Posts from the ‘วิกฤติ’ Category

วิกฤตปี 1973

วิกฤตปี 1973
ตุลาคม 9, 2013 Filed under บทความ Posted by verapong
วิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 นอกจาก Great Depression ในช่วงปี 1929แล้ว วิกฤตที่ควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่งคือวิกฤตตลาดหุ้นปี 1973 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับวิกฤตน้ำมันในปีเดียวกันซึ่งเป็นวิกฤตที่คนไทยคุ้นเคยมากกว่า
ก่อนจะเล่าเรื่องราววิกฤต 1973 ต้องเท้าความเหตุการณ์สำคัญช่วงหนึ่งของเศรษฐกิจทุนนิยม นั่นคือช่วง“ยุคทองแห่งระบบทุนนิยม” ที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วระหว่างปี 1945 – 1972 ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคทองกินเวลายาวนาน และสร้างความมั่งคั่งมหาศาลแก่ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ G7 ในยุคทองนี้ เกิดการเติบโตที่มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจมากมาย เช่นในเยอรมันตะวันตกอังกฤษ อิตาลี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส รวมถึงญี่ปุ่น สิ่งที่คล้ายคลึงกันในแต่ละประเทศคือ มีการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนักจากภาครัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องจากถูกทำลายไปมากในช่วงสงครามโลก เกิดตลาดการค้าเสรี และลดข้อจำกัดทางการค้ามากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าอัตราการเกิดจะสูงมากในช่วงนี้ซึ่งเป็นยุค Babyboomer แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงต่อเนื่อง 5-7% เป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี จนยกระดับให้ประเทศทั้งหมดที่เศรษฐกิจเติบโตสูง กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วในที่สุด
งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา เศรษฐกิจเข้าสู่วงจรขาลงอย่างรุนแรงในปี 1973 โดยตลาดหุ้นในอังกฤษปรับตัวลดลงมากที่สุดในประวัติการณ์คือ 73% ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 45% ไม่เว้นตลาดหุ้นในเอเชียอย่างฮั่งเส็งที่ปรับตัวลดลงจากกว่า 1,800 จุด ลงสู่ระดับ 300 จุด ในภาคเศรษฐกิจจริงนั้น GDP ลดลงจนติดลบ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นสภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation)
เหตุผลของสภาวะนี้เกิดขึ้นจากหลายเหตุผล เริ่มต้นจากเหตุการณ์การล่มสลายของระบบ Bretton Woods ซึ่งเป็นนโยบายทางการเงินร่วมระบบแรก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบดังกล่าวขาดความยืดหยุ่นโดยเฉพาะด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัด และนำไปสู่การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศลอยตัวค่าเงินดอลล่าห์ และยกเลิกการผูกติดค่าเงินดอลล่าห์กับทองคำ ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปี 1973 เกิดปัญหาความตึงเครียดทางการทหารในแถบคาบสมุทรไซไน คือเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลและชาติอาหรับ สหรัฐอเมริกาเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับอิสราเอล กลุ่ม OPEC รวมถึงชาติอย่างอียิปต์ ซีเรีย จึงประกาศงดการส่งออกน้ำมันให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเด็ดขาด (Oil Embargo) ประกาศลดกำลังการผลิต และประกาศขึ้นราคาน้ำมันจึงทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นถึงสี่เท่าตัว จนเกิดเงินเฟ้อสูงตามมา
นอกจากนั้นกำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นผ่านช่วงจุดสูงสุดไปแล้ว นั่นคือไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก ทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำมัน จนรัฐบาลต้องประกาศนโยบายการประหยัดพลังงาน เช่นจำกัดความเร็วบนทางหลวง อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงพลังงานในการผลิตอย่างมาก เช่นอุตสาหกรรมเหล็กก็เกิดวิกฤตอย่างหนัก
ในขณะที่โลกมีสภาวะยากลำบาก ก็เกิดโอกาสใหม่ ๆ มากมาย เช่นการบูมของอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากต้องการลดแรงกดดันจากอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงพลังงานอย่างน้ำมัน บริษัทญี่ปุ่นที่เราได้ยินกันในยุคปัจจุบันก็เกิดขึ้น หรือเติบโตอย่างมากในยุคนี้ หรือแม้กระทั่งเกิดการขุดเจาะน้ำมันในแหล่งใหม่ ๆ เช่นในอลาสก้า แคนาดา และอีกหลาย ๆ ประเทศ เกิดการคิดค้นและเป็นจุดกำเนิดในเกิดอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนขึ้น รวมถึงโอกาสการลดต้นทุนผลิตในหลาย ๆ ประเทศจนเกิดประเทศเศรษฐกิจใหม่อีกเป็นจำนวนมาก เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นต้น
ปัญหาทางเศรษฐกิจก็ถูกแก้ไขช้าเร็วขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัย อย่างประเทศเยอรมันใช้เวลาเพียงแค่ 18 เดือน แต่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ใช้เวลานานกว่านั้นมาก จนกว่าอัตราการว่างงานที่สูงกว่า 9% จะลดลงมาระดับปกติอย่างไรก็ดีช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษโดยแท้ บุคคลอย่างหญิงเหล็กมาร์กาเรต แทตเชอร์แห่งอังกฤษ ประธานาธิปดีนิกสันของสหรัฐอเมริกา หรือนักเศรษฐศาสตร์อย่างจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ก็สร้างชื่อขึ้นมาในช่วงดังกล่าว และท้ายสุดที่จะอดกล่าวถึงไม่ได้เลยคือ วอร์เรน บัฟเฟต ที่ได้ซื้อหุ้นจำนวนมากในปี 1973 ซึ่งเป็นระยะเวลานานถึง 4 ปี ตั้งแต่เขาได้ขายหุ้นทิ้งจำนวนมากในปี 1969 และการตัดสินใจครั้งนั้นก็สร้างความมั่งคั่งให้เขาติดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหลังจากนั้นไม่อีกกี่ทศวรรษต่อมา

จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) กับ การลงทุนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก …

…จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) กับ การลงทุนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก …

cr : FBคุณ วรวรรณ ธาราภูมิ

———————————–

ทีมจัดการกองทุนบัวหลวง โดย พิชา เลียงเจริญสิทธิ์
4 สิงหาคม 2556

หากติดตามข่าวสารการลงทุนเป็นประจำ หลายท่านคงพบพาดหัวข่าวเกี่ยวกับปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นมากขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยชะลอตัวบ้างละ ส่งออกไทยไม่ดีบ้างละ ไหนจะมีเรื่องเงินทุนต่างชาติไหลออก และยังจะมีความกังวลเกี่ยวกับ ‘ความคุกรุ่นทางการเมือง’ ที่ทำให้ปวดหัวเป็นพักๆ อีกเพราะไม่รู้ว่าสุดท้ายผลจะออกมาเป็นยังไง

บรรยากาศการลงทุนในหุ้นช่วงนี้จึงดูยาก ไม่สดใสเหมือนปีที่แล้ว

ผมจึงขอเสนอเรื่องราวของนักลงทุนท่านหนึ่งที่เคยผ่านช่วงภาวะยากลำบากมาแล้วหลายครั้ง เพื่อเป็นอุทธาหรณ์เตือนใจให้ท่านผู้อ่านบ้างครับ

ท่านที่เคยอ่านหนังสือเศรษฐศาสตร์พื้นฐานคง จะต้องเคยได้ยินชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ แต่อาจจะมีน้อยคนที่ทราบว่า นอกจากการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับตำนานของโลกแล้วเคนส์ยังเป็นนักลงทุนมืออาชีพที่เก่งกาจมากอีกด้วย

โดยเขาเป็นผู้จัดการกองทุนให้มหาวิทยาลัย King’s College มหาวิทยาลัย Cambridge และบริษัทประกันอีกหลายแห่ง ลงทุนในหลักทรัพย์หลายประเภท ตั้งแต่ หุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ ตลอดจนถึงอัตราแลกเปลี่ยน

แต่การลงทุนที่สร้างความสำเร็จและความมั่งคั่งให้เขาก็คือ หุ้นสามัญทั้งในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการลงทุนของเคนส์
—————————————————

1. เลือกการลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว โดยทำความเข้าในหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างดี และเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ในระยะยาว

2. ถือครองหุ้นที่ลงทุนอย่างเหนียวแน่น ทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง จนกว่าราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าของมันอย่างเต็มที่ หรือขายออกเมื่อมาพบในภายหลังว่ามันเป็นการตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาด

3. กระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ดีพอ

การลงทุนของเคนส์นี้ดูจะคล้ายๆ กับแนวทางลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนระดับตำนานในปัจจุบันที่เป็นที่รู้จักกันดี นั่นเป็นเพราะว่าบัฟเฟตต์ได้อิทธิพลทางแนวคิดหลายอย่างมาจากเคนส์ ซึ่งบัฟเฟตต์เองได้เคยกล่าวยกย่องเคนส์ว่า เป็นผู้มีความยอดเยี่ยมในฐานะนักลงทุนเช่นเดียวกับในฐานะนักคิด (“brilliance as a practising investor matched his brilliance in thought”)

ในช่วงปี 1924-1946 กองทุน Chest Fund ของเคนส์สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 12% ซึ่งอาจจะไม่ได้โดดเด่นอะไรนักถ้าเทียบกับนักลงทุนชื่อดังหลายๆ คนในสมัยนี้ แต่ถ้าเทียบกับดัชนีหุ้นของอังกฤษในช่วงเดียวกันนั้นที่ติดลบ 15% ก็จะเห็นว่าผลตอบแทนของเคนส์สูงกว่าดัชนีอย่างน่าทึ่งทีเดียว

ผลตอบแทนของ Chest Fund เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นอังกฤษ (จากเวบไซต์ Seekingalpha.com)

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาที่เคนส์ลงทุนก็มีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์ Black Monday ปี 1929 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงทั่วโลกช่วงทศวรรษ 1930 (Great Depression) รวมถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย แถมตัวเองยังเคยถูกระเบิดของเยอรมันมาทิ้งลงใกล้ๆ บ้าน แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน

จะเห็นว่าในช่วงเวลาที่เคนส์ลงทุนนั้นเป็นช่วงที่ยากลำบากเอามากๆ แม้แต่บัฟเฟตต์เองที่ลงทุนมากว่า 50 ปี ก็ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ร้ายแรงได้สาหัสขนาดนั้นเลย

