Posts from the ‘บทความ’ Category

๙ เหตุผล ว่าทำไมเราถึงต้องศึกษาคำตถาคต (พระพุทธเจ้า) เป็นหลัก

๙ เหตุผล ว่าทำไมเราถึงต้องศึกษาคำตถาคต (พระพุทธเจ้า) เป็นหลัก
ผ่านมา ๒,๕๐๐ กว่าปี ศาสนาพุทธก็เกิดมีหลายสำนัก หลายครูบาอาจารย์ แบ่งแยกเป็นนิกาย ต่างคนต่างใช้ความเห็นของหมู่คณะของตน จนคำสอนของพระพุทธเจ้าเริ่มจางหายไป 

เราต้องกลับมาถามว่าหมู่คณะนั้นใช้คำของพระตถาคตเป็นมาตรฐานรึเปล่า พระพุทธเจ้าทรงเห็นถึงปัญหานี้

ท่านจึงได้ตรัสกำชับในหลายๆครั้ง ดังนี้
๑.พระองค์ทรงสามารถกำหนดสมาธิเมื่อจะพูดทุกครั้ง ท่านจึงไม่เคยพูดผิดพลาดแม้แต่คำเดียว 

; มหาสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒ / ๔๖๐ / ๔๓๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๒๔๗
๒. แต่ละคำพูดของพระองค์เป็นอกาลิโก คือ ถูกต้องตรงจริงไม่จำกัดกาลเวลา , 

เป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง(สนฺทิฏฐิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (เอหิปสฺสิโก), เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว(โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ เวทตพฺโพ วิญฺญูหิ)

; มหาตัณหาสังขยสูตร ม. ม. ๑๒ / ๔๘๕ / ๔๕๐.

ปฎิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ น. ๔๓๑
๓.นับตั้งแต่ราตรีที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพาน ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอนและแสดงออกซึ่งถ้อยคำใด ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเข้ากันได้ทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย // ด้วยเหตุที่คำของพระองค์สอดรับ ไม่ขัดแย้งกันเลยตลอด ๔๕ ปีนี้เอง พระองค์จึงได้รับการขนานนามว่า ‘ตถาคต’

; อิติวุ. ขุ. ๒๕ / ๓๒๑ / ๒๙๓

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๒๘๕

ตัวอย่าง บาลี สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓ พระศาสดาตรัสว่า ‘น้ำมนต์’ คือเดรัจฉานวิชา! แต่ในอรรถกถากลับมีการเล่าถึงเหตุการณ์ที่พระศาสดาให้บาตรแก่พระอานนท์เพื่อนำไปทำน้ำมนต์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คำของพระองค์ขัดกัน ในส่วนนี้ของอรรถกถาจึงไม่ควรเชื่อถือ ถือเป็นคำแต่งใหม่
๔.ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มหรือตัดทอนสิ่งที่บัญญัติไว้

 ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว อย่างเคร่งครัดอยู่เพียงใด ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย

; มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐ / ๘๙ / ๖๙

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๔๖๕

ตัวอย่าง บทแผ่เมตตา ชินบัญชร คือคำแต่งใหม่ 
๕.สำนึกเสมอว่าตนเองเป็นเพียงผู้เดินตามพระองค์เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นมัคคัญญู(รู้มรรค) เป็นมัคควิทู (รู้แจ้งมรรค) เป็นมัคคโกวิโท(ฉลาดในมรรค). ภิกษุทั้งหลาย! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้เป็นผู้เดินตามมรรค เป็นผู้ตามมาในภายหลัง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกันระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะกับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตติ

; ขนฺธ. สํ. ๑๗ /๘๑ / ๑๒๕

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น น. ๗๒๑
๖. ตรัสไว้ว่าให้ทรงจำบทพยัญชนะ และคำอธิบายอย่างถูกต้อง พร้อมขยันถ่ายทอดบอกสอนกันต่อไป

พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา พวกภิกษุเหล่านั้นเอาใจใส่บอกสอนเนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่นๆ เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลายก็ไม่ขาดผู้เป็นมูลราก(อาจารย์)สืบกันไป. ภิกษุทั้งหลาย !

นี่เป็นมูลกรณีที่สามซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป…

(ในที่นี้ยกมาเพียง 2 ข้อ จาก 4 ข้อ ของเหตุเจริญแห่งพระศาสนา)

; จตุกฺก. อํ. ๒๑ /๑๙๘ / ๑๖๐

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ น. ๓๕๕

ตัวอย่าง พระภิกษุสมัยนี้เมื่อมีญาติโยมเข้าวัดทำบุญ ไม่เคยหยิบยกแม้อริจยสัจ4 หรือธรรมพื้นฐานใดๆในพุทธวจนะมากล่าวสอนเลย เพียงแต่กล่าวสอนแค่หลักทั่วๆไปที่ใครๆก็สอนได้เท่านั้น
๗. ทรงบอกวิธีแก้ไขความผิดเพี้ยนในคำสอน

 หากมีภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของ

พระศาสดา” เธอทั้งหลายยังไม่พึงชื่นชม ยังไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของผู้นั้น พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วพึงสอบสวนลงในพระสูตร เทียบเคียงดูในวินัย

ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้นสอบลงในสูตรไม่ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “นี้มิใช่พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนี้รับมาผิด” เธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนั้นเสีย ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรได้ เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “นี้เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนั้นรับมาด้วยดี” เธอทั้งหลายพึงจำมหาปเทสนี้ไว้

; อุปริ. ม. ๑๔ / ๕๓ / ๔๑

อริยวินัย น. ๓๙๙
๘.ทรงไม่ให้ฟังคำแต่งใหม่ที่เป็นเรื่องนอกแนว

 ภิกษุทั้งหลาย ! #สุตตันตะเหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรอง ประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจงไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

 ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสุตตันตะเหล่าใด #ที่เป็นคำของตถาคต(พระพุทธเจ้า) เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจงฟังด้วยดี จงเงี่ยหูฟัง จงตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจงสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน 

; ปฐมธรรม หน้า ๒๔๓

(ภาษาไทย) ทุก. อํ. ๒๐/๖๘/๒๙๒. :
๙.และหากไม่สนใจคำตถาคต…

ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะ เรียกว่าอานกะมีอยู่ เมื่อกลองอานกะนี้มีแผลแตกหรือปริ พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้นทุกคราวไป

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้น นานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย #สุตตันตะเหล่าใดที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึกมีความหมายซึ่ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอกลับไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน 
แต่สุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสรวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว #เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่,เธอกลับฟังด้วยดี กลับเงี่ยหูฟัง กลับตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ภิกษุทั้งหลาย ! #ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล.

; ปฐมธรรม หน้า ๒๔๕

(ภาษาไทย) นิทาน. สํ. ๑๖/๒๖๙/๖๗๒-๓

ด้วยเหตุทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงตรวจสอบดูว่าสิ่งที่ตนได้กระทำอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสอนจริงหรือ อาทิการนิมนต์พระมาสวดขึ้นบ้านใหม่ การนำรถไปเจิม การหาสำรับมาถวายพระพุทธรูป การบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การไหว้พญานาค การตั้งศาลพระภูมิ พึงตรวจดูว่าสิ่งที่พระภิกษุรอบตัวพึงกระทำนั้น เป็นสิ่งพระองค์ทรงบัญญัติให้ทำหรือไม่ อาทิเช่น การปลุกเสกพระเครื่อง พรมน้ำมนต์ ดูดวง ดูฤกษ์ เป็นหมอทรงเจ้า ทำพิธีบวงสรวง แก้กรรม สักยันต์กันภัย และรู้หรือไม่ว่าพระองค์ทรงเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า ‘เดรัจฉานวิชา’ 
พึงตรวจสอบดูว่าความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาของตนนั้น เป็นคำแต่งใหม่หรือคำตถาคต อาทิเช่น บัว๔เหล่า(จริงๆท่านจำแนกไว้๓เหล่า) , ใน พศ.๕,๐๐๐ จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาตรัสรู้ (จริงๆอีกนับล้านปี) , พระพุทธเจ้ามีผม (จริงๆท่านปลงเกศาไม่ต่างจากภิกษุรูปอื่น) และหลักธรรมที่ควรรู้ในพุทธวจนะอย่าง ปฏิจสมุปบาท มรรค๘ ในอริยสัจ๔ เรารู้อย่างถ่องแท้บ้างหรือยัง 
โปรดแชร์เป็นธรรมทาน ดังพุทธพจน์ที่ว่า

 สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ 

 ‎การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

Advertisements

จีนกับเศรษฐกิจการแชร์

[คอลัมน์กรุงเทพธุรกิจ] จีนกับเศรษฐกิจการแชร์  
เศรษฐกิจการแชร์ (sharing economy) เป็นศัพท์ที่กำลังฮอตฮิตในวงธุรกิจจีน แนวคิดนี้โด่งดังมาจากสหรัฐฯ เช่น Uber ที่ให้คนที่มีรถสามารถนำรถออกมาขับให้บริการได้ หรือ Airbnb ซึ่งคนที่มีห้องว่าง สามารถนำห้องออกมาปล่อยเช่ารายวันได้
แต่ที่เมืองจีนตอนนี้ เขาไม่ได้แชร์กันเฉพาะรถและห้องพักแล้วนะครับ ไอเดียธุรกิจการแชร์ล่าสุดในจีน ได้แก่ แชร์จักรยาน แชร์ลูกบาสเก็ตบอล ไปจนถึงแชร์ร่ม!! 
บริษัทแชร์จักรยานของจีนอย่าง “Ofo” เพิ่งระดมทุนไปได้อีก 450 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และปัจจุบันมีมูลค่ากิจการทะลุ 1,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ไปเรียบร้อยแล้ว ขึ้นชั้นเป็น “ยูนิคอร์น” ตัวใหม่ของจีนและเอเชีย  
จักรยานสำหรับแชร์เหล่านี้จะมีสีสันสดใสชัดเจน เมื่อใช้เสร็จแล้ว ผู้ใช้จะเอาไปจอดที่จุดจอดจักรยานสาธารณะที่ใดก็ได้ ผู้ใช้รายต่อไปก็มาใช้ต่อได้เลย โดยสามารถเปิด App ดูได้ว่าพื้นที่ใกล้เคียงมีจักรยานจอดอยู่ที่ไหนบ้าง พอเอามือถือสแกนบาร์โค้ดจ่ายเงิน ก็จะสามารถปลดล็อคจักรยานและใช้งานได้ทันที 
ส่วนบริษัทใหม่ล่าสุดอย่าง “Zhulegeqiu” มาพร้อมกับไอเดียแชร์ลูกบาสเก็ตบอล รายนี้เพิ่งได้รับทุนสนับสนุนเริ่มต้น 1.4 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ จากกองทุนในเซี่ยงไฮ้ โดยบริษัทจะติดตั้งตู้เช่าลูกบาสในสนามบาสเก็ตบอล 100,000 แห่งทั่วประเทศจีน ผู้ใช้บริการเดินทางมาสนามตัวเปล่าได้เลย เอามือถือสแกนบาร์โค้ดที่ตู้ ก็จะได้ลูกบาสมาเล่น ค่าเช่าคิดที่ 2 หยวน ต่อชั่วโมง
อีกบริษัท “Molisan” มาพร้อมกับไอเดียแชร์ร่ม เจ้าของบริษัทเล่าขำๆ ว่า วันไหนที่เขาไม่ถือร่มออกจากบ้าน วันนั้นฝนตกทุกที เขาเลยเกิดไอเดียธุรกิจแชร์ร่มขึ้นมา บริษัทจะตั้งจุดวางร่มไว้ตามสถานีรถไฟใต้ดินในเมืองกวางเจา เริ่มต้นด้วยร่ม 500,000 คัน ตั้งเป้าให้มีจุดวางร่มให้เช่าและคืนร่มทุก 100 เมตรทั่วเมือง โดยผู้ใช้ต้องเอามือถือมาสแกนบาร์โค้ดจ่ายเงินก่อน จึงจะปลดล็อคร่มได้ ส่วนค่าเช่าคิดที่ 1 หยวนต่อชั่วโมง 
งานวิจัยของรัฐบาลจีนพบว่า ตลาดธุรกิจการแชร์สินค้าในจีนมีขนาดใหญ่ถึง 50,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2016 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 103% จากในปี ค.ศ. 2015 และคาดการณ์ว่าจะโตเพิ่มขึ้นอีก 40% ในปีนี้ พอถึงปี ค.ศ. 2020 เศรษฐกิจการแชร์จะคิดเป็นสัดส่วน 10% ของ GDP จีนเลยทีเดียวครับ
ทำไมเศรษฐกิจการแชร์จึงมาแรงนักในเมืองจีน? ผมคิดว่ามีเหตุผล 5 ข้อครับ
หนึ่ง คนหนุ่มสาวในจีนเริ่มให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่า “การสะสมสิ่งของ” เช่น คนรุ่นใหม่จะไม่ซื้อรถ แต่จะเอาเงินไปใช้จ่ายกับการท่องเที่ยวแทน หรือเอาเงินก้อนมาลงทุนสตาร์ทธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง ดังนั้น การแชร์รถ บ้าน และสิ่งของอื่นๆ อาจดีกว่าการเอาเงินไปทุ่มซื้อสิ่งของเหล่านั้น
สอง เศรษฐกิจการแชร์ เข้ากับเทรนด์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในจีน เช่น การรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย (แชร์จักรยาน แชร์ลูกบาสเก็ตบอล) การรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การไม่สะสมทรัพย์สินและใช้ชีวิตสไตล์มินิมอล  
สาม คนหนุ่มสาวของจีนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยเงินก้อนมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายอื่นในจีนสูงขึ้นมาก เช่น ค่าบ้าน (ราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนพุ่งสูงไม่หยุด) ค่าใช้จ่ายที่ต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุ (จีนกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ แถมด้วยนโยบายลูกคนเดียวในอดีต ทำให้คนจีนไม่มีพี่น้องมาช่วยแชร์ค่าใช้จ่าย) ดังนั้น ถ้าไม่ต้องซื้อรถ บ้าน และสามารถแชร์สิ่งของต่างๆ ด้วยราคาถูก ก็น่าจะดี  
สี่ คนจีนกังวลเรื่องความปลอดภัยของสินค้า และเริ่มต้องการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงมีความต้องการแชร์สินค้าที่มีคุณภาพในราคาถูก แทนที่จะต้องเสียเงินทั้งก้อนเพื่อซื้อสินค้าเหล่านั้น หรืออีกทางหนึ่ง คนจีนอาจเลือกประหยัดกับค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น การซื้อรถหรือบ้าน เพื่อจะได้เก็บเงินไว้ซื้อสินค้าอย่างอื่นในคุณภาพที่สูงขึ้น
ห้า ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ผู้คนนิยมจ่ายเงินด้วยการสแกนบาร์โค้ดผ่านมือถือ ไม่มีใครใช้เงินสดกันแล้ว คนจีนโดยทั่วไปมีบัญชีธนาคารผูกกับ Alipay หรือ Wechat Pay เพียงแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถชำระเงินค่าสินค้าได้เลย ไม่ว่าสินค้านั้นจะราคาเพียงไม่กี่หยวนก็ตาม 
การจ่ายเงินด้วยมือถือ ทำให้ธุรกิจการแชร์สิ่งของต่างๆ เป็นไปได้ เช่น คนที่จะแชร์จักรยาน ก็แค่เอามือถือสแกนเพื่อปลดล็อคจักรยาน ขณะเดียวกันก็สามารถใช้มือถือดูได้ด้วยว่าในบริเวณใกล้เคียงมีจักรยานจอดอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนบริษัทเองก็สามารถตามตัวบุคคลได้เวลาจักรยานหาย เพราะรู้ว่าใครเป็นคนเช่า เนื่องจากทุกอย่างชำระเงินผ่านบัญชีออนไลน์ทั้งหมด
นักลงทุนจีนรายใหญ่บางรายถึงกับโปรโมทว่า เศรษฐกิจการแชร์ของจีน เป็นการฟื้นคืนค่านิยมคอมมิวนิสต์กลับมาอีกครั้ง (เอากับเขาสิ!) เพราะพื้นฐานคอมมิวนิสต์ก็คือการแชร์สิ่งของร่วมกันในคอมมูน (ชุมชน) นั่นเอง
แต่นักวิจารณ์กลับเห็นว่า เศรษฐกิจการแชร์ของจีนนี่ให้ประโยชน์แต่กับนายทุนชัดๆ ต่างจากเศรษฐกิจการแชร์ของฝรั่งเช่น Uber หรือ Airbnb ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าร่วมหาเงินด้วยได้ เช่น เอารถออกไปขับหาเงิน หรือเอาห้องพักที่มีอยู่ปล่อยเช่าได้ แต่เศรษฐกิจการแชร์ของจีนเหมือนการปล่อย “เช่า” มากกว่าการ “แชร์” เจ้าของธุรกิจเป็นนายทุนรายใหญ่ ส่วนคนจีนทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าร่วมหาเงินจากธุรกิจเหล่านี้ได้เลย
นอกจากนั้น ยังมีเสียงวิจารณ์ว่าโมเดลธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ไม่ชัดเจน หลายรายไม่มีโอกาสทำกำไรได้จริง ส่วนใหญ่เป็นการเร่งระดมทุนและขยายกิจการเพื่อยึดส่วนแบ่งในตลาดให้มากที่สุด โดยยังไม่สนใจว่าในระยะยาวจะทำกำไรได้จริงอย่างไร (ค่าเช่าจักรยานชั่วโมงละไม่กี่หยวน กี่ชาติจะคืนทุน?) แถมตอนนี้การระดมทุนในจีนก็ง่ายเหลือเกิน แค่มีไอเดียแปลกใหม่ ก็มักมีนักลงทุนให้ความสนใจมากมาย ไอเดียบางอันดูเหมือนมีดีมานด์จริงและอาจไปได้สวย แต่ไอเดียบางอันก็เหมือนเล่นตลก
แต่ก็มีวงในบางคน แอบเฉลยว่า สิ่งที่นักลงทุนสนใจในระยะยาวอาจเป็น Big Data มากกว่า ซึ่งจะมีมูลค่ามหาศาล เช่น บริษัทเหล่านี้จะเก็บข้อมูลได้ว่าผู้ใช้บริการคนใดคืนของตรงเวลา หรือใครขโมยหรือทำของชำรุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเครดิตผู้บริโภคที่ดีมาก บริษัทอาจขายข้อมูลเหล่านี้ให้กับสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ต้องการข้อมูลเครดิตเหล่านี้ได้ นี่ยังไม่นับข้อมูลการตลาดอื่นๆ เช่น ผู้บริโภคเมืองไหนชอบใช้สินค้าแบบใด ชนิดใด มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นเป็นประโยชน์กับบริษัทที่ผลิตและขายสินค้าต่างๆ ด้วย
ถ้าเราเชื่อเรื่องการแข่งขันและลองผิดลองถูกของสตาร์ทอัพ สุดท้ายในบรรดาไอเดียแปลกใหม่เหล่านี้ ก็อาจค่อยๆ พัฒนาและปรับปรุงจนเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ที่ทำกำไรได้จริงขึ้นมา ตอนนี้ในจีนเริ่มมีการพูดถึงธุรกิจแชร์เครื่อง 3 D Printing โดยให้โรงงานหลายๆ โรงใช้ร่วมกัน ส่วนบริษัทแชร์รถจักรยานของจีนก็ได้ขยายตลาดไปที่ลอนดอนและสิงคโปร์แล้ว รวมทั้งเริ่มมีคนพูดถึงไอเดียการแชร์ร่มในสหรัฐฯ 
บางที ไอเดียธุรกิจการแชร์รายใหม่ที่จะครองโลก อาจจะมาจากจีน ซึ่งตลาดสตาร์ทอัพกำลังคึกคักและแข่งขันกันดุเดือด จนเป็นแหล่งทดลองและกำเนิดไอเดียธุรกิจใหม่ที่ไม่มีใครเคย (บ้า) คิดมาก่อนก็ได้

