Posts from the ‘จิตวิทยาการลงทุน’ Category

สรุป รวบยอด จากหนังสือ จิตของนักเล่นหุ้น

ยาวหน่อยแต่ต้องอ่าน ‼️

🔥รู้ลึก…. ถึงจิต🔥
สรุป รวบยอด จากหนังสือ จิตของนักเล่นหุ้น
✨ หนึ่งในหนังสือที่ต้องอ่าน ✨
หลังจากที่พยายามสรุปให้ได้ 100 ข้อ แต่ไม่ถึง เลยรวบรวมข้อคิดดีๆท้งหมด มาไว้ในกระทู้เดียวกัน
เผื่อจะมีบางข้อที่มีประโยชน์บ้าง สำหรับนักลงทุน
credit จาก หนังสือ จิตของนักเล่นหุ้น
1. สำหรับการเล่นหุ้นแล้ว อีคิว สำคัญกว่า ไอคิว  
2. การมีหุ้นก็เหมือนการมีลูก คุณภาพ สำคัญกว่า ปริมาณ
3. ยอดมนุษย์ไวกิ้ง เกิดขึ้นได้เพราะท้องทะเลที่ปั่นป่วนฉันใด ยอดมนุษย์นักลงทุน จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะตลาดที่ปั่นป่วนฉันนั้น
4. คนคิดลบจะลุ้นให้หุ้นตก และเมื่อตกจริงๆเขาก็จะไม่กล้าซื้ออยู่ดีเพราะคิดลบ ส่วนคนคิดบวกจะลุ้นว่าหุ้นขึ้น และเมื่อขึ้นจริงๆเขาจะซื้อเพิ่มเพราะมองบวก
5. คนที่ถือคติว่า “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ลึกๆแล้วความรู้สึกในใจก็จะบอกว่า “ไม่ขาย ไม่กำไร” เช่นเดียวกัน และคนที่คิดแบบนี้บทสรุปสุดท้ายจะจบลงที่ “ติดดอย” และ “ขายหมู”
6. ในช่วงวัยต้นของชีวิต จงยอมให้เงินใช้เราทำงาน แต่ในช่วงหลังของชีวิตจงใช้เงินทำงานให้เรา
7. ถ้ายังมีเงินเก็บไม่ถึงหนึ่งล้านบาท อย่าเพิ่งคิดเรื่องจะให้เงินทำงานแทน
8. คนที่เชื่อว่ามีโอกาสในวิกฤติ ก็จะพยายามมองหาจนเจอ แต่ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เห็น 
9. กรุงโรม ไม่ได้สร้างภายในวันเดียว แต่สามารถทำลายได้ภายในวันเดียว ตลาดหุ้นก็เช่นกัน 
10. เราต้องเป็นคนเล่นหุ้น อย่าปล่อยให้หุ้นเล่นเรา
11. การซื้อเฉลี่ยขาลง จะมีความทุกข์ทรมานมากกว่า การซื้อเฉลี่ยขาขึ้น
12. ความทุกข์ส่วนหนึ่งของคนเล่นหุ้น เกิดจากการไปนึกเสียดายถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว
13. การ Cut loss เปรียบเสมือนการตัดหางจิ้งจก เพราะเงินสามารถงอกขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา
14. การ Cut loss คล้ายการวิ่งหนีสึนามิ แม้วิ่งเก้อสี่ครั้ง แต่ครั้งที่ห้าเกิดขึ้นจริง ทำให้รอดตาย
15. รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง แต่นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่มุ่งไปที่รู้เขา โดยละเลยการรู้เรา 
16. แม้ย้อนเวลาได้ แต่จิตยังไม่เปลี่ยน การตัดสินใจก็จะเหมือนเดิม
17. สิ่งที่ต้องแก้ไขคือจิต ไม่ใช่การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา
18. ไม่ต้องสนใจว่าหุ้นมาจากราคาไหน แต่จงสนใจว่ามันจะไปที่ราคาไหนมากกว่า
19. จากการวิจัยพบว่า เวลาขาดทุนในหุ้น ผู้หญิงจะเจ็บปวดมากกว่าผู้ชายอย่างน้อย 30%
20. การซื้อหุ้นถูกตัว ไม่สำคัญเท่าการซื้อหุ้นถูกจังหวะ
21. ถ้าได้เงินมาแบบไม่ใช้สมอง ในที่สุดก็จะสูญเสียมันไปแบบไร้สมอง
22. มีเงินแต่ไม่มีเวลา ดีกว่ามีเวลาแต่ไม่มีเงิน
23. อิสรภาพทางจิตใจ ไม่ขึ้นกับอิสรภาพทางการเงิน
24. แนวต้านที่แข็งแกร่ง ถ้าทะลุผ่านไปได้ มันจะกลับกลายเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง
25. ความสุขที่ได้จาก ศิลปะ ดนตรี และ กีฬา คือความสุขที่ไม่ต้องใช้เงินทองอะไรมากมาย
26. เมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง ตัวเลขในสมุดบัญชีก็เป็นเพียงภาพมายา
27. มรดกที่ดีที่สุดสำหรับลูกหลาน คือมรดกทางปัญญาและอารมณ์
28. แทงหวยหลายๆตัวโอกาสถูกมากขึ้น แต่แทงหุ้นหลายๆตัวโอกาสผิดมากขึ้น
29. จำนวนหุ้นในพอร์ต 5 ตัวเหมาะสมที่สุด 
30. ซื้อถูกขายแพง ไม่บาป ในทางกลับกันซื้อแพงขายถูก ก็ไม่ได้บุญ
31. ยิ่งดีใจมากเท่าไรตอนได้ ก็จะทุกข์มากเท่านั้นตอนเสีย
32. การเล่นหุ้น คือการต่อสู้กับใจของตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น
33. ความโลภ คือเมล็ดพันธ์ที่นอนเนื่องในขันธสันดานของมนุษย์ทุกคน ตลาดหุ้นคือปุ๋ยชั้นดี
34. บางคนชอบเสียดายตอนหุ้นขึ้น และเสียใจตอนหุ้นตก แล้วอย่างนี้จะหาความสุขตอนไหน
35. อย่าเอาอารมณ์ของตลาดเข้ามาเป็นอารมณ์ของตัวเอง
36. ถ้าเกิดมาเพื่อเป็นมวยแบบเขาทรายแล้วไปเลียนแบบการชกของสมรักษ์ ก็มีแต่แพ้
37. อิสรภาพทางการเงิน เริ่มต้นที่เงินสิบล้านบาท
38. คนที่รู้เรื่องดาบอย่างลึกซึ้ง ไม่จำเป็นต้องฟันดาบเก่งเสมอไป
39. ไม่มีใครเขามาสงสารนักมวยที่ถูกน็อก เช่นเดียวกับไม่สงสารนักเล่นหุ้นที่ขาดทุน
40. คนที่เคยลิ้มรสชาติของกำไรซึ่งได้มาง่ายๆ ยากที่จะเลิกเล่นหุ้น
41. นักเล่นหุ้นทุกคนควรมีเซอร์กิตเบรกเกอร์ของตัวเอง
42. สติคือการรู้ตัวก่อนที่จะซื้อและรู้ถึงผลที่จะตามมา สัมปชัญญะคือความรู้ตัวขณะกำลังคลิกซื้อ
43. สติทำให้เฉลียว สัมปชัญญะทำให้ฉลาด
44.ตลาดหุ้น มีโอกาสใหม่ๆเสมอ วันพระไม่ได้มีหนเดียว
45. จงตระหนักในวันที่ตลาดตระหนก จงตื่นตัวในวันที่ตลาดตื่นกลัว
46. ต้องวิเคราะห์มากกว่าวิจารณ์ และ แก้ไขมากกว่าแก้ตัว
47. ความคิดเป็นเรื่องของสมอง ความรู้สึกเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ
48. คนที่มีบุญเก่า แค่ซื้อหุ้นตามความรู้สึก ก็รวยได้  
49. จงเล่นหุ้นอย่างเหยี่ยว ที่สายตากว้างไกลมององค์รวมก่อนจะโฉบลงล่าเหยื่อ
50. การสวนทิศทางความรู้สึก ทำได้ยากกว่าความคิด 
51.ร้อยละ 70 ของคนรวยจากทั่วโลก ไม่ได้รวยเพราะมรดก
52.คนรวยจะมีรายได้มากกว่าหนึ่งทางเสมอ
53. รายได้มักจะมาจากสามทาง คือรายได้จากเงินเดือน รายได้จากพรสวรรค์ และรายได้จากดอกผล
54.คนที่เคยไปดิสนี่ย์แลนด์แล้ว จะไม่มีความสุขจากการไปดรีมเวิร์ลอีก
55.ธรรมชาติมอบความสุขให้อย่างยุติธรรมตามกำลังของแต่ละคน
56.ผึ้งก็สามารถหาความสุขแบบผึ้งได้ โดยที่ไม่ต้องไปอิจฉาพญาอินทรี
57. พระภิกษุ มีทั้งอิสรภาพทางการเงิน และอิสรภาพทางใจ
58. คนที่ชอบคิดย้อนอดีต จะไม่มีเวลาสำหรับการคิดถึงอนาคต
59. การทำบุญคือการลงทุนข้ามชาติ
60. ความบังเอิญไม่มีอยู่จริง โชคเกิดจากการเสวยบุญเก่า
61. วิกฤติคือโอกาส ตอนประท้วงปิดสนามบิน AOT ลงไปที่ 16 บาท

                         ตอนน้ำท่วมใหญ่ KCE ลงไป 4 บาท

                         ตอนมีข่าวรัฐจะซื้อดาวเทียมคืน Thcom ลงไป 5 บาท ฯลฯ
62. สอนให้ลูกรู้จักลงทุน ดีกว่าลงทุนไว้ให้ลูก
63. ระหว่างบำเหน็จที่ได้ทันที 600,000 กับบำนาญที่ได้ตลอดชีวิตเดือนละ 6,000 ควรเลือกแบบไหน (เฉลยอยู่ในหนังสือจิตของนักเล่นหุ้น)
64. บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มักจะช้ากว่าตลาดก้าวหนึ่งเสมอ
65. เงินเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ แต่เป็นเจ้านายที่โหดร้าย
66. การพยากรณ์หุ้น มีความแม่นยำน้อยกว่าการพยากรณ์อากาศ
67. ในตลาดหุ้น เหตุผลมักแพ้อารมณ์เสมอ
68. ซื้อหุ้น New High ดีกว่าซื้อหุ้น New Low ตัดขายหุ้น New Low ดีกว่าตัดขายหุ้น New High
69. นักเล่นหุ้นที่ดีต้องเป็นได้ทั้งบ็อกเซอร์ตอนหุ้นลง และไฟท์เตอร์ตอนหุ้นขึ้น
70. เล่นกีฬายังมีการขอเวลานอกตอนเพลี่ยงพล้ำ เล่นหุ้นก็ต้องรู้จักขอเวลานอกให้ตัวเอง
Cr http://m.pantip.com/topic/33338175?