เคนส์บอกว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาหุ้นมีความผันผวนอยู่เสมอด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หรือผลประกอบการที่ผันผวนในระยะสั้น แต่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาวเท่าไหร่ ในช่วงที่ตลาดไม่ดีซึ่งทำให้ราคาหุ้นร่วงลงมามากจนต่ำกว่าราคาพื้นฐานที่ควรจะเป็น เคนส์ก็เลือกที่จะไม่ขายเพราะเชื่อว่าการขายหุ้นที่ราคาต่ำมากๆ ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาจากการที่ไม่ได้ขายหุ้นตอนราคาสูงๆ

ตัวอย่างประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นในช่วงที่มีเหตุการณ์ ‘สุดขั้ว’ ในอดีต
————————————————————————-

เยอรมัน
——–

ตลาดหุ้นของประเทศเยอรมนีในช่วงต้นปี 1922-23 ซึ่งเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมาก (Hyperinflation) ทำให้ราคาข้าวของเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในทุกๆ สองวัน จนเงินและพันธบัตรสกุลมาร์คหมดค่าลงอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดหุ้นกลับสามารถเป็นสินทรัพย์ที่ปกป้องความมั่งคั่งของนักลงทุนไว้ได้ และยังเพิ่มความมั่งคั่งได้อีกด้วย

ตลาดหุ้นของเยอรมันหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากตลาดหุ้นของเยอรมันถูกปิดลงในปี 1943 ซึ่งขณะนั้นดัชนีอยู่ที่ 27.75

แต่หลังจากแพ้สงครามและประเทศเสียหายอย่างหนัก ตลาดหุ้นเยอรมันเปิดอีกครั้งในปี 1948 ที่ดัชนี 0.76 แต่หลังจากนั้น ในช่วงทศวรรษ 1950 ดัชนีหุ้นได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจนไปถึง 92.03 จุดในปี 1960

นี่เป็นตัวอย่างของกรณีที่รุนแรงที่สุดซึ่งเหตุการณ์ได้ส่งผลระทบต่อพื้นฐานของหุ้นอย่างมาก จริงๆ ในช่วงนั้นเรื่องเงินทองคงจะไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วก็เป็นได้

ฝรั่งเศส
——–
ตลาดหุ้นของฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแปลก เพราะกลายเป็นว่าเมื่อเกิดสงคราม ดัชนีหุ้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแม้จะรบแพ้เยอรมันในช่วงแรก แต่ดัชนีหุ้นกลับยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกหลายเท่า โดยดัชนีหุ้นไปทำระดับสูงสุดตอนที่สามารถยึดกรุงปารีสกลับคืนมาได้

การตัดสินใจซื้อขายหุ้นของเคนส์จะยึดเอามูลค่าที่แท้จริงเป็นเกณฑ์ โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีงบดุลที่แข็งแกร่ง มีแนวโน้มทางธุรกิจที่ดี และเขาต้องสามารถเข้าใจในวิธีการทำรายได้ของบริษัทนั้น ถึงจะซื้อลงทุน

แต่ทั้งนี้ เคนส์ไม่ใช่นักลงทุนประเภทซื้อและหลับตาถือ โดยเขาให้ความสำคัญกับการเป็น ‘Active Investor’ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองการลงทุนให้สอดคล้องไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะไม่มีใครสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำ 100% ซึ่งนี่เป็นความสำคัญของการกระจายการลงทุนให้มากเพียงพอ แต่ต้องไม่มากเกินไปเพราะการจะทำความเข้าใจหุ้นจำนวนมากได้อย่างดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านความรู้และเวลา

ก่อนหน้านี้เคนส์เคยเป็นทั้งนักเก็งกำไรและลงทุนด้วยการคาดการณ์วงจรของเศรษฐกิจ (Top-down) แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก แม้จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์แต่เคนส์กลับพบว่า เขาไม่ได้มีทักษะที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเหนือกว่าคนอื่นในการคาดการณ์ทิศทางตลาด แต่ด้วยวิธีการลงทุนด้วยการคัดเลือกหุ้นของบริษัทที่ดีเป็นรายตัว (Bottom-up) และถือลงทุนระยะยาวผ่านทั้งช่วงที่ดีและร้ายนี้เองที่ทำให้เคนส์สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเวลายาวนาน

นี่คือตัวอย่างของความสำเร็จในอดีตของทั้ง เคนส์ รวมทั้ง บัฟเฟตต์ ที่พิสูจน์ผ่านประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นมาเกือบ 100 ปี

ทีมจัดการกองทุนของ บลจ.บัวหลวง จึงเชื่อมั่นในแนวทางการลงทุนในลักษณะ Bottom-Up ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ บลจ.ยึดมั่นมาโดยตลอด ว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้ผู้ลงทุนได้ในระยะยาว

ดังนั้น แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ความน่ากังวลต่างๆ ที่ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อการลงทุนระยะยาวของเราเลย เพราะเราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ลงทุนมากกว่าดัชนีตลาดหุ้น

จริงอยู่ว่าบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะดูรุนแรง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ที่ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เคยพบเจอ และในที่สุดมันก็จะผ่านพ้นไป

หุ้นรูดกว่า 64 จุด แมลงเม่าไทยช็อก เจอสารพัดข่าวลือ คลังชี้ปรับพอร์ต

หุ้นรูดกว่า 64 จุด แมลงเม่าไทยช็อก
เจอสารพัดข่าวลือ คลังชี้ปรับพอร์ต

แมลงเม่าไทยผวา หลังหุ้นรูดกว่า 50 จุด มูลค่าซื้อขายทะลักแสนล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลตลอดสัปดาห์ มูลค่าความมั่งคั่งในตลาดหายวับไปกว่า 1.1 ล้านล้านบาท เหตุนักลงทุนรายย่อยตระหนกกับสารพัดข่าวลือ ทั้ง “ปกป้องค่าเงินบาท-เสถียรภาพรัฐบาล” แถมเจอแรงบังคับขายจากระบบตั้งขายอัตโนมัติของนักลงทุนประเภทสถาบันกระหน่ำตามทำดัชนีตลาดหุ้นกู่ไม่กลับ ด้าน “คลัง-แบงก์ชาติ” ยันยังไม่มีมาตรการบล็อกเงินทุนนำเข้า ไม่เชื่อนักลงทุนต่างชาติถอนสมอ ชี้มีแต่แมงเม่าตกใจไปเองเท่านั้น

อุบัติการณ์ดัชนีหุ้นไทยตกต่ำอย่างหนักจนสร้างความระส่ำให้กับนักลงทุนครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มี.ค. โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในการซื้อขายหลักทรัพย์นับแต่เปิดตลาดดัชนีหุ้นถูกกระหน่ำเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากซื้อขายผ่านไปเพียงชั่วโมงเศษ ดัชนีหุ้นไหลรูดลงไปกว่า 64 จุดที่ 1,464.72 จุด ลดลง 64.80 จุด ก่อนพยุงตัวขึ้นมาปิดตลาดที่ 1,478.97 จุด ลดลง 50.55 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายทะลัก 101,361.64 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการมา 38 ปี โดยนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 73 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ พบว่า รายย่อยยังเป็นผู้ซื้อสุทธิ 1,201.70 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศเป็นผู้ขายสุทธิ 222.72 ล้านบาท พอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 1,052.54 จุด นอกจากนี้ ยังพบว่า เพียง 5 วันทำการ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงรวม 119.16 จุด ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ที่แสดงถึงความมั่งคั่งของนักลงทุนลดลง หรือหดหายไปทันที 1.1 ล้านล้านบาท

ผู้บริหารในวงการโบรกเกอร์ให้ความเห็นว่า การที่ดัชนีหุ้นไทยตกอย่างรุนแรงนั้น มีสาเหตุมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะคุกรุ่นการเมืองไทยที่บั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาล ส่งผลให้หุ้นตกติดต่อกันรวมกว่า 60 จุด ในช่วง 2 วันก่อนหน้า เมื่อหุ้นตกติดต่อกันระบบซื้อขายหุ้นอัตโนมัติ หรือโรบอต ที่ทำหน้าที่ค้าหุ้นให้กับนักลงทุน ประเภทสถาบัน จึงมีคำสั่งขายหุ้นที่ราคาตก 10 เปอร์เซ็นต์ อัตโนมัติ เกิดเป็นแรงเทขายจากนักลงทุนสถาบัน ขณะที่นักลงทุนรายย่อย หรือกลุ่มแมลงเม่าเมื่อเห็นหุ้นตกและมีแรงเทขายต่อเนื่องจึงเกิดความแตกตื่นและเทขายหุ้นตามไปด้วย

ด้านนายจรัมพร โชติกเสถียร กก. และ ผจก.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้จับตาสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยอย่างใกล้ชิดและยืนยันว่ายังไม่พบว่ามีการบังคับขายหุ้น หรือ Force Sell ของนักลงทุนที่ใช้บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหุ้น (มาร์จิ้น) จึงไม่ใช่ปัจจัยที่ซ้ำเติมทำให้ตลาดปรับตัวลงแรง แต่นักลงทุนขายเพราะต้องการทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นมาสูง และมีข่าวลบจากกรณีวิกฤติหนี้ไซปรัสและความกังวลว่า ทางการจะออกมาตรการสกัดการไหลเข้าของเงินทุนที่เป็นต้นเหตุให้เงินบาทแข็งค่า อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ยังขอให้นักลงทุนใช้วิจารณญาณในการลงทุนและไม่ควรตื่นตระหนัก กับดัชนีที่ปรับตัวลงแรง เพราะเป็นการปรับตัวลงหลัง จากที่ดัชนีได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา เมื่อมีปัจจัย หรือข่าวลบเข้ามากระทบ จึงทำให้นัก ลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะขายเพื่อปรับลดพอร์ต ยืนยันว่า พื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่งและนักลงทุนต่างชาติยังมั่นใจในพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยอยู่ และจะเห็นว่าการที่หุ้นลงแรงรอบนี้ ส่วนใหญ่ เป็นหุ้นเก็งกำไรขนาดเล็กที่มีการไล่ราคาขึ้นมาสูงจนเกินปัจจัยพื้นฐานมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์เตือนมาตลอด

“ขอให้นักลงทุนติดตามบทวิเคราะห์และใช้วิจารณญาณก่อนที่จะลงทุน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายข่าวที่ไม่มีความเป็นจริง เช่น ลือว่าจะมีการออกมาตรการปกป้องค่าเงินบาท ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรตื่นตระหนกตกใจเกินเหตุ” นายจรัมพรกล่าว

