Posts from the ‘กลยุทธ์การลงทุน’ Category

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน
(บทความดีๆที่พี่ๆเพื่อนๆนักลงทุนไม่ควรพลาดครับ^^)
วิธีการเรียบง่ายที่ผมใช้ทำมาหากินแทบทุกครั้ง จะเป็นอย่างนี้ครับ..
1. หา P/E ที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท บริษัทไหนที่คาดการง่ายหน่อย กำไรโตเรื่อยๆ ปันผลดี พวกนี้จะ P/E สูงเหมือนพวกค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนพวกที่ด้อยกว่า เช่น พวกรับเหมา ก็ให้ P/E ต่ำๆ
2. หา P/E ในอนาคต(อันใกล้)ของบริษัทที่เราสนใจ นี่หมายความว่าเราต้องประมาณกำไรของกิจการได้ เราจะทำได้ต้องหาข้อมูลเพื่อประเมินกำไรให้ผิดพลาดน้อยที่สุด
3. หาส่วนต่างของ P/E ที่เหมาะสม และ P/E ที่จะเกิดขึ้นจริง เช่น เราประเมินว่าบริษัทนี้ควรมี P/E 15 เท่า แต่เราประเมินแล้วราคาตลาดวันนี้หรือในอนาคตใกล้ๆนี้ P/E แค่ 7 เท่า นั่นแสดงว่า ราคาตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% (มี margin of safety 50%) อย่างนี้น่าสนใจครับ ปกติต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นซัก 30% ผมก็สนใจแล้ว
ผมมีความเชื่ออย่างนี้นะ..
*ระยะยาว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอ
*ตลาดเหมือนฤดูกาลที่มีทั้งรุ่งเรืองตกต่ำ หน้าหนาว-หน้าร้อน ขอให้เราเข้าใจและหาประโยชน์จากความจริงข้อนี้
*นักลงทุนเอกของโลกทุกคน เคยผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง หนักหนากว่านี้ก็มี ถ้าหยุดลงทุนก็คงไม่มีวันนี้ แม้แต่ ดร.นิเวศน์ ท่านเริ่มลงทุน 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ดัชนีประมาณ 800 จุด ท่านได้ผลตอบแทน 30 เท่า ทั้งที่วันนี้ดัชนีตลาดต่ำกว่า 10 ปีที่แล้ว
*ผมพูดเสมอๆว่า ตรรกะของการทำกำไรจากหุ้นคือ ซื้อถูกขายแพง คำถามต่อไป แล้วเราจะขายได้แพงตอนตลาดเป็นแบบไหน และหากเราจะซื้อของให้ได้ราคาถูก เราจะซื้อได้ตอนที่ตลาดเป็นอย่างไร
*การขายหุ้นและเลิกลงทุนตอนตลาดตกต่ำ เป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน vi เพราะนั่นหมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้กำไรกลับคืนตอนตลาดกลับไปรุ่งเรืองเลย
*มองไปวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แล้วทุกอย่างในวันนี้มันจะผ่านไป
*อย่าให้อารมณ์ของตลาด มาหยุดความมุ่งมั่นในการลงทุนของเรา อย่าทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้
*เราลงทุนวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้รวยพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่เพื่อ 10 ปี 20 ปีข้างหน้า
*เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลด
ผมแนะนำครับ..
1. หามูลค่าที่เหมาะสมเสียก่อน พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ
2. ดูราคาในตลาด ว่าสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่เราคำนวณได้
3. ตัดสินใจ ซื้อหรือขาย
ผมมองว่าที่หลักการลงทุน vi เติบโตเด่นได้รับความนิยมขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะมีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเป็นเหตุเป็นผลของมัน คือหุ้นจะขึ้นจะลงเพราะมีเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่หุ้นจะขึ้นเพราะหลายคนบอกว่าจะขึ้น และมันจะลงเพราะหลายคนบอกว่ามันจะลง
คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างเดียว เพราะเป็นคนก็ต้องมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ยังเป็น แต่ถ้าเราจะเป็น vi ที่ประสบความสำเร็จ เราต้องพิจาณาด้วยเหตุผลธุรกิจเป็นหลักครับ
ส่วนเรื่องการ ซื้อเพิ่ม, cut loss ผมไม่กล้าแนะนำ แต่ผมจำที่ใครคนหนึ่งเคยพูดทำนองว่า ลืมต้นทุนที่ซื้อมา คิดเสียว่าพอร์ตตอนนี้เป็นเท่าไหร่ หุ้นในตลาดตัวไหนน่าซื้อที่สุด ขายไปซื้อตัวนั้น ถ้าเป็นตัวเดิมก็ไม่ต้องทำอะไร
ผมเชื่อว่า มี 2 แรงที่ผลักดันราคาหุ้น
1. กำไร >> เราเรียกรวมว่า พื้นฐาน
2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา – อารมณ์ของตลาด
ประเด็นแรก เป็นสิ่งที่นักลงทุนแนว vi ต้องวิเคราะห์อยู่แล้ว แต่ถ้าเข้าใจประเด็นที่สองด้วย ก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อีกครับ ผมตอบไม่ได้ชัดเจนว่า เราจะดูอารมณ์จิตวิทยาของตลาดได้อย่างไร(ยังไม่รู้จริง) แต่ประมาณว่า ถ้าเราเข้าใจอารมณ์ตลาด เรามักจะได้ซื้อหุ้นที่ดี ที่ราคาไม่แพง
เหมือนที่ Graham เปรียบเปรยเป็นนิทาน Mr. Market ครับ นอกจากนั้น เราอาจพิจารณาจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาดว่า เค้านิยมหุ้นพิมพ์แบบไหน ในอุตสาหกรรมใดที่กำลังจะฮอต หุ้นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ราคาต่ำหรือราคาสูง เหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ครับ เราลงทุนแนว vi แต่พิจารณาไว้บ้างก็ไม่เสียอะไร
*******ผมปรับพอร์ตบ่อยๆครับ เหตุผลมักเป็นอย่างนี้*******
1. เจอหุ้นตัวที่ดีกว่า แต่ไม่มีเงินก็ต้องขายตัวที่ด้อยที่สุดไป
2. ตัวที่ถือพื้นฐานเปลี่ยน อันนี้แน่นอนก็ต้องขายออก
3. หุ้นขึ้นจนราคาสมเหตุสมผล ผมก็อาจจะขายไปเพิ่มตัวที่ยังต่ำกว่ามูลค่า
4. หุ้นลงผมก็ปรับพอร์ต ขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่มีอัพไซด์มาก
ผมก็ปรับไปเรื่อยครับ ตามข้อมูลที่ได้รับมา ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าบ่อยแค่ไหน หรือกี่เปอร์เซนต์ของพอร์ต ตั้งแต่ซื้อหุ้นมายังถือไม่เกิน 3 ปีเลยครับ เฉลี่ยเกือบๆปีประมาณนั้น แต่เห็นด้วยครับว่า ตลาดผันผวน เราสามารถใช้การปรับพอร์ตหาประโยชน์จากความผันผวนนั้นได้
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และหุ้น ถ้าตลาดซบเซาหนักๆเราก็ควรย้ายเงินจากกองทุนมาลงหุ้นให้มากขึ้น หรือเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวทีมีอัพไซด์สูงกว่า หากตลาดเป็นขาขึ้น หาหุ้นลงทุนได้ยาก อาจจะต้องเปลี่ยนไปถือตัวที่ defensive มีปันผลเยอะหน่อยๆ ประมาณนี้ครับ
ระยะเวลาที่ถือหุ้น สั้นที่สุดนี่จำได้ว่าประมาณ 1 อาทิตย์ครับ ซื้อแล้วขึ้นไปประมาณ 30% ผมก็ขายซิครับ เพราะผมหวังผลตอบแทนแค่นั้น ส่วนยาวนี่ไม่แน่ใจครับ ประมาณ 2 ปี ที่จริง ประเด็นเรื่องเวลาการถือครองหุ้นไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาเหมาะสมกับพื้นฐานหรือยัง และการถือหุ้นนานๆก็มีผลเสียนะครับ เช่น เราจะเฉื่อยชา ผูกผัน เกิดความลำเอียง รักหุ้นตัวเอง
และถ้ามองในแง่ผลตอบแทน ดูตัวเลขนี้ครับ
*หุ้นตัวแรก เราซื้อผ่านไป 1 ปี ขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%
*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%
หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เรายังไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ)
ผมติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ
ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาส ประมาณ 80 ตัว และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี
ผมเชื่อว่า ยิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมาก โอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่า เป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก
ผมอ่านหนังสือพิมพ์หุ้นเกือบทุกฉบับ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ อ่านงานวิจัยของโบรคเกอร์ อีไฟแนนซ์ ข่าวตลาด และ tvi ประมาณนี้ครับ อ่านแบบสแกน ถ้าเจอหุ้นที่น่าสนใจจะอ่านแบบละเอียด ไม่อย่างนั้นต้องใช้เวลาเยอะ
คือถ้าเราติดตามข่าวสารบ่อยๆเราจะรู้ว่าแหล่งข่าวไหนที่เราควรจะอ่านครับ
ที่จริงใช้เวลาวันละ 2 ชม. ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการลงทุนแบบมุ่งเน้น(ผลตอบแทน) หรือวันละ 1 ชม. สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นแบบการออม
ผมเคยทำงานประจำมาก่อน ยอมรับว่ามีข้อจำกัดเยอะกว่าคนที่ลงทุนเต็มเวลา และไม่สนับสนุนให้ทุกคนลาออกเพียงเพื่อจะได้มีเวลาหาข้อมูล แต่เราก็ควรให้เวลากับการลงทุนตามสมควร
เพราะการใช้เวลาวันละเล็กละน้อยหลังเลิกงาน หาข้อมูล อาจจะเปลี่ยนสถานะภาพทางด้านการเงิน เปลี่ยนชีวิตคนๆนึงได้เลย ในขณะที่ถ้าทำงานประจำอย่างเดียวมีโอกาสน้อยกว่ามาก
ผมยังจำได้ดร.นิเวศน์เคยเขียนบทความทำนองว่า เราใช้เวลาส่วนใหญ่วันๆไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ และให้เวลาน้อยเกินไปกับเรื่องทีสำคัญที่สุด
Credit : thaivi.org, puktiwit stock

Advertisements

กฎการลงทุน 25 ข้อ ของ ปีเตอร์ ลินซ์

กฎการลงทุน 25 ข้อ ของ ปีเตอร์ ลินซ์

Peter Lynch หนึ่งในนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan ช่วงปี 1978-1990 เขาสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้น 29% ต่อปีให้กับกองทุน ถ้าถือกองทุนในช่วงที่เขาบริหาร จากเงินลงทุน 1 ล้านบาท จะกลายเป็น 27 ล้านบาท ในเวลา 13 ปี!

