Posts from the ‘ลูกเล่น’ Category

การคัดสรรหุ้นปั่น พยายามอธิบายแบบเดาใจเจ้ามือ

การคัดสรรหุ้นปั่น พยายามอธิบายแบบเดาใจเจ้ามือ

1. เพราะหุ้นดีมีเจ้าของแล้ว หุ้นพื้นฐานดีมีขาใหญ่ถืออยู่ทั้งนักลงทุนบุคคลรายใหญ่ นักลงทุนสถาบัน กองทุนตปท.ฯลฯ รวมทั้งเจ้าของบริษัท(ซึ่งหวงหุ้นตัวเอง) การเข้าไปลากราคาสุ่มสี่สุ่มห้าอาจโดนแรงขายมหาศาลประเภทตบกลิ้งหงายท้อง ขาดทุนแน่นอน ในขณะที่หุ้นเน่าไม่มีใครสนใจ จะลากจะทุบไม่มีใครโวยวาย และที่สำคัญ สามารถเก็บสะสมหุ้นจำนวนมากตามที่ต้องการได้ (จำนวนหุ้นที่สะสมได้จะเป็นตัวแปรหนึ่งในการทำกำไรของเจ้ามือ)

2. เพราะหุ้นเน่าหุ้นขาดทุนสร้างสตอรี่ได้ง่าย ประเภท เทิร์นอะราวด์ พันธมิตรต่างประเทศ ถูกเทคโอเวอร์ หรือเพิ่มทุนแจกวอรแรนท์ หรือขายหุ้น pp ให้นักลงทุนรายใหญ่ สารพัดข่าวเต้าขึ้นมาได้โดยมีสื่อและสังคมออนไลน์ช่วยกระพือ

3. เพราะหุ้นดีมีฐานะจะสามารถหามูลค่า-ราคาเหมาะสมได้ ง่าย ๆ ก็ดูจากบทวิเคราะห์ของโบรกฯ การมีเป้าแน่นอนที่ใคร ๆ ก็รู้ทำให้การลากหุ้นถูกจำกัด ส่วนหุ้นเน่า เป้าหมายมีไว้พุ่งชน เป็นเป้าหมายการลากราคา ไม่ใช่เป้ามูลค่าที่ควรจะเป็นของหุ้น ขอเพียงให้เป็นที่รับรู้ของแมงเม่าเท่านั้นก็พอ ร่วมด้วยช่วยกันลาก

4. หุ้นเน่าทิ้งง่าย ง่ายในที่นี้คือเวลาขายทิ้งจะทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะแมงเม่าจะพากันหนีตาย ร่วมด้วยช่วยกันท้ิ้ง (ไม่ต้องห่วงเจ้าเพราะทิ้งไปส่วนใหญ่แล้วตอนลากหุ้นขึ้น) ราคาที่ลดต่ำลงมาก ๆ จะง่ายต่อการเก็บหุ้นคืน เพื่อคืนเจ้าของที่ยืมมาหรือสะสมหุ้นกลับคืนเพื่อปั่นรอบใหม่ในอนาคต ขณะที่หุ้นดีมีพื้นฐาน เวลาทิ้ง ราคาหุ้นจะลงระดับหนึ่งจะมีพื้นฐานคอยรองรับราคาไว้ไม่ให้ลงลึก เวลาจะเก็บคืนลำบากเพราะมีนักลงทุนแย่งเก็บด้วย

5. หุ้นเน่าราคาตลาดจะต่ำเพราะขาดทุนหรือเพราะพาร์10ตังค์ รายย่อยไทยจะชอบเพราะรู้สึกว่า”ถูก”ปั่นติดง่ายกว่า ได้กำไรง่ายและมากกว่าหุ้นพื้นฐานที่ราคาตลาดสูงกว่า และรายย่อยไม่ชอบ

6.เป็นการกระทำต่อ ๆ กันมานานมากแล้วว่าการปั่นหุ้นต้องเป็นหุ้นเน่า เจ้ามือต้องการอนุรักษ์รูปแบบนี้ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน

ฯลฯ
รู้ทันเจ้า เข้า-ออกว่องไว กำไรทุกรอบ ขอบคุณหุ้น GOODDDDD

ตลาดหุ้นมันทำงานอย่างไร?

Cr Zhao Yun’s status.

ตลาดหุ้นมันทำงานอย่างไร?

กาลครั้งหนี่ง
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ซึ่งเต็มไปด้วยฝูงลิง ชายคนหนึ่งได้เดินทางมาถึงและได้ประกาศแก่ชาวบ้านว่า
เขายินดีซื้อลิงตัวละ
10 เหรียญ

ชาวบ้านเห็นว่ามีลิงอยู่เต็ม
รอบหมู่บ้าน จึงออกไปจับลิงมาขาย
ให้ชายคนนั้น ซึ่งได้ซื้อลิงไปได้หลายพันตัว จำนวนลิงรอบหมู่บ้านจึง
ลดน้อยลง
ยากที่จะจับมาขายได้อีก ชาวบ้านเลยเลิกจับลิงมาขาย

ชายคนเดิมจึงประกาศ
ขึ้นราคาลิงเป็นตัวละ
20 เหรียญ
ซึ่งทำให้ชาวบ้านหันกลับมา
จับลิงอีก ไม่ช้าจำนวนลิงก็ลดลงทำให้
จับยากขึ้นไปอีก

ชาวบ้านจึงหันกลับไปทำไร่
และลืมเรื่องจับลิงไป

ชายคนนั้นได้ประกาศ
เพิ่มราคาให้เป็น
25 เหรียญ/ตัว แต่ว่าจำนวนลิงหายากมากขึ้น
และยากลำบากมาก
ที่จะจับได้สักตัว

ชายคนดังกล่าวจึงได้ประกาศ
ว่าเขาจะซื้อลิง
ตัวละ 50 เหรียญ
ถ้าชาวบ้านเอามาขายให้ได้

แต่ว่าเขาจะต้องไปทำธุรกิจ
ที่เมืองอื่น จึงได้มอบหมาย
ให้ผู้ช่วยของเขา
ทำหน้าที่รับซื้อลิงแทนเขา

เมื่อชายคนนั้นเดินทาง
จากหมู่บ้านไป
ผู้ช่วยของเขาได้บอกกับ
ชาวบ้านว่า

“ดูนี่สิ
ในกรงมีลิงซึ่งเจ้านายข้า
ซื้อมาเต็มไปหมด
เอาอย่างนี้มั้ย
ข้าจะขายลิงให้ท่าน
ตัวละ 35 เหรียญ
เมื่อเจ้านายข้ากลับมา
จากต่างเมือง
พวกท่านก็เอาลิง
ที่ซื้อไปจากข้า
เอาไปขายให้เจ้านายข้า
ตัวละ 50 เหรียญ
กำไรเหนาะๆ”

ชาวบ้านเห็นช่องทางรวย
จึงรวบรวมเงินออมที่มี
ไปซื้อลิงทั้งหมดออกมา
เพื่อเตรียมขายให้ชายคนนั้น

แต่ท้ายที่สุดชาวบ้านทั้งหลาย
ไม่เคยได้เห็นชายคนนั้น
และผู้ช่วยของเขา
กลับมายังหมู่บ้านอีกเลย

และตั้งแต่บัดนั้น
หมู่บ้านนั้นก็เต็มไปด้วย
ฝูงลิงเหมือนอย่างในอดีต

ตอนนี้ท่านทั้งหลาย
คงเข้าใจดีขึ้นละนะว่า..

ตลาดหุ้นมันทำงานยังไง !!!

เศรษฐศาสตร์–อาชญากรรมการเงิน

เศรษฐศาสตร์–อาชญากรรมการเงิน

คอลัมน์ วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2556

ปี 2554 กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ณุศาสิริ และบริษัท KMP Property ได้เข้าซื้อกิจการเกินกว่า 50% ของบริษัทสิ่งทอที่ยุติการประกอบธุรกิจไปแล้ว เพราะขาดทุนและส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ บมจ.ไทยเกรียง กรุ๊ป หรือ TDG ซึ่งถูกพักการซื้อขายไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ซึ่งมีราคาหุ้นครั้งสุดท้าย 38 สตางค์ ด้วยวิศวกรรมการเงินเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ทางประตูหลัง (back-door listing) ภายใต้ชื่อใหม่ บริษัท อั่งเปา แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ PAO ด้วยทุนจดทะเบียนใหม่ และโครงการหารายได้อันสวยหรูตามสูตรสำเร็จของที่ปรึกษาการเงิน

ก่อนกลับมาเทรด มีคนจำนวนหนึ่งทำการเร่ขายหุ้น PAO ที่กำลังแต่งตัวรอเข้าเทรด ด้วยราคาซื้อขายนอกตลาด พร้อมกับข่าวลืออย่างนั้นอย่างนี้ (ตามสูตรล่อแมลงเม่าอีกเช่นกัน) ที่ 1.50 บาท จากนั้นก็ทำการกลับมาเทรดใหม่จริงในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 ด้วยราคาเปิดครั้งแรกที่ 1.21 บาท

ใครที่ซื้อหุ้นในราคานอกตลาดตามที่คนเล่าลือกัน 1.50 บาทก็เจ๊งตั้งแต่วันแรกที่เข้าเทรดทันที และจนถึงวันนี้ ราคาหุ้น PAO ที่เปลี่ยนชื่อใหม่อีกเป็น NUSA ราคาก็ยิ่งอยู่ที่ต่ำกว่า 1.10 บาท