ส่วนนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่ดัชนีหุ้นไทยที่ตกลงต่อเนื่องไม่ได้เกิดจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ และนำเงินออกจากตลาดหุ้นไทย เพราะเท่าที่ได้สอบถามไปยังตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเช้าของวันที่ 22 มี.ค. พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยของไทยเป็นฝ่ายขายสุทธิ เท่าที่เห็นเป็นการปรับตัวของตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรง หลังจากที่ได้ปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง และไม่ได้เกิดจากปัจจัยเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดหุ้นเป็นหลัก โดยตัวเลขที่ ธปท.มีในช่วงเดือน ม.ค.-ปัจจุบัน พบว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้น ส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนให้ตลาดตราสารหนี้ มีเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นไม่มากนัก ขณะที่ข่าวลือว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และตลาดหุ้นจะห้ามปล่อยสินเชื่อสำหรับการซื้อหุ้น (มาร์จิ้น โลน) เชื่อว่าไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ตลาดหุ้นตก

ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นในครั้งนี้ เกิดจากราคาหุ้นในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระดับ 1,000 จุดมาอยู่ที่ 1,600 จุด ทำให้นักลงทุนที่มีกำไรจำนวนมากๆ เทขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน ไม่ได้เกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังคงยืนยันที่จะลงทุน 2 โครงการขนาดใหญ่คือ การลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำ 350,000 ล้านบาท และ พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เมื่อนักลงทุนมีกำไรจากหุ้นจำนวนมากๆ ก็หาเหตุขายหุ้นเพื่อทำกำไร ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และกระทรวงการคลังยืนยันว่าจะยังไม่มีมาตรการพิเศษใดๆสกัดเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศไทย

แฉ “โปรแกรมเทรดดิ้ง” พ่นพิษ! เคาะอัตโนมัติผสมหุ้นตกทำหุ้นไทยกู่ไม่กลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงกรณีที่ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และโดยเฉพาะล่าสุด วานนี้ (22 มี.ค.) ที่ปรับลดไปถึง 60 จุดนั้นว่า นอกจากจะเกิดจากความวิตกกับกรณีการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจทำให้ทางการออกมาตรการสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินบาทแล้ว ยังกังวลกับข่าวลือการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับกรณีปล่อยเงินกู้ 30 ล้านบาทให้สามี รวมทั้งวิตกกับ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ประเด็นที่เข้ามาซ้ำเติมตลาดให้ปรับตัวลงอย่างหนัก คือ การถูกบังคับขาย (Force Sale) ของนักลงทุนที่ใช้บัญชีมาร์จิ้นเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หลังราคาหุ้นปรับตัวลงมาถึงระดับที่ต้องโดนบังคับขายเพื่อตัดความเสียหายของนักลงทุนและบริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ ยังโดนแรงขายจากโปรแกรมเทรดของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ที่ตั้งโปรแกรมกำหนดให้ขายหุ้นออกมาอัตโนมัติหากดัชนีปรับลงมาถึงระดับที่กำหนดไว้ โดยเป็นการขายออกมาทุกระดับราคายิ่งกดให้ดัชนีหุ้นไหลรูดลงอย่างรุนแรง

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์เครดิตลียองเนส์ (CLSA) (ประเทศไทย) กล่าวว่า การสร้างโปรแกรมเทรดดิ้งเพื่อกำหนดราคาซื้อและขายด้วยระบบคอมพิวเตอร์อาจมีส่วนทำให้ตลาดที่กำลังหวาดวิตก (Panic) ผันผวนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีนักลงทุนหลายกลุ่มใช้โปรแกรมเทรดดิ้งมากขึ้น เทียบกับอดีตจะใช้โปรแกรมเทรดแค่ 2-3%ของมูลค่าซื้อขายเท่านั้น แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมา 15-20% อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังเห็นว่าตลาดที่ผันผวนทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกขายหุ้นออกมามากว่า เพราะหุ้นที่โดนเทขายปรับตัวหนักๆ เป็นหุ้นกลางและเล็กที่ก่อนหน้านี้ราคาปรับขึ้นมาร้อนแรง อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของหุ้นไทยครั้งนี้นักลงทุนต่างชาติก็แปลกใจ เพราะไม่คิดว่าจะปรับฐานแรงขนาดนี้ จึงมีต่างชาติบางส่วนกลับเข้ามาซื้อแต่ไม่มากและไม่เร่งรีบซื้อ

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การปล่อยมาร์จิ้นในระบบปัจจุบันมีมูลค่า 50,000 ล้านบาท ถือว่าลดลงมากเมื่อเทียบกับอดีตเป็นหลักแสนล้าน ซึ่งราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงในสัปดาห์นี้ อาจมีนักลงทุนบางส่วนถูกบังคับขายแต่คงไม่มาก เพราะมาร์จิ้นที่ปล่อยส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่และกลาง แต่หุ้นที่ลงแรงเป็นหุ้นกลางและเล็กไม่น่าเป็นสาเหตุทำให้ตลาดปรับตัวลงแรง ส่วนโปรแกรมเทรดดิ้งที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวไหลลงแรงในบางช่วงนั้น อาจทำให้นักลงทุนตกใจ และเร่งเทขายหุ้นตามเพราะกลัวขายไม่ทัน

ขณะที่นายศุภกิจ จิระประดิษฐกุล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า จากการสอบถามข้อมูลไปยังโบรกเกอร์ ไม่พบมีรายงานการบังคับขายหุ้น เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ชิงเทขายหุ้นออกมาก่อน ทั้งหุ้นในส่วนที่ยังมีกำไร และการขายเพื่อหยุดหรือตัดผลขาดทุน โดยไม่ได้รอจนถึงขั้นที่ถูกบังคับขาย.

‘ประสาร’ปัดธปท.ไม่มีเงินแทรกแซงค่าบาท

‘ประสาร’ปัดธปท.ไม่มีเงินแทรกแซงค่าบาท

หุ้นเศรษฐศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์การลงทุนการเงิน
“ประสาร”ปฏิเสธแบงก์ชาติไม่มีเงินแทรกแซงค่าเงินบาท ปล่อยบาทแข็งโป๊กในรอบ2ปี4เดือน เผยขอดูอีกสักระยะ ยันไม่ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินกนง.

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวลือในตลาดการเงินว่า สาเหตุที่ธปท.ไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทในช่วงนี้ เพราะธปท.ไม่มีเงินที่จะใช้ในการแทรกแซงว่า ไม่เป็นความจริงและขอปฎิเสธข่าวดังกล่าว ซึ่งการดูแลค่าเงินบาทของธปท.นั้นจะดูแลตามความเหมาะสม และการปล่อยให้เงินบาทแข็งตามกลไกตลาด ก็ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลค่าเงิน เพราะถ้าเงินบาทแข็งค่าเกินไปก็จะอ่อนตัวลงมาเอง

ส่วนคำถามที่ว่าค่าเงินบาทในช่วงนี้แข็งค่าเร็วเกินไปหรือไม่นั้น เขากล่าวยอมรับว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างเยอะ และรวดเร็ว เพียงแต่ยังต้องรอดูอีกซักระยะ เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นวันนี้ ยังเป็นเพียงแค่วันเดียว โดยสาเหตุการแข็งค่า คงเป็นเพราะข่าวเกี่ยวกับตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างดี จึงทำให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุน

“คงต้องรอดูอีกสักระยะ ยังแค่วันเดียว ขอดูอีกสักหน่อย ช่วงนี้ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยค่อนไปทางดี เขาจึงเข้ามาลงทุน”นายประสารกล่าว

นอกจากนี้ นายประสาร ยังยืนยันว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้ไม่ได้สร้างความกังวลใจให้กับธปท. และยืนยันว่ายังไม่มีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวาระเร่งด่วนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในช่วงเช้าของวันนี้อยู่ที่ 29.38/40 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าในรอบ 2 ปี 4 เดือน

จากเว็บกรุงเทพธุรกิจ

สแกนหุ้นได้-เสียจากบาทแข็ง

สแกนหุ้นได้-เสียจากบาทแข็ง
วันพุธที่ 23 มกราคม 2013 เวลา 11:19 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน FINANCIAL – คอลัมน์ : การเงิน-ตลาดทุน

การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า และสัดส่วนการส่งออก โดยธุรกิจที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบนั้นเมื่อเงินบาทแข็งค่าก็จะมีค่าใช้จ่ายถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ส่วนผู้ที่ทำธุรกิจส่งออกเมื่อเงินบาทแข็งค่าจะทำให้รายได้ลดลงเมื่อนำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯมาแลกเป็นเงินบาท

