1000 หุ้นนี้ แม้จะตั้งซ์้อไว้ 5.10 บาทก็ตาม

การตั้ง 5.10 เพื่อระบุว่าผมยอมรับการดีดขึ้นของราคาหุ้น ณ ราคาปิดได้แค่ 5.10 บาท ถ้ามากกว่านี้ เช่นปิดที่ 5.5 6.0 ผมก็จะไม่ได้หุ้นไปโดยอัตโนมัติ
ผิดกับการซื้อแบบวัดดวงกับการติ้ก ATC ไม่ว่ามันจะปิดเท่าไหร่เช่น ถ้ามันปิด 5.5 6.0 คุณก็จะได้ราคานั้นไปโดยปริยาย

หวังว่าคงมีประโยชน์ครับ การลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่เรื่องบางเรื่องความรู้ความเข้าใจสามารถลดความเสี่ยงได้ อย่าปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นกับดวง ทั้งๆที่คุณกำหนดมันได้
Cr.เทิร์นอะราวเต่าหมุน

ลงทุนตามกระแส

วันเวลาล่วงเลยผ่านครึ่งทาง ของปี 2557 อย่างรวดเร็ว สถานการณ์การเมืองที่เคยคลุมเครือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลดีต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย โดยดัชนีตลาด SET ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 ปิดที่ 1,495.83 จุด เพิ่มขึ้นจากต้นปี 14.98% ส่วนดัชนีตลาด mai ปิดที่ 521.07 จุดเพิ่มขึ้นถึง 45.40% ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET และ mai ยังจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราเฉลี่ย 3.0% และ 1.41% อีกด้วย

หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ ได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญและความจำเป็นในการออม การวางแผนการเงินส่วนบุคคล และจากการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อการลงทุน จึงทำให้เกิด “กระแสเงินลงทุน” เพิ่มเติมในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ผู้เริ่มสนใจลงทุน และจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ แม้ว่านักลงทุนต่างชาติยังมีปริมาณขายสุทธิสะสมจากตั้งแต่ต้นปีสูงถึงสี่หมื่นล้านบาทก็ตาม

ในภาวะตลาดปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น ลองมาดูกันว่า มี “กระแส” การลงทุนอะไรเกิดขึ้นบ้างและนักลงทุนที่ต้องการ “ลงทุนตามกระแส” ควรต้องทำอย่างไร

อันดับแรก ลงทุนตามกระแสข่าว มีข้อมูลข่าวสารของบริษัทจดทะเบียนเกิดขึ้นมากมายตลอดเวลา ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หุ้น บทวิเคราะห์ หรือสื่อโซเชียลมิเดียในโลกออนไลน์ นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการรับข่าวสารก่อนตัดสินใจลงทุนตามกระแสดังกล่าว เพราะหากข้อมูลบิดเบือนแต่มีกระแสคล้อยตามมากพอ จะเกิดพฤติกรรมหมู่สนับสนุนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นให้เป็นไปในทิศทางตามกระแสข่าวได้ เมื่อเกิดขึ้นจริงบ่อยครั้งก็ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนตามกระแส โดยลดความสำคัญทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานของกิจการและด้านราคาที่มีส่วนต่างความปลอดภัยลง นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า ราคาหุ้นนั้นจะถูกสะท้อนจากพื้นฐานกิจการและผลประกอบการเท่านั้น ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและง่ายเกินไปอาจสร้างความเสียหายภายหลังได้

อันดับที่สอง ลงทุนตามกระแสหุ้น turnaround ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ในหกเดือนแรกของปี 2557 นั้น บริษัทจดทะเบียนที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดอันดับแรก เพิ่มขึ้นถึง 378% ส่วนอันดับที่ 20 ราคาหุ้นยังปรับเพิ่มขึ้นถึง 91% เมื่อตรวจดูรายชื่อบริษัทจะพบว่า กิจการส่วนใหญ่มักมีเรื่องราวเกี่ยวกับการพลิกกลับมาทำกำไร (turnaround ) หรือมีการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ นักลงทุนที่สนใจลงทุนตามกระแส turnaround ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง โดยต้องประเมินถึงความสามารถของผู้บริหาร ความเป็นไปได้ที่กิจการจะพลิกกลับมาทำกำไรได้จริง ตลอดจนความคาดหวังของผลประกอบการว่าเหมาะสมกับราคาหุ้นที่ปรับสูงขึ้นอย่างมากแล้วเพียงใด หากต้องการลงทุนระยะยาวในกิจการดังกล่าว นักลงทุนยังต้องประเมินว่ากิจการที่ turnaround ได้จริงนั้น มีศักยภาพในเติบโตและได้เปรียบในการแข่งขันได้ดีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับการถือลงทุนต่อไปหรือไม่