5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ปลดพนักงาน 18,000 ตำแหน่งของ Microsoft

5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ปลดพนักงาน 18,000 ตำแหน่งของ Microsoft

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศแผนปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 39 ปีของบริษัทตามความคาดหมาย โดย “สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella)” ซีอีโอคนใหม่ของไมโครซอฟท์ระบุชัดเจนว่าจะลดพนักงานมากกว่า 18,000 คนตลอดปีหน้า (2015) ซึ่งเป็นผลจากการควบรวมกิจการกับหน่วยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโนเกีย (Nokia) แผนลดพนักงาน 14% ของบริษัทนี้เป็นเพียง 1 ใน 5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ไมโครซอฟท์เท่านั้น ยังมีนโยบายน่าสนใจอื่นที่จะสะท้อนว่าไมโครซอฟท์จะเติบโตอย่างไรในอนาคต

1. ปลดคนโนเกีย 12,000 คน – เพราะไมโครซอฟท์และโนเกียต้องเผชิญกับการแข่งขันหฤโหดในตลาดสมาร์ทโฟน ทั้งคู่ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถโดนใจผู้ใช้ในราคาไม่เกินเอื้อม ทางหนึ่งที่ทำได้คือการจัดโครงสร้างองค์กรให้ประหยัดต้นทุนสูงสุด เป็นผลให้พนักงานโนเกียมากกว่า 12,000 คนกำลังจะว่างงานในอนาคต ไมโครซอฟท์นั้นจ่ายเงิน 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐซื้อหนวยธุรกิจของโนเกียภายใต้วิสัยทัศน์ของซีอีโอคนก่อน “สตีฟ บอลเมอร์ (Steve Ballmer)” สำหรับยุคซีอีโอคนใหม่ ไมโครซอฟท์ต้องการให้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน (Windows Phone) บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสามารภทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์บนคอมพิวเตอร์พีซี ดังนั้นการรวมทีมงานจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้วิสัยทัศน์ของบริษัทเป็นจริง

2. วิสัยทัศน์ของนาเดลลา – นับตั้งแต่รับตำแหน่งซีอีโอไมโครซอฟท์ในเดือนกุมภาพันธ์ ซีอีโอนาเดลลาตอกย้ำแนวคิดต่อสาธารณชนว่าจะพยายามปรับให้ยักษ์ใหญ่โลกซอฟต์แวร์ยุคเก่าอย่างไมโครซอฟท์สามารถแข่งขันได้ในยุคใหม่ที่อุปกรณ์พกพาครองตลาด ล่าสุดนโยบายนี้ยังคงถูกฉายภาพชัดในแถลงการณ์ครั้งใหม่จากไมโครซอฟท์ สโลแกนประจำตัวที่ติดตามซีอีโอไมโครซอฟท์ไปทุกแห่งจนถึงขณะนี้คือ “Mobile-first, cloud-first” หรือการให้ความสำคัญกับธุรกิจอุปกรณ์พกพาและระบบงานออนไลน์เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติงเป็นอันดับแรก ดังนั้นในตลาดฮาร์ดแวร์ ไมโครซอฟท์จึงยังเทความสนใจไปที่สินค้าแท็บเล็ตอย่างรุ่นเรือธง “เซอร์เฟส โปร 3 (Surface Pro 3)” ต่อไป แม้จะต้องแข่งขันกับพันธมิตรที่ร่วมหัวจมท้ายมานานอย่างเอชพี (HP), เดลล์ (Dell), เลอโนโว (Lenovo) และอื่นๆ

3. สรุปตัวเลข – หากรวมตัวเลขจากแถลงการณ์ จำนวนพนักงานโนเกียที่ไมโครซอฟท์มีแผนเลิกจ้างคือ 12,500 ตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งจาก 28,000 ตำแหน่งที่ไมโครซอฟท์รับโอนมา โดยหลังปลดพนักงานแล้ว ไมโครซอฟท์จะยังมีพนักงานมากกว่าช่วงก่อนซื้อโนเกียเกิน 10,000 ตำแหน่ง ทำให้ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 109,000 ตำแหน่ง (ข้อมูลจากสำนักข่าว Associated Press)

สำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องเงินชดเชยพนักงานที่ถูกปลด (รายงานระบุว่ากระบวนการปลดจะเริ่มขึ้นทันทีในขณะนี้) คาดว่าจะเป็นภาระให้ไมโครซอฟท์ต้องจ่ายเงินมากกว่า 1.1-1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐตลอด 4 ไตรมาสนับจากนี้

นอกจากพนักงานโนเกีย ยังมีพนักงานของไมโครซอฟท์เองกว่า 5,000 ตำแหน่งที่จะถูกปลดระวาง จุดนี้ไมโครซอฟท์ยืนยันว่าพนักงานที่ถูกปลดจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายพัฒนาแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก รวมถึงฮาร์ดแวร์เครื่องเกมเอ็กซ์บ็อกซ์ (Xbox) เนื่องจากทีมงานเหล่านี้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาแท็บเล็ตพันธุ์ใหม่ที่เหล่าพันธมิตร OEM ของไมโครซอฟท์จะสามารถนำไปต่อยอดเป็นอุปกรณ์ไฮเทคในอนาคตได้ โดยหนึ่งในทีมที่ไมโครซอฟท์ตัดสินใจเลิกจ้างคือส่วนผลิตเกมสำหรับเอ็กซ์บ็อกซ์ (Xbox Entertainment Studios) นอกนั้นยังเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าไมโครซอฟท์จะยุบแผนกงานทดสอบในกลุ่มงานวินโดวส์ (Operating System Group) และลดพนักงานในทีมขาย การตลาด และงานบริการ (Sales, Marketing and Services)