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปัจจุบัน ซึ่งมีกว่า 500 บริษัทก็มีการทำธุรกิจที่หลากหลาย “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมข้อมูลจากบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบด้านลบ ที่บจ.ได้รับจากเงินบาทที่แข็งค่า
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(บมจ.) ระบุว่า ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็ง ซึ่งปัจจุบันให้น้ำหนักการลงทุนน้อยเพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกกดดัน เช่น ในกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกอาหารสัตว์บก-ทะล ส่งออกยาง เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักจะมีการตกลงราคาขายล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม บล.ฟิลลิปฯ มองว่าหากเงินบาทยังคงแข็งค่ายาวนานกว่านี้ก็จะทำให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันและอาจจะตกลงทำสัญญาราคาล่วงหน้ายากขึ้น
ด้านน.ส.ศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิปฯ กล่าวในงานเสวนา “หุ้นโดนใจ ปี 2556 จิ๋วราคาต่ำสิบ และแจ๋วปันผลดี” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเชื่อว่าจะเป็นแค่ระยะสั้น
สำหรับผลกระทบที่มีต่อตลาดหุ้นในส่วนของผลตอบแทนสำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับการส่งออก และหากมีปัญหากระทบอย่างรุนแรง อาจจะทำให้เงินปันผลที่ได้ในส่วนนี้ปรับลดลงกว่า 8% แต่หากปัญหาไม่รุนแรงมากนัก เชื่อว่าจะทำให้เงินปันผลหายไปเพียง 1-2% เท่านั้น
บทวิเคราะห์บล.กรุงศรีฯ ระบุว่า กรณีที่บาทแข็งค่าในระยะนี้อาจมีผลในแง่จิตวิทยาการลงทุนกับหุ้นที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนผลประกอบการจริงเชื่อว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกเท่าปัจจัยหลักทางธุรกิจ อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้านกลุ่มอาหารก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ เพราะประชากรทั่วโลกยังคงต้องมีการบริโภคมากขึ้น
บทวิเคราะห์บล.ฟินันเซียไซรัสฯ ระบุว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น บมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO), บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC), บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์(HMPRO), บมจ.การบินไทย (THAI ), บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) หรือไทยแอร์เอเชีย ,
ส่วนกลุ่มเหล็กที่ได้รับผลบวก เช่น บมจ.บางสะพานบาร์มิล(BSBM),บมจ.ทาทาสตีล(TSTH) และบมจ.สหวิริยาสตีลฯ( SSI), กลุ่มสื่อสาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC),บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC),บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE),บมจ.แอดวานซ์ อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี ( AIT), บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และบมจ.สามารถเทลคอม (SAMTEL)
ขณะที่เงินบาทแข็งค่าจะเป็นลบต่อผู้ที่มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด, กลุ่มอาหารส่งออก (บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF), บมจ.จีเอฟพีที(GFPT), บมจ.ซีเฟรชอินดัสตรี(CFRESH) และบมจ.ทิปโก้ฟูดส์(TIPCO), บมจ.น้ำตาลขอนแก่น(KSL), บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี(STA), บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์(SITHAI), กลุ่มโรงแรม, กลุ่มโรงพยาบาล (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือBGH,บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล หรือBCH), บมจ.ไทยคม(THCOM )
ส่วนกลุ่มที่เป็นกลางจากผลกระทบเงินบาทแข็งค่าครั้งนี้บล.ฟินันเซียไซรัสฯ มองว่าคือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะแม้มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯแต่ก็มีหนี้เงินกู้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบ คือ กลุ่มบ้าน นิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้าง
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ แนะนำหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินและราคายังมีส่วนเพิ่ม(อัพไซด์)พร้อมจ่ายเงินปันผลสูง ได้แก่ บมจ.สหมิตรเครื่องกล (SMIT) โดยให้ราคาเหมาะสม 5.42 บาทต่อหุ้น
โดยนอกจากSMIT เป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม และเหล็กพิเศษสำหรับทำแม่พิมพ์มาขายในประเทศ ต้นทุน 50% เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ อีก 50% เป็นยูโร ขณะที่รายได้เป็นเงินบาททั้งหมด อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่มีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) ต่ำแค่ 8 เท่า และมีอัพไซด์จากราคาปัจจุบันอีกกว่า 10% และคาดหวังจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2555 สูงถึงประมาณ 3.1%
นอกจากนี้มีหุ้นบมจ.น้ำมันพืชไทย ให้ราคาเหมาะสม 32.32 บาทต่อหุ้น มีอัพไซด์สูงถึง 31.4% และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง คาดหวังจ่ายเงินปันผลครึ่งหลังไว้ที่ 4% โดยได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนหลัก คือ เมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ 90% ที่เหลือ 10% ซื้อในประเทศขณะที่ขายกากถั่วเหลืองและน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศเป็นหลัก
เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ ที่ระบุว่าTVO รายได้ของบริษัทดังกล่าวอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1-2 ของปีนี้ดีขึ้น นอกเหนือจากผลดำเนินงานปกติที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง ทั้งจากปริมาณขายและอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยในปี 2556 ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แนะนำ”ซื้อ”หุ้นTVO ให้ราคาพื้นฐาน 31.80 บาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,812 วันที่ 24 – 26 มกราคม พ.ศ. 2556

เปิดโผ 11 หุ้นเสี่ยง กระอักพิษบาทแข็ง

จับตาสัญญาณ เงินบาทแข็งค่า ทำพิษธุรกิจ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์-เกษตร-อาหาร กระอัก นักค้าเงินเสียวแตะระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ ด้านขุนคลัง สั่งเกาะติดภาวะบาทแข็งค่า แต่ยันไม่เข้าแทรกแซง ฟากโบรกเกอร์ เตือนหากสถานการณ์ไม่ผ่อนคลายจำเป็นต้องหั่นประมาณการกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้อง ระบุ TUF-CPF-GFPT-CFRESH-TIPCO-KSL-STA-SITHAI-BGH-BCH-THCOM เสี่ยง

ค่าเงินบาทไทย ทำสถิติแข็งค่าในรอบ 15 เดือน มีโอกาสแข็งค่าแตะ 30 บาท/ดอลลาร์ หลังเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง จากนโยบาย QE ของสหรัฐฯ และหลายๆมาตรการของประเทศยักษ์ใหญ่ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนที่เก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้องอาทิ ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม น้ำตาล ผ้า โรงสีข้าว และเครื่องหนัง อาจต้องระวังผลกระทบในอนาคต จากค่าเงินที่แข็งค่า

***นักค้าเงินชี้บาทมีโอกาสแตะระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ จับตาทุนไหลเข้า
นักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ในระดับ 30.15/17 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นก่อนหน้าที่ปิดตลาดที่ระดับ 30.22/25 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่องมาที่ระดับ 30.07/09 บาท/ดอลลาร์ คาดว่าเป็นผลมาจากมีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 11.10 น. (15 มกราคม) เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.09/11 บาท/ดอลลาร์ และค่าเงินบาทเย็นวานนี้ปิดที่ 30.03/05 บาท
“ระหว่างวันมีโอกาสแตะ 30 แต่ยังไม่น่าจะหลุด 30 ที่ต้องจับตาคือกระแสเงินทุนไหลเข้า ที่น่าจะมีเข้ามา แต่ภูมิภาคยังทรงๆตัว มีริงกิตอาจจะแข็งบ้าง ส่วนยูโรทรงๆตัว” นักบริหารเงิน กล่าว

*** ขุนคลังเกาะติดบาทแข็งค่า แต่ยันไม่เข้าแทรกแซง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงหลังจากมีปริมาณของเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก จากนโยบาย QE ของสหรัฐฯที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยยืนยันว่ากระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะไม่เข้าแทรกแซงค่าเงินบาท โดยจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดและไม่ผิดเพี้ยนจากธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเป็นการลงทุนทางตรง และการลงทุนในตราสารเงิน เพื่อให้เกิดความสมดุลกับเงินที่ไหลออกและไหลเข้าสู่ในประเทศ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพื่อให้มีต้นทุนที่ถูกลงและผลตอบแทนที่ดีขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยไม่ได้เป็นการกู้เงินจากต่างประเทศ เพราะจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งรัฐบาลจะหาแหล่งเงินทุนในประเทศ เพราะสภาพคล่องในประเทศยังอยู่ในระดับที่ดี และธปท.ยังช่วยดูแลไม่ให้สภาพคล่องล้นจนเกินไป ขณะเดียวกันยังดูแลให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออก
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงาน ดังนั้นการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะส่งผลดีในแง่ของการนำเข้าพลังงานที่มีต้นทุนที่ถูกลง โดยเป็นการช่วยไม่ให้เป็นแรงกดดันในเรื่องของเงินเฟ้อในประเทศได้
“คลังและแบงก์ชาติยืนยันว่าจะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลดีในด้านใดด้านหนึ่ง และยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบผิดธรรมชาติ” นายกิตติรัตน์ กล่าว

***ใครเสีย-ใครได้ประโยชน์จากบาทแข็ง
การแข็งค่าของเงินบาทจะมีผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า (import content) และสัดส่วนการส่งออก (export content) ธุรกิจที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบ พอเงินบาทแข็งก็จะมีค่าใช้จ่ายถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ส่วนผู้ที่เน้นส่งออก พอเงินบาทแข็งค่าก็จะมีรายได้ลดลงเมื่อนำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาท
โดยกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบน้อยแต่สัดส่วนของผลผลิตที่ส่งออกสูง กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะเสียประโยชน์จากการ แข็งค่าของเงินบาท เพราะค่าเงินบาทที่แข็งไม่ได้ช่วยลดต้นทุนเท่าไร แต่รายได้จากการส่งออกเมื่อแลกเป็นเงินบาทแล้วจะเหลือน้อยลง ธุรกิจในกลุ่มนี้ เช่น ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม น้ำตาล ผ้า โรงสีข้าว และเครื่องหนัง เป็นต้น
กลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูงแต่มีสัดส่วนการ ส่งออกผลผลิตน้อย กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการ แข็งค่าของเงินบาทอยู่แล้ว เพราะช่วยลดต้นทุนของการนำเข้าวัตถุดิบ ธุรกิจในกลุ่มนี้ ได้แก่ ผู้ผลิตเหล็กกล้า ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น

***โบรกเกอร์เตือนระวังหุ้นส่งออกอิเล็กทรอนิกส์-เกษตร-อาหาร
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็ง ซึ่งปัจจุบันให้น้ำหนัการลงทุนน้อยเพราะปัจจัยเศรฐกิจโลกกดดัน เช่นในกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกอาหารสัตว์บก-ทะล ส่งออกยาง เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักจะมีการตกลงราคาขายล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตามหากค่าบาทยังคงแข็งยาวนานกว่านี้ก็ย่อมจะทำให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันและอาจจะตกลงทำสัญญาราคาล่วงหน้ายากขึ้น
“ถ้าบาทแข็งต่อไปอีกก็จะกระทบผลประกอบการแน่นอน และถ้าแข็งกว่า 30 บาท เราอาจต้องทบทวนน้ำหนักการลงทุนหุ้นเหล่านี้อีกที” นักวิเคราะห์ กล่าว
ด้านหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจะเป็นหุ้นกิจการ ที่เน้นการน้ำเข้า หรือกิจการที่มีหนี้ต่างประเทศสูง แต่ในปัจจุบันกิจการไทยมีสถานะการเงินโดยรวมแข็งแกร่ง ส่วนใหญ่มักใช้นโยบายคงระดับอัตราหนี้ให้อยู่ระดับต่ำ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กรุงศรี ระบุว่า กรณีที่บาทแข็งค่าในระยะนี้อาจมีผลในแง่จิตวิทยาการลงทุนกับหุ้นที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนผลประกอบการจริงเชื่อว่า ยังไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกเท่าปัจจัยหลักทางธุรกิจอาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและยุโรป ด้านกลุ่มอาหารก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ เพราะประชากรทั่วโลกยังคงมีต้องมีการบริโภคมากขึ้น

***TUF-CPF-GFPT-CFRESH-TIPCO-KSL-STA-SITHAI-BGH-BCH-THCOM เสี่ยง
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ปีนี้เงินบาทแข็งค่ามากสุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย 1.4% YTD รองจากริงกิตมาเลเซียที่แข็งค่ามากสุด 1.8% YTD ขณะที่ค่าเงินใน
ภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 0.8% YTD สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากตปท.เช่น TVO, BJC, HMPRO, THAI, AAV, กลุ่มเหล็ก (BSBM, TSTH, SSI), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, DTAC, TRUE, AIT, JAS, SAMTEL) (-) เป็นลบต่อผู้ที่มีรายได้เป็นดอลลาร์เช่น กลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ทั้งหมด, กลุ่มอาหารส่งออก (TUF, CPF, GFPT, CFRESH, TIPCO), KSL, STA, SITHAI, กลุ่มโรงแรม, กลุ่มโรงพยาบาล (BGH, BCH), THCOM และเป็นกลางกับกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเพราะแม้มีรายได้เป็นดอลลาร์แต่ก็มีหนี้เงินกู้เป็นดอลลาร์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบคือกลุ่มบ้าน นิคมฯ และรับเหมาก่อสร้าง