ไม่มีใครรู้ว่า ไอ้โม่งที่มีส่วนสมรู้ร่วมคิดในการชี้นำราคานอกตลาดก่อนเทรดจริงมีใครบ้าง จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 ปีเศษ เมื่อ ก.ล.ต. เพิ่งจะออกคำสั่งลงโทษ มาร์เก็ตติ้ง (ชื่อทางการว่าผู้แนะนำการลงทุน)จำนวน 8 คนที่เป็นพนักงานในสังกัดบริษัทหลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CGS ด้วยบทลงโทษที่แตกต่างกันเฉพาะบุคคลแล้วแต่การกระทำความผิด

แกนหลักของทั้ง 8 คน คือ นายวีระชัย ครองสามสี ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการสายตราสารทุน และเป็นนักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ และ นางสาวปัทมาวดี วรรณวุฒิพงศ์ ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายตราสารทุน ดูแลวิเคราะห์การลงทุน และแนะนำการลงทุนต่อลูกค้า แต่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นนักวิเคราะห์การลงทุนหรือมาร์เก็ตติ้ง โดยคนอื่นๆ ที่เหลืออีก 6 คนล้วนเป็นมาร์เก็ตติ้ง

คนทั้งหมดต่างร่วมกันกระทำความผิดหลายอย่างต่างกรรมต่างวาระ แต่ล้วนโยงเข้ากับการชี้แนะนักลงทุนให้ซื้อขายหุ้น PAO นอกตลาด รวมทั้งการซื้อหุ้นนอกตลาดมาชี้ชวนขายต่อให้นักลงทุน หรือ ใช้บัญชีนักลงทุนซื้อขายหุ้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง และไม่บันทึกการให้คำแนะนำการลงทุนที่ให้แก่ลูกค้า

บทลงโทษมีตั้งแต่ ห้ามการปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์สำหรับผู้บริหาร และเพิกถอน หรือพักงานมาร์เก็ตติ้งการให้ความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุน โดยมีเงื่อนไขและเงื่อนเวลาแตกต่างกันตามความผิด แต่ในบทลงโทษดังกล่าว ไม่ได้รวมเอาการลงโทษบริษัทหลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป และไม่มีการระบุโทษปรับเงินแต่อย่างใด

ที่สำคัญ ไม่มีความเชื่อมโยงว่าผู้ถือหุ้นใหญ่หรือผู้บริหารของ PAO เกี่ยวโยงด้วย เป็นปัญหาของมาร์เก็ตติ้งที่หวัง “หยิบเบี้ยใกล้มือ”ล้วนๆ

บทลงโทษและการกระทำผิดซ้ำๆ ซากๆ เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และยังคงมีต่อไปในอนาคต ตราบใดที่ ก.ล.ต.ยังคงไม่หยุดตรวจสอบความโลภของคนที่กระทำอาชญากรรมทางการเงิน เพียงแต่ก็ยังอดมีคำถามตามมาอีกว่า

1) ทำไมการลงโทษแบบ “วัวหายล้อมคอก” เช่นนี้ จึงเชื่องช้าเหลือเกิน ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีเศษ สำหรับการลงโทษ ในขณะที่คนกระทำความผิดก็ร่ำรวยกันไม่รู้เท่าไหร่ และเหยื่อของพวกเขาก็ขาดทุนไม่รู้เท่าไหร่ ซึ่งกรณีเช่นนี้ ไม่ใช่กรณีแรก บางกรณีนานกว่านี้หลายเท่า ยิ่งในกรณีต้องส่งให้ดีเอสไอ เพื่อฟ้องคดีต่อศาลด้วยแล้ว กว่าจะจบลงได้ก็อาจจะเกือบลืมไปเลย เช่นกรณีของสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกที่กระทำผิดตั้งแต่ปี 2539 จนป่านนี้ คดีก็ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งที่รับสารภาพในศาลแล้ว

2) บทลงโทษค่อนข้างต่ำเกินจริง เมื่อเทียบกับการกระทำผิด เพราะเท่ากับเปิดช่องให้คนชั่วย้อนกลับมาทำความผิดซ้ำในอนาคตได้ไม่ยากเย็นนัก

ในกรณีหลัง เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์ของอาชญากรรมนั้น หากต้นทุนของการกระทำความผิด (ถูกลงโทษ)ต่ำกว่าผลตอบแทน (รางวัล) ในการกระทำความผิด คนก็ยังพร้อมจะทำความผิดได้เรื่อยๆ ไม่มีเข็ดหลาบ

โดยเฉพาะในธุรกรรมทางการเงินนั้น เราได้เห็นนักการเงินที่ฉ้อฉล และสมคบคิดกระทำผิดหลายคนที่วนเวียนไปมาในตลาดหุ้นไทยอย่างแยบยลซ้ำซ้อน เช่นกรณีเสี่ย ว. (นามสมมติ) เป็นอดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ที่เคยถูกลงโทษหนักในการ “จงใจหลิ่วตา” ให้พนักงานบริษัทละเมิดต่อคำชี้แนะของก.ล.ต.ในการแก้ไขระบบปฏิบัติการที่เลวร้าย เอาเปรียบนักลงทุนที่เป็นลูกค้า เขาก็หอบเงินพาพลพรรคไปซื้อใบอนุญาตบริษัทจดทะเบียนเน่าๆ ที่ติดในกลุ่มรีแฮบโก้ รอวันมีคนเข้าซื้อกิจการ แล้วก็หาพันธมิตรมาร่วมกันดันกลับมาเทรดทำกำไร แล้วก็ขายทิ้งออกไปซ้ำซ้อน ในฐานะ “ขาใหญ่ผู้ช่ำชอง” ในบริษัทแล้วบริษัทเล่าอย่างลอยนวล ซึ่งอยู่ใต้จมูกของ ก.ล.ต. หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยที่ไม่สามารถหามาตรการมาจับผิดและลงโทษได้ แม้จะมองเห็นความผิดปกติได้ไม่ยาก

คำถามว่า ก.ล.ต. หรือตลาดฯ คิดจะจับแต่ปลาซิว โดยไม่ยอมจับปลาวาฬ และเลือกปฏิบัติการทำนอง “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น” จึงกลายเป็นคำถามที่ท้าทายมากทีเดียว

ในอีกมุมหนึ่ง นักทฤษฎีด้านอาชญวิทยา ก็แย้งว่า การตั้งหรือใช้บทลงโทษที่รุนแรง ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาการกระทำผิดหรือฉ้อฉลลงไปได้ ตราบใดที่กลไกหรือกระบวนการกำกับดูแลขาดประสิทธิภาพ แต่อาจลดทอนการกระทำผิดซ้ำได้บ้าง แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ สำหรับคนที่เจตนาเลวร้ายโดยกมลสันดาน ดังนั้น จึงมุ่งเน้นว่า ความสำคัญของการลดทอนการกระทำผิดน่าจะอยู่ที่การเพิ่มความเข้มข้นของเกมการตรวจสอบหลายระดับ (intensive inspection game)

สำหรับนักทฤษฎีเกม ตราบใดที่ผู้กำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. และ ตลาดฯ ไม่สามารถสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความร่วมมือจากผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ หรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน หรือผู้จัดการกองทุน แบบ “เกมกินแบ่ง” ในลักษณะไล่ล่าหาความผิดที่ไม่รู้จบแบบการ์ตูนทอมกับเจอร์รี่ ก็มักจะจบลงด้วยการจับปลาซิว มากกว่าจับปลาวาฬ และมีคำถามถึงประสิทธิภาพจากคนภายนอกไม่สิ้นสุด

เทคนิคบางประการในการดูงบการเงิน …

… เทคนิคบางประการในการดูงบการเงิน …

ในเรื่องของการอ่านงบการเงิน เพื่อหาความผิดปกติหรือสัญญาณว่า จะมีการตกแต่งงบการเงินหรือไม่ ในส่วนของ งบดุลและงบกระแสเงินสด ซึ่งในส่วนของงบดุลนั้น จะสามารถให้ข้อมูลได้ทั้งในกรณีการตกแต่งผลกำไรและการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม
ในกรณีของการตกแต่งกำไรนั้นจะเป็นผลมาจาก การสร้างรายได้เกินจริงหรือการชะลอค่าใช้จ่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะมีผลต่องบดุลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราก็สามารถหาความผิดปกติได้ดังนี้

• การสร้างรายได้เกินจริง
จะสังเกตได้จากยอดลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เช่น ในอดีตลูกหนี้การค้าอยู่ที่ประมาณ 10% ของยอดขายแต่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% เป็นต้น โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นแทบจะทั้งหมดเพิ่มมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น สาเหตุเป็นเพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่มีการชำระราคากันจริง

• การชะลอค่าใช้จ่าย
จะสังเกตได้จากหลายรายการในงบดุล เริ่มต้นจาก รายการค่าใช่จ่ายล่วงหน้า รายการสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน หากรายการเหล่านี้ เพิ่มขึ้นอย่างมากก็ควรจะพิจารณาดูว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายสำหรับรายการเหล่านี้อาจต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่บริษัทได้ชะลอการตัดเป็นค่าใช้จ่ายจึงตั้งเป็นทรัพย์สินไว้ก่อน อีกรายการหนึ่งที่ควรดูก็คือ สินค้าคงคลัง เพราะมีกรณีที่สินค้าของบริษัทล้าสมัย หรือมีข้อบกพร่องจนไม่สามารถขายได้ แต่บริษัทอาจไม่ยอมตัดเป็นค่าใช้จ่าย และอีกกรณีหนึ่งคือ การตั้งสำรองหนี้สูญที่ต่ำเกินไป อาจต้องดูนโยบายและสถิติในอดีตประกอบกันไป