ในหนังสือ Beating the Street ปีเตอร์ ลินซ์ ได้สรุปกฎการลงทุนไว้ 25 ข้อ

1. “การลงทุนเป็นเรื่องสนุก น่าตื่นเต้น และอันตรายถ้าคุณไม่ศึกษาและวิเคราะห์ให้ดี”

2. ความสามารถในการลงทุนของคุณไม่ได้มาจากการฟังผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้น คุณสามารถได้ผลตอบแทนมากกว่าพวกเขาได้โดย “ลงทุนในบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่คุณมีความเข้าใจเป็นอย่างดี”

3. ถึงแม้ว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มนักลงทุนมืออาชีพ แต่คุณสามารถจะเอาชนะตลาดได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักลงทุนมืออาชีพ

4. เบื้องหลังหุ้นคือบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ “คุณต้องรู้ว่าบริษัทกำลังทำอะไร”

5. ผลประกอบการณ์ของบริษัทและราคาหุ้นอาจไม่มีความสัมพันธ์กันในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมีความสัมพันธ์กัน 100 เปอร์เซ็น กุญแจสำคัญคือการถือหุ้นของบริษัทที่ประสบความสำเร็จ

6. “ต้องมีความรู้ในหุ้นที่คุณถือ และรู้เหตุผลในการซื้อหุ้น” ซื้อเพราะหุ้นกำลังจะขึ้นไม่นับ

7. “ยิงระยะไกล ส่วนใหญ่จะพลาดเป้า”

8. ซื้อหุ้นก็เหมือนมีลูก ไม่ควรมีลูกหลายคนเกินไป คนที่ลงทุนไปด้วยทำงานประจำไปด้วย จะมีเวลาติดตามหุ้นอย่างมาก 8-12 ตัว “ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นเกิน 5 บริษัท”

9. ถ้ายังหาหุ้นที่น่าลงทุนไม่ได้ ให้เก็บเงินไว้ในธนาคารจนกว่าจะหาเจอ

10. อย่าลงทุนในบริษัทที่คุณไม่รู้สถานะทางการเงิน คนที่ขาดทุนมากที่สุดคือคนที่ลงทุนในบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ควรลงทุนในบริษัทที่มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน

11. จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่ร้อนแรงในอุตสหกรรมที่ร้อนแรง

12. ถ้าจะลงทุนในบริษัทเล็กๆ ควรจะรอให้บริษัททำกำไรก่อน

13. ถ้าคิดจะลงทุนในอุตสหกรรมที่กำลังย่ำแย่ ให้เลือกบริษัทที่จะอยู่รอดผ่านช่วงเลวร้ายไปได้ และให้รอซื้อตอนที่มีสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง

14. ถ้าลงทุน $1000 ในหุ้น คุณมีโอกาสขาดทุนสูงสุด $1000 แต่มีโอกาศทำกำไร $10,000 หรือ $50,000 ถ้าคุณมีความอดทน ให้ถือหุ้นของบริษัทที่ดีไม่กี่ตัวก็พอ ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นเกินสิบตัวเหมือนพวกกองทุน “การถือหุ้นที่จะเป็นผู้ชนะเพียงไม่กี่ตัวก็เพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนที่ดีตลอดชีวิต”

15. นักลงทุนที่ช่างสังเกตุ จะสามารถหาบริษัทที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญได้จากสิ่งรอบตัว ก่อนที่นักวิเคราะห์จะค้นพบบริษัทเหล่านั้น

16. ตลาดหุ้นตกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ จงใช้เป็นโอกาสในการซื้อหุ้นดีราคาถูก

17. ทุกคนฉลาดพอที่จะทำกำไรในตลาดหุ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีจิตใจแข้มแข็งพอที่จะไม่ขายหุ้นทิ้งตอนตลาดหุ้นตก ถ้าคุณไม่สามารถทำได้ก็ไม่ควรซื้อหุ้น

18. ในตลาดหุ้นมักมีข่าวที่ทำให้เราวิตกกังวลอยู่เสมอ ให้ขายหุ้นเพราะพื้นฐานเปลี่ยนในทางที่แย่ลง ไม่ใช่ขายหุ้นเพราะมีข่าวไม่ดี

19. ไม่มีใครสามารถทำนายอัตราดอกเบี้ย ทิศทางเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นได้ ไม่ต้องสนใจคำทำนายเหล่านั้น ให้โฟกัสไปทีสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับบริษัทของคุณ

20. ถ้าคุณวิเคราะห์หุ้น 10 บริษัท คุณจะเจอ 1 บริษัทที่ดีกว่าที่คุณคาดไว้ ถ้าคุณวิเคราะห์หุ้น 50 บริษัท คุณจะเจอ 5 บริษัทที่ดีเยี่ยม ตลาดหุ้นยังคงมีหุ้นดีๆที่ยังไม่ถูกค้นพบเสมอ

21. การไม่ศึกษาบริษัทที่คุณลงทุน โอกาศที่จะประสบความสำเร็จมีเท่ากับการเล่นไพ่โปกเกอร์โดยไม่เปิดดูหน้าไพ่

22. เวลาจะอยู่ข้างคุณเสมอถ้าคุณลงทุนในบริษัทยอดเยี่ยมเหนือบริษัทคู่แข่ง ถึงคุณไม่ได้ซื้อหุ้น Walmart ในช่วง 5 ปีแรก แต่ใน 5 ปีหลัง มันก็ยังเป็นบริษัทที่น่าซื้ออยู่ดี

23. ถ้าอยากซื้อหุ้น แต่ไม่มีเวลาศึกษาติดตามหุ้น ควรลงทุนในกองทุนจะดีกว่า เคล็ดลับของการเลือกกองทุน ควรลงทุนในหลายกองทุนที่กระจายไปในหุ้นหลายกลุ่ม เช่น หุ้นเติบโต หุ้นขนาดเล็ก และหุ้นขนาดใหญ่

24. ในบรรดาตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดอเมริกาให้ผลตอบแทนเป็นอันดับ 8 ในรอบสิปปีที่ผ่านมา คุณสามารถใช้ประโยขน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจที่รวดเร็วของตลาดเกิดใหม่ในต่างประเทศ โดยการแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนจะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า

25. ในระยะยาว พอร์ทที่มีหุ้นที่คัดมาอย่างดี จะชนะผลตอบแทนของพันธบัตรหรือเงินฝากประจำ แต่ในระยะยาวพอร์ทที่มีหุ้นแย่ๆ ยังไม่มีทางชนะเงินที่ถูกเก็บไว้ใต้ที่นอน

ความจริง 50 ประการ ที่นักลงทุนในตลาดหุ้นพึงสังวรณ์” – The Hekonomist


January 8, 2014 at 12:58pm
“ความจริง 50 ประการ ที่นักลงทุนในตลาดหุ้นพึงสังวรณ์” – The Hekonomist

————————————————————-

1. ประโยคที่ว่า “จงกล้า (โลภ) เมื่อคนอื่นกลัว” นั้น … “พูดง่ายกว่าทำ”

2. การลงทุนในบริษัทที่ยิ่งใหญ่ใช่ว่าจะเป็นการลงทุนที่เยี่ยมยอดเสมอไป

3. ตลาดมีการปรับฐานย่อยทุกปี และปรับฐานครั้งใหญ่ทุกสิบปี จงใช้ประโยชน์จากมัน

4. คุณไม่สามารถเรียกร้องหาความสมเหตุสมผลใดๆ บนสังเวียนประลองซึ่งเต็มไปด้วยอัจฉริยะด้านการเงินได้ คนส่วนมากล้วนลงทุนผิดพลาดตลอดทั้งปีไม่ต่างกัน

5. ก็อย่างที่ Erik Falkenstein ว่าไว้: “ในการแข่งขันเทนนิสอาชีพ 80% ของการได้แต้มจะมาจากการตีดี ขณะที่ระดับมือสมัครเล่น 80% ของการได้แต้มนั้นมาจากการตีเสีย ข้อเท็จจริงนี้เกิดขึ้นในการแข่งขันทุกวงการ ทั้งหมากรุก มวยปล้ำ หรือแม้แต่การลงทุน ดังนั้น นักลงทุนมือใหม่ควรใส่ใจกับการหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ ในขณะที่นักลงทุนมืออาชีพควรใส่ใจกับการตัดสินใจบนทางเลือกที่ดีที่สุด”

6. มีผู้จัดการด้านการเงินมืออาชีพเป็นหมื่นคนบนโลกใบนี้ โดยสถิติแล้ว น่าจะมีหลายคนในจำนวนนี้ที่ประสบความสำเร็จจากดวงล้วนๆ … แต่ว่าจะเป็นใครล่ะ ผู้ที่โชคดีเหล่านั้น? ไม่มีใครรู้หรอก … แต่ถ้าให้เดานะ … ก็คงจะเป็นบรรดากูรูผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายไง

7. ในตำรา เราอาจเคยได้ยินเรื่องราวของนักลงทุนระดับตำนาน ซึ่งทำผลตอบแทนเอาชนะตลาดได้เกือบตลอดเส้นทางการลงทุนของเขา จนนำมาสู่ความมั่งคั่งมากมาย แต่ในตลาดหุ้น ความมั่งคั่งไม่ได้จำต้องสร้างขึ้นจากผลตอบแทนที่โดดเด่นขนาดนั้น

8. ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ช่วงการเลือกตั้ง หรือช่วงที่ FED กำลังประชุมเพื่อกำหนดนโยบาย นักลงทุนมักตัดสินใจเสมือนตัวเองเข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย

9. ยิ่งบรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความหอมหวานมากเท่าไร โอกาสที่นักลงทุนรายย่อยกำลังจะถูกเชือดยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

10. เพื่อให้เป็นการประหยัดเวลา แทนที่คุณจะลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ (Penny Stocks) สู้เอาเงินคุณไปเผาไฟทิ้งเสียเลยดีกว่า การเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มุ่งใช้อนุพันธ์ในการเพิ่มผลตอบแทนก็เช่นกัน