*** ผู้นำเข้ายิ้มร่า BSBM ต้นทุนลด
นายวีระวิทย์ ดุละลัมพะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางสะพานบาร์มิล จำกัด (มหาชน) (BSBM) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่าง
ประเทศ ค่าบาทแข็งทำให้ต้นทุนลดลงในระยะสั้น แต่ในระยะต่อไปหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นจนทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าระดับของราคาเหล็กต่ำลงก็จะทำให้ระดับราคาซื้อขายจะถูกลงตามไปด้วย
“จากทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้บริษัทฯมีต้นทุนที่ถูกลงจากวัตถุดิบที่นำเข้าเป็นภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ แต่ก็จะได้ประโยชน์ในระยะสั้นกับบริษัทฯที่มีการซื้อสินค้าเข้ามาล่วงหน้าทำให้มีส่วนต่างของกำไรของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ค่าเงินบาทยังคงมีความไม่แน่นอน และหากค่าเงินยังคงแข็งค่าขึ้นจะมีผลต่อราคาให้ถูกลงเช่นกัน เพราะลูกค้าเห็นว่าระดับราคามีต้นทุนที่ถูกลง แต่ในทิศทางกลับกันกำลังซื้อของลูกค้าก็จะเพิ่มขึ้น” นายวีระวิทย์ กล่าว

เงินบาทผันผวน โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เรื่องเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์การเงินนั้นบางคนบ่นว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากเป็นทุนอยู่แล้วดังนั้น เมื่อเราพูดว่าเราเป็นห่วงเรื่องเงินบาท “ผันผวน” แต่ที่จริงแล้วเราหมายความว่าเราเป็นห่วงเงินบาทกำลังแข็งค่าขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เรื่องที่ไม่ง่ายอยู่แล้วเข้าใจยากขึ้นไปอีก ทั้งนี้เวลาที่มีการเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปแทรกแซงตลาดให้เงินบาทมีเสถียรภาพนั้น เรามักจะหมายความว่าให้ ธปท. เข้าไปกดไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปมากกว่าเป็นห่วงว่าเงินบาทปรับตัวขึ้นและลงมากเกินไป ทั้งนี้เพราะหากค่าเงินปรับตัวขึ้น-ลงมากแต่อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่เดิมผู้ส่งออกก็จะไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันและผู้กู้เงินดอลลาร์จะไม่มีภาระเพิ่มขึ้น ในทำนองเดียวกันตอนที่ประเทศไทยประสบวิกฤติค่าเงินบาท คนทั่วไปก็จะไม่สามารถเข้าใจถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1997 นั้นทางการประกาศว่าได้ปล่อยให้ค่าเงินบาท “ลอยตัว” ทำให้เข้าใจว่าเงินบาทจะปรับขึ้นลง ไม่ใช่อ่อนค่าลงอย่างฉับพลันจาก 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ไปเป็น 50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ในระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน

มาวันนี้ประเทศไทยก็มีแววว่าจะมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับ “ความผันผวน” ของค่าเงินบาทอีกแล้ว ผมจึงขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งผมต้องขอสรุปว่าเป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าจะท้าทายนโยบายการเงินของไทยอย่างยิ่ง กล่าวคือเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะพยายามหามาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอาจเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาถึงโครงสร้างและความเหมาะสมของนโยบายการเงินของไทยในภาพรวม

นโยบายการเงินของไทยสมัยก่อนวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 1997 นั้นเป็นนโยบายที่ผูกค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์เป็นหลัก กล่าวคือเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์มีความคงที่ก็จะสรุปได้ว่าเงินเฟ้อของไทยก็จะเท่ากับเงินเฟ้อของสหรัฐไปด้วย เช่น หากเงินเฟ้อสหรัฐประมาณ 2% ต่อปี เงินเฟ้อไทยก็จะ 2% ต่อปีไปด้วย แต่หากว่าเงินบาทอ่อนค่าลงเทียบกับเงินดอลลาร์เฉลี่ยปีละ 3% เงินเฟ้อของไทยก็จะเฉลี่ยปีละ 5% เป็นต้น ตรงนี้เป็นการอธิบายแบบพื้นฐานทางทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงนั้นเงินเฟ้อไทยจะสูงกว่าสหรัฐและค่าเงินก็จะปรับตัวเป็นครั้งคราว แต่ครั้งละมากๆ เช่น จาก 23 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 27 บาทต่อดอลลาร์ในปี 1984 เป็นต้น

หลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 ธปท. เปลี่ยนนโยบายการเงินจากการผูกค่าเงินบาทกับเงินสกุลหลักมาเป็นการตั้งเป้าเงินเฟ้อ (inflation targeting) ข้อดีคือเมื่อไม่ต้องผูกค่าเงิน ที่สำคัญคือ ธปท. มีความสามารถและความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะกำหนดเป้าเงินเฟ้อของตัวเองโดยตรงไม่ต้องหยิบยืมความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางสหรัฐมาใช้เช่นแต่ก่อน และในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมากรอบนโยบายการเงินที่ตั้งเป้าเงินเฟ้อก็ประสบความสำเร็จในการควบคุมเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวมได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีผลข้างเคียงตามมาคือการที่ ธปท. ได้เข้าไปแทรกแซงตลาดเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท กล่าวคือ ธปท. ต้องซื้อเงินดอลลาร์เป็นจำนวนมาก โดยการพิมพ์เงินบาทออกมา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดูดซับเงินบาทส่วนเกินดังกล่าวออกจากระบบโดยการออกพันธบัตร ธปท. ทำให้ ธปท. ต้องสะสมเงินตราต่างประเทศเป็นสินทรัพย์เป็นจำนวนมาก ในขณะที่หนี้สินที่เป็นพันธบัตรก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ปัญหาและสิ่งที่จะท้าทายประเทศไทยและการยึดเป้าเงินเฟ้อเป็นกรอบนโยบายการเงินคือการที่ธนาคารกลางสหรัฐมุ่งมั่นที่จะกดดอกเบี้ยลงไปใกล้ศูนย์และพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากมาซื้อพันธบัตร ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวต่ำผิดปกติเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวในปี 2013 นี้ เป็นต้นไป ธนาคารกลางสหรัฐยืนยันว่าจะพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรเพิ่มขึ้นเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์หรือปีละ 1.02 ล้านล้านดอลลาร์จนกว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐจะลดต่ำกว่า 6.5% (ปัจจุบันอยู่ที่ 7.9%) ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่ามาตรการพิมพ์เงินดังกล่าวจะทำต่อเนื่องไปอีก 2 ปี กล่าวคือสหรัฐจะพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาอีก 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เมื่อก่อนวิกฤติสหรัฐเมื่อปี 2009 มีเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกเพียง 8 แสนล้านดอลลาร์และหลังวิกฤติก็ได้พิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยมา โดยในช่วง 2009-2012 งบดุลธนาคารกลางสหรัฐขยายตัวมาเป็น 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ (กล่าวคือพิมพ์เงินออกมาเพิ่มประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา)

ในขณะเดียวกันธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารญี่ปุ่นและธนาคารกลางยุโรปได้พิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเมอร์ริล ลินซ์ ประเมินว่างบดุลของธนาคารกลางดังกล่าวบวกกับทุนสำรองของธนาคารกลางอื่นๆ ของโลก (ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าสภาพคล่องในโลกมีอยู่มากน้อยเพียงใดนั้นได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 13-14 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2008-2009 เป็น 21 ล้านดอลลาร์ในขณะนี้) กล่าวคือสภาพคล่องของโลกเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นคือนายชินโซ อาเบะ ก็ได้กดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นยอมปรับเป้าเงินเฟ้อจากเดิมประมาณ 1% ต่อปีมาเป็น 2% ต่อปี ทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นจะพิมพ์เงินเยนออกมาเป็นจำนวนมากส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงกว่า 10% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (เงินเยนเริ่มอ่อนค่าตั้งแต่นายอะเบเริ่มหาเสียงในเดือนพฤศจิกายน) การที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดียวกันเมื่อเทียบกับเงินยูโร (จากประมาณ 1.2 ดอลลาร์ ต่อ 1 ยูโร มาเป็น 1.33 ดอลลาร์ ต่อ 1 ยูโร) ทำให้ยุโรปเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจที่เงินของตนแข็งค่ามากเกินไปและเร็วเกินไป ในขณะที่ยุโรปยังอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้เชื่อได้ว่ายุโรปก็อาจมีมาตรการทำให้เงินของตนอ่อนค่าลงจากระดับปัจจุบัน

หากตลาดเชื่อว่าเงินดอลลาร์จะค่อยๆ อ่อนค่าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินหลายสกุลในเอเชีย (เช่นที่กำลังที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้) และหากเชื่ออีกว่าธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้วดังกล่าวข้างต้นจะพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องอีก 1-2 ปี ก็มีความเสี่ยงว่าจะมีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยและประเทศเอเชียอื่นๆ เพื่อซื้อพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและยังสามารถคาดหวังว่าเงินจะแข็งค่าอีกด้วย เช่น พันธบัตร 2 ปีของรัฐบาลไทยหรือ ธปท.ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% ในขณะที่พันธบัตร 2 ปีของรัฐบาลสหรัฐให้ผลตอบแทน 0.25%
หากสภาพคล่องที่ล้นโลกกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้ามา (ส่วนใหญ่เพื่อซื้อพันธบัตรไทย) จริงก็ดูเสมือนว่าจะมีทางเลือกในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ 4 ทางคือ

1. ไม่ต้องทำอะไรเพราะเงินบาทแข็งค่าไปพร้อมกับค่าเงินในภูมิภาค และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะค่อยๆ ลดลง เป็นการปรับตัวตามกลไกตลาด

2. ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าอย่างมากโดยไม่แทรกแซง จนกระทั่งเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชะลอตัวลง ทำให้มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ยได้ตามกรอบของนโยบายการเงินที่ตั้งเป้าเงินเฟ้อ

3. เข้าไปแทรกแซงเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท แต่ก็จะมีผลข้างเคียงคืองบดุลของ ธปท. ต้องอ่อนแอลงไปอีกและมีโอกาสสูงที่จะขาดทุนเพิ่มขึ้น

