Posts from the ‘ประวัติศาสตร์’ Category

5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ปลดพนักงาน 18,000 ตำแหน่งของ Microsoft

5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ปลดพนักงาน 18,000 ตำแหน่งของ Microsoft

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศแผนปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 39 ปีของบริษัทตามความคาดหมาย โดย “สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella)” ซีอีโอคนใหม่ของไมโครซอฟท์ระบุชัดเจนว่าจะลดพนักงานมากกว่า 18,000 คนตลอดปีหน้า (2015) ซึ่งเป็นผลจากการควบรวมกิจการกับหน่วยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโนเกีย (Nokia) แผนลดพนักงาน 14% ของบริษัทนี้เป็นเพียง 1 ใน 5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ไมโครซอฟท์เท่านั้น ยังมีนโยบายน่าสนใจอื่นที่จะสะท้อนว่าไมโครซอฟท์จะเติบโตอย่างไรในอนาคต

1. ปลดคนโนเกีย 12,000 คน – เพราะไมโครซอฟท์และโนเกียต้องเผชิญกับการแข่งขันหฤโหดในตลาดสมาร์ทโฟน ทั้งคู่ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถโดนใจผู้ใช้ในราคาไม่เกินเอื้อม ทางหนึ่งที่ทำได้คือการจัดโครงสร้างองค์กรให้ประหยัดต้นทุนสูงสุด เป็นผลให้พนักงานโนเกียมากกว่า 12,000 คนกำลังจะว่างงานในอนาคต ไมโครซอฟท์นั้นจ่ายเงิน 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐซื้อหนวยธุรกิจของโนเกียภายใต้วิสัยทัศน์ของซีอีโอคนก่อน “สตีฟ บอลเมอร์ (Steve Ballmer)” สำหรับยุคซีอีโอคนใหม่ ไมโครซอฟท์ต้องการให้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน (Windows Phone) บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสามารภทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์บนคอมพิวเตอร์พีซี ดังนั้นการรวมทีมงานจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้วิสัยทัศน์ของบริษัทเป็นจริง

2. วิสัยทัศน์ของนาเดลลา – นับตั้งแต่รับตำแหน่งซีอีโอไมโครซอฟท์ในเดือนกุมภาพันธ์ ซีอีโอนาเดลลาตอกย้ำแนวคิดต่อสาธารณชนว่าจะพยายามปรับให้ยักษ์ใหญ่โลกซอฟต์แวร์ยุคเก่าอย่างไมโครซอฟท์สามารถแข่งขันได้ในยุคใหม่ที่อุปกรณ์พกพาครองตลาด ล่าสุดนโยบายนี้ยังคงถูกฉายภาพชัดในแถลงการณ์ครั้งใหม่จากไมโครซอฟท์ สโลแกนประจำตัวที่ติดตามซีอีโอไมโครซอฟท์ไปทุกแห่งจนถึงขณะนี้คือ “Mobile-first, cloud-first” หรือการให้ความสำคัญกับธุรกิจอุปกรณ์พกพาและระบบงานออนไลน์เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติงเป็นอันดับแรก ดังนั้นในตลาดฮาร์ดแวร์ ไมโครซอฟท์จึงยังเทความสนใจไปที่สินค้าแท็บเล็ตอย่างรุ่นเรือธง “เซอร์เฟส โปร 3 (Surface Pro 3)” ต่อไป แม้จะต้องแข่งขันกับพันธมิตรที่ร่วมหัวจมท้ายมานานอย่างเอชพี (HP), เดลล์ (Dell), เลอโนโว (Lenovo) และอื่นๆ

3. สรุปตัวเลข – หากรวมตัวเลขจากแถลงการณ์ จำนวนพนักงานโนเกียที่ไมโครซอฟท์มีแผนเลิกจ้างคือ 12,500 ตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งจาก 28,000 ตำแหน่งที่ไมโครซอฟท์รับโอนมา โดยหลังปลดพนักงานแล้ว ไมโครซอฟท์จะยังมีพนักงานมากกว่าช่วงก่อนซื้อโนเกียเกิน 10,000 ตำแหน่ง ทำให้ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 109,000 ตำแหน่ง (ข้อมูลจากสำนักข่าว Associated Press)

สำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องเงินชดเชยพนักงานที่ถูกปลด (รายงานระบุว่ากระบวนการปลดจะเริ่มขึ้นทันทีในขณะนี้) คาดว่าจะเป็นภาระให้ไมโครซอฟท์ต้องจ่ายเงินมากกว่า 1.1-1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐตลอด 4 ไตรมาสนับจากนี้

นอกจากพนักงานโนเกีย ยังมีพนักงานของไมโครซอฟท์เองกว่า 5,000 ตำแหน่งที่จะถูกปลดระวาง จุดนี้ไมโครซอฟท์ยืนยันว่าพนักงานที่ถูกปลดจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายพัฒนาแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก รวมถึงฮาร์ดแวร์เครื่องเกมเอ็กซ์บ็อกซ์ (Xbox) เนื่องจากทีมงานเหล่านี้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาแท็บเล็ตพันธุ์ใหม่ที่เหล่าพันธมิตร OEM ของไมโครซอฟท์จะสามารถนำไปต่อยอดเป็นอุปกรณ์ไฮเทคในอนาคตได้ โดยหนึ่งในทีมที่ไมโครซอฟท์ตัดสินใจเลิกจ้างคือส่วนผลิตเกมสำหรับเอ็กซ์บ็อกซ์ (Xbox Entertainment Studios) นอกนั้นยังเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าไมโครซอฟท์จะยุบแผนกงานทดสอบในกลุ่มงานวินโดวส์ (Operating System Group) และลดพนักงานในทีมขาย การตลาด และงานบริการ (Sales, Marketing and Services)

4. โนเกียจบแล้ว? – แถลงการณ์ของไมโครซอฟท์ไม่ได้ตอบคำถามนี้อย่างชัดเจน เพราะแม้ซีอีโอนาเดลลาจะไม่เห็นด้วย 100% กับการซื้อแผนกธุรกิจมือถือของโนเกียมาไว้ในอ้อมอกไมโครซอฟท์ แต่อย่างน้อย ตลาดอุปกรณ์พกพาก็เป็นส่วนหนึ่งในภาพใหญ่วิสัยทัศน์ของนาเดลลา ดังนั้น เจ.พี. โกวน์เดอร์ (J.P. Gownder) นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์ (Forrester) จึงเชื่อว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างระบบงานโนเกียและไมโครซอฟท์เท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องการแยกทางจริงจังคือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) โดยนอกจากการปลดพนักงาน ไมโครซอฟท์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะยุติการทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ระบบปฏิบัติการ Android คำประกาศนี้ทำให้สมาร์ทโฟนตระกูล “โนเกีย เอ็กซ์ (Nokia X)” ถึงกาลอวสานทันที โดยเรื่องนี้ซีอีโอนาเดลลาเผยกับพนักงานว่ามีแผนจะนำดีไซน์ของ Nokia X บางรุ่นมาปรับแต่งให้เป็นสมาร์ทโฟนตระกูลลูเมีย (Lumia) ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์

