Posts from the ‘งบการเงิน’ Category

วิธีวิเคราะห์ว่าบริษัทจะเจ้งหรือไม่

เพิ่มความรู้วันหยุดอีกวัน จะรู้ได้อย่างไรบริษัทว่าจะไม่เจ๊งก่อน turnaround

วิธีวิเคราะห์ว่าบริษัทจะเจ้งหรือไม่
ลงทุนหุ้น turnaround ให้รวยขั้นแรกต้องมั่นใจก่อนว่าบริษัทที่จะลงทุนต้องไม่เจ้งไปซะก่อน เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือเรื่องหนี้สินไม่ว่าธุรกิจคุณจะเป็นเช่นไรยังไงก็ต้องจ่ายหนี้ การใช้อัตราส่วนการวิเคราะห์ความอยู่รอด Solvency Ratio (Leverage Ratio) เป็นอัตราส่วนที่จะตอบคำถามว่าบริษัทว่ามีภาระหนี้มากน้อยเพียงใด และธุรกิจมีปัญหาจ่ายหรือไม่ อยากรู้รายละเอียดเชิญอ่านบทควาามเรื่องนี้จาก อ.สรรพงศ์ ลิมป์ธำรงกุล[1] โดยพลัน

Financial leverage: ความเสี่ยงทางการเงิน
อัตราส่วนการวิเคราะห์ความอยู่รอด Solvency Ratio (Leverage Ratio) อัตราส่วนกลุ่มนี้เป็นเครื่องชี้ถึงความสามารถในการชำระภาระหนี้สินของกิจการในระยะยาว ซึ่งสำคัญอย่างมากต่อผู้ที่เน้นการลงทุนระยะยาวจริงๆ (ไม่ใช่นักลงทุนประเภท Trading ที่อาจเก็งแต่ผลประกอบการรายไตรมาส ซื้อหุ้นโดยหวังผลเรื่องการเติบกำไรแจะเป็นแรงขับดันราคาหุ้น) แต่สำหรับคนที่จะลงทุนระยะยาวโดยไม่ได้กังวลกับความผันผวนราคาฃรายวัน รายเดือน นอกจากอัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) ประสิทธิภาพ (Efficiency: พวก Turnover ต่างๆ) แล้ว ตัวที่ละเลยไม่ได้เลยคือ อัตราส่วนความอยู่รอด (Solvency) ที่มีอยู่หลายค่า ตามแต่ที่จะใช้กัน เช่น

Debt to Equity Ratio (D/E Ratio) = Total Debt / Total Equity
Debt to Asset Ratio = Total Debt / Total Assets
Short-term Debt to Total Debt = S-T Debt / Total Debt
Interest Coverage Ratio or Times interest Earned = EBIT/ Interest Expense
Modified Interest Coverage Ratio = CFO before interest and tax / Cash of interest payment
Modified Debt Principal Payback Period (Debt Coverage Ratio)= Long-term Liabilities / CFOOr Implied Debt Coverage Ratio = Debt / EBITDA

บางอัตราส่วนก็ไม่ได้ตีความต่างกันนัก เช่น Debt to Equity Ratio (D/E Ratio) กับ Debt to Asset Ratio แต่ที่นิยมก็คือ D/E จะใช้ตัวใดก็ได้ เพียงแต่ตีความให้เป็นเท่านั้น เพราะทั้งสองค่านี้ตีความเหมือนกัน เช่นบริษัทหนึ่งมี D/E เท่ากับ 0.4 ถ้าหาเป็น D/A = 0.29 เพราะ A = D + E เมื่อ D/E = 0.4 แสดงว่า ถ้ามี หนี้สิน Debt อยู่ 4 จะมี Equity อยู่ 10 นั่นคือจะมี Asset เท่ากับ 14 การตีความ D/E หมายถึงโครงสร้างแหล่งทุนบริษัทดังกล่าวมีโครงสร้างการจดห่แหล่งเงินทุน ใช้หนี้สินรวม 40% เทียบกับใช้จากส่วนทุน 100% ค่านี้จะดีหรือไม่ขึ้นกับว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเป็นอย่างไรนั่นคือประเด็นหนึ่ง เพราะหากบริษัทเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมแล้วส่วนใหญ่อยู่ที่ 0.6 แสดงว่า มีโครงสร้างทุนที่เสี่ยงน้อยกว่าแต่ในด้านหนึ่ง ROE อาจต่ำกว่าอุตสาหกรรม แต่นั่นไม่ใช่ข้อสรุปว่าหุ้นนี้ไม่ดี เพราะการมี ROE ที่ต่ำกว่าในขณะที่ความเสี่ยงต่ำกว่านั้น เท่ากับความเสี่ยงกิจการได้ลดลง ทำให้ Expected return ของ Market ที่มีต่อหุ้นลดลงด้วย (High risk High return) ซึ่งได้เคยพุดถึงเรื่องทฤฌฎีโครงสร้างทุนเกี่ยวเรื่องนี้ ไว้บ้างแล้ง ซึ่งค่าความสัมพันธ์
ในทฤษฎีการเงินเรื่อง capital structure ต้นทุนหุ้นทุนจะผันแปรโดยตรงกับ D/E เมื่อ
rk = ผลตอบแทนหุ้นทุนที่ มี Leverage ที่ D/E
r0 = ผลตอบแทนหุ้นทุนที่ ไม่มี Leverage หรือที่ D/E = 0
rd = ผลตอบแทนหุ้นกู้หรือต้นทุนเงินกู้
rk = r0 + (D/E) * (r0 – rd)
เราสามาสรุปแบบคร่าวๆคือ Expected return ของหุ้นที่มี D/E ต่างกัน จะต่างกันราว (D/E1 – D/E2)*r0 แต่ตัวปัญหาก็คือ r0 นี่แหละจะเท่าไรดี ซึ่งควรอยู่ระหว่าง rf (risk free rate) กับ rm (Market return rate)

แต่เอาละนั่นคือภาคทฤษฎี เราไม่ต้องพยายามหาตัวเลขเป๊ะๆหรอก เอาแค่รู้ว่าเมื่อ D/E ของหุ้นสองตัวไม่เท่ากัน หุ้นที่มี D/E สูงกว่าย่อมต้องการ Required of return สูงกว่า ถ้าโยงไปถึง P/E = b / (k-g) แม้จะมีอัตราการจ่ายปันผลเท่ากันและมี growth เท่ากัน แต่ P/E ก็ไม่เท่ากัน เพราะ k หรือ rk จะต่างกันเอาเท่านี้ก็คงพอนึกออกแล้วนะครับว่าทำไมหุ้นมันถึงขึ้นลงมากน้อย (ผันผวน) ต่างกัน ทำไมบางตัว P/E ถึงได้ต่ำแล้วต่ำอีก อุตส่าห์เลือกตัว P/E ต่ำกว่าอุตสาหกรรมยังติดดอยอีก

ส่วนการคีความ D/A คือ ให้อ่านความหมายว่าในการจัดหาสิทรัพย์นั้นใช้หนี้เท่าไร ใช้เงินส่วนของเจ้าของเท่าไร จากตัวอย่างเดิม D/E 0.4 มี D/A = 0.29 (หรือราว 0.3) แสดงว่าสินทรัพย์ 100 บาท กู้มา 30 เจ้าของลงทุน 70 ในการจัดหามา เหมือนกันจะดูว่าดีหรือไม่ก็ต้องเทียบกับอุตสาหกรรม แต่ตัวนี้ลูกเล่นในทางการเงินตรงๆ มีน้อยไม่เท่า D/E ดังที่กล่าวมา นักการเงินเลยไม่นิยมนักเพราะถ้าจะใช้ก็ต้องแปลงเป็น D/E

ส่วนข้อ 3 Short-term Debt to Total Debt ขึ้นกับแต่ละอุตสาหกรรม เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมี โครงสร้างสินทรัพย์หมุนนเวียน และไม่หมุนเวียนต่างกันไปตามลักษณะอุตสาหกรรม เช่นหุ้นอุตสาหกรรมผลิต (หุ้นโรงงาน) กับ โรงพยาบาล หรือ ค้าปลีก พาณิชย์ รับเหมาก่อสร้าง จะมีโครงสร้างตาม Common size แตกต่างกันไป หุ้นโรงงาน จะมี ส/ท ไม่หมุนเวียนราว 60% ของสินทรัพย์รวม จะเป็น ส/ท หมุนเวียน 40% ครึ่งหนึ่งส่วนนี้มักจะเป็นสินค้าคงเหลือ หากสินค้าควรได้เครดิตในการซื้อเกือบทั้งหมด แสดงว่าที่เหลือของ ส/ท หมุนเวียน ถ้าใช้เงินกู้ระยะสั้น ก็ควรใช้ราว 20% เพราะหนี้สินส่วนที่เหลือควรใช้หนี้ระยะยาวเพราะสินทรัพย์ที่เหลือคือ ส/ท ไม่หมุนเวียน และถ้า Current ratio ควรมากกว่า 1 แล้ว หนี้ระยะสั้นก็ควรยิ่งต้องน้อยลงอีก จึงควรที่จะไม่เกิน 30-40% ถ้ามากกว่านี้จะสันนิษฐานว่า มีการใช้เงินกู้ระยะสั้นผิดวัตถุประสงค์ (Unmatched) ไว้เรื่องโครงสร้างของอุตสาหกรรมและการวิเคราะห์นี้จะเขียนภายหลัง เพราะคือส่วนหนึ่งของ Common size analysis ที่ดูพื้นๆ แต่คนที่อ่านงบแบบวิเคราะห์ไม่ใช่อ่านแบบบัญชีจะได้ประญชน์ ยิ่งใช้กับ Trend Analysis แล้วอาจแทบไม่ต้องทำ Ratio analysis เลยด้วยซ้ำ

ยังมีการวัดความเสี่ยงทางการเงินอีกแบบหนึ่ง เป็นการวัดความสัมพันธ์ของต้นทุนคงที่ทางการเงิน (ส่วนใหญ่คือดอกเบี้ย) ของทุน ซึ่งหมายถึงเฉพาะหนี้สิน
Leverage หมายถึงสิ่งที่สร้างความเสี่ยงให้กับธุรกิจ โดยทั่วไปความเสี่ยงของธุรกิจคือความผันผวนของกำไรหรือกระแสเงินสด ส่วน Leverage ในสูตรที่จะกล่าวถึงนี้จะหมายถึงรายการที่เป็นภาระที่ธุรกิจต้องจ่ายไม่ว่ารายได้จากการดำเนินงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร การวัดภาระความเสี่ยงสามารถวัดได้ สองด้านคือ ระดับภาระความเสี่ยงทางการเงิน และระดับภาระความเสี่ยงในการดำเนินงาน

เมื่อจะวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีผลต่อกำไรโดยรวม (DTL) จะช่วยให้เข้าใจธุรกิจได้มากนึ้น บางครั้งการเพิ่มทุน หรือจัดตั้งกองทุนอสังหา REIT หรือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเอาเงินมาลดหนี้สินลง โดยหวังลดดอกเบี้ยก็อาจไม่ได้ให้ประโยชน์เต็มที่เพราะความเสี่ยงโดยรวมที่กระทบต่อกำไร (DTL) อาจไม่ได้มาจาก DFL (ความเสี่ยงจากต้นทุนการเงิน) อย่างเดียว แต่อาจมาจาก DOL (ความเสี่ยงจากต้นทุนคงที่ในการดำเนินงาน)
โดยการวิเคราห์องค์ประกอบความเสี่ยงโดยรวมนี้ (DTL) มีดังนี้

1. The degree of financial leverage (DFL)
= % chg in net income / % chg in net operating income
= EBIT / EBIT – I

2. The degree of operating leverage (DOL)
= % chg in net operating income / % chg in sales
= Contribution margin (income) / Contribution income – Fixed cost

3. The degree of total leverage (DTL)
= % chg in net income / % chg in sales
= Contribution margin / EBIT –I
= DFL * DOL

-ค่าที่ยิ่งสูงของแต่ละตัวบ่งชี้ถึงภาระที่กิจการต้องแบกรับไว้มาก ยิ่งมากแสดงว่าความเสี่ยงยิ่งสูง สะท้อนถึงจุดคุ้มทุนที่ต้องสูงตามไปด้วย
-Operating Brake-even Point = Fixed Cost / Contribution Margin per Unit ค่า DOL แสดงถึงระดับการเปรียบเทียบอัตรากำไรส่วนเกิน (รายได้หักต้นทุนผันแปร) กับกำไรส่วนเกินส่วนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixes Cost) ซึ่งหมายถึงกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าใช้จ่ายทางการเงินหรือดอกเบี้ย) ค่าที่ยิ่งสูงแสดงว่ากำไรหลังหักค่าใช้จ่ายคงที่จากการดำเนินงาน ก็คือกำไรจากการดำเนินงาน (Contribution Income – Fixed Cost = operating Income) เหลือเพียงเล็กน้อย — > 1- 1/DOL = FC/CM = ค่าใช้จ่ายคงที่ต่ออัตรากำไรส่วนเกิน
-Financial Break-even Point = EBIT = I, ความสัมพันธ์ ICR กับ DFL คือ 1/ICR = 1-1/DFL
-การวิเคราะห์เปรียบเทียบงวดต่องวด จะช่วยบ่งชี้ให้ผู้บริหารเห็นแนวโน้มภาระจากต้นทุนคงที่ทั้งด้านการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินว่าบริษัทรับภาระมากขึ้นน้อยลงอย่างไร จะช่วยสะท้อนจุดแข็งละจุดอ่อนอีกมุมหนึ่งทางด้านการเงินได้ แต่อัตราส่วนนี้วิเคราะห์จากงบบริษัทอื่นได้ยากเพราะเราไม่สามารถแยกต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรของบริษัทอื่นได้
-การวิเคราะห์ DOL นี้ อาจทำได้โดยการหา DFL และ DTL จากนั้นหาย้อนกลับจากสูตร DTL = DFL * DOL บริษัทที่มี DOL สูง การหาเงินทุนมาลดหนี้ย่อมไม่ช่วยอะไรได้มาก