4. สกัดการไหลเข้าของเงินทุนโดยการออกมาตรการควบคุมเงินทุน (capital control) ซึ่งอาจทำเฉพาะจุดและจะเลี่ยงที่จะทำให้ตลาดตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม อาจเสี่ยงต่อการส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและลดโอกาสที่ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจะได้รับการปรับขึ้นโดยสถาบันจัดอันดับความเสี่ยง

เปิด 10 อุตสาหกรรมอ่วมบาทแข็ง “ข้าว-ยางพารา” แจ็กพอต

“ยิ่งลักษณ์” ระดมทีมแก้บาทแข็งด่วนสัปดาห์นี้ ส่งออก-ภาคอุตสาหกรรม 10 กลุ่มอ่วมพิษค่าบาทแข็ง สินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยางพาราแจ็กพอต พาณิชย์นัดผู้ส่งออกถกหาทางรับมือ ด้าน ส.อ.ท.กระทุ้งแบงก์ชาติเข็น 7 มาตรการรับมือ โฟกัสเก็งกำไร ดอกเบี้ย-ค่าเงิน ชี้เครื่องสำอาง รองเท้า สิ่งทอ อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ น้ำตาล กระทบหนักบาทปีนี้เฉลี่ย 30.70 บาท/ดอลล์

แหล่ง ข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้อาจจะดูแข็งค่าขึ้นเร็ว โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ 29.80 บาท/ดอลลาร์นั้น ได้ปรับแข็งค่าขึ้น 2.5% ซึ่งเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปีนี้ สศค.คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยจะอยู่ที 30.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 29.7-31.7%)

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า นายกฯได้สั่งการให้กระทรวงการคลังให้เร่งหามาตรการในการเข้าไปรองรับ และบรรเทาผลกระทบจากค่าบาทที่มีความผันผวน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภาคส่งออก หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท

“มาตรการที่คลังเร่งทำ อยู่ และถือว่าสอดคล้องกันกับการบริหารงานของ ธปท.เพื่อผลักดันให้เกิดการออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น จะเป็นแพ็กเกจด้านภาษีต่าง ๆ เช่น เว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีนำผลกำไรกลับมาไทย และจะเสนอ รมว.คลังภายในไตรมาส 2 นี้” นายสมชัยกล่าว

ปัจจุบันนิติบุคคลที่ออก ไปลงทุนต่างประเทศ แล้วส่งผลกำไรกลับเข้ามาในรูปเงินปันผลจะต้องนำมารวมเป็นเงินได้เพื่อเสีย ภาษีนิติบุคคลซึ่งเก็บอัตราที่ 20% ที่ผ่านมา สศค.เคยเสนอให้มีการยกเว้น แต่นายกิตติรัตน์ไม่เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเดือน ม.ค.นี้ มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาสูงมากกว่าปีที่แล้วเกือบ 1 เท่าตัว หรือ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วง 11 เดือน

ปี 2555 มีเงินทุนไหลเข้าไทย 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยเดือนละ 1,090 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีเงินต่างชาติไหลเข้ามาถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าเป็นปัญหาที่ท้าทายและจะหนักขึ้นตลอดปีนี้ และไม่ได้มีเพียงดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังมีเงินเยนของญี่ปุ่นอีก ดังนั้นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลก็ต้องบริหารจัดการให้ดี ซึ่งตนไม่เห็นด้วยหากจะสกัดเงินไหลเข้าด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบาย

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กังวลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก นอกจากได้หารือกับทีมงานส่วนตัวในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ยังได้เรียกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเข้าหารือ พร้อมกำชับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้สั่งการ 3 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เช่น เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้จับตามอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชน”

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานทั้ง 3 และทีมที่ปรึกษานายกฯต่างเตรียมการจัดทำข้อมูล ตัวเลขที่เกี่ยวข้อง และเป็นปัจจัยต่อค่าเงิน เช่น การลงทุนซื้อเครื่องจักร ตัวเลขหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจ และภาวะการ

ส่งออกของธุรกิจ เรียลเซ็กเตอร์ทั้งหมด และนำเสนอมาตรการต่อนายกฯสัปดาห์หน้า แต่ฝ่ายการเมืองจะไม่พูดหรือสั่งการเป็นนโยบายต่อสาธารณะ เพราะเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ

10 กลุ่มอุตฯอ่วมพิษค่าบาทแข็ง

นาย เจน นำชัยศิริ รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า จากผลการสัมภาษณ์ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า 25 อุตฯ พบว่า

1) มี 10 อุตฯได้รับผลกระทบรุนแรง (40%) ได้แก่ กลุ่มอุตฯเครื่องสำอาง เซรามิก รองเท้า โรงเลื่อยและโรงอบไม้ หนังและผลิตภัณฑ์หนัง อาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ น้ำตาล ที่ส่งออกเป็นหลัก

2) ผลกระทบปานกลาง 7 กลุ่ม (28%) กลุ่มอุตฯการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ น้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ เยื่อและกระดาษ เครื่องจักรกลการเกษตร ชิ้นส่วนรถยนต์ สมาคมเอสเอ็มอี 3.ไม่กระทบ 8 กลุ่ม (ร้อยละ 32) ได้แก่ กลุ่มอุตฯก๊าซ เครื่องจักรกลและโลหการ ซอฟต์แวร์ ต่อเรือและซ่อมเรือ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยา พลังงานทดแทน พลาสติก

ชง 7 มาตรการให้แบงก์ชาติอุ้ม

ทั้ง นี้ สำนักวิชาการ ส.อ.ท.ได้รวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยระหว่าง 21 ธ.ค. 2555-17 ม.ค. 2556 พบว่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากที่สุด 3.13% รองลงมาคือ อินเดีย 2.40% เกาหลีใต้ 2.35% มาเลเซีย 2.20% ฟิลิปปินส์ 1.62% เวียดนาม 0.66% ไต้หวัน 0.45% จีน 0.40% และอินโดนีเซีย 0.05% ส.อ.ท.จะเสนอมาตรการแก้ไข 7 ข้อ ในการหารือ ผู้ว่าการ ธปท.สัปดาห์หน้า

1) ให้ ธปท.ช่วยดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนเกินไป 2) ดูแลไม่ให้ค่าบาทแข็งค่ากว่าคู่แข่ง อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียเกินไป 3) ปลดล็อกถือครองค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้นานขึ้น 4) ลดค่าธรรมเนียมทำประกันความเสี่ยงการส่งออกให้เอสเอ็มอี 5) ให้ ธปท.แยกบัญชีเงินตราต่างประเทศ ที่เข้ามาเก็งกำไร กำหนดแยกรายการบัญชีที่เข้ามาลงทุน มีวัตถุประสงค์จะลงทุนรายการใดให้ชัดเจน เงินทุนที่เข้ามาเพื่อจะเก็งกำไรค่าบาท ให้กำหนดมาตรการควบคุม เช่น มาตรการตั้งสำรอง 30% ช่วง 6 เดือน-1 ปี หรือเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น เป็นต้น 6) เร่งส่งเสริมการลงทุน (BOI) นักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ และ 7) ให้รัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ช่วงที่เงินบาทแข็งค่า

ด้านนาย วัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า จะหารือถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยกับผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.75% สูงมากเทียบกับดอกเบี้ยในภูมิภาคอื่น เงินทุนไหลเข้าไทยในขณะนี้ เป็น 3 สกุล คือเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร และเงินเยน

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หารือผู้ส่งออกถึงผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมสรุปมาตรการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี

บาทแข็งดันสินค้าไอทีกำไรพุ่ง

นาย นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหารการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อกำไรมากนัก เพราะการตั้งราคาสินค้าจะคาดการณ์ล่วงหน้า 3-6 เดือน จึงมีโอกาสที่บริษัทจะมีทั้งกำไรและขาดทุนสลับกันไป

ทั้งนี้ ค่าเงินแข็งมีประโยชน์ต่อวงการไอทีค่อนข้างมาก เพราะเป็นสินค้านำเข้า แต่คงไม่มีใครที่เอากำไรส่วนนี้มาทำส่วนลด เพราะเจ็บตัวมาเยอะจากค่าบาทอ่อน

ท่องเที่ยวกับค่าเงินบาท

นาย ชิดชัย สาครบดี อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า กล่าวว่า ระยะสั้นบาทแข็งจะไม่กระทบธุรกิจทัวร์ที่รับนักท่องเที่ยวขาเข้า (อินบาวนด์) เพราะไม่ได้สะวิงจนน่ากลัว และคงเกิดระยะสั้น ๆ ประกอบกับนักท่องเที่ยวจากตลาดอเมริกาและยุโรปได้ชำระค่าทัวร์ล่วงหน้า หากกระทบคงเป็นการใช้จ่ายส่วนตัวของนักท่องเที่ยว เพราะแลกเงินไทยได้น้อยลง

แต่ ถ้ายังแข็งค่าต่อเนื่อง ไปอยู่ที่ต่ำกว่า 28 บาท/ดอลลาร์ หรือ 37 บาท/ยูโร จะกระทบการซื้อขายทัวร์ในไตรมาส 2 ทำให้ทัวร์อินบาวนด์ขาดทุนได้ ผู้ประกอบการต้องปรับตัว โควตราคามาเป็นเงินบาทแทน

นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่า ไม่ส่งผลกระทบธุรกิจโรงแรมของ

เซ็นทารา เพราะอัตราค่าห้องพักเป็นเงินสกุลบาทมา 3-4 ปีแล้ว แต่ถ้าแข็งค่ามากกว่านี้ อาจมีบางรายเข้ามาพูดคุย อย่างไรก็ตาม บริษัทนำเที่ยวที่ดีลกับคู่ค้าต่างประเทศจะเชี่ยวชาญเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน จะชิงจังหวะทำธุรกรรมช่วงที่บาทอ่อนค่า หรือทำสวอปเงินตราต่างประเทศรับมือ

อิงค่าบาทซื้อสินค้าจาก รง.ผลิต

สำหรับ ความเคลื่อนไหวของผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า นายประพนธ์ โพธิวรคุณ กรรมการรองผู้จัดการ บจ.มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา กล่าวว่า ค่าเงินบาทตอนนี้ไม่เป็นผลดีต่อตลาดส่งออก โรงงานจึงต้องบริหารจัดการต้นทุนควบคู่กับหาตลาดส่งออกหลายรูปแบบมาเสริม แต่ดีต่อสินค้านำเข้ามาขาย เพราะต้นทุนลดลง ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ มีทั้งสินค้าที่ผลิตเองในประเทศและที่นำเข้ามาขาย นอกจากนี้ปัจจัยหนุนให้สามารถทำราคาในตลาดได้ดี คือ ซื้อสินค้าจากโรงงานมิตซูบิชิ อีเล็คทริคฯที่ผลิตในประเทศด้วยเงินบาท