5. หุ้นทรงตัว – ในช่วง 5 เดือนที่นาเดลลาขึ้นเป็นซีอีโอไมโครซอฟท์ มูลค่าหุ้นเจ้าพ่อซอฟต์แวร์นั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของนาเดลลากลับไม่ทรงผลในช่วงที่ไมโครซอฟท์ประกาศแถลงการณ์ล่าสุด โดยหุ้นไมโครซอฟท์ปรับเพิ่มเพียง 1% เท่านั้น ก่อนจะปิดที่ 44.53 เหรียญสหรัฐในช่วงวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐฯ สะท้อนว่านักลงทุนยังรอดูท่าทีและผลการดำเนินงานของไมโครซอฟท์ต่อไปในอนาคต

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Advertisements

วิกฤตปี 1973

วิกฤตปี 1973
ตุลาคม 9, 2013 Filed under บทความ Posted by verapong
วิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 นอกจาก Great Depression ในช่วงปี 1929แล้ว วิกฤตที่ควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่งคือวิกฤตตลาดหุ้นปี 1973 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับวิกฤตน้ำมันในปีเดียวกันซึ่งเป็นวิกฤตที่คนไทยคุ้นเคยมากกว่า
ก่อนจะเล่าเรื่องราววิกฤต 1973 ต้องเท้าความเหตุการณ์สำคัญช่วงหนึ่งของเศรษฐกิจทุนนิยม นั่นคือช่วง“ยุคทองแห่งระบบทุนนิยม” ที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วระหว่างปี 1945 – 1972 ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคทองกินเวลายาวนาน และสร้างความมั่งคั่งมหาศาลแก่ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ G7 ในยุคทองนี้ เกิดการเติบโตที่มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจมากมาย เช่นในเยอรมันตะวันตกอังกฤษ อิตาลี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส รวมถึงญี่ปุ่น สิ่งที่คล้ายคลึงกันในแต่ละประเทศคือ มีการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนักจากภาครัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องจากถูกทำลายไปมากในช่วงสงครามโลก เกิดตลาดการค้าเสรี และลดข้อจำกัดทางการค้ามากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าอัตราการเกิดจะสูงมากในช่วงนี้ซึ่งเป็นยุค Babyboomer แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงต่อเนื่อง 5-7% เป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี จนยกระดับให้ประเทศทั้งหมดที่เศรษฐกิจเติบโตสูง กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วในที่สุด
งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา เศรษฐกิจเข้าสู่วงจรขาลงอย่างรุนแรงในปี 1973 โดยตลาดหุ้นในอังกฤษปรับตัวลดลงมากที่สุดในประวัติการณ์คือ 73% ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 45% ไม่เว้นตลาดหุ้นในเอเชียอย่างฮั่งเส็งที่ปรับตัวลดลงจากกว่า 1,800 จุด ลงสู่ระดับ 300 จุด ในภาคเศรษฐกิจจริงนั้น GDP ลดลงจนติดลบ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นสภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation)
เหตุผลของสภาวะนี้เกิดขึ้นจากหลายเหตุผล เริ่มต้นจากเหตุการณ์การล่มสลายของระบบ Bretton Woods ซึ่งเป็นนโยบายทางการเงินร่วมระบบแรก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบดังกล่าวขาดความยืดหยุ่นโดยเฉพาะด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัด และนำไปสู่การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศลอยตัวค่าเงินดอลล่าห์ และยกเลิกการผูกติดค่าเงินดอลล่าห์กับทองคำ ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปี 1973 เกิดปัญหาความตึงเครียดทางการทหารในแถบคาบสมุทรไซไน คือเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลและชาติอาหรับ สหรัฐอเมริกาเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับอิสราเอล กลุ่ม OPEC รวมถึงชาติอย่างอียิปต์ ซีเรีย จึงประกาศงดการส่งออกน้ำมันให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเด็ดขาด (Oil Embargo) ประกาศลดกำลังการผลิต และประกาศขึ้นราคาน้ำมันจึงทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นถึงสี่เท่าตัว จนเกิดเงินเฟ้อสูงตามมา
นอกจากนั้นกำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นผ่านช่วงจุดสูงสุดไปแล้ว นั่นคือไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก ทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำมัน จนรัฐบาลต้องประกาศนโยบายการประหยัดพลังงาน เช่นจำกัดความเร็วบนทางหลวง อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงพลังงานในการผลิตอย่างมาก เช่นอุตสาหกรรมเหล็กก็เกิดวิกฤตอย่างหนัก
ในขณะที่โลกมีสภาวะยากลำบาก ก็เกิดโอกาสใหม่ ๆ มากมาย เช่นการบูมของอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากต้องการลดแรงกดดันจากอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงพลังงานอย่างน้ำมัน บริษัทญี่ปุ่นที่เราได้ยินกันในยุคปัจจุบันก็เกิดขึ้น หรือเติบโตอย่างมากในยุคนี้ หรือแม้กระทั่งเกิดการขุดเจาะน้ำมันในแหล่งใหม่ ๆ เช่นในอลาสก้า แคนาดา และอีกหลาย ๆ ประเทศ เกิดการคิดค้นและเป็นจุดกำเนิดในเกิดอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนขึ้น รวมถึงโอกาสการลดต้นทุนผลิตในหลาย ๆ ประเทศจนเกิดประเทศเศรษฐกิจใหม่อีกเป็นจำนวนมาก เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นต้น
ปัญหาทางเศรษฐกิจก็ถูกแก้ไขช้าเร็วขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัย อย่างประเทศเยอรมันใช้เวลาเพียงแค่ 18 เดือน แต่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ใช้เวลานานกว่านั้นมาก จนกว่าอัตราการว่างงานที่สูงกว่า 9% จะลดลงมาระดับปกติอย่างไรก็ดีช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษโดยแท้ บุคคลอย่างหญิงเหล็กมาร์กาเรต แทตเชอร์แห่งอังกฤษ ประธานาธิปดีนิกสันของสหรัฐอเมริกา หรือนักเศรษฐศาสตร์อย่างจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ก็สร้างชื่อขึ้นมาในช่วงดังกล่าว และท้ายสุดที่จะอดกล่าวถึงไม่ได้เลยคือ วอร์เรน บัฟเฟต ที่ได้ซื้อหุ้นจำนวนมากในปี 1973 ซึ่งเป็นระยะเวลานานถึง 4 ปี ตั้งแต่เขาได้ขายหุ้นทิ้งจำนวนมากในปี 1969 และการตัดสินใจครั้งนั้นก็สร้างความมั่งคั่งให้เขาติดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหลังจากนั้นไม่อีกกี่ทศวรรษต่อมา

