Posts from the ‘สรุปการลงทุน’ Category

ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น

== ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น” ==หนังสือเล่มนี้เขียนโดยทันตแพทย์สม สุจีรา เป็นหนังสือออกแนวจิตวิทยาการลงทุนที่บอกว่า เจ้ากรรมนายเวรเป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ในจิตของเรา (เรียกว่า “เจตสิก”) ถ้าวันไหนมีเหตุมีปัจจัยเหมาะสมมันก็จะแสดงอาการออกมาทำให้กลัว โลภ โกรธ หลง เชื่อ ลังเล ดีใจ เสียใจ ฯลฯ ทำให้เราตัดสินใจซื้อหรือขาย “หุ้น” ส่วนผลที่ตามมาในการชดใช้กรรมมีได้ตั้งแต่ กำไร ขาดทุน ตกรถ ติดดอย ขายหมู รับมีด

“สติ” คือ สิ่งสำคัญที่จะมาช่วยเราแก้กรรม และทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นได้ โดยที่คุณหมอกล่าวไว้ว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือกรรมยังมีสติ” และนี่คือสิ่งทีผมได้เป็นข้อคิดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ

** 20 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือกรรมของนักเล่นหุ้น **

1) “ตกรถ” เพราะเอาจิตไปยึดติดกับอดีตว่าราคาหุ้นเคยต่ำกว่านี้มาก่อน กลัวว่าเราจะซื้อที่ราคาสูงไปแล้ว แต่สิ่งที่เราควรทำคือมองไปที่อนาคตว่า หุ้นตัวนี้ยังไปต่อได้อีกมั้ย ถ้ามีแนวโน้มขึ้นต่อ “การซื้อแพงแล้วไปขายแพงกว่า” ก็จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง 

2) คนที่เก่งในการทำนายอดีต ทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในจินตนาการ ไม่มีประโยชน์อะไรในการเล่นหุ้น เช่น เราเคยเห็นหุ้นตัวนึง 5 บาท หนึ่งปีถัดมากลายเป็น 15 บาท เราคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราซื้อหมดตัวได้กำไร 3 เท่า แต่ในความเป็นจริงถ้าเราได้ซื้อที่ 5 บาท เราก็คงจะขายไปตั้งแต่ 6-8 บาทแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

3) “การซื้อหุ้นถูกตัว ไม่สำคัญเท่ากับการซื้อหุ้นถูกจังหวะ” ช่วงเวลาทีดีที่สุดในการซื้อคือช่วงที่คนในตลาดกำลัง “เจ็บใจ” หลังจากทุกคน “ตื่นกลัว” และขายหุ้นออกไปจนหมดแล้ว และให้ไปขายในช่วงที่ทุกคน “มั่นใจ” เปรียบเหมือนกับปลาที่หาอาหารเก่งต้องว่ายทวนน้ำฉันใด คนที่เล่นหุ้นเก่งก็ต้องทวนกระแสฉันนั้น แต่ไม่ใช่ทวนแบบหน้ามืดตามัว ต้องดูจังหวะด้วย

4) “การขายหมูทำให้เสียดาย แต่การติดดอยทำให้เสียใจ” ขายหมูยังเหลือเงินสดไปไล่หมูตัวอื่น ขอแค่อย่าขายหมูไปซื้อควาย แต่ติดดอยทุกข์ทรมาน มัวแต่รอว่าสักวันจะกลับมากไร ให้พึงระลึกไว้เสอว่า “งาช้างไม่มีวันงอกออกจากปากหมา” ถ้าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นเน่าจริง ๆ ควรตัดใจขายทิ้ง แล้วออกไปตามหาช้างจะดีกว่า

5) การเล่นหุ้นคือการต่อสู้กับใจของตัวเอง ถ้าเอาชนะความอยากของตัวเองได้ โอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก อย่าเอาอารมณ์ของตลาดมาเป็นอารมณ์ของตัวเอง จงตระหนักในวันที่ตลาดตระหนก จงตื่นตัวในวันที่ตลาดตื่นกลัว

6) ถ้าในพอร์ตมีหุ้นติดดอยอยู่มาก จะเหนี่ยวนำให้เกิดการขายหมูตัวอื่น เพราะเราจะเกิดความกลัวว่าหุ้นตัวอื่นจะตก กลายเป็นความรู้สึกเชิงลบ เข้าทำนองที่ว่า ส้มในกล่องเน่าหนึ่งลูกมันจะพาลทำให้ส้มลูกอื่นเน่าเร็วไปด้วย ดังนั้น คุณก็แค่หยิบส้มลูกที่เน่าทิ้งไป ไม่ใช่เก็บลูกเน่าแต่ทิ้งลูกที่ดี