ข้าว-ส่งทอ-อัญมณี เสี่ยงสูง

ศูนย์ วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกปี 2556 ว่า หากเศรษฐกิจโลกไม่ย่ำแย่ลง และเศรษฐกิจจีนและเอเชียยังเติบโต การส่งออกของไทยน่าจะขยายตัวได้ 10.0-15.0% ส่วนผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะกระทบการส่งออกสินค้าแต่ละชนิดแตก ต่างกัน

ทั้งนี้กลุ่มสินค้าที่ต้องเร่งปรับตัวเนื่องจากมีความ เสี่ยงสูง มีข้าว, อาหารสัตว์, ผ้าผืน สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, อัญมณีและเครื่องประดับ, ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์

สงครามค่าเงิน-โจทย์หินของไทย

แม้ว่ารองนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นนายทาเคฮิโกะ นาคาโอะ จะออกมาแถลงข่าวว่าญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งใจให้เกิดสงครามค่าเงิน ตามที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี นางแองเกลา แมร์เคิล กล่าวหาในการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายคิวอีของญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา จะทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก

ประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทย คงหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการเงินครั้งนี้ได้ยาก นโยบายคิวอี ของทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยเนื้อแท้ก็คือการพิมพ์เงินออกมาจำนวนมากและกดดอกเบี้ยให้ต่ำติดดิน ทำให้เงินทุนพวกนี้หลั่งไหลออกไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาผลกำไร
ประเทศที่เงินไหลเหล่านี้ชอบที่จะไหลเข้าไปคือประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา เงินทุนพวกนี้จะเข้าไปทำให้เงินของประเทศนั้น ๆ แข็งตัวขึ้น ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งไม่หยุด ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดฟองสบู่เศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เพราะเคยเพลิดเพลินอย่างสุดใจกับฟองสบู่พวกนี้มาแล้วและเคยลำบากยากเข็ญมาแล้วตอนฟองสบู่แตก

ประเทศไทยจะแก้ปัญหานี้ได้ยากมาก เพราะนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันเน้นประชานิยม เอาเงินงบประมาณชดเชยราคาสินค้าเกษตร ชดเชยการบริโภครถยนต์ ทำให้ประชาชนใช้จ่าย ผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศให้ขยายตัว เมื่อฟองสบู่ทำให้คนเล่นหุ้น เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ร่ำรวย กู้เงินง่าย มีรถแลกเงินได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้มีการบริโภคสินค้านำเข้า มีชีวิตหรูหราเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศใช้เงินเกินตัวประชาชนจะเริ่มเสพติดชีวิตร่ำรวยแบบเดียวที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยสมัยมีฟองสบู่เศรษฐกิจ

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทย จะแก้ปัญหาอย่างไร ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อให้ประชาชนอดออมมากขึ้น ก็มีปัญหาว่ายิ่งขึ้นดอกเบี้ยเงินทุนเยนและดอลลาร์ยิ่งวิ่งเข้ามาในประเทศเพื่อเอากำไรดอกเบี้ยที่สูงกว่าในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ถ้ากดดอกเบี้ย คนก็เอาเงินจากแบงก์ไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคนคงคิดว่าจะเอาฝากแบงก์ทำไมไปดาวน์รถคันแรกดีกว่า ได้ลดภาษีคันละเป็นแสน

สงครามการเงินโลกครั้งนี้เราเชื่อว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากสำหรับประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทยที่เปรียบเสมือนหญ้าแพรกที่จะต้องโดนทั้งหัวเลขและหางเลข ดังนั้นรัฐบาลท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรจะเร่งระดมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งวอร์รูม ติดตามปัญหานี้และเตรียมตั้งรับอย่างเร่งด่วนและจริงจังเพื่อให้ประเทศไทยเสียหายน้อยที่สุด

หุ้นที่ได้รับผลกระทบ จาก “ค่าเงินบาทแข็ง”

การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า และสัดส่วนการส่งออก โดยธุรกิจที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบนั้นเมื่อเงินบาทแข็งค่าก็จะมีค่าใช้จ่ายถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ส่วนผู้ที่ทำธุรกิจส่งออกเมื่อเงินบาทแข็งค่าจะทำให้รายได้ลดลงเมื่อนำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯมาแลกเป็นเงินบาท

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปัจจุบัน ซึ่งมีกว่า 500 บริษัทก็มีการทำธุรกิจที่หลากหลาย “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมข้อมูลจากบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบด้านลบ ที่บจ.ได้รับจากเงินบาทที่แข็งค่า

โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(บมจ.) ระบุว่า ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็ง ซึ่งปัจจุบันให้น้ำหนักการลงทุนน้อยเพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกกดดัน เช่น ในกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกอาหารสัตว์บก-ทะล ส่งออกยาง เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักจะมีการตกลงราคาขายล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม บล.ฟิลลิปฯ มองว่าหากเงินบาทยังคงแข็งค่ายาวนานกว่านี้ก็จะทำให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันและอาจจะตกลงทำสัญญาราคาล่วงหน้ายากขึ้น

ด้านน.ส.ศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิปฯ กล่าวในงานเสวนา “หุ้นโดนใจ ปี 2556 จิ๋วราคาต่ำสิบ และแจ๋วปันผลดี” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเชื่อว่าจะเป็นแค่ระยะสั้น

สำหรับผลกระทบที่มีต่อตลาดหุ้นในส่วนของผลตอบแทนสำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับการส่งออก และหากมีปัญหากระทบอย่างรุนแรง อาจจะทำให้เงินปันผลที่ได้ในส่วนนี้ปรับลดลงกว่า 8% แต่หากปัญหาไม่รุนแรงมากนัก เชื่อว่าจะทำให้เงินปันผลหายไปเพียง 1-2% เท่านั้น

บทวิเคราะห์บล.กรุงศรีฯ ระบุว่า กรณีที่บาทแข็งค่าในระยะนี้อาจมีผลในแง่จิตวิทยาการลงทุนกับหุ้นที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนผลประกอบการจริงเชื่อว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกเท่าปัจจัยหลักทางธุรกิจ อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้านกลุ่มอาหารก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ เพราะประชากรทั่วโลกยังคงต้องมีการบริโภคมากขึ้น

บทวิเคราะห์บล.ฟินันเซียไซรัสฯ ระบุว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น บมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO), บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC), บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์(HMPRO), บมจ.การบินไทย (THAI ), บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) หรือไทยแอร์เอเชีย ,

ส่วนกลุ่มเหล็กที่ได้รับผลบวก เช่น บมจ.บางสะพานบาร์มิล(BSBM),บมจ.ทาทาสตีล(TSTH) และบมจ.สหวิริยาสตีลฯ( SSI), กลุ่มสื่อสาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC),บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC),บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE),บมจ.แอดวานซ์ อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี ( AIT), บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และบมจ.สามารถเทลคอม (SAMTEL)

ขณะที่เงินบาทแข็งค่าจะเป็นลบต่อผู้ที่มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด, กลุ่มอาหารส่งออก (บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF), บมจ.จีเอฟพีที(GFPT), บมจ.ซีเฟรชอินดัสตรี(CFRESH) และบมจ.ทิปโก้ฟูดส์(TIPCO), บมจ.น้ำตาลขอนแก่น(KSL), บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี(STA), บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์(SITHAI), กลุ่มโรงแรม, กลุ่มโรงพยาบาล (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือBGH,บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล หรือBCH), บมจ.ไทยคม(THCOM )

ส่วนกลุ่มที่เป็นกลางจากผลกระทบเงินบาทแข็งค่าครั้งนี้บล.ฟินันเซียไซรัสฯ มองว่าคือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะแม้มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯแต่ก็มีหนี้เงินกู้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบ คือ กลุ่มบ้าน นิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้าง

ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ แนะนำหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินและราคายังมีส่วนเพิ่ม(อัพไซด์)พร้อมจ่ายเงินปันผลสูง ได้แก่ บมจ.สหมิตรเครื่องกล (SMIT) โดยให้ราคาเหมาะสม 5.42 บาทต่อหุ้น

โดยนอกจากSMIT เป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม และเหล็กพิเศษสำหรับทำแม่พิมพ์มาขายในประเทศ ต้นทุน 50% เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ อีก 50% เป็นยูโร ขณะที่รายได้เป็นเงินบาททั้งหมด อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่มีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) ต่ำแค่ 8 เท่า และมีอัพไซด์จากราคาปัจจุบันอีกกว่า 10% และคาดหวังจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2555 สูงถึงประมาณ 3.1%

นอกจากนี้มีหุ้นบมจ.น้ำมันพืชไทย ให้ราคาเหมาะสม 32.32 บาทต่อหุ้น มีอัพไซด์สูงถึง 31.4% และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง คาดหวังจ่ายเงินปันผลครึ่งหลังไว้ที่ 4% โดยได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนหลัก คือ เมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ 90% ที่เหลือ 10% ซื้อในประเทศขณะที่ขายกากถั่วเหลืองและน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศเป็นหลัก

เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ ที่ระบุว่าTVO รายได้ของบริษัทดังกล่าวอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1-2 ของปีนี้ดีขึ้น นอกเหนือจากผลดำเนินงานปกติที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง ทั้งจากปริมาณขายและอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยในปี 2556 ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แนะนำ”ซื้อ”หุ้นTVO ให้ราคาพื้นฐาน 31.80 บาท
ตอบพร้อมอ้างข้อความ

การเล่นหุ้นหลังวิกฤติ

การเล่นหุ้นหลังวิกฤติ

พฤษภาคม 20, 2011 ที่ 09:50 · Filed under Uncategorized

บทเรียนจากวิกฤติ subprime

1.การเล่นมาร์จิ้นเป็นอันตรายมากเพราะมีหุ้นหลายตัวที่สามารถลงจากจูดสูงสุดของปีลงไปถึง bottom ได้70-80% ทีเดียว หุ้นเหล่านั้นหลายตัวเป็นหุ้นยอดฮิตสำหรับ vi ในช่วงปี 2549-2550 ด้วยดังนั้นการที่คุณเล่น margin เยอะๆแล้วเจอวิกฤติพอร์ตคุณอาจเสียหายได้ตั้งแต่ 70-90% เลยทีเดียว ข้อแนะนำของผมถ้าคุณจะใช้มาร์จิ้นไม่ควรใช้เกิน 20-30% และคุณจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพคล่องด้วยเพราะเวลาที่ตลาดเลวร้ายมากๆ bid จะแทบหายไปเลยถ้าคุณมีหุ้นบางตัวหลายล้านหุ้นแต่บิดช่องละไม่กี่หมื่นและยังเจอความกดดันจากสภาวะอาจโดน force sell คงเสียสุขภาพจิตมากเกินไป

