Posts from the ‘ควบรวมกิจการ’ Category

คำว่า”รัก” คงยังไม่พอ…. (ว่าด้วยการควบและรวมกิจการ)

Posted in Uncategorized

Posted by: crazyrisk | December 31, 2010
คำว่า”รัก” คงยังไม่พอ…. (ว่าด้วยการควบและรวมกิจการ)
ผมเคยพยายามค้นหาบริษัท ที่ทำดีลต่างๆ เคยคิดว่า การเป็น deal maker น่าจะดี ที่เคยได้ยินมา บ.ในประเทศไทย เมื่อไหร่ก็ตามทำ M&A ทีไร ระหว่างมีข่าวลือ ที่ไม่ชัดเจนเมื่อไหร่ ราคาหุ้นจะพุ่งเป็นจรวด ขณะที่เมื่อยืนยันว่า ควบแน่นอน แถมมีการบอกราคาเป้าหมายเว่อร์ๆ ว่า เดี๋ยวจะดีอย่างงั้นอย่างงี้ รับรองเห็นมันร่วงติดดินแน่ๆ

แต่จนแล้วจนเล่า ก็หาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็รู้สึกเขียนแล้วอ่านยากจริงๆ จนมาอ่าน paths to wealth through stock ของ philip a fisher ก็เลยรู้สึกว่า จริงๆ หากเรามองง่ายๆ มันก็เหมือนการแต่งงานกับเจ้าสาวเนี่ยแหละ ก็เลยย้อนกลับมาที่ประโยคตั้งต้นว่า คำว่า รักมันคงยังไม่พอ… มันต้องมาดูว่าการแต่งงานมันสร้างมูลค่าเพิ่มให้คู่ชีวิตของเราจริงๆหรือเปล่า

ผมสรุปของ P.Fisher มาคร่าวๆแล้วกันนะครับ (ผมอาจจะต่อเติมบางส่วนเข้าไปเพื่อให้คนที่ไม่ใช่นักลงทุนอ่านง่ายขึ้นด้วยนะครับ)

สิ่งที่เราหวังมากที่สุดจากการควบควม คือการที่ บ.สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว และสามารถลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และนั่นจะทำให้ส่งไปถึงผลกำไรที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วทวีคูณ แต่นั่นคือ วิมานในอากาศนะครับ แหะๆ

การควบรวมที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างมากบางครั้งก็ไม่ได้ขึ้นกับยอดขายและต้นทุนเป็นตัวหลัก แต่เกิดจากการที่เข้าไปควบรวมและมีการเปลี่ยนแปลง CEO ปรับปรุงการปฏิบัติงานทั้งหมด เมื่อ CEO คนใหม่เก่งกว่าเก่า ก็ย่อมสร้างประสิทธิผลของกำไรได้ดีกว่าเดิม ดังนั้น ก่อนควบ รวม ที่ดีควรจะต้องวางแผนให้ดีก่อนนะครับ… (คล้ายๆแต่งงานไหมครับ บางที เอาเหตุผลสั้นๆว่ารัก แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงรวยแต่ขี้เกียจ ผู้ชายก็หล่อแต่ขี้เกียจ แล้วมันจะไปรอดไหมเนี่ย)