11. ไม่มีใครคนใดในโลกที่รู้ว่าตลาดจะเป็นเช่นไรในอนาคตอันสั้น

12. นักวิเคราะห์คนใดก็ตามที่เล่าให้คุณฟังถึงความผิดพลาดในการลงทุนของเขา นั่นคือนักวิเคราะห์ที่คุณต้องการ

13. ที่คุณอ่านงบดุลของธนาคารยักษ์ใหญ่แล้วไม่เข้าใจ ก็เพราะแม้แต่ธนากรและนักบัญชีที่ทำงบดุลเหล่านั้นยังไม่เข้าใจมันเลย

14. มันจะต้องมีการถดถอยทางเศรษฐกิจสักเจ็ดถึงสิบครั้งในช่วง 50 ปีข้างหน้า เช่นนั้นแล้ว อย่าได้ประหลาดใจเมื่อมันเกิดขึ้น

15. สามสิบปีที่แล้ว โฆษณาในทีวีจะมีเพียง 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่ทุกวันนี้โฆษณากันอย่างน้อย 18 ชั่วโมงต่อวัน เนื้อหาสาระไม่ได้มีปริมาณมากขึ้น หากแต่เป็นเรื่องไร้สาระต่างๆ

16. Warren Buffett ได้ผลตอบแทนมหาศาลเพราะลงทุนในช่วงที่ตลาดมีการแข่งขันน้อยมากๆ จึงเป็นเรื่องงี่เง่าหากใครพยายามที่จะเทียบเคียงผลตอบแทนเฉลี่ย 50 ปีของเขา

17. ในทางทฤษฎี การเรียนรู้เรื่องการลงทุนจากสถาบันการศึกษาเป็นเรื่องไร้เหตุผล เพราะเราไม่ค่อยจะได้เห็นคนรวยมีวุฒิศาสตราจารย์กันสักเท่าไร

18. ยิ่งใครมีเวลาในการออกอากาศทางโทรทัศน์นาน คนคนนั้นยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำนายสิ่งต่างๆ ผิดพลาดมากขึ้น (มีหลักฐานเป็นผลการศึกษาของนักจิตวิทยาในการยืนยันข้อนี้ด้วย)

19. ต่อเนื่องจาก ข้อ 18. จงอย่าเชื่อนักวิเคราะห์จาก CNBC ที่ออกอากาศมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ (สำหรับบ้านเรา ก็คงประมาณ Money Channel)

20. ตลาดหุ้นไม่ได้สนใจคุณหรอกว่าคุณจะต้องสูญเสียเงิน หรือบ้านไป ไม่แม้แต่จะสนใจฟังราคาหุ้นที่คุณกำลังคร่ำครวญว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

21. ข่าวสารต่างๆ ในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังอาจทำลายพอร์ตฯ การลงทุนของคุณได้อีกด้วย

22. พวกนักลงทุนมืออาชีพเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพกว่าคุณ และยังมีคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลได้เร็วกว่าคุณอีกด้วย ดังนั้น อย่าคิดที่จะเอาชนะพวกเขาในการเทรดระยะสั้น … อย่า! แม้แต่จะลอง

23. ประสบการณ์ของบรรดาผู้จัดการด้านการเงินที่เอามาอวดอ้าง ไม่ได้บอกอะไรคุณมากนัก เขาอาจจะทำผลตอบแทนแพ้ตลาดมาตลอดอาชีพที่ปรึกษาด้านการลงทุนเลยก็ได้ น่าเศร้า! … ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้น

24. ค่าคอมฯ ในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลง คือหนึ่งในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับนักลงทุน เพราะมันจะทำให้การซื้อขายเกิดรอบถี่ง่ายมากขึ้น สู้ให้ค่าคอมฯ สูงขึ้นจะได้ทำให้นักลงทุนทั่วไปใช้วิจารณญาณในการซื้อขายมากขึ้นก่อนตัดสินใจจะดีเสียกว่า

25. นักลงทุนมืออาชีพคือหนึ่งในอาชีพที่ประสบความสำเร็จยากที่สุด แต่กลับเป็นอาชีพที่เปิดกว้างให้ใครก็อยู่ในตำแหน่งนี้ได้ และยังไม่ต้องมีหลักฐานมาการันตีความสามารถใดๆ เสียด้วย เลยทำให้พวกเราพบเห็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านการลงทุนอยู่ได้มากมาย ทั้งที่คนเหล่านี้อาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เสียด้วยซ้ำ พวกเราลืมข้อเท็จจริงนี้ไป เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้พบเห็นใน “ผู้เชี่ยวชาญ” สาขาอาชีพอื่นๆ

26. หุ้น IPO ส่วนใหญ่จะทำร้ายคุณ ลองคิดดูสิ! … ใครบางคนที่มีข้อมูลในธุรกิจมากกว่าคุณ กำลังต้องการเสนอขายธุรกิจนั้นให้คุณอยู่

27. เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนกำลังพูดถึงกราฟ เส้นค่าเฉลี่ย รูปแบบกราฟ H&S หรือแนวต้านต่างๆ … จงรีบเดินหนีให้ห่าง

28. คำว่า “Double-Dip Recession” ถูกกล่าวถึงร่วม 10.8 ล้านครั้งระหว่างปี 2010-2011 ตามข้อมูลของ Google แต่กลับไม่มีใครกล่าวถึงคำว่า “Financial Collapse” ระหว่างปี 2006-2007 ก่อนหน้าวิกฤตเศรษฐกิจเลย

29. ดอกเบี้ยแท้จริงของพันธบัตรฯ สหรัฐอายุยี่สิบปีอยู่ในระดับติดลบ แต่นักลงทุนก็ยังเอาเงินไปจมกับมันอยู่ได้ … “ความกลัวคือแรงผลักดันต่อพฤติกรรม เหนือกว่าตรรกะทางคณิตศาสตร์”

30. หนังสือที่ชื่อ “Where are the Customers’ Yachts?” (หนังสือคลาสสิคที่สะท้อนมุมมองด้านการลงทุน เป็นหนังสืออ่านง่ายและสนุก ใช้ภาษาง่าย ชื่อหนังสือมาจากเนื้อหาข้างในเล่ม ที่ดำเนินเรื่องราวเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวนิวยอร์กแล้วหลงไหลไปกับเรือยอร์ชของบรรดาวาณิชธนกรและเทรดเดอร์ต่างๆ จึงเกิดสงสัยว่า “แล้วไหนล่ะ … เรือยอร์ชของลูกค้าของคนเหล่านี้?” หนังสือเล่มนี้พยายามเปิดมุมมองให้กล้าคิดต่างและไม่เชื่อในสิ่งที่โบรคเกอร์พยายามบอก เพราะไม่เคยมีลูกค้าคนไหนที่ร่ำรวยจากการปฏิบัติตามคำแนะนำของโบรคเกอร์ ในขณะที่คนเหล่านั้นรวยเอาๆ) ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1940 แต่คนส่วนมากก็ยังมองไม่ออกว่าที่ปรึกษาทางการเงินเหล่านี้ ไม่มีความจริงใจใดๆ ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าเลย

31. กองทุนรวมดัชนีที่มีค่าธรรมเนียมบริหารต่ำ คือ หนึ่งในนวัตกรรมการเงินที่มีประโยชน์ที่สุดในประวัติศาสตร์ ดูน่าเบื่อแต่ก็งดงามอย่างบริสุทธิ์

32. นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของโลกมีข้อได้เปรียบจากทักษะด้านจิตวิทยามากกว่ากำลังเงิน

33. สิ่งที่นายตลาดทำในแต่ละวันล้วนขับเคลื่อนด้วยโอกาสแบบสุ่ม การพยายามหาเหตุผลมาอธิบายความเคลื่อนไหวของดัชนีในระยะสั้น ก็ไม่ต่างอะไรไปกับการพยายามอธิบายว่าทำไมหวยออกเลขนั้นเลขนี้

34. โดยส่วนมากแล้ว การหาทางที่จะปกป้องเงินออมของคุณ มีความสำคัญมากกว่าการหาทางทำให้มันงอกเงย

35. ถ้าคุณกำลังมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ แต่ดันเกิดนึกอยากจะลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ก็ตาม จงหยุดซะ! … คุณไม่มีทางทำผลตอบแทนเอาชนะดอกเบี้ย 30% ต่อปีได้หรอก

36. การประกาศซื้อหุ้นคืนในสัดส่วนมากๆ ถือเป็นเพียงแค่ความพยายามที่จะชดเชยข้อผิดพลาดจากการบริหารทุนของบริษัทเท่านั้น แถมผู้บริหารยังชอบเอาประเด็นนี้มาคุยโว ว่าการซื้อหุ้นคืนก็คือการจ่ายเงินคืนให้กับผู้ถือหุ้นอีกต่างหาก

37. โอกาสที่จะมีบริษัทชื่อดังอย่างน้อยหนึ่งบริษัทกำลังตกแต่งบัญชีหลอกคุณ เพื่อไม่ให้รู้ว่ากำลังจะล้มละลาย มีสูงมาก

38. ต่อให้ผ่านไปอีก 20 ปีข้างหน้า ยามที่คุณมองตลาดหุ้น ก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากวันนี้ มีทั้งบริษัทที่ล้มหายตายจากไป และมีบริษัทใหม่ที่ก้าวเข้ามา

39. เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่ General Motors (GM) กำลังโลดแล่นในฐานะที่เป็นบริษัทที่เจ๋งที่สุดในโลก Apple (AAPL) ก็กำลังถูกปรามาสว่าจะล้มหายตายจากไป เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้กลับตาลปัตรเมื่อเวลาผ่านไปเพียงทศวรรษเดียว

40. นักลงทุนส่วนใหญ่จะรุ่งกว่านี้ หากไม่มัวไปหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวในสภาคองเกรส FED และท่าทีของประธานาธิบดี แต่เอาเวลาไปใช้ในการใส่ใจกับข้อผิดพลาดในการจัดการเงินลงทุนของตัวเอง

41. สำหรับคนส่วนใหญ่ การซื้อบ้านควรจะถูกมองว่าเป็นการสร้างหนี้ก้อนโต หาใช่การลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

42. ตำแหน่งประธานาธิบดีมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจน้อยกว่าแรงศรัทธาของประชาชน

43. ไม่ว่าคุณจะคิดว่าเงินที่เพียงพอสำหรับการเกษียณของคุณเป็นเงินเท่าไร จงคูณสองให้กับตัวเลขนั้นซะ แล้วคุณจะได้สัมผัสกับโลกของความเป็นจริงมากขึ้น