อันดับที่สาม ลงทุนตามกระแสหุ้นไอพีโอ มีหุ้นไอพีโอกว่า 10 บริษัทเข้ามาซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นมา หุ้นไอพีโอทุกบริษัทล้วนมีปริมาณความต้องการจองซื้อหุ้นอย่างล้นหลาม และสร้างผลตอบแทนอย่างงามให้ผู้ได้รับสิทธิจองซื้อภายในเวลาไม่กี่วัน หากนักลงทุนไม่ได้รับการจัดสรรและยังต้องการลงทุนตามกระแสหุ้นไอพีโอ ณ ราคาตลาดที่สูงกว่าราคาจองซื้ออย่างมากนั้น นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยง เพราะจากสถิติจะพบว่า หุ้นไอพีโอที่ปัจจัยพื้นฐานไม่โดดเด่นนั้น ราคาหุ้นมักปรับลดลงในเวลาต่อมา ทั้งนี้เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขายวันแรกบิดเบือนไปจากสภาวะปกตินั่นเอง

อันดับสุดท้าย ลงทุนตามกระแสกลุ่มธุรกิจ เช่น กลุ่มพลังงานทางเลือก กลุ่มการแพทย์ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนระยะยาวมักคัดกรองหุ้นจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอุตสาหกรรมเป็นลำดับแรก เมื่อพบอุตสาหกรรมที่มีโอกาสในการเติบโตในระยะยาวแล้วจึงศึกษากิจการรายบริษัทเพื่อเลือกลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพโดดเด่นและมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หุ้นยอดเยี่ยมของแต่ละอุตสาหกรรมมักซื้อขายในระดับราคาที่มี Premium มากกว่า การเลือกลงทุนตามกระแสกลุ่มธุรกิจโดยเลือกซื้อหุ้นถูกกว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน แม้อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีแต่นักลงทุนต้องเข้าใจว่า อาจเนื่องจากกิจการมีคุณภาพด้อยกว่า จึงต้องประเมินระดับราคาที่เหมาะสมสำหรับคุณภาพกิจการที่ด้อยกว่าเช่นกัน

ที่กล่าวมาคือตัวอย่างของกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาในตลาดหุ้นไทย กล่าวกันว่า ในช่วงภาวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง “การลงทุนตามกระแส” สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างงดงามให้กับนักลงทุนที่ติดตามข่าวสาร ศึกษาข้อมูลอย่างใกล้ชิดและยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ สำหรับ Value Investor ที่ยึดมั่นลงทุนในกรอบ “ขอบข่ายความรู้” ของตน (Circle of Competency) และ “ไม่โลภเกินความรู้” โดยเลือกที่จะไม่ลงทุนตามกระแสนั้น หากตั้งเป้าหมายและสามารถได้ผลตอบแทนชนะผลตอบแทนตลาดโดยรวมในภาวะตลาดขาขึ้นเช่นนี้ ก็ต้องพอใจกับผลตอบแทนที่ได้เพราะถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

หุ้นอสังหาวิเคราะห์ยังไง โดย พี่ IH – Invisible Hand

หุ้นอสังหาวิเคราะห์ยังไง
โดย พี่ IH – Invisible Hand

ธุรกิจอสังหาฯ ที่เป็น developer หรือสร้างบ้านขาย เป็นหุ้นที่ไม่ค่อยน่าจะถือลงทุนระยะยาวเท่าไหร่ เพราะว่าเป็นธุรกิจที่ยอดขายแต่ละปีต้องเริ่มจาก 0 เมื่อต้นปี ดังนั้นหากบริษัทอสังหาฯ ใดๆ ขายโครงการเดิมหมดและไม่เปิดโครงการใหม่ ก็จะไม่มีรายได้ในปีต่อไป ดังนั้นจึงเป็นธุรกิจที่เจ้าของกิจการค่อนข้างเหนื่อยในการที่สร้างโครงการ ใหม่ๆ มาทดแทนโครงการเดิมตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นอสังหาฯ ก็เป็นหุ้นที่เป็นวัฎจักรธุรกิจค่อนข้างสูง ในแง่การลงทุนหากเราซื้อถูกบริษัท ถูกเวลา ก็ให้ผลตอบแทนในการลงทุนค่อนข้างสูง แต่จะต้องเป็นการลงทุนแบบ hit and run คือ กำไรระดับหนึ่งแล้วต้องขาย ระยะเวลาการลงทุนอาจจะเป็น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ขึ้นอยู่กับว่าเราซื้อช่วงไหนของ cycle ถ้าซื้อเร็วไปอาจจะต้องรอนานหน่อย แต่ถ้าซื้อช่วงกำลังขึ้นพอดีอาจจะไม่ต้องรอนาน

เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่อิงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้สูง เช่น การเมือง ราคาน้ำมัน ฯลฯ ดังนั้นในแง่การลงทุนจึงมีความเสี่ยงสูง ผมเองคิดว่าก็ไม่ควรให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่ขึ้นกับปัจจัยภายนอกสูงมาก เกินไปในพอร์ตครับ สำหรับหุ้นที่ผมคิดว่าน่าสนใจคงจะไม่ได้เป็นตัวใดตัวหนึ่ง แต่ผมคิดว่ามีหุ้นอสังหาฯ ประเภทสร้างที่อยู่อาศัย ประมาณ 3-4 ตัว ที่มีศักยภาพสูงและน่าสนใจครับ ผมคงขออนุญาตไม่บอกเป็นรายตัวเนื่องจากหุ้นอสังหาฯ มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้สูง ดังนั้นผู้ที่ซื้อจะต้องศึกษาค่อนข้างละเอียดและรับความเสี่ยงได้ ดังนั้นด้วยความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงขนาดนี้จึงไม่เหมาะที่ผมจะแนะนำเป็นราย ตัวครับ

ผมคงให้หลักการกรองหุ้นอสังหาฯ ไว้ดังนี้ครับ ถ้านำไปใช้ก็น่าจะได้หุ้นที่น่าสนใจเช่นเดียวกันครับ

1) หุ้นตัวนั้นๆ ผู้บริหารควรจะถือหุ้นมากพอสมควร เช่น เกิน 50%

เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการบริหาร สร้างการเติบโต ควบคุมต้นทุนต่างๆ กำกับดูแลไม่ให้เกิดการรั่วไหลในองค์กรเนื่องจากธุรกิจนี้มีการการจัดซื้อ จำนวนมาก เช่น ที่ดิน วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง การจ้างผู้รับเหมา ดังนั้นในความคิดผม ถ้าผมจะซื้อหุ้นอสังหาฯ ผมอยากให้ผู้บริหารถือหุ้นมากๆ ครับ หุ้นอสังหาฯ บางบริษัทที่เคยใช้มืออาชีพมาบริหารแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรครับ ซึ่งมีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ครับ

2) หุ้นตัวนั้นๆ ควรจะมี net profit margin ( กำไรสุทธิ / รายได้ ) สูงกว่า 10%

เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่มีการหมุนเวียนของสินทรัพย์ค่อนข้างช้า กล่าวคือ ตั้งแต่ซื้อที่ดิน ถมที่ สร้างบ้าน จนถึงการโอนให้ลูกค้าจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนถึง 2.5 ปี ( ในกรณีของบ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ จะใช้เวลาน้อยหน่อย แต่คอนโดฯ ถ้าเป็นจำนวนชั้นน้อยๆ หรือ low rise จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี แต่ถ้าคอนโดฯ สูงๆ จะใช้เวลา 2-2.5 ปี ) ดังนั้นการขายแต่ละครั้งจะต้องมีกำไรที่มากพอที่จะคุ้มค่ากับผลตอบแทนในการ ลงทุน ยกตัวอย่างเช่น การสร้างบ้าน 1 หลัง ใช้เวลา 1 ปี หากมี net margin 10% ก็เท่ากับว่าบริษัทนั้นๆ ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 10% ต่อปี หรือเปรียบเทียบง่ายๆ คือเทียบเท่ากับบริษัทนั้นๆ นำเงินไปฝากธนาคารหรือเล่นหุ้นแล้วได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี นั่นเอง

อีกตัวอย่าง หาก บริษัท A ทำโครงการคอนโดฯ ใช้เวลาสร้าง 2 ปี และมี net margin 12% ก็เท่ากับว่าผลตอบแทนของโครงการนี้คือปีละ 6% ครับ

ดังนั้น เราควรพิจารณาหุ้นอสังหาฯ ที่มี net profit margin สูงกว่า 10% เพราะถ้าบริษัทไหนทำได้ต่ำกว่านั้นมากๆ ก็จะทำให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นหรือผลตอบแทนการลงทุน ที่วัดในรูปแบบ ROCE ROE ต่ำมาก และหากบริษัทไหนทำได้ต่ำมากๆ เช่น 5% ก็ไม่น่าสนใจเพราะว่าการหมุนสินค้าคงเหลือ ( ในที่นี้คืองานระหว่างการก่อสร้าง ) ต้องใช้เวลา 1 ปี ถ้าได้ margin ระดับ 5% ก็จะเท่ากับ margin ของธุรกิจค้าปลีกแต่ค้าปลีกมีการหมุนสินค้าคงคลังปีละ 4-6 รอบครับ ดังนั้นธุรกิจค้าปลีกจะมี ROA ROCE สูงกว่า