Advertisements

จิตวิทยาการลงทุน

Standard Finance : Efficient Market Hypothesis
วิชานี้ใช้ไม่ได้ ไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริง

ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เท่าเทียมกัน

แต่ละคนฉลาด มีเหตุผล ไม่มีอคติ

ราคาหุ้นสะท้อนข้อมูลข่าวสารทุกอย่างทันที

ไม่มีใครสามารถหากำไรจากราคาที่ผิดพลาดได้อย่างต่อเนื่อง
Behavioral Finance : Psychology of Investing
เหตุผลที่สนับสนุนว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพ

มี เหตุการณ์หลายอย่างผิดปกติในโลกการลงทุน เช่น อยากซื้อเอ็มเคสุกี้ แต่ไปซื้อ MK, ขาย Advanc เพราะการเมือง รักชาติ, Market cap บริษัทลูก ใหญ่กว่าบริษัทแม่ เป็นต้น

เกิดภาวะฟองสบู่ และตลาดตกต่ำซ้ำแล้วซ้ำอีก วนไปวนมา

คนไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลตลอดเวลา เช่น รู้ว่าทานเค้กแล้วอ้วน แต่ก็อยากทาน, ผู้หญิงมีรองเท้า 28 คู่ แต่ยังอยากได้คู่ใหม่

อคติต่างๆ มีลักษณะเป็นรูปแบบที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
Daniel Kahneman : คนมีความคิด 2 ระบบ, System 1 Thinking ความคิดแบบไม่ค่อยได้คิด เกิดจากสัญชาตญาณ เช่น เจองูแล้วกระโดดหนี ความผิดพลาดจะเกิดบ่อยจากความคิดแบบนี้, System 2 Thinking ความคิดที่ค่อยๆ คิด วิเคราะห์
ตัวอย่างคำถาม

A bat and ball cost $1.10 in total. The bat costs 1$ more than the ball. How much does the ball cost? คำตอบ คือ 5 เซนต์ แต่คนส่วนใหญ่จะตอบ 10 เซนต์
If it takes five machines five minues to make five widgets, how long does it take 100 machines to make 100 widgets? คำตอบ คือ 5 นาที แต่คนส่วนใหญ่จะตอบ 100 นาที
In a lake, there is patch of lily pads. Every day the patch doubles in size. If it takes 48 days for the patch to cover the entire lake, how long would it take for the patch to cover half of the lake? คำตอบ คือ 47 แต่คนส่วนใหญ่จะตอบ 24 
นำคำ ถามเหล่านี้ ไปถามนักศึกษา มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ผลคะแนน คือ MIT 2.18, Princeton 1.9, Carnegie Mellon 1.51, Harvard 1.43, U of Michigan 1.18, U of Toleo 0.57
นำคำถาม A bat and ball cost $1.10 in total. The bat costs 1$ more than the ball. How much does the ball cost? ไปถามนักศึกษา Princeton ใหม่ แต่ทำตัวอักษรจางๆ (จะได้มีเวลาเพ่ง พินิจ วิเคราะห์) ผลปรากฏว่า คะแนน เพิ่มเป็น 2.45 (จากเดิม 1.9)
แม้แต่นักลงทุนระดับโลก ก็ยังมีความผิดพลาดในเรื่องนี้ 
Warren Buffett มีช่วงนึงหุ้นแบงค์อเมริกาตกหนักมาก ราคาถูกมาก แต่กลัวไม่กล้าซื้อ, ตกรถ Walmart เพราะรอราคาหุ้นลง แต่หุ้นไม่ลงและขึ้นยาวต่อเนื่อง

Michael Steinhardt ช่วง black Monday วิเคราะห์แล้วว่า Upside เหลือน้อยแล้ว ควรออกจากตลาด แต่ยังไม่ยอมออกเพราะตลาดยังขึ้นไปต่อ จนสุดท้ายตลาดลงหนัก คือ วิเคราะห์อย่างดีแล้วแต่ไม่ปฏิบัติ

Stanley Druckenmiller ผู้บริหารกองทุนขนาดใหญ่ ช่วงหุ้น dotcom เฟื่องฟู วิเคราะห์ว่า ราคาแพงมากแล้ว จึงขาย แต่สุดท้ายเห็น ลูกน้องที่บริหารกองเล็กๆ ยังสนุกกับหุ้น dotcom และได้ผลตอบแทนดี สุดท้ายอดใจไม่ไหวกลับมาลงทุน ต่อมาไม่นานฟองสบู่ dotcom แตก

Peter Lynch หุ้นขึ้นมาระดับนึง เพื่อนเตือนว่าราคาแพงแล้ว ควรขายได้แล้ว เสียงเพื่อนเตือนก้องในหูตลอด จึงตัดสินใจขาย สุดท้ายหุ้นขึ้นไปอีกหลายเด้ง ความเห็นคนอื่นมีอิทธิพลต่อความคิดตนเองมากไป

Victor Niederhoffer ช่วงต้มยำกุ้ง หุ้นธนาคารกรุงไทยตกหนักมาก คิดว่าราคาต่ำมากแล้ว เดี๋ยวคงเด้งขึ้น จึงตัดสินใจซื้อ สุดท้ายไม่เด้ง ลงต่อตลอด ผิดพลาดที่มั่นใจตัวเองมากเกินไป และไม่รู้ข้อมูลตลาดไทยดีเพียงพอแต่เข้ามาลงทุน
In our view, though, investment Students need only two well-taught courses- How to Value a Business, and How to Think about Market Prices : วิชาสำคัญที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อการลงทุน ได้แก่ การประเมินมูลค่ากิจการ และจิตวิทยาการลงทุน : Warren Buffett 
พลังความสนใจของคนเรามีจำกัด เช่น ไม่ควรโทรศัพท์ขณะขับรถ ควรมีสมาธิและโฟกัสในเรื่องนั้นๆ
ทำไมต้องเรียนจิตวิทยาการลงทุน

เรียนรู้ลักษณะกับดักเชิงจิตวิทยาแต่ละอย่าง

ถ้าเรารู้จักพวกมัน เราจะตระหนักถึงพวกมันได้ง่ายขึ้น

และ ถ้าเราตระหนัก เราก็มีโอกาสรอดพ้นจากอิทธิพลของพวกมัน ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนใส่หมวกกันน็อค เข้ามาในธนาคาร ก็ให้เตรียมพร้อมว่า อาจจะมาปล้น เป็นต้น
1) Overconfidence Bias
ทำไมเราถึง Overconfidence 

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ มองตัวเองดี มองตัวเองด้านบวก เช่น ในชั้นเรียนเราเรียนเก่งกว่าเพื่อน, มาอบรมหุ้นแล้วจะไม่เจ๊งหุ้น

ได้ผลลัพธ์ดีๆ ติดต่อกัน เช่น มือใหม่ช่วงตลาดขึ้น ก็นึกว่าตนเองเก่งแล้ว

Illusion of control คือ ถ้ามีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ก็จะเพิ่มความเชื่อมั่น เช่น ถ้าเลือกลอตเตอรี่เอง จะมีความรู้สึกว่าจะมีโอกาสถูกมากกว่าให้คนอื่นเลือกให้ ทั้งที่จริงๆ ความน่าจะเป็นที่จะถูกรางวัลเท่ากัน

ทำในสิ่งที่ตนเองยังมีประสบการณ์ น้อย และประสบความสำเร็จในช่วงสั้น เช่น ปีแรกได้ผลตอบแทนได้ 100% ก็มั่นใจว่าปีต่อไปจะทำได้ 100% ต่อเนื่อง
ผลที่ตามมา

ซื้อขายบ่อยเกินไป

กล้าเสี่ยงมากเกินไป 

กระจายความเสี่ยงน้อยเกินไป 

มั่นใจกับการตัดสินใจของตนเองมากไป

คิดถึงความเสี่ยงน้อยเกินไป
นัก ลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะมีความถ่อมตัว และไม่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองมากจนเกินไป เพราะพวกเขารู้ว่า ไม่ว่าจะทุ่มเทหรือระมัดระวังแค่ไหน พวกเขาก็อาจคิดผิดได้ : Seth Klarman
Skill = Observed Outcome – Luck
กิจกรรมที่ใช้ Pure Skill >> Pure Luck เรียงจากมากไปน้อย หมากรุก บาส บอล รักบี้ เล่นหุ้นระยะสั้น การพนัน
Cost of your mistakes แปรผันตาม Level of Overconfidence เช่น พอมั่นใจมาก ก็เพิ่มเงินลงทุน กู้เงินมาลงทุน เวลาเสียหายจะเสียหายมาก (รูปแมวเดินผ่านฝูงหมา)
Poisonous Triangle 1. Herd Behavior เชื่อตามฝูงชน 2. Overconfidence มั่นใจมากไป 3. Excess Leverage เพิ่มขนาดลงทุน >>> ถ้าทำทั้ง 3 ปัจจัยพร้อมกัน ความ Ship-หาย ก็จะตามมา
คุณต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะคุณสามารถคิดผิดได้ ซึ่งถ้าคนยอมรับในประเด็นนี้ คุรจะเน้นความระมัดระวัง ด้วยการซื้อหุ้นที่ราคามี Margin of Safety และไม่ยอมจ่ายแพงเกินไป : Jean marie Eveillard
ดึงสติกลับมาก่อน นึกถึง System 1 & System 2 Thinking

เรามีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์ว่าตัวเองเก่ง ? รู้จริงหรือไม่

ถ้าคนที่มีความสามารถอย่างเรา พยายามเท่าเรา ถือว่า เก่งหรือประสบความสำเร็จ คนทั้งโลกคงเก่งกันหมดทุกคนแล้วหรือเปล่า?

ประวัติความสำเร็จของเรามีความต่อเนื่อง ยาวนาน มากน้อยแค่ไหน
ลองคิดดูว่าเรามีโอกาสคิดผิด เพราะสาเหตุอะไรบ้าง พยายามคิดทางลบ คิดผิดเพราะอะไร ?

ปรับระดับความมั่นใจลงให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น มั่นใจ 90% แต่จริงๆ แค่ 70% ก็ควรจะมั่นใจ 70% อย่ามโนเอาเอง
2) Loss Aversion Bias
Daniel Kahneman และ Amos Tversky พบว่า คนเราจะพยายามหลีกเลี่ยงการขาดทุน มากกว่าการหากำไร

ความเสียใจที่เกิดจากการขาดทุน มีความรุนแรงเป็นสองเท่าของความดีใจที่ได้กำไร
ผลที่ตามมา

ถือหุ้นไม่ดี หุ้นที่ขาดทุนนานเกินไป คิดว่าวันนึงจะกลับมา ไม่ขายไม่ขาดทุน (Sunk Cost Effect)

ขายหุ้นที่ได้กำไรเร็วเกินไป ขอล็อคกำไรก่อน (Pride Seeking)

ถือเงินสดเพราะกลัวขาดทุน (Snake bite Effect ถ้าถูกงูกัดจะกลัว) คนที่ลงทุนช่วงต้มยำกุ้งแล้วเจ๊ง จะกลัว ไม่กล้าเข้าตลาดหุ้นอีกเลย
ถ้าคุณพบว่าอยู่ในเรือที่รั่วแบบไม่หยุดหย่อน การใช้ความพยายามในการเปลี่ยนเรือจะดีกว่าการใช้ความพยายามในการปะรูรั่ว Warren Buffett

ทุก การตัดสินใจ มีต้นทุนค่าเสียโอกาสมาเกี่ยวข้อง เราต้องเปรียบเทียบโอกาสทางการลงทุนที่เราดูอยู่กับโอกาสทางการลงทุนอื่นๆ Warren Buffett

อย่ามัวไปนั่งคิดถึงราคาหุ้นของวันก่อนๆ ให้ถามว่าที่ราคาหุ้นปัจจุบัน เราควรซื้อ ซื้อเพิ่ม หรือขาย Andrew A. Lanyi
ตัวอย่าง หนังเรื่อง 127 ชั่วโมง พระเอกไปเดินป่า ตกซอกหินผา แล้วแขนไปติดอยู่กับหินไม่สามารถดึงออก ต้องทนติดอยู่ 127 ชั่วโมง อาหาร น้ำ เริ่มหมด สุดท้ายจึงตัดสินใจตัดแขน เพื่อรักษาชีวิตรอด
ถ้าวันนี้เราถือแต่เงินสด เราจะซื้อหุ้นตัวนี้หรือเปล่า ?

หุ้นตัวนี้มีระดับผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่น่าสนใจกว่าหุ้นตัวอื่นๆ ใช่หรือไม่ ?

ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น ให้คิดล่วงหน้าว่า มีสถานการณ์อะไรบ้างที่ทำให้เราขายหุ้นตัวนี้ ?
3) Confirmation Bias
คนเรามักให้น้ำหนักกับข้อมูล หรือความคิดเห็นที่ยืนยันความคิดของตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ก็มักจะมองข้ามหรือให้น้ำหนักน้อยกับข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับความคิดของตนเอง

Confirmation Bias = การเห็นในสิ่งที่ตนเองอยากเห็น

เช่น ซื้อหุ้นเพราะชอบ พอมีข้อมูลด้านดี เราจะให้น้ำหนักเยอะ พอมีข้อมุลด้านไม่ดีเราจะให้น้ำหนักน้อย (คือ ถ้าไม่ดีทำไม่เราถือล่ะ)
ผลที่ตามมา

มองข้ามข้อเสียหรือแง่ลบของหุ้นและบริษัท 

ถือหุ้นในสัดส่วนที่เยอะเกินไป

ถือหุ้นที่ไม่ได้ดีอย่างที่คิดนานเกินไป
แรเงา 

ตา : ผอ.ต้องการเพียงเท่านี้ใช่มั้ย (ข้อมูลจริง)

ผอ. : ตา ผมรักตานะ ผมรักตาคนเดียวจริงๆ (ข้อมูลที่ตาเลือกที่จะรับ)
Club Friday

ใน รายการ มีหัวข้อเรื่อง เมียน้อย มีเมียน้อย 4-5 ราย โทรมา พอฟังแล้ว เหมือนทุกๆคนจะมีจุดที่ผิดพลาดคล้ายๆ กัน คือประมาณว่า เลือกที่จะเชื่อในคำพูดผู้ชาย มากไป เพราะสิ่งที่เลือกที่จะเชื่อ คือสิ่งที่ทำให้มีความสุข ทั้งๆ ที่ความจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เราสามารถที่จะฆ่าหุ้นตัวนี้ได้อย่างไรบ้าง ? พยายามหาสาเหตุที่จะทำให้บริษัทเจ๊ง เช่น ขยายต่างประเทศแล้วเจ๊ง พยายามหาข้อเสีย

คนที่ไม่ชอบหุ้นตัวนี้ เขามีเหตุผลอะไร ?

ถ้า หุ้นดีจริง ทำไมราคายังถูก ? ทำไมเราเห็นคนเดียว คนอื่นไม่เห็น (เช่นดูกำไรบรรทัดเดียว แต่ไม่ดูว่า เป็นกำไรพิเศษครั้งเดียวหรือไม่)

Confirmation bias สามารถ confirm ได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ
4) Cognitive Dissonance Bias
รู้สึก ไม่สบายใจ เมื่อสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่อยากทำไม่เหมือนกัน เช่น อยากสูบบุหรี่ ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี ก็จำเป็นต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนว่า ไม่สูบเพราะอันตรายต่อสุขภาพ สูบเพราะขอแค่วันนี้วันสุดท้าย พรุ่งนี้เลิก พยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

รู้สึกไม่สบายใจ เมื่อสิ่งที่ควรเชื่อกับสิ่งที่อยากเชื่อไม่เหมือนกัน ต้องพยายามหาเหตุผลหลอกตัวเองให้ได้เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ หรือหาเหตุผลหักล้างเพื่อไม่ต้องเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ
ผลที่ตามมา

ถือหุ้นที่ขาดทุน หรือหุ้นไม่ดีนานไป

ซื้อเฉลี่ยขาลงแบบไม่ได้ใช้เหตุผล

คิดว่าตนเองเก่ง แต่จริงๆ คือ เข้าข้างตัวเอง
เราหาเหตุผลเข้าข้างหรือหลอกตัวเองเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หรือหาเหตุผลหักล้างเพื่อไม่ต้องทำในสิ่งที่ควรทำ ใช่หรือไม่ ?
5) Representativeness Bias
คน เรามีแนวโน้มที่จะจัดหมวดหมู่สิ่งของ และความคิด เช่น หุ้น Value หุ้น IPO หุ้นปันผล โดยจัดหมวดหมู่เพื่อที่จะลงทุนหรือไม่ โดยที่ไม่ดูรายละเอียด ตัวอย่างเช่น หุ้น IPO Jubeli 3 บาท ถ้าไม่ได้ซื้อก็เสียโอกาส, ตลาดหลักทรัพย์ยังเคยพลาด จัดอันดับหุ้นปันผล มีหุ้นตัวนึงเข้า list แต่ปัจจุบันก็ห้ามซื้อขายไปแล้ว
คนมักใช้ข้อมูลน้อยมาเป็นข้อสรุป (Law of small numbers) เช่น net profit margin ดูย้อนแค่ 2 ปี แล้วบอกว่าดี, ทองคำเป็นการลงทุนที่ดี ราคาขึ้นต่อเนื่อง
ผลที่ตามมา

ตัดสินใจผิดจากการแบ่งหุ้นเป็นกลุ่มๆ

ตัดสินใจลงทุนจากข้อมูลที่ผ่านมาไม่นาน

คิดว่าสิ่งที่กำลังเกิด จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ
เราตัดสินหุ้นตัวนี้จากการจัดกลุ่ม เราได้ศึกษาหุ้นตัวนี้อย่างละเอียดหรือยัง ?

ข้อสรุปนี้มีกลุ่มตัวอย่างสนับสนุนมากเพียงพอหรือไม่ เราด่วนสรุปหรือไม่ ?
6) Familiarity Bias
คนเรามักจะชอบสิ่งที่ตนเองคุ้นเคย ถ้าไม่คุ้นเคยไม่ลงทุน
ผลที่ตามมา

ซื้อหุ้นที่ขายสินค้าที่ตัวเองชอบใช้และคุ้นเคย เช่น ชอบโอปองแปง ซื้อ SST โดยไม่ดูรายละเอียด

ซื้อหุ้นเพราะคนแนะนำเยอะ พูดถึงเยอะ

ซื้อหุ้นบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่

ซื้อหุ้นในประเทศ

ไม่ซื้อหุ้นที่ไม่เคยใช้สินค้า เช่น Robins ไม่เคยไปเลย ไม่ซื้อ, Singer เราไม่เคยใช้สินค้า ไม่ซื้อ
ความผิดพลาด แปรผันตาม อารมณ์
เราซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะเราใช้สินค้าและบริการบ่อยใช่หรือไม่ ?

หลังซื้อหุ้นแล้ว เราใช้บริการบ่อยมากขึ้นใช่หรือไม่ ?

เราไม่ชอบหุ้นตัวนี้ เพราะไม่เคยเห็น หรือไม่เคยใช้สินค้าเลยใช่หรือไม่ ?
7) Hindsight Bias
พอเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่า ตัวเองรู้ก่อนแล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้น

ทำให้คนประเมินความสามารถในการคาดการณ์ของตัวเองสูงเกินไป
ผลที่ตามมา

คิดว่าตนเองรู้ล่วงหน้า คาดการณ์ได้

กล้าเสี่ยงมากขึ้น

แยกแยะไม่ได้ว่า ความสำเร็จหรือล้มเหลวเกิดจากโชค หรือความสามารถ

ขาดโอกาสในการเรียนรู้
เรามีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์ว่า เรารู้ล่วงหน้าว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น? ได้จดบันทึกไว้ก่อนหรือไม่

มีเหตุการณ์อื่นๆ อะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้นได้

8) Availability Bias
คน เรามักจะพิจารณาแนวโน้มหรือความน่าจะเป็นของสิ่งต่างๆ จากข้อมูลที่ตนเองนึก หรือคุ้นเคย ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์หรือตรงความเป็นจริง
ผลที่ตามมา

ซื้อหุ้นที่มีคนพูดถึงเยอะ

ซื้อหุ้นที่ตนเองคุ้นเคย รู้จัก หรือทำงานอยู่

ตัดสินใจลงทุนจากเรื่องราวหรือผลตอบแทนล่าสุด

ตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าสุดมากเกินไป
มีกระบวนการคัดเลือกหุ้นอย่างมีวินัยและเป็นระบบ

มองข้อมูลย้อนหลังไปยาวๆ
9) Anchoring Bias
เวลาคนเราคิดเกี่ยวกับตัวเลข หรือมูลค่า ตัวเลขบางตัวจะมีผลต่อการตัดสินใจของเรา
มี การทดลอง ให้คนเขียนเลขท้าย 4 ตัวของเบอร์โทรศัพท์ และจำนวนแพทย์ในเมือง Manhattan ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่มีเลขท้าย 4 ตัวน้อย ก็จะแจ้งจำนวนแพทย์น้อย คนที่เลขท้ายมาก ก็แจ้งจำนวนแพทย์มาก ซึ่งไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลต่อกันเลย แต่กลับมีอิทธิพล
ตัวเลขในตลาดหุ้นมีมากมาย ทำให้มีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย และบ่อย

ราคาทุน จดไว้อย่างดี จริงๆ ไม่เกี่ยวเลย

ราคาสูงสุด

ราคาต่ำสุด

ราคาล่าสุด เคส Buffett ตกรถ Walmart เพราะเกี่ยงราคาไม่กี่ช่อง

ราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ (มักจะปรับราคาเป้าหมายไปเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ)

ราคา IPO

ราคาทุนของคนอื่น เปรียบเทียบกับเพื่อน ถ้าเราซื้อแพงกว่า เหมือนว่าเราโง่กว่าเพื่อน
ผลที่ตามมา

คาดการณ์ดัชนี หรือราคาเป้าหมายเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน

ตัดสินใจซื้อหรือขายแบบไม่มีเหตุผลหรือไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของมูลค่า
จริงๆ VI สนใจเพียงแค่ ราคาตลาด ณ ปัจจุบัน เปรียบเทียบกับ มูลค่า เท่านั้น
10) Status Quo Bias
คน เรามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเลือกทางเลือกแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เช่น นั่งกระดิกเท้าตามอาจารย์(อาจารย์ท่านมีเหตุผลของท่าน) แต่จริงๆ เราอาจจะกำลังกลัว เลยไม่ได้ทำอะไร

ความผิดพลาดจากการที่เราลงมือทำ เจ็บใจกว่า ความผิดพลาดจากการที่เราอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร
ผลที่ตามมา

ไม่ซื้อหรือขายเมื่อถึงเวลาที่ควร

ถือหุ้นขาดทุนนานเกินไป (ร่วมกับ Loss Aversion Bias)

ทำให้ยังถือหุ้นพื้นฐานแย่ลงต่อไป
ถ้าเรายังไม่มีหุ้น ณ ระดับราคานี้ เราจะซื้อหรือไม่ ?
11) Endowment Bias
ให้ ค่ากับสิ่งที่ตนเองเป็นเจ้าของมากเกินไป เช่น อาจารย์ถามนักเรียนว่า กระบอกน้ำนี้ราคาเท่าไร นักเรียนตอน 6 เหรียญ แล้วให้นักเรียนออกจากห้องไป ซักพักกลับมา อาจารย์ถามว่า กระบอกน้ำนี้ราคาเท่าไร นักเรียนตอบ 9 เหรียญ คนเรามักจะให้มูลค่าเพิ่มสิ่งที่เรามี
ผลที่ตามมา

มองหุ้นทีตัวเองถืออยู่ดีเกินจริง

ถือหุ้นที่มีอยู่นานเกินไป
ถ้าเรายังไม่มีหุ้นตัวนี้ ณ ราคานี้ เราจะซื้อหรือไม่ ?
12) Regret Aversion Bias
คนเรามักไม่กล้าตัดสินใจลงมือทำแบบเด็ดเดี่ยว เพราะกลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด
ผลที่ตามมา