เงินไหลออกจากเอเชีย

InfoQuest News – เงินไหลออกจากเอเชีย
16 กันยายน 2556

…แค่จิ๊บจ๊อย และเชื่องช้า ความหวาดกลัวในตลาดเอเชียเกี่ยวกับสิ่งที่เฟดอาจจะทำ อาจจะมากเกินไปเมื่อตัดสินจากข้อมูลที่ว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้าสู่เอเชียในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ได้ออกไปจากภูมิภาคน้อยเพียงไรเมื่อมีการคาดการณ์ว่าสหรัฐจะเข้มงวดนโยบายมากขึ้น ได้มีการเทขายพันธบัตรรัฐบาล สกุลเงิน และหุ้นในเอเชียนับตั้งแต่เดือนเมษายนหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่าจะลดโครงการซื้อพันธบัตรในเร็วๆนี้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีเลือดไหลนองในตลาดเกิดใหม่ในเดือนมิถุนายนจนส่งผลให้ตลาดหุ้นในเอเชียดิ่งลงต่ำสุดในรอบหลายปี และสกุลเงินอย่างเช่น รูปีของอินเดียได้อ่อนค่าเป็นประวัติการณ์ แต่ทั้งข้อมูลและหลักฐานเล็กๆ น้อยๆ ชี้ว่า เงินได้ออกจากเอเชียน้อยมาก เมื่อดูจากข้อมูลทุนสำรองต่างประเทศเพียงอย่างเดียว เศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย 10 อันดับแรก ซึ่งเริ่มตั้งแต่จีนจนถึงฟิลิปปินส์ มีเงินไหลเข้า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2551จนถึงเดือนเมษายน 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่เฟดปั๊มเงินราคาถูกเป็นจำนวนมากเข้าสู่ตลาด นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีเงินไหลออกจากเอเชียประมาณ 86,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4% ของเงินที่ไหลเข้า และครึ่งหนึ่งของเงินที่ไหลออกนี้มาจากจีน ซึ่งนั่นถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับมาตรฐานส่วนใหญ่ขอตลาดการเงิน ซึ่งมักมีแนวโน้มที่จะซื้อเพราะข่าวลือและเทขายเพราะข่าวที่เกิดขึ้น ทุนสำรองต่างประเทศอาจจะไม่ใช่ตัววัดที่ดีที่สุดที่จะประเมินเงินทุนที่ไหลออกเนื่องจากตัวเลขนี้ได้รวมถึงผลกระทบจากการแทรกแซงของธนาคารกลางด้วย ซึ่งอาจจะเป็นการไหลเวียนของบัญชีเดินสะพัดและความผันผวนของค่าเงินได้ แต่ในการวัดการไหลเวียนของเงินทุนที่มีความเป็นอิสระได้ชี้ไปยังข้อสรุปเดียวกัน ดอยช์ แบงก์ประเมินว่า นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินออกจากตลาดตราสารหนี้ที่อยู่ในรูปเงินท้องถิ่นประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม และถึงแม้ว่าจะมีเงินไหลออก แต่เงินไหลเข้าสุทธิของปีนี้เป็นบวกอยู่ 5,000 ล้านดอลลาร์ และเงินที่ไหลออกถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับเงินที่ไหลเข้า 203,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี 2552 สตีเฟน เจน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เอสแอลเจ แมคโคร พาร์ทเนอร์ส์ กล่าวว่า สิบปีที่ทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ไม่สามารถระบายภายใน 10 สัปดาห์ เจนประเมินว่า เพราะสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ถือว่าปลอดภัยกว่าสินทรัพย์ในตลาดที่พัฒนาแล้วในช่วงที่มีการดำเนินนโยบายเงินที่หากู้ได้ง่าย การฟื้นตัวครั้งใหญ่ในตลาดที่พัฒนาแล้ว จะทำให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ และ“ความเสี่ยงที่เงินทุนจะหยุดไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างกะทันกัน ก็จะยังคงสูงอยู่” เฟดเริ่มดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ถูกวิกฤติการเงินในปี 2551 ทำลายในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น โดยได้ซื้อหลักทรัพย์จำนองและตั๋วเงินคงคลัง 2.1 ล้านล้านในโครงการที่ทำจนถึงเดือนมีนาคม 2553 การผ่อนคลายนโยบายรอบที่สองเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 จนถึงเดือนมิถุนายน 2554 เมื่อเฟดพิมพ์เงินเพิ่ม 600,000 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐ ส่วนคิวอี 3 ได้ประกาศในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา และไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฟดซื้อหลักทรัพย์จำนอง 40,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน เงินสดเหล่านั้น และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ใกล้ศูนย์ในยุโรป เป็นช่องทางให้เงินหลายล้านล้านเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ซึ่งให้ผลตอบแทนสูง จากข้อมูลของอินสติติวท์ ออฟ อินเตอร์เนชันแนล ไฟแนนซ์ มีการปั๊มเงินต่างชาติ 3.05 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่นับตั้งแต่ปี 2552 แต่มีเพียง 231,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้นที่เป็นเงินของทางการ ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้ว เงินที่ไม่ได้เป็นการจัดสรรโดยกองทุนไปยังประเทศใดประเทศหนึ่ง อาจออกไปได้ ถ้าเฟดเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี เงินได้ออกไปอย่างช้าๆ และนักวิเคราะห์ที่มองหาการชี้นำจากการเข้มงวดนโยบายของเฟดในก่อนหน้านี้ เช่นในปี 2537 ,2542 หรือปี 2546 ได้พบความแตกต่างที่สำคัญๆ ในครั้งแรก เฟดเพียงแต่พูดถึงการซื้อพันธบัตรลดลง มากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย และได้สัญญาว่าจะรักษาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้อยู่ใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ไปจนกว่าจะถึงกลางปี 2558 ในครั้งที่สอง ไม่มีใครมั่นใจนักว่า เงินที่หาได้ง่ายนี้จะหมดไปรวดเร็วเพียงไรหรือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่มาพร้อมกัน จะเป็นอย่างไร ส่วนครั้งที่สาม การปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนสหรัฐไม่รุนแรง แม้ว่าหลังจากที่มันได้พุ่งขึ้น 1.10% นับตั้งแต่เดือนเมษายน ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 2.9% ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของระดับผลตอบแทนในปี 2543 และผลตอบแทนเคยพุ่งสูงสุด 8% ในช่วงวงจรปี 2536-37 มอร์แกน สแตนเลย์ ประเมินว่า นับตั้งแต่มีแรงเทขายเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ 24,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเกือบ 10% ของสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหาร แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนเหล่านี้นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงขณะนี้ หุ้นได้รอดพ้นจากแรงเทขายซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนมองว่าแรงเทขายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผลตอบแทนในสหรัฐในระยะยาวสูงขึ้น ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในสหรัฐจะเพิ่มต้นทุนในการถือสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปเงินดอลลาร์และบั่นทอนพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงในเอเชีย และผลตอบแทนในเอเชียมักผูกกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่ตามมาและการไหลออกของเงินทุนได้ทำให้สกุลเงินในเอเชียอ่อนตัวลง อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในสหรัฐอาจเป็นข่าวดีแก่หุ้นหากมันมาพร้อมกับการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นทั่วโลก เพราะมันหมายถึงว่าดีมานด์ทั่วโลกจะดีขึ้นและกำไรของบริษัทสูงขึ้น เว้นแต่ว่า ผลตอบแทนพุ่งขึ้นไปสู่ระดับที่ทำให้เกิดความวิตกเรื่องเงินเฟ้อ ต้นทุนในการกู้ยืมสูงขึ้น และเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดต่างๆ ดัชนีหุ้นในตลาดเกิดใหม่ของเอ็มเอสซีไอ ปรับตัวลง 11% นับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม จากที่พุ่งขึ้น 153% นับตั้งแต่ปลายปี 2551 ตลาดหุ้นจาการ์ต้าได้ปรับตัวขึ้น 380% ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2551 จนถึงเดือนพฤษภาคมของปีนี้ แต่นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มันได้ปรับตัวลงเพียง 24% ในทางกลับกัน พันธบัตรอินโดนีเซีย ซึ่งมักมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้น ได้ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วจนทำให้ผลตอบแทนพุ่งขึ้น 3.5% ในปีนี้ และเช่นเดียวกัน ดัชนีพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ของเจพี มอร์แกน ได้ลดลง 10% ในปีนี้ ไมเคิล เคิร์ตซ์ หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นเอเชียของโนมูระ กล่าวว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องปัจจัยพื้นฐานของรายได้คงที่ในท้องถิ่นมากกว่าที่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับหุ้น เมื่อเงินออกจากรายได้คงที่ในท้องถิ่นและค่าเงินผันผวน หุ้นก็ถูกฉุดไปด้วย ข้อมูลของตลาดหุ้นชี้ว่า เงินไหลออกจากอินโดนีเซียในปีนี้ 916 ล้านดอลลาร์ และไหลออกจากหุ้นไทย 3,800 ล้านดอลลาร์ ส่วนในอินเดีย ซึ่งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้ทำให้นักลงทุนต่างชาติวิตก ดัชนีหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นเกือบ 3% และ เงินต่างชาติ ที่ลงทุนในหุ้นในปีนี้ยังคงอยู่ในประเทศ 75% หรือราว 11,500 ล้านดอลลาร์ ตลาดอย่างเช่นฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ที่มีการมองว่ามีความเปราะบางน้อยกว่าต่อการไหลเวียนของเงินทุน ได้รอดพ้นจากแรงเทขาย และจนถึงขณะนี้ มีเงินไหลเข้าฟิลิปปินส์ในปีนี้ 1,400 ล้านดอลลาร์ และแรงเทขายหุ้นถือว่าน้อยเช่นกันเมื่อเทียบกับที่ต่างชาติถือในตลาดเหล่านี้ จากข้อมูลของเครดิตสวิส ในเกาหลีใต้ ต่างชาติถือหุ้น 308,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนในมาเลเซียต่างชาติถืออยู่ 117,000 ล้านดอลลาร์ และถือ 204,000 ล้านดอลลาร์ในอินเดีย และถือ หุ้นไทย 123,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน แรงเทขายพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียถือว่ารุนแรงมากกว่า การถือพันธบัตรของต่างชาติในอินโดนีเซียลดลงเหลือ 27,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30% ของพันธบัตรที่ยังไม่ครบกำหนดทั้งหมด และลดลงจากที่เคยพุ่งสูงสุด 35% นักวิเคราะห์กล่าวว่า แรงเทขายนี้อาจรุนแรงขึ้นเมื่อผู้จัดการกองทุนพันบัตรเจอกับการไถ่ถอน ดอยช์ แบงก์ ประเมินว่า เราอาจได้เห็นการไถ่ถอนเพิ่มอีกในกองทุนตราสารหนี้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินท้องถิ่นในตลาดเกิดใหม่