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หาก 2 บริษัทที่มีการใช้หนี้สินต่อทุนเท่ากัน และมี net margin เท่ากัน บริษัทที่สร้างทาวเฮาส์หรือบ้านเดี่ยวซึ่งจะใช้เวลาสร้างเร็วกว่า จะน่าสนใจกว่าบริษัทที่ทำคอนโดฯ ที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า เพราะว่าระยะเวลาการหมุนเวียนสินทรัพย์ของบริษัทสร้างบ้านจะต่ำกว่าครับ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นอกจาก net margin แล้ว อีกตัวที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจอสังหาฯ คือ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มซื้อที่ดินถึงการส่งมอบสินค้าและรับเงินจากลูกค้า กล่าวคือ ถ้าระยะเวลายิ่งน้อยที่สุดก็ยิ่งดีครับ จึงทำให้ต้องพิจารณาข้อ 3 ต่อไปครับ

3) ความเร็วในการหมุนของสินทรัพย์ หรือ Revenue / Total asset

ต่อเนื่องจากที่อธิบายในข้อ 2 ครับ บริษัทไหนที่มี รายได้ / สินทรัพย์รวมต่ำ แสดงว่าบริษัทนั้นมีระยะเวลาตั้งแต่ซื้อที่ดินถึงการโอนนาน มีสินทรัพย์มากแต่ยอดขายน้อย เรียกภาษาชาวบ้านว่า เงินจม ครับ ซึ่งอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้ครับ

3.1 บริษัทนั้นๆ อาจจะมีอัตราการขายในบางโครงการช้ามาก เช่น โครงการพัฒนาบ้าน 200 หลัง อาจจะขายได้ปีละ 20 หลัง ซึ่งก็ทำให้มีสินค้าคงเหลือซึ่งได้แก่ค่าพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ และงานระหว่างก่อสร้างสูง ในขณะที่รายได้เข้ามาน้อยแต่สินค้าคงเหลือมีมาก บริษัทพวกนี้ต้องระวังด้วยครับเพราะดอกเบี้ยธนาคารที่กู้มาพัฒนาโครงการหาก โครงการนั้นยังขายไม่ได้จะถูกบันทึกเป็นต้นทุนโครงการ ซึ่งไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในงวดนั้นๆ ดังนั้นโครงการที่ขายไม่ได้นานๆ จะมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ จากอัตราดอกเบี้ยที่บันทึกต้นทุน เมื่อขายได้เมื่อไหร่โครงการนั้นๆ จะมี margin ที่ต่ำมากครับ

3.2 บริษัทนั้นๆ อาจจะมีปัญหาในการก่อสร้าง คือมีความล้าช้า ทำให้ระยะเวลาตั้งแต่ลูกค้าจองซื้อถึงส่งมอบงานกินเวลานาน นอกจากนี้ บริษัทอาจจะมีปัญหาในคุณภาพของงานที่ส่งมอบ เช่น คุณภาพบ้านไม่ดีทำให้ลูกค้าไม่ยอมรับโอนบ้านทำให้ต้องมีการแก้ไขจนกว่า ลูกค้าจะพอใจ บริษัทที่สร้างบ้านเสร็จก่อนขายอย่าง LH QH มักจะไม่ค่อยมีปัญหาดังกล่าวเพราะลูกค้าตัดสินใจซื้อจากบ้านที่เสร็จแล้วและ พอใจคุณภาพจึงซื้อจึงไม่ค่อยมีการแก้งาน แต่บริษัทที่เป็นแบบสั่งสร้างมักจะมีปัญหาดังกล่าวพอสมควร โดยเฉพาะบริษัทที่ทำบ้านระดับบนราคาแพงซึ่งนอกจากลูกค้าจะแก้เรื่องคุณภาพ งานแล้วยังมักจะชอบเปลี่ยน spec วัสดุต่างๆ ทำให้งานก่อสร้างช้าลงได้