เเครดิต pattaratorn shovichit

Advertisements

วิเคราะห์งบการเงินและอัตราส่วนการเงินของหุ้นอสังหาริมทรัพย์จะดูอะไรบ้าง

วิเคราะห์งบการเงินและอัตราส่วนการเงินของหุ้นอสังหาริมทรัพย์จะดูอะไรบ้าง

June 3, 2014 at 7:42am
มีคำถามว่าถ้าจะดูหุ้นอสังหาริมทรัพย์จะดูอะไรบ้าง ในที่นี้จะเริ่มจากงบการเงิน แล้วค่อยเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอก เป็นการวิเคราะห์ในแนวทาง Bottom up ซึ่งหากใครจะมองแบบ Top down ก็เพียงกลับทิศทางกันเท่านั้น บางครั้งTop down บ่งชี้ว่ายังไม่ใช้จังหวะเราก็อาจรอดูทั้งกลุ่ม เพียงแต่เมื่อทิศทางมาทั้งกลุ่ม เราก็ค่อยเลือกลงทุนในตัวที่วิเคราะห์แล้วดูเข้าตาก็ได้ Bottom up นั้นเมื่อเจอตัวหุ้นที่ดีก็ ดูมูลค่าที่ต่ำพอที่ลงทุนได้ ก็ทยอยซื้อเก็บลงทุนไป

เมื่อพูดถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เมื่อก่อนจะรวมกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไว้ด้วย แม้จะดึงออกมาไม่รวมแล้ว แต่ในกลุ่มอสังหาฯ ก็ยังมีความหลากหลาย มีทั้งสร้างที่อยู่อาศัย (บ้านและคอนโด) ขาย สร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่า พัฒนาพื้นที่ทำนิคมอุตสาหกรรม สร้างคลังสินค้าขายหรือให้เช่า เป็นต้น ดังนั้น การเปรีบยเทียบและวิเคราะห็ต้องระมัดระวังอย้างมากในการวิเคราะห์และนำมาเปรียบเทียบ ในที่นี้ขอมุ่งเน้นที่สร้างที่อยู่อาศัย (บ้านและคอนโด) ขาย เป็นหลัก

โครงสร้างหรือรายการในงบการเงินที่สำคัญ
v รายการในงบดุลให้สังเกตรายการงาน สินค้าคงเหลือ ต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย
v เงินมัดจำค่าซื้อที่ดิน
v เงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้า/วัสดุก่อสร้าง
v ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (และสิทธิการเช่า)
v หนี้สิน-เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้
v รายได้ —- > รายได้ อสังหาฯ รับรู้เมื่อโอนฯ
v ต้นทุน
v ดอกเบี้ยจ่าย

1. ในโครงสร้างงบการเงินนี้คือรายการสาระสำคัญที่ทำให้เราสามารถมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน (หากตีความได้เป็นและถูกต้องตามกิจกรรมของธุรกิจ) รายการที่มีสาระสำคํญที่สุด มีจำนวนที่มาก คิดแล้วมีมูลค่ากว่า 90% ของสินทรัพย์ทั้งหมด คือ ต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ในการวิเคราะห์ที่ถูกต้องนั้น ต้องมองว่ารายการนี้คือ สินค้าคงเหลือของธุรกิจนี้ แต่เป็นสินค้าที่ต้องถือรอบนาน เพราะกว่าจะก่อสร้างเสร็จและขายได้ต่างจากการผลิตสินค้าเพื่อขายทั่วไป

2. ลูกหนี้ในธุรกิจนี้แทบจะไม่มีเลยเพราะ เมื่อสร้างเสร็จ หากลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโด รับโอนก็จะจ่ายเงินทันที โดยส่วนมากเกือบทั้งหมด (>90-95%) จะขอสินเชื่อธนาคาร ดังนั้นธนาคารจะเป็นผู้ชำระค่าบ้านให้ทันที จึงไม่มียอดลูกหนี้

3. เนื่องจากธุรกิจนี้พึ่งพิงกับสถาบันการเงินสูง ส่วนมากแทบทุกโครงการจะมีสถาบันการเงินเป็นผู้ให้เงินกู้เพื่อขึ้นโครงการ เมื่อคนซื้อบ้านต้องการซื้อบ้าน ทางโครงการหรือบริษัทมักแนะนำธนาคารเพื่อขอสินเชื่อให้ (ซึ่งมักจะง่ายกว่าที่ผู้ซื้อบ้านไปขอที่ธนาคารอื่นเอง) บริษัทก็จะเอาเงินที่โอนขายบ้านได้จากธนาคารคืนเงินกู้ธนาคารไป ที่เหลือก็คือกำไร ถ้าคนซื้อไม่ผ่านอนุมัติเงินกู้สินเชื่อ ก็จะเกิดปัญหาแน่นอน เพราะขานบ้านไม่ได้ รายได้ไม่เกิด เงินกู้ธนาคารก็คืนไม่ได้ ตรงนี้แหละครับคือประเด็นที่เกี่ยวพันกับภาวะเศรษฐกิจ ตามปกติธนาคารจะกำหนดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อโดยรวมตามภาวะเศรษฐกิจ โดยทั่วไปมักจะมียอดขยายสินเชื่อราวๆ 1.5-2.5 เท่าของ GDP และกระจายตามกลุ่มธุรกิจเพื่อป้องกันหรือเป็นการบริหารความเสี่ยงวิธีหนึ่งของธนาคาร ถ้าเศรษฐกิจดี พอร์ตสินเชื่อบ้านก็จะเพิ่มมากตามไปด้วย บริษัทอสังหาก็ขายง่ายขึ้น ถ้าเศรษฐกิจหดตัวก็ขายยากขึ้น เพราะลูกค้าบ้านได้รับการอนุมัติยากขึ้น โอนขายยากก็รับรู้รายได้น้อยลง

4. ภาวะดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่สอง คือเมื่อในช่วงดอกเบี้ยกำลังเริ่มขึ้นใหม่ (มักเกิดในตอนกำลังโตขึ้น) มักเป็นผลดีเพราะกำลังซื้อคนยังสูง การตัดสินใจคนซื้อจะง่ายขึ้น ยอดขายจึงโตเร็ว ส่วนในภาวะเศรษฐกิจถ้าโตมาระดับหนึ่งแล้วและดอกเบี้ยยังคงขึ้นต่อเนื่องตามวงจรเศรษฐกิจ ช่วงนี้จะเริ่มเป็นแรงกดดันการตัดสินใจซื้อ จะส่งผลให้การเติบโตยอดขายของอสังหาฯไม่สูงดังที่เกิดขึ้น ซึ่งหากอำนาจซื้อโดยทั่วไปเริ่มลดลงเพราะแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อด้วยแล้ว ยิ่งมีผลสูง

5. จากที่กล่าวในข้อแรกว่ารายการหลักในงบการเงินคือ ต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ดังนั้นหากวิแคราะห์อัตราส่วน current ratio จะไม่ได้ความหมายอะไร ช่วงดีก็เกิน 1 ใกล้ล้มละลายก็เกิน 1 ขาดสภาพคล่องก็เกิน 1 แล้วจะดู Liquidity อย่างไร เพราะธุรกิจนี้หากใครสภาพคล่องดี สายป่านดี ถือเป็นจุดแข็งที่ได้เปรียบข้อหนึ่งของธุรกิจ (Strength) กิจการที่สภาพคล่องไม่ดีจะพึ่งเงินกู้ระยะสั้นสูง จะมีต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) สูงเป็นเงาตามตัว อ้ตราส่วนสภาพคล่องควรใช้ Modified Current Ratio = CFO/Current Liabbility แทน โดย CFO คือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (หักการจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงินสดแล้ว) หารด้วย หนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย ค่าที่ได้ควรสูงกว่า 1 จึงจะถือว่าสถาพคล่องดี ถ้า CFO ต่ำหรือติดลบ แสดงว่าธุรกิจปัจจุบันดำเนินไปประจำวันด้วยเงินกูล้วนๆ แบบนี้ช่วงเศรษฐกิจดีก็ไม่น่าห่วง แต่ช่วงไม่ดีน่าห่วง เพราะล้มง่ายเกิดปัญหาง่าย

6. ต่อมาคือวัดรอบการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือคือต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายนั่นเอง (ถ้ามีรายการสินค้าคงเหลืออีกบรรทัดให้เอามารวมกัน) ใช้สูตรเดียวกับ Inventory Turnover คือ ต้นทุนขายหารสินค้าคงเหลือเฉลี่ย แน่นอนรอบจะต่ำมาก บางบริษัมได้ 0.6 รอบต่อปี หาเป็นวันได้ 600 วัน หมายความว่า โดยเฉลี่ยโครงการหนึ่งนับแต่เริ่มขึ้นเสาเข็มจนสร้างเร็จแล้วโอนขายได้ ใช้เวลา ราว 1 ปี 8 เดือน เราสามารถนำค่านี้ไปพิจารณาความเหมาะสมได้ แต่ต้องระวังด้วยเพราะโครงการของแต่ละบริษัทอาจแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมาย เช่นบางบรษัมเน่นลูกค้าระดับกล่างถึงกลางสูง กับบางบริษัทเน้นกลุ่มระดับสูงระยะเวลาอาจต่างกัน ซึ่งเราต้องอาศัยประสบการณ์และการสังเกต การพูดคุยหาข้อมูลเพื่อให้มั่นใจ แต่ถ้าจะพิจารณาให้เเร็วด้วยการเปรียบเทียบ บรฺษัทที่มีกลุ่มหรือภาพรวมโครงการคล้ายกัน ก็น่าจะใกล้เคียงกัน

7. เนื่องจากธุรกิจนี้ก่อหนี้สูงโดยสภาพธุรกิจ การพิจารณาเพียง D/E อาจจไม่พอที่จะได้ภาพชัดเจน จึงควรวิเคราะห์ควาสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยด้วย ปกติใช้ ICR (Interest Coverage Ratio = EBIT/I) แต่เนื่องจากธุรกิจนี้ จะมีการบันทึกต้นทุนการกู้ยืมบางส่วนเข้าในต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Interest Capitalization) ดอกเบี้ยจ่ายที่เห็นในงบกำไรขาดทุนจึงแสดงดอกเบี้ยจ่ายจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น เพื่อหาความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยที่แท้จรงจึงควรใช้ MICR (Modified Interest Coverage Ratio = (CFO+I)/I ) โดยการเอา CFO (ซึ่งหักดอกเบี้ยจ่ายเงินสดแล้ว) บวกกลับด้วยดอกเบี้ยจ่ายเงินสด หารด้วยดอกเบี้ยจ่ายเงินสด ทั้งหมดหาตัวเลขได้จากงบกระแสเงินสด ค่าที่ได้ควรมากกว่า 1 หากน้อยกว่าหรือติดลบ แสดงถึงสภาวะที่ไม่ดีของธุรกิจ ยิ่งหากเกิดในช่วงเศรษฐกิจชลอตัวยิ่งต้องระวัง

8. อัตราส่วนที่ใช้พิจารณาอีกตัวเกี่ยวกับหนี้สินคือ Modified Payback Period = ภาระหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด / CFO อัตราส่วนนี้บอกว่า ในภาระหนี้ที่ต้องจ่ายดอเกบี้ยทั้งหมดถ้าจ่ายด้วยกระแสเงินสดที่ได้รับ (หลังหักดอกเบี้ยจ่ายแล้ว) เงินต้นทั้งหมดจะหมดในกี่ปี ยิ่งสั้นยิ่งดี แต่ติดลบไม่ดีแปลว่าไม่มีเงินจ่ายเงินต้น ค่าที่พอรับได้ น่าจะอยู่ไม่เกิน 5 ปี เพราะปกติการกู้ยืมสถาบันการเงินจะได้ term ราว 3-5 ปี ถ้ายาวกว่านั้น แสดงว่าต้องมีการ refinance แน่นอน กิจการอยู่ได้โบการหมุนเงินกู้วันไหนแบงค์ล้มบริษัทล้มแน่นอน (เหมือนปี 40 ที่มีอสังหาจำนวนมากล้มตามสถาบันการเงิน ทุกที่ล้วนมีอัตราส่วนตัวนี้ยาวทั้งสิ้น) อีกแง่หนึ่งอาจบอกได้ว่า แนวโน้มเพิ่มทุนสูง ยิ่งค่าติดลบ บรษัทจะมี D/E สูงกว่าอัตสาหกรรม และโอกาสต้องเพิ่มทุนยิ่งสูง