สำหรับกรณีของการใช้จ่ายเงิน ที่ไม่เหมาะสมนั้นงบดุลก็สามารถให้ข้อมูลความผิดปกติได้เช่นกัน โดยทั่วไปการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมจะเกิดจากการที่ผู้บริหารพยายามที่จะโยกย้ายทรัพย์สินออกจากบริษัท ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปเงินสดหรือทรัพย์สินถาวรก็ได้ สิ่งที่อาจพบได้ในงบสำหรับกรณีของการโยกย้ายเงินสดได้แก่ รายการให้กู้ยืมแก่ผู้บริหารหรือกรรมการ หรืออาจอยู่ในรูปของการซื้อทรัพย์สินถาวร จากผู้บริหารและกรรมการในราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก และในบางกรณีอาจถึงขั้นที่มีการจ่ายเงินค่าทรัพย์สินแต่ไม่ได้รับโอนทรัพย์สินเหล่านั้นมาให้บริษัทอย่างถูกต้อง ส่วนของการโยกย้ายทรัพย์สิน ก็อาจอยู่ในรูปของการขายทรัพย์สินถาวรของบริษัทให้กับผู้บริหารหรือกรรมการในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก สำหรับผู้อ่านหากเห็นทรัพย์สินถาวรของบริษัท เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมาก ขอแนะนำให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากหมายเหตุประกอบงบว่า ทรัพย์สินถาวรเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุใด และเป็นประโยชน์จริงต่อการทำธุรกิจหรือไม่

งบสุดท้ายที่จะแนะนำให้พิจารณาเพื่อหาสัญญาณความผิดปกติก็คือ งบกระแสเงินสด หากบริษัทแสดงผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากแต่กระแสเงินสดจากการปฏิบัติงานกลับติดลบ ก็เริ่มเป็นสัญญาณที่ไม่ดี ต้องดูในรายละเอียดต่อว่า กระแสเงินสดที่ติดลบนั้นมาจากอะไร เช่นอาจเป็นเพราะลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือในส่วนของกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนก็จะบอกให้ผู้อ่านงบทราบได้ว่า ในรอบบัญชีที่ผ่านมาบริษัทมีการซื้อหรือจำหน่ายทรัพย์สินถาวรหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน จากลักษณะของข้อมูลที่ได้จากงบกระแสเงินสดจึงทำให้ผู้อ่านบางท่านเริ่มการพิจารณางบการเงินจากงบกระแสเงินสดก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงเข้าไปดูรายละเอียดต่อในงบดุลและงบกำไรขาดทุน ทั้งนี้ การจะเริ่มจากงบฉบับใดก่อนนั้น ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละท่าน ไม่มีลำดับก่อนหลังตายตัว

โดย ญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์
http://forums.naiwaen.com/thread-1490.html

ก.ล.ต.ตื่นคุมแก๊ง4โมงเย็น วงการแฉพอร์ตโบรกฯแสบมีจริงทุบหุ้น-สร้างโวลุ่มเทียม

ก.ล.ต.ตื่นคุมแก๊ง4โมงเย็น วงการแฉพอร์ตโบรกฯแสบมีจริงทุบหุ้น-สร้างโวลุ่มเทียม

วันเสาร์ที่ 07 กันยายน 2013 เวลา 13:45 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

ก.ล.ต. จับตาแก๊ง 4 โมงเย็นดอดป่วนหุ้นท้ายตลาด จี้สมาคมบล. ปรับเกณฑ์พอร์ตโบรกเกอร์ “จรัมพร”ยันไม่พบความผิดปกติ นักลงทุนขาใหญ่มองแก๊ง 4 โมงเย็นเป็นอุปทานหมู่ที่นักลงทุนแห่ขายตามกัน ชี้มีมานานแล้วก่อนมีบัญชี Prop Trade ฟากโบรกฯแฉกันเอง รับพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์แสบมีจริง ทั้งแอบทุบหุ้น สร้างโวลุ่มเทียม

นางสาวดวงมล จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์ กรณีแก๊ง 4 โมงเย็น อาละวาดสร้างราคาหุ้น โดยมีการลากราคาขึ้นในช่วงท้ายตลาด 16.00 น. และมีการทุบราคาก่อนปิด 17.00 น. โดยยอมรับว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้หารือกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (สมาคมบล.) ถึงสถานการณ์การซื้อขายของบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (Proprietary trade – Prop Trade) หรือพอร์ตโบรกเกอร์ หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าบัญชี Prop Trade อาจมีการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย หรือมีการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม
เบื้องต้นได้หารือว่าการกำหนดวงเงินการซื้อขายของบัญชี Prop Trade มีความเหมาะสมหรือไม่ จากปัจจุบันที่กำหนดอยู่ที่ระดับไม่เกิน 75% ของส่วนผู้ถือหุ้น ตามที่ปรากฏในงบสอบทานฉบับล่าสุด รวมไปถึงการหมุนรอบของการซื้อขายว่าควรมีการกำหนดให้ชัดเจนหรือไม่ ซึ่งทางสมาคม ได้รับปากว่าจะไปหารือกับบริษัทสมาชิก เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการกำกับดูแล เพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
รายงานข่าวระบุว่า กระแสข่าวเรื่องแก๊ง 4 โมงเย็น มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ทั้งในสังคมออนไลน์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก อาทิ เฟซบุ๊ก พันทิป และเว็บบอร์ดสื่อธุรกิจชั้นนำ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้ามาโพสต์ข้อความ เป็นกลุ่มนักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนหน้าใหม่
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท.และก.ล.ต. มีการดูแลการซื้อขายในบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์(Prop Trade) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบว่ามีความผิดปกติ ทั้งในส่วนของปริมาณการซื้อขาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7-12% ของมูลค่าการซื้อขายโดยรวม ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก รวมถึงในส่วนของพฤติกรรมการซื้อขายที่ยังไม่พบว่าเกิดความไม่เหมาะสม โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้กำชับโบรกเกอร์ให้ความสำคัญกับการแยกส่วนหรือไชนีส วอลล์ ของการซื้อขายในบัญชี Prop Trade ให้ชัดเจน
แหล่งข่าวจากวงการตลาดทุนให้ความเห็นกับ”ฐานเศรษฐกิจ” สำหรับแก๊ง 4 โมงเย็น นั้นถือเป็นอุปทานหมู่มากกว่า เนื่องจากที่ผ่านมาช่วงเวลา 4 โมงเย็นจะเป็นช่วงที่มีมูลค่าการซื้อขายหรือโวลุ่มเข้ามามาก จนส่งผลต่อราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นลงแรง ติดต่อกัน เนื่องจากช่วงบ่ายเป็นช่วงที่ตลาดต่างประเทศเปิดซื้อขาย ทำให้เริ่มมีโวลุ่มเทรดเข้ามาด้วย ส่งผลให้บรรดาผู้จัดการกองทุนที่ได้รับคำสั่งหรือออร์เดอร์ซื้อขายหุ้นมาก็จะต้องไล่เก็บหุ้นตามออร์เดอร์ให้ได้ภายในวันนั้นซึ่งหากไม่สามารถเก็บหุ้นได้ในราคาที่ต้องการก็จะต้องเร่งเก็บหุ้นช่วงปลายกระดานหรือช่วงที่ตลาดใกล้ปิดทำการ
“มีการพูดกันมานานแล้ว สำหรับแก๊ง 4 โมงเย็น ตั้งแต่ก่อนมีพอร์ตโบรกเกอร์ หรือProp Trade ด้วย”
อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวรายนี้ยอมรับว่ามีพอร์ตโบรกเกอร์บางแห่งที่มีพฤติกรรมทุบหุ้นเพื่อเก็บของถูก จนทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯเพี้ยน หรือบางครั้งถึงขั้นทุบเพื่อเก็บหุ้นจากผู้ที่ใช้โปรแกรมเทรดดิ้งหรือ โรบอตเทรดด้วย โดยทำให้ราคาต่ำกว่าราคาที่เป็นจุดขายตัดขาดทุน(STOP LOSS )ทำให้ระบบโรบอตเทรดจะต้องขายหุ้นออกมา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีพฤติกรรมสร้างโวลุ่มเทียมด้วย โดยการสั่งซื้อสั่งขายแต่สุดท้ายก็ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
“ต้องยอมรับว่าเรื่องการลงทุนทุกคนก็ต้องการกำไรทั้งนั้น”แหล่งข่าวรายนี้ยังกล่าวและว่า เช่นเดียวกับการลงทุนของพอร์ตโบรกเกอร์ ซึ่งบางแห่งนั้นแยกชัดเจนว่าเป็นพอร์ตระยะสั้น และพอร์ตระยะยาว แต่พอร์ตการลงทุนของโบรกเกอร์นั้นไม่สามารถลงทุนในหุ้นเกิน SET 50-100 ได้ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการตรวจสอบการลงทุน และฝ่ายตรวจสอบความเสี่ยงของบริษัทด้วย
ด้านความเห็นของนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้น นายวัชระ แก้วสว่าง หรือเสี่ยป๋อง กล่าวว่า ส่วนตัวแม้จะได้ยินว่ามีแก๊ง 4 โมงเย็น แต่เป็นคำพูดที่ทุกคนพูดขึ้นจากผลของอุปทานหมู่มากกว่า ว่าเมื่อคนหนึ่งขายก็จะทำให้คนอื่นขายออกมาตาม จนทำให้เกิดมีโวลุ่มและบังเอิญเกิดช่วง 4 โมงเย็น ซึ่งเป็นผลจากภาวะตลาดด้วย ทำให้นักลงทุนไม่กล้าที่จะถือหุ้นข้ามวัน
อย่างไรก็ตามหากจะโยงว่า แก๊งป่วน 4 โมงเย็น คือ พอร์ตโบรกเกอร์นั้นคงไม่น่าจะใช่ และส่วนตัวก็มองว่าไม่ว่าใครที่ลงทุนก็ต้องคาดหวังกำไร ดังนั้นนักลงทุนทุกประเภทก็คงมีพฤติกรรมการลงทุนระยะสั้นหรือเล่นเก็งกำไรทั้งนั้น แต่คนที่เล่นผิดกติกาก็ต้องถูกตรวจสอบเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนประเด็นที่ว่าพอร์ตโบรกเกอร์ไม่มีต้นทุนคงไม่ใช่ เนื่องจากกำไรจากการลงทุนจะต้องเสียภาษี ซึ่งต่างจากนักลงทุนที่ไม่เสียภาษีกำไรจากการลงทุน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,876 วันที่ 8 – 11 กันยายน พ.ศ. 2556