44. เศรษฐกิจถดถอยรอบต่อไปจะไม่เกิดซ้ำกับรูปแบบวิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุด เป็นเช่นนี้เสมอ

45. จงจำคำพูดของ Buffett ที่กล่าวถึงเรื่อง “นวัตกรรม” ว่า … “คนแรกที่คิดค้นคือนักประดิษฐ์ คนถัดมาที่ทำคือจอมเลียนแบบ ส่วนคนที่เหลือที่ยังทำซ้ำคือพวกงี่เง่า”

46. จงจำสิ่งที่ Mark Twain พูดเกี่ยวกับ “ความจริง” ไว้ว่า … “คำโกหกสามารถเดินทางไปไกลได้ครึ่งค่อนโลก โดยเล่นบทเป็นข้อเท็จจริง”

47. จงจำสิ่งที่ Marty Whitman พูดเกี่ยวกับ “ข้อมูล” ไว้ว่า … “มีตัวแปรเพียงสามสี่อย่างเท่านั้นที่สำคัญ ที่เหลือคือตัวกวน”

48. ยิ่งพยายามจะควบรวมกิจการให้โตมากเท่าไร โอกาสที่กิจการจะล้มครืนลงก็มากเท่านั้น พวก CEO ชอบที่จะเห็นบริษัทโตเร็วๆ โดยไม่ห่วงเรื่องการลงทุนที่เกินตัว

49. การลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสี่ยง มีจำนวนมากกว่าการลงทุนที่เสี่ยงเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลตอบแทน อย่างน้อยๆ ก็สักสิบเท่า

50. หลายครั้ง กิจการที่ผลิตสินค้าทั่วๆ ไปอย่าง ยาสีฟัน อาหาร กลอนประตู สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะที่กิจการที่เลอเลิศเรื่องการสร้างสรรค์นวัตกรรมกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เรียบเรียงจาก “50 Unfortunate Truths About Investing” โดย Morgan Housel, The Motley Fool.
Like

ทำไม “วิธีการ” ใน One Up on Wall Street จึงทำให้ขาดทุน

ทำไม “วิธีการ” ใน One Up on Wall Street จึงทำให้ขาดทุน

One Up on Wall Street คือ หนังสือการลงทุนที่ยอดขายถล่มทลายที่สุดเล่มหนึ่งของโลก สาเหตุที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะเขียนโดยผู้รู้จริง อธิบายเรื่องยากให้ง่าย และเข้าใจดีเหลือเชื่อ จึงได้รับการยอมรับว่า มันเหมาะกับทุกคน ตั้งแต่มหาลัยยันใกล้เกษียณ เนื่องจากคนทั่วไป สามารถทำได้โดยไม่ยากเกินไป จนกลายเป็น “ต้นแบบ” วิธีการลงทุนให้กับคนเป็นล้านๆจนถึงทุกวันนี้

แต่มีกี่คนที่รู้ว่า หลังจากวางแผง 10 ปี ผู้เขียน คือ Peter Lynch พบว่า คนจำนวนมาก ใช้หลักการในหนังสือแล้ว “ขาดทุน”

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับผู้อ่านเหล่านั้น

จากการพูดคุย Lynch สังเกตุว่า พวกเขา “เข้าใจผิด” ต่อหลักการบางอย่าง ซึ่งเป็นหลักการ “สำคัญยอดฮิต” ที่อยู่ในหนังสือด้วย

ความเข้าใจผิดของเรื่อง “Shopping”

1 ในคำแนะนำฮอตฮิตและคนนิยมใช้มากที่สุดของ One Up on Wall Street คือ “Shopping” Lynch นำแนะว่า เมื่อออก “Shopping” หรือ ซื้อของประจำวัน หากเจอสินค้าจากบริษัท ที่ทำให้เราและคนอื่นๆ พอใจ มีคุณภาพดี ราคาไม่แพง จงให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเมื่อบริษัทมีสินค้าที่คนพอใจ มันก็น่าจะเป็นหุ้นที่ลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี นับจากหนังสือวางแผงครั้งแรก Lynch พบว่า การหาหุ้นโดยการ “Shopping” เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้อ่าน ตีความ “มั่ว” มากที่สุด ผู้อ่านที่ไม่เข้าใจและนำไปใช้ผิดๆ ขาดทุนกันระนาว จึงเขียนอธิบาย เป็น “บทนำเพิ่มเติม” ในหนังสือเวอร์ชั่นปี 2000 เพื่ออธิบายสิ่งที่ถูกต้องแก่นักลงทุน

Lynch เขียนว่า เขาพบนักลงทุนจำนวนมาก ที่ไปลงทุนหุ้นของบริษัทที่คุณชอบซื้อของ ห้างที่ชอบเดิน หรือร้านอาหารที่ชอบทานประจำ พวกเขา “ตีความ” ว่า หากบริษัทมีสินค้าที่เขาชอบ แถมคนรอบข้างชอบด้วย ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นหุ้นที่ “ฝากผีฝากไข้” ระยะยาวได้

Lynch บอกว่า นี้คือ “ความเข้าใจผิด” สิ่งที่เขาต้องการสื่อคือ ถ้าคิดลงทุนในบริษัทที่ผลิตสินค้าที่เราชอบ คุณ “จำเป็น” ต้องศึกษา “แผนการในอนาคต” ของหุ้นตัวนั้นด้วย เพราะ สินค้าเป็นเพียง “จิ๊กซอว์” ตัวหนึ่งเท่านั้น คุณต้องศึกษารายได้ของบริษัท สภาพการเงิน ตำแหน่งในการแข่งขัน แผนการขยายงาน และอื่นๆ

การมองเฉพาะว่า คุณและคนอื่นชอบสินค้า แปลว่า บริษัทดี เป็นเรื่อง “ด่วนสรุป” เพราะสินค้าที่คุณชอบ อาจผลิตจากบริษัทดี แต่พัฒนาให้ดีกว่าเดิมยากแล้ว อาจมีคู่แข่งใหม่เข้ามาง่ายเกินไป เกิดสินค้าใหม่มาทดแทน หรือ กำลังมีปัญหาการเงิน ทั้งหมดสามารถทำให้กำไรลดลง จนราคาหุ้นสาละวันเตี้ยลงเรื่อย

การซื้อหุ้นดีที่ไม่โตอีกแล้ว หรือ กำลังแย่ลง ในราคาที่จุดสูงพอดี จากนั้นก็ถือยาวไปเรื่อยๆ ในอนาคตจะเกิด “โศกนาฐกรรมลงทุน” เพียงใด คุณคงนึกภาพออกได้

Lynch ยังกล่าวว่า แม้หลักใหญ่ๆของเขาคือ การทำอะไรให้มันง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณจะ “มักง่าย” เกินไป จนไม่ยอมทำการบ้านอะไรเลย คุณต้องลงมือศึกษา ค้นคว้า เข้าใจในบริษัทที่ลงทุนพอสมควร การลงทุนไม่ยากเกินไป แต่คุณต้องเข้าใจและเข้าถึงด้วย

สรุป

Peter Lynch ชี้ว่า สาเหตุการขาดทุนจากการใช้วิธีสังเกตุสินค้า คือ ความเข้าใจผิดว่า บริษัทที่คุณชอบสินค้า คือ บริษัทที่ดีในการลงทุนระยะยาว เนื่องจาก จำเป็นต้องพิจารณา “คุณสมบัติอื่น” ที่ส่งผลต่อ “การเติบโต” ของบริษัทด้วย เพราะ สินค้าดีในความเห็นคุณ เพียงข้อเดียว ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเป็นหุ้นดีในระยะยาวแต่อย่างใด
Like · · Share
Kridsada Yordsri, Ratcha Tang, Siriporn Saethan and 10 others like this.

มัทนียา สมิงกล้าทัพ ที่แน่ๆฉบับภาษาไทยอ่านยากมาก. แปลแปลกๆ
January 11 at 2:36pm · Like · 1