9. GM (Gross Margin) และ NM (Net Margin) พิจารณาเชิงแนวโน้มจะได้ภาพที่ชัดเจน หากแนวโน้มคงที่รักษาระดีบได้ดี แสดงถึงการรักษาความได้เปรียบการแข่งขัน (Sustainable Competitive Advantage) อย่าดูเพียงค่าสูงหรือต่ำอย่างเดียว เพราะแต่ละบริษัทมีกลุ่มลูกค้าต่างกัน กลุ่ม High-end ย่อมมี GM สูงกว่าผู้จับตลาดกลุ่ม Middle-end เพราะเมื่อดู NM แล้วอาจใกล้เคียงกัน กลุ่ม High-end มักมีค่าใช้จ่ายขายและบริหารสูงกว่า การวิเคราะห์หาหุ้นดีในกลุ่มนี้จึงควรดู GM และ NM แบบแนวโน้มประกอบจึงชัดเจนกว่า

10. สุดท้ายก็คงเป็นค่ามาตราฐานที่ใช้ดูหลักๆในทุกกลุ่มคือ ROA และ ROE บริษัทที่มากกว่า และสูงกว่าย่อมดีกว่า แต่บางครั้ง ทำมาทุกข้อ 1-9 บางตัวสูงบางตัวต่ำเราก็เลือกสุดท้ายที่ค่านี้เพื่อเอาตัวที่เข้า win

เขียนมา 10 ข้อคงพอควรระดับหนึ่งที่ครอบคลุมพอควร ปลีกย่อยมีอีกบ้างแต่ที่เขียนมาคือหลักใหญ่ครับ

เทคนิคบางประการในการดูงบการเงิน …

… เทคนิคบางประการในการดูงบการเงิน …

ในเรื่องของการอ่านงบการเงิน เพื่อหาความผิดปกติหรือสัญญาณว่า จะมีการตกแต่งงบการเงินหรือไม่ ในส่วนของ งบดุลและงบกระแสเงินสด ซึ่งในส่วนของงบดุลนั้น จะสามารถให้ข้อมูลได้ทั้งในกรณีการตกแต่งผลกำไรและการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม
ในกรณีของการตกแต่งกำไรนั้นจะเป็นผลมาจาก การสร้างรายได้เกินจริงหรือการชะลอค่าใช้จ่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะมีผลต่องบดุลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราก็สามารถหาความผิดปกติได้ดังนี้

• การสร้างรายได้เกินจริง
จะสังเกตได้จากยอดลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เช่น ในอดีตลูกหนี้การค้าอยู่ที่ประมาณ 10% ของยอดขายแต่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% เป็นต้น โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นแทบจะทั้งหมดเพิ่มมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น สาเหตุเป็นเพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่มีการชำระราคากันจริง

• การชะลอค่าใช้จ่าย
จะสังเกตได้จากหลายรายการในงบดุล เริ่มต้นจาก รายการค่าใช่จ่ายล่วงหน้า รายการสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน หากรายการเหล่านี้ เพิ่มขึ้นอย่างมากก็ควรจะพิจารณาดูว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายสำหรับรายการเหล่านี้อาจต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่บริษัทได้ชะลอการตัดเป็นค่าใช้จ่ายจึงตั้งเป็นทรัพย์สินไว้ก่อน อีกรายการหนึ่งที่ควรดูก็คือ สินค้าคงคลัง เพราะมีกรณีที่สินค้าของบริษัทล้าสมัย หรือมีข้อบกพร่องจนไม่สามารถขายได้ แต่บริษัทอาจไม่ยอมตัดเป็นค่าใช้จ่าย และอีกกรณีหนึ่งคือ การตั้งสำรองหนี้สูญที่ต่ำเกินไป อาจต้องดูนโยบายและสถิติในอดีตประกอบกันไป

สำหรับกรณีของการใช้จ่ายเงิน ที่ไม่เหมาะสมนั้นงบดุลก็สามารถให้ข้อมูลความผิดปกติได้เช่นกัน โดยทั่วไปการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมจะเกิดจากการที่ผู้บริหารพยายามที่จะโยกย้ายทรัพย์สินออกจากบริษัท ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปเงินสดหรือทรัพย์สินถาวรก็ได้ สิ่งที่อาจพบได้ในงบสำหรับกรณีของการโยกย้ายเงินสดได้แก่ รายการให้กู้ยืมแก่ผู้บริหารหรือกรรมการ หรืออาจอยู่ในรูปของการซื้อทรัพย์สินถาวร จากผู้บริหารและกรรมการในราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก และในบางกรณีอาจถึงขั้นที่มีการจ่ายเงินค่าทรัพย์สินแต่ไม่ได้รับโอนทรัพย์สินเหล่านั้นมาให้บริษัทอย่างถูกต้อง ส่วนของการโยกย้ายทรัพย์สิน ก็อาจอยู่ในรูปของการขายทรัพย์สินถาวรของบริษัทให้กับผู้บริหารหรือกรรมการในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก สำหรับผู้อ่านหากเห็นทรัพย์สินถาวรของบริษัท เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมาก ขอแนะนำให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากหมายเหตุประกอบงบว่า ทรัพย์สินถาวรเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุใด และเป็นประโยชน์จริงต่อการทำธุรกิจหรือไม่

งบสุดท้ายที่จะแนะนำให้พิจารณาเพื่อหาสัญญาณความผิดปกติก็คือ งบกระแสเงินสด หากบริษัทแสดงผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากแต่กระแสเงินสดจากการปฏิบัติงานกลับติดลบ ก็เริ่มเป็นสัญญาณที่ไม่ดี ต้องดูในรายละเอียดต่อว่า กระแสเงินสดที่ติดลบนั้นมาจากอะไร เช่นอาจเป็นเพราะลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือในส่วนของกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนก็จะบอกให้ผู้อ่านงบทราบได้ว่า ในรอบบัญชีที่ผ่านมาบริษัทมีการซื้อหรือจำหน่ายทรัพย์สินถาวรหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน จากลักษณะของข้อมูลที่ได้จากงบกระแสเงินสดจึงทำให้ผู้อ่านบางท่านเริ่มการพิจารณางบการเงินจากงบกระแสเงินสดก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงเข้าไปดูรายละเอียดต่อในงบดุลและงบกำไรขาดทุน ทั้งนี้ การจะเริ่มจากงบฉบับใดก่อนนั้น ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละท่าน ไม่มีลำดับก่อนหลังตายตัว

โดย ญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์
http://forums.naiwaen.com/thread-1490.html

จับเท็จ…”หุ้นอสังหาฯ” 4 วิธี “เลี่ยงหลุมพราง” ทางบัญชี

จับเท็จ…”หุ้นอสังหาฯ” 4 วิธี “เลี่ยงหลุมพราง” ทางบัญชี

จะเล่นหุ้นอสังหาฯ ให้มีกำไรต้องทำอย่างไร นักวิเคราะห์แนะนำว่า มีกลเกมทางบัญชี 4 วิธีที่ผู้ลงทุนต้องรู้ทุน คือ การบันทึกรายได้ กำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่าย และการไหลของกระแสเงินสด กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยมีมากถึง 68 บริษัท แยกเป็น 5 กลุ่ม ทั้งรับเหมาก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย พัฒนาโครงการให้เช่า โรงงานอุตสาหกรรม และน้องใหม่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสิทธิการเช่า ซึ่งกลุ่มหลังสุดนี้โตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีกองทุนเข้ามาจดทะเบียนต่อเนื่อง ทั้ง 5 ธุรกิจในเซคเตอร์อสังหาฯ รวมๆ กันแล้วมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 10% ของตลาด แต่กระจายกันถึง 68 หลักทรัพย์ แค่เลือกว่าจะลงทุนตัวไหนก็ละลานตาพอแล้ว แต่นักวิเคราะห์ยังเตือนไว้ด้วยว่า “เล่นหุ้นอสังหาฯ ไม่ง่าย” เพราะแต่ละบริษัทมีกลวิธีทางบัญชีที่แตกต่างกัน ฉะนั้นจะเล่นหุ้นกลุ่มนี้ ต้องตาดีเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นอาจตกหลุมพรางทางบัญชีที่ถูก “ขุดล่อ” ไว้

1. วิธีบันทึกรายได้
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส บอกว่า ก่อนจะตัดสินใจลงทุน หรือไม่ลงทุนในหุ้นอสังหาฯ นอกจากต้องเข้าใจกลไกและผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย ความเชื่อมั่น มาตรการต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่สุด ต้องเข้าใจโครงสร้างรายได้ วิธีบันทึกรายได้ และการทำประมาณการผลการดำเนินงาน เพราะหุ้นกลุ่มนี้ แตกต่าง จากกลุ่มอื่นๆ หรือแม้แต่ในกลุ่มอสังหาฯ เหมือนกัน ก็ยังมีวิธีบันทึกรายได้และประมาณการแตกต่างกัน สินค้าทั่วไป ถ้าขายแล้วได้เงินมา ก็จะบันทึกราคาเลย แต่บริษัทอสังหาฯ ไม่ใช่ จะบันทึกรายได้เฉพาะส่วนที่ “สร้างเสร็จ” แล้วเท่านั้น ไม่ใช่เท่านั้น เพราะการบันทึกรายได้ของธุรกิจบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือที่เรียกว่า โครงการแนวราบ กับโครงการคอนโดมิเนียมก็ “แตกต่าง” กันอีก เทิดศักดิ์อธิบายว่า การบันทึกรายได้ในบัญชีมี 3 เงื่อนไข คือ
บริษัทต้องได้รับเงินจากลูกค้าอย่างน้อย 20% ของราคาขาย
งานก่อสร้างต้องคืบหน้าเกิน 10% และลูกค้าผ่อนดาวน์ต้องไม่ขาดผ่อนต่อเนื่องเกิน 3 งวด
ส่วนกรณีคอนโดมิเนียม จะเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อว่า โครงการนั้นต้องมียอดขายพื้นที่ “เกิน 40%” ของพื้นที่ขาย โครงการคอนโดมิเนียมจะแบกรับความเสี่ยงมากกว่าบ้านเดี่ยวหรือ ทาว์นเฮ้าส์ จึงต้องการยอดขายและกำไรขั้นต้นที่สูงกว่า ผู้ลงทุนที่จะซื้อหุ้นของกิจการคอนโดมิเนียมจึงต้องพิจารณาให้ดี

2. อัตรากำไรขั้นต้น
อีกเรื่องที่ต้องดูคือการคาดการณ์ กำไรขั้นต้น หรือ “Gross Margin” ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึง “ฝีมือ” ผู้บริหาร ถ้า Gross Margin สูงๆ โดยปกติก็บ่งชี้ว่า จัดการเก่ง มีประสิทธิภาพ บริหารจัดการเป็นเยี่ยม แต่บางกรณี Gross Margin ก็อาจถูก หมกเม็ด ได้เช่นกัน ที่เห็นกันบ่อยๆ คือ กำไรขั้นต้นสูง แต่ไม่ได้เกิดจากการบริหารจัดการที่ดี แต่มาจากการเล่นกลทางบัญชี เทิดศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า บางบริษัทที่มี Gross Margin สูง เพราะมีการปรับปรุงทาง บัญชี เช่น ปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ในอดีต ทำให้เมื่อนำสินทรัพย์ชิ้นที่ถูกปรับลดมูลค่ามาพัฒนาเพื่อขาย จึงมีต้นทุนต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นสูงกว่าปกติ กำไรขั้นต้น หรือ Gross Margin สูง ยังอาจมาจากกลยุทธ์พัฒนาที่ดินของผู้บริหาร เช่นสะสมที่ดินแปลงใหญ่มาหลายปี แต่ทยอยพัฒนา เช่น มีที่ดินสะสม 100 ไร่ ซึ่งในการพัฒนาที่ดินเฟสแรกๆ กำไรขั้นต้นจะต่ำเพราะมีต้นทุนสูง แต่หลังจากนั้นมูลค่าที่ดินสูงขึ้น และตั้งราคาสินค้าได้สูงกว่าเฟสแรก กำไรขั้นต้นก็สูงขึ้นในช่วงเฟสท้ายๆ กำไรขั้นต้นของกลุ่มอสังหาฯ เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 41% ในปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านสร้างไม่พอขาย ทำให้การสต็อกสินค้าต่ำมากๆ และตลาดเป็นของผู้ขาย แต่จากนั้น Gross Margin ก็ถอยลงมาเรื่อยๆ จนเหลือ 32-34% สะท้อนว่าตอนนี้ตลาดเป็นของผู้ซื้อ” กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เทิดศักดิ์ยกตัวอย่างบริษัทสัมมากร” ซึ่งซื้อที่ดินแปลงใหญ่และพัฒนาโครงการ โดยใช้เวลาถึง 10 ปี ตอนนั้นโครงการหมู่บ้านที่บางกะปิ เคยมีกำไรขั้นต้นสูงถึง 70% แต่พอที่ดินหมด กำไรขั้นต้นก็ลดลง ฉะนั้นในการพิจารณา Gross Margin หากเห็นว่าสูงผิดปกติ ต้องเจาะลึกด้วยว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ และจะอยู่อย่างนั้นตลอดไปหรือไม่ “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” ก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่ต้องดูอย่างละเอียด และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ลงทุนต้องระวัง..