ควบรวมอีกประเภทนึงคือการควบรวมเพื่อผลประโยชน์ทางด้านการเงินครับ เคยเจอไหมครับ บ.ใหญ่ไปซื้อบ.เล็ก ที่ บ.เล็กหนี้ก็เยอะ และธุรกิจก็ไม่ค่อยมั่นคงทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูง แต่พอเจอ บ.ใหญ่เข้าไปควบรวมปุ๊บ…. ทำให้ บ.เล็กสามารถเข้าไปขอ refinance และลดอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมีนัยยะสำคัญ…. (เคยเจอแบบที่ ผู้หญิงบ้านรวยมากๆ แล้วผู้ชายอาจจะเป็นแค่คนขยันมากๆ แต่ก็เป็นแค่คนในโรงงานของพ่อฝ่ายเจ้าสาว เมื่อพ่อฝ่ายหญิงแรกๆ ก็คงรังเกียจนู่นรังเกียจนี่ หาว่าจน หมดอนาคต แต่พอแต่งไปเสร็จ ฝ่ายชายซึ่งเดิมฐานะการเงินไม่ค่อยดี แต่มีความสามารถที่ดี เมื่อไม่ต้องกังวลกับการจ่ายดอกเบี้ย ก็มุ่งสู่การเพิ่มความมั่งคั่ง และในที่สุดก็กลับมาทำให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงยอมรับได้ในที่สุด และเผลอก็ทำให้โรงงานพัฒนากว่าตอนแรกด้วยซ้ำ)

นอกจากนั้น fisher ยังบอกว่า การควบรวมก็เหมือนการขว้างบอลในเกมส์อเมริกันฟุตบอลเนี่ยแหละ เพราะปกติแล้วการส่งบอลกันในระดับพื้นดินแน่นอนว่า โอกาสเสียบอลก็น้อยกว่า แต่การที่ขว้างบอลไปข้างหน้า ก็จะทำให้มีโอกาสทำแต้มได้เร็วกว่า ขณะเดียวกัน ถ้าขว้างแล้วรับไม่ได้ ก็มีโอกาสแพ้ได้มากขึ้นด้วย (high risk high return) ดังนั้น หากควบรวมไม่ประสบความสำเร็จ โอกาสแพ้กระดานนั้นๆก็สูงครับ

fisher จึงสรุปแนวทางการควบรวมว่า แบบไหนที่มีโอกาสพลาดพลั้งได้ มีดังนี้ครับ
1. ปัญหาจากความขัดแย้งระหว่างผู้บริหาร
-แน่นอนว่า การควบรวม ย่อมมีการเข้าไปแย่งหน้าที่การงานของอีกบ.นึง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมาย ทั้งในเรื่องของอัตตา และเรื่องของระบบการทำงาน

2. การควบรวมชนิดที่ไม่ค่อยเกิดปัญหาคือ
backward integrate – คือ ขยายกิจการไปสู่แหล่งวัตถุดิบ การควบรวมแบบนี้ไม่ค่อยมีความเสี่ยงมากนัก เพราะไม่ค่อยเกิดความขัดแย้งระหว่างบ.แม่กับบ.ที่ถูกควบรวม ในความเป็นจริง สิ่งนี้จะทำให้บ.แม่เข้าถึงแหล่งวัตถุดิบได้ดีขึ้น แต่จะว่าไป มันก็ไม่ค่อยได้สร้างความมั่งคั่งให้ บ.แม่มากนัก

3. forward integrate การขยายกิจการไปข้างหน้า เพราะ บ.ผู้ซื้อ จะได้ลูกค้าเพิ่ม ยังไงก็แล้วแต่ วิธีนี้ อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก หาก บ.แม่ดันไปซื้อกิจการลูก ซึ่ง บ.ลูกนี่แหละ เคยเป็นคู่แข่งกับลูกค้าโดยตรงของแม่ อันนี้ ตา fisher บอกว่า อันตรายมากๆครับ

4. หากการซื้อเป็นการซ์อบริษัทที่เล็กกว่ามากๆ มักไม่ค่อยเกิดความเสี่ยงเท่าไหร่นัก เช่นเดียวกับกำไรก็คงไม่ค่อยเพิ่มมากมาย เว้นแต่ ไปซื้อลูกที่กำลังจะกลายเป็นม้าเปกาซัส เนี่ยสิ (เช่น บ.ลูกที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ขึ้นมาในภายหลังได้ ก็อาจเปลี่ยนชีวิตของแม่จากหลังมือเป็นหน้ามือเลยก็ได้นะครับ