10 ท่ายาก การลงทุน

10 ท่ายาก การลงทุน

ตุลาคม 3, 2013 Filed under บทความ Posted by ธันวา เลาหศิริวงศ์
คำว่า ‘ท่ายาก’ เริ่มคุ้นหูในวงสนทนาคนใกล้ชิดหรือจากสื่อออนไลน์บ่อยขึ้น แต่หากเป็นคอกีฬายิมนาสติกหรือกีฬากระโดดน้ำแล้ว จะเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะหากเลือกใช้ ‘ท่ายาก’ ซึ่งมีระดับความยากมากกว่า ‘ท่าปกติ’ นักกีฬาจะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มขึ้นอีกหากทำได้สมบูรณ์แบบ ทำให้มีโอกาสชนะในการแข่งขันมากขึ้น ในทางกลับกัน หากนักกีฬาไม่สามารถทำได้ดังคาด จะถูกตัดคะแนนและอาจทำให้ ‘พลาด’ เหรียญรางวัลได้เช่นกัน การเลือกใช้ท่ายากจึงเหมาะสำหรับ นักกีฬาที่มีทักษะ ผ่านการฝึกฝนอย่างดี และมีความพร้อมสภาพร่างกายขณะแข่งขันด้วย
เป้าหมายของนักลงทุนคือ การได้รับผลตอบตอบแทนที่ดีหรือ ‘มีกำไร’ และต้อง ‘ไม่ขาดทุน’ จากการลงทุน ดังนั้น นักลงทุนจึงควรพิจารณาหลีกเลี่ยง ‘ท่ายาก’ ในการลงทุนเพราะอาจวิธีเป็นหนึ่งที่หลีกเลี่ยงการขาดทุน ท่ายากในการลงทุนมีอะไรบ้าง
ท่าแรก ลงทุนแบบไม่มีหลักการลงทุน แนวทางหรือหลักการลงทุนมีมากมายหลายวิธี เช่น การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หรือการใช้ปัจจัยทางเทคนิค แม้แต่ละวิธีจะมีจุดเด่น ข้อด้อยที่แตกต่างกันไป นักลงทุนที่ต้องการประสบความสำเร็จจำเป็นต้อง ‘ตกผลึก’ ทางความคิดหลักการลงทุนของตน โดยเรียนรู้จากทั้งความผิดพลาดและกรณีประสบความสำเร็จในอดีต หลักการที่ดีจะต้องเหมาะกับแนวทางการใช้ชีวิตและตรงกับ ‘จริต’ ของตนอีกด้วย
การลงทุนตามข่าวลือ อินไซด์ ตามเซียนหุ้น แม้จะได้ผลกำไรงามในบางสถานการณ์ แต่ไม่ใช่หลักการลงทุนที่ยั่งยืนเพราะจำเป็นต้อง ‘พึ่ง’ ผู้อื่นอยู่เสมอ หากข้อมูลคลาดเคลื่อนไม่ทันเหตุการณ์ อาจเกิดความเสียหายขึ้นได้ นอกจากนี้ การไม่ได้วิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง จะทำให้ไม่กล้าเข้าลงทุนในปริมาณที่มีนัยสำคัญแม้จะพบกิจการยอดเยี่ยมในราคายุติธรรมก็ตาม
ท่าที่สอง ลงทุนเกินขอบข่ายความรู้ (Circle of Competency) หากเปรียบการลงทุนหุ้นเสมือนการนำเงินในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของตนเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจแล้ว นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ เพื่อเข้าใจทั้งข้อมูลอุตสาหกรรม สภาวะการแข่งขัน โครงสร้างและรูปแบบธุรกิจ ความเสี่ยง สถานะทางการเงิน ตลอดจนทีมผู้บริหาร ก่อนตัดสินใจลงทุนหลังจากผ่านการวิเคราะห์อย่างดี นักลงทุนมีแหล่งข้อมูลที่เปิดเผยเกี่ยวกับบริษัทที่สนใจลงทุน ได้แก่ แบบฟอร์ม 56-1 รายงานประจำปี งบการเงินรายไตรมาส งาน Opportunity Day ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัท เป็นต้น
ในทุกวันทำการ จะมีคนเสนอขายกิจการต่างๆ ในทุกอุตสาหกรรมเพื่อให้เราร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจดังกล่าว เป็นหน้าที่และภารกิจหลักของเราที่จะตัดสินใจหลีกเลี่ยงและ ‘ปฏิเสธ’ คำเสนอขายเหล่านั้นหากเรายังไม่มั่นใจและเข้าใจธุรกิจนั้นดีเพียงพอ
ท่าที่สาม ลงทุนแบบไม่เคยประเมินมูลค่า การประเมินมูลค่าหุ้นแต่ละวิธีล้วนมีข้อดี ข้อเสีย เนื่องจากมีตัวเลขจากการคาดการณ์มาใช้ในการคำนวณ จึงเป็นเรื่องที่ยากที่จะประเมินมูลค่าหุ้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังจำเป็นต้องประเมินมูลค่ากิจการโดยอาจใช้วิธีที่ตนถนัดและเหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ทราบคร่าวๆ ถึงช่วงราคาที่ถูก ที่เหมาะสม หรือที่แพงของแต่ละกิจการที่เราสนใจ
ช่วงระดับราคาที่ได้จากการประเมินจะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนซื้อหุ้นในช่วงราคาที่ถูกและมีส่วนต่างความปลอดภัย (Margin of Safety) และหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อหุ้นในช่วงราคาที่แพง ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายจากการลงทุนได้
ท่าที่สี่ ลงทุนแบบซื้อขายบ่อยเกินไป แม้นักลงทุนแต่ละคนจะมีหลักการ หรือเงื่อนไขในการซื้อขายหุ้นแตกต่างกัน แต่สำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่านั้นมักมีธุรกรรมซื้อขายหุ้นหากพบว่า พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการอย่างถาวร ราคาหุ้นสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน หรือเมื่อพบกิจการกิจการที่ยอดเยี่ยมกว่าในราคาที่มีส่วนต่างความปลอดภัยสูงกว่า
ข้อเสียของการซื้อขายบ่อยครั้งคือ ค่าคอมมิชชั่นซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนโดยรวมต่ำลง แม้ไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ในการซื้อขายกับผลตอบแทนการลงทุน แต่หากต้องติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด ต้องสูญเสียเวลาและขาดสมาธิในแต่ละวัน และอาจมีอารมณ์แปรปรวนตามภาวะตลาดแล้ว น่าจะถือว่าเป็นการขาดทุนทางอ้อมอย่างหนึ่ง
ท่าที่ห้า ลงทุนแบบไม่กระจายความเสี่ยง นักลงทุนควรพิจารณาลงทุนหุ้น 4-8 ตัวเพื่อการบริหารความเสี่ยงและเผื่อความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น แม้จะมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานของกิจการและการวิเคราะห์ของตน แต่การถือหุ้นเพียง 1-2 ตัวก็เป็นการเสี่ยงเกินไปหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้ในตลาดหุ้น” นักลงทุนที่ประสบการณ์ไม่มากนักจึงควรหลีกเลี่ยง ‘ท่ายาก’ นี้เช่นกัน
การถือหุ้นจำนวนมากเกินไปแม้จะช่วยกระจายความเสี่ยง แต่อาจทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง นอกจากนี้ การถือหุ้น 15-20 ตัวขึ้นไป อาจทำให้ไม่มีเวลาศึกษารายละเอียดและติดตามกิจการอย่างใกล้ชิด ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งด้วย

จากตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึง 5 ท่ายากของการลงทุน ได้แก่ ท่าแรก ลงทุนแบบไม่มีหลักการลงทุน ท่าที่สอง ลงทุนเกินขอบข่ายความรู้ ท่าที่สาม ลงทุนแบบไม่เคยประเมินมูลค่า ท่าที่สี่ ลงทุนแบบซื้อขายบ่อยเกินไป และท่าที่ห้า ลงทุนแบบไม่กระจายความเสี่ยง บทความนี้จะกล่าวถึงอีก 5 ท่ายากที่เหลือ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
ท่าที่หก การตัดสินใจซื้อขายจากการคาดเดาภาวะตลาด ในโลกการลงทุน ไม่มีใครสามารถคาดเดาการขึ้นลงของหุ้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ หากมีการติดตามผลจะพบว่ามีทั้งถูกและผิดเสมอแม้การคาดการณ์นั้นจะมาจากนักวิเคราะห์ที่มีความเชี่ยวชาญหรือผู้ประสบการณ์ลงทุนอย่างยาวนานก็ตาม เราจึงพบเห็นปรากฏการณ์ทั้ง Sell on Fact หรือ Buy on Fact ราคาหุ้นขึ้นแม้ผลประกอบการแย่หรือราคาหุ้นลงแม้ผลประกอบการดี หุ้นไทยขึ้นสวนทางตลาดต่างประเทศหรือบางครั้งไปในทิศทางเดียวกัน
ในระยะสั้น ราคาหุ้นมักอ่อนไหวขึ้นลงตามปัจจัยภายนอกและอารมณ์นักลงทุนที่แปรปรวนรายวัน วิธีเลี่ยงหนึ่งคือ การเลือกลงทุนในกิจการที่สามารถคาดได้ว่าจะมีผลประกอบการดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งราคาหุ้นจะต้องสะท้อนผลประกอบการนั้นในที่สุด
ท่าที่เจ็ด ไม่มีความอดทนเพียงพอ ความอดทนเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ยามภาวะหุ้นขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่มักตัดสินเข้าซื้อหุ้นโดยไม่อดทนรอราคาที่เหมาะสม ส่วนในยามภาวะตลาดย่ำแย่ นักลงทุนก็ต้องอดทนเห็นหุ้นของตนราคาลดลงให้ได้ และควรต้องพิจารณาซื้อเพิ่มหากยังเป็นกิจการที่ยอดเยี่ยมที่มีส่วนต่างความปลอดภัยเพิ่มขึ้น นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า มีโอกาสที่ดีเสมอในตลาดหุ้นสำหรับผุ้ที่มีความอดทน
โอกาสเดียวที่จะทำกำไรจากการไล่ซื้อหุ้นในราคาสูงคือ ราคาหุ้นจะต้องขึ้นสูงเพิ่มไปอีก แต่หากปัจจัยพื้นฐานหรือผลประกอบการไม่ได้โดดเด่นมากนัก แม้ราคาหุ้นจะขึ้นต่อไปอีกแต่อาจจะไม่สามารถรักษาระดับราคานั้นได้ วิธีเลี่ยงคือการออกห่างตลาดยามหุ้นขึ้น และติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าซื้อหุ้นที่ศึกษามาอย่างดีในราคาเหมาะสมยามตลาดหุ้นลงนั่นเอง
ท่าที่แปด ลงทุนด้วยมาร์จิ้นหรือซอร์ตเซล การลงทุนด้วยวิธีดังกล่าวแม้จะทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่นับว่าเป็นท่ายากท่าหนึ่งเลยทีเดียว เพราะนักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจ มีความเชี่ยวชาญ มีจิตวิทยาการลงทุนดี ไม่หวั่นไหวหากราคาหุ้นไม่เป็นไปดังคาด และต้องติดตามราคาซื้อขายอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น การเลือกใช้ท่ายากนี้ยังมีต้นทุนธุรกรรมแฝงอยู่อีกด้วย
คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงท่ายากนี้และยังได้เพิ่มผลตอบแทนคือ การให้ยืมหุ้นเพื่อซอร์ตเซลในกรณีที่ถือหุ้นเต็มพอร์ต แม้จะได้ดอกเบี้ยรายวันในอัตรา 3-5% ต่อปีแต่ก็ดีกว่าถือหุ้นไว้เฉยๆ ส่วนนักลงทุนที่ถือเงินสดเต็มพอร์ต ควรพิจารณานำเงินสดนั้นลงทุนใน Money Market Funds ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์
ท่าที่เก้า ลงทุนในธุรกิจสวนกระแสแนวโน้มใหญ่ (mega trend) เป็นอีกท่ายากหนึ่งหากลงทุนในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่สวนกระแสและยังคาดหวังให้ผลประกอบการโดดเด่นเพื่อผลตอบแทนการลงทุนที่ดี แนวโน้มใหญ่ส่วนมากนั้นมักเกิดขึ้นก่อนในต่างประเทศ นักลงทุนสามารถเรียนรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจและราคาหุ้นจากกรณีศึกษาเหล่านั้นด้วย
หากถือหุ้นที่อยู่ในธุรกิจดังกล่าว นักลงทุนควรพิจารณาขายหุ้นให้เร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเพิ่มขึ้น เพราะหากนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าธุรกิจต้องได้รับผลกระทบมากขึ้นจากแนวโน้มใหญ่ ราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลงอีก อย่างไรก็ตามแม้ราคาหุ้นจะลดลงจนต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยบวกเดียวที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นบ้างคือราคาหุ้นนั้นถูกเกินไปนั่นเอง
ท่าที่สิบ ลงทุนแบบหวังผลเลิศ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนคุ้นเคยกับการซื้อถูกขายแพง อย่างไรก็ตาม การตั้งความหวังที่จะได้ผลตอบแทนสูงเช่นเดิมนั้น นอกจากจะเป็นท่ายากแล้ว ยังอาจเป็น “กับดัก” ให้นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วยการเล่นท่ายากอื่นหากผลตอบแทนไม่เป็นดังคาดอีกด้วย
มีสามปัจจัยสำคัญในการคำนวณผลตอบแทนทบต้น ได้แก่ อัตราผลตอบแทนต่อปีทบต้น เงินลงทุน และระยะเวลาลงทุน การคาดหวังผลตอบแทน 12-15% ต่อปีถือว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่ปฏิบัติได้จริง วิธีหลีกเลี่ยงท่ายากนี้คือ การเพิ่มความสำคัญอีกสองปัจจัยที่เหลือ โดยปัจจัยที่เพิ่มง่ายที่สุดคือ การเพิ่มระยะเวลาลงทุน ที่สนับสนุนคำพูดที่ว่า “เริ่มก่อนได้เปรียบ” นั่นเอง
การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ จะว่ายากก็ยาก ง่ายก็ง่าย ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ทั้งหมด การรู้ทฤษฏีเหมือนกันก็ไม่อาจปฏิบัติให้ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน ในฐานะ Value Investor จึงควรประเมินและหลีกเลี่ยงท่ายากในการลงทุนของตนให้มากที่สุด หากเป็นไปได้ก็เลือกเฉพาะท่าง่ายสำหรับตนเองที่เข้าข่าย KISS – Keep It Simple Stupid เพื่อความสุขและสบายใจตลอดการเดินทางบนถนนการลงทุนสายนี้