3. ค่าใช้จ่าย
โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของธุรกิจอสังหาฯ จะมี 4 ส่วน คือ ค่าจ้างเงินเดือน และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการจัดการต่างๆ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาประเมิน ค่าธรรมเนียมการโอน 2% และค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายส่วนใหญ่จะคิดราว 3% ของยอดจอง รวมเป็น 7.3% สิ่งที่ควรระวังก็คือ ในบางกรณีการบันทึกบัญชี จะมีค่าใช้จ่ายการขายแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น โปรโมชั่นแปลกๆ ให้ของแลกแจกแถม ดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งถ้าเห็นความผิดปกติ ต้องสอบถามผู้บริหารด้วย สิ่งที่ต้องจับตาอีกอย่างคือ โครงสร้างการเงินและแนวโน้มการก่อหนี้ ในช่วงวิกฤติ บริษัทอสังหาฯ ส่วนใหญ่จะเติบโตด้วยการก่อหนี้ โดยไปกู้ยืมเงินนอกประเทศ เพราะได้อัตราดอกเบี้ยถูก แต่หลังการปล่อยค่าเงินลอยตัว ทำให้มีหนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยในปี 2543 สัดส่วนหนี้สิน (Net Gearing) สูงถึง 11% จากนั้นจึงทำการ “แฮร์คัต” หรือปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ Net Gearing ปัจจุบันเหลือเพียง 0.7% ช่วงนี้จึงถือว่าฐานเงินทุนบริษัทอสังหาฯ แข็งแรง เพราะเป็นการเติบโตจากเงินของผู้ถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่

4. งบกระแสเงินสด
วิธีดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ “สถานะ” (Position) ของกิจการได้ทางหนึ่ง “ในช่วงเริ่มฟื้นตัวของกิจการ หรือช่วงขยายกิจการ ส่วนใหญ่จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แต่เมื่อผ่านช่วงการลงทุนไปแล้ว ฐานธุรกิจใหญ่ขึ้น กระแสเงินสดจะเป็นบวก” “ดูวิธีบันทึกบัญชี เกาะติด Gross Margin พิจารณาค่าใช้จ่ายในการขาย และปรายตาดูกระแสเงินสด” นี่คือแนวทางหลักๆ ในการค้นหาความจริงของหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่นักวิเคราะห์แนะนำไว้ หากทำได้ครบ รับรองว่าได้หุ้นถูกตัว ถูกใจ มีกำไรได้ไม่ยาก..

ความหมายของรายการย่อในงบกำไรขาดทุน

ในการจัดทำงบกำไรขาดทุนของบริษัทจำกัด จะต้องยึดหลักตามมาตรฐานการบัญชี
ฉบับที่ 35 (ปรับปรุง 2550) ตามประกาศสภาวิชาชีพการบัญชี ฉบับที่ 38/2550 และจะต้องปฏิบัติตามประกาศกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2544 ซึ่งได้ให้ความหมายรายการย่อในงบกำไรขาดทุนดังนี้

งบกำไรขาดทุน แสดงแบบขั้นเดียว

1. รายได้ (Revenues)
1.1 รายได้จากการขายและหรือการให้บริการ (Revenues from the sale of goods and the rendering of services) หมายถึง รายได้ที่เกิดจากการขายสินค้า สิทธิ หรือบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินสด สิทธิเรียกร้องให้ชำระเงิน หรือสิ่งอื่นที่มีมูลค่าคิดเป็นเงินได้ ทั้งนี้ให้แสดงเป็นยอดสุทธิหลังหักรายการรับคืนและส่วนลดแล้ว โดยแยกแสดงเป็นรายได้แต่ละประเภท เช่น รายได้จากการขายสินค้า รายได้จากการให้บริการ
1.2 รายได้อื่น (Other incomes) หมายถึง รายได้จากการดำเนินงานนอกจากที่กำหนดให้แสดงไว้ในรายการที่ 1.1 ทั้งนี้ให้รวมกำไรอื่นที่ไม่จัดเป็นรายการพิเศษ เช่น กำไรจากการขายเงินลงทุน ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์อื่น ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายในการขายสินทรัพย์ดังกล่าวให้นำมาหักจากรายการนี้เพื่อแสดงยอดสุทธิ กรณีที่ยอดสุทธิเป็นผลขาดทุนให้แสดงไว้ในรายการที่ 2.3
1.3 ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย (Share of profits from investments for the equity method) หมายถึง ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนซึ่งบันทึกโดยวิธีส่วนได้เสียตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการบัญชี

2. ค่าใช้จ่าย (Expenses)
2.1 ต้นทุนขายและหรือต้นทุนการให้บริการ (Costs of the sale of goods and the rendering of services) หมายถึง ต้นทุนของสินค้า สิทธิ หรือบริการที่ขาย รวมถึงราคาซื้อ ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายไปเพื่อให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมที่จะขายโดยแยกแสดงเป็นต้นทุนตามประเภทของธุรกิจหลักของกิจการตามที่ได้แสดงไว้ในรายการที่ 1 เช่น ต้นทุนของสินค้าที่ขายต้นทุนของการให้บริการ
2.2 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (Selling administrative expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขาย และค่าใช้จ่ายทั่วไปที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานอันเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นและดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งกำหนดให้แสดงไว้ในรายการที่ 2.3 และ 4
2.3 ค่าใช้จ่ายอื่น (Other expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานนอกจากที่กำหนดให้แสดงไว้ในรายการที่ 2.1 ถึง 2.2 ทั้งนี้ให้รวมถึงขาดทุนอื่นที่ไม่จัดเป็นรายการพิเศษ เช่น ขาดทุนจากการขายเงินลงทุน ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์อื่นและขาดทุนจากการหยุดงานของพนักงาน ในกรณีที่มีรายได้จากการขายสินทรัพย์ดังกล่าว ให้นำมาหักรายการนี้เพื่อแสดงยอดสุทธิ
2.4 ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย (Share of losses from investments for using the equity method ) หมายถึง ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนซึ่งบันทึกโดยวิธีส่วนได้เสียตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการบัญชี
3. กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (Profit loss before interest and income tax expenses) หมายถึง ยอดรวมรายได้หักด้วยยอดรวมค่าใช้จ่าย แต่ก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและก่อนภาษีเงินได้ หากมีผลขาดทุนให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ
4. ดอกเบี้ยจ่าย (Interest expense) หมายถึง ดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทนเนื่องจากการให้ประโยชน์จากเงินหรือเงินทุน
5. ภาษีเงินได้ (Income tax expenses) หมายถึง ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณขึ้นตามวิธีการบัญชีหรือตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
6. กำไร (ขาดทุน) สุทธิ (Net profit loss) หมายถึง กำไรหรือขาดทุนหลังจากหักหรือรวมรายการพิเศษแล้ว หากมีผลขาดทุนให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ
7. กำไรต่อหุ้น (Earnings per share) หมายถึง วิธีการคำนวณที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยเรื่องกำไรต่อหุ้น หากมีผลขาดทุนให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ

ความหมายของรายการย่อในงบกำไรขาดทุน
งบกำไรขาดทุน แสดงแบบหลายขั้น

1. รายได้จากการขายและหรือการให้บริการ (Revenues from the sale of goods and the rendering of services) หมายถึง รายได้ที่เกิดจากการขายสินค้า สิทธิ หรือบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินสด สิทธิเรียกร้องให้ชำระเงิน หรือสิ่งอื่นที่มีมูลค่าคิดเป็นเงินได้ ทั้งนี้ให้แสดงเป็นยอดสุทธิหลังหักรายการรับคืนและส่วนลดแล้ว โดยแยกแสดงเป็นรายได้แต่ละประเภท เช่น รายได้จากการขายสินค้า รายได้จากการให้บริการ
2. ต้นทุนขายและหรือต้นทุนการให้บริการ (Costs of the sale of goods and the rendering of services) หมายถึง ต้นทุนของสินค้า สิทธิ หรือบริการที่ขาย รวมถึงราคาซื้อ ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายไปเพื่อให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมที่จะขาย โดยแยกแสดงเป็นต้นทุนตามประเภทของธุรกิจหลักของกิจการตามที่ได้แสดงไว้ในรายการที่ 1 เช่น ต้นทุนของสินค้าที่ขายต้นทุนของการให้บริการ
3. กำไรขั้นต้น (Gross profit) หมายถึง ส่วนของรายได้จากการขายสินค้าและหรือบริการสุทธิที่สูงกว่าต้นทุนขายและหรือต้นทุนของการให้บริการ
4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (Selling and administrative expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขาย และค่าใช้จ่ายทั่วไปที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานอันเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นและดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งกำหนดให้แสดงไว้ในรายการที่ 7 และ 11
5. กำไร (ขาดทุน) จากการขายและหรือการให้บริการ (Profit loss from the sale of goods and the rendering of services) หมายถึง กำไร (ขาดทุน) จากการขายและหรือการให้บริการซึ่งไม่รวมรายได้อื่น และค่าใช้จ่ายอื่นที่กำหนดให้แสดงในรายการที่ 6 และ 7
6. รายได้อื่น (Other incomes) หมายถึง รายได้จากการดำเนินงานนอกจากที่กำหนดให้แสดงไว้ในรายการที่ 1 ทั้งนี้ให้รวมกำไรอื่นที่ไม่เป็นรายการพิเศษ เช่น กำไรจากการขายเงินลงทุน ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์อื่น ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายในการขายสินทรัพย์ดังกล่าวให้นำมาหักจากรายการนี้เพื่อแสดงยอดสุทธิ
7. ค่าใช้จ่ายอื่น (Other expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานนอกจากที่กำหนดให้แสดงไว้ในรายการที่ 2 และ 4 ทั้งนี้ให้รวมถึงขาดทุนอื่นที่ไม่จัดเป็นรายการพิเศษ เช่น ขาดทุนจากการขายเงินลงทุน ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์อื่น และขาดทุนจากการหยุดงานของพนักงานในกรณีที่มีรายได้จากการขายสินทรัพย์ดังกล่าว ให้นำมาหักจากรายการนี้เพื่อแสดงยอดสุทธิ
8. กำไร (ขาดทุน) จากการดำเนินงาน (Profit loss from operations) หมายถึง กำไร (ขาดทุน) จากการขายและหรือการให้บริการที่รวมรายได้อื่นและหักค่าใช้จ่ายอื่น
9. ส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย (Share of profits losses from investments for using the equity method) หมายถึง ส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนซึ่งบันทึกโดยวิธีส่วนได้เสียตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการบัญชี
10. กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายภาษีเงินได้ (Profit loss before interest and income tax expenses) หมายถึง ยอดรวมรายได้หักด้วยยอดรวมค่าใช้จ่าย แต่ก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและก่อนภาษีเงินได้หากมีผลขาดทุนให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ
11. ดอกเบี้ยจ่าย (Interest expenses) หมายถึง ดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทนเนื่องจากการใช้ประโยชน์จากเงินหรือเงินทุน
12. ภาษีเงินได้ (Income tax expenses) หมายถึง ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณขึ้นตามวิธีการบัญชีหรือตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
13. กำไร (ขาดทุน) สุทธิ (Net profit loss) หมายถึง กำไรหรือขาดทุนหลังจากหักหรือรวมรายการพิเศษแล้ว หากมีผลขาดทุนสุทธิให้แสดงจำนวนไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ
14. กำไรต่อหุ้น (Earnings per snare) วิธีการคำนวณให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยเรื่องกำไรต่อหุ้น หากมีผลขาดทุนให้แสดงจำนวนเงินในเครื่องหมายวงเล็บ

กำไรต่อหุ้น
กำไรต่อหุ้น (Earnings per snare) จะต้องแสดงต่อท้ายงบกำไรขาดทุนตามแบบที่กำหนดในประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่องกำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ.2544 และสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 35 กำหนดให้เปิดเผยจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องต่อหุ้นไว้ในงบกำไรขาดทุนในย่อหน้า 49 เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของแต่ละกิจการในแต่ละงวดเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุนหรือเรื่องอื่นๆ ดังนั้น การคำนวณกำไรต่อหุ้น แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน และกำไรต่อหุ้นปรับลดในที่นี้จะขออธิบายเกี่ยวกับกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนกำไรต่อหุ้นปรับลด จะศึกษาได้ในระดับสูงต่อไป

การคำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน
กำไรต่อหุ้นที่จะต้องแสดงในงบกำไรขาดทุนท้ายงบนั้นได้จากนำกำไรสุทธิประจำงวด หักเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิส่วนที่เหลือจะเป็นกำไรสุทธิที่เป็นส่วนของหุ้นสามัญทั้งหมดและจะหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่อยู่ในมือของผู้ถือหุ้น