3.3 บริษัทเหล่านั้นอาจจะมีรสนิยมชอบสะสมที่ดิน บางบริษัทชอบสะสมที่ดิน หรือ landbank สำหรับการพัฒนาในอีกหลายๆ ปีข้างหน้า ก็จะทำให้มีสินทรัพย์ในบัญชีสูง การสะสมที่ดินมากเกินไปก็เป็นการเพิ่มสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้ กับบริษัท บริษัทอสังหาฯ สมัยก่อนนิยมซื้อที่ดินเก็บไว้มากๆ และมักจะใช้เงินกู้มาซื้อด้วยเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจึงเข้า rehab กันเป็นแถว แต่เหตุผลที่ทำอย่างนั้นเพราะสมัยก่อนเกณฑ์การเข้าตลาดหุ้นของหุ้นอสังหาฯ คือจะต้องมี landbank รองรับการพัฒนาเป็นระยะเวลา 3 หรือ 5 ปี ( ผมจำแน่นอนไม่ได้ ) ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว นอกจากนี้ ราคาที่ดินสมัยก่อนเพิ่มขึ้นเร็วทำให้หลายบริษัทเห็นว่าการซื้อที่ดินช่วงขา ขึ้นทำให้บริษัทได้กำไรจากราคาที่ดินที่ขึ้นและได้เปรียบบริษัทที่ซื้อ ที่ดินทีหลัง ดังนั้นในยุคปัจจุบัน หลายๆ บริษัทจึงไม่นิยมสะสม landbank มากเกินไป แต่จะใช้การซื้อล่วงหน้าเพียง 6 เดือน 1 ปีเท่านั้น เนื่องจากราคาที่ดินในปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นฟองสบู่เหมือนสมัยก่อนแล้ว ดังนั้น ในกรณีนี้เราอาจจะเห็นบางบริษัทที่มีสินทรัพย์เยอะๆ เนื่องจากภายใน book จะมีที่ดินประเภทสะสมไว้ตั้งแต่ก่อนวิกฤติแต่อาจจะยังไม่นำมาพัฒนาโครงการ ด้วยเหตุผลต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น MK PF เป็นต้น

ดังนั้นเราควรเลือกหุ้นที่มี revenue / total asset สูงครับ แต่ ratio ดังกล่าวสูงอย่างเดียวไม่พอครับต้องมี net margin สูงกว่า 10% ด้วย เพราะไม่เช่นนั้นเราก็ได้หุ้นที่มีแต่ยอดขายแต่ไม่มีกำไรก็เท่ากับว่าบริษัท นั้นทำงานเหนื่อยฟรี เป็นบริษัททำงานเพื่อการกุศลไปครับ

4) ควรจะพิจารณาแนวโน้มของ market share ของบริษัทนั้นๆ ด้วยครับ

บริษัทที่มี market share ต่ำ แต่แนวโน้มมี market share เพิ่มขึ้น จะน่าสนใจกว่าบริษัทที่มี market share สูงแต่แนวโน้มคงที่หรือลดลงครับ เพราะบริษัทที่มี market share คงที่จะต้องโตตามภาวะตลาดเท่านั้น แต่บริษัทที่มี market share เพิ่มขึ้นจะสามารถโตได้มากกว่าตลาดในกรณีตลาดดี และโตได้ระดับหนึ่งช่วงตลาดไม่ดี ดังนั้นคงจะต้องติดตามกิจกรรมทางการตลาดของแต่ละบริษัทด้วยครับว่าช่วงนี้ แต่ละ brand เป็นขาขึ้นหรือขาลง

5) ควรจะหาโอกาสเยี่ยมชมโครงการเพื่อพิจารณาคุณภาพของสินค้าด้วยครับ

หลายบริษัทอาจจะมีโฆษณาที่ดี ทำเลที่ตั้งโครงการดี แต่คุณภาพบ้านอาจจะไม่ดี เช่น วัสดุไม่ดี งานก่อสร้างแย่ หรือการออกแบบไม่ practical เช่น ดูสวยแต่อยู่จริงไม่ไหว โครงการเหล่านี้อาจจะขายดีในช่วงสั้นๆ แต่ในระยะยาวๆ บริษัทเหล่านี้จะมีความนิยมของ brand ที่ลดลงครับ ดังนั้นหากเราจะลงทุนในบริษัทไหนเราควรหาโอกาสไปเยี่ยมโครงการโดยทำทีที่จะ ซื้อบ้านในโครงการนั้นๆ ซึ่งเราจะมีโอกาสที่จะได้ชมคุณภาพของบ้าน และคุณภาพพนักงานขายด้วยครับ บางบริษัทบ้านน่าอยู่ สร้างดี แต่พนักงานหน้าไม่รับแขกทำเหมือนบริษัทเค้ากำลังแจกบ้านฟรีอยู่ก็มีครับ หากเป็นบริษัทที่น่าสนใจในการลงทุนบริษัทนั้นๆ ควรจะมีบ้านที่เราเห็นแล้วก็รู้สึกอยากซื้อ อยากอยู่เอง และรู้สึกว่าอยู่ได้จริงๆ เพราะหากเราดูแล้วรู้สึกว่าบ้านคุณภาพไม่ดีเราเองยังไม่อยากซื้อก็ต้องกลับ มาคิดอีกทีครับว่าบริษัทนั้นๆ น่าสนใจจริงหรือไม่ แต่ก็คงต้องใช้วิจารณญาณด้วยครับ เช่น บางคนไปดูโครงการที่ขาย 8 แสนบาทแล้วติโน่นตินี่ รู้สึกว่าคุณภาพไม่ดี ทำไมไม่มีอ่างอาบน้ำ ชั้นบนทำไมไม่เป็นไม้ปาร์เก้ ( ยกตัวอย่างให้เวอร์ๆ หน่อยครับ ) บางทีอาจจะต้องเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างราคากับสิ่งที่ได้รับด้วยครับ ดังนั้นการไปดูหลายๆ โครงการทั้งโครงการที่เราสนใจและคู่แข่งในราคาและทำเลใกล้ๆ กัน ก็ช่วยได้มากครับ