2.เลือกหุ้นที่มีความสามารถในการทำกำไรและมีความถูกในแง่ของสินทรัพย์จะเป็นทั้งโล่และดาบที่ดีให้กับเรา เช่น หุ้น ps เป็นหุ้นที่เข้าตลาดในช่วงปลายปี 2005 ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถทำยอดจองได้เติบโตสูงมากต่อเนื่องแทบจะ all time high รายไตรมาสก่อนที่จะเจอภาวะ subprime แต่ในภาวะ subprime บริษัทกลับลงมาจนต่ำกว่าราคาสมัย ipo ในจุดนี้ถ้าไม่เกิดวิกฤติเราคงจะไม่ได้ซื้อหุ้น ps ที่มีการเติบโตมี roe สูงกว่า 20% ต่อเนื่องในราคาต่ำขนาดนั้นแต่ประเด็นก็คือภาวะวิกฤติจะทำให้เราไม่แน่ใจว่าบริษัทจะมีกำไรถดถอยไปจนเหลือเท่าไหร่กันแน่ ดังนั้นเราจึงอาจจะหาเบาะป้องกัน downside risk เพิ่มจากธรรมดาทั่วไปอีกก็คือ การใช้อัตราส่วนอย่าง nav ,liquidation value เป็นต้น ในกรณีของ ps เราทราบแล้วว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูงแต่เรายังสามารถดูมูลค่าเลิกกิจการของ ps ได้จากการนำเอา current asset –total liability แล้วเอาตัวเลขที่ว่าเทียบกับ market cap ซึ่งถือว่าเป็นการวัดคร่าวๆว่าสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทสูงขนาดไหน โดยนับเฉพาะสินทรัพย์ที่หมุนเร็วมาลบกับหนี้สินทั้งหมดเลย แนวคิดลักษณะนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี่ในนิยามของ graham ในตอนนั้นถ้าเรานำงบในช่วง q3-2008 ของ ps มาคำนวณมูลค่าเลิกกิจการจะได้ตัวเลขที่สูงเทียบเท่ากับ market cap ของหุ้นตอนที่เจอขายลงมาหนักๆแถวๆ(เรื่องหุ้นที่ขึ้นเกือบ 10 เท่าจากกลุ่ม property จะมีรายละเอียดในภาค 2 ของหุ้นสิบเด้ง)3 บาทเศษ ผมว่าถ้าเราไม่แน่ใจว่าวิกฤติจะฟื้นตัวเมื่อไหร่การหาหุ้นโตเร็วและมีความสามารถทางการทำกำไรสูงๆโดยวัดจาก presale growth(อสังหาริมทรัพย์ใช้ presale แทน sale)และ roe สูง และยังมีสภาพคล่องสูงเมื่อเทียบกับหนี้สินแล้วเรียกว่าต่อให้เลิกกิจการไปเลยผู้ถือหุ้นก็ไม่ขาดทุน ต่อให้วิกฤติไม่ฟื้นตัวเร็วเราคงเจ็บตัวน้อย ความเห็นของผมคือในวิกฤติครั้งหน้าเราควรเลือกหุ้นที่ความสามารถในการทำกำไรสูงและเป็นก้นบุหรี่ไปด้วยเพราะมันน่าจะช่วยเพิ่ม risk / reward ในการลงทุนหุ้นกับเราได้มากกว่าหุ้นที่ทำกำไรสูงแต่ราคาลงเพียงอย่างเดียว

3.หาหุ้นที่บริษัทมีรายการ one time loss หนักๆและตลาดเหมือนจะให้น้ำหนักกับ one time loss ราวกับว่าเป็นการขาดทุนจากการดำเนินงาน เช่นในกรณีที่หุ้นโรงกลั่นหลายตัวมี stock loss มากมายจากการที่ราคาน้ำมันลงเร็วมาก หรือ thai ที่ไปทำสัญญาซื้อราคาน้ำมันเอาไว้สูงๆก่อนน้ำมันลงแรง tvo ที่มีการขาดทุน stock ถั่วเหลือง kce ที่มีการ hedge ทองแดงผิดพลาด scsmg ที่มีรายการขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นมโหฬารบานตะไท และอื่นๆอีกมากมายเหลือที่จะกล่าวได้หมด การเล่นหุ้นแนวนี้อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเกิดการฟื้นตัวเพราะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อวิกฤติกลับตัวคือหุ้นที่ยอดขายและกำไรทำนิวไฮได้เร็วกว่าหุ้นตัวอื่นๆ เช่น cpf เป็นต้น เพียงแต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าวิกฤติจะนานแค่ไหนถ้าเราเลือกหุ้นที่ถูก bomd down ลงมาจาก one time loss มากที่สุดนั้นหมายความว่าไตรมาสต่อๆไปทั้ง qoq และ yoy คงจะยากที่จะเลวร้ายมากกว่าไตรมาสที่มี one time loss มากๆ ถ้าราคาหุ้นลงมาแรงมากแล้วและไตรมาสต่อๆไปมีแต่จะดีขึ้น และบริษัทที่เราเลือกเป็นผู้นำใน อุตสาหกรรมนั้น นั้นจะเป็นการลงทุนที่ downside ต่ำมากๆเช่นกัน ในกรณีนี้ถ้าเราเห็นว่าอุตสาหกรรมไหนฟื้นตัวเราค่อยขายหุ้นพวกนี้ออกไปซื้อพวกที่เห็นการฟื้นตัวแล้วก็ได้ (ตัวอย่างในข้อ 4)หุ้นพวกนี้ถือเป็นหุ้นที่ risk ค่อนข้างน้อย ทำให้ risk /reward ของนักลงทุนถือว่าสูง

4.เมื่อภาวะตลาดเริ่มฟื้นตัวเริ่มมีการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงมากคือหุ้นที่ทำกำไรนิวไฮกำไรของช่วง subprime ได้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น cpf กำไรในไตรมาสที่สองของ cpf ที่ระดับ 3193 ล้านในไตรมาส 2 /2552 นั้นถือว่าสูงสุโค่ยยยยเมื่อดูย้อนหลัง cpf เป็นที่ให้ผลตอบแทนในปี 2009 สูงมากๆเพราะการที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นตัวยอดขายและกำไรของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จะยังต่ำเมื่อดูย้อนหลังไปซัก 7-8 ไตรมาส นั้นหมายความว่าบริษัทไหนทำกำไรนิวไฮได้ก่อน นั้นคือ the star ที่คุณควรโหวตให้ได้ออกอัลบั้มนะจ๊ะ(รายละเอียดเรื่องนี้พูดไปแล้วในงานสัมนาที่ผ่านมา) โฆษณาจบแล้วก็ต่อเนื้อหากัน หลายตัวที่กำไรนิวไฮเกิดจากอะไรก็มีเหตุผลมากมาย ส่วนนึงจะเป็นเรื่องต้นทุนอย่าง cpf ราคาหมูไก่ เฉลี่ยของปี 2009 แถบจะไม่น้อยกว่าปี 2008 แต่ต้นทุนอย่างกากถั่วเหลืองกับข้าวโพดลงเพราะว่าเป็นพลังงานทางเลือกแบบนึง พอราคาน้ำมันตกต่ำพวกนี้ demand หดหาย cpf ก็รู้งานมีข้าวโพด กากถั่วเหลืองตอนราคาต่ำๆตุนเอาไว้ใช้ได้นานหลายเดือนแล้วจะกำไรไม่ดีได้อย่างไร จริงไหมมมมพี่น้องงงงงงงง อีกหลายตัวที่กำไรนิวไฮในช่วงนั้นก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่เป็น commo ราคาล่วงลงเยอะเมื่อเทียบกับปี 2008 ตัวอย่างเหล่านี้ก็เคยพูดไปแล้วในงานสัมนาที่ผ่านมา

5.จังหวะในการลงทุนซื้อหุ้นที่ดีถ้ามองจากภาพใหญ่คือตอนที่ดอกเบี้ยของ usa ถึงจุดต่ำสุดหรือ last cut of fed fund rate สถิติเรื่องการ last cut of fed ย้อนหลังนั้นนักลงทุนจะเป็นต่อในการลงทุนสูงมากเพราะหลังจาก last cut แล้ว set มักจะบวกได้มากกว่า 10-15% เป็นอย่างน้อยในระยะเวลา 3-6 เดือนเหตุผลก็คือว่าเมื่อดอกเบี้ยต่ำมากๆสุดท้ายการลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินหุ้นอย่าง ps ในช่วงปี 2009 ให้ปันผลมากกว่า 10% หุ้นอย่าง lpn spali ในตอนนั้นก็ให้ปันผลมากถึง 17-20% จริงๆแล้วนับเป็นสิ่งที่สวนทางกันอย่างมากเพราะราคาหุ้นลงเพราะคนมองเศรษฐกิจไม่ดีราคาก็เลยลงจนถึงจุดที่ dps เทียบกับ price สูงมากๆ แต่เพราะเศรษฐกิจไม่ดีนั้นแหละที่ทำให้เกิดการลดดอกเบี้ยจนต่ำมากๆซึ่งเมื่อฝุ่นหายตลบคนก็เริ่มเห็นว่าอะไรกันเฉพาะปันผลของหุ้นก็สูงกว่าภาวะปกติมากๆแต่ดอกเบี้ยกลับต่ำกว่าภาวะปกติมากๆ ทางเลือกในการเอาเงินมาลงทุนจึงดูน่าสนใจมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในแบบอื่นในภาวะแบบนั้น

สุดท้ายนี้ขอใช้พื้นที่ชี้แจงเรื่องเอกสารของงานสัมนาที่ผ่านมาที่มีผู้ร่วมสัมนาบอกว่าเอกสารมองไม่ชัดและมีไม่ครบแต่ไม่สามารถส่งไฟล์ให้ได้นั้น เนื่องจากว่าเนื้อหาในเอกสารบางส่วนเป็นเนื้อหาที่ทีมงานหลายๆท่านทำร่วมกับผมและเขาไม่ต้องการให้ออกไปสู่ที่สาธารณะจึงได้ตกลงกันว่าจะไม่มีการส่ง soft file ออกไป ดังนั้นต้องขออภัยผู้ร่วมสัมนาด้วย ครั้งหน้าเอกสารจะชัดกว่านี้และได้ครบมากขึ้นแน่นอนครับ ขออภัยอีกครั้งเนื่องจากเป็นมติของกลุ่ม ath club ครับ