Posts from the ‘บทเรียนการลงทุน’ Category

พอเพียงอย่างพอใจ : EARTH… จุดเริ่มต้น ของ Market Failure? 

(Jun 14) พอเพียงอย่างพอใจ : EARTH… จุดเริ่มต้น ของ Market Failure? ครบ 1 เดือนเต็ม ที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร ของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH ถูกบังคับขายหุ้น (Force Sell) เพราะการใช้ Margin เล่นหุ้นจนเกินพอดี ส่งผลให้ราคา EARTH ลดลงจาก 4 บาทกว่าเหลือเพียง 2 บาทกว่า
อย่างไรก็ตาม วิบากกรรมยามพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกไม่เคยปรานีใคร ในที่สุดเวลาแห่งความจริงก็มาถึง… Earth ถูกธนาคารกรุงไทย ตัดวงเงินสินเชื่อ (ด้วยเหตุผลบางประการ) ส่งผลให้ Earth ไม่มีเงินไปชำระหนี้ตั๋ว B/E มูลค่าเพียง 50 ล้านบาท
เมื่อช้างตายทั้งตัว ใบบัวจึงปิดไม่มิด… ข่าวเป็นทางการถูกประกาศผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 7 มิ.ย. ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลงสู่ราคา 1.20 บาท…
คำถามคือ…การผิดนัดชำระหนี้นี้คือแค่เพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง หรือ “Iceberg” ของ “EARTH”… ?
“อาจจะใช่” เพราะยังมีตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นและหุ้นกู้ที่มีมูลค่าอีกกว่า 5.5 พันล้านบาท ซึ่งจะทยอยครบกำหนดในปี 2561และ 2562 กำลังตามมา… ไม่นับรวมหนี้สินอื่นอีกเกือบ 2 หมื่นล้านบาทที่ใช้ในกิจการ

5414544
ข้อมูลเชิงลึกระบุว่าสาเหตุที่ธนาคารกรุงไทยตัดวงเงินของ EARTH เนื่องจากค้นพบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ในสัญญา Forward ล่วงหน้าถ่านหินที่อินโดนีเซียมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท…
นี่คือการ Fraud (ทุจริต) ? หรือ Normal Business Operation (ธุรกรรมปกติ) ?… ความจริงเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ปรากฏชัด… แต่ที่แน่ชัดคือ “ธนาคารกรุงไทย ไม่เชื่อใจบริษัท EARTH อีกต่อไป…”
เมื่อ EARTH… บริษัทที่เคยมี Market Cap 2 หมื่นล้านบาท บริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอ บริษัทที่มีผู้สอบบัญชีชื่อดังคือ ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์สตรวจสอบ บริษัทที่ ทริส เรทติ้ง ยืนยันว่ายังมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง โดยให้เรตติ้งระดับ BBB- ตอนนี้กลับผิดนัดชำระหนี้เพียง 50 ล้านบาท… คำถามมากมายจึงรอตอบ??
ส่วนตัวผมไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับ EARTH… แต่มันไม่สำคัญเท่ากับประเด็นเรื่องผลกระทบในวงกว้างที่ผมอยากให้ทบทวนกัน เพราะโศกนาฏกรรมนี้จะไม่ใช่เรื่องของ Earth รายเดียว และอาจจะนำมาสู่ Credit Market Failure หรือความล้มเหลวของตลาด (ตราสารหนี้)
Market Failure คือ การที่ตลาดไม่สามารถทำงานตามกลไกเพื่อนำมาซึ่งการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพได้ หรือสถานการณ์การที่ตลาดไม่อาจนำมาซึ่งความต้องการของสาธารณะได้ (ได้สินค้าในปริมาณที่ต้องการและในราคาที่ถูกต้อง)
ลองนึกภาพดูนะครับว่า

หากระบบจัดลำดับ credit rating เชื่อถือไม่ได้… !!

หากบริษัทกำไรดี บนอุตสาหกรรมที่มั่นคงวันดีคืนดีฟ้าผ่าและผิดนัดชำระหนี้ที่มีมูลค่าเพียง 0.15% ของสินทรัพย์รวม… !!