5. timing ในการควบรวม เขาบอกว่า การควบรวมที่มักประสบความสำเร็จมากๆ มักมาจากการควบรวมโดยเหตุบังเอิญมากกว่า การควบรวมที่เกิดจาก บ.แม่ที่เป็นนัก takeover คอยไปไล่ ควบคนนู้นคนนี้ หรือแม้กระทั่ง ผู้บริหารที่วันๆ ไม่ค่อยคิดเรื่องงานตัวเอง คิดแต่ไปควบรวมคนอื่นๆ อันนี้เขาบอกว่าระยะสั้นอาจจะเป็นข่าวดี แต่เมื่อ กิจการหลักไม่ได้เรื่อง ควบไปก็เท่านั้น (อันนี้คงไม่ต้องเปรียบเทียบภาพให้เห็นใช่ไหมครับ )

6. price ในการควบรวม ในหลักการการควบรวมนั้นๆ fisher เชียร์ว่า ให้ซื้อของแพง ที่ซื้อมาแล้ว มีความจำเป็นต่อธุรกิจอย่างแท้จริง แม้ว่ามันจะราคาแพง มากกว่า ทีจะเข้าไปซื้อกิจการที่ไม่ค่อยมีใครเอาในราคาถูกมากๆ (ลองคิดดูว่า คนขายเขาต้องรู้มูลค่าของกิจการเขาจริงๆสิ)

7. อุตสาหกรรมที่มีการควบรวมควรเป็นอุตฯ เดียวกัน มากกว่าที่ควบรวมข้ามอุตสาหกรรมนะครับ

ผมว่าลองสรุปสั้นๆ ก็คือ หากแต่งงานแล้ว ทั้งสามีและภรรยา มีแต่จะจนลง อนาคตก็คงไม่ต้องไปคิดไกลแล้วล่ะครับ

ลองมาดูตัวอย่างการควบรวมที่เราพบได้ในชีวิตประจำวันครับ

ด้วยความที่อาชีพผมเป็นหมอ เคยมีคนมานั่งทำแบบสำรวจอยู่นั่นแหละว่า หมอจะต้องแต่งกับหมดดีไหม ซึ่งจากในสถิติที่พบเคยไปดูมา หมอส่วนใหญ่ ถ้าคบกันเองมักไปไม่ค่อยรอด เพราะต่างฝ่ายต่างก็มี ego (อัตตา) สูง เกินกว่าที่ฝ่ายใดจะยอมฝ่ายนึงได้ แต่ถ้าให้พูดถึงแต่ละคู่จริงๆ หมอผู้ขายมักมีโอกาสเลือกมากกว่า ก็จะแต่งกับหมอผู้หญิงบ้าง หรือบางครั้งก็อาจจะแต่งกับ ผู้หญิงที่อาจจะมีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่าบ้าง แต่อาจจะชดใช้มาด้วยอย่างอื่นแทน ขณะที่หมอผู้หญิงนั้นน้อยคนจะลงเอยกับหมอผู้ชายด้วยกัน เพราะด้วยความที่ต้องการแสวงหา ego เช่นกัน ทำให้อาจจะไปคบกับคนที่มีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า แต่ก็ต้องมีบางอย่างชดเชยกันไป เช่น แต่งกับ ข้าราชการในอำเภอ หรือจังหวัด จนไปถึงนักธุรกิจต่างๆ

ในชีวิตจริงสิ่งที่เกิดขึ้นคือ หมอสูติที่มักจะรุ่ง เมื่อมาแต่งงานกับหมอเด็ก เพราะเกิด forward integration เนื่องจาก เมื่อ คนไข้มาฝากท้อง ก็จะเจอหมอสูติบ่อยๆ จนกลายเป็นความผูกพัน เมื่อคลอดออกมา ก็จะย่อมกลับมาหาคลินิกเดิม ซึ่งนั่นแหละครับ ภรรยาที่เป็นหมอเด็กก็จะดูแลต่อ เรียกกันว่าครบวงจร ผมเห็นคลินิกบางแห่งในจ.พิษณุโลกนั้น มีคนไข้มานั่งรอหมอ ชนิดที่เรียกว่ามืดฟ้ามัวดิน ถึงขนาดเอาเสื่อไปปูเพื่อนั่งพื้นรอหมอ และแน่นอนความมั่งคั่งของคลินิกก็จะยิ่งเพิ่มพูนอย่างทวีคุณเช่นกัน