READ : 1021 TIMES

แมงเม่ายุคเข้าเน็ต : บทเรียนจากกรณี Jonathan Lebed ถึงไทย (1)

บทความนี้น่าสนใจดี

แมงเม่ายุคเข้าเน็ต : บทเรียนจากกรณี Jonathan Lebed ถึงไทย (1)

ถึงแม้ตลาดหุ้นไทยในวันนี้จะผันผวนปรวนแปรกว่าในอดีต และถึงแม้ผู้กำกับดูแลคือ ก.ล.ต.จะยังไม่เคยจับนักปั่นหุ้นรายใหญ่ขึ้นศาลได้แม้แต่ครั้งเดียว

ตลอดประวัติศาสตร์ 35 ปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) (ซึ่งที่จริงไม่อาจโทษความหย่อนยานของ ก.ล.ต. ได้ทั้งหมด สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความไม่เหมาะสมของการใช้กฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัดกับคดีอาชญากรรมในตลาดหุ้น เพราะโดยธรรมชาติยากยิ่งที่จะรวบรวมหลักฐานพิสูจน์ชนิด “สิ้นสงสัย” มีแต่พอให้ “เชื่อได้ว่า” ทุจริตจริง ส่งผลให้การดำเนินคดีใช้เวลานานมาก เจ้ามือบางคนก็หลบหนีได้จนหมดอายุความ ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงสนับสนุนการเสนอเพิ่มอำนาจทางแพ่งของ ก.ล.ต. หวังว่าคณะรัฐมนตรีจะเร่งชงร่างกฎหมายใหม่เข้าสภา และสภาจะออกกฎหมายนี้โดยเร็ว)

ความเสี่ยงที่จะถูก “ต้ม” ในตลาดก็ดูจะไม่ทำให้ “แมงเม่า” ยุคนี้สะทกสะท้าน หันไปทางไหนก็เห็นแต่คนเล่นหุ้น โดยเฉพาะเทรดออนไลน์ เวลาผู้เขียนเข้าร้านกาแฟจะเห็นคนจับกลุ่มกันสองประเภทใหญ่ๆ คือถ้าไม่ใช่กลุ่มขายตรง ก็เป็นกลุ่มคนเล่นหุ้นที่มานัดแจกแลกเปลี่ยนความรู้และเคล็ดลับการเทรด

(กลุ่มขายตรงกับกลุ่มเล่นหุ้นแยกออกจากกันได้ไม่ง่ายนัก ผู้เขียนสังเกตว่ากลุ่มขายตรงมักจะสั่งน้ำหรือกาแฟมาแก้วเดียว (มักจะเป็นโต้โผ) แล้วสุมหัวคุยกันยาวหลายชั่วโมง ส่วนกลุ่มเล่นหุ้นจะสั่งกาแฟแก้วใครแก้วมัน แล้วมานั่งคุยกันชิวๆ บางคนพกตำราเล่นหุ้นหรือสมุดจดมาด้วย – อย่างไรก็ดี ต้องออกตัวว่าข้อสังเกตนี้คร่าวมาก ไว้เมื่อไรได้ไปนั่งร้านกาแฟที่หลากหลายกว่านี้ เก็บข้อมูลจากสายตามาได้มากกว่านี้ จะมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง)

การซื้อขายหุ้นออนไลน์คึกคักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมูลค่าและจำนวนคนเล่น สถิติของ ตลท. ระบุว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน 2013 มูลค่าการซื้อขายหุ้นผ่านเน็ตมีสัดส่วนถึงร้อยละ 32 ของมูลค่าการซื้อขายหุ้นทั้งหมด ที่น่าสนใจคือบัญชีเล่นหุ้นผ่านเน็ตที่ active (คือส่งคำสั่งซื้อขายอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง) มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 160,000 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 53 ของบัญชีที่มีการซื้อขายทั้งหมดราว 300,000 บัญชี

พูดง่ายๆ คือ ถึงวันนี้นักลงทุนเล่นหุ้นผ่านเน็ตได้กลายเป็นนักเล่นหุ้น “ส่วนใหญ่” ของนักลงทุนรายย่อยในประเทศไปแล้ว และในเมื่อคนรุ่นใหม่เชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับโลกออนไลน์มากกว่าคนรุ่นเก่า บรรยากาศการพบปะพูดคุยกันระหว่างอาม้า อาซิ้ม อาแปะ ฯลฯ ระหว่างจิบชาในห้องค้าแอร์เย็นเฉียบ ก็คงเป็นฉากที่เราพบเห็นได้น้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับการแลกเปลี่ยนเคล็ดลับกันในร้านกาแฟ หน้าเพจเฟซบุ๊คและเว็บไซต์ต่างๆ และงานสัมมนามากมาย

ในเมื่อการเทรดหุ้นออนไลน์เป็นการซื้อขายด้วยตัวเองโดยตรง ไม่ต้องผ่านเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตติ้ง) ก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่คอร์สอบรมและหนังสือเกี่ยวกับการเล่นหุ้นจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด (ถึงแม้รัฐมนตรีคลังคนปัจจุบันจะยังล้าหลังและใจแคบ เหยียบแผนการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ไว้กับที่ ทำให้แม้จะซื้อขายเองได้ผ่านเน็ต นักลงทุนก็จำต้องขายผ่านระบบของโบรกเกอร์ จ่าย “ค่าต๋ง” ให้โบรกเกอร์ก่อน)

จากรายชื่อหนังสือขายดีที่สุด 100 เล่มของซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย (เว็บไซต์ http://www.se-ed.com) พบว่าในจำนวนนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับหุ้นและการลงทุน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็พูดถึงหุ้น) มากถึง 22 เล่ม หรือ 22 เปอร์เซ็นต์

ชื่อหนังสือขายดีหลายเล่ม อาทิเช่น “ลงทุนหุ้นอย่างสบายใจ” “คู่มือเริ่มต้นเล่นหุ้น Online” “เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก” “เล่นหุ้นสไตล์มนุษย์เงินเดือน” “เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน” “เก็บเงิน 10 ล้านคุณทำได้” “สร้างเงินล้านก่อนเรียนจบ” “มือใหม่เล่นหุ้นแนวเทคนิค ฉบับเริ่มต้นจนเล่นจริง” “เล่นหุ้นดูกราฟไม่ยาก” “โรงเรียนสอนเล่นหุ้น” ฯลฯ สะท้อนว่ากลุ่มนักเล่นหุ้นที่มาแรงที่สุดคือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยและมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน

ในเมื่อ “เวที” ของนักลงทุนรายย่อยย้ายจากโลกจริงไปออนไลน์ มีประเด็นอะไรบ้างที่นักลงทุนรุ่นใหม่ควรระวัง และผู้กำกับควรดูแล?