หากผู้สอบบัญชีและนักวิเคราะห์หมดความน่าเชื่อถือ…!!
สิ่งที่จะตามมาคือนักลงทุนจะแห่ถอนหน่วยลงทุนจากตลาดตราสารหนี้ แล้วโยกเงินไปเก็บในธนาคารแทน ส่งผลให้เงินทุน Short จากระบบเศรษฐกิจ และบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายแม้จะมั่นคงเพียงใด ก็มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ เพราะความ Over-Panic ของนักลงทุน … อย่าลืมนะครับว่าตลาดตราสารหนี้นี้มีมูลค่า 4-5 แสนล้านบาท
เมื่อความกลัวเข้าครอบงำอารมณ์การลงทุน… รัฐบาลและเอกชนจะต้องร่วมมือกันใช้เวลาอีกนับปี กว่าจะฟื้นความเชื่อมั่นได้….
ดังนั้นก่อน EARTH จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวของกรณี Credit Market Failure… รัฐและผู้คุมกฎจึงควรทำความเข้าใจสถานการณ์ที่อ่อนไหวนี้ให้ลึกซึ้ง และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทบทวนภารกิจที่ท่านได้รับมอบหมายจากประชาชนในการเกื้อหนุนเศรษฐกิจชาติและสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา
“การล่มสลายของอาณาจักร EARTH แสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้”
โดย : ฉาย บุนนาค

คอลัมน์ :พอเพียงอย่างพอใจ /หน้า 18 
Sourc: ฐานเศรษฐกิจ

Advertisements

ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่

ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่

ผมมีเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องจริงอยู่ 3-4 เรื่อง ที่บอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเป็นเรื่องที่ผมประสบพบเจอมาด้วยตนเอง จึงสามารถเล่าได้แบบละเอียด แต่ผมขออนุญาตเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเพื่อให้ไม่สามารถระบุพิกัดของที่มาได้ก็แล้วกัน เป็นเรื่องของการนำ “เงินออม” หรือ “เงินกู้” ไปลงทุนในวิธีต่างๆ กัน..

เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานกินเงินเดือน ได้นำเงินเก็บของตนเองไปลงทุนซื้อใบจองคอนโด แล้วเอาไปขายต่อ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กิจการไปได้ดีและเติบโตขึ้น ใบจองแต่ละใบที่ลงทุนไว้ประมาณ 5,000 – 15,000 บาท สามารถขายออกได้ในราคาสูงถึง 30,000 – 100,000 บาท เวลาผ่านไป 2-3 ปีจนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ได้ลงทุนเอาไว้ในคอนโดโครงการหนึ่งเป็นจำนวน 5 ห้อง ที่ใบจอง 5,000 บาท เป็นที่โชคร้ายที่ในเวลาอันไม่นาน คอนโดประเภทเดียวกัน ในละแวกเดียวกันก็ได้ขึ้นเป็นดอกเห็ด ประกอบกับอยู่ดีๆ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างหรือหลายๆอย่างที่ทำให้กำลังซื้อหดตัวลง ผลที่เกิดขึ้นคือ ไม่สามารถขายใบจองต่อได้ ในขณะเดียวกันก็ได้เริ่มมีการผ่อนดาวน์ไปแล้ว (ทั้ง 5 ห้อง) ซึ่งทำให้เค้าต้องจ่ายเงินถึงเดือนละกว่า 50,000 บาทเพื่อผ่อนดาวน์ และถ้ายังขายไม่ออกในปีถัดไปเค้าจะต้องผ่อนห้องกับธนาคารจริงๆแล้ว ด้วยเงินที่สูงกว่าผ่อนดาวน์สองเท่า ปัญหาคือเค้าจะสามารถยืนหยัดได้แค่ไหน โชคยังดีที่เค้าเป็นคนเก่ง มีเงินเดือนหลายแสนบาท แต่การลงทุนครั้งนี้ก็คงทำให้เค้าเข็ดไปอีกนาน แต่ถ้าเค้าไม่เข็ด บางทีคราวหน้าความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ อาจจะรอเค้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็เป็นได้

เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของคุณหมอในวัยใกล้เกษียณ ซึ่งมีเงินเก็บหอมรอบริบอยู่ราวๆ 20-30ล้านบาท คุณหมอท่านนี้เล็งเห็นว่าในยามแก่เฒ่าน่าจะมีกิจการที่มั่นคง เพื่อที่จะเก็บกินดอกผลยามที่ไม่ได้ทำงานแล้ว คุณหมอท่านนี้ จึงได้ศึกษาเรื่องอพาร์ทเม้นท์อยู่สักระยะหนึ่ง และก็ได้ลงทุนในอพาร์ทเม้นท์ในเวลาต่อมา ผลปรากฏว่าเมื่อเริ่มดำเนินการ ก็ได้เกิดปัญหามากมาย เริ่มต้นจากการก่อสร้างที่ล่าช้า เพราะไม่ได้จ้างวิศวกรมาคุมงาน (ต้องการประหยัด) ต่อมาเมื่ออพาร์ทเมนต์เสร็จแล้ว ก็พบว่าแบบอาคารไม่ถูกต้องตามกฏหมายอยู่หลายประการ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เนื่องจากสร้างเสร็จแล้ว จากนั้นก็เจอปัญหาภาษีโรงเรือนที่ไม่ได้คิดไว้ในตอนแรกเลย ในขณะที่พอจะขายต่อ ก็ขายไม่ได้เนื่องจากติดปัญหาเรื่องแบบอาคารดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น ทุกวันนี้ได้แต่เสียใจที่ได้ลงทุนไปสำหรับในกรณีนี้ ผมคิดว่าเกิดเพราะการ “เล็งผลเลิศ” โดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน

เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการผลิตวัตถุดิบ เพื่อส่งยังโรงงาน โดยที่ทั้งชีวิตทำงานเก็บเงินได้มากมาย มีเงินเก็บออมสูงถึง 300ล้านบาท และในวัยใกล้เกษียณ ก็ได้คิดว่าอยากจะสั่งสมทรัพย์สมบัติให้แก่ลูกหลานมากยิ่งขึ้น จึงได้ตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานขึ้นมา โดยที่หวังว่าโรงงานจะช่วยในการขายวัตถุดิบจากโรงงานเดิม ในขณะที่ตัวโรงงานเองก็น่าจะทำกำไรได้ ปรากฏว่าเมื่อลงทุนไปก็พบว่าเกิดปัญหาหลายประการ และได้พบเจอ “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำโรงงานที่ต้องบริหารคนงานจำนวนมาก ประกอบกับการผลิตช่วงแรกที่ยังไม่เสถียร ทำให้ทุนรอนหร่อยหรอลงไป ประกอบกับการที่นักธุรกิจท่านนี้ก็ไม่ได้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์มาก่อน อาศัยว่าจ้างมือดีเข้ามาบริหาร ซึ่งก็เกิดปัญหาเงินทองรั่วไหล ผลประโยชน์ทับซ้อนในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่สามารถที่จะปลดออกได้เพราะตนเองไม่รู้ในรายละเอียดของงาน อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงทำให้เงินลงทุน 300ล้านบาทและเงินกู้อีก 200ล้านบาท หายไปในเวลา 3-4 ปี ซึ่งยังโชคดีที่ลูกหลานเป็นผู้มีความสามารถ ดำเนินกิจการรุ่งเรืองมากพอที่จะส่งเสียเลี้ยงดูให้ได้สุขสบายต่อไป ในกรณีนี้อาจจะเกิดจากการมองเห็นโอกาส แต่เนื่องจากความไม่ชำนาญ จึงส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงจากต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น..

เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องของผมเอง เล่าเรื่องของคนอื่นมามาก ต้องเล่าเรื่องของตัวเองด้วย ไม่งั้นก็จะกลายเป็นว่า “เห็นความผิดพลาดของคนอื่นทุกคนบนโลกใบนี้ เว้นเสียแต่ความผิดพลาดของตน” เป็นเรื่องเมื่อสมัยเด็ก ซึ่งขณะนั้นอายุ 21 ปี ซึ่งจำได้ว่าลงทุนหุ้น ด้วยเงินเก็บของทางบ้าน (ซึ่งก็มีอยู่เพียงเท่านั้น) จำนวน 180,000 บาท ด้วยความที่โชคดีที่ลงทุนในหุ้นพื้นฐาน ประกอบกับช่วงปี 2546 ตลาดหุ้นเฟื่องฟูมาก ถ้าจำไม่ผิดดัชนีขึ้นจาก 400 จุด ไปแตะที่ 700 จุดในเวลาเพียงครึ่งปี การลงทุนของผมในช่วงแรกนั้น ล้วนเต็มไปด้วยการวิเคราะห์พื้นฐานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผ่านไปครึ่งปี เงินเก็บในพอร์ทก็ได้เติบโตงอกเงยกลายเป็น 2,500,000 บาท จำได้ว่าได้ถอนมา 700,000 บาท เพื่อทำกิจการอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ผลปรากฏว่า เงินลงทุนในหุ้นที่เหลือนั้น ได้ถูกแปรเปลี่ยนจากหุ้น “พื้นฐานดี” กลายเป็น “หุ้นเก็งกำไร” อันเนื่องมากจากเหตุผล 2-3 ประการ ก็คือ

ประการแรก หุ้นพื้นฐานดี ราคาวิ่งขึ้นไปหมดแล้ว ทำให้หาหุ้นที่ดีในราคาที่ “เหมาะสม” ไม่ได้ (ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ ผมจะรอ รอนานเท่านาน เท่าที่มันจะมีราคาถูก เราต้องหมุนไปตามโลก ไม่ใช่ฝืนโลก)

ประการที่สอง หุ้น “เก็งกำไร” ที่ได้เลือกลงทุนนั้น เป็นหุ้นที่มี “วงใน” ถึงขนาดที่ว่าผมได้เจอกับเจ้าของหุ้นด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเราก็ไม่รอด เพราะความที่ยังเด็กน้อยนัก..

