Posts from the ‘ข้อคิด’ Category

จากเรื่องเล่า คนจีนสงขลา กับ คนจีนหาดใหญ่ มันทำให้ผมคิดถึงอะไร?

🐻🐻🐻จากเรื่องเล่า คนจีนสงขลา กับ คนจีนหาดใหญ่ มันทำให้ผมคิดถึงอะไร?🐻🐻🐻 
👹เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมมีโอกาสเข้าไปศึกษาวัฒนธรรมชุมชนคนจีนที่เมืองสงขลาๆ เพื่อทำวิจัย…บริบทในพื้นที่ตรงนั้นมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ เช่น “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม” (Multiculturalism), อาหารการกิน, หรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าในอดีตที่น่าสนใจ ผู้นำชาวจีนท่านหนึ่ง เล่าให้ผมฟังว่า ‘สมัยก่อนเมืองเก่าสงขลาเป็นเมืองท่าที่มีการค้าขายจากผู้คนทั่วสารทิศ ทั้ง คนแขก คนตะวันออกกลาง คนจีน คนไทย และ มลายู สำหรับชาวจีนในยุคแรกเริ่มต่อสู้ชีวิตจากเสื่อผืน หมอนใบ เริ่มจากกรรมกรเติบโตเป็น พ่อค้า บางตระกูลกลายเป็นเจ้าสั่วภายในชั่วอายุคน’ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเรื่องเล่าในครั้งนั้นคือ ผู้นำชุมชนเล่าถึงความแตกต่างของการบริหารจัดการเงินระหว่างจีนสงขลากับจีนหาดใหญ่ ให้ฟังว่า ‘…พอผ่านมายุคหนึ่ง ทั้งคนจีนสงขลาและหาดใหญ่เริ่มมีฐานะมากขึ้น เป็นเจ้าของโรงสี เจ้าของกิจการมากมาย แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ วิถีชีวิตและรสนิยมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน คนจีนสงขลาในสมัยก่อนมักจะใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย หรูหรา ออกรถยนต์สมัยก่อนมาขับกันโก้หรู แต่ในขณะที่จีนหาดใหญ่เป็นประเภทสมรรนถะ เรียบง่าย อดออมทุกบาทุกสตางค์ มีบ่อยครั้งที่ชาวจีนสงขลาขับรถเข้าไปเมืองหาดใหญ่ เพื่อไปขอกู้เงินคนจีนหาดใหญ่…ส่วนคนจีนหาดใหญ่นั่งรถไฟกลับมาเก็บดอกคนสงขลา…’ (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชนจีน ย่านเมืองเก่า)
👹สิ่งที่ผมอยากกล่าวคือ ปรากฏการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีตระหว่าง “คนจีนสงขลากับคนจีนหาดใหญ่” ยังคงเป็นภาพสะท้อนและบทเรียนที่ดี สำหรับการบริหารจัดการเงินของคนยุคปัจจุบัน โดยผลสำรวจจาก “บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ” (National Credit Bureau) ให้ข้อมูลในช่วงกลางปีที่ผ่านมา พบว่า “Gen Y อายุ 20-37 ปี เกิดหนี้เสียเยอะขึ้น โดยหนี้ที่กลุ่ม Gen Y มีมากที่สุด คือ สินเชื่อส่วนบุคคล รองลงมา คือสินเชื่อรถยนต์ เครดิตการ์ด และสินเชื่อบ้าน ซึ่งทางเครดิตบูโรได้ลงไปดูข้อมูลที่ลึกมากกว่านั้น นั้นคือเมื่อกลุ่ม Gen Y มีปัญหาหนี้ก้อนไหนที่ Gen Y เริ่มค้างชำระมากที่สุด พบว่า กลุ่มนักเรียนจะเริ่มค้างหนี้ส่วนบุคคลก่อน รองลงมาคือ สินเชื่อรถยนต์ แต่กลุ่มเริ่มทำงาน และวัยทำงานจะเหมือนกัน คือค้างสินเชื่อรถยนต์ก่อน ค่อยมาค้างสินเชื่อส่วนบุคคล และเครดิตการ์ด” (ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/641497
👹ด้วยอิทธิพลของโลกยุคดิจิดอล สังคมเกิดการพลวัตทางวัฒนธรรมอย่างสุดโต่ง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ อาทิ วิถีทำกิน การคมนาคม รวมถึงรูปแบบการสื่อสาร (ที่ไม่ได้หมายถึงการสนทนาเพียงอย่างเดียว) แต่กล่าวรวมไปถึง “การบริโภคเชิงสัญญะ” ด้วยประการหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการจัดการทางการเงินที่มีปัญหาของคนรุ่นใหม่ หากนำข้อมูลจาก “บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ” (National Credit Bureau) กลับมายกตัวอย่างอีกครั้ง กลุ่มหนี้เสียที่มากที่สุดคือ สินเชื่อรถยนต์ ส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ผนวกกับข้อมูลจากการสังเกตพบว่า คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการวางแผนทางการเงินระยะยาวที่ดีเพียงพอ เด็กจบใหม่หลายคน พอทำงานจนครบเงื่อนไขของการทำสินเชื่อ พวกเขามักเลือกที่จะกู้เพื่อบริโภคสิ่งต่างๆ อย่างฟุ่มเฟือย หรือบริโภคเพื่อยกสถานะทางสังคมของตนให้ผู้อื่นยอมรับในเชิงสัญญะ (Sign) ทางสังคม หรือกล่าวอีกนัยนึง เป็นกลุ่มคนที่ยอมสร้าง “หนี้เสีย” เพื่อแลกกับบางสิ่งบางอย่างที่เข้ามาตอบสนองความสะดวกสบายและรสนิยมทางสังคม มากกว่าการอดออมทางการเงินเพื่อซื้อ “ทรัพย์สิน” อย่างชาญฉลาด เพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการปรับเปลี่ยนหรือเริ่มต้นชีวิตทางการเงินของตนให้ดีขึ้น ลองใช้ชีวิตแบบคนจีนหาดใหญ่ดู…เช่นว่า 

😈) เริ่มจากเปลี่ยนจากการซื้อ I Phone เป็นการเลือกซื้อ “กองทุน หุ้น หรืออสังหาฯ” 

😈) เปลี่ยนจากการเข้าปาร์ตี้ เป็นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน 

😈) เปลี่ยนจากหนี้เสีย ให้เป็น หนี้ดี เป็นต้น

Credit: การลงทุนของมนุษย์เงินเดือน

Advertisements

ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต

ภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน) ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการศึกษาของประเทศจีน 
คะแนนสอบของลูก ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไร การที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

ดังนั้นการเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้กับลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

1. ลูกรัก…ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)

2. ลูกรัก…ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้ว ลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)

3. ลูกรัก…ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)

4. ลูกรัก…ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้ว ลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)

5. ลูกรัก…หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)

6. ลูกรัก…หากฟ้าถล่มทลายลงมา ก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)

7. ลูกรัก…ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)

8. ลูกรัก…เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้ว ก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้,มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุด เขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

9. ลูกรัก…ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมา ก็ไม่ถึงกลับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอกับคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อน ก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)

10. ลูกรัก…เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่น และหาประสบการณ์ให้กับตนเอง)

11. ลูกรัก…ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่า การมีจิตใจดี ก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)

12. ลูกรัก…รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สินทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากมีสิ่งเหล่านี้ ลูกจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง (นี่ก็คือจิตวิญญาณของ “ผู้ดี”)

Cr : ผู้แปล แอม (สุวิไล) @ เจนบรรเจิด

ทุนนิยมไทย โดย พี่เตา บรรยง พงษ์พานิช

สัมมนา VI Knowing charity4 27 Nov 16ทุนนิยมไทย โดย พี่เตา บรรยง พงษ์พานิช
หลัก กาลามสูตรสมัย เป็นเรื่อง 10 อย่าง