4. โนเกียจบแล้ว? – แถลงการณ์ของไมโครซอฟท์ไม่ได้ตอบคำถามนี้อย่างชัดเจน เพราะแม้ซีอีโอนาเดลลาจะไม่เห็นด้วย 100% กับการซื้อแผนกธุรกิจมือถือของโนเกียมาไว้ในอ้อมอกไมโครซอฟท์ แต่อย่างน้อย ตลาดอุปกรณ์พกพาก็เป็นส่วนหนึ่งในภาพใหญ่วิสัยทัศน์ของนาเดลลา ดังนั้น เจ.พี. โกวน์เดอร์ (J.P. Gownder) นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์ (Forrester) จึงเชื่อว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างระบบงานโนเกียและไมโครซอฟท์เท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องการแยกทางจริงจังคือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) โดยนอกจากการปลดพนักงาน ไมโครซอฟท์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะยุติการทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ระบบปฏิบัติการ Android คำประกาศนี้ทำให้สมาร์ทโฟนตระกูล “โนเกีย เอ็กซ์ (Nokia X)” ถึงกาลอวสานทันที โดยเรื่องนี้ซีอีโอนาเดลลาเผยกับพนักงานว่ามีแผนจะนำดีไซน์ของ Nokia X บางรุ่นมาปรับแต่งให้เป็นสมาร์ทโฟนตระกูลลูเมีย (Lumia) ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์

5. หุ้นทรงตัว – ในช่วง 5 เดือนที่นาเดลลาขึ้นเป็นซีอีโอไมโครซอฟท์ มูลค่าหุ้นเจ้าพ่อซอฟต์แวร์นั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของนาเดลลากลับไม่ทรงผลในช่วงที่ไมโครซอฟท์ประกาศแถลงการณ์ล่าสุด โดยหุ้นไมโครซอฟท์ปรับเพิ่มเพียง 1% เท่านั้น ก่อนจะปิดที่ 44.53 เหรียญสหรัฐในช่วงวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐฯ สะท้อนว่านักลงทุนยังรอดูท่าทีและผลการดำเนินงานของไมโครซอฟท์ต่อไปในอนาคต

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ตัน ภาสกรนที โดย ธนา เธียรอัฉริยะ

ตัน ภาสกรนที โดย ธนา เธียรอัฉริยะ

updated: 16 ก.ค. 2557 เวลา 18:45:47 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คอลัมน์ ครูพักลักจำ

ในวันนี้เวลานี้ คุณตันน่าจะเป็นนักธุรกิจที่มีสีสันที่สุด และมีคนพูดถึงมากที่สุดในประเทศไทย คนหลาย ๆ ล้านคนคงเคยได้อ่านหนังสือคุณตัน ฟังบรรยายคุณตันจากหลาย ๆ ช่องทาง เจอคุณตันแทบทุกวันไม่ว่าจะเป็นโฆษณาที่คุณตันเล่นเอง ข่าวฮอตที่มีคุณตันเป็นผู้จุดประเด็น คลิปไวรัลที่คุณตันทำ ฟอลโลว์เฟซบุ๊กคุณตันอยู่ หรือแม้แต่เห็นคุณตันตัวเป็น ๆ เดินแจกของตามถนน

ต่างคนก็คงมีมุมมองกับคุณตันต่างกันไป แต่ที่ทุกคนยอมรับก็คือ การประสบความสำเร็จในระดับชาติครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เฉพาะการทำธุรกิจ การนำบริษัทที่เพิ่งทำได้ไม่กี่ปีเข้าตลาดสร้างมูลค่าได้เป็นหมื่น ๆล้าน แต่ดูเหมือนวิธีการคิด การทำการตลาดที่ทำอะไรก็ฮิต ขยับอะไรก็ดัง แม้กระทั่งวลีขำ ๆ อย่าง “เข้าใจตรงกันนะ” ก็ยังกลายเป็นวลีเด็ดของประเทศในช่วงเวลานี้

ความสำเร็จของคุณตันมาจากไหนกัน เกิดขึ้นได้ยังไงกับผู้ชายพูดไม่ชัด รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย เรียนก็น้อย (อย่างที่คุณตันชอบพูดเวลาเริ่มบรรยาย) คงมีคนเคยวิเคราะห์อยู่หลายคน รวมถึงที่คุณตันพยายามพร่ำสอนเคล็ดวิชาต่าง ๆ ให้เด็กรุ่นหลังจากงานบรรยายและทอล์กโชว์ต่าง ๆ ด้วย ผมเองโชคดีที่มีโอกาสได้รู้จักคุณตันตั้งแต่คุณตันเริ่มประสบความสำเร็จใหม่ ๆ ได้เริ่มขึ้นเวทีด้วยกันเวลาผู้จัดอยากหาคนที่มีความคิด “นอกกรอบ” (ซึ่งภายหลังคุณตันไปไกลมาก ๆ จนถึงขั้นไร้กรอบไปแล้ว) หลังจากนั้น ก็มีโอกาสไปมาหาสู่ ได้ร่วมวงสนทนา เวลามีเรื่องโน่นนี่คุณตันก็จะให้ความเมตตาเป็นห่วงเป็นใยผมอยู่เสมอ เคยชวนไปทำงานก็เคย ผมเองก็ฟังเรื่องราวจากคุณตันทั้งโดยตรงและผ่านการบรรยายมาหลายครั้ง แต่มีอยู่บางเรื่องที่ลอยเด่นขึ้นมาจนผมคิดว่าเป็นรากของความสำเร็จของคุณตันในปัจจุบัน

คุณตันเคยเล่าถึงสมัยที่ทำงานเป็นจับกังใหม่ ๆ เป็นงานแรกที่ทำ เงินเดือนไม่กี่พัน แต่ทำไปไม่นานคุณตันก็ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า เงินเดือนมากขึ้นเยอะ ผมเลยถามว่าคุณตันทำยังไง คุณตันบอกว่า “กูยกมือแหลก” แล้วอธิบายว่าหัวหน้าใช้ให้ทำอะไร งานหนัก งานยากแค่ไหน หรืองานที่ไม่มีใครอยากทำ คุณตันยกมือหมด อาสาทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วคุณตันก็อวดแผลข้างหลังให้ผมดูทีหนึ่ง แล้วบอกว่าเป็นแผลที่เกิดจากมอเตอร์ไซค์ล้ม พร้อมกับเล่าว่าเกิดจากการยกมือนี่แหละ วันหนึ่งนายถามว่าใครจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งของได้บ้าง ก็ไม่มีใครอยากไป คุณตันก็ยกมือ ผมถามต่อว่าแล้วทำไมถึงเป็นแผลได้ คุณตันก็บอกหน้าตายว่า ที่กูยกมืออาสาขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งของนะ “กูขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น”

หลังจากที่คุณตันตัดสินใจออกจากการเป็นลูกจ้างแล้วมาเปิดร้านขายของหน้าท่ารถที่ชลบุรี ในร้านก็จะขายหนังสือ ขายเทปพีค็อก (สำหรับน้อง ๆ ที่อ่านคอลัมน์นี้ สมัยก่อนเราฟังเพลงกันผ่านเทปคาสเซต ลองค้นในกูเกิลดูนะคร้าบ) เทปพีค็อกที่ร้านคุณตันจะขายที่ 35 บาท แพงกว่าที่กรุงเทพฯ 5 บาท เพราะมีค่าขนส่งและรับมาแพง ทุกวันก็จะมีพนักงานบริษัทน้ำมันคนหนึ่งมาขึ้นที่ท่ารถเพื่อขึ้นรถไปทำงานที่กรุงเทพฯ ระหว่างรอก็จะมาเดินดูเทป แต่ไม่เคยซื้อเลยเพราะดูแล้วชอบใจก็ไปซื้อเอาที่กรุงเทพฯถูกกว่า ทำแบบนี้ทุกวัน คุณตันก็ไม่เคยว่าอะไร ก็ปล่อยให้ดูตามสบาย จนวันหนึ่งฝนตกหนักพนักงานคนนี้ก็วิ่งเข้ามาหลบฝนในร้านคุณตัน ตัวเปียกมะลอกมะแลก ในมือถือเอกสารทำงานปึกใหญ่