ไตรมาส2กำไรบจ.ทรุด32 %เผยหุ้นไทยน่าห่วง

ไตรมาส2กำไรบจ.ทรุด32 %เผยหุ้นไทยน่าห่วง
วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2013 เวลา 14:43 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน FINANCIAL – คอลัมน์ : การเงิน-ตลาดทุน

ผู้ประกอบการในตลาดหุ้นอ่อนแรง ไตรมาส 2 มีกำไรรวม 1.64 แสนล้านบาท ลดลง 32.23 % เทียบไตรมาสแรกที่ทำตัวเลขหรู 2.42 แสนล้านบาท ขณะที่เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนเพิ่มขึ้น 26.15 % “ก้องเกียรติ” เผยบจ.ขาดทุนค่าเงิน ผลจากทางการส่งสัญญาณบาทเพี้ยน คาด 5 เดือนที่เหลือเงินไหลออกจากหุ้นไทย หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มฟื้น และยุโรปผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน)(บมจ.) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2556 ของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พบว่า 476 บริษัท คิดเป็น 97.94 % ของบจ.ทั้งหมด 486 บริษัท(ไม่รวมบริษัทในกลุ่ม NC และ NPG) มีกำไรสุทธิรวม 1.64 แสนล้านบาท ลดลง 7.8 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 32.23 % จากไตรมาสแรก ที่มีกำไรสุทธิ 2.42 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบไตรมาส 2 ของปี 2555 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 26.15 % (ไตรมาส 2/2555 มีกำไรสุทธิ 1.3 แสนล้านบาท )
สำหรับบจ.ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai)มีกำไรสุทธิรวม 993.1 ล้านบาท ลดลง 45 % จากไตรมาส 2/2555 ที่มีกำไรสุทธิ 1.79 พันล้านบาท โดยมีจำนวนบริษัทที่รายงานผลประกอบการ 83 บริษัท คิดเป็น 94.3 % จากจำนวนทั้งหมด 88 บริษัท
จากการตรวจสอบข้อมูลของ”ฐานเศรษฐกิจ”พบว่ามีบจ.ขนาดใหญ่ที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 2 นำโดยกลุ่ม บมจ.ปตท.ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 3.47 พันล้านบาท ตามด้วยบมจ.บ้านปู ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 419 ล้านบาท บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 320 ล้านบาท บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการก่อหนี้ต่างประเทศ 550 ล้านบาท
เช่นเดียวกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสัญญาณกำลังซื้อชะลอตัว ได้ส่งผลต่อกำไรสุทธิไตรมาส 2/2556 แล้ว เช่นกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ(ลีสซิ่ง)ได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ(เอ็นพีแอล)เพิ่มทั้งบมจ. ฐิติกร และบมจ.ไมด้า ลิสซิ่ง บมจ.ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2556 จำนวน 447 ล้านบาท ลดลง 18.87 % บริษัทดังกล่าวชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯถึงสาเหตุที่กำไรลดลงว่ากำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศชะลอตัวหลังมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจมากขึ้นทำให้มีความระมัดระวังการใช้จ่ายโดยเฉพาะสินค่าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า
นางสาวปฐมา พรประภา กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฐิติกร เปิดเผยว่าตลาดเช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดยรวมในขณะนี้ได้หดตัวตามกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ที่ 105.9 ล้านบาท ลดลง 38.7% เทียบไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ 172.9 ล้านบาท สาเหตุมาจาก เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 2 ทำให้บริษัทตัดสินใจเร่งตั้งสำรองหนี้สูญ และตัดหนี้สูญเพิ่มขึ้น อีกทั้งเร่งระบายรถยึดรุ่นเก่า เนื่องจากปีที่ผ่านมาผู้ผลิตรายใหญ่มีการออกรถรุ่นใหม่มากกว่า 20 รุ่น ทำให้รถรุ่นเก่ามีราคาลดลง ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่า ค่าใช้จ่ายพิเศษนี้จะกดดันผลประกอบการในช่วงสั้นเท่านั้น แต่จะเห็นผลดีในระยะยาว
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลกระทบจากการส่งสัญญาณทิศทางค่าเงินบาทช่วงครึ่งปีแรกของทางการ ทำให้ภาคเอกชน แม้กระทั่งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและสะท้อนออกมาในผลประกอบการงวดไตรมาส 2 /2556 แล้ว สำหรับช่วงที่เหลือจากนี้ไปคาดว่าค่าเงินยังมีความผันผวน
สำหรับตลาดหุ้นไทยน่าเป็นห่วงด้านผลตอบแทน เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะยังไม่ส่งผลต่อกำไรบจ.ในปีนี้ แต่ปีหน้าส่งผลกระทบแน่นอน ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับนโยบายและการบริหารแต่ละประเทศในตลาดเกิดใหม่ว่าจะสามารถดึงดูดความสนใจให้เม็ดเงินซึ่งมีความกังวลว่าหากปีหน้าเศรษฐกิจไทยชะลอตัว ภาครัฐจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร
นายก้องเกียรติคาดว่าในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลออกจากตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงไทย กลับไปยังตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)หลังจากมีสัญญาณชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัว เห็นได้จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯมีทิศทางแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องขณะที่กลุ่มยุโรปก็ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
อย่างไรก็ดีคาดว่าเงินก้อนใหญ่จากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ประมาณต้นปี 2557