ในการศึกษาระดับนี้สมมุติให้โครงสร้างทุนของกิจการเป็นแบบง่าย กล่าวคือโครงสร้างที่ไม่มีหลักทรัพย์แปลงสภาพ หรือไม่มีใบสำคัญแสดงสิทธิ

งบการเงิน(ตอนที่1)

งบการเงิน(ตอนที่1)
POSTED BY ENERGY_EAK ⋅ JULY 30, 2011 ⋅ 2 COMMENTS
ความจริงของโลกใบนี้ ได้พิสุจน์ว่า….เราไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนมาทางด้านบัญชีการเงิน ก็สามารถประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นได้ ..บางท่านที่ประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นก็เป็น คุณหมอ, วิศวกร, หรืออาชีพอื่นๆ เป็นเจ้านายตัวเอง รึ อยู่บ้านเฉยๆ…ก็สามารถประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นได้ เราจะเห็นว่าความสำเร็จได้เปิดประตูต้อนรับคนทุกอาชีพ…แต่ลองสังเกตุดูสิครับ ..คนเก่งๆทั้งในระดับประเทศ, ระดับโลก แม้แต่คนเก่งในวงเพื่อนๆของเรา ส่วนมากจะ พิจารณางบการเงินเป็นทั้งสิ้น

ผมเองก็ไม่ได้เรียนจบทางด้านบัญชีมาครับ…แต่อยากประสบความสำเร็จอย่างคนอื่นๆเขา ..ก็เลยคิดง่ายๆว่า อะไรที่คนสำเร็จๆเขาทำกันได้ เราน่าจะฝึกหัดเอาไว้ไม่เสียหาย …และผมก็พบว่าการอ่านงบการเงินได้บ้าง มีประโยชน์อย่างมาก ..ถ้าจะเปรียบเทียบกับการสร้างบ้านที่ต้องมีรากฐาน, วางเสา, วางคาน…การเสริมความรู้ด้านพฐ.บัญชีในการลงทุนบ้าง..ก็ถือเป็นการเพิ่มความมั่นคงในการลงทุน.. จำกัดความเสี่ยงให้น้อยลงนั่นแหละครับ

เพื่อให้มีความสนุกในการติดตาม ในรายละเอียดผมพูดเกี่ยวกับ มุมมองของการดูงบการเงินแบบGrowth ในแบบของผม และ บางตอนจะยกตัวอย่างจริงประกอบบ้าง

อย่างไรก็ดี..ทั้งหมดจะพูดถึง 3หัวเรื่องหลักๆ..
1)งบดุล
2)กำไรขาดทุน
และ 3)งบกระแสเงินสด
ทั้ง3งบนี้ …มีความสัมพันธ์กัน… โดยหากเราเปรียบเที่ยบว่าหุ้นตัวนึง คือคนๆนึง งบดุลก็เหมือนกับสุขภาพทางการเงินโดยรวมของคนๆนั้น, งบกำไรขาดทุนก็เหมือนงานการที่คนๆนั้นทำความสามารถในการหาเงิน, งบกระแสเงินสดก็คือนิสัยการจับจ่ายใช้สอยของคนๆนั้นอะแหละครับ…เห็นถึงความสัมพันธ์บ้างไหมครับ?…เช่น ถ้าจับจ่ายใช้สอย(งบเงินสด) มากกว่า ที่หามาได้(งบกำไร)ตลอดเวลา ..สุดท้ายสุขภาพทางการเงิน(งบดุล)ก็จะแย่ …ถ้าเป็นคนก็เรียกว่า”จน” ….เป็นบริษัท จะเรียกว่าอะไรดี!! ^_^”

ผมเขียนจบครบทั้ง3งบการเงิน….มีวัตถุประสงค์เพื่อ ที่จะจุดประกายให้เพื่อนๆที่ยังไม่สนใจเรื่องการดูงบการเงิน …ให้ลองหันมา อ่านงบการเงินดูบ้าง…ตามประสางูๆปลาๆนี่แหละครับ ผมเองก็ยังไม่เก่ง แต่ก็พยายามเต็มที่ เพราะเชื่อว่าหากเพื่อนๆเข้าใจแล้ว..จะเห็นว่ามันมีประโยชน์จริงๆครับ

งบการเงิน(ตอนที่2)งบดุล
POSTED BY ENERGY_EAK ⋅ JULY 23, 2011 ⋅ LEAVE A COMMENT
วันนี้จะขอพูดถึงการดูพื้นฐานบ้างครับ.. ดังคำๆนี้ครับ

“หอสูงเก้าชั้นยังเริ่มต้นด้วยกองดิน ..เดินทางพันลี้ยังเริ่มต้นด้วยฝ่าเท้า
ไม่มีชั้นแรกที่จะต่อด้วยชั้นสาม ..ดังนั้นควรวางรากฐานอย่างมั่นคงไว้ ”

อย่างที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้ว่า..ความเรียบง่าย คือ หัวใจการลงทุนของผม …หลักของความเรียบง่าย …ไม่ใช่ว่าไม่ต้องหาความรู้นะครับ(ตอนนี้ผมเองก็เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา)..แต่หลักของความเรียบง่ายอยู่ที่ความเข้าใจ ครับ

งบดุล เป็นงบการเงินที่บอกถึงภาพรวมๆได้ดีที่สุดครับ บอกถึงสุขภาพของบริษัท …เหมือนคนที่ไปตรวจสุขภาพประจำปีแล้วมีใบรายงานผลนั่นแหละครับ

การอ่านงบของธุรกิจ..ผมเน้นความเข้าใจเป็นหลัก …เอาง่ายๆว่าไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ, ไม่ต้องรู้จักตัวชี้วัดหลายๆตัว ถ้าเราไม่เข้าใจ …มุ่งเอาสักตัวสองตัวแต่เข้าใจดีกว่าครับ ..เพราะในการดูพฐ.ของบริษัทมีค่า Ratio มากมายให้เราหยิบมาใช้(ถ้าไม่ถนัดคำนวนก็หาค่าจากเว็บได้ ไม่จำเป็นต้องคำนวนเองเป็นก็ได้ครับ)…แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะหยิบค่าอะไรมาพิจารณา ต้องเข้าใจและอย่าลืมว่าค่าต่างๆนี้ จะมีมิติอื่นๆซ่อนอยู่ด้วยเสมอ!! ฉนั้นการอ่านพฐ.ย่อมอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน เช่น..ค่าวัดความเสี่ยงที่นิยมใช้กันค่านึง….

D/E Ratio หรือ สัดส่วนหนี้สินต่อทุน ที่หลายท่านพอเห็นสัดส่วนหนี้สินของบริษัทสูงๆแล้ว ก็ขยาดซะแล้ว!!(ผมเชื่อว่าคิดแบบนี้กันเยอะเลย)..แต่การทำธุรกิจมีมันมีหลายมิติ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผบห.ครับ ..ดังนั้นในความคิดผมไม่ควรมองD/Eเพียงมิติเดียวแล้วหวาดกลัว ..ควรมองรายละเอียดอื่นๆประกอบด้วย เช่น รายละเอียดของหนี้สิน และ ศักยภาพการทำกำไรของบริษัท ผมขอยกตัวอย่าง….

A ลงทุนใน สินทรัพย์100 = หนี้สิน90 + ทุน10
B ลงทุนใน สินทรัพย์100 = หนี้สิน10 + ทุน90
(สินทรัพย์= หนี้สิน + ทุน) ———————————(งบดุล)

จะเห็นว่า A ไม่ค่อยจะเจียมตัวเน้นกู้เงินมาลงทุนซะส่วนใหญ่, แต่ B เน้นการใช้เงินของตัวเองในการลงทุน ..มองๆแล้วBก็น่าจะดีถูกไหมครับ…แต่ลองพิจารณาในกรณีที่เศรษฐกิจเติบโตดี นะครับ
…ถ้าอีก1ปีข้างหน้า สินทรัพย์ที่ไปลงทุนเหมือนๆกันของAและBเพิ่มขึ้นสัก 20%ครับ และทั้ง2เกิดตัดสินใจขายสินทรัพย์นี้ไป(เพื่อให้เข้าใจง่ายผมไม่คิดรายละเอียดพวกภาระเงินกู้ ภาษี ฯลฯ)จะเกิดอะไรขึ้นครับ
Aขายได้ตังมา120 – คืนเงินกู้ไป90 = เหลือ30 คิดเป็นGrowth 200%ของเงินที่ลงไปตอนแรก(10)
Bขายได้ตังมา120 – คืนเงินกู้ไป10 = เหลือ110 คิดเป็นGrowth 22%ของเงินที่ลงไปตอนแรก(90)
***ถ้าเราจะเอาเงินไปร่วมไปลงทุนในบริษัทสักบริษัทนึง..เราจะชอบการเติบโตของเงินที่เราลงทุนแบบไหนครับ?^_^ แบบนี้แหละครับที่เขาเรียกว่า High Risk High Return ..ไม่ใช่ไปเล่นหุ้นHigh Risk เช่น หุ้นปั่นเจ้าลากแล้วจะ High Return นะครับ

จากตัวอย่างง่ายๆข้างต้น จะเห็นว่า หากเรารู้จัก งบดุลบ้าง และ เข้าใจRatioเพิ่มสักหน่อย…รู้ว่าบริษัทที่เราไปลงทุน มีโอกาสเติบโตตามทิศทางเศรษฐกิจสักนิด …เราจะเห็นมีโอกาสอะไรๆอีกมากมายเลยทีเดียวครับ!!
ปล.ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดังนั้นในการลงทุนจริงๆควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆเพิ่มเติมด้วย เพราะ ระดับหนี้สินในอีกมิตินึง คือความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของบริษัทครับ

งบการเงิน(ตอนที่3)งบกำไร-ขาดทุน
POSTED BY ENERGY_EAK ⋅ JULY 26, 2011 ⋅ 3 COMMENTS
ถ้าพูดถึงงบการเงินที่มีคนชอบดูกันมากที่สุด ผมมั่นใจเลยว่า ..งบกำไรขาดทุน ..เป็นคำตอบที่ทุกคนต้องการจะเห็น….ให้ไปในทางที่ดีมากที่สุด …และ ใครเชียวชาญการวิเคราะห์งบการเงิน..แค่งบนี้งบเดียวก็ถือซะว่า แทบจะบินได้แล้วครับ ..ลองติดตามต่อนะครับ ว่ามันสำคัญยังไง!!

โครงสร้างของกำไรขาดทุนคร่าวๆประกอบด้วย
รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไรสุทธิ(ขาดทุนสุทธิ) <————(งบกำไรขาดทุน)

ดูสิครับโครงสร้างมันง่ายมาก และยั่วยวน ในการที่จะให้เราเปิดดู…เพราะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนคงหนีไม้พ้นความสามารถในการทำกำไรของบริษัท รึ มีใครจะบอกว่าชอบที่จะลงทุนไปแล้ว..ธุรกิจขาดทุนมั่งอะครับ(คงไม่มี)

ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า..
กำไรจะเพิ่มได้ ประกอบด้วยกฎ5ข้อ(ดูเป็นพฐ.ได้เลยครับ)
1)ขายของได้มากขึ้นในตลาดเก่า
2)ขยายเข้าสู่ตลาดใหม่
3)ลดต้นทุนสำเร็จ
4)ขึ้นราคาสินค้า
5)ตัดส่วนที่ขาดทุนทิ้งไปได้(เช่นบริษัทย่อยที่ผลประกอบการแย่ๆ)

…ดังนั้นหากบริษัทไม่มีความสามารถในการทำให้กำไรเพิ่ม ..แทบที่ไม่ต้องจะมาคุยกันประเด็นอื่นกันต่อเลยครับ …แต่อย่างไรก็ดีอย่าลืมว่า งบการเงินบอกเราได้แค่ในอดีตไปทำอะไรมา คำว่าทำกำไรเพิ่มขึ้นจะต้องประเมินทางธุรกิจประกอบไปด้วยครับ
…ยิ่งหากเรามองเพียงมิติเดียว งบกำไรขาดทุน จะบอกเราได้แค่ Gross(กำไรขั้นต้น), NPM(กำไรสุทธิ), รายได้, ต้นทุน และ อื่นๆ …ถ้าต้องการแค่นี้…หาอ่านเอาตามบทวิเคราะห์หรือเอกสารสรุปเอาก็ได้ครับ ไม่ต้องเสียเวลามาโหลดงบเปิดดูครับ

…แต่หากเราสนใจในตัวบริษัทไหนมากๆ ผมแนะนำว่าลองมองมิติให้มากกว่านั้นดูครับ เช่น ดูงบกำไรขาดทุนกับทิศทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป เช่น

A รายได้ 100 – ต้นทุน 90 = กำไร 10
B รายได้ 100 – ต้นทุน 50 = กำไร 50

สมมุติให้A และ Bทำอะไรเหมือนๆกันจะเห็นว่า..
(กำไรก่อนภาษี)
Aท ำกำไรก่อนภาษีได้เพียง 10%
และ B ทำกำไรถึง 50%

ดูแล้วศักยภาพในการทำกำไรของ Bจะดีกว่า Aมากๆ…โดยปกติราคาในตลาดของก็จะรองรับศักยภาพตรงจุดนี้ของBแน่นอน(มองมิติเดียว)

…แต่ลองดูกันนะครับถ้าในกรณีที่ทิศทางเศรษฐกิจเติบโต สัก20%(บริษัทเติบโต) และต้นทุนเพิ่มขึ้นสัก10%(ปกติก็มาพร้อมๆกันอยู่แล้ว)..จะเกิดอะไรขึ้น!!