ไม่กล้าเข้าลงทุน เพราะกลัวขาดทุน

ไม่กล้าขายหุ้นไม่ดี เพราะกลัวขายแล้วขึ้น

ซื้อตอนแพง เพราะไม่อยากเสียใจที่คนอื่นกำไรแต่เราไม่ได้

ไม่กล้าขายหุ้นที่แพงแล้ว เพราะกลัวจะขึ้นต่อ

ไม่กล้าซื้อหุ้นที่ถูกแล้ว เพราะกลัวซื้อแล้วลงต่อ
ตัวอย่าง

ตอน Powerpoint ขายให้ Microsoft, Microsoft เสนอว่าจะเอาเงินสด 14 ล้าน หรือจะเอาหุ้น แต่เจ้าของ Powerpoint เลือกเงินสด เอาชัวร์ไว้ก่อน ซึ่งก็เสียโอกาสมากมาย 

บัฟเฟตต์เวลาซื้อกิจการ ก็เสนอซื้อโดยจ่ายเงินสด หรือหุ้น ก็จะมีบริษัทที่จะเลือกเงินสด เพราะเลือกที่จะไม่เสียใจซึ่งหน้า

คนไทยนิยมฝากเงินธนาคาร มากกว่าลงทุนหุ้น
ในระหว่างที่เราตัดสินใจ เรารู้สึกถึงความกลัว ความไม่กล้า หรือไม่ ?
13) Affinity Bias
คนเรามักเลือกสิ่งที่สะท้อนคุณค่า ภาพลักษณ์ หรือตัวตนของตนเอง
ตัวอย่าง เช่น CPF ไม่ลงทุน เพราะเป็นธุรกิจบาป, CPALL ไม่ลงทุนเพราะขายสุรา, ชอบอ่านหนังสือ เลือกลงทุน มติชน อัมรินทร์ โดยที่ไม่ได้ศึกษากิจการอย่างละเอียด
ผลที่ตามมา

ซื้อหุ้นของบริษัทที่ตนเองชอบ แต่อาจจะไม่ใช่หุ้นที่น่าลงทุน

ไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่ตนเองไม่ชอบ แต่อาจเป็นหุ้นที่น่าลงทุน
เราตัดสินใจซื้อหุ้นหรือไม่ซื้อหุ้น ด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากการที่หุ้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าใช่หรือไม่ ?
14) Mental Accounting Bias
เวลา คนเราคิดถึงเรื่องเงินหรือสินทรัพย์ มักจะแยกเงินเป็นกลุ่มๆ เช่น เงินจากการทำงาน เงินมรดก เงินลาภลอย เงินใช้จ่าย เงินท่องเที่ยว
ผลที่ตามมา

พิจารณาหุ้นแยกเป็นตัวๆ โดยไม่ได้ดูความสัมพันธ์ของพวกมัน

ไม่ได้คิดผลตอบแทนรวม คิดแยกปันผล และ ส่วนต่างราคา

กล้าเสี่ยงมากขึ้นกับเงินที่ได้กำไรมา House money effect
เงินทุกบาท มีค่าเท่ากันหมดไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร

มองผลตอบแทนรวม

พิจารณาความสัมพันธ์ของหุ้นแต่ละตัว 
15) Self – Attribution Bias
เวลาประสบความสำเร็จ ชอบคิดว่าเกิดจากความสามารถหรือทักษะของตัวเอง

เวลา ประสบความล้มเหลว จะโทษปัจจัยภายนอกหรือโชคร้าย เช่น หุ้นตก โทษน้ำท่วม โทษการเมือง โทษนายตลาด, จะพบที่ผู้บริหารบ่อยกว่าผู้ถือหุ้น
ผลที่ตามมา

มั่นใจตัวเองมากเกินไป

ซื้อขายบ่อยเกินไป

กล้าเสี่ยงเกินไป

กระจายความเสี่ยงน้อยเกินไป

ขาดโอกาสเรียนรู้
เราได้กำไรเพราะเหตุผลที่เราคิดตั้งแต่ตอนซื้อมันถูกต้องใช่หรือไม่ ?
16) Outcome Bias 
คนเราชอบใช้ผลลัพธ์ในการตัดสินสิ่งต่างๆ ทั้งที่หลายครั้งผลลัพธ์เกิดจากเหตุบังเอิญ
ตัวอย่างเช่น ลงทุนปีแรก กำไร 200% เทพมาก จริงๆ อาจจะเสี่ยงมาก กู้มาเล่น ถ้าทำบ่อยๆ จะเสี่ยง
บาง ครั้งเราทำดี แต่ผลลัพธ์ไม่ดี แต่สุดท้าย ให้ยึดที่กระบวนการไว้ก่อน ถ้ากระบวนการถูกต้องก็ถือว่าดีแล้ว (อย่าดูที่ผลลัพธ์อย่างเดียว)
เรื่อง ที่น่ายั่วยวนใจในแวดวงการลงทุน คือ บางครั้งคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงมาก มันทำให้คนหลงคิดว่าการได้ผลตอบแทนที่ดี ไม่ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพ และนั่นคือ กับดัก คำแนะนำ คือ ให้จำไว้ว่า การลงทุนเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมาก ไม่ว่าคุณจะซื้อหรือขายหุ้น คุณต้องสู้กับคนที่ทุ่มเทความพยายามให้กับเรื่องนี้หลายต่อหลายคน ซึ่งหลายๆ ครั้ง คนพวกนี้ขายหุ้นที่คุณกำลังซื้อ หรือซื้อหุ้นที่คุณกำลังขาย : Michael Steinhardt
ผลที่ตามมา

ซื้อหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่ผ่านมา (หมดรอบ)

ขายหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่ในช่วงที่ผ่านมา

ใช้กลยุทธ์การลงทุนที่ให้ผลลัพธ์ดีในช่วงที่ผ่านมา

ตัดสินใจลงทุนโดยดูจากผลลัพธ์ ไม่ได้ดูกระบวนการ
เราประเมินการตัดสินใจต่างๆ จากผลลัพธ์หรือกระบวนการ ?
17) Herding and Social Interaction
คน เรามีแนวโน้มชอบทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำ เช่น ไปทานข้าว มี 2 ร้าน ร้านคนเยอะกับร้านคนน้อย ถ้าไปกินร้านคนเยอะแล้วไม่อร่อย จะรู้สึกว่าอย่างน้อยยังมีเพื่อน แต่ถ้ากินร้านคนน้อยแล้วไม่อร่อย แบบนี้จะรู้สึกแย่ยิ่งกว่า

การทำเหมือนคนอื่นทำให้รู้สึกสบายใจ

สิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำจะมีอิทธิพลทำให้เราอยากทำสิ่งนั้น
ผลที่ตามมา

ซื้อแพง

ขายถูก

โทษคนอื่น ไม่โทษตนเอง
ถ้า หมอ 10 คนสั่งยาเหมือนกัน ยาตัวนั้นคงเป็นยาที่ควรกิน แต่ถ้านักวิเคราะห์ 10 คนแนะนำหุ้นตัวเดียวกัน การซื้อหุ้นนั้นอาจเป็นข้อผิดพลาดได้ เพราะถ้าทุกคนต่างซื้อหุ้นนี้ ราคาคงใกล้ดอยแล้ว เหตุผลเดียวที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปได้คือ มีคนจำนวนมากขึ้นๆ มาซื้อ ดังนั้นเมื่อไรที่เจอหุ้นที่ใครๆ บอกให้ซื้อ อยู่ห่างมันซะ : Sir John Templeton
คุณต้องกล้าใส่กางเกงขาบาน ขณะที่คนส่วนใหญ่ใส่ทรงกระบอก : Ross Southam
You are neiter right nor wrong because the crowd disagrees with you. You are right because your data and reasoning are right. : Benjamin Graham
เราอยากทำเพราะใครๆ ก็กำลังทำกันแบบนี้ใช่หรือเปล่า ?
18) Expert & Authority
คนเรามีแนวโน้มที่จะเชื่อคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ เซียนหุ้น

ยิ่งเราไม่มีความรู้ เราจะยิ่งเชื่อ

ถ้าเรากำลังกดดัน ทำอะไรไม่ถูก เราจะยิ่งเชื่อ
เด็กดีไม่ดื้อ เด็กดื้อไม่ดี เด็กดื้อครูตี เด็กดีครูชม (ถูกปลูกฝัง)
ผลที่ตามมา : ลงทุนผิดพลาด

คนที่เราเชื่ออาจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง

ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

ผู้เชี่ยวชาญอาจคิดผิด

ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถแนะนำได้ตลอดเวลา เราลงทุน 10 – 30 ปี ลงทุนตลอดชีวิต จะพึ่งพาคนอื่นตลอดคงไม่ได้

เราจะลงทุนแบบไม่มีหลักยึด

เราจะไม่มีโอกาสเรียนรู้
กูรู หลายๆคนไม่ใช่ตัวจริง : Anthony Bolton
เปลี่ยนจากคำว่า รับแซ่บ ชิส์ เป็น อ่าน วิเคราะห์เอง
ความอยากซื้อหรือขายของเรา เกิดจากการฟังคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญใช่หรือไม่ ?

ที่ผ่านมา คำแนะนำเหล่านั้นมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ?
19) Hot – Seat
เวลา เราถูกกระตุ้นหรือกดดัน เราจะใช้เหตุผลน้อยลง ใช้อารมณ์ตัดสินใจมากขึ้น และลงมือทำผิดจากแผนที่คิดไว้ หรือเลือกทำในสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่เราจะเลือกทำในสภาวะปกติ ตัวอย่าง เช่น ปกติ ผู้หญิงคงไม่อยากท้องก่อนแต่ง แต่เมื่อมีสิ่งเร้า ก็อาจตัดสินใจผิดได้
หุ้นในสภาวะวิกฤต ทำอะไรไม่ถูก วิธีแก้คือ คิดล่วงหน้าในสภาวะปกติ เขียนไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอะไรในช่วงวิกฤต
ผลที่ตามมา : ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ เชื่อคนอื่นง่ายขึ้น

ไม่ซื้อหุ้นที่คิดว่าราคาถูกแล้ว

ไม่ขายหุ้นที่คิดว่าแพงมากแล้ว

ขายหุ้นออกไป เพราะทนดูมันตกติดต่อกันไม่ได้

ซื้อหุ้น เพราะทนเห็นคนอื่นได้กำไรไม่ได้
ลองทิ้งช่วงให้ใจสงบ และดูว่า เราจะตัดสินใจเหมือนเดิมหรือไม่ ?

ถ้าเป็นบัฟเฟตต์ จะเลือกตัดสินใจอย่างไร ?

มีแผนการลงทุนล่วงหน้า
20) The Power of Story
คน เรามักจะได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าที่ได้ฟังจากเพื่อน หรือเรื่องเล่าตามสื่อหรือตาม internet มากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาตร์หรือสถิติ
ผลที่ตามมา

ซื้อหุ้นเพราะผู้บริหารเล่าโครงการมากมาย

ซื้อหุ้นเพราะหลงลมปากผู้บริหาร

ไม่ขายหุ้นเพราะผู้บริหารหาเหตุผลมาสนับสนุนผลประกอบการที่แย่

ใช้กลยุทธ์การลงทุนที่มีคนทำแล้วได้ผลดี แต่จริงๆ เป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยง
สิ่งที่เราเชื่อมีหลักฐานจำนวนมากพอยืนยันหรือเปล่า ?
21) Recency Bias & Extrapolation
คนเรามักจะจดจำและให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ล่าสุดมากกว่าเหตุการณ์ในอดีต

คนเราชอบลากเส้นต่อจากปัจจุบันไปยังอนาคต และชอบคิดว่าอนาคตจะเหมือนปัจจุบัน
ผลที่ตามมา

ซื้อหุ้นที่ขึ้นเยอะ หรือมีข่าวดีในช่วงที่ผ่านมา

ซื้อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่ผ่าน (Barn-Door Closing)

ขายหุ้นที่ลงเยอะ หรือมีข่าวร้ายในช่วงที่ผ่านมา

ซื้อช่วงฟองสบู่ ขายช่วงตลาดตกต่ำ

รีรอขายช่วงฟองสบู่ รีรอขายช่วงตลาดตกต่ำ
ถ้ามันอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ มันก็คงจะสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว : Bill Miller
การที่ราคาหุ้นขึ้นมา 20% หมายความว่าหุ้นตัวนี้มีความน่าสนใจน้อยลงไป 20% : Francisco Garcia Parames

จังหวะ ที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว คือ ช่วงเวลาหลังจากที่หุ้นให้ผลตอบแทนไม่ดีติดต่อกันมายาวนาน : Jack D Schwager

การคาดหวังหรือวาดฝันว่า ผลลัพธ์ในอนาคตมันจะเหมืนอกับที่เคยเป็นในอดีตเป็นเรื่องอันตราย : Lord Keynes
ตระหนักว่าทุกอย่างในโลก ไม่สามารถดำเนินไปทางใดทางหนึ่งได้ตลอด ความรุ่งเรื่องจะตามมาด้วยความเสื่อมถอย ความมืดจะตามมาด้วยความสว่าง

ศึกษาประวัติศาสตร์ ศึกษาวัฎจักร
ถ้าเราดูข้อมูลย้อนหลังไปมากกว่านี้ ข้อสรุปของเรายังคงเหมือนเดิมหรือเปล่า ?