กรณีที่เกิดในอเมริกากว่าหนึ่งทศวรรษก่อน ตอนที่การซื้อขายหุ้นออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม คล้ายๆ กับบรรยากาศในไทยปัจจุบัน อาจเป็นจุดตั้งต้นที่ดีให้เราเริ่มตอบคำถามนี้

ข่าวใหญ่ในเดือนกันยายน ปี 2000 ไม่นานก่อนที่ตลาดหุ้นแนสแด็กของอเมริกาจะดิ่งเหว คือข่าว ก.ล.ต. อเมริกัน ตกลงยอมความนอกศาลกับนักลงทุนรายย่อยนาม โจนาธาน เลอเบด (Jonathan Lebed) ในข้อหา “สร้างราคาหุ้นเทียม” ภายใต้ข้อตกลงนี้ Lebed ถูกริบกำไรราว 285,000 ดอลลาร์ หรือประมาณร้อยละ 35 ของกำไรทั้งหมดที่ได้จากการเทรด แต่ไม่ต้องยอมรับว่ากระทำผิดกฎหมายใดๆ (ถ้า ก.ล.ต. ไทยมีอำนาจทางแพ่งก็จะสามารถใช้วิธีแบบนี้ได้)

ที่เป็นข่าวใหญ่คือ กรณีนี้เป็นครั้งแรกที่ ก.ล.ต. สหรัฐ ลงโทษเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

โจนาธาน เลอเบด อายุ 15 ปีในวันที่เขาถูกจับ เล่นหุ้นออนไลน์ได้เงินกว่า 800,000 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียงหกเดือน จากทุนตั้งต้น 8,000 ดอลลาร์ที่พ่อให้เป็นของขวัญวันเกิด เทรดหุ้นในชื่อพ่อ (ทั้งพ่อและแม่ของเขาไม่เล่นเน็ต) เปิดเว็บไซต์ของตัวเองชื่อ Stock-dogs.com เชิญชวนให้คนอื่นมาซื้อหุ้นราคาถูก (มีชื่อเล่นว่า “penny stocks”) ที่เขาคิดว่าเจ๋ง เลอเบดสร้างบัญชีผู้ใช้หลายบัญชี เข้าไปโพสต์เชียร์หุ้นตามแชทรูมและกระดานสนทนาต่างๆ

ก.ล.ต. มองว่าการโพสต์เชียร์ให้คนอื่นซื้อหุ้นที่เขาถืออยู่แล้ว โดยใช้บัญชีหลายบัญชี (ปกปิดตัวตนที่แท้จริง อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในเน็ต) โพสต์ข้อความซ้ำๆ กันทีละหลายร้อยครั้ง เข้าข่ายการ “สร้างราคาหุ้น” โดยมิชอบ เพราะกิจกรรมของเขาส่งผลต่อตลาดหุ้น บริษัทขนาดเล็กที่เขาเทรดปกติมีปริมาณการซื้อขายเพียง 60,000 หุ้นต่อวัน เพียงหนึ่งวันหลังจากที่เขาโพสต์เชียร์หุ้น ปริมาณการซื้อขายของหุ้นบริษัทเหล่านี้ก็พุ่งขึ้นไปถึงหลักล้านหุ้น

เลอเบดยืนกรานตลอดมาว่าสิ่งที่เขาทำไม่แตกต่างจากสิ่งที่ “มืออาชีพ” ในภาคการเงินทำกันทุกวัน ต่างกันแต่ตรงที่เขาใช้อินเทอร์เน็ตเท่านั้น ในจดหมายถึงทนายความของเขา เลอเบดเขียนว่า “ทุกเช้าผมดูรายการ Shop at Home ทางเคเบิลทีวี …พิธีกรชอบพูดประมาณ ‘ดีลนี้เจ๋งที่สุดในประวัติศาสตร์รายการเรานะครับ! ไม่ต้องคิดเลยครับท่านผู้ชม! เร่เข้ามาสั่งก่อนของหมดนะครับ!’ …เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเวลาที่ใช้คำแบบนี้ ตราบใดที่เขาไม่ได้โกหกเกี่ยวกับสภาพหรือสเปคของสินค้า เขาก็ไม่ได้ก่ออาชญากรรม คนที่คุยกันเรื่องหุ้นก็เหมือนกัน”

กรณีของเลอเบดก่อให้เกิดคำถามว่า ในยุคอินเทอร์เน็ต เส้นแบ่งระหว่างการ “เชียร์หุ้น” (ไม่ผิดกฎหมาย) กับ “สร้างราคาหุ้น” (ผิดกฎหมาย) นั้น อยู่ตรงไหนกันแน่และเราจะรู้ได้อย่างไร?
ตอนที่แล้วผู้เขียนเล่าเรื่อง โจนาธาน เลอเบด (Jonathan Lebed) นักเชียร์หุ้นชาวอเมริกันที่ตกเ
เมื่อเขากลายเป็นวัยรุ่นคนแรกที่ถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อเมริกัน ดำเนินคดีในข้อหา “สร้างราคาหุ้น” (ซึ่งถ้าเทียบกับกฎหมายหลักทรัพย์ของไทยจะตรงกับมาตรา 240 ที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดเผยแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้น หรือลดลง”)

เลอเบดยืนกระต่ายขาเดียวว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด การโพสต์เชียร์หุ้นของเขา ต่อให้โพสต์จากบัญชีผู้ใช้หลายบัญชี และต่อให้ส่งผลต่อราคาหุ้นจริงๆ นั้น เป็นเรื่องปกติที่ “ใครๆ ก็ทำกัน” รวมทั้งนักการเงินมืออาชีพ

ส่วนคำถามที่ว่าหุ้นของบริษัทที่เขาเชียร์จะขึ้นตามที่อ้างจริงๆ หรือเปล่า และเขามั่นใจได้อย่างไรว่าจะขึ้น ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนพึงสังวรเอง เพราะทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า “การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง” ฉะนั้นจึงต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองไม่ต่างจากเวลาฟังนักวิเคราะห์

แน่นอน ก.ล.ต. อเมริกันไม่เห็นด้วยกับเลอเบด แต่การตกลงยอมความโดยให้เขาไม่ต้องยอมรับผิด และคืนกำไรที่ได้จากการเล่นหุ้น 285,000 ดอลลาร์ หรือราวร้อยละ 35 จากกำไรทั้งหมดกว่า 800,000 ดอลลาร์ที่เขาได้จากการเทรดหุ้นออนไลน์ แทนที่จะยึดกำไรทั้งหมด ในสายตาของผู้สังเกตการณ์หลายคนก็คือ “หลักฐาน” ว่า ก.ล.ต. สหรัฐเองก็ไม่แน่ใจ 100% ว่าเลอเบดทำผิดกฎหมาย และยังไม่มั่นใจว่าจะมองโลกใหม่ที่นักลงทุนคุยกันผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างไรดี

เส้นแบ่งระหว่าง “การเชียร์หุ้น” (ไม่ผิดกฎหมาย) กับ “การปั่นหุ้น” (ผิดกฎหมาย) นั้นเลือนรางกว่าเดิมมากในยุคอินเทอร์เน็ต และข้อเท็จจริงที่ทำให้ประเด็นนี้ซับซ้อนกว่าเดิมคือ เส้นแบ่งระหว่าง “มืออาชีพ” กับ “มือสมัครเล่น” ก็เลือนรางลงมากเช่นกัน กล่าวคือ บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของมืออาชีพที่แนะนำให้ “ซื้อ” หรือ “ขาย” หุ้น และเผยแพร่ราคาเป้าหมาย อาจพยากรณ์ราคาหุ้นในอนาคตได้ไม่ “ถูกต้อง” กว่า “ตัวเลขผีบอก” (ฝรั่งเรียกว่า whisper numbers) ที่มือสมัครเล่นประเมินและบอกต่อกันเองก็ได้

ผลการวิจัยซึ่งจัดทำโดยบลูมเบิร์ก สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก เผยว่าราคาหุ้นเป้าหมายที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์และเว็บบอร์ดของนักลงทุนมือสมัครเล่นในอเมริกานั้น ผิดเพี้ยนไปจากราคาจริงราวร้อยละ 21 โดยเฉลี่ย ส่วนราคาเป้าหมายซึ่งประเมินโดยนักวิเคราะห์มืออาชีพปรากฏว่าพลาดเป้าเฉลี่ยร้อยละ 44 หรือพลาดมากกว่ามือสมัครเล่นถึงสองเท่า

ผลการวิจัยนี้น่าทึ่งไม่น้อยเมื่อคำนึงว่า มืออาชีพในตลาดทุนได้เปรียบมือสมัครเล่นด้านข้อมูลค่อนข้างมาก บริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ล้วนแต่อยากเอาใจนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะนักวิเคราะห์ที่สังกัดบริษัทหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียง ป้อนข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของบริษัทให้กับนักวิเคราะห์โดยตรงอย่างสม่ำเสมอ เซียนวิเคราะห์หุ้นมือสมัครเล่นต้องขวนขวายหาข้อมูลกันเอาเอง หรือไม่ก็ได้ข้อมูล “มือสอง” จากบทวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่แล้วอีกทีหนึ่ง

ตลาดหุ้นยุคอินเทอร์เน็ตจึงก่อให้เกิดคำถามยากๆ สำหรับผู้กำกับดูแลคือ ก.ล.ต. ทุกประเทศ ว่า “สมดุล” ควรจะอยู่ตรงไหนระหว่าง “ไม้แข็ง” คือ การบังคับใช้กฎเกณฑ์ (enforcement) กับ “ไม้อ่อน” อาทิ การปรับปรุงกฎการเปิดเผยข้อมูล การดำเนินโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการลงทุน ฯลฯ

การสร้างสมดุลที่ว่านี้มักต้องอาศัยการลองผิดลองถูก และขึ้นอยู่กับบริบทตลาดทุนของแต่ละประเทศ แต่เรื่องราวตอนต่อมาของหนุ่มน้อยเลอเบด ก็ช่วยชี้หนทางที่เราจะสร้างสมดุลได้อย่างน่าสนใจและเป็นประโยชน์กับตลาดกำลังพัฒนาอย่างไทย