A รายได้ 120 – ต้นทุน 99 = กำไร 21
B รายได้ 120 – ต้นทุน 55 = กำไร 65
เห็นไหม!!… A เติบโต 110% ..แต่B เติบโตเพียง30%
เป็นไงล่ะครับ!! แม้งบกำไรขาดทุนจะบอกแค่อดีต..แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะประเมินอนาคตไม่ออกจากการ ดูงบกำไรขาดทุน..ซะทีเดียวนะครับ…เพียงแค่เราเข้าใจมิติของมันให้มากขึ้นเท่านั้น!! ^__^

….กรณีที่ผมยกไป…อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างอย่างนึงของบริษัทขนาดเล็ก …ยิ่งหากบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันซ่อนอยู่(เล็กพริกขี้หนู)..หรือ.สามารถแย่งพื้นที่ในตลาดมาครองได้มากขึ้นบ้าง..การเติบโตก็จะยิ่งมากขึ้นกว่าทิศทางเศรษฐกิจโดยปกติ(มีเยอะแยะครับ…ที่มันไปพรวดๆนั่นแหละไม่ต้องสงสัย!!^^) ..อะไรแบบนี้แหละครับ..จะแตกต่างจากบริษัทใหญ่ๆที่ครองMarket Share สูงๆ..บางทีมันโตยากครับ(ที่บางคนอาจเคยมีความรู้สึกว่า ซื้อบริษัทใหญ่ๆบางบริษัทแล้วราคามันไม่ค่อยไป..หรือโตสู้ตัวเล็กๆไม่ได้ก็เพราะแบบนี้แหละครับ…คงไม่ใช่เพราะหุ้นตัวเล็กๆราคาถูก..แล้วคนชอบเก็งซะทีเดียวหรอกครับ)
***งบกำไรขาดทุนเป็นส่วนที่สำคัญ ควรดื่มเกินวันละสองขวด ไม่ต้องสังเกตุคำเตือนใดๆทั้งสิ้น!! ^___^

งบการเงิน(ตอนที่4ตอนสุดท้าย)งบกระแสเงินสด
POSTED BY ENERGY_EAK ⋅ JULY 30, 2011 ⋅ 4 COMMENTS
“มีหลายคนคิดว่ากำไรคือกระแสเงินสด..ซึ่งความจริงแล้วคงไม่ใช่“
มีหลายครั้งที่งบกำไรขาดทุนได้ทำการบันทึก..แต่เงินสดไม่ได้เข้าบริษัทในขณะนั้น ….ปัจจุบันผมใช้งบ กระแสเงินสด ช่วยในการมองพฤติกรรมของบริษัท …หลายครั้งพบเจอว่าบริษัทกำลังทำอะไรที่จะส่งผลต่ออนาคต อันใกล้….ลองดูโครงสร้างของงบกระแสเงินสดกันครับ ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง

การเปลี่ยนแปลงในเงินสด = กระแสเงินสดจากกำไร + เงินสดจากแหล่งอื่น – การใช้เงินสดในรอบนั้นๆ ——(งบกระแสเงินสด)

อาจจะบอกได้ว่า กระแสเงินสด แปรผันตาม
1)การดำเนินงาน
2)การซื้อขายสินทรัพย์ซึ่งหมายถึงกิจกรรมการลงทุน
3)การเปลี่ยนแปลงหนี้สิน หรือ หุ้น หรือ กิจกรรมทางการเงินอื่นๆ

ลองคิดดูสิครับ..ถ้าบริษัทที่เราลงทุน จะขยายงาน รึไปทำอะไรที่มีโอกาสจะเติบโต บริษัทต้องใช้เงินสดๆเป็นตัวขับเคลื่อนสภาพคล่องในการลงทุน….เอาง่ายๆเหมือนเรามีตังในกระเป๋าอยู่แค่100บาท..แต่มีโอกาสจะได้เงินมาอีกใน2-3วัน จะไปนัดแฟนทานข้าววันนี้หรืออีก3วันอะครับ? วันนี้คงเอาแค่ใช้จ่ายประคองตัวเองไปก่อนถูกไหมครับ …ความพร้อมอะไรแบบนี้แหละ….งบกระแสเงินสดจะบอกเรา หรือ แม้แต่เช่น…

(ตัวอย่างจริง)
กรณีที่อยุ่ดีๆบริษัทเก็บเงินลูกค้าไม่ได้ มีงานแล้วเสร็จแต่ยังไม่ได้เก็บเงิน โผล่ขึ้นมา…การที่มองจากงบดุล จะเห็นไม่ชัด…เพราะงบดุลรวมทุกอย่างและแสดงถึงผลการเติบโตของกรณี้นี้ไม่ชัดเจน ….พอสอบถามไปทางบริษัทพบว่า บริษัทกำลัง ลงทุนร่วมกับลูกค้ารายใหญ่ในอนาคต แต่ต้องออกตังตัวเองไปก่อน(อ้าว!!..แบบนี้ก็ มีเรื่องสอบถามต่อมากมายเลย)…อย่างในกรณีตัวอย่างนี้ มองภาพออกมาทั้ง บวกและลบ …

เนื่องจากงานที่ทำในปัจจุบัน(ที่ยังเก็บตังไม่ได้)..ได้บันทึกลงในงบกำไรขาดทุนเรียบร้อยแล้ว(แสดงไปแล้ว) …การที่เป็นแบบนี้แสดงว่า เมื่อมีการเริ่มทำงานร่วมกันจริงๆ รายได้บางส่วนจะหายไปและจะทดแทนด้วยงานที่ทำร่วมกันแทน…ทำให้สามารถประเมินได้ว่าในอนาคต แม้บริษัทจะเติบโตเพราะการลงทุนใหม่ร่วมกัน แต่มีโอกาสเกิดคอขวดของรายได้สูง(รู้ก่อนได้เปรียบ)

งบกระแสเงินสดยังบอกอะไรอีกหลายอย่าง เพราะหลายบริษัทใช้งบกระแสเงินสด ในการตั้งงบประมาณของปีถัดไป

งบกระแสเงินสดบอกถึงความสามารถในการแปลงลูกหนี้เป็นเงิน และ บอกถึงความสามารถในการชำระหนี้สินได้

ตอนนี้สั้นไปนิดนึง…แต่อย่างไรอ่านมาถึงขนาดนี้แล้วเชื่อว่าเพื่อนๆที่เพิ่งลองอ่านจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย…ลองฝึกดูงบการเงินเล่นๆกันดูนะครับ ^_^…ผมเองก็ยังไม่เก่ง(จับฉ่าย)..เจอกันก็ทักทายแลกเปลี่ยนความรู้กันได้นะครับ.

เทคนิคอ่านงบการเงิน: ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์

เทคนิคอ่านงบการเงิน: ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์

ชอบบทความนึงจาก pantip.com ของคุณ ปั้นดินเป็นดาว ที่โพสเรื่องเทคนิคอ่านงบการเงินของ ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ ขออนุญาติก๊อปมาแปะไว้ในบล๊อคเผื่อเป็นประโยชน์นะครับ

—————————————–

เทคนิคอ่านงบการเงิน: ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์

ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ มือ1ด้านบัญชีที่เกี่ยวกับการลงทุน อธิบายให้ฟังสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนบัญชีมาแต่อยากจะเข้าใจบัญชี งบการเงินจะต้องดูตรงไหน ยังไงเพื่อที่จะมาลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักลงทุนภายนอกที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารงาน อย่างน้อยก็มีอะไรมาบอกเราทุกๆไตรมาศว่าผลการดำเนินงาน / ฐานะการเงิน / บริษัทมีกระแสเงินสดเข้าออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นยังไงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุน
งบการเงินมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนที่ต้องสนใจคือ
1. ผลการดำเนินงาน ก็คือ งบกำไร-ขาดทุน
2. ฐานะทางการเงิน ก็ดูที่ งบดุล
3. กระแสเงินสด ก็คือ งบกระแสเงินสด

แต่ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริง ๆ นักลงทุนไม่ค่อยสนใจงบดุลและงบกระแสเงินสด ทุกคนก็ดูแค่บรรทัดสุดท้ายของงบกำไร-ขาดทุนเท่านั้น
ที่พอเค้าบอกว่าปีนี้กำไรดีขึ้นก็แปลว่าบริษัทก็คงจะดีขึ้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วบางทีก็เป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นมาอย่างผิดปกติ
เช่นมีการไปจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มช่องทางในการกู้ยืมเงินดี ๆ นี่เอง คือแทนที่จะไปหาแบ็งค์
ซึ่งดอกเบี้ยก็สูงกว่าจะผ่านพิธีการทำเรื่องขอกู้จบก็นาน
เลยทำให้ระยะหลังช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลาย ๆ บริษัทพออยากขยายตัวก็ใช้วิธีนำเอาทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า
หรือตัวอาคารและที่ดินขายเข้าสู่กองทุน แล้วก็ตั้งเงื่อนไขว่าเจ้าของเดิมจะเข้าไปถือหุ้น 30 %
แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าไม่ได้เป็นการขายขาดในหลายๆสัญญาโดยทำการซ่อนเงื่อนไขว่าให้เจ้าของเดิมเป็นผู้เข้าไปบริหารทรัพย์สินที่ขายได้
บางทีก็ตกลงในสัญญาว่าทรัพย์สินที่ขายไปหากนำไปปล่อยให้เช่าแล้วได้ค่าเช่าต่ำกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญา
ทางบริษัทผู้ขายจะชดใช้ส่วนต่างให้แต่หากปล่อยเช่าได้สูงกว่าในสัญญาส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะต้องจ่ายคืนให้กับบริษัทผู้ขาย
ซึ่งในทางบัญชีมองว่าไม่ใช่การขายขาดจริงๆ แถมพอปีที่ 10 ยังไปให้ put option แก่กองทุนที่รับซื้อไปว่าให้ขายคืนกลับมาบริษัทก็ได้
ทางบัญชีก็เลยบอกว่าไม่ให้ตัดสินทรัพย์ออกจากงบดุลแล้วห้ามบริษัทมาออกข่าวว่าจะมีกำไรก้อนใหญ่เข้าบริษัทมาในช่วงเวลานั้นๆ
เพราะในทางบัญชีบอกว่าไม่ได้เป็นการขายขาดจริง จากนั้นเป็นต้นมาทุกบริษัทก็เลยจบลงด้วยการอย่าทำให้ใครเค้าทราบแบบนี้ออกมาชัดเจน
เพราะหากว่าบริษัทไปเขียนอะไรชัดเจนจนเกินไป บัญชีก็จะตีว่าไม่ใช่การมีรายได้จาการขายขาดแต่เป็นการกู้ยืมเงินแทน
หลักเกณฑ์ในการเข้าไปอ่านงบการเงินเพื่อให้เข้าใจง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ต้องทำยังไง ?

วิธีอ่านงบกำไร-ขาดทุน ซึ่งเป็นงบที่แสดงถึงผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงเวลานั้น ๆ

ก่อนอื่นพอเราได้งบมาเราก็ต้องเข้าไปดูที่งบกำไร-ขาดทุนก่อน เพราะเป็นงบที่เข้าใจง่ายเราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่า กำไร คือ รายได้ลบด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

กำไร = รายได้ – ค่าใช้จ่าย

แต่ทีนี้กำไรเราจะดูแต่บรรทัดสุดท้ายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันอาจจะมีกำไรบางอย่างที่มันอาจจะมาแค่หนเดียวในช่วงเวลานั้น
แต่มันอาจไม่เกิดซ้ำอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องตรวจตราก่อนเป็นอย่างแรกว่ามีกำไรอะไรไหมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ
เช่น เป็นกำไรที่เกิดจาการไถ่ถอนคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนด ก็คือบริษัทบางแห่งไปออกหุ้นกู้ไว้
พออยู่ดีๆ ราคาในตลาดรองมันลดลง บริษัทก็เอาเงินที่เหลืออยู่ในบริษัทไปซื้อคืนกลับมาแล้วก็มีกำไรจากการไถ่คืนก้อนเบ้อเริ่ม
อย่างงี้เราก็ต้องตัดทิ้งทั้งหมด ซึ่งมันก็จะแสดงอยู่ในงบ ซึ่งเมื่อเราดูในงบกำไร-ขาดทุนบรรทัดบนสุดเลยจะเริ่มจากรายได้จากธุรกิจหลักคือ รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ
ในบรรทัดที่ 2 เป็นรายได้จากส่วนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เช่น รายได้จากดอกเบี้ยรับ
หรือตัวอย่างเช่นในโรงพยาบาลก็จะเป็นรายได้จากการให้เช่าพื้นที่อันนี้ก็ไม่ใช่รายได้หลัก
พอบรรทัดที่ 3 เราก็จะเจอคำว่า กำไรจากการขายทรัพย์สิน หรือกำไรจากการขายเงินลงทุน หรือ กำไรจากการไถ่ถอนคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนด
หรือกำไรจากการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในบรรทัดนี้นี่เองที่เราไม่ได้ให้น้ำหนักมาก
ว่าเป็นกำไรที่จะมาทำให้เรามาดูว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
เพราะเราถือว่าไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่มีข้อยกเว้นคือบางทีก็ต้องพิจารณาดูเหมือนกันว่าการขายนั้น
เป็นการขายทรัพย์สินเพื่อออกจากเส้นทางธุรกิจที่ตนเองไม่ชำนาญ
ซึ่งบางครั้งถือเป็นสิ่งที่ดี นั่นคือเราต้องไปหาสาเหตุเพิ่มเติมว่ากำไรครั้งนี้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวนั้นเป็นกำไรที่อาจทำให้อนาคตของบริษัทเป็นยังไงต่อไปเหมือนกัน