ประเด็นสำคัญ คือ ปัจจัยบวกหรือลบที่ว่า ถูกสะท้อนอยู่ในราคาแล้วหรือยัง ?
22) Halo Effect
คนเราชอบใช้ข้อมูลแง่มุมเดียวมาสรุปเรื่องราวหรือเหตุการณ์ทั้งหมด
ผลที่ตามมา

ใช้ข้อมูลเพียงส่วนเดียว มาสรุปว่าหุ้นหรือบริษัทดีหรือไม่ดี
มีกระบวนการวิเคราะห์หุ้นที่เป็นระบบและรอบด้าน

ตระหนักไว้เสมอว่าไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดีหรือมีแต่ข้อเสียไปทุกเรื่อง
Case Study
LVT 15/8/12 ตัดใจขายไม่ได้ ขอเป็นนักลงทุนระยะยาววว Loss Aversion
SST 14/8/12 งบเฉพาะกิจการก็กำไรนิคับ Confirmation Bias
MLINK 5/8/12 ผมตามมาตั้งแต่ปี 51 ครับ เสียเวลากับหุ้นตัวนี้นานมาก ตอนนี้ถือคติว่า รอดูมาห้าปีแล้ว อีกนิดเดียวก็จะได้ดูตอนจบ Sunk-Cost Effect
พูดแล้วก็อายอ่ะ ไม่รู้ผีป่าที่ไหนดลใจให้ซื้อตอนนั้น Self Attribution Bias
LVT 20/8/12 ยังไงก็ถือครับ ออกตอนนี้ทำใจลำบากครับ ขอลุ้นต่อ Loss Aversion
ตาม ความเห็นของผมยังไงงบต้องกลับมาบวก และน่าจะกลับมาเร็วและแรงด้วยตามธรรมดาของงานรับเหมา วัดกันตอนจบงาน รวมถึงการประกันผลงานด้วยซึ่งทั่วไปอยู่ที่หนึ่งปี ยังไงเงินรายได้ตามสัญญาก็ต้องเข้าบริษัท Wishful Thinking
SSI 21/8/12 Timing การ Turnaround ไม่ใช่เรื่องง่าย การล่าช้าของการ Turnaround ไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่อนาคตยังมองว่า สามารถรอดชีวิตได้ต่อ แต่ประโยชน์ของการล่าช้าของ Turnaround คือเราได้สะสมจำนวนหุ้นไปเรื่อยๆ ตลอดการรอคอย พอถึงเวลา Turnaround จริงๆ เราก็จะมีผลกำไรมหาศาลตอนนี้ก็สะสมพลังงานไปเรื่อยๆ รอเวลา Cognitive Dissonance
MCS คนที่ซื้อมาต่ำกว่า 2.- คงอยู่ได้ครับ แต่สูกว่า 4.- นี่ต้องคิดหนักๆ หน่อย Anchoring (อ้างต้นทุน)
AEONTS SEP14 ลงทุนน้อยไปหน่อย อยากซื้อมากกว่านี้แต่ราคาดันขึ้นซะก่อน Barn Door Closing
เห็น เคสบ้านปู ผมนึกถึงหุ้นสี่ตัว หุ้นโรจนะตอนน้ำท่วม หุ้นรับประกันภัยต่อ หุ้นช่องสาม (สรยุทธโดนฟ้อง) หุ้น Advanc ตอนทักษิณขายหุ้นชิน Seeking Patterns
MCS ถือตัวนี้อยู่เหมือนกันครับ ส่วนตัวคิดว่า บริษัทมีปัญหาหลักๆ อยู่ 2 อย่าง คือ ผู้บริหารกับสภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น ถ้ามีความชัดเจนเพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมว่าบริษัทน่าจะพอฟื้นได้นะ เพราะบริษัทยังคงมีพื้นฐานที่ดีอยู่ เอาใจช่วยทุกคนที่ถือ รวมถึงตัวผมเองด้วยครับ Wishful Thinking
Oishi ขายหุ้นอย่างกับบริษัทจะเจ๊งอย่างนั้นล่ะ 9/11/12 after 20% drop, Endowment Effect + Recency Bias
ถ้ารู้จักผู้บริหารปฏิบัติธรรมจริงๆ ผมให้คะแนนเรื่องธรรมาภิบาลของตัวผู้บริหารเป็นบวก Halo Effect
เศรษฐกิจยังดีอยู่ ยังมองไม่เห็นว่าอะไรจะทำให้หุ้นตก Extrapolation
หุ้นที่ถืออยู่ ซื้อมาราคาต่ำๆ มีความผูกพันกับมัน Anchoring, Status Quo Bias, Endowment Bias
หุ้นขึ้นมาเยอะแล้ว แพงแล้ว ซื้อตอนนี้ทุนสูงกว่าคนอื่นเยอะ Anchoring
บลจ.ฟินันซ่าชวนนักลงทุน LTF RMF มอง 5 ปีข้างหน้าหุ้นไทยสดใสรับเศรษฐกิจเอเชียผงาด Extrapolation
ตลาดหุ้นขึ้นลงเป็นรอบๆ ขึ้น 5 ปี ลง 5 ปี เพราะฉะนั้นจากนี้ยังขึ้นได้อีก 4 ปี Law of Small Numbers
ขายแพงแล้ว ยังมีแพงกว่า มูลค่าไม่สำคัญ Extrapolation
ถ้า ผมรู้ว่าการเล่นหุ้นมันง่ายขนาดนี้ ผมเล่นไปนานแล้ว ประโยคนี้หลุดจากปากผม ภายหลังจากที่ผมได้เริ่มเล่นหุ้นเพียงไม่กี่วัน มันเป็นอะไรที่คับแค้นใจมากกว่า ผมมัวไปกลัวอะไรอยู่ตั้งนาน Overconfidence
นักลงทุนมือใหม่สนใจเรื่องหุ้นสักนิด เพราะมันง่ายกว่ากว่าที่คุณคิด Overconfidence
หลังจากเล่นหุ้นมาหลายวันพอว่า เล่นไม่ยาก Overconfidence
ยก ตัวอย่างผมเอง ปัจจุบันเล่นหุ้นจาก port หลักหมื่นเป็นหลักล้านต้นๆ แล้วนะครับ ด้วยเวลาประมาณ 8-9 ปีครับ ซึ่งปัจจุบัน ผมคิดว่า ผมควรจะตั้งเป้ารวยหุ้นที่พันล้านแล้วก่อนอายุ 60 ปี Overconfidence
เมื่อผมขายไม่ทัน ผมจะไม่ทำอะไรเลยปล่อยไว้ Loss Aversion
จาก งบที่ประกาศ กำไร 91 m ยังคงมากกกว่าที่ทางกสิกรคาดการณ์ว่า น่าจะได้ประมาณ 88 m ในช่วงต้นเดือน ก.ค. ที่ปรับลดประมาณการณ์ลง หลังจากที่ราคาลงมาแรง ปล.เขียนให้กำลังใจเพื่อนๆ และตัวเอง Confirmation Bias กำไรลด37% แต่พยายามหาข้อดีจนได้
คือตั้งแต่ผมซื้อหุ้นเอ็มเคมาวันแรกที่เข้าตลาด เวลาไปกินเอ็มเค รู้สึกอร๊อย อร่อยจริงๆ ครับ Confirmation Bias
มอง อีกด้าน หากคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก และเราสามารถพัฒนาให้มีคนอ่านหนังสือได้มากขึ้น ลองเทียบกับเพื่อนบ้าน ตลาดหนังสือบ้านเราจะใหญ่โตขนาดไหน Confirmation Bias
ดู opp day Oishi Q1/12 ฟังคุณแมททิวพูดแล้วเคลิ้มอ่ะ หลังจาก re-positioning แล้ว มองเห็นโอกาสใหม่ๆ อีกเพียบ ฟังแล้วพอจับใจความได้ว่า แกหวัง ชากูซ่ามากกว่าชาเขียวเสียอีก เพราะแกภูมิใจว่า แกเป็นคนคิดคนแรกของโลกที่คิดชาเขียวผสมโซดา กินไม่มีโรคภัยเท่าน้ำอดลมอย่างโค้ก เป๊ปซี่ และน่าจะไปขายได้ทั่วโลก Power of Story
กะจะเก็บไว้ให้ลูกดู แกจะได้รู้ว่าวันหนึ่งพอกับแม่เคยซื้อหุ้นบ้านปูราคาสูงลิ่วขนาดนี้ ซื้อหุ้นน้องปู เพราะมีกูรู VI บอกว่าหุ้นจะขึ้นไปแตะระดับ 1,000 บาท นึกแล้วโกรธ Expert & Authority + Self Attribution Bias
วันนี้คงนอนหลับสบายได้ซื้อ Makro ที่ราคาถูกกว่า Tender ตั้ง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ Anchoring
ผู้บริหารบ้านปูเก่งอ่ะ อย่างตอนซื้อ ATC ได้กำไรหลายสิบเท่าเลย Outcome Bias
ทองราคามีแต่ขึ้น ซื้อได้ตลอด Extrapolation & Recency Bias
ขาดทุนอยู่ แต่ปันผลดี ถือกินปันผล Cognitive Dissonance & Mental Accounting
ใน เดือนตุลาที่ผ่านมา ยอดขายร้านเดิมของเอ็มเค ไม่มีการเติบโต ในขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่น Ootoya มียอดขายร้านเดิมในเดือนตุลาคม เติบโตในอัตรา 2 digits หรือมากกว่า 10% สุดยอด Confirmation Bias
อ่าน เวปบอร์ดเกี่ยวกับหุ้นรับเหมาตัวหนึ่งทำให้อยากซื้อ (Social Interacion) พอไปดูตัวเลขกำไรย้อนหลังก็ดูดีเลยชอบ (Representativeness + Extrapolation) เลยเข้าไปซื้อ ต่อมาอ่านหนังสือพิมพ์ มีนักวิเคราะห์เชียร์ (Expert & Authority) เลยยิ่งซื้อเพิ่ม (Overconfidence) จากนั้นผู้บริหารออกมาออกทีวีพูดว่า บริษัทพื้นฐานดี แต่ช่วงปีหน้าจะไม่มีงาน (Confirmation Bias) แต่ก็ยังฟังว่าดีเลยถือต่อ จากนั้นบริษัทประกาศผลกำไรลดลง หุ้นตก 20% ทำใจขายไม่ได้ (Denial + Loss aversion + Anchoring to cost + Mistaking the cause = House & Mr.Market) ราคาหุ้นลต่ออีก 10% ทำใจขายไม่ได้ (Sunk Cost + Cognitive Dissonance = new work/dividend + Start to be VI)
Recommendations
อ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุน หาความรู้มากๆ