เรื่องของเรื่องคือ หนึ่งทศวรรษหลังจากที่เขาตกลงยอมความ คืนกำไรส่วนหนึ่งให้กับ ก.ล.ต. ไป เลอเบดก็กลับมาโด่งดังในวงการ “หุ้นไม่เต็มบาท” (penny stocks หมายถึงหุ้นราคาถูก) ด้วยการเชียร์หุ้นผ่านเว็บไซต์ Lebed.biz (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) และจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเขายินดีส่งให้กับใครก็ตามที่ยินดีจ่ายค่าสมาชิก

เช่นเคย เลอเบดอ้างว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาบอกว่ากำลังทำประโยชน์ด้วยซ้ำให้กับบริษัทแนวโน้มดีที่ถูกละเลยจากนักวิเคราะห์มืออาชีพเพียงเพราะหุ้นมีราคาถูก เป็นบริษัทเล็ก ไม่ได้มีปริมาณการซื้อขายหุ้นมากพอที่มืออาชีพจะสนใจติดตามทำรายงาน

เที่ยวนี้ ก.ล.ต. สหรัฐยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ (บางคนมองว่า เป็นเพราะยัง “แหยง” กับข่าวเชิงลบที่ประสบเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ดำเนินคดีกับเลอเบดในวัย 15 ปี) แต่ชื่อเสียงของเลอเบดก็ป่นปี้ไปมากแล้วหลังจากที่ถูก “แฉ” ว่าเขาเชียร์หุ้นหลายตัวโดยไร้ซึ่งมูลความจริงใดๆ รองรับ และบางครั้งก็โกหกซึ่งหน้า โดยนักลงทุนรายย่อยที่ชอบเทรดหุ้นไม่เต็มบาทเหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนและบล็อกเกอร์ชื่อดังคนหนึ่งนาม ทิโมธี ไซค์ส์ (Timothy Sykes) เขียนเปิดโปงในปี 2012 ว่า เลอเบดไม่ใช่นักลงทุนที่เก่งกาจอะไร เขาเพียงแต่ถนัดใช้กลยุทธ์ “ลากขึ้นไปเชือด” (pump and dump) หลอกลวงให้นักลงทุนคนอื่นติดกับเท่านั้นเอง

กลยุทธ์ “ลากขึ้นไปเชือด” หมายถึงการเชียร์หุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง (ซึ่งมักจะเป็นหุ้นไม่เต็มบาท เพราะมีราคาถูก เชียร์ง่าย) ด้วยการปล่อยข่าวที่คนปล่อยรู้ว่าเป็นเท็จและจงใจบิดเบือนเพื่อให้นักลงทุนคนอื่นแห่มาซื้อหุ้น ราคาหุ้นจะได้ขึ้น เมื่อคนเชียร์หุ้น (ซึ่งไปซื้อตุนล่วงหน้าก่อนปล่อยข่าว) ได้กำไรตามเป้าแล้วก็จะเทขายหุ้นออกมา ปล่อยให้คนอื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ติดอยู่บนดอย

ไซค์ส์แฉกลโกงที่เลอเบดใช้ “ปั้น” ราคาหุ้นไม่เต็มบาทตัวหนึ่งคือ BVSN อย่างละเอียดลออบนบล็อกของเขา (อ่านออนไลน์ได้จาก http://www.timothysykes.com/2012/01/exposing-convicted-penny-stock-manipulator-jonathan-lebed-of-the-national-inflation-associations-latest-pump-dump/) สรุปใจความได้ว่า เลอเบดกับบริษัท “บังหน้า” ของเขาเชียร์หุ้นตัวนี้โดยไม่มีเหตุผลใดๆ รองรับ รวมทั้งอ้างว่าบริษัทนี้จะเป็น “เฟซบุ๊ครายต่อไป” ทั้งที่รายได้ของบริษัทลดลงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ติดกันมาแล้วหลายปี

เนื่องจากการ “ปล่อยข่าวเท็จ” เป็นหัวใจของกลยุทธ์ลากขึ้นไปเชือด (คือบริษัทไม่ได้ดีจริงอย่างที่นักเชียร์หุ้นหลอกให้เชื่อ) กลยุทธ์นี้จึงผิดกฎหมายหลักทรัพย์ทุกประเทศ รวมทั้งมาตรา 240 ในกฎหมายหลักทรัพย์ไทยด้วย ดังใจความที่ยกมาตอนต้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ทิโมธีและนักลงทุนอื่นๆ อีกหลายคนติดตามพฤติกรรมการเชียร์หุ้นของเลอเบดอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย เพราะมองเห็นโอกาสทำกำไรงามๆ ให้กับตัวเอง – ด้วยการชอร์ตหุ้นที่เขาเชียร์! (เพราะมั่นใจว่าถึงจุดหนึ่งเลอเบดจะทิ้ง ราคาหุ้นจะดิ่งเหว)

การติดตามตรวจสอบระหว่างนักลงทุนด้วยกันแบบนี้อาจเรียกได้ว่า “กลไกกำกับดูแลตัวเอง” (self regulation) ของนักลงทุน แต่ระบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ – การที่นักลงทุนหัวไวอย่างทิโมธีรู้ทันกลโกงของเลอเบดได้นั้น ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณกฎของ ก.ล.ต. สหรัฐ ที่ว่า สื่อที่ลงเนื้อหาเกี่ยวกับหุ้น รวมทั้งบล็อกและเว็บไซต์ต่างๆ จะต้องเปิดเผยว่าผู้เขียนได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทที่กำลังเชียร์อยู่หรือไม่ ได้รับเท่าไร และตัวเองถือหุ้นของบริษัทนั้นอยู่เท่าไร

ตอนที่แล้วผู้เขียนเล่าเรื่อง โจนาธาน เลอเบด (Jonathan Lebed) นักเชียร์หุ้นชาวอเมริกันที่ตกเ
เมื่อเขากลายเป็นวัยรุ่นคนแรกที่ถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อเมริกัน ดำเนินคดีในข้อหา “สร้างราคาหุ้น” (ซึ่งถ้าเทียบกับกฎหมายหลักทรัพย์ของไทยจะตรงกับมาตรา 240 ที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดเผยแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้น หรือลดลง”)

เลอเบดยืนกระต่ายขาเดียวว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด การโพสต์เชียร์หุ้นของเขา ต่อให้โพสต์จากบัญชีผู้ใช้หลายบัญชี และต่อให้ส่งผลต่อราคาหุ้นจริงๆ นั้น เป็นเรื่องปกติที่ “ใครๆ ก็ทำกัน” รวมทั้งนักการเงินมืออาชีพ

ส่วนคำถามที่ว่าหุ้นของบริษัทที่เขาเชียร์จะขึ้นตามที่อ้างจริงๆ หรือเปล่า และเขามั่นใจได้อย่างไรว่าจะขึ้น ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนพึงสังวรเอง เพราะทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า “การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง” ฉะนั้นจึงต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองไม่ต่างจากเวลาฟังนักวิเคราะห์

แน่นอน ก.ล.ต. อเมริกันไม่เห็นด้วยกับเลอเบด แต่การตกลงยอมความโดยให้เขาไม่ต้องยอมรับผิด และคืนกำไรที่ได้จากการเล่นหุ้น 285,000 ดอลลาร์ หรือราวร้อยละ 35 จากกำไรทั้งหมดกว่า 800,000 ดอลลาร์ที่เขาได้จากการเทรดหุ้นออนไลน์ แทนที่จะยึดกำไรทั้งหมด ในสายตาของผู้สังเกตการณ์หลายคนก็คือ “หลักฐาน” ว่า ก.ล.ต. สหรัฐเองก็ไม่แน่ใจ 100% ว่าเลอเบดทำผิดกฎหมาย และยังไม่มั่นใจว่าจะมองโลกใหม่ที่นักลงทุนคุยกันผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างไรดี

เส้นแบ่งระหว่าง “การเชียร์หุ้น” (ไม่ผิดกฎหมาย) กับ “การปั่นหุ้น” (ผิดกฎหมาย) นั้นเลือนรางกว่าเดิมมากในยุคอินเทอร์เน็ต และข้อเท็จจริงที่ทำให้ประเด็นนี้ซับซ้อนกว่าเดิมคือ เส้นแบ่งระหว่าง “มืออาชีพ” กับ “มือสมัครเล่น” ก็เลือนรางลงมากเช่นกัน กล่าวคือ บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของมืออาชีพที่แนะนำให้ “ซื้อ” หรือ “ขาย” หุ้น และเผยแพร่ราคาเป้าหมาย อาจพยากรณ์ราคาหุ้นในอนาคตได้ไม่ “ถูกต้อง” กว่า “ตัวเลขผีบอก” (ฝรั่งเรียกว่า whisper numbers) ที่มือสมัครเล่นประเมินและบอกต่อกันเองก็ได้

ผลการวิจัยซึ่งจัดทำโดยบลูมเบิร์ก สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก เผยว่าราคาหุ้นเป้าหมายที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์และเว็บบอร์ดของนักลงทุนมือสมัครเล่นในอเมริกานั้น ผิดเพี้ยนไปจากราคาจริงราวร้อยละ 21 โดยเฉลี่ย ส่วนราคาเป้าหมายซึ่งประเมินโดยนักวิเคราะห์มืออาชีพปรากฏว่าพลาดเป้าเฉลี่ยร้อยละ 44 หรือพลาดมากกว่ามือสมัครเล่นถึงสองเท่า