ไม่ต้องกลัวครับว่าเค้าจะคิดว่าเราไม่ได้ไปซื้อบ้านจริงๆ เพราะบางทีคนที่คิดซื้อบ้านจริงๆ กับคนดูเพื่อสำรวจตลาด คำถามไม่เหมือนกันพนักงานขายก็พอดูออกครับ แต่พนักงานขายของบริษัทที่ดีจะถูก train มาให้ต้อนรับและดูแลลูกค้าเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มาซื้อจริงๆ กับลูกค้าที่มีสำรวจตลาด เพราะพนักงานขายอาจจะตัดสินใจด้วยสายตาไม่ได้ถูกทุกครั้งก็ได้ หลายครั้งลูกค้าที่พนักงานขายรู้สึกว่ามาดูจริงๆ อาจจะมาสำรวจก็ได้ แต่ลูกค้าที่พนักงานขายรู้สึกว่ามาสำรวจอาจจะเป็นลูกค้าจริงๆ ก็ได้ หรือลูกค้าที่พนักงานขายรู้สึกว่าไม่น่ามีเงินมาซื้อบ้านโครงการนี้ ( เช่น แต่งตัวธรรมดา ) อาจจะมีเป็นเศรษฐีประเภทผ้าขี้ริ้วห่อทองก็ได้ ดังนั้นบริษัทที่ดีควรจะสอนให้พนักงานขายไม่ตั้งศาลเตี้ยตัดสินลูกค้าด้วย ตัวเองครับ

6) ดู p/e ด้วย

ผมคิดว่าหากเป็นหุ้นอสังหาฯ ที่มี market share เพิ่มไม่มากแล้ว ก็ไม่ควรมี p/e สูงเกิน 12 เท่า ( บวกลบ ) เพราะว่าอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ยอดขายแต่ละปีเริ่มจาก 0 ตอนต้นปี กำไรปีนี้ไม่ได้มีผลอะไรกับกำไรปีหน้าหรือปีต่อๆ ไป ดังนั้นหากช่วงที่ p/e สูงมากๆ เช่น 15 เท่า 20 เท่า แล้วเราไปซื้อหุ้นช่วงนั้นก็เท่ากับว่าเราสมมุติว่าหุ้นตัวนั้นต้องทำกำไร แบบเดิมให้ได้อีก 15 ปีเราจะคืนทุน ซึ่งเป็นไปได้ยากเครับเพราะธุรกิจอสังหาฯ มีช่วงที่ดีและแย่สลับกัน การทำกำไรแบบเดิมทุกปีคงทำได้ยาก ช่วงที่เราควรซื้อหุ้นอสังหาฯ ที่ p/e สูงๆ ได้จะต้องเป็นช่วงที่เริ่มฟื้นตัวจากความตกต่ำสุดๆ แล้วจริงๆ เช่น หุ้น LH ตอนปี 2545 ราคาตอนนั้น 2-3 บาท มี p/e สูง แต่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด และมี market share เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นเจ้าแรกที่สร้างบ้านก่อนขาย ทำให้เมื่อมองย้อนกลับจะเห็นว่าราคาตรงนั้นน่าซื้อแม้ p/e จะสูงก็ตามครับ

ลองกรองหุ้นอสังหาฯ ตามตะแกรงดังกล่าวดูนะครับ คิดว่าน่าจะพอมีหุ้นที่น่าสนใจในราคาปัจจุบันอยู่บ้างเหมือนกันครับ