พี่เตาแนะว่า อย่าพึ่งเชื่อ นึกตรึกตรองก่อนจะเชื่อ

ทุกเรื่องต้องใช้เหตุ ตรึกตรอง ก่อน พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าไม่ปฎิบัติ ก็ไม่ควรเชื่อ
ทำไมตลาดทุนเป็นหัวใจหลัก
วิชาเศรษฐศาสตร์101 สอนว่าทำอย่างไรจึงจัดสรรทรัพยากรที่จำกัดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

การแบ่งสรรกันอย่างเป็นธรรม แต่มันขัดกันเองในตัวทฤษฏี โลกก็เรียนรู้เรื่องนี้มาตลอด 200 ปี

โลกมีอายุ 4,000 ล้านปี แต่วิชานี้แค่ 200 ปี เป็นแค่ขบวนการ 

พี่เตาพูดถึงวิวัฒนาการในแต่ละยุค เริ่มจาก
1.อาจารย์ Smith เป็นผู้สังเกตจากธรรมชาติ และ คิดเรื่องเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาได้

หลังปฏิวัตอุตสาหกรรม มนุษย์ย่อมตัดสินใจตามเหตุผล ถ้ากลไกเป็นธรรม

รัฐไม่ต้องยุ่ง มันจะเป็นไปอย่างที่ควรเป็น
2. David คิดเรื่องภาษี เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ส่วนกลาง ใครถนัดอะไรทำอย่างนั้นและมาแลกเปลี่ยนกัน
3. Marxist คิดทฤษฏีอย่าง Smith แต่ปล่อยให้กลไกตลาดทำไป คนใช้แรงงานจะเสียเปรียบ 

ทุนไม่ควรจะมีอยู่ในโลกนี้ จนไม่มีใครใช้ 
4. จนกระทั่ง เลนิน เอาไปใช้ในรัสเซีย 
5. จนเกิด วิกฤตเศรษฐกิจ Keynesian บอกว่ารัฐต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อสร้างดุลยภาพใหม่ 

สร้าง Aggregate demand แต่ไม่ได้บอกว่าแทรกแซงแค่ไหน ( บรรยากาศตอนนี้เหมือนย้อนไปเรียน MBA เลย)

แต่การจำนำข้าว ไม่เรียกว่าแบบเคนส์ แต่เป็นสังคมนิยมแล้ว แต่ถ้าเป็น QE อย่างนั้นนับเป็น เคนส์ได้ 
6. หลังสงครามโลก จีนนำไปใช้โดยเหมา มีอุดมการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่เน้นความเป็นธรรม

สังคมนิยม ทุนนิยม อันไหนดีกว่า ผมตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นทุนนิยมที่ดี

เหมา รัสเซีย และ อีก35 ประเทศ เกิดสงครามเย็น วอร์ซอเทค เป็นสังคมนิยม 

ทำไมจึงเลิก ไว้มาเล่ากันตอนหลัง
40 ปีผ่านไป ประเทศทุนนิยม ผลผลิตโดยรวมเฉลี่ย มันมากกว่าระบบสังคมนิยม มากกว่า 4 เท่า

ในเยอรมันตะวันออก ปี 1989 ผลผลิตของเยอรมันตะวันตกมากกว่า 3.5 เท่า ของเยอรมันตะวันออก

เกาหลีเหนือ GDP ห่างกับเกาหลีใต้ 

รายได้ 1000 $: 28000 $

คิวบา ชักเริ่มเปลี่ยนแปลง คนไม่นิยมสูบซิการ์

ตอนที่เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมา และ เหมาเสียชีวิต ปี1976 ปราบ Gang of 4

เติ้งเสี่ยวผิง เดินทางออกนอกประเทศ ไปไทยเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว อยู่เมืองไทย 5 วัน

ออกจากเมืองไทย ไปมาเลย์ 1 วัน อยู่กับ ลีกวนยู 3 วันที่สิงคโปร์

เติ้งรับนโยบายแบบจัดการแบบสิงคโปร์มา อันนี้ทางลีกวนยูกล่าวอ้างไว้

เติ้งเลิกสนับสนุนคอมมิวนิสต์นอกประเทศรวมไทยด้วย 

ทำให้คอมมิวนิสต์ในไทยล่มสลายไป

จีน เริ่มเศรษฐกิจใหม่ ในปี1979 เปลี่ยนทุกอย่าง GDP ตอนนั้น 187 $ต่อคนต่อปี

ส่วนไทย 580 $ ต่อคนต่อปี 4 ปีที่แล้ว เริ่มแซงเรา

จูหรงจี บอกว่า เราอดทนกันหน่อยสำหรับ GDP ที่โตแค่ 6.5% ส่วนไทย สบายใจได้ 3%

เราบอกว่าอีก 20 ปี เราจะเป็นประเทศพัฒนา ส่วนมาเลย์ อีก 2 ปี ก็เป็นแล้ว
โลกหันมาใช้ระบบทุนนิยม อดีตนายกคนนึง เคยบอกว่า จะชอบหรือไม่ชอบ โลกจะเหลือระบบเดียวคือ ระบบทุนนิยม

Globalization ก็มา ความร่วมระหว่างประเทศก็มา เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในช่วงปี 1985-2005

จนเกิดวิกฤตมาเรื่อยๆ ใน 10 ปีหลัง
ทำไม ทรัมป์มา ทุนนิยมไม่ประสบความสำเร็จในการกระจาย แต่ประสบความสำเร็จในด้านผลผลิต

โลกมีคน 1,800 ล้านคน เมื่อ200ปีก่อน เทียบกับสมัยพุทธกาล 500 ล้านคน

แต่ ตอนนี้ มีประชากร 7,000 ล้านคน

แต่ผลผลิตเพิ่มอีก 240 เท่า ทุกคนดีขึ้นหมด คนที่จนที่สุดก็ดีกว่าคนจนสมัยก่อน

เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ถ้าป่วยเป็นไส้ติ่งก็ตายแล้ว สมัยนี้การแพทย์เจริญรักษาหาย

แต่คนต้องการดีขึ้น แต่จะเทียบกับคนข้างๆกัน
คำถามต่อ ทำไมทุนนิยมถึงชนะ

ระบบทุนนิยม Market economy ประสิทธิภาพมาจากากรแข่งขันเท่านั้น ยอมให้คนมีสิทธิในทรัพย์สินทุกอย่าง

ถ้าทำก็เป็นของคุณ เก็บไว้ได้ เงินเป็นcreation ที่ยิ่งใหญ่
หน้าที่ของเงิน

1. วัดมูลค่า

2. สื่อกลาง

3. แลกเปลี่ยนมูลค่า

เก็บไว้ใช้ยามทำงานไม่ไหว หรือ ไม่อยากทำ เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเงิน

เงินมีอายุ 2,000 ปี ไม่รู้เกิดที่ไหน มีหลักฐานที่เมโสโปรเตรเมีย ต่อมาที่จีนก็มีหลักฐานด้วย

ตัวอย่างเปรียบเทียบ 

สิงโต ล่าสัตว์ได้ 4 ตัว แต่เก็บอาหารไม่ได้ ดังนั้น สิงโตพอแก่ตัวก็อดตาย 

แต่คนมีเงินสามารถนำเงินเก็บมาใช้ตอนแก่ได้ ทำให้เงินเปลี่ยนโลก
ทุนนิยม จะควบคุมไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ สร้างการแข่งขัน