ยกตัวอย่างกรณีของ CPALL ที่ขายโลตัสประเทศจีนซึ่งมีผลการดำเนินงานขาดทุนมาโดยตลอดเป็นตัวที่คอยฉุดผลกำไรในบรรทัดสุดท้าย
แต่พอขายหุ้นโลตัสจีนแบบมีกำไรทิ้งไปทำให้ศักยภาพในการทำกำไรของ CPALL ดีขึ้นราคาหุ้นจึงปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้นเวลาที่เราดูงบกำไร-ขาดทุนซึ่งมี 2 ชนิด คือ

– งบกำไร-ขาดทุนเฉพาะ ( หมายถึงเฉพาะ CPALL ในเมืองไทย )
– งบการเงินรวม ( ที่ได้รวมผลกำไรขาดทุนทั้งหมดมาแล้วทั้งในไทยและในต่างประเทศ )

งบที่ควรให้ความสำคัญคือ งบการเงินรวม เพราะเป็นการดูในภาพรวมว่ากำไรที่บริษัททำได้กับกำไรที่ไปลงทุนนั้นเป็นยังไง
หากในภาพรวมดูแย่แต่ในวันนึงบริษัทได้ไปขายในส่วนที่ทำให้แย่แล้วทำให้ภาพรวมดูดีขึ้น
การแต่งงบการเงินเพื่อสร้างกำไรจะเกิดได้ยากถ้าเราดูงบการเงินรวม
เพราะงบรวมจะตัดกำไรที่ไม่เกิดขึ้นจริงออกไปหมดเรียบร้อยแล้ว
เช่นบริษัทแม่ใกล้วันปิดบัญชีแล้วกำไรไม่ถึงเป้า ก็พยายามเอาบริษัทลูกมาช่วยซื้อสินค้าออกไปจากตัวเอง
แต่งบรวมจะตัดส่วนนี้ออกเพราะบางทีมันแค่ยกของใส่รถไปตั้งอยู่ที่บริษัทลูกแล้วก็ลงบัญชีว่าเป็นรายได้และกำไรเกิดขึ้นแล้ว
ดังนั้นเราต้องคอยดูที่งบรวมในการวิเคราะห์เพราะเป็นเครื่องมือในการปิดโอกาสแม่กับลูกจะไปเล่นตัวเลขกำไรกันเอง
แต่ก็จำเป็นต้องไปดูในหมายเหตุประกอบงบที่จะบอกเราว่าที่รวมอยู่ในงบรวมแล้วตัดรายการต่าง ๆ ทิ้งไปมันมาจากธุรกิจอะไร
ยกตัวอย่างเช่นเช่นหุ้นในหมวดบันเทิง ซึ่งมีทั้งกำไรจากธุรกิจคอนเสิร์ต มีรายได้จากธุรกิจเทปซีดี จากละครเวที
จากธุรกิจภาพยนตร์ พอเราดูกำไรในงบรวมซึ่งบอกแค่ว่ากำไรรวมออกมาแล้วได้เท่านี้ แต่ไม่ได้บอกว่ามาจากธุรกิจแต่ละอย่าง
ที่มีความเสี่ยงและผลประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน เช่นในธุรกิจเทป ซีดี ที่มีปัญหาของปลอม กำไรในงบรวมมักถูกฉุดด้วยธุรกิจกลุ่มนี้เป็นประจำ
ถ้าเราเปิดหมายเหตุประกอบงบจะเห็นว่ากำไรจากส่วนนี้แทบไม่มี แต่บริษัทนี้อยู่ได้ด้วยละครเวที ด้วยคอนเสิร์ต
เราก้ต้องมาประเมินว่านักร้องในสังกัดนี้ยังคงความนิยมไหม หากหมดความนิยมก็จะเป็นตัวฉุดผลการดำเนินงาน
ในภาพรวมให้ตกต่ำลงได้

ฉะนั้นนักลงทุนเมื่อดูงบรวมแล้วให้รีบเปิดไปดูที่หมายเหตุประกอบงบ เพราะหมายเหตุจะแจกแจงกำไรในแต่ละธุรกิจที่รวมอยู่ในงบรวม
เพื่อเราจะได้มาประเมินว่าหากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐาน เช่น อาจมีการขยายธุรกิจในส่วนของภาพยนตร์
ละครเวทีมากขึ้น ตัวนี้จะเป็นตัวผลักดันกำไร แล้วไปลดในส่วนของธุรกิจเทป ซีดีโดยอาจหาสื่ออื่น ๆ มาแทน
ตัวนี้อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรในอนาคต
หลังจากดูด้านรายได้แล้ว ก็ต้องมาดูด้านรายจ่ายเพราะคำว่ากำไรเกิดขึ้นมาจากรายได้ลบรายจ่ายนั่นเอง

ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายมาจาก 2 ส่วนหลักคือ

1. ต้นทุนในการขายหรือต้นทุนบริการ ปรากฏอยู่ในบรรทัดแรกของส่วนถัดไป ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่า
ในบรรทัดแรกของการขายของเราทำมาด้วยต้นทุนเท่าไหร่ พอเราเอาต้นทุนขายบรรทัดแรกไปเทียบกับรายได้
บรรทัดแรกแล้วเราจะเรียกว่ากำไรขั้นต้น ในธุรกิจซื้อมาขายไปหรือธุรกิจผลิตสิ่งของจะใช้คำว่าต้นทุนขาย
ส่วนธุรกิจบริการเช่นโรงแรมหรือโรงพยาบาลจะใช้คำว่าต้นทุนบริการ
( กำไรขั้นต้น ของธุรกิจบริการหาได้จาก รายได้ค่าบริการ – ต้นทุนบริการ)
ดังนั้นธุรกิจไหนจะมีกำไรในบรรทัดสุดท้ายดีหรือไม่ดีเริ่มต้นก้อยู่ที่กำไรขั้นต้นว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน
เช่นในธุรกิจโรงพยาบาลเราจะพบว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กขนาดกลางขนาดย่อมไม่มีความแตกต่างในการให้บริการอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในอัตราที่ต่ำ
ส่วนรพ.อย่างบำรุงราษฎร์ หรือ รพ.กรุงเทพจะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงมากถึง 30 – 40 % ยิ่งเป็นสมิติเวชจะสูงถึง 40++ % เรียกว่าเป็น
รพ.โดดเด่น ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่แต่ละแห่งนำมาใช้เช่นกลยุทธ์ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ผู้นำด้านของราคา ,
ต้นทุนต่ำในการรักษาโรค, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการรักษาโรคซับซ้อน,บริการประทับใจ
ดังนั้นกลยุทธ์ต่างกัน อัตราการทำกำรขั้นต้นจึงต่างกัน

แต่สำหรับธุรกิจค้าปลีกอย่าง MAKRO หรือ BIGC ที่ไม่สามารถหยิบยื่นความแตกต่างได้อย่างเต็มที่
อัตรากำไรขั้นต้นจึงอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ไม่เหมือนธุรกิจให้บริการ

2. ค่าใช้จ่ายในการขาย ซึ่งเป็นงานแม่บ้านเบื้องหลัง อยู่ในบรรทัดถัดมา ได้แก่ ค่านายหน้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา
ที่จ่ายเป็นต้นทุนเท่าไหร่เพื่อสร้างยอดขาย

3. ค่าใช้จ่ายบริหาร ได้แก่ HR, บัญชี

4. ค่าตอบแทนกรรมการบริษัท

5. ค่าตอบแทนผู้บริหารรายสำคัญ คือ ผู้บริหารที่สร้างความแตกต่างให้กับบริษัทมีอยู่ 4 ระดับ นับตั้งแต่ CEO ลงมา รวมถึงเงินเดือน
โบนัส และผลตอบแทนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งบทราบว่าแต่ละบริษัทมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเท่าไหร่
เช่น บางบริษัทมีขนาดเล็กแต่กลับใช้ผู้บริหารเงินเดือนสูงเป็นจำนวนมากเท่ากับบริษัทขนาดใหญ่

รายได้ – ต้นทุนขาย = กำไรขั้นต้น

กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่าย = กำไรจากการดำเนินงาน

เพราะฉะนั้นแสดงว่ากำไรจากการดำเนินงานมันถูกผลักดันมาจาก

1. ต้องเริ่มต้นด้วยการมีกำไรขั้นต้นที่ดีมาก่อน
2. อยู่ที่การบริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ

กำไรจากการดำเนินงาน + รายได้อื่นๆ(ดอกเบี้ยรับ,ค่าเช่า,อื่นๆที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก) = EBIT

EBIT ย่อมาจาก Earning Before Interest Tax คือกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี
ซึ่งตัวนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่า
กำไรต้องผ่านการผลักดันจากรายได้ในส่วนอื่น ๆ ด้วย จะไปพึ่งพิงจากการแมนเนจต้นทุน และการทำกำไรขั้นต้นอย่างเดียวไม่ได้
ต้องมีรายได้มาจากสิ่งที่เป็น non core. แต่มันจะต้องไม่ไปพึ่งพิงกับสิ่งที่เป็น one time มากเพียงครั้งเดียว เช่นรายได้จากการขายทรัพย์สิน

EBIT – ดอกเบี้ย – ภาษี = กำไรสุทธิ

แสดงว่ากว่าจะมาเป็นสิ่งที่นักลงทุนเห็นในบรรทัดสุดท้าย มันจะต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายบรรทัด
แต่นักลงทุนส่วนมากมักไม่มีเวลาอ่านเราก็เลยดูกันแค่เพียงกำไรบรรทัดสุดท้ายพอ ดังนั้นการที่กำไรในบรรทัดสุดท้ายดีขึ้น
บางทีก็ไม่ใช่สัญญาณที่บอกว่าบริษัทนี้มีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น ต้องเข้าไปดูในรายละเอียด
วิธีดูงบดุล เป็นงบที่แสดงถึงฐานะว่าวันปิดบัญชีบริษัทร่ำรวย มีจนเช่นไรบ้าง
จะบอกกล่าวว่ามีสินทรัพย์อะไรเหลือบ้างในวันปิดบัญชี ซึ่งสินทรัพย์ก็ประกอบไปด้วยสินทรัพย์ที่หมุนเวียนและไม่หมุนเวียน

สินทรัพย์หมุนเวียนก็ประกอบไปด้วย เงินสด บัญชีลูกหนี้ สินค้าคงเหลือซึ่งต้องระวังเพราะบางทีเก่าเก็บตกรุ่น
ดังนั้นทางบัญชีจึงมีการกำหนดให้บริษัทต้องตีราคาของสินค้าคงเหลือที่ตกรุ่นไปสู่ราคาตลาดที่มูลค่าสุทธิที่ได้รับที่ถูกกว่า
และยอมรับการขาดทุนจากการที่ถือของเน่าๆ ดังนั้นขาดทุนตัวนี้จะไปรวมอยู่ในต้นทุนขาย แล้วเปิดเผย
ในหมายเหตุประกอบงบว่าที่ต้นทุนขายโป่งขึ้นมาเยอะเพราะไปแบกของเน่าๆไว้เยอะ ดังนั้นที่กำไรขั้นต้นลดลงเยอะในปีปัจจุบันอาจเพราะมีของตกรุ่น
มีของลดลงในราคาตลาด แต่ส่วนมากที่ กลต. ต้องเรียกงบมาทำการแก้ไขเพราะบริษัทไม่ยอมแก้ไข
ปรับลดลงเพราะกลัวนักลงทุนจะถามว่า ทำไมต้นทุนขายสูง กำไรหดลง ก็เลยพยายามแสดงราคาสินค้าเว่อร์ๆ
ตามที่มีอยู่ในบัญชี แต่ไม่สนใจว่าราคามันจริงหรือเปล่าที่จะขายได้เท่านั้น ตอนนี้เลยออกกฎว่า
ให้ปรับลดลงตามมูลค่าสุทธิที่จะขายได้ของสิ่งที่เน่าๆ แต่ของที่ดีๆไม่ให้ปรับลงแต่ก็ห้ามตีราคาสูงขึ้นเพราะยึดหลักความระมัดระวัง

รายการจ่ายล่วงหน้า คือ รายการที่เสียเงินแล้วแต่ประโยชน์ยังไม่เกิดในปีนั้น ๆ

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น การไปถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ไว้เพื่อเอาดอกผลในรูปของเงินปันผล