ทิ้งบอมบ์หุ้น-ตราสารหนี้ โบรกฯ-ตลท.รับเงินไหลออก-ผวาศก.ถดถอย

ทิ้งบอมบ์หุ้น-ตราสารหนี้ โบรกฯ-ตลท.รับเงินไหลออก-ผวาศก.ถดถอย
วันพุธที่ 21 สิงหาคม 2013 เวลา 10:38 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน FINANCIAL – คอลัมน์ : การเงิน

หุ้นไทยดิ่งเหว ปัจจัยลบใน-นอกรุม นักลงทุนตื่นตระหนกหลังสภาพัฒน์ ลดเป้าตัวเลขเศรษฐกิจ ต่างชาติกระเจิงเทขายหุ้น-ตราสารหนี้ 1.9 หมื่นล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ฯชี้ร่วงตามตลาดโลกหลังทุนไหลออก เผยต่างชาติเทขายแล้วกว่า 7 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ลดคาดการณ์กำไรบจ.- เป้าดัชนีสิ้นปีนี้ใหม่ จากเดิมให้ไว้ 1,550 จุด

ตลาดหุ้นไทยถูกแรงขายถล่มทำให้ดัชนีดิ่งเหวถึง 90 กว่าจุด ในช่วง 2 วัน (19-20 ส.ค.)หลังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปีนี้เหลือ 3.8-4.2% ทำให้ดัชนีหลุดระดับ1,400 จุด ทันที และ
ปิดที่ 1,370.86 จุด ในวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับตัวลงต่ำสุดในรอบ 8 เดือน
ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวม 1.4 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2 วัน (19-20 ส.ค.) ขณะที่พบว่าในรอบ 8 เดือน ขายสุทธิรวม 1 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้ที่สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย รายงานว่าในช่วง 2 วันที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5.6 พันล้านบาท ขณะที่ในรอบเกือบ 8 เดือน ต่างชาติยังมียอดซื้อสะสม 3.4 แสนล้านบาท ทั้งนี้เมื่อรวมแรงขายในหุ้นและตราสารหนี้ไทยของต่างชาติในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มียอดรวมขายสุทธิ 1.96 หมื่นล้านบาท
นักวิเคราะห์ระบุว่าปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย ความกังวลกับการชะลอมาตรการคิวอี(QE) ของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มทยอยลดในการประชุมเดือนกันยายนนี้มากขึ้น, ความไม่แน่นอนทางการเมือง,
เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (จีดีพีติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส) และค่าเงินบาทอ่อนค่ารวดเร็ว
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงแรงในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องตลาดหุ้นทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกที่เคยคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ขณะนี้ยังชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่นำเงินโยกย้ายเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเห็นจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอเมริกาปรับตัวสูงขึ้นมาก
สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วง 8 เดือน(สิ้นสุด 20 ส.ค.) พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 7 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมดีลซื้อขายหุ้นแม็คโคร )ขณะที่ตลท.มองว่าแนวโน้มอาจจะยังมีเงินไหลออกไปอีก เพราะขณะนี้ยังเน้นไปทางด้านขายมากกว่าซื้อ แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะในอดีตที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเคยมีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไปกว่าแสนล้านบาท และขณะนี้ต่างชาติยังมีการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่ถึง 3-4 ล้านล้านบาท จากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป)ที่อยู่ในระดับ 12.1 ล้านล้านบาท
นายภากร กล่าวว่า ตลท.ได้รายงานสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยให้กับรัฐบาลทราบอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการพิเศษมาดูแลภาวะการซื้อขายหุ้นเพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทิสโก้ จำกัด และในฐานะประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า บริษัทจะมีการปรับลดคาดการณ์จากเดิมที่คาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1,550 จุด รวมถึงการปรับลดการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนซึ่งเชื่อว่าน่าจะลดลงจากเดิมเช่นกัน
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กสิกรไทยฯ กล่าวว่า บล.กสิกรไทยฯ ได้ปรับลดการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ลงเหลือเติบโต 12% โดยมีกำไรสุทธิรวมประมาณ 6.87 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 15% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิประมาณ 6 แสนล้านบาท
บทวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัสฯ มองว่าจุดที่ต้องระวังก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำจุดต่ำสุดใหม่(นิวโลว์)ที่ 1,338 จุด และหากหลุดจากด่านนี้ คาดว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงสู่ 1,207 และ 1,150 จุด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,872 วันที่ 22 -24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ใครมีเงินเย็น…เตรียมช็อป! หุ้น Defensive

ใครมีเงินเย็น…เตรียมช็อป! หุ้น Defensive
วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2013 เวลา 23:09 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน FINANCIAL – คอลัมน์ : การเงิน-ตลาดทุน

นักวิเคราะห์ นักลงทุนมึนตึ๊บกับดัชนีตลาดหุ้นไทยที่สาละวันเตี้ยลง ลุ้นกันรายวันว่าแนวรับแต่ละแนวจะเอาอยู่หรือไม่ นักวิเคราะห์ทางเทคนิคบางค่ายมองร้ายว่าหากหลุด 1,338 จุด ก็เตรียมเละเทะ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯอาจต้องมุดลงทดสอบ 1,207 หรือแย่กว่านั้นที่ 1,150 จุด

ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรงมีสาเหตุหลักมาจากแรงกดดันของความเสี่ยงจากการ ทยอยไถ่ถอนมาตรการคิวอี(QE) ของสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวยังได้ป่วนตลาดหุ้นเอเชียถ้วนหน้า ผนวกปัจจัยลบในประเทศทั้งการเมือง และเศรษฐกิจชะลอตัว จนนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักบอกว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้ว (ชะลอตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส)
ยามนี้ต้องงัดประโยคอมตะที่ว่า”ในวิกฤติย่อมมีโอกาส”ออกมาใช้กันอีกแล้ว พร้อมกับภาพความทรงจำเก่าๆก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ค่อยๆผุดขึ้นมาทีละภาพๆ แล้วก็ได้แต่ภาวนาว่า ไม่เลวร้ายขนาดนั้น อย่างไรก็แล้วแต่ในภาวะที่ตลาดหุ้นยังคงมีความผันผวนสูงนี้ส่งผลให้ราคาหุ้น หลายบริษัทปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ “บริษัทหลักทรัพย์(บล.)โนมูระ พัฒนสิน จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ” แนะนำว่าการลงทุนภายใต้ความเสี่ยงนี้ นักลงทุนอาจมองหาบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และยังมีแนวโน้มอัตราการเติบโตของกำไรในอนาคตอย่างต่อเนื่องรวมถึงมีอัตรา การจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นจะอยู่ในระดับสูงกว่า 5% น่าจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้ดีในระยะกลาง-ยาว
โดยเฉพาะบริษัทที่คาดว่าจะจ่ายเงินปันผล ในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคมนี้ น่าจะเป็นบริษัทที่มีความปลอดภัยต่อการลงทุนในภาวะตลาดผันผวนสูง
บล.โนมูระ พัฒนสินฯ แนะว่ากลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยึดแนวทางการลงทุนแบบ ตั้งรับ(Defensive) โดยแนะนำให้หาจังหวะเข้าทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งและมีอัตราการจ่ายปัน ผลสำหรับผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกสูง
สอดคล้องกับ “กวี ชูกิจเกษม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทยฯ ที่แนะนำว่า ในภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูง นักลงทุนควรซื้อหุ้น Defensive stocks และหุ้นปันผลไว้ในพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยง
กล่าวสำหรับ Defensive Stock แปลว่า หุ้นตั้งรับ ความหมายคือ หุ้นที่มีเสถียรภาพสูงภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยในขณะที่ธุรกิจอื่นๆได้ รับผลกระทบในทางลบจากสภาพเศรษฐกิจที่แย่ แต่หุ้นของบริษัทที่มีการดำเนินการอยู่ในรูปแบบ Defensive จะไม่ได้รับผลมากนัก เนื่องจากยังคงมีความต้องการใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรของบริษัทยังคงที่เช่นเดิม ตัวอย่างของหุ้น Defensive Stock เช่น กิจการประเภทระบบสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า, ประปา ), อาหาร, ยา,โรงพยาบาล เป็นต้น
สำหรับบริษัทจดทะเบียน(บจ.)เองนั้นได้ฝ่ากระแสตลาดหุ้นปั่นป่วน เย้ยเศรษฐกิจถดถอย(ทางเทคนิค)ด้วยการประกาศจ่ายเงินปันผลกันอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) สรุปยอดการจ่ายปันผลของ บจ.ที่พบว่าครึ่งปีแรกยังอู้ฟู่ โดยบริษัทจดทะเบียน 111 แห่ง รวม 2 ตลาด คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ(mai) โดยไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งแรกปี 2556 แล้ว 9.14 หมื่นล้านบาท
ขณะที่”ชนิตร ชาญชัยณรงค์”รองผู้จัดการตลท.และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ คาดว่า เมื่อ บจ.ประกาศครบมีแนวโน้มว่างวดครึ่งปีแรกจะมีการจ่ายเงินปันผลสูงกว่า 1 แสนล้านบาท และถือเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน จากกำไรสุทธิของ บจ. เติบโตดีและมีสภาพคล่องการเงินสูง
นอกจากนี้”ชนิตร”ยังบอกถึงสุขภาพของ บจ.ไทยว่าหลังวิกฤติปี 2540 ผลการดำเนินงาน บจ.มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเป็นการเติบโตภายใต้การรักษาวินัยทางการเงินและการจัดการโครงสร้างเงิน ทุนที่เหมาะสม ทำให้ บจ.ไทยในปัจจุบันมีฐานะและสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุนลดลงตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา
ขณะที่อัตราส่วนเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดต่อสินทรัพย์รวม และความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการจัดการด้านการเงินที่ดีนี้ทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทน ทั้งในด้านราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นตามมูลค่ากิจการ รวมถึงเงินปันผลด้วย
“ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง หากราคาหุ้นลดลงมากและมีส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงของกิจการมากพอ การเลือกลงทุนหุ้นปันผลที่กิจการมีพื้นฐานดีและผลการดำเนินงานเติบโต เป็นทางเลือกในการลดความเสี่ยงการลงทุนได้” ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคยาวๆที่สรุปได้ว่า ยามนี้ใครมีเงินที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ และมีความกล้า ก็เตรียมช็อปของดีราคาถูกกันได้แล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,873 วันที่ 25 -28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เจอแล้วแก๊ง4โมงเย็นที่แท้แห่ขายปิดบัญชีประจำวัน/สมาคมหลักทรัพย์เสนอคุมเข้มพอร์ตโบรเกอร์

เจอแล้วแก๊ง4โมงเย็นที่แท้แห่ขายปิดบัญชีประจำวัน/สมาคมหลักทรัพย์เสนอคุมเข้มพอร์ตโบรเกอร์
วันพุธที่ 11 กันยายน 2013 เวลา 13:08 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ข่าวหน้า1 – คอลัมน์ : BIG STORIES

แฉแก๊ง 4 โมงเย็นที่แท้นักเก็งกำไรเล่นสั้นใน 1 วัน พบ 3 กลุ่มพฤติกรรมเข้าข่าย ทั้งนักลงทุน Net settlement หลัง8 เดือน โวลุ่ม1.49 ล้านล้าน กลุ่มพอร์ตบล. Prop trade ยังมีต่างชาติผสมโรง ด้านสมาคมบล. เตรียมออกกฎคุมพอร์ตโบรกเกอร์ จ่อเก็บค่าคอมมิสชัน พอร์ต Directional trading และซื้อขายเดย์เทรด ขณะที่”ก้องเกียรติ” โวยเอาอีกโบรกเกอร์ไม่พ้นตกเป็นแพะ