ส่วน marxist ไม่ยอมให้ใครครอบครอง ส่วนกลางเป็นคนบอกเองว่าใครควรได้อะไร เท่าเทียมกัน 

แต่จริงๆไม่ใช่ ไม่รู้จะขยันทำงานไปทำไม มันไม่work
ตอนนี้กำลังเข้าสู่ new chapter มันเป็นกระบวนการต้องเรียนรู้ว่าจะเข้าสู่จุดสมดุล

ผมมาเล่าปัจจัยให้ฟัง มันมีแต่ความผันผวน สับสน ควบคุมไม่ได้ แต่เราต้องอยู่ต่อไปให้ได้ 

ผมตอบไม่ได้ predictไม่ได้ โลกเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ในทุนนิยมมี Range

ทุนนิยมในเมืองไทย ใครบอกเป็นคำหยาบ แต่จริงๆ ทุนนิยมมี range มีการสร้างกลไกการแข่งขัน 

มีโอกาสห่างกันไม่มาก มีสาธารณูปโภค การศึกษาไม่ห่างกันมาก ที่สำคัญคือการเข้าถึงทุนได้เท่าเทียมกัน

มีกฎระเบียบ มีความโลภได้ แต่ต้องแข่งอย่างเป็นธรรม เป็น เศรษฐกิจแบบเปิด

ประเทศที่ถึงยังไม่มี แต่ ยุโรป ใกล้เคียง GDP ประมาณ 60,000 $ ต่อคนต่อปี

ทุนนิยมระบบพรรคพวก จะมีการสร้างพรรคพวก 

กำไรส่วนเกินก็ไปแบ่งปันกัน ทำความเสียหาย ทำให้ความสามารถการแข่งขันของประเทศลดลง

เราขยายเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

เรื่องเกี่ยวกับชาตินิยม 

ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ธุรกิจใหญ่ ต้องเป็นของคนไทย เราภูมิใจมากแต่จะมีกี่ครอบครัวจะทำได้

เรื่องธนาคารต้องเป็นของคนไทย 

แต่ในนิวซีแลนด์ ไม่มีคนในประเทศเป็นเจ้าของธนาคาร แต่ NIM แค่ 1.5% 

ใครจ่าย ความรักชาติ คนจ่ายคือ ผู้กู้จ่าย 

คนลงทุนต้องดู nontraceable เช่น ธนาคาร สื่อสาร ถ้ารักชาติ ก็ต้องรับไป 

ส่วนTraceable คือ ธุรกิจที่ต้องนำเข้า ส่งออก 

หลายอุตสาหกรรม ควรมี แต่ต้นทุนทางการเงินสำคัญที่สุด

Capital cost คุณสูงกว่าที่อื่น เราก็อยู่ไม่ได้

ถ้าเราเข้าใจ ก็เป็นคนละเรื่อง ถ้าไม่เปิดเสรี ก็หาประโยชน์ต่อไป 

พัฒนาตามระบบพรรคพวกนิยมต่อไป บริษัทวิ่งเต้นเก่ง นักการเมืองใหญ่ก็เข้าไปซื้อ
4 ทางเลือกสำหรับประเทศไทย ดูจากสไลด์

ชาวเวเนซุเอร่า ยึดบริษัทน้ำมันมา ก็เป็นสังคมนิยม พอ 20 ปี เวเนซุเอร่า เมื่อ 20 ปี ผลิต 11ล้านบาร์เรล

ตอนนี้ เหลือ 2 ล้านบาร์เรล แต่มีปริมาณน้ำมันสำรอง 350 ปี แต่อาจขายไม่ได้ในอนาคตเพราะไม่มีใครใช้น้ำมันแล้ว

ทฤษฎีสวนกระแส พูดไว้ว่า ไม่มีทางที่น้ำมันหมด ก่อนเลิกใช้

ดังนั้นควร พัฒนาระบบใหม่ที่เหมาะสมกับคนไทย แต่ก็ไม่มีหรอก

เนวิน จากประเทศพม่า ยึดอำนาจพม่า เปลี่ยนระบบเป็น Road to Burmese สังคมนิยมแบบพม่า ยึดแบบรัสเซ๊ยเลย

ไม่ให้ฝรั่งเข้าประเทศ ปี 1960 GDP 180$ ต่อคนต่อปี ไทยมีแค่ 101 $ ต่อคนต่อปี 

พอเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ 40 ปีผ่านไป เศรษฐกิจถอยหลังไปเยอะ พอเปิดประเทศมา 10 ปี GDP 1100$เอง

Globalization เป็นการแชร์ทุกอย่าง ใช้ ทรัพยากร ของคน 7,000 ล้านคนมาแชร์ 
ทุนนิยม กับ พุทธศาสนา ดูเหมือนไปกันคนทาง เรามักเห็นการย้อนแย้ง

ทำมาหากิน และ ศาสนา เป็นคนละเรื่อง หากินก่อน เหลือก็ค่อยบริจาค

ถ้าเรามีความรู้สึกย้อนแย้ง สร้าง Right purpose ไม่ได้ จะสร้าง ฉันทะบริสุทธิ์ไม่ได้

ทุนนิยม บอกว่า อยากค่อยทำ แก้ปัญหาเรื่องsupply 

ส่วนทางพุทธ บอกว่า แก้ปัญหาเรื่อง demand 

น่าจะเอามาผสมผสานกันน่าจะดี มีทั้ง Demand & Supply

ปกติสร้างเท่าไหร่ความอยากก็จะวิ่งหนี แต่ศาสนาสอนให้เราพอใจในสิ่งที่มีอยู่

Passion เป็นเรื่องสำคัญมาก
ผม underwriteหุ้นเข้าตลาด ระดมให้ธุรกิจไทย 500,000 ล้านบาท 

ถ้าเราจัดทุนให้อยู่ถูกที่ ถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง

ส่วนM&A มีมูลค่า 800,000 ล้านบาท

ผมว่าเป็นการสร้างฉันทะ มีความเพียร องค์กรที่มีหลักแกนได้
ทุนมีความสำคัญ แต่โลกมีโลกาภิวัตน์ หมายถึง 
1. นัยยะแรก ไม่มีขอบเขต โลกเชื่อมโยงกัน

ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่

ตลาดทุนเป็นหัวใจของการจัดสรรทรัพยากรที่ดี

ตลาดทุนที่ดีหมายถึงจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพและมีอัตถประโยชน์สูงสุด

แต่เศรษฐศาสตร์ ต้องมีความเป็นธรรมด้วย อย่าสับสนกัน

คุณเล่นหุ้น คุณก็มีหน้าที่ มีส่วนรวบรวมทรัพยากรด้วย จากแหล่งที่ถูกต้อง

วิกฤตเศรษฐกิจ เกิดจากได้เงินกู้ระยะสั้น จากต่างประเทศ แต่มาลงทุนระยะยาว เช่น การสร้าง Real estate ,โรงพยาบาล ถือเป็นการจัดสรรให้คนที่ไม่มีศากยภาพที่แท้จริง
 2 ต้นทุนการเงินต้องแข่งขันกันได้

ต้นทุนทางการเงิน คือ Required rate of return investor and cost of debt

อันแรก ต้องมีความเสี่ยงพอเพียงมาก Bid of ask spread มันควรมีแค่ 1 สตางค์ 

ทำไห้Product hedging สูงเกินไป และ gap ห่างเกินไป

Capital gain tax ไม่เก็บเพราะ

เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพราะเสียtax จากปันผล และ corporate tax

เรามีอนุสัญญาภาษีซ้อน เยอะ จะทำให้เงินทุนไหลออกด้วย คนไปลงทุนจากต่างประเทศ

มาลงทุนไทยแทน เหลือแต่คนรายย่อยเองที่ลงทุนในไทย
3 จัดสรรได้ดี เอาไปให้คนที่ศักยภาพการแข่งขัน นั่นคือตลาดที่ดี
4 ติดตาม ว่าเอาเงินไปแล้ว ใช้อย่างมีกระบวนการ มี Corporate Governent