ฝึกรู้เท่าทันความคิดตนเอง

ถาม Why 3 ครั้ง เป็นอย่างน้อย เช่น ทำไมกำไรมาก ทำไม project เยอะ ทำไมลดต้นทุนได้ ฯลฯ

ตัดสินใจซื้อขายหุ้นทุกครั้งบนพื้นฐานของราคากับมูลค่า

ตั้งคำถามว่า ถ้าเป็น อ.นิเวศน์ หรือ บัฟเฟตต์ ท่านจะตัดสินใจอย่างไร 

จิตวิทยาการลงทุน เรียนง่าย ใช้ยาก / งบการเงิน การประเมินมูลค่า เรียนยาก แต่ใช้ได้ตลอดไป

Reappraisal หรือ คิดถึงสถานการณ์ในลักษณะของผู้ดู ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งมันจะช่วยทำให้เรามี Bias น้อยลง

ห้อมล้อมตัวเองด้วยคนที่มีพื้นฐาน ประสบการณ์ และความคิดแตกต่างกัน (อย่า unfriend)

จดไดอารี่การลงทุน วิเคราะห์ผล รู้รูปแบบความผิดพลาดของตนเอง ควบคุมสภาพแวะล้อม

มี Rules and Checklist วางแผนล่วงหน้า

ติดคำคมเตือนใจ เช่น คำคมดีๆ จากบัฟเฟตต์ ดร.นิเวศน์
Recommendation Reading List
Thinking, Fast and Slow by Daniel Kahneman

Think Twice by Michael J Mauboussin

Psychology of Investing by John R. Nofsinger

The Little Book of Behavioral Investing by Jame Montier

Why Smart People Make Big Money Mistakes by Gary Belsky and Thomas Gilovich

Behavioral Finance and Wealth Management by Michael Pompian

Predictable Irrational by Dan Ariely

Your Money and Your Brain by Jason Zweig

The Art of Thinking Clearly by Rolf Dobelli

Sway by Ori Brafman and Rom Brafman

The Behavior Gap by Carl Richards

What Investors Really Want by Meir Statman
ข้อคิดช่วง Case Study
ต้องรู้ที่มาที่ไปของกำไรจึงจะคาดการณ์ราคาหุ้นได้ (พี่โจ)

การใช้ valuation หลายๆ แบบ โดยมีเหตุผลรองรับ เป็นสิ่งที่ดี (พี่โจ)

ระวังลงทุนในบริษัทที่มีความเสี่ยงด้านกฎหมาย (พี่โจ)

เมล็ดพันธุ์ VI รุ่นต่อๆ ไป ควรจะตอบแทนให้สังคมบ้าง อย่าลืมสังคม (พี่โจ)

ควรใช้ PE band แทน Historical price ดูได้จาก E finance (อาจารย์ตี่)

การทำ Finance projection สำคัญไม่น้อยกว่า การประเมินมูลค่า (อาจารย์ตี่)

ที่มาของ PE ที่นำมาใช้ควรมีที่มา ไม่ใช่ลอยๆ มา (อาจารย์ตี่)

อาจจะทำ Common size เทียบกับคู่แข่ง หรือ อุตสาหกรรม จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น (อาจารย์ตี่) 

การที่เลือกธุรกิจที่ทำหลายๆอย่าง อาจต้องใช้วิธีประเมินแบบ Sum of the part (อาจารย์ตี่)

หุ้นเทคโนโลยี มองได้ไกลขนาดนั้นจริงหรือ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก (อาจารย์ตี่)

CAGR ควรเริ่มต้นจากปีที่สถานการณ์ปกติ ไม่ใช่ไปเริ่มจากสถานการณ์ที่ตกต่ำผิดปกติ ซึ่งจะได้ค่าที่สูงเกินจริง (พี่คเชนทร์)

เอายอดขาย หารจำนวนชิ้น ก็พอเห็นภาพ ว่าขายดีหรือไม่ดี (พี่คเชนทร์)

ระวังกำไรที่เป็น one time ก่อนนำมาประเมินมูลค่า (พี่ขาว)

เปรียบ เทียบ รายได้/market share จำนวนสาขา ของบริษัท เทียบกับคู่แข่ง เช่น รายได้พอๆ กันแต่สาขาคู่แข่งน้อยกว่ามาก แปลว่าอะไร (พี่ขาว)

การเทียบ market cap กับยอดขาย ก็อาจจะเป็นวิธีประเมินความถูกแพงของกิจการคร่าวๆ ได้ (พี่ไก่)

การเปรียบเทียบ ควรเปรียบเทียบคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่นอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ก็ไม่ควรเปรียบเทียบกับเครื่องสำอาง (พี่ไก่)

จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2.

เบิร์ด ส่องหุ้น wrote a new note: จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2.

จากตอนที่แล้ว แมงเม่าคือผู้ล้มเหลวในการลงทุน 80% ขาดทุนหมดตัว มีเพียง 10% เท่านั้นที่กำไร คราวนี้มาดูว่าอะไรเป็นสาเหตที่ทำให้แมงเม่าเป็นแบบนั้น เรามาดูอาการก่อนการวินิจฉัยโรค ผมสรุปมาโดยอ้างอิงจาก video ที่คุณนิพนธ์พูดเอาไว้ เพื่อให้พวกเราได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ ลองดูวีดีโอนี้ http://youtu.be/BraSrr2DMf8

อารมณ์ของแมงเม่า
แมงเม่ามักจะเข้าทำการซื้อขายตามความเคยชินในอดีต โดยขาดสติ มีอารมณ์ ความโลภและความกลัวเป็นที่ตั้ง มีการซื้อขายหุ้นตามข่าว หรือ เชื่อตามที่นักวิเคราะห์บอกมา ชอบซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงๆ และขายล้างพอร์ตเมื่อลงแรงๆ หากขาดทุนก็มักจะพยายามเอาคืนเดี๋ยวนั้น แมงเม่ามักอยากรู้ว่าทำไมตลาดลงหลังจากตกใจขายหุ้นไปแล้ว “รู้งี้” ไม่ขายดีกว่า

ความเชื่อของแมงเม่า
แมงเม่ามักเชื่อว่านักวิเคราะห์จะทำให้ตัวเองรวยได้ ชอบคนที่มีความคิดเห็นตรงกับตัวเอง มักเชื่อหมอดู มักโทษคนอื่นที่ทำให้เสียหาย มักเป็นพวกวิตกจริต ชอบวันที่หุ้นบวก เกลียดวันที่หุ้นลบ

พฤติกรรมการถือหุ้น
แมงเม่ามักตัดสินใจซื้อหุ้นเร็ว และชอบถือหุ้นระยะสั้นมาก ไม่เกิน 3 วัน ไม่ชอบ let profit run แต่จะถือหุ้นนานๆ เมื่อติดดอยโดยไม่คิดแก้ไขใดๆ แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่าได้กินปันผล เพราะ cut loss ไม่เป็น ทำให้ let loss run หลายๆ ครั้งมักซื้อหุ้นตัวเดียวเต็มพอร์ท แมงเม่ามักจะชอบแหกกฏตัวเอง พอขึ้นถึงเป้าแล้วก็ไม่ขาย ปรับเป้าไปเรื่อยๆ ทำให้ขาดความระมัดระวังเวลากำไรมากๆ แมงเม่ามักจะขายหุ้นที่มีกำไรออกไปและถือหุ้นที่ขาดทุนไว้แทน เพราะไม่อยากขาดทุนแมงเม่าเชื่อว่ามีทฤษฎีที่ทำให้ตัวเองกำไรจากตลาดหุ้นทุกวันได้ ชอบใช้กราฟเทคนิครายนาทีในการซื้อขาย ซึ่งปกติต้องใช้กราฟ month กราฟ week ในการลงทุนระยะปานกลาง การใช้กราฟ day ยังเป็น time frame สำหรับเก็งกำไรอยู่

พฤติกรรมการเลือกหุ้น
แมงเม่าชอบเล่นหุ้นตัวเล็กๆ มักจะซื้อหุ้นตัวเดิมๆ ที่เป็นหุ้นปั่น หุ้นเน่า ไม่รู้ว่ากิจการหุ้นที่ซื้อว่าทำอะไร ซื้อๆไปก่อน เดี๋ยวมันก็ปั่น ชอบเล่นในอุตสาหกรรมเดิมๆ แม้ว่ามันจะตกไปแล้ว Sunset

มาดูทางทฤษฎีกันบ้าง ทางการแพทย์มีการศึกษาเอาไว้แล้ว เมื่อปรับมาใข้กับเรื่องหุ้นจะเป็นอย่างไง เรามาศึกษาเรื่องจิตใจกันหน่อย ทำให้มันถึงมีผลกับเรานัก
จิต คืออะไร จิตเป็นพลังงานที่อาศัยอยู่ในร่างการ เป็นพลังงานที่มีความถี่คลื่นละเอียด จิตสามารถที่เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด
หน้าที่ของจิต
1. ทำหน้าที่รับสิ่งที่มากระทบแล้วปรุงแต่งอารมณ์
2. ทำหน้าที่สั่งสมองให้คิด สั่งกายให้ทำงาน
3. ทำหน้าที่สะสมผลของการกระทำ

จิตมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของนักลงทุน สาเหตหลักที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เสียหายจากการลงทุนและไม่สามารถกลับมาลงทุนให้ประสบความสำเร็จคือ การกลัวความเสี่ยงจนเป็นอาการทางจิต ที่เรียกว่า Risk Aversion Phobia
การลงทุนที่ผิดพลาดแต่ต้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกลัว และเข็ดจนไม่กล้าลงทุนอีก อาจจะหันหลังให้ตลาดหุ้นตลอดไป
1. อาการที่เกิดของ Risk Aversion Phobia คือ
1.1. Disposition effect อาการความกลัวความเสียใจจากการลงทุน เช่น
– ขายหุ้นที่มีกำไรออกไปจนหมด และ ถือหุ้นที่ขาดทุนไว้
– ขายหมู แล้วกลับไปซื้อหุ้นเดิมอีกในราคาที่สูงขึ้น เพราะกลัวหุ้นขึ้นแรง
– ถือหุ้นที่ขาดทุน ไม่กล้า cut loss
– จะเกิดพฤติกรรมอาการอ้างอิงราคา reference point
1.2. Endowment Effect กลัวเสียใจเมื่อเกิดรายการซื้อขาย
– ทำให้ตั้งราคาขายหุ้นสูงกว่าความเป็นจริง หรือ ตั้งราคาซื้อหุ้นต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ไม่ได้หุ้นหรือขายหุ้นก็ไม่ได้ เพราะกลัวว่าหากขายหุ้นแล้วหุ้นขึ้นต่อ เป็นอาการจิตหลอนที่เกิดจากความเสียใจจากการขาดทุน
1.3. Cognitive Dissonance อาการไม่ยอมรับความจริง
– ไม่ยอมรับว่าหุ้นกำลังจะลง เช่น SET 1650 จุด แต่จะเชื่อว่าหุ้นลงเมื่อลงใกล้จบแล้ว ทำให้ไม่ยอมขายหุ้น จะยอมขายก็ตอนลงใกล้จบแล้ว และจะไม่เชื่อว่าหุ้นขึ้นจนกว่าหุ้นจะขึ้นจบแล้ว SET 1200 จุด ขณะนี้ 1530 จุดค่อยจะมาซื้อหุ้นตอนปลายๆขาขึ้น
1.4. Sunk Cost Effect อาการคิดถึงต้นทุน
– จะคิดถึงต้นทุนในอดีตที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อยู่ตลอดเวลา ต้นทุนก็คือการขาดทุนนั่นเอง
1.5. Status Quo Bias อาการเพิกเฉย
– มีแนวโน้มเพิกเฉยต่อการลงทุนที่ผิดพลาด ไม่รู้ไม่ดูไม่เห็นไม่ขาดทุนระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกกระตุ้นให้ขายขาดทุน ก็จะเกิดอากากลัวความเสี่ยงในที่สุด