จากกรณีที่มีกระแสข่าวและวิพากษ์วิจารณ์ถึง”แก๊ง 4 โมงเย็น”กันสนั่นทั้งในสังคมออนไลน์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก อาทิ เฟซบุ๊ก พันทิป และเว็บบอร์ดสื่อธุรกิจชั้นนำ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้ามาโพสต์ข้อความ เป็นนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนหน้าใหม่ ผนวกกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ระบุว่าได้มีการหารือกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (สมาคมบล.) ถึงสถานการณ์การซื้อขายของบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (Proprietary trade-Prop Trade) หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าบัญชีบล. อาจมีการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย หรือมีการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม
**”เล่นเนตฯ” ขาใหญ่แก๊ง 4 โมงเย็น
แหล่งข่าวจากวงการตลาดหุ้นเปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า”แก๊ง 4 โมงเย็น” ได้ยินกันมานานแล้ว ซึ่งไม่ใช่กลุ่มนักลงทุนที่สร้างราคาหรือปั่นหุ้น แต่เป็นนักลงทุนที่มีพฤติกรรมการลงทุนที่คล้ายๆกัน คือ ซื้อ-ขายเร็ว หรือเก็งกำไรนั่นเอง เช่น ต้องทยอยขายหุ้นออกให้ทันภายในวันเดียวโดยจะต้องเริ่มขายช่วง 4 โมงเย็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนที่เล่นหุ้นแบบหักกลบค่าซื้อและค่าหุ้นตัวเดียวกันภายในวันเดียวกัน (Net settlement) และกลุ่มที่เป็นบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ หรือพอร์ตลงทุน หรือพร็อพเทรด (Prop trade)
โดยเฉพาะกลุ่มที่เล่นเนตฯ ซึ่งหากไม่ออก(ขายหุ้น)ช่วงเวลา 4 โมงเย็น ถ้าไม่ได้กำไร ก็อาจจะขาดทุนไปเลย เช่น นักลงทุนเล่นเนตฯในวงเงิน 20 ล้านบาท สามารถรับขาดทุนได้สูงสุด 1 ล้านบาท (คิดเป็น 1 % ของวงเงินที่เล่นหุ้น) ดังนั้นในแต่ละวันนักลงทุนเหล่านี้ต้องบริหารพอร์ต
***ถูกบีบ 4 โมงเย็นต้องขาย
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในความเป็นจริงนักลงทุนที่เล่นเนตฯ คงไม่รอให้ราคาหุ้นปรับตัวลงถึง 5 % ก็ต้องขายออกมาก่อน โดยเมื่อถึง 4 โมงเย็น ทุกคนก็รู้แล้วว่าไปไม่รอด สุดท้ายก็ต้องแบ่งขายออกมา แม้ไม่อยากเป็นแก๊ง 4 โมงเย็นก็ต้องเป็นช่วยไม่ได้ และบางคนลุ้นนาทีสุดท้ายเพื่อวัดดวง ซึ่งทำได้ในช่วงตลาดขาขึ้น คือ ซื้อเช้าแล้วขายตอนตลาดปิด ( 17.00 น.) แต่หากเป็นตลาดขาลง ก็กลับกัน คือขาย หรือขายช็อตในธุรกรรมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์(SBL)และเช้าในวันถัดไปก็ซื้อเพื่อปิดสถานะหรือการนำหุ้นที่ยืมมาคืน
***พอร์ตบล.ติดกลุ่ม
แหล่งข่าวรายเดียวกันยังกล่าวอีกว่า นักลงทุนอีกกลุ่มที่ถูกให้นิยามว่าเป็น”แก๊ง 4 โมงเย็น” คือ คือ พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ ที่ในระยะหลังๆมีพฤติกรรมการลงทุนที่เข้าออกเร็ว เนื่องจากมีแรงจูงใจเรื่องค่าตอบแทนให้กับผู้บริหารพอร์ต หลังช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทหลักทรัพย์บางรายจ้างเจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาร์เก็ตติ้งที่มีประสบการณ์มาบริหารพอร์ต
ตัวอย่างเช่น บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งให้วงเงินบริหาร 200 ล้านบาท แล้วตกลงผลตอบแทนจากการลงทุนกันในสัดส่วน 50 : 50 ของกำไรที่ได้รับ (พอร์ตบล.รับกำไร 50 % มาร์เก็ตติ้งที่บริหารพอร์ตรับกำไร 50 % ) ซึ่งถือเป็นการให้เป็นอินเซนทีฟกับมาร์เก็ตติ้งที่บริหารพอร์ต เป็นเหมือนโบนัสรายเดือน ซึ่งด้านมาร์เก็ตติ้งเองก็ดีเท่ากับลงทุนในหุ้นโดยที่ไม่ต้องมีการวางหลักประกัน และสิ้นเดือนก็จะมาหักในส่วนของกำไรกับขาดทุนก็แบ่งกันระหว่าง 2 ฝ่าย
***ลงทุนยาวสุดข้ามวัน-ต้นทุนต่ำ
แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า จากแรงจูงใจเรื่องการจ่ายผลตอบแทนที่จูงใจทำให้ช่วงหลังๆ เริ่มมีบรรดาบริษัทหลักทรัพย์ที่มีพอร์ตลงทุนมากขึ้น และลักษณะการลงทุนดังกล่าวจะเน้นลงทุนเร็ว หรือเน้นบริหารพอร์ตระยะสั้นๆมากขึ้น อีกทั้งได้ว่าจ้างมาร์เก็ตติ้งที่มีประสบการณ์เพื่อบริหารพอร์ตลงทุนเช่นกัน ทำให้ส่วนใหญ่ไม่นิยมถือลงทุนระยะยาว
ทั้งนี้พบว่าช่วงหลังพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งลงทุนยาวสุดแค่ข้ามวัน ซึ่งหากมีข่าวร้ายช่วงกลางคืน ช่วงเช้าก็ยอมออกก่อน(ขายหุ้น)จึงส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯปรับตัวลงแรง 20 จุด เป็นต้น นอกจากนี้ด้านต้นทุนของพอร์ตเทรดก็ยังได้เปรียบบัญชีทั่วไปคือจ่ายเพียง ล้านละ 78 บาท ขณะที่บัญชีของนักลงทุนทั่วไปมีต้นทุนล้านละ 2,578 บาท(คำนวณโดยอิงค่าคอมมิสชันที่ 0.25 % ของมูลค่าซื้อขาย )
นอกจากนี้พอร์ตเทรด(เก็งกำไร)ของบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้ลงทุนเฉพาะหุ้นอย่างเดียว แต่มีการลงทุนในตลาดอนุพันธ์หรือ ฟิวเจอร์ส การลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์(DW) เป็นต้น จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนได้
***ต่างชาติผสมโรง
นอกจากนักลงทุนเล่นเนตฯและพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ที่ถูกให้นิยามว่าเป็น”แก๊ง 4 โมงเย็น”แล้ว แหล่งข่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า นักลงทุนต่างประเทศก็ติดกลุ่มนี้เช่นกัน เนื่องจากมีพอร์ตลงทุนหรือพร็อพเทรด และมีการซื้อขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือเทรดออนไลน์โดยมีการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จากระบบซื้อขายของผู้ลงทุนหรือ “DMA” (Direct Market Access)
“นักลงทุนต่างชาติกลุ่มนี้ได้วงเงินมาเพื่อบริหารพอร์ตเช่นกัน แต่เขาสามารถเลือกได้ว่าจะเทรดตลาดไหนไม่จำกัดเฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น และมีการไล่หุ้น 3-4 ช่อง แต่คนเล่นหุ้นที่มีประสบการณ์ก็จะรู้ว่าเป็นพอร์ตต่างชาติ แต่มีบางคนไล่ตาม ซึ่งเมื่อต่างชาติมีกำไรเขาก็ต้องเทขาย และมีกำไร 2 เด้ง คือ กำไรจากค่าเงิน และกำไรจากตลาดหุ้น ส่วนนักลงทุนในประเทศที่ไล่ตาม(ซื้อหุ้นตาม)สุดท้ายก็ติดหุ้น
***คลอดแล้วกฎคุมพอร์ตบล.เก็งกำไร
สำหรับความคืบหน้าการออกกฎควบคุมบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบล.เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ” ว่าจากการหารือกับสมาชิกของสมาคมอย่างไม่เป็นทางการมีข้อสรุปเบื้องต้นที่จะเสนอต่อที่ประชุมสมาคมบล.ในวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2556 อีกครั้ง โดยจะมีการออกกฎเกณฑ์เพื่อคุมพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ 2 เรื่อง คือ
1.การเสนอให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์หรือค่าคอมมิสชัน สำหรับพอร์ตโบรกเกอร์ในส่วนที่เป็น Directional trading หรือที่เรียกว่าพอร์ตที่มีการซื้อขายระยะสั้นตามทิศทางตลาด ซึ่งรวมการซื้อขายระยะสั้นหรือเดย์เทรดด้วย ไม่รวมพอร์ตลงทุนระยะยาว หรือพอร์ตที่มีไว้สำหรับการป้องกันความเสี่ยงในการรองรับการออกผลิตภัณฑ์การลงทุน อาทิ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์(DW) เป็นต้น
โดยค่าคอมมิสชันที่พอร์ตเก็งกำไรจะต้องจ่ายต้องไม่น้อยกว่าที่จัดเก็บจากลูกค้าสถาบัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความทัดเทียมกับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องจ่ายค่าคอมมิสชันในการซื้อขายหุ้น
2. การจำกัดวงเงินเทรดของพอร์ตเทรดระยะสั้นจากเดิมให้ลงทุนได้ไม่เกิน 75 % ของส่วนผู้ถือหุ้น โดยคาดว่าลดลงเหลือไม่เกิน 50-60 % ของส่วนผู้ถือหุ้น เป็นต้น แม้ว่าที่ผ่านมาที่ระดับ 75 % ของส่วนผู้ถือหุ้นนั้นทางสมาคมบล.เห็นว่าเพียงพอแล้วก็ตาม ซึ่งแนวทางที่ 2 นี้ถึงแม้ว่าไม่ได้จำกัดที่มูลค่าการซื้อขายหรือโวลุ่มเทรดแต่ไปจำกัดที่วงเงินก็ตาม เนื่องจากการจำกัดที่โวลุ่มซื้อขายได้ถูกเก็บค่าคอมมิสชันไปแล้ว ซึ่งมีต้นทุนเหมือนๆกัน ก็เป็นการสะท้อนว่าหากพอร์ตเทรดมีโวลุ่มสูงก็จะถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม เป็นต้น
อย่างไรก็ตามนางภัทธีรา กล่าวย้ำว่า การที่บริษัทหลักทรัพย์มีพอร์ตเทรดก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย เนื่องจากยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดได้อีกทาง ส่วนกรณีที่พอร์ตเทรดอาจจะมีพฤติกรรมนอกลู่นอกทางนั้นคงเป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯในการดำเนินการมากกว่า ซึ่งยอมรับว่าอาจจะมีบ้าง แต่หากลงลึกในรายละเอียด การบริหารพอร์ตระยะสั้นของบริษัทหลักทรัพย์ว่ามีการจ้างผู้บริหารพอร์ตฝีมือดีเพื่อมาลงทุนให้แล้วมีการแบ่งกำไรกันนั้นถือว่าเป็นข้อตกลงกันเองของสมาชิกกับผู้บริหารพอร์ต ทางสมาคมบล.คงไม่ได้ดูลึกในระดับนั้น
***”ก้องเกียรติ”โวยหาแพะ
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบล.เอเซีย พลัสฯ ยืนยันถึงกรณีที่ก.ล.ต. มีการคุมเข้มการลงทุนของบัญชีซื้อขายของพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ว่า ประเด็นนี้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างการซื้อขายของพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์กับการทำหน้าที่ซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับผู้ลงทุนเพราะถูกคุมเข้มจากทั้ง ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯที่เข้มงวดอยู่แล้ว
“ดัชนีร่วงตอนแรกก็ให้ต่างชาติเป็นแพะ สักพักให้กองทุนทริกเกอร์ฟันด์เป็นแพะ คราวนี้ก็ให้พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์เป็นแพะ ” นายก้องเกียรติ กล่าวและว่าสำหรับการขายหุ้นนั้น เมื่อระดับราคาหุ้นปรับขึ้นไปในระดับที่แพงก็จะต้องขายทำกำไรออกมา ถือเป็นเรื่องปกติของการลงทุน
**พิสูจน์ 4 โมงเย็นมาตามนัดจริง
ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ”ได้สังเกตการณ์บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา โดยจับตาการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าเมื่อเวลา 15.48 น. ดัชนีปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 1,413.98 จุด เพิ่มขึ้น 29.67 จุด จากวันก่อนหน้าที่ดัชนีปิด 1,384.31 จุด หลังจากนั้นดัชนีก็ถูกกระชากลงลึกเวลา 16.15 น. โดยปรับลงต่ำสุด 1,384.47 จุด ก่อน และปรับขึ้นมาปิดตลาดที่ 1,393.17 จุด
ส่วนมูลค่าการซื้อขายนักลงทุนแยกประเภทในวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา แบ่งเป็นบัญชีนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 2.07 พันล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์หรือพอร์ตโบรกเกอร์ ซื้อสุทธิ 1.24 พันล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 3.53 พันล้านบาท ขณะที่บัญชีนักลงทุนบุคคล ขายสุทธิ 6.84 พันล้านบาท
***8 เดือนเล่นเนตฯ 16 % โวลุ่ม1.49 ล้านล.
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยมูลค่าการซื้อขายในบัญชีเนตเซตเทิลเมนต์ในรอบ 8 เดือน(ม.ค.-ส.ค.56) รวม 1.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น 16.08 % ของมูลค่าการซื้อขายรวม 9.24 ล้านล้านบาท
ส่วนมูลค่าการซื้อขายรวมนักลงทุนแยกประเภท รอบ 8 เดือนเศษ (2ม.ค.-9ก.ย.56) แบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ 1.56 ล้านล้านบาท ,บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 2.38 ล้านล้านบาท,นักลงทุนต่างประเทศ 3.97 ล้านล้านบาท และนักลงทุนบุคคลในประเทศ 11.03 ล้านล้านบาท