ไม่กิน โกง เป็นกลไกที่กว้างกว่า CG
5 มี Reallocate อย่างมีประสิทธิภาพ มีนัยยะ ต้องมีสภาพคล่องเวลาซื้อและขายด้วย

ไม่เหมือนที่อินโด ขายหมื่นล้านตลาดตกหนัก

กลไกที่ยังไม่ปรับปรุง เช่น ธนาคารจะยึดกิจการ เช่น Sub micron คุณชาญ ใช้เวลา12ปีกว่าจะยึดโรงงานซึ่งไม่ทันสมัย

แล้ว ต่อไปก็ไม่ให้กู้ พวก Hitech
โครงสร้างตลาดหุ้น

ปกติมักจะไปดูรายการซื้อขายสุทธิเท่านั้น

เราบอกฝรั่งขาย เพราะดู Net sell 3000 ล้านบาท แต่ไม่ดูยอด buy 20,000 ล้านบาท

ประเทศไทยเป็นตลาดเดียวในโลก มีนักลงทุนไทยลงทุนเกิน 50% ไต้หวันตอนนี้น้อยกว่า 50% แล้ว

จริงๆแล้วตลาดหุ้นที่อื่นพัฒนาไปแล้ว แต่เรายังพัฒนาอยู่ แมงเม่าตายหมด

Market cap ส่วน 6.33 ล้านล้าน เป็น Free float ถือเป็น 44%

แต่ 55% เป็น สถาบันต่างประเทศ เป็นกองทุนใหญ่ไม่เยอะ แต่ละกองทุน ประมาณ 3,000 ล้านเหรียญ
ตัวอย่างเช่น บลจ อเบอร์ดีนเก่งมาก ทยอยขายพลังงาน ก่อนหุ้นพลังงานตกจากราคาน้ำมัน

เดี๋ยวนี้ สถาบันไทยถือมากกว่าบุคคล ตัวอย่างเช่น AIA ถือ 1แสนล้าน ที่เหลือ 20% ล้านล้านบาทถือโดยบุคคลธรรมดา
บุคคลธรรมดา แบ่งเป็น 2 พวก
1. Inactive ปีนึงซื้อขายไม่เกิน 2 รอบ เปรียบเทียบกับสถาบันไม่ถึง 1 รอบ
2. Active ซื้อขายเกิน 2รอบ ไม่น่าจะเป็น วีไอ
ผมเคยลงทุนปี 2520 สมัยราชาเงินทุน และเลิก ผมซื้อหุ้น 7 หุ้น และ ตอนนี้เหลือแค่ 1 หุ้น ถือ ไม่ต่ำกว่า 5 ปี

4 หุ้นซื้อก่อนเข้าตลาด

นักลงทุนสถาบัน ไทย เทศ 90% อยู่ในหุ้น 70 หุ้นเองเท่านั้น ไปดูจากภัทรที่ทำ research 
ที่มาว่าสถาบันในและต่างประเทศไม่สนใจหุ้นเล็ก
หุ้นเล็ก ถ้าขนาดไม่ได้ ก็ไม่สนใจลงทุนแล้ว

ต้นทุนการทำ research ใน quality ที่เขาต้องการ 3 ล้านบาท ดังนั้น ขนาดของmarket cap ของหุ้นแต่ละตัวมีผล

หุ้นเล็ก เลยไม่มีสถาบันซื้อเท่าไหร่ ไม่คุ้มค่าคอม

หุ้นใหญ่ นักลงทุนสถาบัน แต่ไม่ลงทุนในหุ้นเล็ก

กองทุน ก็ถือหุ้นใหญ่ อาจมีถือหุ้นเล็กบ้าง ต้องระวัง
ยุค 1950-2000 เป็นยุคที่โลกเติบโตดีสุด โต 10 เท่า 

เฉลี่ย 4.7 % ต่อปี มาจาก เทคโนโลยี , 

Disruptive ทำให้productivity เพิ่มขึ้น

แต่ช่วงหลังโตแค่ 1 % 

ปี1961 ไทยมี per capita น้อยสุด 101 $ เอง ต่อมาปี 2012ขยับเป็น5474 $ ต่อคนต่อปี

เราโตเฉลี่ย 8% ดีสุดประเทศนึงในช่วง 50 ปี ยกเว้นสิงคโปร์ ที่ประชากรลด

อดีตเราไม่เลว แต่ ช่วงนี้เราไม่ดีมาก ถ้าไม่มีจำนำข้าว จะโตแค่ปีละ 1 % กว่าๆเอง ไม่ควรหวังระยะสั้น

ไทยโชคดีในช่วงแรกของการพัฒนา ช่วง 2500-2516 เผด็จการเต็มรูปแบบ คำขวัญ น้ำไหล ไฟไม่ดับ

ความโชคดีค่อยๆหายไป การเอารัฐนำ 

ไปขยายรัฐวิสาหกิจแทนเพื่อสร้างความเจริญเติบโต

Bottom line productivity growth ไม่ดี ถึงแม้ GDP ดีกว่า เวียดนาม

จริงๆชาวนากว่าครึ่ง ควรเลิกปลูกข้าว
ขอบคุณพี่เตาที่มาให้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และ วิวัฒนาการของทุนนิยม มากๆครับ

๙ เหตุผล ว่าทำไมเราถึงต้องศึกษาคำตถาคต (พระพุทธเจ้า) เป็นหลัก

๙ เหตุผล ว่าทำไมเราถึงต้องศึกษาคำตถาคต (พระพุทธเจ้า) เป็นหลัก
ผ่านมา ๒,๕๐๐ กว่าปี ศาสนาพุทธก็เกิดมีหลายสำนัก หลายครูบาอาจารย์ แบ่งแยกเป็นนิกาย ต่างคนต่างใช้ความเห็นของหมู่คณะของตน จนคำสอนของพระพุทธเจ้าเริ่มจางหายไป 

เราต้องกลับมาถามว่าหมู่คณะนั้นใช้คำของพระตถาคตเป็นมาตรฐานรึเปล่า พระพุทธเจ้าทรงเห็นถึงปัญหานี้

ท่านจึงได้ตรัสกำชับในหลายๆครั้ง ดังนี้
๑.พระองค์ทรงสามารถกำหนดสมาธิเมื่อจะพูดทุกครั้ง ท่านจึงไม่เคยพูดผิดพลาดแม้แต่คำเดียว 

; มหาสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒ / ๔๖๐ / ๔๓๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๒๔๗
๒. แต่ละคำพูดของพระองค์เป็นอกาลิโก คือ ถูกต้องตรงจริงไม่จำกัดกาลเวลา , 

เป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง(สนฺทิฏฐิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (เอหิปสฺสิโก), เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว(โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ เวทตพฺโพ วิญฺญูหิ)

; มหาตัณหาสังขยสูตร ม. ม. ๑๒ / ๔๘๕ / ๔๕๐.

ปฎิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ น. ๔๓๑
๓.นับตั้งแต่ราตรีที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพาน ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอนและแสดงออกซึ่งถ้อยคำใด ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเข้ากันได้ทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย // ด้วยเหตุที่คำของพระองค์สอดรับ ไม่ขัดแย้งกันเลยตลอด ๔๕ ปีนี้เอง พระองค์จึงได้รับการขนานนามว่า ‘ตถาคต’

; อิติวุ. ขุ. ๒๕ / ๓๒๑ / ๒๙๓

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๒๘๕

ตัวอย่าง บาลี สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓ พระศาสดาตรัสว่า ‘น้ำมนต์’ คือเดรัจฉานวิชา! แต่ในอรรถกถากลับมีการเล่าถึงเหตุการณ์ที่พระศาสดาให้บาตรแก่พระอานนท์เพื่อนำไปทำน้ำมนต์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คำของพระองค์ขัดกัน ในส่วนนี้ของอรรถกถาจึงไม่ควรเชื่อถือ ถือเป็นคำแต่งใหม่
๔.ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มหรือตัดทอนสิ่งที่บัญญัติไว้

 ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว อย่างเคร่งครัดอยู่เพียงใด ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย

; มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐ / ๘๙ / ๖๙

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๔๖๕

ตัวอย่าง บทแผ่เมตตา ชินบัญชร คือคำแต่งใหม่ 
๕.สำนึกเสมอว่าตนเองเป็นเพียงผู้เดินตามพระองค์เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นมัคคัญญู(รู้มรรค) เป็นมัคควิทู (รู้แจ้งมรรค) เป็นมัคคโกวิโท(ฉลาดในมรรค). ภิกษุทั้งหลาย! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้เป็นผู้เดินตามมรรค เป็นผู้ตามมาในภายหลัง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกันระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะกับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตติ

; ขนฺธ. สํ. ๑๗ /๘๑ / ๑๒๕

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น น. ๗๒๑
๖. ตรัสไว้ว่าให้ทรงจำบทพยัญชนะ และคำอธิบายอย่างถูกต้อง พร้อมขยันถ่ายทอดบอกสอนกันต่อไป

พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา พวกภิกษุเหล่านั้นเอาใจใส่บอกสอนเนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่นๆ เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลายก็ไม่ขาดผู้เป็นมูลราก(อาจารย์)สืบกันไป. ภิกษุทั้งหลาย !

นี่เป็นมูลกรณีที่สามซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป…

(ในที่นี้ยกมาเพียง 2 ข้อ จาก 4 ข้อ ของเหตุเจริญแห่งพระศาสนา)

; จตุกฺก. อํ. ๒๑ /๑๙๘ / ๑๖๐

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ น. ๓๕๕

ตัวอย่าง พระภิกษุสมัยนี้เมื่อมีญาติโยมเข้าวัดทำบุญ ไม่เคยหยิบยกแม้อริจยสัจ4 หรือธรรมพื้นฐานใดๆในพุทธวจนะมากล่าวสอนเลย เพียงแต่กล่าวสอนแค่หลักทั่วๆไปที่ใครๆก็สอนได้เท่านั้น
๗. ทรงบอกวิธีแก้ไขความผิดเพี้ยนในคำสอน

 หากมีภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของ

พระศาสดา” เธอทั้งหลายยังไม่พึงชื่นชม ยังไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของผู้นั้น พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วพึงสอบสวนลงในพระสูตร เทียบเคียงดูในวินัย

ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้นสอบลงในสูตรไม่ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “นี้มิใช่พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนี้รับมาผิด” เธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนั้นเสีย ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรได้ เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “นี้เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนั้นรับมาด้วยดี” เธอทั้งหลายพึงจำมหาปเทสนี้ไว้

; อุปริ. ม. ๑๔ / ๕๓ / ๔๑

อริยวินัย น. ๓๙๙
๘.ทรงไม่ให้ฟังคำแต่งใหม่ที่เป็นเรื่องนอกแนว

 ภิกษุทั้งหลาย ! #สุตตันตะเหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรอง ประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจงไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

 ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสุตตันตะเหล่าใด #ที่เป็นคำของตถาคต(พระพุทธเจ้า) เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจงฟังด้วยดี จงเงี่ยหูฟัง จงตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจงสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน 

; ปฐมธรรม หน้า ๒๔๓

(ภาษาไทย) ทุก. อํ. ๒๐/๖๘/๒๙๒. :
๙.และหากไม่สนใจคำตถาคต…

ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะ เรียกว่าอานกะมีอยู่ เมื่อกลองอานกะนี้มีแผลแตกหรือปริ พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้นทุกคราวไป

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้น นานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย #สุตตันตะเหล่าใดที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึกมีความหมายซึ่ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอกลับไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน 
แต่สุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสรวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว #เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่,เธอกลับฟังด้วยดี กลับเงี่ยหูฟัง กลับตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ภิกษุทั้งหลาย ! #ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล.

; ปฐมธรรม หน้า ๒๔๕

(ภาษาไทย) นิทาน. สํ. ๑๖/๒๖๙/๖๗๒-๓

ด้วยเหตุทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงตรวจสอบดูว่าสิ่งที่ตนได้กระทำอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสอนจริงหรือ อาทิการนิมนต์พระมาสวดขึ้นบ้านใหม่ การนำรถไปเจิม การหาสำรับมาถวายพระพุทธรูป การบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การไหว้พญานาค การตั้งศาลพระภูมิ พึงตรวจดูว่าสิ่งที่พระภิกษุรอบตัวพึงกระทำนั้น เป็นสิ่งพระองค์ทรงบัญญัติให้ทำหรือไม่ อาทิเช่น การปลุกเสกพระเครื่อง พรมน้ำมนต์ ดูดวง ดูฤกษ์ เป็นหมอทรงเจ้า ทำพิธีบวงสรวง แก้กรรม สักยันต์กันภัย และรู้หรือไม่ว่าพระองค์ทรงเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า ‘เดรัจฉานวิชา’ 
พึงตรวจสอบดูว่าความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาของตนนั้น เป็นคำแต่งใหม่หรือคำตถาคต อาทิเช่น บัว๔เหล่า(จริงๆท่านจำแนกไว้๓เหล่า) , ใน พศ.๕,๐๐๐ จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาตรัสรู้ (จริงๆอีกนับล้านปี) , พระพุทธเจ้ามีผม (จริงๆท่านปลงเกศาไม่ต่างจากภิกษุรูปอื่น) และหลักธรรมที่ควรรู้ในพุทธวจนะอย่าง ปฏิจสมุปบาท มรรค๘ ในอริยสัจ๔ เรารู้อย่างถ่องแท้บ้างหรือยัง 
โปรดแชร์เป็นธรรมทาน ดังพุทธพจน์ที่ว่า

 สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ 

 ‎การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง

17 พฤศจิกายน 2017
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์

เชื่อกันว่ามี “DNA” แห่งความสำเร็จที่ฝังอยู่ในผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต หน้าที่ การงาน และส่วนตัว ซี่งหากเราสามารถ “ถอดรหัส” ออกมาและปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างได้ เราก็จะสามารถมีผลสำเร็จได้เช่นกัน

DNA ที่ว่านี้ หาใช่ยีนหรือรหัสพันธุกรรมที่ติดตัวกันมาแต่กำเนิดแต่อย่างใด แต่คืออุปนิสัย ใจคอ ทัศนคติ ค่านิยม (Values) ที่คนคนนั้นเชื่อและยึดถือ ดังเช่นที่สะท้อนอยู่ในหนังสือ “7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง” (7 Habits of Highly Effective People) ของ สตีเฟน โควีย์ ที่ได้รับการตีพิมพ์และปฏิบัติตามจากคนหลายล้านคนทั่วโลก

สำหรับตัวอย่างในประเทศไทยนั้น หากเราจะลองถอดรหัสความสำเร็จของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส จากสหรัฐอเมริกา ให้เป็นผู้มีความมั่งคั่งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของไทย จะพบว่ามีอุปนิสัยอย่างน้อย 7 ประการของเขาที่อาจจะไม่ตรงกับของ สตีเฟน โควีย์ เสียทีเดียว แต่บุคคลทั่วไปอาจจะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อประสบความสำเร็จได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของคนไทยและเอเชีย ดังต่อไปนี้