10แนวคิดพิชิตหุ้น

10แนวคิดพิชิตหุ้น

แนวคิดที่ 1 รู้เขารู้เรา
ก่อนเล่นหุ้นลงทุนในตลาดหุ้นผมต้องขออนุญาตถามท่านก่อนครับว่า ท่านรู้จักตัวตนของตัวเองมากน้อยเพียงใด เงินในกระเป๋าที่พร้อมสู้หุ้นมีเท่าไร แยกแยะหรือยังระหว่างเงินออม เงินใช้ครัวเรือน เงินเล่นหุ้น เพราะ หากเราไม่รู้แบ่งแยกจัดสรรเงินเป็นสัดเป็นส่วนแล้วเราเองนั้นละครับคงต้องแย่แน่ๆ เรื่องหุ้นนั้นมีความเสี่ยงถ้านำเงินที่มีอยู่ทั้งก้อนมาใส่ในตลาดหุ้นทั้งหมดมีหวังบั้นปลายชีวิตมีสิทธินั่งบนสะพานลอยครวญเพลงวณิพกแน่ครับ ตรงนี้เรื่องเงินในกระเป๋าเราคงต้องรู้และต้องจัดสรรให้เป็น ความรู้เรื่องตลาดทุนเราเองนั้นมีมากน้อยเพียงใด หากมีความรู้สึกนึกคิดเพียงว่าอยากเข้าตลาดหุ้นเพราะเห็นเป็นเรื่องท้าทาย มีได้มีเสีย เลยอยากลอง คนที่คิดอย่างนี้มีสิทธิมาเร็วไปเร็วครับ เพราะตัวเองไม่รู้เรื่องหุ้นเลย ไม่ได้ค้นคว้าศึกษาให้เข้าใจท่องแท้มาก่อน การเข้าตลาดหุ้นหากไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองนั้นมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดอย่างนี้ลำบากครับ นอกเหนือจากที่ต้องรู้ตัวเองแล้วว่าเรามีความเก่งกล้าสามารถเพียงใดมีเงินสู้มากน้อยแค่ไหน เรานั้นยังจำเป็นอย่างยิ่งครับที่ต้องรู้ผู้อื่นที่อยู่ในวังวนของแวดวงหุ้นด้วย โดยต้องรู้ให้ลึก และต้องรู้จริงด้วยครับ เช่นบริษัทจดทะเบียนมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไรมีอนาคตสดใสหรือแย่กันแน่ พวกสถาบันทั้งไทยต่างชาติเขามีทีท่าจะเล่นหุ้นไปในทิศทางใด ซื้อหรือขายมากกว่ากัน มือใหญ่เขาคิดอย่างไร ถ้าเราสามารถรู้เขาและมองเห็นตัวเราได้เช่นนี้แล้ว เชื่อได้เลยครับ แค่นี้ก็เป็นต่อแล้ว

แนวคิดที่ 2 เฝ้าตามกระแสข่าว
ทิศทางการเคลื่อนไหวของแนวโน้มหุ้น ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง ส่วนใหญ่ก็เกาะติดอยู่กับกระแสข่าวที่เป็นปัจจัยกระทบทั้งภายในภายนอกประเทศที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และตัวบริษัทจดทะเบียน ดังนั้นเราเองปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า เราจะไม่นำเรื่องของข่าวมาอิงต่อการตัดสินใจในการลงทุนหรือกับการเล่นหุ้น พูดไปแล้วเรื่องข่าวนั้นมีทั้งข่าวลือข่าวลวงข่าวล่อ ข่าวหลอกข่าวเท็จ ข่าวจริง เราเองก็คงต้องใช้หลักพิจารณาเช่นกันครับว่าข่าวไหนจริงข่าวไหนปลอม แต่สิ่งที่สำคัญเบื้องต้นที่เราเองคงหันหลังหนีไม่ได้คือต้องพยายามแสวงหาข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ นำมาบริโภคอย่างไม่หยุดเว้น เพื่อทำให้หูตาของเรากว้างไกล ทั้งยังรู้ก่อน รู้ทันและรู้ลึกและรู้จริงไม่ตกขบวนรถ สามารถเล่นหุ้นตามชาวบ้านทันได้ละครับ อย่างน้อยที่สุดหากเราเป็นผู้หนึ่งที่คอยเฝ้าติดตามกระแสข่าว เราก็คงไม่มึนงงต่อการเคลื่อนไหวของตลาดและตัวหุ้นกับการขับเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง นั้นก็เท่ากับว่าเราคงสามารถเล่นหุ้นได้ทันเกมทันลดความเสี่ยงคว้ากำไรมาเชยชมได้แน่ครับ

แนวคิดที่ 3 อย่าป่าวร้องสิ่งที่ตนเองทำ
คนเล่นหุ้น คนลงทุนในตลาดทุนที่ประสบความสำเร็จคนพวกนี้มักมีบุคลิกประจำตัวอย่างหนึ่งครับ คือ สุขุม รอบคอบ สงบนิ่ง เงียบ วางเฉย จะบอกว่าแปลกก็ไม่เชิงครับ เพราะที่จริงการลงทุนการเล่นหุ้นคงต้องใช้สติสมาธิมากเป็นพิเศษพอควรทีเดียวละครับ หากเราเล่นหุ้นไร้สติ สมาธิไม่อยู่กับร่องกับรอย การตัดสินใจแต่ละรอบคงออกป่าออกทะเลหลงทิศผิดทางแน่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดี นักลงทุนที่ต้องการประสบความสำเร็จคงต้องยึดหลัก ทำตัวนิ่งๆไว้จะกำไรงาม ดังนั้นจึงไม่ควรไปป่าวร้องประกาศบอกว่าตัวเองซื้อหุ้นอะไร ขายหุ้นอะไร เล่นหุ้นร่ำรวยกำไรมากน้อยแค่ไหน โดนหุ้นตัวใดกินขาดทุนไปมากน้อยเท่าไร เรื่องอย่างนี้ต้องเก็บเงียบเอาไว้ครับ เพราะมีแต่จะเสียกับตัวเราเอง ถ้าเราไปคุยได้กำไรแน่นอนครับมีคนอิจฉา และเสียงกระซิบนินทาย่อมตามมาแน่ แม้แต่เราคุยว่าขาดทุน ก็ต้องมีคนคอยสมน้ำหน้าอีกนั้นละครับ ทางที่ดีนิ่งๆ ไว้ดีที่สุด สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากทีสุดอีกประการหนึ่ง คือการชักชวนคนอื่นให้ซื้อหรือขายหุ้นตาม โดยไปป่าวร้องว่าเราจะซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้นตัวนี้ รวมถึงไปพูดคุยอธิบายถึงจุดดีจุดแย่เพื่อให้คนฟังคล้อยตาม เรื่องอย่างนี้เป็นสิ่งที่อาจทำให้ผู้ที่ไปป่าวร้องชักชวนให้ผู้คนมาเล่น ต้องกลายมาเสียคนซะเอง สู้อยู่เฉย ๆ ตัวเองทำอะไรซื้อขายหุ้นตัวไหนเก็บไว้เงียบ ๆ เป็นความลับ กำไรขาดทุนรับรู้เพียงตัวเองสมาธิก็ดี มีสติจะได้เล่นหุ้นกำไรเยอะๆ ไม่ต้องไปสติเสียสติแตกเพราะต้องมารับผิดชอบคำพูดของตัวเองทีหลังอีกถ้าหากครับ

แนวคิดที่ 4. อย่าตอกย้ำความเจ็บปวด
ลงทุนในตลาดทุนย่อมมีได้มีเสียครับ อย่างที่เขาว่าไว้นั้นละ การลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงจึงควรพีงระวัง ดังนั้นผู้ที่เล่นหุ้นคงไม่มีใครเล่นได้ทางเดียวแน่ครับ การขาดทุนในตลาดหุ้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา ใครที่ขาดทุนหุ้นแต่ละรอบแต่ละครั้งจึงไม่จำเป็นต้องไปย้ำคิดย้ำจำตอกย้ำความเจ็บปวดให้คงอยู่ยาวนาน เพราะมันคงไม่มีประโยชน์อะไร ซ้ำอาจเป็นสิ่งที่สะกิดใจทำให้ขาดความเชื่อมั่นได้ ไม่มีความมั่นอกมั่นใจหรือความพร้อมที่จะสู้หุ้นอย่างมีหลัก ทำอะไรก็จะกลายเป็นกลัวไปหมดครับ บางคนถึงกับขยาดเข็ดเขี้ยวและฝังจำกับหุ้นตัวที่ทำให้เจ็บปวดขาดทุน แม้หุ้นตัวดังกล่าวจะมีปัจจัยแปรเปลี่ยนจากเลวเป็นดีแล้วก็ตาม ถ้าคนที่ไม่ยอมสลัดความนึกคิดที่เจ็บปวดทิ้งไป เขาก็จะพลาดโอกาสที่ดีในหุ้นตัวนั้นไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง คนที่รวยด้วยหุ้นได้เขามักไม่ยึดติดกับเรื่องราวในอดีตมากนักโดยเฉพาะกับสิ่งที่เป็นความเจ็บปวด แต่เขาจะมองไปเบื้องหน้าคิดหาหนทางสร้างโอกาสแสวงหากำไรโดยปราศจากความกลัวจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ถ้าจะพลิกผันนำอดีตมาศึกษาเป็นบทเรียนเพื่อหนทางที่จะพัฒนากลวิธีในการลงทุนต่อไปสิ่งนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า การตอกย้ำความเจ็บปวดในอดีตจนเกิดความกลัวไม่สิ้นสุดครับ