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน
(บทความดีๆที่พี่ๆเพื่อนๆนักลงทุนไม่ควรพลาดครับ^^)
วิธีการเรียบง่ายที่ผมใช้ทำมาหากินแทบทุกครั้ง จะเป็นอย่างนี้ครับ..
1. หา P/E ที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท บริษัทไหนที่คาดการง่ายหน่อย กำไรโตเรื่อยๆ ปันผลดี พวกนี้จะ P/E สูงเหมือนพวกค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนพวกที่ด้อยกว่า เช่น พวกรับเหมา ก็ให้ P/E ต่ำๆ
2. หา P/E ในอนาคต(อันใกล้)ของบริษัทที่เราสนใจ นี่หมายความว่าเราต้องประมาณกำไรของกิจการได้ เราจะทำได้ต้องหาข้อมูลเพื่อประเมินกำไรให้ผิดพลาดน้อยที่สุด
3. หาส่วนต่างของ P/E ที่เหมาะสม และ P/E ที่จะเกิดขึ้นจริง เช่น เราประเมินว่าบริษัทนี้ควรมี P/E 15 เท่า แต่เราประเมินแล้วราคาตลาดวันนี้หรือในอนาคตใกล้ๆนี้ P/E แค่ 7 เท่า นั่นแสดงว่า ราคาตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% (มี margin of safety 50%) อย่างนี้น่าสนใจครับ ปกติต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นซัก 30% ผมก็สนใจแล้ว
ผมมีความเชื่ออย่างนี้นะ..
*ระยะยาว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอ
*ตลาดเหมือนฤดูกาลที่มีทั้งรุ่งเรืองตกต่ำ หน้าหนาว-หน้าร้อน ขอให้เราเข้าใจและหาประโยชน์จากความจริงข้อนี้
*นักลงทุนเอกของโลกทุกคน เคยผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง หนักหนากว่านี้ก็มี ถ้าหยุดลงทุนก็คงไม่มีวันนี้ แม้แต่ ดร.นิเวศน์ ท่านเริ่มลงทุน 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ดัชนีประมาณ 800 จุด ท่านได้ผลตอบแทน 30 เท่า ทั้งที่วันนี้ดัชนีตลาดต่ำกว่า 10 ปีที่แล้ว
*ผมพูดเสมอๆว่า ตรรกะของการทำกำไรจากหุ้นคือ ซื้อถูกขายแพง คำถามต่อไป แล้วเราจะขายได้แพงตอนตลาดเป็นแบบไหน และหากเราจะซื้อของให้ได้ราคาถูก เราจะซื้อได้ตอนที่ตลาดเป็นอย่างไร
*การขายหุ้นและเลิกลงทุนตอนตลาดตกต่ำ เป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน vi เพราะนั่นหมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้กำไรกลับคืนตอนตลาดกลับไปรุ่งเรืองเลย
*มองไปวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แล้วทุกอย่างในวันนี้มันจะผ่านไป
*อย่าให้อารมณ์ของตลาด มาหยุดความมุ่งมั่นในการลงทุนของเรา อย่าทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้
*เราลงทุนวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้รวยพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่เพื่อ 10 ปี 20 ปีข้างหน้า
*เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลด
ผมแนะนำครับ..
1. หามูลค่าที่เหมาะสมเสียก่อน พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ
2. ดูราคาในตลาด ว่าสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่เราคำนวณได้
3. ตัดสินใจ ซื้อหรือขาย
ผมมองว่าที่หลักการลงทุน vi เติบโตเด่นได้รับความนิยมขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะมีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเป็นเหตุเป็นผลของมัน คือหุ้นจะขึ้นจะลงเพราะมีเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่หุ้นจะขึ้นเพราะหลายคนบอกว่าจะขึ้น และมันจะลงเพราะหลายคนบอกว่ามันจะลง
คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างเดียว เพราะเป็นคนก็ต้องมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ยังเป็น แต่ถ้าเราจะเป็น vi ที่ประสบความสำเร็จ เราต้องพิจาณาด้วยเหตุผลธุรกิจเป็นหลักครับ
ส่วนเรื่องการ ซื้อเพิ่ม, cut loss ผมไม่กล้าแนะนำ แต่ผมจำที่ใครคนหนึ่งเคยพูดทำนองว่า ลืมต้นทุนที่ซื้อมา คิดเสียว่าพอร์ตตอนนี้เป็นเท่าไหร่ หุ้นในตลาดตัวไหนน่าซื้อที่สุด ขายไปซื้อตัวนั้น ถ้าเป็นตัวเดิมก็ไม่ต้องทำอะไร
ผมเชื่อว่า มี 2 แรงที่ผลักดันราคาหุ้น
1. กำไร >> เราเรียกรวมว่า พื้นฐาน
2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา – อารมณ์ของตลาด
ประเด็นแรก เป็นสิ่งที่นักลงทุนแนว vi ต้องวิเคราะห์อยู่แล้ว แต่ถ้าเข้าใจประเด็นที่สองด้วย ก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อีกครับ ผมตอบไม่ได้ชัดเจนว่า เราจะดูอารมณ์จิตวิทยาของตลาดได้อย่างไร(ยังไม่รู้จริง) แต่ประมาณว่า ถ้าเราเข้าใจอารมณ์ตลาด เรามักจะได้ซื้อหุ้นที่ดี ที่ราคาไม่แพง