คุณตันมองเห็นก็เดินเข้ามาแล้วยื่นถุงพลาสติกให้ 1 ใบ ให้เอาไปใส่เอกสารกันฝน พนักงานคนนั้นรับไปพร้อมคำว่า ขอบคุณ เดินดูเทปแล้วก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรเหมือนเดิม แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา คุณตันบอกว่า พนักงานคนนั้นก็เปลี่ยนไป เดินดูแล้วซื้อเทปทุกครั้ง จนกลายเป็นเพื่อนกันในเวลาต่อมา

เรื่องราวของถุงพลาสติกใบเดียวที่แทบไม่มีค่า แต่ในจังหวะที่เหมาะสมก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้มากมาย

ในความต่างกันอย่างสุดขั้วของคุณตันกับคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่ผมได้รู้จัก ผมกลับพบว่ามีความเหมือนกันอย่างมากในเรื่องหนึ่ง และก็น่าจะเป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่สำคัญของทั้งคู่ก็คือ การเป็นคนที่ “กินแบ่ง”

คุณไพบูลย์ใจกว้างกับลูกน้องที่สร้างธุรกิจด้วยกันมาอย่างไร คุณตันก็มีแนวทางเดียวกันตั้งแต่ตอนเริ่มทำธุรกิจ ผมเคยได้ยินเรื่องราวของคุณตันในหนังสือประวัติเล่มแรก ๆ ที่พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ เป็นคนเขียนถึงวิธีการที่คุณตันให้หุ้นพนักงานที่ดูแลร้านถ่ายรูปแต่งงานในแต่ละร้าน ให้เขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ทำน้อยได้น้อย ทำมากได้มาก ทำให้พนักงานที่ทำงานกับคุณตันทุกคน ถ้าขยันก็จะมีฐานะที่ดี และทำให้คุณตันขยายกิจการในโมเดลนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว

ล่าสุดตอนที่อิชิตันเข้าตลาด ผมก็ได้รู้ถึงจำนวนหุ้นที่คุณตันให้พนักงานที่ก่อร่างสร้างอิชิตันมาด้วยกัน ผมไม่เคยได้ยินว่าเจ้าของคนไหนจะใจดีให้หุ้นลูกจ้างมากขนาดนั้น ผมก็เลยคิดว่าจริง ๆ แล้วคุณตันไม่ได้มองพนักงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” แต่เป็น “หุ้นส่วน” ที่ลงแรงมาด้วยกัน วิธีคิดนี้ก็คงสะท้อนออกมาจากที่พนักงานรักคุณตันสุดหัวใจ ทุ่มเททำงานกันอย่างหนักและแทบไม่มีใครออกจากบริษัทเลย

คุณตันเป็นตัวอย่างของแนวคิดแบบ “กินแบ่ง” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะแค่พนักงาน แต่การบริจาคเงินทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวในจำนวนมาก ๆ ที่อภิมหาเศรษฐีในไทยน้อยคนนักจะทำ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะมองว่าเป็นการสร้างภาพ แต่ผมได้มีโอกาสนั่งคุย นั่งฟังคุณตันตั้งแต่ไอเดียเริ่มต้น ก็เลยรู้ว่า ความคิดที่จะให้กลับสังคม และความคิดว่ารวย “พอ” แล้ว เป็นรากความคิดของคุณตันจริง ๆ แต่คนอย่างคุณตันจะทำอะไรแล้ว ความสนุกที่จะทำให้สังคมวงกว้างรับรู้ก็เหมือนจะเป็นนิสัยของคุณตันไปโดยปริยาย

ผู้บริหารระดับสูงและผู้คนในวงธุรกิจจำนวนมากมองคุณตันเหมือนตัวประหลาด ไม่เข้าพวก ชอบทำอะไรแผลง ๆ เอาเด่นเอาดัง ไม่ดูเหมาะเป็นผู้บริหารเอาซะเลย แต่ถ้ามองดี ๆ ผมว่าคุณตันไม่ใช่ตัวประหลาดอะไรเลย ผู้บริหารระดับสูงเมืองไทยต่างหากที่น่าจะดูเป็นตัวประหลาด คุณตันพอรวยแล้ว เป็นผู้บริหารแล้ว ก็ยังทำตัวปกติ กินข้าวแกงข้างทาง เดินท่อม ๆ พูดคุยกับลูกค้าในภาษาชาวบ้าน แต่งตัวก็เอามันส์ตามที่ชาวบ้านชอบ ไม่ถูกกรอบความคิดผู้บริหารผูกไทใส่สูทกินหรู ๆ บีบไว้ เพราะแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้คุณตันเข้าใจชาวบ้านเพราะทำตัวแบบชาวบ้านจริง ๆ การทำการตลาดของคุณตันจึงโดนใจมหาชนคนส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงหลายบริษัทได้แต่มองด้วยความประหลาดใจว่าทำไม

ความด้อยโอกาสของคุณตันทำให้คุณตันเป็นคนหนักเอาเบาสู้ ยกมือดะในทุกสถานการณ์ การจับจังหวะของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม แนวความคิดแบบ “กินแบ่ง” รวมถึงการทำตัวเหมือนกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำตัวปกติเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณสมบัติเหล่านี้หรือเปล่าที่เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จของคุณตันในวันนี้