7) รับมีด เกิดจากความโลภ เพราะเห็นราคาลง 10% แปลว่าโอกาสในการทำกำไรก็ต้องเท่ากัน โดยไม่ได้ดูสภาพแวดล้อมประกอบ ทำให้สวนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ กลายเป็นประสานงากับรถสิบล้อแทน 

8) คนที่เจ็บปวดกับการตกรถมีโอกาสที่จะรับมีดหุ้นตัวเดิมสูง เพราะคิดว่ารถถอยลงมารับ ทำให้ตัดสินใจกระโดดเข้าไปขณะที่คนอื่นกำลังก้าวลงจากรถ และความจริงก็คือรถกำลังจะลงเหว อย่าให้มีความรู้สึกว่า เสียดายหรือแค้นต้องเอาคืน เพราะเรากำลังใช้อารมณ์ทำให้ผิดพลาดได้ ทางที่ดีคือให้มองหารถคันใหม่แล้วไปรอขึ้นที่ชานชาลาดีกว่า

9) ถ้าคิดจะ “รับมีด” ให้เปลี่ยนเป็น “ลับมีด” เพื่อฟันที่ราคาต่ำ ๆ ให้ดูหุ้นสัปดาห์ละครั้งแล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ทันตราบใดที่ยังเป็นขาลงอยู่

10) ความใจร้อนไม่เคยทำให้ใครประสบความสำเร็จ การตัดสินใจเร็วไป 4 ครั้ง มีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 3 ครั้ง เพราะฉะนั้น จงใจเย็นแม้จะทำให้พลาดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ผลตอบแทนที่เหลือจะมาชดเชยสิ่งที่พลาดไปเอง

11) หุ้นมีนิสัยเหมือนมนุษย์ หุ้นขี้เกียจ ซื้อขายวันละหลักร้อยหุ้น หุ้นขี้ตกใจ เกิดข่าวร้ายนิดหน่อย ราคาตกลงมากกว่าตลาด หุ้นขี้เหนียว กำไรเยอะแต่ปันผลนิดเดียว หุ้นขี้โม้ มีสารพัดโครงการแต่ทำไม่ได้จริงซักที แต่หุ้นที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงคือ “หุ้นขี้โกง” ที่มีผู้บริหารนิสัยโจรปะปนอยู่

12) ทุกคนควรวิเคราะห์ตัวเองว่าผิดพลาดแบบไหนแล้วไปแก้ไขที่จุดนั้น คนที่ชอบขายหมู แสดงว่าดีใจมากเกินไปเวลาหุ้นขึ้น คนที่ติดดอยมีความกล้าบ้าบิ่น คนที่ตกรถเป็นคนขี้กลัว ระแวง ส่วนคนที่ชอบรับมีดมีความโลภและคิดว่าราคาที่ตกลงมาคือกำไรที่ซื้อได้ถูกลง

13) ความฝันของนักลงทุน คือ การสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต แต่ถ้าจิตยังเหมือนเดิม ถึงย้อนเวลากลับไปได้จริง การตัดสินใจก็จะไม่ต่างไปจากเดิม พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรากำหนดสติเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกที่ปัจจุบัน และอนาคตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่ต้องแก้คือจิตไม่ใช้การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา

14) การยอมรับความพ่ายแพ้ เมื่อตัดสินใจผิด ทำให้สามารถเรียนรู้วิธีที่จะชนะได้ ให้เราถอยออกมามองภาพใหญ่เหมือนโค้ชที่อยู่ข้างสนามจะเห็นภาพโดยรวมชัดกว่านักเตะที่อยู่ในสนาม คอยมองหาจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของตัวเองไม่ใช่โยนความผิดให้คนอื่น … แน่นอนว่าความพ่ายแพ้มันเจ็บปวด แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นแรงขับว่าสักวันต้องกำไร แล้วพยายามแก้ตัวใหม่ ส่วนใหญ่ถ้ายังสู้ต่อจะจบลงด้วยชัยชนะอย่างถาวร

15) คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีความถนัดอย่างใดอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ หาให้เจอและดึงจุดนั้นมาใช้ในการลงทุน ถ้าคุณถนัดว่ายน้ำแล้วไปวิ่งแข่งคุณก็จะแพ้ คนเราไม่ต้องเก่งหลายอย่าง ขอแค่อย่างเดียว แต่เอาให้เก่งสุด ๆ ไปเลย เหมือนที่วอร์เรน บัฟเฟต เคยบอกว่า “ในการเล่นเบสบอลไม่จำเป็นต้องตีทุกลูก แต่เวลามีลูกที่คุณถนัด ต้องตีให้แรง และให้ตรงที่สุด”

16) ตัด “ความอยาก” ออกให้หมดให้เหลือแต่ “ความเชื่อ” เหมือนนักกีฬาที่ทุกคคนต้องอยากชนะ แต่เมื่อฝึกซ้อมหนักมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะเกิดความเชื่อว่าจะชนะมากขึ้นเท่านั้น เหมือนเราเล่นหุ้นซื้อปุ๊บก็อยากให้ขึ้นปั๊บ อดทนรอไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความเชื่อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก จะทำให้อดนรอคอยความสำเร็จของหุ้นตัวนั้นได้ 

17) พลังแห่งความรู้สึกสูงกว่าพลังแห่งความคิดมากจนเทียบไม่ได้ เช่น บางคนหักห้ามความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ความคิดรู้ว่าจะทำให้เป็นมะเร็ง เพราะความรู้สีกเป็นกรรมเก่า ส่วนความคิดเป็นกรรมปัจจุบัน วิธีเดียวที่จะเอาชนะได้คือ การฝึกสติสัมปชัญญะให้มีกำลังกล้าแกร่งพอที่จะสู้กับความรู้สึกนั้นได้

18) การดูให้เห็นอาการโดยปราศจากอารมณ์ จะทำให้หยั่งรู้เห็นความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ ดูให้เห็นว่าหุ้นขึ้นโดยไม่มีอารมณ์ดีใจ ดูให้เห็นว่าหุ้นตกโดยไม่ต้องกังวล อย่าเอาใจเข้าไปรับ เป็นการเห็นแบบ “ปรมัตถ์” คือ สนใจกับอาการที่ปรากฏเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ต้องเอาจิตเข้าไปปรุงแต่งให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน (ตัวกูของกู) แยกสติออกไปจับอาการและทำความเข้าใจในธรรมชาติของมัน

19) ถ้ามีอารมณ์เกิดขึ้นไม่ต้องรีบไปหยุดมันทันที ให้ใช้สติเฝ้าดูเหมือนเหยียบเบรก ABS ที่ค่อย ๆ หยุดล้อให้หมุนและจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เคล็ดลับก็คือ อย่าไปอยากให้อารมณ์มันหาย เพราะถ้ายิ่งอยากมันจะไม่หาย แต่อารมณ์มันขี้อาย พอรู้ว่าเราจ้องมันอยู่ มันจะหลบไปทันที ค่อย ๆ ฝึกสติตามดูอย่างจดจ่อ โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์นั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปเอง

20) วันใดที่ได้กำไรและเหลือเงินเก็บในระดับที่พอใจแล้ว ให้ขายหุ้นทิ้งให้หมด คุณจะพบว่า ชีวิตที่ไม่ต้องวุ่นวายกับข่าวสารของโลก ไม่ต้องตื่นกลัวกับเรื่องร้าย ๆ ในประเทศ เป็นชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ปราศจากกิเลศ ตัณหาที่เร่าร้อน

ผมคิดว่า 20 ข้อคิดนี้น่าจะเป็นบทเรียนสอนใจให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นอย่างมีสติ และโดยปกติผมมักจะยึดหลัก 1 BOOK 1 LESSON ที่พี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ Money Coach บอกว่า ให้นำบทเรียนที่ได้จากหนังสือ 1 เล่ม สัก 1 เรื่อง มาปฏิบัติใช้ให้ได้ผลจริงกับชีวิต แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับตัวเอง สำหรับผมอยากไปฝึกนั่งสมาธิให้ได้ทุกวันสักวันละ 10 นาทีก่อน เพื่อให้ตัวเองมีสติมากขึ้นและสามารถจับอาการหุ้นได้โดยปราศจากอารมณ์ 

ลองไปหา 1 book 1 lesson ของคุณดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่ามันมีประโยชน์จริงๆ 

.