1. ความกตัญญู

ความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณ เป็นคุณสมบัติอันประเสริฐที่ชาวจีนยึดถือมาก ในรายงานพิเศษ “My Personal History” ของนิตยสาร Nikkei Asia Review ลงตีพิมพ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 ระบุว่า เมื่อธนินท์มีโอกาสได้กลับเข้าไปประเทศจีนในปี พ.ศ. 2522 เพื่อเจรจาธุรกิจที่กวางเจา หลังจากที่ไม่สามารถกลับเข้าไปจีนเป็นเวลากว่า 20 ปีเนื่องจากจีนปิดประเทศ เขาได้ฉวยโอกาสนั้นเดินทางไปซัวเถาเพื่อเยี่ยมเยียนนาง เฉิน ซือฟู่ ครูสมัยประถมของเขา และเมื่อทราบว่าครูต้องอาศัยอยู่ในห้องพักเล็กๆ ขนาดเพียง 6-7 ตารางเมตรเบียดเสียดกับสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัวของท่าน เขาจึงยกบ้านหลังเก่าของเขาที่ซัวเถาให้ครูเป็นที่พักอาศัย และได้ซื้อห้องชุดให้ครูในเวลาต่อมา

นับจากนั้นมาธนินท์จะหาโอกาสมาเยี่ยมเยียนคารวะคุณครูผู้มีพระคุณของเขาทุกครั้งที่เขาเดินทางไปซัวเถา

ความกตัญญูของธนินท์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ทิศเบื้องบนของท่าน อันได้แก่ บิดา มารดา และครูบาอาจารย์เท่านั้น แต่ยังเผื่อแผ่มาถึงลูกน้องและเพื่อนร่วมงานของท่าน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าที่ซีพี ผู้บริหารระดับอาวุโสที่ร่วมหัวจมท้ายกับท่านมาตั้งแต่ยุคแรกๆ จะได้ทำงานไปจนตลอดชีพ ไม่มีคำว่าเกษียณอายุ

2. การให้

ในบทความตอนหนึ่งของ Nikkei ได้เปิดเผยถึงอุปนิสัยสำคัญที่ธนินท์ได้ซึมซับมาจากแม่ของเขา คือ “การให้” การชอบช่วยเหลือผู้อื่น และนึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ธนินท์มองว่าการให้เป็นพื้นฐานสำคัญของผู้บริหาร ผู้ซึ่งจะต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักเข้าใจผู้อื่น และให้โอกาสแก่เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หรือแม้กระทั่งลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ธนินท์จะถือหลักการให้แบบยั่งยืน ที่สามารถช่วยให้ผู้รับสามารถพัฒนาและยืดหยัดขึ้นมาได้ด้วยตัวเองได้ในที่สุด มากกว่าการให้แบบให้เปล่าที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนา

3. เปิดใจกว้าง ชอบให้โอกาสคน

เพราะเคยได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ ให้ทำงานใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย ธนินท์จึงมีอุปนิสัยชอบให้โอกาสคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ให้ได้มีโอกาสแสดงฝีมือและโชว์ผลงาน บางโครงการเขาไม่เห็นด้วย แต่เขาก็เปิดโอกาสให้มีการลองผิดลองถูก เช่น การเปิดร้านเบอร์เกอร์ ในโครงการเถ้าแก่น้อยอินเตอร์ของเครือฯ

4. คิดบวก มองการณ์ไกล มองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น

คิดบวกเป็นคุณสมบัติของผู้ประกอบกิจการ (Entrepreneur) และผู้ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ในกรณีของธนินท์ นอกจากการมองโอกาสในวิกฤติอยู่เสมอแล้ว ธุรกิจสำคัญๆ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เช่น 7-Eleven หรือ แมคโคร เขาเอาเข้ามาบุกเบิกในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งตัวฝรั่งเจ้าของแฟรนไชส์เอง

5. ขยันและเรียนรู้อยู่เสมอ

เรื่องความขยันของธนินท์เป็นที่รู้กันอยู่ ตั้งแต่สมัยเริ่มทำงานตอนอายุ 18 ปี ที่เขาจะขอติดรถบรรทุกขนส่งวัตถุดิบเพื่อเรียนรู้กระบวนการซื้อวัตถุดิบ การขนส่ง และขั้นตอนการผลิตของโรงงานทุกๆ เช้า ก่อนที่จะเริ่มงานตอน 8 โมงเช้าทุกๆ วันที่บริษัทของครอบครัว

6. คิดแบบไร้พรมแดน (Global Mindset)

ธนินท์มักจะพูดอยู่เสมอว่าเขามองตลาดและวัตถุดิบทั้งโลกเป็นของซีพีและของทุกๆ คน ที่ทุกคนสามารถแสวงหามาใช้ได้ตามความเหมาะสม เพราะธุรกิจไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่ที่พรมแดนทางภูมิศาสตร์ แต่ควรที่จะแสวงหาสิ่งที่ดีมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม มาใช้เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าอย่างเต็มที่

เบื้องลึก เบื้องหลังของความเป็นพลเมืองโลก (global citizen) ของธนินท์ในส่วนหนึ่งนั้น อาจจะมาจากชีวิตในวัยเยาว์ของเขาที่ต้องเปลี่ยนที่อยู่ ที่เรียน อยู่เป็นประจำ ทำให้เขาคุ้นชินกับการปรับตัวเข้าสู่วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อยู่เสมอ (ธนินท์เข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนจีนในกรุงเทพฯ แล้วย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำที่โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย จ.ราชบุรี ก่อนจะข้ามประเทศไปเรียนประถมที่ซัวเถา ซึ่งใช้ภาษาจีนแต้จิ๋ว จนถึงชั้นมัธยม 1 จึงย้ายไปเรียนที่กวางเจาซึ่งใช้ภาษากวางตุ้ง และอยู่ได้เพียงปีเดียวก็ต้องย้ายไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฮ่องกง จนอายุ 17 ปีจึงกลับมาประเทศไทยเพื่อเริ่มทำงาน)

นอกจากนี้ต้องอย่าลืมว่า ซีพีเกิดขึ้นมาเป็นธุรกิจข้ามชาติตั้งแต่วันแรกที่คุณพ่อกับคุณอาของธนินท์เริ่มกิจการในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2464 โดยเริ่มจากการทำกิจการในสองประเทศ คือ ไทยและจีน แล้วอาศัยเครือข่ายของคนจีนโพ้นทะเลขยายธุรกิจไปประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น อินโดนีเซียและไต้หวัน

7. มองไปข้างหน้าเสมอ

สำหรับธนินท์แล้วขอบฟ้าคือที่สิ้นสุด เขาจะมองไปข้างหน้าเพื่อแสวงหาโอกาสเสมอแม้ในยามวิกฤติที่สุด ไม่หยุดพัฒนา และไม่หลงระเริงไปกับความสำเร็จในอดีตและปัจจุบัน

แต่จะว่าไปแล้ว เรื่องบางอย่างเรารู้ หากการจะทำตามให้ได้ครบทุกข้อไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไม่ได้

7 หลักคิดของเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุดในนครบาบิโลน

7 หลักคิดของเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุดในนครบาบิโลน.

หลักคิดที่ 1 จงเริ่มทำให้ถุงเงินของท่านเพิ่มพูน

.