สินทรัพย์ถาวร ได้แก่ ที่ดิน อาคาร

รายการที่ไม่มีตัวตน เช่น ซอร์ฟแวร์ที่บริษัทใช้ หากเป็นพวกบริษัทบันเทิงก็จะเป็นพวกลิขสิทธิ์ที่ถือครอง

รายการต่างๆข้างบนรวมกันหมดจะเรียกว่า สินทรัพย์ คือ ทรัพยากรที่เหลืออยู่ในวันปิดบัญชีที่จะยังมีประโยชน์ต่อไปในอนาคต
ฉะนั้นเราต้องดูตัวเลขนี้ประกอบเพราะการที่เรารู้ว่ากำไรของบริษัทดีขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ
ต้องดูด้วยว่าเค้าได้เอาทรัพยากรที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อทำกำไรกลับมาได้ซักเท่าไหร่ด้วย
กรณีตัวอย่างเช่น
เปรียบเทียบโรงพยาบาลระดับบน 2 แห่งที่เป็นคู่แข่งกัน รพ.แห่งแรก( KH ) มีอยู่แค่ตรงสุขุมวิทเล็กๆ
ลงทุนไปทั้งหมด 8,000 กว่าล้าน ในทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในวันปิดบัญชี แต่สามารถทำกำไรกลับมาได้ 1,200 – 1,300 ล้าน
ในขณะที่ รพ.อีกแห่งมีทรัพย์สิน 30,000 กว่าล้าน แต่ทำกำไรกลับมาได้เพียง 1,700 ล้าน ต่างกัน 400 – 500 ล้าน
ถามว่านักลงทุนจะเลือกลงทุนตัวไหนหากมองด้วยปัจจัยเพียงเท่านี้ไม่เอาอย่างอื่นมาดู เราย่อมต้องชอบ รพ.ที่มีสินทรัพย์เพียง 8,000 ล้าน
แต่ทำกำไรต่อปีได้ 1,200 ล้าน ในขณะที่อีกแห่งมีฐานสินทรัพย์ใหญ่กว่าเป็น 3 – 4 เท่า แต่กำไรต่างกันเพียงนิดเดียว
ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องดูงบดุลด้วยไม่ใช่เพียงดูว่ากำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน
แต่เราต้องดูว่าแล้วเค้าใช้ทรัพยากรไปเยอะไหม หรือที่เราเรียกว่า ROA
( Return on Asset ) เราต้องดูผลตอบแทนจากการลงทุนว่ามันมากแค่ไหน

เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับการดู สินทรัพย์ คือรายการที่อยู่ใน งบดุล บางส่วนก็เป็นหนี้สั้นบางส่วนก็เป็นหนี้ยาว
และบางส่วนก็เป็นส่วนของเจ้าของที่เอาทุนมาลง แล้วที่ทุนมันเติบโตทุกวันนี้ก็เพราะกำไรสะสม
ดังนั้นนักลงทุนเบื้องต้นต้องดูแค่ว่า เอาสินทรัพย์เป็นตัวหารอยู่ข้างล่าง เอากำไรตั้งอยู่ข้างบนแล้วดูว่ามันมีผลตอบแทนจากสิ่งที่ลงทุนไปเท่าไหร่

ROA = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์ทั้งหมด

ค่าที่ได้ยิ่งสูงแสดงว่าประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ค่อนข้างดี แล้วถามว่า ROA เท่าไหร่ถึงจะดี ตอบว่า

1. สูงกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

2. สูงกว่าต้นทุนเงินทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ( ROA > WACC )
WACC ( Weighted Average Cost of Capital )คือ ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ
ซึ่งจะเป็นตัว benchmark ของตัว ROA ที่บอกว่าบริษัททำได้ดีแล้วหรือยัง ว่าเค้าเอาเงินที่มาจากการก่อหนี้
และเอาเงินมาจากส่วนของเจ้าของด้วยต้นทุนที่เฉลี่ยออกมาแล้วเท่าไหร่ เช่น ถ้า ROA เคาะออกมา
แล้วได้ 18 % แต่บริษัทใช้เงินทุนที่มีต้นทุนถัวเฉลี่ยเข้ามาเพียง 11% เราก็จะได้ Capital Yield เท่ากับ 7%

Capital Yield = ROA – WACC

นั่นคือเวลาเราดูผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน ( ROA ) ก็คือต้องดูภาพรวมว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพไหม
ทำได้สูงกว่าต้นทุนเงินไหม แต่ถ้าอยากดูว่าแล้วผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นยังไง เพราะคำว่าสินทรัพย์มาจากทั้งการก่อหนี้
มาทั้งจากเจ้าของเพราะฉะนั้นผลตอบแทนของ ROA ที่ได้เป็นผลตอบแทนที่ทั้งสองฝ่ายได้รับทั้งเจ้าหนี้และเจ้าของ
แต่ถ้าอยากดูว่าผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจริง ๆ ได้รับก็ต้องเอากำไรตั้งแล้วหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อดู ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE

ความแตกต่างระหว่าง ROA และ ROE คือ

ROA คิดเหมือนประหนึ่งว่าเรากำลังวัดผลตอบแทนที่กลับไปยังทั้งผู้เป็นเจ้าหนี้ และผู้เป็นเจ้าของที่เอาเงินมาจมในสินทรัพย์ของบริษัท

แต่ ROE คือการวัดผลตอบแทนหลังหักต้นทุนเงินคือดอกเบี้ยจ่ายที่ให้เจ้าหนี้แล้ว เจ้าของเหลือกำไรเท่าไหร่
เมื่อเทียบกับสิ่งที่ตัวเองเอามาลงทุนในบริษัทคือส่วนของผู้ถือหุ้น

เช่น หุ้นรพ. KH ใช้สินทรัพย์ขนาดเล็ก แต่สามารถทำ ROE กลับมาได้ถึง 40% หมายความว่าใช้เงินของเจ้าของน้อยมากแต่ทำผลตอบแทนกลับมาได้มาก

……………………………

วิธีอ่านงบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสดเป็นอีกงบที่สำคัญเพราะกำไรทางบัญชีไม่ได้คิดตามเงินที่เข้าจริงออกจริง
รายได้ของบัญชีไม่ได้คิดตามเงินที่เรียกเก็บได้แล้ว ขายของได้แล้วแต่ยังเก็บเงินไม่ได้แต่ก็ถือว่ารายได้ต้องบันทึก
ดังนั้นกำไรที่เราเห็นจึงเป็นตัวเลขทางบัญชีเพราะมันไม่ได้บอกว่าถ้ามีกำไรดี แล้วต้องมีเงินสดหมุนเวียน
ในการดำเนินการดีตามยอดกำไรไปด้วย เพราะบ่อยครั้งการขายทำในรูปการขายเชื่อที่เก็บเงินไม่ได้
แต่ก็ต้องลงบัญชีว่าเกิดรายได้ เพราะรายได้ไม่ใช่รายรับ

รายรับ คือเงินสดที่ไหลเข้ามาในรอบบัญชีในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ แต่รายได้คิดตามความสามารถในการขายของ
ดังนั้นถ้าฝ่ายขายกระตุ้นยอดขายผ่านการขายเชื่อเยอะๆ ยังไงก็ต้องลงบัญชีว่าเกิดรายได้
และกำไรก็เกิดมาจากรายได้ที่คิดมาจากตัวเลขทางบัญชีตัวนี้
ดังนั้นงบกระแสเงินสดจึงเป็นเครื่องมือที่มาตรวจสอบดูว่า ถ้ากำไรจะมีคุณภาพที่แท้จริงจะต้องรองรับด้วยกระแสเงินสด
จากการดำเนินงาน เช่น ถ้ากำไรมี 100 ล้าน แต่เงินสดจากการดำเนินงานมีอยู่แค่ 12 ล้าน ( จะอยู่ในงบกระแสเงินสดในส่วนที่ 1 ในบรรทัดที่เขียนว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ )
แล้วถามว่าทำไมกำไรมันเยอะ แต่เงินสดมีอยู่แค่นั้นเองเหรอ ?

แสดงว่าเราอาจคาดเดาได้ว่าอาจจะ

1. เงินติดอยู่ในบัญชีลูกหนี้
2. เงินจมในสต็อคสินค้า
3. ต้องจ่ายเงิน ซัพพลายเออร์ค่อนข้างเร็ว เหมือนกับว่าวางบิลไม่นานก็ต้องจ่ายเพราะเครดิตอาจจะไม่สู้ดี หรือบริษัทไปติดต่อกับซัพพลายเออร์ที่ไม่ยืดหยุ่นพอ
แล้วกระแสเงินสดสำคัญยังไง ?
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอนฤดูจะจ่ายปันผลบริษัทต้องเอาเงินมาจ่ายไม่ใช่เอากำไรมาจ่าย
กำไรเป็นแค่เครื่องมือในการนำมาคิด%ของเงินปันผลที่จะจ่ายให้ เช่น จะจ่ายร้อยละ 40 ของผลกำไร
แต่เวลาจะจ่ายจริงก็ต้องมีเงินสด ฉะนั้นที่เราต้องตรวจสอบกระแสเงินสด เพราะบางบริษัทเราไม่ใจว่าเงินปันผลที่เอามาให้เรา
เผลอ ๆ อยู่ในฤดูทับซ้อนกับตอนออกหุ้นกู้ ไม่แน่ใจว่ากำลังเอาเงินจากการก่อหนี้มาจ่ายเรารึเปล่า
เราถึงต้องดูว่าเงินสดมีพอรึเปล่าซึ่งเราไม่ชอบที่จะรับเงินปันผลจากการไปก่อหนี้มา หรือการไปเพิ่มทุนล็อตใหม่มารึเปล่า
ในเวลาใกล้เคียงกันแล้วมาจ่ายให้พวกเราทำเหมือนแชร์แม่ชม้อยต่อกันเป็นวง ดังนั้นเงินจากการดำเนินงาน
ต้องรองรับการจ่ายปันผลให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือหากเอาของเก่าที่ฝากธนาคารไว้ตอนต้นงวด
มารวมกับเงินสดจากการดำเนินงานเพื่อจ่ายปันผลก็พอได้

งบกระแสเงินสดมีด้วยกัน 3 ส่วน คือ

1. เงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน
2. เงินสดสุทธิในการลงทุน
3. เงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน

แต่ส่วนที่เราสนใจมากที่สุดคือเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานนั่นเอง ถ้าการดำเนินงานแล้วเงินสดหายไปเรื่อย ๆ
อันนี้ลำบากอีกเหมือนกัน บริษัทอย่างงี้มีเยอะคือมีกำไรทางบัญชีแต่เงินสดติดลบหมายความว่ารับไม่พอจ่าย
หากเป็นแค่ในระยะสั้น ๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าต่อเนื่องติดต่อกันหลายไตรมาศ หลายปีแล้วยังมาจ่ายเงินปันผลได้อีกอันนี้อาการน่าเป็นห่วง
เป็นสิ่งที่นักลงทุนบอกได้ว่าอย่างงี้ไม่ดีแน่ในด้านการลงทุน

สิ่งที่สำคัญควรนำมาอ่านควบคู่กันก็คือ หมายเหตุประกอบงบ อ่านไปต้องวิเคราะห์ไป
แล้วเอาแบบฟอร์ม 56-1 ที่ต้องอ่านเพิ่มเติมเพื่อจะได้รู้ทิศทางไปทางไหน ใช้กลยุทธ์อะไร ความเสี่ยงมีอะไร
แล้วท้ายสุดทำไมบริษัทจบลงจึงเป็นอย่างนี้
บริษัทนั้นก็เป็นบริษัทที่น่าลงทุนเช่นกัน
อีกกรณีที่มีการขายเงินลงทุนแล้วทำให้ภาพรวมดูดีขึ้นคือ กรณีผู้พันขายกาเหว่า (MAJOR ขายหุ้น KAWOW ที่มีผลดำเนินการขาดทุนมาโดยตลอด)
แต่ในบางครั้งพอขายแล้วกลับเป็นการบั่นทอนศักยภาพในการทำกำไรในอนาคตทั้ง ๆ ที่ไม่อยากขาย
แต่มีความจำเป็นต้องขายเพราะขาดสภาพคล่องจึงต้องขายทรัพย์สินบางส่วนออกไป

เพราะฉะนั้น 3 บรรทัดบนต้องดูให้ละเอียดลออว่ารายได้มาจากอะไร แต่ต้องระวังอย่าดูแต่รายได้ที่เติบโตทุกปี
เราต้องดูด้วยว่าต้นทุนหลักมันเป็นยังไงด้วยเพราะเราลงทุนในกำไร ไม่ใช่ลงทุนในรายได้
เพราะบางคนอาจเข้าใจว่ารายได้คือกำไร แต่ในทางบัญชีบอกว่ารายได้คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เข้ามาไม่ว่าจะในรูปของเงินสด
หรือจะไปตามเก็บในอนาคต ก็เรียกว่ารายได้ ดังนั้นรายได้จึงไม่ใช่ตัวสะท้อนเงินสดที่เข้ามา

—————————————————
ที่มา: Pantip.com
Posted by Zern at 02:49