ขณะที่หมอสาขาอื่นๆ ผมไม่ค่อยเห็นการเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้เท่านี้ ดังนั้นเมื่อไปเห็นหมอทางด้านศัลยกรรมจึงมักลงเอยกับ พยาบาล หรือไม่ก็เภสัช เพราะเมื่อเปิดคลินิกแล้ว พยาบาลซึ่งมีวิชาชีพ มีความรู้อยู่แล้ว ก็สามารถสั่งจ่ายยาให้หมอได้ รวมไปถึง การมี service mind ขั้นเทพ (ลองคิดดูว่า เวลาพยาบาลเรียน ต้องเอาปัสสาวะไปเทให้ผู้ป่วย) เช็ดตัวให้ผู้ป่วย ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากกว่าหมอ) ไม่เชื่อลองไปสอบถามคลินิกหมอดังๆ หลายๆที่ได้เลยครับ และนัดก็คือ การ M&A ประเภทนึงเช่นกัน

ย้อนกลับมาดู ดีลที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา ช่วงนี้ ซึ่งกระแสดีลที่ ต้องพูดถึงแน่ๆ คือ ดีลของ บ.หลักทรัพย์ เพราะว่า เร็วๆนี้ ก็จะมีการเปิดเสรีค่าคอม ดังนั้น บ.เล็กๆที่ มี M.share น้อย ก็จะไม่สามารถสู้กับ บ.ใหญ่ที่สามารถ ตัดราคาค่าคอมมิชชั่นได้ มาลองดูทีละดีลนะครับ

การควบรวมระหว่าง บล.ซีมิโก้ และ บล.เคทีบี

ภายหลังควบรวมกิจการคาดว่าส่วนแบ่งการตลาด หรือมาร์เก็ตแชร์ของ บล.เคทีบี ซีมิโก้ จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% จากเดิมที่ บล.ซีมิโก้ มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 4% และ บล.เคทีบี มีประมาณ 1% นอกจากนี้จะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปเป็นโฮลดิ้ง คัมปะนี (บริษัทเพื่อการลงทุน) แต่ธุรกิจหลักจะยังคงเป็นธุรกิจหลักทรัพย์

การควบรวม บล.ไซรัส หรือ SYRUS บล.ฟินันซ่า หรือ FNS และ บล.สินเอเซีย หรือ ACLS

โดยทั้ง 3 บล. ได้ประกาศควบรวมธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และธุรกิจตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของทั้ง 3 แห่งเข้าด้วยกันแล้ว ซึ่งมองว่าการควบรวมจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจหลักทรัพย์ รองรับการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น และเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงานในสภาวะที่ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายลดลง คาดว่าการควบรวมครั้งนี้จะทำให้มาร์เก็ตแชร์ของบริษัทใหม่ที่รวมกันนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4-5% ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ของธุรกิจหลักทรัพย์ ด้วยฐานบัญชีลูกค้าของ 3 บริษัท ที่จะปรับเพิ่มเป็น 18,000 บัญชี ขณะเดียวกันการควบรวมกันยังจะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานด้วย เพราะบริษัทหลักทรัพย์ 1 แห่ง จะมีต้นทุนในด้านค่าบำรุงรักษาเฉลี่ย 10 ล้านบาท ต่อ 1 สำนักงาน