ทุกครั้งที่หาเงินได้ จงแบ่งเก็บออมไว้ 1 ส่วนใน 10 ส่วน (10% ของรายได้ทั้งหมด) จงจ่ายให้ตัวเองเสียก่อน ถุงเงินของท่านก็จะเริ่มมากขึ้น ๆ ซึ่งจะทำให้ท่านรู้สึกดี และสร้างความพึงใจแก่ท่าน

.

หลักคิดที่ 2 จงควบคุมการใช้จ่ายของท่าน

.

จงควบคุมค่าใช้จ่าย จดบันทึกสิ่งที่จะใช้จ่าย แล้วเลือกแต่สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ดังนั้น อย่าสับสนระหว่างค่าใช้จ่ายที่จำเป็น กับความปรารถนา จงแยกมันให้ออก เงินของท่านจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

.

หลักคิดที่ 3 จงทำให้เงินของท่านทวีคูณขึ้น

.

เมื่อท่านฝึกที่จะเก็บเงิน และรู้จักควบคุมการใช้จ่าย ต่อมาก็จงให้เงินทำงานให้เรา จงนำไปลงทุนกับผู้ที่รู้และเชี่ยวชาญจริง ที่จะทำให้เงินเรานั้นเพิ่มพูน เป็นกระแสความมั่งคั่ง ไหลมาสู่กระเป๋าเราอย่างไม่ขาดสาย

.

หลักคิดที่ 4 จงปกป้องทรัพย์สมบัติของท่านจากการสูญเสีย

.

การที่จะทำให้เงินทำงานให้ท่านนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของเงินทุน ดังนั้น ก่อนจะยอมลงทุนท่านต้องศึกษาหลักประกันให้รอบคอบว่า เงินทุนของท่านจะได้คืนมาอย่างปลอดภัย และอย่าหลงผิดไปกับความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะพบความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว

.

หลักคิดที่ 5 จงทำให้เคหสถานของท่านเป็นการลงทุนที่มีผลกำไร

.

แทนที่คุณต้องจ่ายเงินค่าเช่าบ้านคนอื่น เศรษฐี Babylon แนะนำว่า “จงเป็นเจ้าของบ้านของท่านเอง” คุณควรมีร่มไม้ชายคาให้แก่ตัวเอง และครอบครัว สร้างความมั่นคง บ้านเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง จงซื้อบ้าน โดยที่คุณต้องสามารถจ่ายได้สบายๆ หรือผ่อนได้อย่างสบายๆ ไม่เดือดร้อน

.

หลักคิดที่ 6 จงประกันรายได้สำหรับอนาคต

.

จงวางแผนการลงทุนหรือจัดหาเงินไว้ให้พออยู่อย่างปลอดภัยเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในวัยชรา และเพื่อปกป้องครอบครัวของท่าน ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

.

หลักคิดที่ 7 จงเพิ่มพูนความสามารถในการหาเงิน

.

จงเป็นผู้ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการหาเงินเพิ่มขึ้น โดยความเฉพาะการหาใฝ่หาความรู้ เมื่อเรียนรู้มากขึ้น ความสามารถก็จะเพิ่มขึ้น ท่านก็จะยิ่งหาเงินได้มากขึ้น คนที่พยายามเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ย่อมได้รางวัลตอบแทนอย่างงาม

.

สรุปข้อมูลจากหนังสือ The Richest Man In Babylon (เศรษฐีชี้ทางรวย) – George S. Clason

12 สัญญาณของร่างกายว่า…. ถึงเวลาต้องเปลี่ยน

12 สัญญาณของร่างกายว่า…. ถึงเวลาต้องเปลี่ยน
มองจากภายนอกอาจเห็นว่าร่างกายแข็งแรง แต่ภายในอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ให้คุณลองสังเกตตัวเองดูจะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันก่อนป่วย
1. นอนนานแต่ไม่อิ่ม

ถ้าคุณรู้สึกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ แม้จะนอนเกิน 8 ชั่วโมงแล้วก็ยังอยากนอนต่อ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ โดยเฉพาะฮอร์โมนเมลาโทนินที่มีส่วนช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย และโกรว์ธฮอร์โมนที่ช่วยในเรื่องของความอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ คนที่มีไขมันสูงและเป็นเบาหวาน ก็อาจรบกวนการนอนได้เหมือนกัน
คุณควร : ถ้าอาการนี้ปรากฏต้องเริ่มจากหาผู้ร้ายว่าอะไรที่ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ และฮอร์โมนอะไรที่ผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพ (แม้คุณจะตรวจประจำปีเป็นประจำแล้วก็ตาม) และการเจาะเลือดเพื่อตรวจฮอร์โมน
2. ผมบางเป็นหย่อม ๆ

ผมบริเวณกลางศีรษะร่วงจนเห็นเป็นหย่อม ๆ นอกจากเรื่องความงามแล้ว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวพบว่า อาการนี้อาจมีที่มาจากฮอร์โมนซึ่งทำให้คุณมีความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 32%
คุณควร : ถ้าจะปรับที่ตัวฮอร์โมนคงยาก แต่สิ่งที่คุณพอทำได้ก็คือ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ ½ ชั่วโมง และดูแลอาหารการกินให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงของโรคนี้จากสาเหตุอื่น
3. รอยยิ้มที่บิดเบี้ยว

ลองยิ้มแล้วส่องกระจกดู รอยยิ้มที่ปกติเมื่อลากเส้นเชื่อมมุมปากสองข้าง เส้นจะต้องถูกแบ่งครึ่งบริเวณระหว่างกลางของฟันหน้าทั้งสองซี่พอดี หากรอยยิ้มไม่สมมาตรลองทดสอบโดยแลบลิ้นดูแล้วสังเกตว่าลิ้นเบี้ยวหรือไม่ หากรอยยิ้มและลิ้นผิดปกติไป เป็นไปได้ว่าคุณมีอาการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ด (โรคเบลล์พัลซี่) อาการของหลอดเลือดในสมองที่จะส่งผลให้เป็นอัมพาตหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต และยิ่งหากมีอาการร่วม เช่น หลับตาให้สนิทไม่ได้นั่นอาจหมายถึงคุณมีเนื้องอกในสมอง
คุณควร : รีบไปพบแพทย์ภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที เพราะหากเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากหลอดเลือดในสมอง ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นนาทีทองที่อาจช่วยให้คุณพ้นจากอัมพาตและความตายได้
4. ปื้นดำที่ลำคอ รักแร้ ขาหนีบ และข้อนิ้ว

เรียกว่า Aanthosis Nigricans เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าความเสี่ยงโรคเบาหวานของคุณสูงมาก เมื่อพบปื้นนี้รีบหาเวลาไปเจาะเลือดตรวจด่วน ๆ เชื่อเถอะว่าหากระดับน้ำตาลไม่เกินก็ปริ่ม ๆ เกณฑ์แล้ว ปื้นนี้พบได้ไม่จำกัดช่วงวัย แม้แต่ในเด็กก็มีไม่น้อยเลย
คุณควร : นอกจากลดสารพัดอาหารมัน ๆ เค็ม ๆ หวาน ๆ แล้ว ก็ควรกินอาหารที่มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาล ซึ่งก็คืออาหารที่มีโครเมียม เช่น ถั่วลิสง ถั่วปากอ้า อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อาหารทะเล มะเขือพวง มะระขี้นก และอบเชย
5. หลังมือหย่อนคล้อย

ลองหยิกหลังมือของตัวเอง จับยืดขึ้นประมาณ 5 วินาทีแล้วปล่อยลง หากตรงที่เราเพิ่งปล่อยมีรอยยับย่นให้เห็นแสดงว่าคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวถูกทำลายจนเหลือน้อยแล้ว นี่เป็นสัญญาณของความแก่ !
คุณควร : สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความแก่มาเยือนคุณเร็ว อาจเป็นเพราะคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป ต้องเริ่มแก้ไขจากการดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามน้ำหนักตัว โดยน้ำ 1 ออนซ์ (30 ซี.ซี.) ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังควรงดอาหารหวานจัด ๆ เพราะน้ำตาลก็ถือเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ทำลายคอลลาเจน
6. ตกกระ และไฝอันตราย