2. พฤติกรรมของนักลงทุนที่นำไปสู่โรคการกลัวความเสี่ยงจนเป็นอาการทางจิต ที่เรียกว่า Risk Aversion Phobia
2.1 Overconfidence มั่นใจในตัวเองเกินไป ทำให้นักลงทุนคิดว่าความรู้ตัวเองมีมากพอ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
– มั่นใจในตัวเองสูงเกินไป ทำให้ตีข้อมูลผิดพลาด นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในรูปแบบการซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไป เกิดภาพลวงของความรู้ โดยเชื่อว่ามีความรู้มากคาดการณ์ตลาดได้ถูกต้องมากกว่าข้อมูลน้อย โดยแยกข่าวกับข้อมูลออกจากกันไม่ได้
– พอร์ตของนักลงทุนที่เชื่อมั่นสูงมักจะมีหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง และมักจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก และไม่กระจายความเสี่ยง
การถือหุ้นอยู่สร้างภาพลวงตาอของการมีอำนาจควบคุมผลตอบแทนของหุ้น
2.2 Trying to break even effect
– หลังจากขาดทุนหุ้นมามากแล้ว นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลงทุนโดยเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นอีกเพื่อที่จะเอาคืน เช่น ขาดทุนหุ้นพื้นฐานเลยเอาคืนจากหุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่น เพราะต้องการทุนคืนโดยเร็ว
2.3 House Money Effect กล้าเสี่ยงบนความสูง
– ลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นหลังจากที่ได้กำไรช่วงก่อนหน้า เพราะรู้สึกว่าเงินนั้นเป็นเงินกำไรที่ได้จากคนอื่น ผลคือทำให้ซื้อหุ้นราคาสูงเสี่ยงต่อการติดดอย
– พฤติกรรมเหล่านี้จะไปเสริมพฤติกรรม overconfidence เพราะนักลงทุนมั่นใจเกินขนาด ซื้อขายหุ้นบ่อยที่บนความเสี่ยงสูงๆ
– เมื่อได้กำไรจากหุ้นซิ่ง ก็เริ่มได้ใจ ไม่ระมัดระวังการลงทุน กล้าเอากำไรมาเล่นกับมันอีก แต่เจ้าเลิกเล่นไปแล้ว สุดท้ายหุ้นลงแรง และในที่สุดก็ต้องขายขาดทุนหรือติดดอยไปอีกนานแสนนาน ทำให้หมดตัว
2.4 Familiarity ลงทุนโดยใช้ความคุ้นเคย
– นักลงทุนมักเลือกหุ้นที่คุ้นเคย กล้าซื้อโดยไม่วิเคราะห์ก่อน กล้าซื้อหุ้นในกลุ่มที่เคยเล่นแม้จะมันจะตกไปแล้วเป็นขาลง หรือสนใจลงทุนหุ้นในประเทศมากกว่าต่างประเทศ
– ความคุ้นเคยเชิงพฤติกรรม เช่น ความเคยชินกับตัวหุ้น ความเคยชินกับตลาดหุ้น ความเคยชินกับความผันผวนของหุ้น
2.5 Social Interaction ลงทุนโดยโลก Social นำพาไป
– เมื่อเกิดอาการ Risk Aversion Phobia ทำให้ขาดความมั่นใจในการลงทุน ก็จะพยายามหาคนช่วย เช่น ฟังความเห็นของนักวิเคราะห์ มาร์เก็ตติ้ง เพื่อนในเฟส ในไลน์ ที่มีความเห็นตรงกับตัวเอง โดยไม่ได้ดูเลยว่าพวกเขาก็คิดวิเคราะห์ผิดเหมือนกัน แม้จะมีใบอนุญาตในการวิเคราะห์ก็ตาม

สำหรับผม ผมยอมรับว่าตัวเองยังคงเป็นเม่าอยู่เลย คงต้องหาทางรักษาให้หายละครับ แล้วคุณหละเป็นยังไงครับ ตรงใจมั้ยคราวหน้ามาต่ออีกครับ ว่าคุณเป็นใคร คุณจะแก้ไขตัวเองได้หรือไม่ คุณจะกลับมากำไรได้หรือไม่
เครดิต: 26-7-57 Stop Loss Weekend
ไปเรียนรู้จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2 กับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการจาก บล.ไอร่า ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการลงทุน QIQP
https://www.facebook.com/notes/เบิร์ด-ส่องหุ้น/จิตวิทยาการลงทุน-ตอนที่-2/1448311095453421
BirdStockFocus เรียบเรียง

จิตวิทยาการลงทุน ตอน 1

เบิร์ด ส่องหุ้น wrote a new note: จิตวิทยาการลงทุน.
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ว่าเราจะซื้อหรือขายเท่านั้น ต่อให้เรามีความรู้เยอะๆ เราก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ แต่แนวความคิดในการเล่นหุ้นนั้นสำคัญที่สุด หรือ การมีจิตวิทยาการลงทุนที่ถูกต้อง

ตลาดหุ้นเป็นตลาดดูดเงินเม่าโดยเฉพาะ แต่มันเป็นตลาดที่หอมหวล เพราะกำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก่อนจะกำไรเรามักจะขาดทุนก่อน จนบางคนออกจากตลาดไปเลย มีนักลงทุนเพียง 10% เท่านั้นที่กำไร 10% ที่เท่าทุน แต่ 80% หมดตัว เงินไปไหนหมด ก็ไปอยู่กับคนที่กำไรไงครับ ทำให้เม่าอยากจะพัฒนาตัวเองให้กำไรบ้าง เพื่อจะได้เอาเงินจากคน 80% นั้น ทั้งๆ ที่เราเองนั่นแหละเป็น 80% นั้นมาก่อน ทำไมเราถึงขาดทุนทั้งๆ ที่เรามีความรู้มากมาย นั่นส่วนใหญ่เป็นเพราะการไม่รู้จักว่าตัวเราเป็นใคร หรือ การไม่มีจิตวิทยาการลงทุน นั่นเอง เช่น หากเราเป็น VI แต่เราเข้าเร็วออกเร็ว แบบนี้ไม่ใช่ VI ละ กลายเป็น VIVI เราต้องมาเรียนรู้การจะเป็น VI หรือ VIVI กันอย่างถูกวิธีกันก่อนครับ

เม่า 4 ขั้น มีอะไรบ้าง ผมเองยังเป็นเม่าอยู่เลยครับ เราถึงยังต้องศึกษาอยู่ ผมคิดว่าผมเป็นเม่าขั้นที่ 3 ครับ แล้วคุณหละอยู่ขั้นไหน เราจะแก้ความเป็นเม่าสู่ความเป็นเทพยังไงดี 🙂 เรามารู้จักแมงเม่ากันหน่อยมั้ย
แมงเม่า คือ กลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรที่ชื่นชอบความเสี่ยง เล่นหุ้นตามข่าว ตามกระแส มีทั้งเก่งและไม่เก่งคละกันไป
เม่าขั้นที่ 1 เป็นแมงเม่าขั้นแรก มักมองโลกในแง่ดี ผมก็เป็นนะ ตอนเล่นหุ้นแรกๆ มักจะกำไรช่วงแรกๆ เชื่อคนที่เชียรหุ้น เพราะไม่รู้อะไร ต่อมาก็ขาดทุนบ่อยๆ เราก็ลงทุน VI ทำไมขาดทุนหละ
เม่าขั้นที่ 2 เป็นเม่าที่ผ่านการขาดทุนทำให้เรียนรู้ความเจ็บปวด เริ่มเรียนรู้ความเสี่ยง หาความรู้เพิ่มเติม พอเป็นก็รู้สึกว่าตัวเองเก่ง ชอบโชว์พาว แต่จริงๆ อาจจะเข้าใจผิด ทำให้เกิดความมั่นใจเกินเหตุ cut loss ไม่เป็น พอมีกำไรก็รีบขายเพราะกลัวกำไรหด กลายเป็นขายหมู พอขาดทุนก็รีบ stop loss เพราะเรียนมา สุดท้ายจุดที่ stop loss เป็นเป็นจุดกลับตัว เห็นหุ้นขึ้นก็วิ่งเข้าใส่อีก กลายเป็นติดดอย ทำให้ขาดทุนซ้ำซากจากการเด้งเฉยๆ แล้วลงต่อ
เม่าขั้นที่ 3 หาทางพัฒนาตัวเอง พยายามใช้ระบบเทรดที่สร้างมาจาก indicator ต่างๆ เช่น rsi, macd, bb, ELW พอจะอยู่รอดได้บ้างกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เพราะยังไม่เชื่อในสัญญาณทางเทคนิคแต่ชอบเดามากกว่า ทำตามระบบไม่ได้ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ยังไม่มี money management ที่ดีพอ
เม่าขั้นที่ 4 เป็นเม่าที่พัฒนามานาน อยู่ในตลาดมาหลายปี ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาเยอะ เข้าใจสัจธรรม วิเคราะห์เก่ง มีวินัยการลงทุน เชื่อระบบเทรด เชื่อปัจจุบันมากกว่าอนาคต ไม่โชว์พาว

บทความข้างบน บางส่วนอ้างอิงจากคลิปที่คุณนิพนธ์ออกรายการ stop loss และใส่ความเห็นของผมเข้าไปครับ
วันนี้ผมอยากจะแนะนำให้รู้จักกับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการจาก บล.ไอร่า ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการลงทุน QIQP ที่คุณจะได้เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาการลงทุนจากรายการ Stop Loss Weekend จะมีต่ออีก 3 ตอน คอยติดตามกันครับ คุณนิพนธ์เป็นหนึ่งใน idol ของผมเลย ลองรับชมกันดูครับ

ทำไมหมอและวิศวกรจึงลงทุนได้เก่ง

Hide story
ที่มา จิตวิทยาและแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุน
ทำไมหมอและวิศวกรจึงลงทุนได้เก่ง

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมวีไอในเมืองไทยหลายคนจึงมีพื้นฐานมาจากวิศวกรและแพทย์ ทั้งที่ในการเรียนการสอนทั้งสองสาขาวิชานี้ ไม่มีเค้าลางในเรื่องของวิชาการลงทุนอยู่เลย

หากใครหลายคนติดตามรายการ Money talk เราจะพบว่า คนรวยที่สุด จบวิศวกรแล้วเรียนต่อสาขาทางการเงิน คนรวยอันดับสอง จบแพทย์แล้วเรียนต่อเฉพาะทางการทำคลอด คนรวยอันดับสาม เป็นอาจารย์สอนด้านธุรกิจและการลงทุน คนรวยอันดับสี่ เป็นนักพูด (ขออภัยล่วงหน้านะครับถ้าผมเข้าใจผิด)

ผมเคยเห็นกระทู้ในพันทิปเคยโพสถามว่า “ถ้าโตขึ้นอยากเป็นวีไอ หนูควรเลือกเรียนสาขาใดดีคะ”

คำตอบมันเห็นๆกันอยู่แล้ว “หนูไปเรียนหมอหรือไม่ก็วิศวกรเถอะจ๊ะ” จบมาแล้วจะได้เป็นวีไอ

แน่นอนว่า หมอหลายคนก็ยังคงเจ๊งหุ้น วิศวกรหลายท่านก็ยังติดดอย ปตท. แต่อย่างน้อยหลายท่านก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงลิ่ว ผมก็มีเพื่อนที่เป็นทั้งแพทย์และวิศวกร ดังนั้น “อะไร?” ที่ทำให้สองอาชีพนี้แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่อาจช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการลงทุน

อย่างแรก ผมคิดว่าเป็น selective bias
ในประเทศไทย ค่านิยมของสังคมในสมัยผมนั้นนิยมส่งเสริมให้ลูกเรียนแพทย์หรือไม่ก็วิศวกร การแข่งขันเพื่อสอบเข้าสองคณะนี้นั้นสูงลิ่ว ดังนั้นคนสองกลุ่มนี้จึงถูกคัดเลือกมาแล้วว่าเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ดังนั้น ไม่ว่าจะเอาเขาไปทำอะไร ก็คงจะอร่อยกว่าปกติ

อย่างที่สอง พวกเขาเรียนสาขาวิชาที่หลากหลายมาก
แพทย์จะต้องเรียนทั้งเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ระบบการทำงานของร่างกาย แบคทีเรีย พืช ยา รังสี จิตใจ กฏหมาย สังคม ฯลฯ ในขณะที่วิศวกรก็ต้องเรียนทั้งการคำนวณ กฏฟิสิกส์ การประยุกต์ใช้ความรู้ การออกแบบระบบ การควบคุมงาน การวิเคราะห์โครงการ กฏหมาย ฯลฯ ซึ่งจะต่างจากอาชีพอื่นเช่น นักชีววิทยา รู้เฉพาะเรื่องสิ่งมีชีวิตที่ตนศึกษา นักกฏหมาย ที่รู้แต่กฏหมาย นักการเงิน ที่รู้แต่เรื่องเงิน นักการตลาด ที่เรียนเฉพาะการตลาด คนที่เรียนมาหลากหลายกว่า จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายทิศทาง วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่หลากหลายได้มากกว่า และสามารถมองในภาพรวมได้ง่ายกว่า

อย่างที่สาม พวกเขาเป็นนักแก้ปัญหา
แพทย์จะได้รับโจทย์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวันของการปฏิบัติงาน วิศวกรก็ต้องพยายามแก้ปัญหาไม่ซ้ำกันเช่นกัน ดังนั้น เมื่อมาเจอโจทย์ทางการลงทุน พวกเขาจึงน่าจะทำได้ดีกว่า เพราะทักษะในการลงทุนนั้น ไม่ได้ใช้ทักษะในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ต้องประเมินจากบริบทในหลายๆด้าน และไม่ว่าจะพยายามเช่นไร ก็จะยังต้องทำไปโดยที่ยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในงานนั้นๆเสมอ การเรียนรู้โดยให้แก้ปัญหาเป็นทักษะที่สำคัญของสองอาชีพนี้ ในขณะที่อาชีพอื่นๆอาจเน้นไปในทางการมีความรู้เฉพาะด้านนั้นๆ

อย่างที่สี่ เมื่อจบมาก็ได้ทำงานเป็นหัวหน้าหรือในระดับการจัดการ
แน่นอนว่าทั้งสองอาชีพนี้อาจจะต้องมีการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อการเลื่อนขั้นอยู่บ้าง แต่ career path นั้นสั้นกว่าอาชีพอื่นๆอย่างชัดเจน เป็นหมอก็เป็นหมออยู่อย่างนั้นตั้งแต่ต้น ไม่มีเจ้านาย มีแต่ต้องคอยกำกับควบคุมทีมให้ทำงานตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงได้ฝึกการตัดสินใจด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการตัดสินใจที่ดี ก็เป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งในการลงทุน

อย่างที่ห้า ทั้งสองอาชีพนี้มีฐานเงินเดือนที่สูงตั้งแต่แรก
เงินนั้นมีมูลค่าตามเวลาด้วย เงินที่ได้มาตอนอายุน้อยจะสามารถทวีค่าได้มากกว่าเงินที่ได้มาตอนอายุมาก ดังนั้นถ้าสามารถออมเงินได้มากตั้งแต่อายุน้อย ก็จะสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนมากกว่า

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะไม่ได้เป็นทั้งแพทย์และวิศวกร ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นอะไรที่ไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า เราเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายเพียงพอแล้วหรือไม่ เรามีทักษะในการแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จตายตัวได้ดีหรือไม่ เราสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างดี ดดยไม่ต้องรอให้ใครมาออกคำสั่งหรือไม่ และประการสุดท้าย เราตั้งใจในการออมและมีวินัยในการลงทุนตั้งแต่เราอายุยังน้อยได้หรือไม่

ลองมองหาคนใกล้ตัวหรือหนังสือของคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมาอ่านดูครับ เพื่อจะได้ข้อมูลที่มากขึ้นว่า “อะไร” ที่ทำให้เขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จนั้นเป็น “โรคติดต่อ” ครับ

เราต้องอยู่ใกล้ๆคนที่ประสบความสำเร็จเข้าไว้

การคัดสรรหุ้นปั่น พยายามอธิบายแบบเดาใจเจ้ามือ

การคัดสรรหุ้นปั่น พยายามอธิบายแบบเดาใจเจ้ามือ

1. เพราะหุ้นดีมีเจ้าของแล้ว หุ้นพื้นฐานดีมีขาใหญ่ถืออยู่ทั้งนักลงทุนบุคคลรายใหญ่ นักลงทุนสถาบัน กองทุนตปท.ฯลฯ รวมทั้งเจ้าของบริษัท(ซึ่งหวงหุ้นตัวเอง) การเข้าไปลากราคาสุ่มสี่สุ่มห้าอาจโดนแรงขายมหาศาลประเภทตบกลิ้งหงายท้อง ขาดทุนแน่นอน ในขณะที่หุ้นเน่าไม่มีใครสนใจ จะลากจะทุบไม่มีใครโวยวาย และที่สำคัญ สามารถเก็บสะสมหุ้นจำนวนมากตามที่ต้องการได้ (จำนวนหุ้นที่สะสมได้จะเป็นตัวแปรหนึ่งในการทำกำไรของเจ้ามือ)

2. เพราะหุ้นเน่าหุ้นขาดทุนสร้างสตอรี่ได้ง่าย ประเภท เทิร์นอะราวด์ พันธมิตรต่างประเทศ ถูกเทคโอเวอร์ หรือเพิ่มทุนแจกวอรแรนท์ หรือขายหุ้น pp ให้นักลงทุนรายใหญ่ สารพัดข่าวเต้าขึ้นมาได้โดยมีสื่อและสังคมออนไลน์ช่วยกระพือ

3. เพราะหุ้นดีมีฐานะจะสามารถหามูลค่า-ราคาเหมาะสมได้ ง่าย ๆ ก็ดูจากบทวิเคราะห์ของโบรกฯ การมีเป้าแน่นอนที่ใคร ๆ ก็รู้ทำให้การลากหุ้นถูกจำกัด ส่วนหุ้นเน่า เป้าหมายมีไว้พุ่งชน เป็นเป้าหมายการลากราคา ไม่ใช่เป้ามูลค่าที่ควรจะเป็นของหุ้น ขอเพียงให้เป็นที่รับรู้ของแมงเม่าเท่านั้นก็พอ ร่วมด้วยช่วยกันลาก

4. หุ้นเน่าทิ้งง่าย ง่ายในที่นี้คือเวลาขายทิ้งจะทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะแมงเม่าจะพากันหนีตาย ร่วมด้วยช่วยกันท้ิ้ง (ไม่ต้องห่วงเจ้าเพราะทิ้งไปส่วนใหญ่แล้วตอนลากหุ้นขึ้น) ราคาที่ลดต่ำลงมาก ๆ จะง่ายต่อการเก็บหุ้นคืน เพื่อคืนเจ้าของที่ยืมมาหรือสะสมหุ้นกลับคืนเพื่อปั่นรอบใหม่ในอนาคต ขณะที่หุ้นดีมีพื้นฐาน เวลาทิ้ง ราคาหุ้นจะลงระดับหนึ่งจะมีพื้นฐานคอยรองรับราคาไว้ไม่ให้ลงลึก เวลาจะเก็บคืนลำบากเพราะมีนักลงทุนแย่งเก็บด้วย

5. หุ้นเน่าราคาตลาดจะต่ำเพราะขาดทุนหรือเพราะพาร์10ตังค์ รายย่อยไทยจะชอบเพราะรู้สึกว่า”ถูก”ปั่นติดง่ายกว่า ได้กำไรง่ายและมากกว่าหุ้นพื้นฐานที่ราคาตลาดสูงกว่า และรายย่อยไม่ชอบ

6.เป็นการกระทำต่อ ๆ กันมานานมากแล้วว่าการปั่นหุ้นต้องเป็นหุ้นเน่า เจ้ามือต้องการอนุรักษ์รูปแบบนี้ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน

ฯลฯ
รู้ทันเจ้า เข้า-ออกว่องไว กำไรทุกรอบ ขอบคุณหุ้น GOODDDDD

ตลาดหุ้นมันทำงานอย่างไร?

Cr Zhao Yun’s status.

ตลาดหุ้นมันทำงานอย่างไร?

กาลครั้งหนี่ง
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ซึ่งเต็มไปด้วยฝูงลิง ชายคนหนึ่งได้เดินทางมาถึงและได้ประกาศแก่ชาวบ้านว่า
เขายินดีซื้อลิงตัวละ
10 เหรียญ

ชาวบ้านเห็นว่ามีลิงอยู่เต็ม
รอบหมู่บ้าน จึงออกไปจับลิงมาขาย
ให้ชายคนนั้น ซึ่งได้ซื้อลิงไปได้หลายพันตัว จำนวนลิงรอบหมู่บ้านจึง
ลดน้อยลง
ยากที่จะจับมาขายได้อีก ชาวบ้านเลยเลิกจับลิงมาขาย

ชายคนเดิมจึงประกาศ
ขึ้นราคาลิงเป็นตัวละ
20 เหรียญ
ซึ่งทำให้ชาวบ้านหันกลับมา
จับลิงอีก ไม่ช้าจำนวนลิงก็ลดลงทำให้
จับยากขึ้นไปอีก

ชาวบ้านจึงหันกลับไปทำไร่
และลืมเรื่องจับลิงไป

ชายคนนั้นได้ประกาศ
เพิ่มราคาให้เป็น
25 เหรียญ/ตัว แต่ว่าจำนวนลิงหายากมากขึ้น
และยากลำบากมาก
ที่จะจับได้สักตัว

ชายคนดังกล่าวจึงได้ประกาศ
ว่าเขาจะซื้อลิง
ตัวละ 50 เหรียญ
ถ้าชาวบ้านเอามาขายให้ได้

แต่ว่าเขาจะต้องไปทำธุรกิจ
ที่เมืองอื่น จึงได้มอบหมาย
ให้ผู้ช่วยของเขา
ทำหน้าที่รับซื้อลิงแทนเขา

เมื่อชายคนนั้นเดินทาง
จากหมู่บ้านไป
ผู้ช่วยของเขาได้บอกกับ
ชาวบ้านว่า

“ดูนี่สิ
ในกรงมีลิงซึ่งเจ้านายข้า
ซื้อมาเต็มไปหมด
เอาอย่างนี้มั้ย
ข้าจะขายลิงให้ท่าน
ตัวละ 35 เหรียญ
เมื่อเจ้านายข้ากลับมา
จากต่างเมือง
พวกท่านก็เอาลิง
ที่ซื้อไปจากข้า
เอาไปขายให้เจ้านายข้า
ตัวละ 50 เหรียญ
กำไรเหนาะๆ”

ชาวบ้านเห็นช่องทางรวย
จึงรวบรวมเงินออมที่มี
ไปซื้อลิงทั้งหมดออกมา
เพื่อเตรียมขายให้ชายคนนั้น

แต่ท้ายที่สุดชาวบ้านทั้งหลาย
ไม่เคยได้เห็นชายคนนั้น
และผู้ช่วยของเขา
กลับมายังหมู่บ้านอีกเลย

และตั้งแต่บัดนั้น
หมู่บ้านนั้นก็เต็มไปด้วย
ฝูงลิงเหมือนอย่างในอดีต

ตอนนี้ท่านทั้งหลาย
คงเข้าใจดีขึ้นละนะว่า..

ตลาดหุ้นมันทำงานยังไง !!!