เหมือนที่ Graham เปรียบเปรยเป็นนิทาน Mr. Market ครับ นอกจากนั้น เราอาจพิจารณาจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาดว่า เค้านิยมหุ้นพิมพ์แบบไหน ในอุตสาหกรรมใดที่กำลังจะฮอต หุ้นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ราคาต่ำหรือราคาสูง เหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ครับ เราลงทุนแนว vi แต่พิจารณาไว้บ้างก็ไม่เสียอะไร
*******ผมปรับพอร์ตบ่อยๆครับ เหตุผลมักเป็นอย่างนี้*******
1. เจอหุ้นตัวที่ดีกว่า แต่ไม่มีเงินก็ต้องขายตัวที่ด้อยที่สุดไป
2. ตัวที่ถือพื้นฐานเปลี่ยน อันนี้แน่นอนก็ต้องขายออก
3. หุ้นขึ้นจนราคาสมเหตุสมผล ผมก็อาจจะขายไปเพิ่มตัวที่ยังต่ำกว่ามูลค่า
4. หุ้นลงผมก็ปรับพอร์ต ขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่มีอัพไซด์มาก
ผมก็ปรับไปเรื่อยครับ ตามข้อมูลที่ได้รับมา ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าบ่อยแค่ไหน หรือกี่เปอร์เซนต์ของพอร์ต ตั้งแต่ซื้อหุ้นมายังถือไม่เกิน 3 ปีเลยครับ เฉลี่ยเกือบๆปีประมาณนั้น แต่เห็นด้วยครับว่า ตลาดผันผวน เราสามารถใช้การปรับพอร์ตหาประโยชน์จากความผันผวนนั้นได้
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และหุ้น ถ้าตลาดซบเซาหนักๆเราก็ควรย้ายเงินจากกองทุนมาลงหุ้นให้มากขึ้น หรือเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวทีมีอัพไซด์สูงกว่า หากตลาดเป็นขาขึ้น หาหุ้นลงทุนได้ยาก อาจจะต้องเปลี่ยนไปถือตัวที่ defensive มีปันผลเยอะหน่อยๆ ประมาณนี้ครับ
ระยะเวลาที่ถือหุ้น สั้นที่สุดนี่จำได้ว่าประมาณ 1 อาทิตย์ครับ ซื้อแล้วขึ้นไปประมาณ 30% ผมก็ขายซิครับ เพราะผมหวังผลตอบแทนแค่นั้น ส่วนยาวนี่ไม่แน่ใจครับ ประมาณ 2 ปี ที่จริง ประเด็นเรื่องเวลาการถือครองหุ้นไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาเหมาะสมกับพื้นฐานหรือยัง และการถือหุ้นนานๆก็มีผลเสียนะครับ เช่น เราจะเฉื่อยชา ผูกผัน เกิดความลำเอียง รักหุ้นตัวเอง
และถ้ามองในแง่ผลตอบแทน ดูตัวเลขนี้ครับ
*หุ้นตัวแรก เราซื้อผ่านไป 1 ปี ขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%
*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%
หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เรายังไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ)
ผมติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ
ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาส ประมาณ 80 ตัว และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี
ผมเชื่อว่า ยิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมาก โอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่า เป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก
ผมอ่านหนังสือพิมพ์หุ้นเกือบทุกฉบับ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ อ่านงานวิจัยของโบรคเกอร์ อีไฟแนนซ์ ข่าวตลาด และ tvi ประมาณนี้ครับ อ่านแบบสแกน ถ้าเจอหุ้นที่น่าสนใจจะอ่านแบบละเอียด ไม่อย่างนั้นต้องใช้เวลาเยอะ
คือถ้าเราติดตามข่าวสารบ่อยๆเราจะรู้ว่าแหล่งข่าวไหนที่เราควรจะอ่านครับ
ที่จริงใช้เวลาวันละ 2 ชม. ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการลงทุนแบบมุ่งเน้น(ผลตอบแทน) หรือวันละ 1 ชม. สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นแบบการออม
ผมเคยทำงานประจำมาก่อน ยอมรับว่ามีข้อจำกัดเยอะกว่าคนที่ลงทุนเต็มเวลา และไม่สนับสนุนให้ทุกคนลาออกเพียงเพื่อจะได้มีเวลาหาข้อมูล แต่เราก็ควรให้เวลากับการลงทุนตามสมควร
เพราะการใช้เวลาวันละเล็กละน้อยหลังเลิกงาน หาข้อมูล อาจจะเปลี่ยนสถานะภาพทางด้านการเงิน เปลี่ยนชีวิตคนๆนึงได้เลย ในขณะที่ถ้าทำงานประจำอย่างเดียวมีโอกาสน้อยกว่ามาก
ผมยังจำได้ดร.นิเวศน์เคยเขียนบทความทำนองว่า เราใช้เวลาส่วนใหญ่วันๆไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ และให้เวลาน้อยเกินไปกับเรื่องทีสำคัญที่สุด
Credit : thaivi.org, puktiwit stock