แนวคิดที่ 5. อย่าด่วนซื้อเร็วขายไว
การซื้อขายหุ้นย่อมไม่เหมือนกับการที่เราเข้าไปหาซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตนะครับ ที่สะดวกซื้อสะดวกขาย อยากได้อะไรก็หยิบเอาหยิบเอา แต่จะต่างกันอยู่ก็ตรงที่ว่า การซื้อหุ้นนั้นเราซื้อเพื่อการขายต่อในราคาที่แพงกว่า หรือ เราขายหุ้นก็เพื่อที่จะไปซื้อคืนภายหลังที่ราคาต่ำกว่าครับ แต่การซื้อของในซุปเปอร์ฯ ซื้อเพื่อมาใช้ ฉะนั้นการซื้อขายหุ้นจึงต้องมีการตัดสินใจอย่างรอบครอบรัดกุมไม่บุ่มบ่าม จีงไม่จำเป็นต้องรีบซื้อรีบขาย การเร่งรีบที่จะซื้อหรือขายหุ้นอาจทำให้เราต้องไปซื้อหุ้นแพงเกินเหตุขายหุ้นต่ำเกินจริงได้ มีอยู่หลายหนหลายครั้งครับที่คนขายหุ้นเร็วมักเสียดายเพราะขายหุ้นแล้วหุ้นขึ้น พอรีบซื้อได้ของมาหุ้นมักตก เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมากครับในตลาดหุ้นบ้านเรา เพราะการตัดสินใจที่รวดเร็วภายใต้อารมณ์โดยที่ไม่ได้ประเมินวิเคราะห์หรือพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ทำให้ไม่สามารถเก็บรายละเอียดหรือเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงได้ แม้บางครั้งตลาดหุ้นเกิดภาวะตื่นตกใจจากปัจจัยกระทบที่รุนแรงเรามักเห็นราคาหุ้นไหลลงเร็วและลึกในจังหวะที่เกิดภาวะตื่นตระหนก แต่พอเวลาผ่านไปยังไม่ทันสิ้นวัน ราคาหุ้นก็ปรับตัวดีดกลับอย่างเร็วเช่นกัน ใครที่ขายหุ้นเร็วเพราะตกใจมักกลายเป็นเหยื่อขายต่ำเสมอครับ ดังนั้นทุกครั้งที่จะซื้อหุ้นหรือขายหุ้นควรพิจารณาบนหลักคิดถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้นและเข้าถึงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นตัวนั้น ๆ ให้ได้ก่อน โดยยอมเสียเวลาไม่ต้องเร่งรีบด่วนซื้อขาย เพียงแค่นี้เราก็จะไม่พลาดท่าเสียทีตลาดครับ

แนวคิดที่ 6 ต้องเข้าใจสภาพตลาด
ร้อยทั้งร้อยครับสำหรับคนเล่นหุ้นหากไม่เข้าใจสภาพตลาดที่แท้จริงของหุ้นได้แล้ว ผมรับรองได้เลยว่า รบครั้งใดก็พ่ายทุกรอบละครับ เพราะแท้จริงของสภาพตลาด ย่อมบ่งบอกถึงแนวโน้มทิศทางหุ้นได้ดีครับ เช่นสภาพตลาดตอนนี้ตกอยู่ในอาการซึมตัว เหตุเพราะนักลงทุนขาใหญ่ขาดความเชื่อมั่น ถ้าสภาพตลาดเกิดอาการอย่างที่ว่านี้ หากเราดันทุรังซื้อหุ้นลุยถั่วอยู่คนเดียว คนอื่นไม่เล่นด้วยสุดท้ายเราก็หมดแรงครับ หากภาวะตลาดดูสดใสคึกคัก วอลุ่มเทรดพุ่งกระฉูด สภาพตลาดอย่างนี้ดูดีดูโดดเด่น ถ้าเราไม่เข้าร่วมลงเล่นด้วยก็อาจกลายเป็นผู้ที่ตกรถ ตกขบวนเล่นตามชาวบ้านชาวช่องไม่ทัน หรือสภาพตลาดกำลังเข้าสู่ทิศทางขาลง เราเกิดมองตลาดไม่เป็น ซ้ำไม่เข้าใจสภาพตลาดที่แท้จริงซะอีก เรียกว่าชอบเป็นชาวสวน เล่นสวนกระแสสวนทางปืนตลอด อย่างนี้ก็มีโอกาสเจ็บตัวมีความเป็นไปได้มากทีเดียวครับ ความเข้าใจในสภาพของตลาดหุ้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับชาวหุ้นที่ต้องรู้ต้องประเมิน ต้องกำหนดทิศทาง แนวโน้ม มองสภาพตลาดหุ้นให้ออก นักเล่นหุ้นผู้ใดที่สามารถเข้าถึงสภาพตลาดได้ เรื่องที่จะมองหาหุ้นเพื่อหวังผลในการทำกำไรในสภาพตลาดที่ตนเองประเมินออกย่อมได้เปรียบผู้อื่น และสามารถลดความเสี่ยงการเล่นหุ้นได้ในระดับที่น่าพอใจเชียวละครับ

แนวคิดที่ 7. ต้องปราศจากกิเลส จริง ๆ
เรื่องกิเลสกับตลาดหุ้นดูแล้วไม่ห่างไกลกันเท่าไรหรอกครับ เพราะคนที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากตลาดทุนทุกคนคงจะปฏิเสธลำบากครับว่า ตัวเองหมดกิเลส ไม่มีความต้องการในสิ่งใด ๆ ทั้งหลายทั้งปวงจากตลาดทุนแล้ว ผู้คนที่เดินหน้าเข้าสู่ตลาดทุน ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในวังวนอาการเดียวกันทั้งนั้นครับ คือ หวังทำมาหากำไรจากตลาดทุนด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่แนวคิดพิชิตหุ้นข้อนี้ หวังแค่ให้ท่านทั้งหลายลด ละ เลิก ตัด ตัวกิเลสออกจากตัวเองบ้าง เนื่องเพราะ ไอ้ตัวกิเลส นี่ละครับมันจะเป็นตัวคอยปิดบังความคิดความอ่านในการเล่นหุ้นให้อยู่ในกรอบที่แคบที่จำกัด ซึ่งจะทำให้ บุคคล ๆ นั้นไม่สามารถปรับตัวเอง หรือพลิกเกมตามภาวะตลาดที่แท้จริงได้ทัน ตัวกิเลส จะเป็นตัวที่ทำให้ คนเล่นหุ้นเกิดความต้องการไม่รู้จักจบสิ้น ได้แล้ว อยากได้ให้เยอะ ๆ ขึ้นอีก เสียแล้วก็อยากชนะ เห็นคนนั้นรวยหุ้น ได้กำไรหุ้น ตัวเองอยากได้บ้างมีความคิดหวังเป็นอย่างเขา เมื่อตัวกิเลสครอบงำ ความเป็นตัวตนของตนย่อมหมดไปครับ ที่นี้ก็จะเล่นหุ้นมั่วไปหมด ขาดเหตุขาดผล ไร้สติไร้สำนึก ใช้อารมณ์ตามกิเลส สุดท้ายก็โดนหุ้นกินครับ การเล่นหุ้นที่ดีจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องควบคุมตนเอง อย่าได้ให้ กิเลสเข้ามามีอิทธิพลเหนือตัวตนของเราครับ นั้นก็จะทำให้เราสามารถเดินสู่หนทางแห่งความสำเร็จในการลงทุนได้เช่นกัน

แนวคิดที่ 8 ต้องเชื่อต่างประเทศมือใหญ่
เป็นที่รู้กันละครับในวงการหุ้นว่าบรรดาขาใหญ่ตัวจริงที่สามารถคุมบังเหียน กำหนดทิศทางตลาดทุนแห่งประเทศไทยได้เลย ก็คือนักลงทุนต่างชาตินี่ละครับ สัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ หากพิจารณาเป็นรายวันก็คงน้อย กว่านักเลงหุ้นรายใหญ่ แต่ว่าดูจากพอร์ตการลงทุนในแต่ละพอร์ตของต่างชาติแล้วจะรู้ชัดเลยครับว่า แต่ละพอร์ตมีวงเงินมหึมาหลายร้อยหลายพันล้านบาททีเดียวครับ นักลงทุนต่างชาติเวลาคิดที่จะซื้อหุ้นแต่ละครั้งแต่ละรอบ พวกนี้มีความชำนาญต่อการวิเคราะห์ วิจัยเป็นอย่างยิ่งครับ เรียกว่าเขามองให้เห็นทุกแง่ทุกมุมของหุ้นแล้วก็ค่อยลงมา ซึ่งเป็นการลงทุนที่เป็นระบบมีแบบแผนชัดเจนครับ ทุกคราวที่นักลงทุนต่างชาติขับเคลื่อนตราทัพลุยซื้อหุ้นบ้านเรา ดัชนี มักกลายเป็นขาขึ้นทุกรอบ ในเวลาเดียวกันหุ้นที่เป็นเป้าหมายของการซื้อจากต่างชาติก็จะสามารถปรับตัวเดินหน้าไปได้ด้วยดีเช่นกันครับ ดังนั้นหากนักลงทุนที่ชาญฉลาดจะทำตัวเป็นเหาฉลามคอยว่ายประกบขาใหญ่ตอดเล็มกินเล็กกินน้อยไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ ผิดกับพวกที่ชอบเล่นย้อนศร เห็นต่างชาติซื้อทีไร เป็นต้องโยนเทขายทิ้งอยู่เสมอ เวลาพวกต่างชาติเล่นทางขาย พวกก็ชอบสวนซื้อ สุดท้ายปรากฏผลตามมาคือ บรรดาพวกย้อนศรมักเกิดอาการเดี้ยงอยู่เสมอครับ ผมว่า แนวคิดที่คิดเชื่อตามแนวทางการลงทุนของมือใหญ่ต่างชาติ น่าจะเป็นวิธีทางเลือกอีกช่องทางหนึ่งครับที่จะสามารถนำพาสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จได้ครับ