และอีกไม่นาน ก็คงจะเกิดดีล ประวัติศาสตร์ การควบรวมธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. เนื่องจากปัจจุบันกลุ่ม ปตท. และบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น จำนวน 6 บริษัท ประกอบด้วย ปตท.สผ., ปตท.เคมิคอล, ปตท.เออาร์, ไทยออยล์, ไออาร์พีซี และบางจากฯ มีมาร์เก็ตแคปประมาณ 9.23 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 26.7% ของมาร์เก็ตแคปตลาด แต่เท่าที่ผมเคยรับรู้มาว่า ปิดดีลเมื่อไหร่ peak เมื่อนั้น… หวังว่า นิทานเรื่องนี้ จะไม่จบแบบเดิมอีกนะครับ…

Leave a Comment

Posted in Uncategorized

ดีลควบรวมบล.น้อยลง ‘จรัมพร’เชื่อโบรกฯค่ายเล็กสู้ได้-สินค้ามีมากเพียงพอ

นายกสมาคมโบรกเกอร์ ชี้ ปีนี้จะมีดีลบล.ควบรวมอีกไม่มาก เหตุ ที่ผ่านควบรวมกิจการซื้อสินทรัพย์ไปจำนวนมากแล้ว ด้านผู้บริหารบล.โกลเบล็ก ชี้เปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ปีหน้า มาเลเซีย-สิงคโปร์ จ้องทำธุรกิจในไทย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อ บล.ขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้ เหตุสินค้าในตลาดมีจำนวนมากพอเลือกทำธุรกรรม

นับตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้มีการออกประกาศในปี 2549 จะมีการเปิดเสรีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ และเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (ค่าคอมมิชชั่น)ในปี 2555 แต่จะมีการเปิดเสรีแบบขั้นบันได ในปี 2553-2554 จากหวังให้บล.มีการกระจายฐานรายได้มากขึ้นนั้น ซึ่งทำให้บล.ต่างๆมีการเตรียมความพร้อมรองรับเปิดเสรีในการทำธุรกรรมใหม่ๆ การควบรวมกิจการซึ่งเห็นควบรวมบล. มีบริษัทต่างประเทศต่างประเทศเข้ามาซื้อกิจการบล.ในประเทศไทย โดยเฉพาะในปี 2554 เป็นช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งมีดีลในการควบรวมกิจการ และมีการถูกซื้อกิจการสูงถึง 5 ดีล

บริษัทหลักทรัพย์ที่มีการควบรวมและการซื้อกิจการในช่วงทีผ่านมาประกอบด้วย 1.บล.ไซรัส ควบรวมกับบล.ฟินันซ่า ได้มีการถือหุ้นใหญ่ในบล.สินเอเซีย เปลี่ยนเป็น บล.ฟินันเซีย ไซรัส 2. บล. ซีมิโก้ ควบรวมกับ บล.เคทีบี เปลี่ยนชื่อเป็น บล. เคทีซีมิโก้ 3. บล.ยูโอ บีเคย์เฮียน (ประเทศไทย)ซื้อกิจการบล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ และซื้อสินทรัพย์บล. ยูไนเต็ด 4. บล.ธนชาตควบรวมกับบล.นครหลวงไทย 5. บล.บีฟิท ถูกซื้อกิจการจากOSK INVESTMENT BANK BERHAD เปลี่ยนชื่อเป็น บล.โอเอส เค (ประเทศไทย)6.บล.ฟาร์อีสต์ ถูกซื้อกิจการโดย KTB Investment & Securities Company Limited (จากประเทศเกาหลีใต้)เปลี่ยนชื่อเป็น บล.เคทีบี (ประเทศไทย)7.บล.ซีไอเอ็มบี ซื้อกิจการบล.ซิกโก้ 8. alayan Banking Berhad (“Maybank”) ซื้อ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย)เปลี่ยนชื่อเป็น บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) 9. บริษัททุนภัทร ควบรวมกับธนาคารเกียรตินาคิน