หมั่นสังเกตผิวหนังของตัวเองบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า แขน ขา อก หรือแผ่นหลัง หากมีจุดเล็ก ๆ ดำ ๆ คล้ายตกกระหรือไฝเกิดขึ้นแล้วจุดนั้นโตเร็วผิดปกติ (ใหญ่ขึ้น 1-2 เท่าภายในหนึ่งเดือน) ดูขรุขระเหมือนหนูแทะและดูน่าเกลียดน่ากลัวไม่สม่ำเสมอ นี่อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งผิวหนัง ต้องรีบไปพบแพทย์ให้ด่วนที่สุดก่อนมะเร็งจะลุกลาม
คุณควร : ก่อนออกแดดทุกครั้งต้องทาครีมกันแดดให้ทั่วร่างกาย เลือกแบบที่มี SPF ค่อนข้างสูง และต้องทาให้มีความหนามากพอด้วย นอกจากนี้ ยังต้องกินอาหารที่ช่วยกันแดด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลพบว่า ไลโคปีนในมะเขือเทศมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระจากรังสียูวี จึงแนะนำให้กินมะเขือเทศราชินี 10-15 ผลต่อวัน หรือถ้ากินเป็นน้ำมะเขือเทศก็ประมาณ 2 แก้วต่อวัน เพื่อป้องกันมะเร็งผิวหนัง
7. มีวงขาวรอบตาดำ

นี่เป็นวงแหวนของไขมันที่มีมากเกินควรจนล้นออกมาจับที่กระจกตา เรียกว่า Arcus Senilis บ่งบอกว่าไขมันในเส้นเลือดของคุณสูงทะลุลิมิต แม้จะพบบ่อยในคนแก่ แต่ไลฟ์สไตล์ไม่เฮลตี้ทั้งหลายก็ทำให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ มีอาการนี้ได้เหมือนกัน
คุณควร : รีบไปเจาะเลือดตรวจดูว่าปริมาณไขมันสูงมาก-น้อยขนาดไหน และอยู่ในระดับที่พอจะควบคุมเองได้ หรือจำเป็นต้องให้แพทย์ช่วยดูแล หากยังไม่สูงมากหรือไม่อยากเป็น ก็ต้องเลี่ยงการกินแป้งและน้ำตาล เพราะสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตนี้จะสะสมในร่างกายในรูปของไขมัน และเพิ่มการกินไขมันดีจากปลา และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เช่น น้ำมันมะกอก รำข้าว และดอกคำฝอย
8. ความจำแย่ลง ไม่มีสมาธิ

ยังไม่ต้องตกใจ ถ้าจู่ ๆ คุณก็หลง ๆ ลืม ๆ ทั้งที่แต่ก่อนมีความทรงจำที่ดี แต่เดี๋ยวนี้ จำอะไรสักอย่างกลับต้องใช้เวลานานขึ้น นี่อาจไม่ใช่อาการความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์เสมอไป ส่วนใหญ่จะเป็นข้อบ่งชี้ถึง “ภาวะสมาธิสั้นในผู้ใหญ่” เสียมากกว่า
คุณควร : อาการนี้เกิดขึ้นเพราะคุณทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multi-Tasking) มากเกินไป ทางแก้ก็ง่าย ๆ แค่เปลี่ยนมาค่อย ๆ ทำอะไรไปทีละอย่าง ใช้สมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำมากขึ้น เช่น เวลากินข้าวก็งดดูทีวี หรืออ่านหนังสือพิมพ์ไปพร้อม ๆ กัน
9. สัดส่วนของนิ้วมือ

เรื่องนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ที่แน่ชัด แต่ก็เคยมีการค้นพบว่าสัดส่วนความยาวของนิ้วชี้และนิ้วนาง ควบคุมโดยเทสโทสเทอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย หากนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนางมาก ๆ แสดงว่าในร่างกายมีฮอร์โมนนี้สูง ในผู้ชายอาจจะต้องระวังเรื่องของมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนในผู้หญิงก็ต้องระวังเรื่องโรคหัวใจ
คุณควร : สำหรับผู้ชายควรปรึกษาแพทย์ในเรื่องของการตรวจมะเร็งเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป หรือหากมีประวัติเสี่ยง เช่น ญาติใกล้ชิดเป็นโรคนี้ก็ต้องตรวจให้เร็วขึ้น ส่วนสำหรับสาว ๆ หากจะแก้ที่ฮอร์โมนก็คงยาก ควรปรับลดความเสี่ยงโรคหัวใจจากสาเหตุอื่น เช่น หยุดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และลดน้ำหนักไม่ควรให้ดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 23
10. รอบพุงมฤตยู

ถึงแม้คุณจะเป็นคนแขนเล็กขาเล็ก แต่ถ้าอ้วนลงพุงละก็…อันตราย ! ลองยืนตัวตรงแล้วก้มลงแค่คอ มองดูซิว่าคุณเห็นปลายเท้าตัวเองหรือไม่ ยิ่งพุงยื่นจนบดบังปลายเท้ามากเท่าไหร่ พึงระลึกไว้เลยว่า อายุของคุณก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น
คุณควร : เลี่ยงอาหารที่เป็นแป้งกับน้ำตาล เพราะอาหารในกลุ่มนี้มักสะสมในรูปของไขมันรอบพุง เพิ่มการกินไขมันดี เช่น น้ำมันปลา ปลาสด และกะปิ เพื่อป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นจากการอ้วนลงพุง และออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง เช่น ซิทอัพ เพื่อเพิ่มการเผาผลาญไขมันในบริเวณนี้
11. จับปีกดูความหนา

ใต้ท้องแขนนั้นเหมือนเป็นตัวบ่งชี้ถึงมวลไขมันทั้งร่างกาย ลองยกแขนขึ้นแล้วใช้นิ้วคีบเนื้อใต้ท้องแขนดูว่าหนาแค่ไหน หากเกินหนึ่งเซนติเมตรหมายความว่ามวลไขมันของคุณเยอะเกินไปแล้ว
คุณควร : ออกกำลังกายให้มากขึ้น มวลไขมันที่สะสมพอกพูนนี้เป็นเพราะคุณกินมาก ออกกำลังกายน้อย และร่างกายยังมีคอลลาเจนน้อยด้วย ดังนั้น จึงต้องแก้ที่ต้นเหตุ นอกจากเพิ่มคอลลาเจนด้วยการออกกำลังกายแล้ว ยังอาจกินคอลลาเจนและวิตามินซี แบบที่เป็นอาหารเสริมช่วยด้วยก็ได้
12. ท้องแขนกระพือได้

ยกมือข้างที่ถนัดขึ้นแล้วโบกไปมาซ้าย-ขวาเร็ว ๆ สังเกตดูได้ท้องแขนว่าหย่อนคล้อยจนโบกสะบัดไปมาเหมือนปีกหรือไม่ ถ้ามี…นี่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณแก่ที่บอกว่าคุณกินแป้งและน้ำตาลมากเกินไป จนร่างกายเริ่มย้อยและเริ่มยับ
คุณควร : เปลี่ยนจากการกินพวกคาร์โบไฮเดรตขัดขาวทั้งหลายมาเป็นพวกที่มีกากใยอาหารด้วย เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท
ที่มา : น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
Cr. สาระแห่งสุขภาพ