ประการที่สาม ตลาดหุ้นในขณะนั้น จากวอลุ่มต่อวัน 8,000 ล้านบาทกลายเป็น 60,000ล้านบาท เป็นวอลุ่มที่พีค (peak) มหาศาล ผมสังเกตเห็นได้จากตอนนั้นว่า วอลุ่มได้เริ่มชะลอลงจาก 60,000ล้านบาท ลงมาเหลือ 50,000 40,000 30,000 ลงมาจนกระทั่งเหลือ 15,000 ล้านบาท การลดลงของวอลุ่มนั้น เดินไปอย่างช้าๆ เป็นระบบ แต่ในขณะนั้นด้วยความที่ยังเด็ก และไม่รู้ว่าตลาด “วาย” ไปแล้ว จึงกอดหุ้นไว้ไม่ปล่อย จนกระทั่งหุ้นที่ซื้อมาใน ราคา 9.8 บาทต่อหุ้น ถูกขายออกไปเพียงราคา 1.18 บาทต่อหุ้นเท่านั้น สรุปได้ว่า “เละเป็นโจ๊ก” ซึ่งในกรณีนี้เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มองไม่ครบด้าน และยังไม่เคยอยู่จนครบวัฏจักร (cycle)

จากทั้ง 4 เรื่องที่เล่ามาทั้งหมด มีความคล้ายกันอยู่ประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ ทั้งสี่คนน่าจะอยู่ในวัฏจักรครบหรือเกือบครบแล้ว (ง่ายๆว่า ครบ loop) น่าจะได้รับ”องค์ความรู้หรือประสบการณ์” และได้เห็นถึง “โอกาส” “ความเสี่ยง” หรือ “ส่วนรั่วไหล” พอสมควรแล้ว หากแต่ละคนยังคงเดินหน้าทำกิจการแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง ก็เชื่อว่าน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะยังคงอยากที่จะทำหรือไม่ ก็เท่านั้นเอง ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่เราได้เห็นจากทั้ง 4 เรื่องก็คือ “ค่าเล่าเรียน” หรือ “มูลค่าที่สูญไป” จากความผิดพลาดในครั้งนั้นๆ

เราจะเห็นได้ว่าโดยทั่วไป ก็จะมีคนจำนวนมาก ที่พร้อมจะลงทุนกับ “สิ่งใดๆก็ตามที่เห็นว่าดี” และ “ทุ่มสุดตัว” ลงไปตั้งแต่คราวแรก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสูญเสียแบบที่ไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้ และนอกเหนือไป จากนั้น สิ่งที่ “เสียไป” อาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย แม้แต่ “ประสบการณ์” เพราะอาจจะเกิดอาการ “เลิกกลางคัน” ยกตัวอย่างเช่น เราบอกว่าจะทำข้าวมันไก่ ในระหว่างที่ซื้อไก่มาทำ เราอาจจะรู้สึกว่า การต้มไก่แล้วเอามันไก่มาหุงกับข้าวเป็นเรื่องยาก จึงล้มเลิกกลางคัน เป็นต้น ซึ่งในกรณีแบบนี้ เราจะไม่ได้อะไรเลย ไม่เหมือนกันการที่เราอดทน ทำจนข้าวมันไก่เสร็จเรียบร้อย แม้จะกินไม่ได้ หรือกินได้บ้าง แต่จากการที่เราทำครบขั้นตอน ครบวัฏจักร จะทำให้เราพัฒนาต่อไปได้ เพราะเราได้เห็นแล้วครบทั้งกระบวนการ เค้าเรียกว่า “ได้ซ้อมใหญ่” ซึ่งถ้าการ “ซ้อมใหญ่” ประสบผลสำเร็จไปด้วยก็ยิ่งดี แต่เท่าที่พบโดยมากกลับกลายเป็นว่า “ลงทุนลงแรงจนไม่มีแรงหรือทรัพย์ เหลือเพียงพอที่จะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง” กลับกลายเป็นว่า “เจอไม้งามเมื่อขวานบิ่น” เสียอย่างนั้น เรื่องนี้ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง

สรุปก็คือว่า การลงทุนใดๆ มันต้องมีการลองผิดลองถูก แล้วก็มีกระบวนการเรียนรู้ การทำสิ่งใดๆนั้น มักจะมี “สิ่งที่คาดไม่ถึง” อยู่เสมอ.. จากประสบการณ์ของผมเองนั้น มีความเห็นว่า ผู้ที่ทำกิจการอันใดแล้วประสบความสำเร็จ มักจะมาจาก “การต่อยอด” ความถนัดหรือความรู้ของตน เช่น อาจจะเป็นลูกจ้างมาก่อนจนมีความชำนาญมากขึ้น หรืออาจจะได้ทำการลองผิดลองถูกอยู่เป็นระยะเวลายาวนานเพียงพอแล้ว แล้วถ้าเราสังเกตดูเวลาที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เวลาเค้าจะเข้าไปในธุรกิจใหม่ๆ หลายๆกลุ่ม พอเริ่มเองตั้งแต่ต้นก็ล้มไม่เป็นท่า บางครั้งเกิด ”หนี้สินมหาศาล” ตามมา ในขณะที่บางกลุ่มยอมจ่ายแพงหน่อย ซื้อกิจการเพื่อที่จะได้รับ “องค์ความรู้” (know-how) เพื่อที่จะไม่ต้องตั้งต้นใหม่ นี่ขนาดกลุ่มทุนขนาดใหญ่มีทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ บางครั้งยังไม่กล้าเริ่มธุรกิจใหม่แบบที่ต้องเริ่มตั้งแต่ศูนย์ เราเองก็คงต้องกลับมาพิจารณาว่า “ถ้าให้ทุ่มไปหนักๆ ตั้งแต่แรก” ในสภาวะที่ “คาบลูกคาบดอก” จะทำให้เรา“เสี่ยงตาย” หรือ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เกินไปหรือไม่ อันนี้ผู้อ่านต้องเก็บไปคิดกันเอาเอง..

กรณีตัวอย่างการลงทุน

ทุกวันนี้ผมให้ความสำคัญกับปัจจัยคุณภาพมากกว่าเมื่อก่อนมาก สมัยก่อนผมชอบหาหุ้นที่ผลประกอบการณ์โตภายในปีเดียวเยอะๆ หุ้นจะได้ขึ้นเยอะๆ แต่วิธีการลงทุนแบบนั้นก็ต้องแลกกับโอกาสผิดพลาดที่สูงขึ้น

เช่นเมื่อก่อนผมเคยเล่นหุ้น bcp ตอนปี 54 เพราะกำไรไตรมาสแรกได้ประมาณ 1.2 ราคาหุ้นแถว 20 ผมลองแกะงบดูเห็นว่าบริษัทมีการขาดทุน hedge ประมาณ 400-500 ล้าน ถ้าปรับรายการนี้ด้วยบริษัทจะมีกำไรต่อหุ้น 1.7 ปรากฏว่าหลังผมซื้อราคาน้ำมันลดค่าการกลั่นลด แม้หุ้นจะถูกแต่ก็ไม่สามารถขึ้นสวนภาวะอุตสาหกรรมได้

ต่อมาผมก็มีประสบการณ์กับ bla ตอนนั้นผมเห็นบริษัทมียอดขายโตเร็วมากและคิดว่าน่าจะเป็น snowball แต่ผมหารู้ไม่ว่ายอดขายที่โตเร็วมาจากเบี้ยระยะสั้นซึ่งมีการสำรองไม่เหมือนเบี้ยที่ขายปกติ และแล้วผมก็หงายหลังกับผลประกอบการงวด q4/54 bla ให้บทเรีบนกับผมว่าการรู้ว่ายอดขายโตเยอะแค่ไหนแต่ไม่รู้ว่ามาจาก product แบบไหน พูดง่ายๆคือไม่รู้จักคุณภาพบริษัทอย่างแท้จริงก็เหมือนเราลงทุนพื้นฐานไม่เป็น หรือเป็นแบบครึ่งๆกลางๆ

เดี่ยวนี้กิจกรรมที่ผมใช้เวลากับเรื่องหุ้นหลักๆคือผมมักจะศึกษาคุณภาพบริษัทเป็นหลัก ผมไม่ให้ความสำคัญกับ ratio ในปัจจุบันมากเพราะว่าถ้าบริษัท growth ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ratio ในอนาคตจะสวยเอง ล่าสุดผมนัดวิสิทบริษัทแห่งนึงที่ผมว่าน่าสนใจมาก แต่ยังไม่ทันได้วิสิทหุ้นก็ขึ้นมา 50% ในหนึ่งเดือน ผมก็ตกรถไปตามระเบียบ ผมรู้สึกว่าบริษัทนี้น่าจะโตได้ดีแต่งบไตรมาสสองมีเรื่องน่ากังวล ที่ผมอยากหาคำตอบให้ได้ก่อนจะลงทุน ดังนั้นผมเลยทำใจได้กับการตกรถ เพราะผมไม่กล้าซื้อถ้าผมยังหาคำตอบเรื่องปัจจัยเชิงคุณภาพหลายๆอย่างไม่ได้