ผลการวิจัยนี้น่าทึ่งไม่น้อยเมื่อคำนึงว่า มืออาชีพในตลาดทุนได้เปรียบมือสมัครเล่นด้านข้อมูลค่อนข้างมาก บริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ล้วนแต่อยากเอาใจนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะนักวิเคราะห์ที่สังกัดบริษัทหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียง ป้อนข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของบริษัทให้กับนักวิเคราะห์โดยตรงอย่างสม่ำเสมอ เซียนวิเคราะห์หุ้นมือสมัครเล่นต้องขวนขวายหาข้อมูลกันเอาเอง หรือไม่ก็ได้ข้อมูล “มือสอง” จากบทวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่แล้วอีกทีหนึ่ง

ตลาดหุ้นยุคอินเทอร์เน็ตจึงก่อให้เกิดคำถามยากๆ สำหรับผู้กำกับดูแลคือ ก.ล.ต. ทุกประเทศ ว่า “สมดุล” ควรจะอยู่ตรงไหนระหว่าง “ไม้แข็ง” คือ การบังคับใช้กฎเกณฑ์ (enforcement) กับ “ไม้อ่อน” อาทิ การปรับปรุงกฎการเปิดเผยข้อมูล การดำเนินโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการลงทุน ฯลฯ

การสร้างสมดุลที่ว่านี้มักต้องอาศัยการลองผิดลองถูก และขึ้นอยู่กับบริบทตลาดทุนของแต่ละประเทศ แต่เรื่องราวตอนต่อมาของหนุ่มน้อยเลอเบด ก็ช่วยชี้หนทางที่เราจะสร้างสมดุลได้อย่างน่าสนใจและเป็นประโยชน์กับตลาดกำลังพัฒนาอย่างไทย

เรื่องของเรื่องคือ หนึ่งทศวรรษหลังจากที่เขาตกลงยอมความ คืนกำไรส่วนหนึ่งให้กับ ก.ล.ต. ไป เลอเบดก็กลับมาโด่งดังในวงการ “หุ้นไม่เต็มบาท” (penny stocks หมายถึงหุ้นราคาถูก) ด้วยการเชียร์หุ้นผ่านเว็บไซต์ Lebed.biz (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) และจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเขายินดีส่งให้กับใครก็ตามที่ยินดีจ่ายค่าสมาชิก

เช่นเคย เลอเบดอ้างว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาบอกว่ากำลังทำประโยชน์ด้วยซ้ำให้กับบริษัทแนวโน้มดีที่ถูกละเลยจากนักวิเคราะห์มืออาชีพเพียงเพราะหุ้นมีราคาถูก เป็นบริษัทเล็ก ไม่ได้มีปริมาณการซื้อขายหุ้นมากพอที่มืออาชีพจะสนใจติดตามทำรายงาน

เที่ยวนี้ ก.ล.ต. สหรัฐยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ (บางคนมองว่า เป็นเพราะยัง “แหยง” กับข่าวเชิงลบที่ประสบเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ดำเนินคดีกับเลอเบดในวัย 15 ปี) แต่ชื่อเสียงของเลอเบดก็ป่นปี้ไปมากแล้วหลังจากที่ถูก “แฉ” ว่าเขาเชียร์หุ้นหลายตัวโดยไร้ซึ่งมูลความจริงใดๆ รองรับ และบางครั้งก็โกหกซึ่งหน้า โดยนักลงทุนรายย่อยที่ชอบเทรดหุ้นไม่เต็มบาทเหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนและบล็อกเกอร์ชื่อดังคนหนึ่งนาม ทิโมธี ไซค์ส์ (Timothy Sykes) เขียนเปิดโปงในปี 2012 ว่า เลอเบดไม่ใช่นักลงทุนที่เก่งกาจอะไร เขาเพียงแต่ถนัดใช้กลยุทธ์ “ลากขึ้นไปเชือด” (pump and dump) หลอกลวงให้นักลงทุนคนอื่นติดกับเท่านั้นเอง

กลยุทธ์ “ลากขึ้นไปเชือด” หมายถึงการเชียร์หุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง (ซึ่งมักจะเป็นหุ้นไม่เต็มบาท เพราะมีราคาถูก เชียร์ง่าย) ด้วยการปล่อยข่าวที่คนปล่อยรู้ว่าเป็นเท็จและจงใจบิดเบือนเพื่อให้นักลงทุนคนอื่นแห่มาซื้อหุ้น ราคาหุ้นจะได้ขึ้น เมื่อคนเชียร์หุ้น (ซึ่งไปซื้อตุนล่วงหน้าก่อนปล่อยข่าว) ได้กำไรตามเป้าแล้วก็จะเทขายหุ้นออกมา ปล่อยให้คนอื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ติดอยู่บนดอย

ไซค์ส์แฉกลโกงที่เลอเบดใช้ “ปั้น” ราคาหุ้นไม่เต็มบาทตัวหนึ่งคือ BVSN อย่างละเอียดลออบนบล็อกของเขา (อ่านออนไลน์ได้จาก http://www.timothysykes.com/2012/01/exposing-convicted-penny-stock-manipulator-jonathan-lebed-of-the-national-inflation-associations-latest-pump-dump/) สรุปใจความได้ว่า เลอเบดกับบริษัท “บังหน้า” ของเขาเชียร์หุ้นตัวนี้โดยไม่มีเหตุผลใดๆ รองรับ รวมทั้งอ้างว่าบริษัทนี้จะเป็น “เฟซบุ๊ครายต่อไป” ทั้งที่รายได้ของบริษัทลดลงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ติดกันมาแล้วหลายปี

เนื่องจากการ “ปล่อยข่าวเท็จ” เป็นหัวใจของกลยุทธ์ลากขึ้นไปเชือด (คือบริษัทไม่ได้ดีจริงอย่างที่นักเชียร์หุ้นหลอกให้เชื่อ) กลยุทธ์นี้จึงผิดกฎหมายหลักทรัพย์ทุกประเทศ รวมทั้งมาตรา 240 ในกฎหมายหลักทรัพย์ไทยด้วย ดังใจความที่ยกมาตอนต้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ทิโมธีและนักลงทุนอื่นๆ อีกหลายคนติดตามพฤติกรรมการเชียร์หุ้นของเลอเบดอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย เพราะมองเห็นโอกาสทำกำไรงามๆ ให้กับตัวเอง – ด้วยการชอร์ตหุ้นที่เขาเชียร์! (เพราะมั่นใจว่าถึงจุดหนึ่งเลอเบดจะทิ้ง ราคาหุ้นจะดิ่งเหว)

การติดตามตรวจสอบระหว่างนักลงทุนด้วยกันแบบนี้อาจเรียกได้ว่า “กลไกกำกับดูแลตัวเอง” (self regulation) ของนักลงทุน แต่ระบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ – การที่นักลงทุนหัวไวอย่างทิโมธีรู้ทันกลโกงของเลอเบดได้นั้น ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณกฎของ ก.ล.ต. สหรัฐ ที่ว่า สื่อที่ลงเนื้อหาเกี่ยวกับหุ้น รวมทั้งบล็อกและเว็บไซต์ต่างๆ จะต้องเปิดเผยว่าผู้เขียนได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทที่กำลังเชียร์อยู่หรือไม่ ได้รับเท่าไร และตัวเองถือหุ้นของบริษัทนั้นอยู่เท่าไร

แชร์ประสบการณ์ของ มาร์ ของคุณกันดีกว่าครับ

เริ่มต้นเลยนะครับ ปัจจุบันผมมีพอร์ทอยู่ 3 พอร์ท

พอร์ทที่ 1 เป็นโบรคเกอร์ไม่ใหญ่ ชื่อ A ผมเปิดพอร์ทกับที่นี่เป็นที่แรกเพราะเพื่อนสนิทเคยทำมาร์ที่นี่ก่อนจะย้ายไปเทรดทอง ซึ่งผมเปิดแบบโทรสั่ง คีย์เองไม่ได้ ดูพอร์ททางเน็ตยังไม่ได้เลย ก็ได้พี่คนนึงคอยดูแล พี่คนนี้ไม่มีการส่งข้อมูลทางเมลให้ผม วันไหนผมอยากรู้สถานการณ์ตลาดก็โทรไปถามเป็นคราวๆไป ซึ่งผมโอเคกับตรงนี้ พี่คนนี้สุดยอดในตองอู เวลาโทรสั่ง คีย์เร็วมากกกกกกก สั่งปุ๊บ สิ้นคำพูดบอกจำนวนหุ้นกับราคาจากปากผม คำสั่งขึ้นปั๊บ (ผมดู Streaming ได้ เพราะเค้าเปิดเหมือนอีกพอร์ทแต่ซื้อขายไม่ได้ไว้ให้ดู Real time) ไวสุดๆ วันไหนหุ้นขึ้นแรงๆ จะโทรมาบอก จะถึงแนวต้านแล้วนะคะ วันไหนลงหนักๆจะโทรมาบอกแนวรับอยู่เท่านี้ แล้วก็ให้ผมตัดสินใจว่าจะทำอะไรหรือเปล่า แต่ไม่ค่อยมีอินไซด์ แต่โดยรวมพอใจกับมาร์คนนี้มาก