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การควบรวมกิจการบล.ปีนี้คาดว่าจะมีอีกไม่มาก จากที่ผ่านมาบล.ได้มีการควบรวมกันไปแล้วจำนวนมาก โดยโครงสร้างการถือหุ้นของบล.ทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นถือหุ้นด้วยสถาบันต่างประเทศ 50% ที่เหลืออีก 50% เป็นการถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งเหลือบล.อีกไม่กี่แห่งที่ยังคงมีผู้ถือหุ้นคนไทยอยู่ แต่เชื่อว่าบริษัทบล.ที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลในประเทศนั้น เชื่อว่าจะสามารถอยู่รอดได้ แม้จะไม่มีการควบรวมกับใคร หากมูลค่าการซื้อขายที่ไม่ต่ำ โดยเชื่อว่าหากมูลค่าการซื้อขาย 2.5-3 หมื่นล้านบาทอยู่รอดได้ หากมีการแข่งขันกันอย่างมีเหตุผล

“การควบรวมบล.ที่ผ่านมาทำไปเยอะแล้ว แต่ยังมีบล.ขนาดเล็กที่มีผู้ถือหุ้นเป็นรายย่อย เช่น บล.สินเอเซีย แต่เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งมีความเชี่ยวชาญในการทำงาน มีฐานลูกค้าแน่นอนซึ่งอยู่ได้แม้ขนาดไม่ใหญ่ ซึ่งอนาคตสามารถหาพันธมิตรอาจไปเปิดสาขาในต่างประเทศได้ เราจะให้กำลังใจและส่งเสริมให้ทุกคนอยู่รอดได้ ส.ค.ปีหน้าจะมีการลดการค้ำประกันเงินฝาก ซึ่งบล.ต้องคิดว่าจะออกสินค้าใดที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากและรักษาเงินต้น ”นางภัทธีรา กล่าว

นายพิษณุ วิชิตชลชัย กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด GLOBLEX กล่าวว่า ส่วนการควบรวมของบล.ปีนี้ หากมีการควบรวมกันเองอีกคงไม่มากแล้ว เพราะก่อนหน้านี้บล.ต่างๆมีการควบรวมกันเกือบหมดแล้ว ซึ่งเมื่อมีการเปิดเสรีฯมองว่าต่างประเทศน่าจะเข้ามาซื้อบล.ไทยมากกว่า โดยต่างประเทศที่อยากเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นจะไม่ได้เข้ามาเปิดสาขาเอง แต่จะเป็นการเข้ามาซื้อ บล.ไทยมากกว่า โดย ประเทศที่อยากจะเข้ามาลงทุน คือ สิงคโปร์ และ มาเลเซีย ซึ่งผ่านมาได้มีการเข้ามาลงทุนบ้างแล้ว

นายสุชาย สุทัศน์ธรรมกุล กรรมการและผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบล.มีการควบรวมกันไปจำนวนมากแล้ว ทำให้ปีนี้โอกาสในการควบรวมคงอีกไม่มากแล้ว โดยช่วงต้นปีนั้นอาจจะมีบล.รอดูท่าทีก่อนว่าการแข่งขันจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยพิจารณาอีกครั้ง แต่อาจมีสถาบันต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ มากขึ้นขณะที่ บล.ต่างประเทศนั้นเข้ามาพอสมควรแล้ว

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า เมื่อมีการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นในปีนี้เชื่อว่า บล.ต่างๆจะสามารถอยู่รอดได้ จากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่เพิ่มขึ้นซึ่งมากพอในการทำธุรกิจหลักทรัพย์ และเร็วๆนี้ก็จะมีการเชื่อมโยงการซื้อขายตลาดหุ้นอาเซียน ส่วนในเรื่องการควบรวมกิจการของบล.ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ซึ่งอาจมีบางบริษัทที่ต้องการเป็นบล.ที่ทำธุรกิจตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market)ก็สามารถที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้เมื่อเปิดเสรีฯ