Case study เรื่องปัจจัยคุณภาพอย่างนึงคือ หุ้นนำเข้าถ่านหินมาจำหน่ายชื่อเล่นน้อง อั้ม พัชราภา ที่มี margin สูงมาก และยอดขายเติบโตเหลือเชื่อ หุ้นขึ้นจาก 7.5 ไป 45 ในปีเดียว แต่ทุกวันนี้หุ้นอยู่แถว 8 บาท เพราะตอนนั้นบริษัทไม่มีคู่แข่งมาร์จิ้นเลยดี พอดีใครๆก็ทำแข่ง ปีก่อนบริษัทก็น่าจะขาดทุน

หรือ case อิฐมวลเบาชื่อเล่น man of steel เข้าตลาดมา gross margin สูงเวอร์ สูงกว่า developer ถ้าเราคิดด้วย common sense น่าจะเป็นการยากที่ผู้ขายวัสดุจะมี margin มากกว่าเพราะไม่มีแบรน แค่มี รง ผลิตสุดท้ายหุ้นตัวนี้ก็ลงไปเหลือ 0.5

ดังนั้นที่ผมยอมตกรถถ้าหาข้อมูลคุณภาพได้ไม่มากพอเพราะผมกลัวจะโดนแบบ น้อง พัชราภากับ man of steel หุ้นคุณภาพดีนั้นถ้าเราซื้อผิดราคาถึงจะติดหุ้นสุดท้ายหุ้นก็มีนิวไฮเมื่อบริษัทโตต่อเนื่อง แต่หุ้นคุณภาพแย่ๆที่เราไปซื้อที่จุดพีคของธุรกิจ หลายครั้งเราจะไม่มีทางได้ลงดอยเลย

9 คำสารภาพ

Puktiwit Yoosook shared a link.
September 22 near Amphoe Dusit
เอามาจาก thaivi.org

ผมเริ่มเข้ามาลงทุนจริงจัง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 จากเหตุการณ์หุ้นตกช่วงพฤษภาคม-กันยายน 2556 (SET จาก 1640 มาที่ 12xx) ทำให้พอร์ตผมติดลบทันที 30% และความมั่งคั่งที่ผมเพียรสร้างมา 2-3 ปี กำไรที่สะสมมาหายหมดเกลี้ยง แถมยังกินทุนเข้ามาอีกพอสมควร สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ ขอรวบยอด สรุปเป็นความคิดเป็นข้อๆตามนี้ครับ