พอร์ทที่ 2 เพิ่งเปิดเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ด้วยความที่ว่ายังไม่มีบัตร Wisdom กับเค้า เลยอยากได้บ้างอะไรบ้าง จะซื้อกองทุน หรือซื้อประกัน ก็ไม่ใช่แนว เลยเอาว๊ะเปิดพอร์ทกับเจ้านี้ดีกว่า เปิดพอร์ทวันแรกด้วยเงิน 50,000 บาท ได้มาร์เป็นสาวน้อยคนนึง (เสียงสาวนะ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะพอร์ทนี้ตั้งใจจะเทรดเอง เพราะแอบงกค่าคอม พอเปิดพอร์ทเรียบร้อย ถึงวันที่จะเทรดจริง โอนเงินเข้าพอร์ทนี้ 20 ล้านตอน 4 โมง โทรไปบอกมาร์ว่าโอนเงินแล้วนะ กว่าจะเข้าพอร์ท 4 โมง 20 วันนั้นบังเอิญไม่ได้อยู่หน้าคอมเพราะกำลังขับรถจะไปแบงค์แต่รถติด จึงต้องโทรสั่งเอา งานเข้าเลยตู

ผม: น้องครับ หุ้น xxx ตอนนี้ Bid Offer เท่าไหร่ครับ

มาร์: Bid x.xx บาท xxxx หุ้น ค่ะ Offer x.xy บาท yyyyy หุ้นค่ะ

ผม: ตั้ง Bid 1 ล้านหุ้น Publish แสนหุ้นนะครับ

มาร์: เงียบไป 2 วิ แล้วพูดว่า ฮะ อะไรนะคะพี่

ผม: น้องครับ ใส่ Volume 1,000,000 ล้านหุ้นนะครับ แล้วเลือก Buy Option น่าจะมีเขียนว่า Publish หรือ ไม่ก็ Iceberg ใส่ตัวเลข 100,000 ลงไปนะครับ

มาร์: อ๋อ ค่ะ ค่ะ ผ่านไป 5 วิ ตอบกลับมา ได้แล้วค่ะ

ผม: ตอนนี้ Offer มีเท่าไหร่

มาร์: 7 แสนหุ้นค่ะ

ผม: ยก Offer ให้หมดแล้วให้เหลือเป็น Bid อีก 5 แสนหุ้น

มาร์: อะไรนะคะ พร้อมกับ เสียงแบบงงๆ

ผม: คีย์ซื้อไปที่ราคา x.xy จำนวน 1.2 ล้านหุ้นครับ

มาร์: อ๋อ ค่ะๆ ได้ค่ะ ผ่านไป 5 วิ ได้แล้วค่ะ

ผม: คราวนี้ Offer มีเท่าไหร่

มาร์: 1.2 ล้านหุ้นค่ะ

ผม: ทำเหมือนเดิม กวาดให้เหลือเป็น Bid 5 แสนหุ้น

มาร์: อะไรนะคะ

ผม: น้องคีย์ Volume บวกไปอีก 5 แสน มันจะได้ย้ายเป็น Bid ไงครับ

มาร์: อ๋อ ค่ะๆ เข้าใจแล้วค่ะ มันไม่ย้ายเป็น Bid ค่ะ ทำยังไงดีคะ

ผม: แสดงว่ามี Publish ไว้ ลองเคาะไป 2 ล้านหุ้นดู

มาร์: กลายเป็น Bid อยู่ 1.2 ล้านหุ้นค่ะ

ผม: ถอน Bid ออก แล้วลดให้เหลือ 5 แสน

มาร์: ค่ะๆ หายไปอีก 5 วินาที แล้วก็บอกได้แล้วค่ะ เอ่อพี่คะ Call Market แล้วค่ะ

ผม: คือผมจะซื้อทั้งหมด 6 ล้านหุ้น ผมซื้อไปเท่าไหร่ ลบออกแล้วตั้ง bid ที่เหลือที่ราคา xxx บาทนะ

มาร์: ตั้งไม่ได้ค่ะ ไม่รู้ทำไม วงเงินน่าจะพอนี่คะ

ผม: อ๋อ มันมีอันเดิมที่ Bid ค้างไว้ไงหล่ะที่ราคาต่ำๆน่ะ ถอน Bid ออก แล้วใส่เข้าไปใหม่นะ

มาร์: ได้แล้วค่ะ

เป็นการสั่งซื้อที่เหนื่อยที่สุด ต่างจากมาร์คนแรกลิบลับ หลังจากวันนั้นผมโทรไปขอเปลี่ยนมาร์ พอดีมีรุ่นน้องอยู่แบงค์นี้ดูพวก Private Fund เลยหามาร์คนใหม่ให้ เป็นมาร์ที่ดู Private Fund โดยเฉพาะ ทำเรื่องเปลี่ยนมาร์ให้ น้องมาร์คนแรก โทรมา พี่คะหนูทำอะไรผิดหรือเปล่าคะ ทำไมถึงจะเปลี่ยนมาร์ ผมบอก เปล่าจ้า พอดีรุ่นน้องพี่เค้าจะเอามาร์ที่สนิทๆกันมาดูให้จ้า หลังจากนั้นหัวหน้าน้องคนนั้นก็โทรมา บอกเป็นผู้จัดการดูแลเขตที่ผมเปิดพอร์ท ขอร้องว่าอย่าเปลี่ยนเป็นมาร์จาก Private Fund เลยเพราะมันต้องย้ายพอร์ทเข้าส่วนกลาง เลยขอให้ลองมาร์อีกคนที่เป็น Senior แถมบอกด้วยว่า เทรดไว อินไซด์เยอะ ผมก็เลยลองดู

มาร์คนที่สอง (ผู้ชาย) ยังไม่เคยโทรสั่ง แต่โทรมาหาตลอด แนะนำหุ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนที่แล้วถึงตอนนี้ประมาณ 6 ตัว บอกปุ๊บวิ่งทันทีอีกวันประมาณ 4 ตัว 1 ตัวนิ่งๆ 1 ตัวไหลลง ผมถือว่าผ่านนะ แล้วก็มีบอก Time Frame บอกเหตุผล Support ว่าทำไมจะวิ่ง ใครเป็น Market Maker แล้วก็ Target เท่าไหร่ ตัวไหนรู้จากเจ้าของก็บอกจากเจ้าของ มีตัวนึงซื้อไปเมื่อวาน วันนี้ +10% มาร์โทรมาตอน 11 โมงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หุ้นน่าจะโดนทุบ ออกก่อนดีกว่าครับ ผมเลยขาย พอขายไปไม่ถึงชั่วโมงดี จาก + กลายเป็น – เฉยเลย ใช้ได้ๆเลยมาร์คนนี้ แต่คงต้องรอดูตอนโทรสั่งว่าจะสู้พี่จากโบรคแรกได้มั๊ย แต่หุ้นที่มาร์บอกผมเทรดน้อยนะครับ เทรดขำๆมากกว่า อยากดูว่าแม่นมั๊ย

จากจุดประสงค์ที่จะเอา Wisdom วันนี้มาร์ก็บอก เดี๋ยวผมทำเรื่องให้นะครับ ปกติ 6 เดือนเทรด 50 ล้านจะได้บัตร พี่ซัดไป 3 อาทิตย์เกือบได้บัตร 2 ใบแล้ว รอบัตรแป๊บนึงนะครับ

พอร์ทที่ 3 บริษัท T เปิดพร้อมๆกับพอร์ทที่ 2 แต่เปิดช้ากว่ามาก พอร์ทที่ 2 เปิดได้ใน 4 วัน พอร์ทนี้ประมาณอาทิตย์กว่าๆ ตอนแรกพอร์ทนี้กะเอามาเล่นหุ้นปั่น แต่เปิดช้าเหลือเกิน ไม่ทันหุ้นเร่งด่วนที่ผมจะซื้อ แต่ตอนเปิดผมได้โทรไปที่โบรคบอก ผมขอมาร์ไวๆครับ ไม่เอา Junior โดยผมจะเทรดประมาณเท่านี้ เพราะ Volume เยอะ (หุ้นตัวเล็กเลยเลข 0 เยอะเวลาซื้อ) กลัวเงอะงะแล้วขายไม่ทัน เลยได้มาร์มาคนนึง (ผู้ชาย) ไม่มีบอกหุ้น มีแต่บทวิเคราะห์จากส่วนกลาง ยังไม่เคยโทรสั่ง เคยแต่โทรให้ตามให้เพราะจะมีโอนหุ้นมาเข้าพอร์ทนี้ ก็ท่าทางทะมัดทะแมงดี คงต้องรอดูต่อไปว่าเป็นยังไง

หมดแล้วครับ ว่าแต่มาร์ของเพื่อนๆเป็นยังไงบ้างครับ ชอบไม่ชอบอย่างไรบ้าง ว่าแต่มีมาร์ใครที่น่ารักๆบ้างป่าวครับ เผื่อจะเปิดอีกพอร์ท อิอิ

ปล. ผมแยกพอร์ทเพื่อเทรดหุ้นคนละแบบกันครับ พอร์ทแรกเล่นหุ้นที่ถือยาวๆ พอร์ทสอง ปั่นแปะ พอร์ทสาม เปิดเพราะกลัวพอร์ทสองเปิดช้าเลยเปิดมันสองพอร์ทพร้อมกัน กลายเป็นพอร์ทสองเปิดเร็วมาก ตอนนี้เลยกะเอาพอร์ทสามไว้เทรดหุ้นระยะกลาง