คำตอบก็เห็นอยู่ตัวเป็น ๆ ทุกวันนี่แหละครับ

8 สิ่งที่ควรรู้ในตลาดหุ้น

8 สิ่งที่ควรรู้ในตลาดหุ้น
บริหารพอร์ต หุ้นให้กำไร แนว Guru Trading profit BY YO NON
หลักการเล่นหุ้นอย่างแรกนะคับ….. อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลคับ ไม่ว่า
จะอารมณ์โลภ อารมณ์กลัว อารมณ์เสียดาย อารมณ์เสียใจ ตลาดหุ้นมักสร้างสรรค์
อารมณ์ให้นักลงทุนได้สารพัดหละและเป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้แพ้เกมส์นี้นะคับขอบอก …….. ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เวลาหุ้นลงมาราคาถูกๆคนมักไม่อยากซือ้ (กลัวรวย) ตลาดเลยวายซะงั้น แต่พอหุ้นราคาแพงๆ นักลงทุนหน้าใหม่มักเข้าตลาดกันคึกคัก แล้วก็ติดหุ้นราคาสูงกันเป็นประจำ …… ว่าแล้วเรามารู้ในสิ่งที่ควรรู้ในตลาดหุ้นกันดีกว่า
1. ตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ใช่เราคิดคนเดียว เป็นจิตวิทยามวลชน …. รู้เขา รู้เรา เป็นกลยุทธที่ใช้ได้เสมอ การอ่านบทวิเคราะห์ให้มากๆทั้งของโบรกเกอร์ไทยและโบรกเกอร์ต่างประเทศ(ซึ่งหาอ่านได้ยาก) รวมถึงติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด จะช่วยเปิดมุมมองของเรา ให้Vision (วิสัยทัศน์) กว้างขึ้นค่ะ …. ยิ่งยุคนี้เป็นยุค Globalization ข้อมูลเปลี่ยนแปลงเร็ว(มาก) ต้องตามกระแสให้ทันนะคับ …. การเล่นหุ้นที่ดี ต้องเริ่มจากการหาข้อมูล ให้มากๆแล้วมาวิเคราะห์ประมวลผล ไม่ใช่เริ่มจากคิดเองมีธงในใจ ถ้าไม่เก่งจริงอย่างหลังนี่โอกาสแพ้สูง …..
2.การซือ้หุ้นเป็นการซื้ออนาคต ไม่ใช่ซื้อปัจจุบัน …… หลักการคือ ให้มองไปข้างหน้าเสมอ มองว่าหุ้นตัวนั้นมีอนาคตที่ดี(มาก)รออยู่หรือไม่ ถ้ามองแล้วไม่เห็นอะไรที่ดีขึ้น ซือ้หุ้นตัวนั้นไปก็ไม่ขึ้นหรอกคับ….. การศึกษาอดีตที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ดีทำให้เรารู้ประวัติ แต่อย่ายึดติดกับการวิเคราะห์อดีต หลงทางได้ง่ายๆคับ ……
3.การเลือกตัวหุ้นต้องเทียบความน่าสนใจกับราคาที่จะซื้อเสมอ ….. หุ้นตัวเดียวกัน วันนี้ดี พรุ่งนี้อาจไม่ดีก็เป็นได้คับ ถ้าราคาแพงเกินไป ….. แล้วจะรู้อย่างไรว่าตัวไหนแพงไป ตัวไหนถูกไป …… ก็อ่านบทวิเคราะห์แหละคับ serchใน net ก็ได้ อ่านเหตุผลนะคับ ไม่ใช่อ่านแค่ชื่อหุ้นแล้วบอกตัวเองแค่ว่าค่ายนั้นเชียร์ตัวนี้ ค่ายนี้เชียร์ตัวนั้น นั่นเป็นวิธีโบ(ราณ)สุดฤทธิ์ เลยคับ …. การดูราคาเป้าหมายที่ให้ไว้ประกอบเหตุผล(ที่ส่วนใหญ่ราคาไม่ค่อยไปถึงเป้าหรอกคับ ) เป็นสิ่งที่ควรทำนะคับถ้าราคาห่างจากปัจจุบันมากมาย อย่างนี้เค้าเรียก upside gain สูงอย่างนี้ก็น่าสนนะคับ …..อีกอย่างก็คือควรดูประวัติ ฝีไม้ลายมือของของโบรกเกอร์ที่วิเคราะห์ด้วยว่าเคยวิเคราะห์แล้วแม่นยำมามากน้อยแค่ไหนด้วยนะคับ…. อย่าลืมนะคับ ย้ำ สิ่งที่สำคัญที่สุดในบทวิเคราะห์หุ้นคือเหตุผลคับ ….. เราอ่านเหตุผลแล้วก็มาประมวลเองว่าเห็นจริงด้วยหรือไม่อีกครั้งคับ…. การเช็คราคาในอดีตก็สำคัญ กดกราฟที่ห้องค้าดู หรือเข้าwebบางwebเค้าก็มีกราฟหุ้นรายตัวให้ดู ถ้าราคาเพิ่งเริ่มขึ้นขณะที่เป้าหมายสูงน่าสนใจคับ แต่ถ้าราคาขึ้นมามากแล้วความเสี่ยงก็จะสูงตามนะคับ…..
4. ราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นเพราะหุ้นพื้นฐานดี กำไรดี อนาคตดี …. หุ้นขึ้นเพราะมีคนซื้อต่างหากคับ เมื่อแรงซือ้มากกว่าแรงขาย แย่งกันซือ้ราคาก็ขึ้น ….. เพราะฉะนั้น ก็ต้องกลับมาที่รู้เขารู้เราอีกครั้งแล้ว หุ้นบางตัวมีจ้าว(เจ้าของดูแล) ….. บางตัวเป็นหุ้นพิมพ์นิยมสุดฮิตผู้เล่นมากไปหมดไม่รู้ใครเป็นใคร ….. ถ้าเรารู้ได้ว่าใครซือ้ใครขายอยู่ก็จะได้เปรียบคับ
5. หุ้นที่ได้รับความนิยมจะเปลี่ยนไปตามกระแสและสถานการณ์เสมอ …… ต้องจับจังหวะให้ถูกนะคับ บางช่วงหุ้น Big Cap (หุ้นใหญ่) … บางช่วงเป็นหุ้นComodities(โภคภัณฑ์) … บางช่วงเป็นหุ้นDomestic plays (กลุ่มอิงกำลังซือ้ภายในประเทศ) …. บางช่วงเป็นหุ้น Small Cap ที่ turnaround (หุ้นเล็กที่ฟื้นตัว)….. ซึ่งบางครั้งก็ตามเทรนด์ตลาดโลก บางครั้งก็ไม่ตามอะคับ ……. แต่จะตามหรือไม่ตามสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความนิยมคือสตอรี่ในการเล่นมักจะโดดเด่น มองเห็นภาพของอนาคตที่ดีรออยู่ั
6.ภาวะตลาดรวมไม่มีสูตรตายตัวเช่นกัน……… SET บางครั้งก็ดูเหมือนจะอิงตลาดต่างประเทศ แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ มีเหมือนกันที่SET เป็นตัวของตัวเอง แดงทั่วภูมิภาค SET เขียวสวนซะงั้น แต่ทั้งนี้ต้องมีที่มาและที่ไปนะคะ ทุกอย่างต้องมีเหตุผลเสมอค่ะ Macro Economics น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดคับ …. และสมัยนี้ต้องดูตลาดตปท.ล่วงหน้าประกอบด้วย ถ้าราคาหุ้นรับรู้จากคลาดล่วงหน้าไปแล้ว พอเกิดจริงอาจไม่มีผลอีกคับ……. อีกอย่างหนึ่งคือfundflow หรือ ยอดฝรั่ง-กองทุน ซื้อขาย ซึ่งเดี๋ยวนี้มีบางค่ายเช็คคร่าวๆระหว่างการเทรดด้วยนะคับ สมัยก่อนกองทุนต่างประเทศมีอิทธิพลสูงมากในตลาดไทย ซื้อเป็นขึ้น ขายเป็นลง และไม่ค่อยแตกแถวคือหลายๆโบรกเกอร์ฝรั่งมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ……. แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปนะคับ สัดส่วนกองทุนต่างประเทศบางช่วงซือ้ขายน้อยเมื่อเทียบปริมาณการซือ้ขายรวม หรือบางครั้งแต่ละโบรกเกอร์คิดแตกต่างกันก็มี……….เพราะฉะนั้นการดูเทรนด์ตลาดต่างประเทศและ fundflow อาจเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาได้แต่ไม่เสมอไปนะคับ
7. ผลประกอบการบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจมหภาคฝั่งเอกชน อันหมายถึง ถ้าผลประกอบการของบริษัทต่างๆดี แนวโน้มยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง ก็จะเป็นตัวสะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศได้คร่าวๆนั่นเองค่ะ ….หรือในทางตรงกันข้ามถ้าอัตราการเจริญเติบโตประเทศหรือจีดีพีสูงย่อมสะท้อนภาพรวมของเอกชนหรือผลการดำเนินการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ดีนั่นเองคับ……
8 การปรับตัวลงของตลาดหุ้นหากเกิดจากปัจจัยทางการเมือง เมื่อจบลงตลาดจะสามารถตีกลับได้ในลักษณะV shape ขณะที่หากการปรับตัวลงเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การฟื้นตัวต้องใช้เวลา…… อันนี้confirmเลยคับ ไม่ว่าจะตั้งแต่การยุบสภา สมัยรสช. ปฏิวัติทุกยุคทุกสมัย ม๊อบเล็ก ม๊อบใหญ่ เผากันกลางเมืองเมื่อจบ ตลาดจะตอบสนองเสมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะว่ากันตามปัจจัยเศรษฐกิจที่เป็นอยู่…. เพราะฉะนั้นหากหุ้นตกแรงจากปัจจัยการเมือง เพื่อนๆเตรียมพร้อมช้อนซือ้ได้เลย

» กรณีศึกษา : Think Creatively ของ Henry Ford

» กรณีศึกษา : Think Creatively ของ Henry Ford
» โดย แกะดำทำธุรกิจ

Henry Ford คือผู้ก่อตั้งบริษัท Ford ในปี 1903 ช่วงแรกผู้คนที่ซื้อรถคือคนรวย

Henry Ford ฝันใหญ่เขาต้องการขยายตลาดให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีโอกาสเป็นเจ้าของรถ

ในปี 1908 ราคาเฉลี่ยของรถคันหนึ่งอยู่ที่ 2,000 เหรียญต่อคัน เขาจึงออกแบบรถรุ่นใหม่ของ Ford คือ Model T ตั้งราคาขายคันละ 800 เหรียญ เป็นราคาที่ผู้คนสามารถเอื้อมถึง

เขากล้าลดราคาเพื่อให้ฐานของผู้ซื้อใหญ่กว่าเดิม

ในปี 1911 Henry Ford รู้ดีว่าต้นทุนหลักของรถยนต์อยู่ที่ Production cost ดังนั้นถ้าเขาสามารถผลิตรถให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเท่ากับเป็นลดต้นทุนไปในตัว

Henry Ford จึงคิดแบบแกะดำ เขามองข้ามอุตสาหกรรมและเห็นความพิเศษของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์

กระบวนการในการชำแหละคือการนำตัวสัตว์แขวนที่สายพาน แล้วให้สายพานวิ่งผ่านพนักงาน โดยพนักงานแต่ละคนจะมีหน้าที่แตกต่างกัน

คนหนึ่งจะตัดขาออกจากตัว

คนหนึ่งจะชำแหละเครื่องใน

คนหนึ่งจะตัดชิ้นส่วนที่เหลือ

พนักงานแต่ละคนประจำตำแหน่งของตัวเอง และวิธีทำงานก็ง่ายมาก ทำให้เกิดผลผลิตสูง

เลยคิดว่าทำไมเขาไม่ยืมกระบวนทำงานแบบนี้มาใช้ในการผลิตรถยนต์ แต่เป็นการทำสวนทาง คือสายพานเคลื่อนไปข้างหน้าแต่แทนที่จะตัดชิ้นส่วนออกจากตัว เป็นการประกอบอุปกรณ์แต่ละชิ้นให้สุดท้ายกลายเป็นรถยนต์