9 คำสารภาพ

1. ซื้อของแพง เพียงหวังว่าจะไปขายที่แพงๆกว่า – ซื้อหุ้นมีการประเมินมูลค่าคร่าวๆ ให้พีอีสูงๆ โดยคิดว่าตลาดไปปรับตัวปรับพีอีแล้ว และมันจะยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป การซื้อหุ้นพี่อีต่ำเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้ารอก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้ซื้อแน่ๆ กระทิงตัวใหญ่มาแล้ว ภาพทุกอย่างสวยหรูหมด ยังไงสิ้นปีก็ 1700 แน่นอน ทั้งๆที่รู้ว่ามันแพง over value รู้ว่าราคาที่ซื้อนั้นไม่มี mos แต่ความโลภมันก็บังตา เชื่อลึกๆว่าเรายังจะสามารถไปขายมันในราคาที่แพงกว่าได้ ลมบูรพามาแล้ว ทำไมไม่โดดใส่ (ฮา) หนักกว่านั้นบางตัวแทบไม่ได้ประเมินมูลค่าเลย แค่ดูทรงว่ามันมาแน่ แค่นี้ก็ซัดเลย
2. กลัวตกรถ – รีบประเมินมูลค่า หรือประเมินมูลค่าโดยอิงกับพื้นฐานน้อยลงเรื่อยๆ แต่ให้น้ำหนักกับตัวเร่งที่เป็นสตอรี่, ข่าวต่างๆ, การเข้าซื้อของเซียนของขาใหญ่, การออก warrant, การจ่ายปันผล, แตกพาร์ และแรงเชียร์แรงบิ้วในห้องไลน์ เวปบอร์ด เฟสบุ๊ค ต่างๆ บางตัวต้องรีบซื้อเพราะกลัวตกรถมากๆ
3. คิดว่าตัวเองแน่ – ด้วยความมั่นใจที่ถูกสร้างมาตลอด 2-3 ปีที่เราถูกมากกว่าผิด ขายหมูบ่อย ถึงซื้อควายแต่ก็รู้ตัวเร็วไหวตัวหนีทัน ทำให้ปีแรกๆของการลงทุน ผลตอบแทนค่อนข้างดี ความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเพิ่มเงินเข้ามาเรื่อยๆ และมาพีคที่สุดก็ตอนก่อนตลาด crash ถมเงินเข้าไปเต็มพิกัด แถมยืมแม่ยืมน้ามาอีก และแล้วหายนะก็มาเยือน ความจริงก็คือความจริง เหอๆ
4. แยกประเภทหุ้นไม่ออก – หุ้นที่ตัวเองซื้อคิดว่าเป็นหุ้นเติบโต แท้จริงแล้วดันเป็นหุ้นวัฎจักร บางตัวรู้ว่าเป็นหุ้นวัฎจักร แต่ไม่เข้าใจ nature ของมัน ดันไปซื้อตอนพีอีต่ำ ใช้วีธีวิเคราะห์แบบหุ้นเติบโต กลายเป็นว่าช่วงกำไรพีคสุด พีอีต่ำสุดเป็นการจบรอบของมัน สรุปก็ดอยไปตามระเบียบ!!
5. เล่นหุ้นตามเซียน – ข่าวว่าบิ๊กเนมท่านนั้น ท่านนี้เข้าถือหุ้น ซื้อตามแบบไม่ดูตามม้าตาเรือ บอกตัวเองว่า แค่เก็งกำไร หาค่าขนม กินคำเล็ก แต่ขอกินบ่อยๆ และยังไงก็คิดว่าตัวเองหนีทัน แต่ตลาดไม่เคยปรานีใคร สุดท้ายก็อยู่เป็นคนสุดท้าย ต้องล้างชาม
6. ดูจอมากเกินไป ดู streaming กด refresh แทบจะทุกนาที – นอกจากจะเสียเวลาทำมาหากินมากๆแล้ว ยังเสียสมาธิ เสียแผน จิตใจฟุ้งซ่าน ชอบตัดสินใจโง่ๆ ทำอะไรโง่ๆแบบไม่ได้คิดจากการเปิดดูหน้าจอบ่อยๆและนานๆ (ผมว่าเก็บดวงตาของเราไว้ดูก้อนเมฆ ดูท้องฟ้าดีกว่านะครับ)
7. ออกนอกขอบเขตความรู้ของตัวเอง ขาดวินัย อยู่เฉยๆนั่งทับมือตังเองไม่เป็น –เล่นหุ้นที่ตัวเองไม่ถนัด ประเมินมูลค่าหุ้นไม่ได้ valuation ไม่เป็นก็เข้าซื้อ เพราะเหตุผลที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเติบโตของกำไรในกิจการนั้น
8. เล่นหุ้นใช้ความโลภนำ ลืมเหตุลืมผล อย่างที่เค้าบอกว่าเราต้องเสียค่าเทอมบ้าง แต่ก็ไม่นึกว่ามันจะมากมายมหาศาลขนาดนี้
9. เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าลงทุนแล้วไม่มีความสุข – กินอิ่มแต่นอนไม่หลับ ทุกข์ใจจากการขาดทุน ทุกข์ใจจากเงินที่เคยได้มาแล้วมันก็หนีไปเที่ยว ทุกข์ใจจากการเห็นเงินจำนวนเงินที่เคยมีอยู่ ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ทรมานมากๆ ไม่โดนเองไม่มีทางรู้