‘ แก๊ง 4 โมงเย็น’คืออะไร

-เป็นนิยามที่นักลงทุนในตลาดหุ้น ใช้เรียกนักลงทุนที่มีพฤติกรรมการซื้อขายเร็ว
-มาตามนัดทุกครั้งช่วง 4 โมงเย็น จะตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นก่อนปิดตลาด 5 โมงเย็น โดยเป็นช่วงที่ประเมินหุ้นที่ลงทุนในวันนั้น ๆแล้วจะไปรอดหรือไม่รอด
*ใครบ้างที่มีพฤติกรรมเล่นหุ้นเร็ว เข้าข่ายฉายา”แก๊ง 4 โมงเย็น”
1.พวกที่ซื้อเช้าขายบ่าย เป็นนักลงทุนที่เล่นหุ้นในบัญชีเนตเซตเทิลเมนต์ หรือจับเสือมือเปล่า ที่ต้องขายหุ้นเพื่อหักกลบค่าซื้อค่าขายหุ้นตัวเดียวกันในวันเดียวกัน ซึ่งมีทั้งรายใหญ่ รายย่อย
2.บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ หรือProp Trade มี 2 ปัจจัยเอื้อให้(บางบริษัท)เน้นเก็งกำไรหุ้น
2.1.มีต้นทุนในการซื้อขายต่ำทำให้ได้เปรียบนักลงทุนทั่วไป ตัวอย่างเช่น พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์มีต้นทุน 78 บาท ต่อการเทรดหุ้น 1 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปมีต้นทุน(ค่าคอมมิสชัน) 2,578 บาทต่อการเทรดหุ้น 1 ล้านบาท
2.2.ผลประโยชน์จูงใจ เนื่องจากระยะหลังบริษัทหลักทรัพย์(บางราย)จ้างมาร์เก็ตติ้งฝีมือดีบริหารพอร์ตและแบ่งผลประโยชน์กัน เช่น หากมีกำไรก็แบ่งกำไร 50 : 50 ระหว่างมาร์เก็ตติ้งกับบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นเจ้าของเงิน
3. พอร์ตสถาบันต่างประเทศ ที่ปัจจุบันสามารถยิงตรงออร์เดอร์ไปยังตลาดต่าง ๆโดยไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์ (ระบบDMA ) ตัวอย่างมีพฤติกรรมไล่หุ้นขึ้น 3-4 ช่อง ก่อนขายออก แต่คนเล่นหุ้นที่มีประสบการณ์จะตามเกมทัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,878 วันที่ 12 – 14 กันยายน พ.ศ. 2556