แนวคิดที่ 9 ใส่ใจใฝ่หาความรู้
ที่เขาบอกว่าเรื่องหุ้นนั้นนะ เรียนรู้ไม่มีวันจบวันสิ้นหรอกครับ ผมว่าสิ่งที่ว่าไว้นั้นถูกต้องครับ เพราะตัวแปรที่เป็นปัจจัยส่งผลกระทบต่อการลงทุน ต่อราคาหุ้นนั้นเกิดการแปรผันได้ตลอด เดี๋ยวมีเรื่องโน่น เรื่องนี้ มีสิ่งใหม่ ๆ ให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาครับ ใครที่หยุดนิ่ง ใครที่คิดว่าตัวเองสุดยอดฉลาดปราดเปรื่องแล้วพวกนี้คือผู้ที่พ่ายแพ้บนความจริงครับ นววัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับตลาดทุน โดยเฉพาะกับตลาดหุ้นที่กำลังพัฒนาอย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของเรานี้ ย่อมมีอะไรที่แปลกใหม่ให้เรียนรู้อยู่เสมอครับ ทั้งเรื่องราวของกฎ กติกา เครื่องไม้ เครื่องมือทางการเงิน สินค้าทางการลงทุน มากมายหลายเรื่องครับที่พร้อมให้เราต้องศึกษาเรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมกับการลงทุนที่ถูกหลักถูกวิธีครับ ยิ่งเวลานี้โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์กระแสการเรียนรู้เข้าถึงทุกมิติ คนที่ชาญฉลาดในการใสใจใฝ่หาความรู้ย่อมได้เปรียบผู้ที่ทำตัวนิ่งเฉยต่อการแสวงหา โลกยุคอินเตอร์เน็ต เป็นยุคแห่งการแย่งแข่งกันวิ่งเข้าหาข้อมูลครับ เรื่องหุ้นหากไร้ซึ่ง ข้อมูลข่าวสารแล้ว ก็เปรียบเสมือนคนตาบอดไร้ไม้คลำทางที่ยืนอ้างว้างอยู่บนสนามหญ้านั้นละครับ ในเวลานี้เราจะเห็นว่า บรรดาโบรกเกอร์หลายแห่งครับที่พยายามพัฒนาทีมงานนักวิเคราะห์ที่เป็นผู้คอยป้อนข้อมูลข่าวสาร บทวิเคราะห์ บทวิจัย ให้มีความพร้อมเต็มเปี่ยมในการให้บริการเกี่ยวกับข่าวสารข้อมูล สิ่งที่โบรกเกอร์สร้างความแข็งแกร่งในทีมวิเคราะห์ก็เพื่อตอบสนองความใสใจใฝ่รู้ของนักเล่นหุ้นนั้นเองครับ หากเราไม่แสวงหาหรือไขว้คว้ามาก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดครับ

แนวคิดที่ 10 เชิดชูหุ้นพื้นฐานแกร่ง
เล่นหุ้น หรือ ลงทุนในตลาดทุน สิ่งหนึ่งที่จำเป็นที่สุดที่ชาวหุ้นต้องมีติดอยู่ตัวตนเองคือแนวคิดที่ต้องมองและค้นหาหุ้นซึ่งมีพื้นฐานที่แกร่ง ที่ดี เพื่อเข้าซื้อเก็บเข้าพอร์ต เพราะการลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่ง เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องที่ถูกต้องของหลักการลงทุน ใครที่ไหนละครับที่เข้าตลาดหุ้นแล้วมองเลือกเล่นแต่หุ้นที่มีงบขาดทุน เป็นหุ้นเน่า เล่นแต่หุ้นไร้พื้นฐาน สุดท้าย คน ๆ นั้นก็หนีไม่พ้นกับคำว่าล่มสลายในตลาดทุนอย่างแน่นอนครับ นักลงทุนที่ใช้หลักในการลงทุนโดยวิธีเกาะยึดหุ้นพื้นฐานแกร่งเพื่อการลงทุนได้ ส่วนใหญ่มักนำพาตัวเองไปสู่เป้าหมายได้เสมอครับ ดังนั้นการลงทุนเพื่อหวังชัยชนะกับการให้ได้มาซึ่งผลกำไรนั้น นักลงทุนผู้แสวงหานั้นจำต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นฐานในหุ้นครับ หุ้นที่ดีต้องมีความสามารถสร้างกำไรที่งามได้อย่างต่อเนื่อง ต้องแจกจ่ายผลตอบแทนในแง่ปันผลในสัดส่วนที่นักลงทุนพึงพอใจ หุ้นพื้นฐานแกร่งต้องมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจในเชิงรุกเพื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องไม่มีหนี้สินมากมาย ต้องมีสภาพคล่องทางการเงินดี ต้องมีผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นผู้ที่มีคุณธรรมที่ดี อย่างน้อยที่สุดหากภาวะตลาดหุ้นเกิดอาการผันผวน หุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งแม้จะอ่อนไหวตามภาวะตลาดแต่สุดท้ายก็สามารถหวนกลับขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วยพื้นฐานที่แท้จริงของเขาเองครับ หากเราเชิดชูหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งที่แท้จริงแล้ว ก็ต้องถือว่าเรานั้นได้ขจัดความเสี่ยงต่อการลงทุนได้มากทีเดียว

การวิเคราะห์หุ้น turnaround ว่าจะ turn ได้หรือไม่

การวิเคราะห์หุ้น turnaround ว่าจะ turn ได้หรือไม่

หุ้น turnaround คือหุ้นที่กำลังจะพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร เปรียบเหมือนคนที่ ชั่วหนที่ 7 กำลังมาดีอีก 7 หน หุ้นบางตัวก็ turn แล้วจบเลยไม่ growth บางตัวก็ไม่ turn เน่าเหมือนเดิมแก้ไม่หาย บางตัว turn แล้ว growth ต่อ วิธีวิเคราะห์และลงทุนก็ไม่ยาก ตามหลักอริยสัจ 4

1 “ทุกข์ ให้รู้” ในทางพระพุทธศาสนาทุกข์คือความเปลี่ยนแปลง หุ้นที่เข้าข่าย turnaround คือมันเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดีนั่นเอง ผลประกอบการขาดทุน จ่ายปันผลไม่ได้ หรือใครๆก็เรียกกันว่าหุ้นเน่านั่นเอง เน่าก็ให้รู้ว่าเน่าไม่เห็นต้องไปตกอกตกใจอะไร ดูมันด้วยใจที่เป็นกลางไปเรื่อยข้อผิดพลาดของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถมองปัญหาด้วยใจที่เป็นกลางได้ เพราะชอบทำตัวเหมือนคนวงในถ้าปรียบเหมือนการชกมวยนักมวยที่ชกกันไม่ค่อยรู้หรอกเมาหมัดไปเรื่อย แต่คนดูรู้ทุก short บอกได้หมด แก้เกมส์ยังไง ดังนั้นเพื่อให้เราเห็นปัญหาให้เราทำตัวเหมือนคนวงนอก เป็นกรรมการห้ามมวยที่เที่ยงธรรมเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่อาชีพที่ปรึกษาธุรกิจยังไงก็ไม่ตายเพราะเขาเป็นคนวงนอกครับ

2 “สมุหทัย ให้ละ” เหตุแห่งทุกข์ หุ้นแต่ละตัวมีสาเหตุให้ขาดทุนไม่เหมือนกัน ต้องคิด วิเคราะห์ แยกแยะให้ออกว่าปัญหาเกิดจากอะไร ที่พบบ่อยๆก็เช่น
2.1 ขาดทุนชั่วคราว เช่นปี 2554 มีน้ำท่วมหลายบริษัทขาดทุนจากน้ำท่วม บางบริษัทก็ตัดด้อยค่าทรัพย์สินมากมาย
2.2 หุ้นวัฎจักร อยู่ในช่วงตกต่ำ
2.3 ธุรกิจยังมีลูกค้าไม่ถึงจุดคุ้มทุน เช่น simat ลงทุนไปเยอะแต่กำลังทยอยหาลูกค้ามาใช้บริการอยู่เขาว่า 2 ปีน่าจะถึงจุดคุ้มทุน, bch สร้างโรงพญาบาลใหม่ ลูกค้ายังน้อยกำไรก็หดกันไป
2.4 หนี้ท่วมดอกเบี้ยบาน ธรุกกิจเริ่มมีปัญหาอยากรักษาก็กู้มาหมุนเรื่อยๆ ถ้ามันไม่ดีขึ้นก็หนี้เหลือบาน
2.5 แข่งขันไม่ได้ อันนี้ปัญหาหนัก

3 “นิโรธ ให้แจ้ง” เห็นภาพว่าถ้าเหตุของปัญหาดับไป ปัญหาก็จะดับ ธุรกิจก็จะมีกำไร ล้างขาดทุนสะสม และแมงเม่ามาแย่งกันซื้อ

4 “มรรค ให้เจริญ” วิเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาของผู้บริหารว่ามีโอกาสสำเร็จหรือไม่ สมเหตุสมผลหรือเปล่า เราจะซื้อหุ้นที่ผู้บริหารกำลังมุ่งมั่นทำให้เหตุแห่งปัญหากำลังหมดไป เท่านั้น
4.1 ขาดทุนชั่วคราวหรือหุ้นวัฎจักร บางทีไม่ต้องทำอะไรทนๆไป เดี๋ยววัฎจักรก็มา
4.2 วางแผนหาลูกค้ามากขึ้นให้ถึงจุดคุ้มทุน
4.3 ปรับโครงสร้างหนี้
4.4 ตัดขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไร หาวิธีลดต้นทุน หรือหันทำธุรกิจใหม่

หุ้นที่กำลังจะ turnaroundวิเคราะห์ได้ตาม 4 ขั้นคือ รู้ทุกข์ ละสมุหทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ท่านจะลงทุนหุ้น turnaround อย่างไม่ทุกข์และไม่ต้องส่งข้อความมาถามเซียนที่ไหนครับ
cr.pattaratorn shovichit