13 บทเรียนที่ผมได้รับ

1. การมองโลกในแง่ดีเป็นสิ่งที่ดี แต่การมองโลกในแง่ร้ายบ้างก็น่าจะช่วยให้เราลงทุนโดยไม่คาดหวังเกินความเป็นจริง และมีโอกาสเจ็บตัวน้อยลงได้
2. ซื้อหุ้นต้องใจเย็นๆ ถึงเย็นมากๆ อย่ากลัวตกรถ เพราะรถมีออกตลอดเวลา แต่เราควรกลัวที่จะขึ้นรถผิดคันมากกว่า อันนี้ฟังเซียนมาหลายที ก็เพิ่งเข้าใจวันนี้เองครับ
3. อย่าคิดว่าตัวเองแน่!! แถวนี้….เถื่อน บอกตรงๆนะ ถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้ ต้องถามตัวเองว่าเราแน่แค่ไหนที่จะไปกินเงินคนอื่นเค้า เราควรรู้จักถ่อมเนื้อถ่อมตัวบ้าง เผื่อนายตลาดจะเห็นใจ
4. การ switch หุ้นในช่วงเวลาที่หุ้นตก ราคาไหลลงรุนแรง เป็นเรื่องเสี่ยงมาก เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะตกไปถึงเมื่อไร หรือจะเด้งเมื่อไร ทำให้เปอร์เซ็นต์อัพไซค์ที่เราคำนวณไว้ไม่นิ่ง ไม่เสถียร รอให้มีดปักสนิท หรือไม่แกว่งมาก ค่อยๆคิด ก็น่าจะทัน และที่สำคัญการตัดสินใจต้องใช้เหตุใช้ผลนำเท่านั้น ไม่ใช้ความโลภ ทำทุกอย่างตามแผน
5. อย่าไล่ราคา แต่ถ้าจะไล่จริงๆก็ไม่ควรเกิน mos ที่คำนวณไว้ ถ้าเกินแล้วก็ควรหยุด มีสติหน่อยครับพี่ อย่าโลภ!
6. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าถอดใจ อย่าหนีออกจากตลาดไปเลย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว จากที่เราขาดทุนชั่วคราว จะกลายเป็นขาดทุนถาวรจริงๆ game over
7. ตอนที่เรากลัวสุดๆ อาจจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อหุ้น เช่นเดียวกันเวลาที่เรามีความสุขสุดๆกับราคาหุ้นของเราที่พุ่งกระฉูด นั่นก็อาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการขายหุ้นก็ได้ หัดดูใจตัวเอง สังเกตใจตัวเองให้เป็น
8. ถ้าเรารู้ว่าจะตายที่ไหน เราก็อย่าไปที่นั่น ถ้าเรารู้ว่ามันเป็นขี้ ก็อย่าเอานิ้วไปจิ้มดูด เช่นนี้แล้ว เราก็ปกป้องเงินต้นของเราได้ เรื่องนี้มันจริงซะยิ่งกว่าเสียอีก
9. อย่างไรก็ตาม ทองกับขี้ บางทีสีมันก็คล้ายๆกัน อันนี้ต้องแยกแยะ ฝึกดูกันให้ดีๆ คิดให้ดีๆ คิดให้แตก คิดถูกรวย คิดผิดก็จน
10. ถ้าเรารู้ว่าข้างหน้าจะมีพายุ เราจะออกเรือไปทำไม รู้ทั้งรู้ว่าฝนตกหนัก จะขี่จักรยานฝ่าฝนไปทำไม สุดท้ายก็ถึงที่หมายช้า ตัวเปียก อ่อนล้า ไม่สบาย การที่เราเห็นหุ้นราคาแพงอยู่เต็มตลาด เริ่มหาหุ้นถูกยากขึ้น เจอเพื่อนนักลงทุนหน้าใหม่ๆทุกวัน เพื่อนบางคนที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน ก็โทรมาปรึกษาเรื่องหุ้น ทั้งหลายทั้งปวง เราก็น่าจะอนุมานได้ว่าพายุใหญ่กำลังจะมา ฝนกำลังจะตกหนัก อย่าหลอกตัวเองและพยายามหัดอยู่เฉยๆให้เป็น
11. เราไม่ต้องตีทุกลูกที่วิ่งเข้ามาหาเราก็ได้ บางทีเกมบางเกมมันก็ไม่ใช่เกมส์ของเรา มือไม่ถึงก็ต้องตัดใจ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า ถ้าพี่คนนี้เข้า ราคามันต้องวิ่งแน่ๆ
12. การลงทุนต้องเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข มีความสนุก กินอิ่มนอนหลับ เราทำมันด้วยความรัก ความศรัทธา รื่นรมย์ไปกับมันตลอดกระบวนการ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้แล้ว ก็น่าจะมีอะไรบางอย่างที่ผิดแน่ๆ
13. การลงทุนควรเป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เราอาจผิดพลาด เสียค่าเทอมไปมากมาย สุดท้ายแล้วมันก็น่าจะผ่านไป เวลาเราหันกลับมามองแล้วก็คงนึกขำในสิ่งที่เรามากังวลหรือทุกข์ใจในวันนี้ นอกจากนี้แล้ว ตลอดเส้นทางของการลงทุน เราก็ยังได้เรียนรู้ตลอดเวลา ผ่านรอบนี้ไปแล้ว ผมก็เชื่อว่า เราก็น่าจะ up level ขึ้นไปอีกขั้น

ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ เป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปได้ ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีความสุขกับการลงทุนครับผม (เครดิตบทเรียนทั้งหลายจากประสบการณ์ส่วนตัว การอ่านจากโซเชียลมีเดีย เวปไทยวีไอ คำคมต่างๆจากการฟังเซียนตามงานสัมมนาและการพูดคุยกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆนักลงทุนทั้งหลาย ผมมิได้เอ่ยนาม แต่ก็ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้จากใจจริงครับ)

_________________
เรียนรู้และเข้าใจ คุณค่าที่แท้จริงของสรรพสิ่ง…

ThaiVI.org
http://www.thaivi.org
สังคมนักลงทุนเน้นคุณค่าอันดับหนึ่งของไทย