::::::::::::::::::

นี่คือต้นแบบในการผลิตรถยนต์ที่เป็น Production line ที่ใช้กันมาถึงทุกวันนี้ และมันส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตของ Ford ลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้Ford ลดราคาของ Model T เหลือคันละ 360 เหรียญ

ผลคือยอดขายพุ่งขึ้นเป็น 250,000 คัน

ปัญหาอีกประการหนึ่งคือต้นทุนของค่าแรง เพราะการทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์เป็นงานหนักและค่าแรงต่ำ ทำให้พนักงานเข้าออกกันเป็นว่าเล่น

ในหนึ่งปี Ford ต้องจ้างคนถึง 53,000 คนเพื่อบรรจุเป็นพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ต้องมีการฝึกอบรมซ้ำไปซ้ำมา และเกิดความไร้ประสิทธิภาพในการผลิต

นี่เป็นภาคบังคับให้ Henry Ford ต้องคิดแบบแกะดำ เขาเพิ่มค่าจ้างแรงงานจาก 2.34 เหรียญต่อวันเป็นห้าเหรียญ

ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นให้ความเห็นว่า Henry Ford เสียสติที่ขึ้นค่าจ้างถึงสองเท่า

แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตาลปัตรทำให้คนงานของ Ford ไม่เปลี่ยนงาน ส่งผลให้ประหยัดค่าฝึกอบรม ลด Production loss ในการผลิตเพราะคนงานเป็นคนที่มีฝีมือ

สุดยอดไปกว่านั้น Henry Ford บอกว่าเขาเปลี่ยนสถานะของลูกจ้างเขา 250,000 คนเป็นลูกค้า เพราะคนเหล่านั้นมีรายได้ที่สูงกว่าเดิม

:::::::::::::::::::

ในปี 1916 รถ Model T ขายได้ทั้งหมด 500,000 คัน

ในปี 1922 เขาหั่นราคาของรถ Model T เหลือ 269 เหรียญ ทำให้ Ford ครอบครองส่วนแบ่งตลาดถึง 50%

และจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อว่าในปี 1927 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ Ford ผลิตรถ Model T ยอดขายรวมทั้งหมดของรถรุ่นนี้คือ 15 ล้านคัน

Henry Ford เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงประเทศสหรัฐอเมริกาให้กลายเป็นประเทศรถยนต์ ความหมายคือคนในประเทศนี้ส่วนมากจะมีรถยนต์ใช้

เขาไม่ได้เป็นเพียงคนประดิษฐ์รถยนต์ แต่เขาสร้างตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาด้วยความกล้าคิด

::::::::::::::::::

Credit : ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ | แกะดำทำธุรกิจ

#Life101Page #Ford #Creativity

ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่

ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่

ผมมีเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องจริงอยู่ 3-4 เรื่อง ที่บอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเป็นเรื่องที่ผมประสบพบเจอมาด้วยตนเอง จึงสามารถเล่าได้แบบละเอียด แต่ผมขออนุญาตเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเพื่อให้ไม่สามารถระบุพิกัดของที่มาได้ก็แล้วกัน เป็นเรื่องของการนำ “เงินออม” หรือ “เงินกู้” ไปลงทุนในวิธีต่างๆ กัน..

เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานกินเงินเดือน ได้นำเงินเก็บของตนเองไปลงทุนซื้อใบจองคอนโด แล้วเอาไปขายต่อ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กิจการไปได้ดีและเติบโตขึ้น ใบจองแต่ละใบที่ลงทุนไว้ประมาณ 5,000 – 15,000 บาท สามารถขายออกได้ในราคาสูงถึง 30,000 – 100,000 บาท เวลาผ่านไป 2-3 ปีจนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ได้ลงทุนเอาไว้ในคอนโดโครงการหนึ่งเป็นจำนวน 5 ห้อง ที่ใบจอง 5,000 บาท เป็นที่โชคร้ายที่ในเวลาอันไม่นาน คอนโดประเภทเดียวกัน ในละแวกเดียวกันก็ได้ขึ้นเป็นดอกเห็ด ประกอบกับอยู่ดีๆ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างหรือหลายๆอย่างที่ทำให้กำลังซื้อหดตัวลง ผลที่เกิดขึ้นคือ ไม่สามารถขายใบจองต่อได้ ในขณะเดียวกันก็ได้เริ่มมีการผ่อนดาวน์ไปแล้ว (ทั้ง 5 ห้อง) ซึ่งทำให้เค้าต้องจ่ายเงินถึงเดือนละกว่า 50,000 บาทเพื่อผ่อนดาวน์ และถ้ายังขายไม่ออกในปีถัดไปเค้าจะต้องผ่อนห้องกับธนาคารจริงๆแล้ว ด้วยเงินที่สูงกว่าผ่อนดาวน์สองเท่า ปัญหาคือเค้าจะสามารถยืนหยัดได้แค่ไหน โชคยังดีที่เค้าเป็นคนเก่ง มีเงินเดือนหลายแสนบาท แต่การลงทุนครั้งนี้ก็คงทำให้เค้าเข็ดไปอีกนาน แต่ถ้าเค้าไม่เข็ด บางทีคราวหน้าความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ อาจจะรอเค้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็เป็นได้

เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของคุณหมอในวัยใกล้เกษียณ ซึ่งมีเงินเก็บหอมรอบริบอยู่ราวๆ 20-30ล้านบาท คุณหมอท่านนี้เล็งเห็นว่าในยามแก่เฒ่าน่าจะมีกิจการที่มั่นคง เพื่อที่จะเก็บกินดอกผลยามที่ไม่ได้ทำงานแล้ว คุณหมอท่านนี้ จึงได้ศึกษาเรื่องอพาร์ทเม้นท์อยู่สักระยะหนึ่ง และก็ได้ลงทุนในอพาร์ทเม้นท์ในเวลาต่อมา ผลปรากฏว่าเมื่อเริ่มดำเนินการ ก็ได้เกิดปัญหามากมาย เริ่มต้นจากการก่อสร้างที่ล่าช้า เพราะไม่ได้จ้างวิศวกรมาคุมงาน (ต้องการประหยัด) ต่อมาเมื่ออพาร์ทเมนต์เสร็จแล้ว ก็พบว่าแบบอาคารไม่ถูกต้องตามกฏหมายอยู่หลายประการ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เนื่องจากสร้างเสร็จแล้ว จากนั้นก็เจอปัญหาภาษีโรงเรือนที่ไม่ได้คิดไว้ในตอนแรกเลย ในขณะที่พอจะขายต่อ ก็ขายไม่ได้เนื่องจากติดปัญหาเรื่องแบบอาคารดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น ทุกวันนี้ได้แต่เสียใจที่ได้ลงทุนไปสำหรับในกรณีนี้ ผมคิดว่าเกิดเพราะการ “เล็งผลเลิศ” โดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน

เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการผลิตวัตถุดิบ เพื่อส่งยังโรงงาน โดยที่ทั้งชีวิตทำงานเก็บเงินได้มากมาย มีเงินเก็บออมสูงถึง 300ล้านบาท และในวัยใกล้เกษียณ ก็ได้คิดว่าอยากจะสั่งสมทรัพย์สมบัติให้แก่ลูกหลานมากยิ่งขึ้น จึงได้ตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานขึ้นมา โดยที่หวังว่าโรงงานจะช่วยในการขายวัตถุดิบจากโรงงานเดิม ในขณะที่ตัวโรงงานเองก็น่าจะทำกำไรได้ ปรากฏว่าเมื่อลงทุนไปก็พบว่าเกิดปัญหาหลายประการ และได้พบเจอ “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำโรงงานที่ต้องบริหารคนงานจำนวนมาก ประกอบกับการผลิตช่วงแรกที่ยังไม่เสถียร ทำให้ทุนรอนหร่อยหรอลงไป ประกอบกับการที่นักธุรกิจท่านนี้ก็ไม่ได้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์มาก่อน อาศัยว่าจ้างมือดีเข้ามาบริหาร ซึ่งก็เกิดปัญหาเงินทองรั่วไหล ผลประโยชน์ทับซ้อนในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่สามารถที่จะปลดออกได้เพราะตนเองไม่รู้ในรายละเอียดของงาน อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงทำให้เงินลงทุน 300ล้านบาทและเงินกู้อีก 200ล้านบาท หายไปในเวลา 3-4 ปี ซึ่งยังโชคดีที่ลูกหลานเป็นผู้มีความสามารถ ดำเนินกิจการรุ่งเรืองมากพอที่จะส่งเสียเลี้ยงดูให้ได้สุขสบายต่อไป ในกรณีนี้อาจจะเกิดจากการมองเห็นโอกาส แต่เนื่องจากความไม่ชำนาญ จึงส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงจากต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น..

เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องของผมเอง เล่าเรื่องของคนอื่นมามาก ต้องเล่าเรื่องของตัวเองด้วย ไม่งั้นก็จะกลายเป็นว่า “เห็นความผิดพลาดของคนอื่นทุกคนบนโลกใบนี้ เว้นเสียแต่ความผิดพลาดของตน” เป็นเรื่องเมื่อสมัยเด็ก ซึ่งขณะนั้นอายุ 21 ปี ซึ่งจำได้ว่าลงทุนหุ้น ด้วยเงินเก็บของทางบ้าน (ซึ่งก็มีอยู่เพียงเท่านั้น) จำนวน 180,000 บาท ด้วยความที่โชคดีที่ลงทุนในหุ้นพื้นฐาน ประกอบกับช่วงปี 2546 ตลาดหุ้นเฟื่องฟูมาก ถ้าจำไม่ผิดดัชนีขึ้นจาก 400 จุด ไปแตะที่ 700 จุดในเวลาเพียงครึ่งปี การลงทุนของผมในช่วงแรกนั้น ล้วนเต็มไปด้วยการวิเคราะห์พื้นฐานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผ่านไปครึ่งปี เงินเก็บในพอร์ทก็ได้เติบโตงอกเงยกลายเป็น 2,500,000 บาท จำได้ว่าได้ถอนมา 700,000 บาท เพื่อทำกิจการอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ผลปรากฏว่า เงินลงทุนในหุ้นที่เหลือนั้น ได้ถูกแปรเปลี่ยนจากหุ้น “พื้นฐานดี” กลายเป็น “หุ้นเก็งกำไร” อันเนื่องมากจากเหตุผล 2-3 ประการ ก็คือ

ประการแรก หุ้นพื้นฐานดี ราคาวิ่งขึ้นไปหมดแล้ว ทำให้หาหุ้นที่ดีในราคาที่ “เหมาะสม” ไม่ได้ (ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ ผมจะรอ รอนานเท่านาน เท่าที่มันจะมีราคาถูก เราต้องหมุนไปตามโลก ไม่ใช่ฝืนโลก)

ประการที่สอง หุ้น “เก็งกำไร” ที่ได้เลือกลงทุนนั้น เป็นหุ้นที่มี “วงใน” ถึงขนาดที่ว่าผมได้เจอกับเจ้าของหุ้นด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเราก็ไม่รอด เพราะความที่ยังเด็กน้อยนัก..

ประการที่สาม ตลาดหุ้นในขณะนั้น จากวอลุ่มต่อวัน 8,000 ล้านบาทกลายเป็น 60,000ล้านบาท เป็นวอลุ่มที่พีค (peak) มหาศาล ผมสังเกตเห็นได้จากตอนนั้นว่า วอลุ่มได้เริ่มชะลอลงจาก 60,000ล้านบาท ลงมาเหลือ 50,000 40,000 30,000 ลงมาจนกระทั่งเหลือ 15,000 ล้านบาท การลดลงของวอลุ่มนั้น เดินไปอย่างช้าๆ เป็นระบบ แต่ในขณะนั้นด้วยความที่ยังเด็ก และไม่รู้ว่าตลาด “วาย” ไปแล้ว จึงกอดหุ้นไว้ไม่ปล่อย จนกระทั่งหุ้นที่ซื้อมาใน ราคา 9.8 บาทต่อหุ้น ถูกขายออกไปเพียงราคา 1.18 บาทต่อหุ้นเท่านั้น สรุปได้ว่า “เละเป็นโจ๊ก” ซึ่งในกรณีนี้เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มองไม่ครบด้าน และยังไม่เคยอยู่จนครบวัฏจักร (cycle)

จากทั้ง 4 เรื่องที่เล่ามาทั้งหมด มีความคล้ายกันอยู่ประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ ทั้งสี่คนน่าจะอยู่ในวัฏจักรครบหรือเกือบครบแล้ว (ง่ายๆว่า ครบ loop) น่าจะได้รับ”องค์ความรู้หรือประสบการณ์” และได้เห็นถึง “โอกาส” “ความเสี่ยง” หรือ “ส่วนรั่วไหล” พอสมควรแล้ว หากแต่ละคนยังคงเดินหน้าทำกิจการแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง ก็เชื่อว่าน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะยังคงอยากที่จะทำหรือไม่ ก็เท่านั้นเอง ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่เราได้เห็นจากทั้ง 4 เรื่องก็คือ “ค่าเล่าเรียน” หรือ “มูลค่าที่สูญไป” จากความผิดพลาดในครั้งนั้นๆ

เราจะเห็นได้ว่าโดยทั่วไป ก็จะมีคนจำนวนมาก ที่พร้อมจะลงทุนกับ “สิ่งใดๆก็ตามที่เห็นว่าดี” และ “ทุ่มสุดตัว” ลงไปตั้งแต่คราวแรก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสูญเสียแบบที่ไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้ และนอกเหนือไป จากนั้น สิ่งที่ “เสียไป” อาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย แม้แต่ “ประสบการณ์” เพราะอาจจะเกิดอาการ “เลิกกลางคัน” ยกตัวอย่างเช่น เราบอกว่าจะทำข้าวมันไก่ ในระหว่างที่ซื้อไก่มาทำ เราอาจจะรู้สึกว่า การต้มไก่แล้วเอามันไก่มาหุงกับข้าวเป็นเรื่องยาก จึงล้มเลิกกลางคัน เป็นต้น ซึ่งในกรณีแบบนี้ เราจะไม่ได้อะไรเลย ไม่เหมือนกันการที่เราอดทน ทำจนข้าวมันไก่เสร็จเรียบร้อย แม้จะกินไม่ได้ หรือกินได้บ้าง แต่จากการที่เราทำครบขั้นตอน ครบวัฏจักร จะทำให้เราพัฒนาต่อไปได้ เพราะเราได้เห็นแล้วครบทั้งกระบวนการ เค้าเรียกว่า “ได้ซ้อมใหญ่” ซึ่งถ้าการ “ซ้อมใหญ่” ประสบผลสำเร็จไปด้วยก็ยิ่งดี แต่เท่าที่พบโดยมากกลับกลายเป็นว่า “ลงทุนลงแรงจนไม่มีแรงหรือทรัพย์ เหลือเพียงพอที่จะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง” กลับกลายเป็นว่า “เจอไม้งามเมื่อขวานบิ่น” เสียอย่างนั้น เรื่องนี้ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง

สรุปก็คือว่า การลงทุนใดๆ มันต้องมีการลองผิดลองถูก แล้วก็มีกระบวนการเรียนรู้ การทำสิ่งใดๆนั้น มักจะมี “สิ่งที่คาดไม่ถึง” อยู่เสมอ.. จากประสบการณ์ของผมเองนั้น มีความเห็นว่า ผู้ที่ทำกิจการอันใดแล้วประสบความสำเร็จ มักจะมาจาก “การต่อยอด” ความถนัดหรือความรู้ของตน เช่น อาจจะเป็นลูกจ้างมาก่อนจนมีความชำนาญมากขึ้น หรืออาจจะได้ทำการลองผิดลองถูกอยู่เป็นระยะเวลายาวนานเพียงพอแล้ว แล้วถ้าเราสังเกตดูเวลาที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เวลาเค้าจะเข้าไปในธุรกิจใหม่ๆ หลายๆกลุ่ม พอเริ่มเองตั้งแต่ต้นก็ล้มไม่เป็นท่า บางครั้งเกิด ”หนี้สินมหาศาล” ตามมา ในขณะที่บางกลุ่มยอมจ่ายแพงหน่อย ซื้อกิจการเพื่อที่จะได้รับ “องค์ความรู้” (know-how) เพื่อที่จะไม่ต้องตั้งต้นใหม่ นี่ขนาดกลุ่มทุนขนาดใหญ่มีทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ บางครั้งยังไม่กล้าเริ่มธุรกิจใหม่แบบที่ต้องเริ่มตั้งแต่ศูนย์ เราเองก็คงต้องกลับมาพิจารณาว่า “ถ้าให้ทุ่มไปหนักๆ ตั้งแต่แรก” ในสภาวะที่ “คาบลูกคาบดอก” จะทำให้เรา“เสี่ยงตาย” หรือ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เกินไปหรือไม่ อันนี้ผู้อ่านต้องเก็บไปคิดกันเอาเอง..