#กรรมของนักเล่นหุ้น #จิตวิทยาการลงทุน #onebookonelesson #วิตามินหุ้น

Advertisements

แนะวิธีเลือก #หุ้นปันผลสไตล์VI

“แนะวิธีเลือก #หุ้นปันผลสไตล์VI”โดย ชาย มโนภาส 

มาถึงวันนี้…. ประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นของชายรวมแล้วก็กว่า 20 ปี เขาเล่าว่าได้เรียนรู้มากมายจากประสบการณ์ลงทุน ทั้งช่วงที่ได้กำไรและช่วงที่ขาดทุน โดยประเด็นการลงทุนที่เขาเลือกมาแบ่งปันให้กับนักลงทุนในงาน Future Wealth คือการเลือกหุ้นปันผล เพราะเขามองว่ามีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนในตลาดหุ้นเพราะต้องการ “เงินปันผล” 

ชายเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่า นับจากปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา ดอกเบี้ยเงินฝากของไทยเป็นขาลงมาอย่างต่อเนื่อง จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปีละ 14-15% มาถึงวันนี้ อัตราดอกเบี้ยฝากประจำเหลือเพียงปีละ 1.5% เท่านั้น ขณะที่เงินเฟ้อของไทยในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.25% นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดเงินฝากจึงไม่ใช่ที่หวังของนักลงทุนได้อีกต่อไป 

แต่เมื่อหันมามองตลาดหุ้นไทย หลายคนพูดว่า “หุ้นไทยแพง” โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมี Valuation สูง คืออัตราเงินปันผล ซึ่งปัจจุบัน อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 3% สูงกว่าหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ฯลฯ นี่หมายความว่า แค่อัตราเงินปันผลก็สามารถเอาชนะดอกเบี้ยเงินฝากและเงินเฟ้อได้แล้ว  

ชายย้ำว่า อันที่จริงแล้ว ในตลาดหุ้นไทยมี “หุ้นดี” หลายตัวที่ปันผลมากกว่า 3% แต่โจทย์สำคัญของนักลงทุนคือ จะหาหุ้นปันผลดีๆ ได้อย่างไร?

“ในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีบอก ว่าหุ้นแต่ละตัวไหนปันผล 1 ปีย้อนหลัง เท่าไหร่ ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง แต่ละปีปันผลเท่าไหร่ บางทีก็มีตารางจัดอันดับให้ด้วยว่าหุ้นตัวไหนให้ปันผลสูงสุด หุ้นตัวไหนบ้างที่ปันผล 10 ปีต่อเนื่อง ฯลฯ แต่สิ่งที่ผมอยากย้ำเตือนคือ การเลือกหุ้นปันผลด้วยการดูข้อมูลย้อนหลัง มันอันตรายมาก”

เขายกตัวอย่าง หุ้นบางตัวจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราค่อนข้างสูงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่พอมาปีนี้ไม่จ่ายปันผล ก็มี หรือหุ้นบางตัวจ่ายปันผลลดลงทุกปี ก็มี หรือหุ้นบางตัวให้ปันผล 6-7% ต่อปี แต่ต้องมาขาดทุนเพราะราคาหุ้นที่ลดลงไปกว่า 30% ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ การเลือกหุ้นด้วยการดูแต่อัตราเงินปันผลจากผลงานในอดีต จึงป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ทั้งนี้ ชายได้ทิ้งท้ายด้วย “หลักการในการเลือกหุ้นปันผล” เอาไว้ดังนี้

1. #เข้าใจธุรกิจและจุดแข็งจุดอ่อนของบริษัท ตลอดจนเข้าใจอุตสาหกรรม รวมถึงรู้ว่าธุรกิจนั้นมีคู่แข่งหรือไม่ ฯลฯ   

2. มองให้ออกว่า #กำไรบริษัทอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง เพราะเงินปันผลมักเป็นไปในทางเดียวกับแนวโน้มกำไร

3. บริษัทกำลังจะมี #การลงทุนใหญ่ หรือไม่ โดยส่วนใหญ่ บริษัทที่กำลังจะมีการลงทุนครั้งใหญ่จะกันกำไรเอาไว้เพื่อการลงทุน ระหว่างนั้นจึงมักไม่ค่อยจ่ายปันผลหรือปันผลในอัตราที่น้อยกว่าปกติ  

4. #บริษัทมีหนี้เยอะไหม และเป็นหนี้สินที่มีดอกเบี้ยเท่าไหร่ ถ้ามีหนี้เยอะ ปันผลก็อาจไม่มากเพราะต้องเอาเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ก่อน จึงจะจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 

5. #บริษัทมีกระแสเงินสดดีไหม โดยส่วนใหญ่ บริษัทที่มีหนี้น้อยและมีกระแสเงินสดดีมีแนวโน้มที่จะจ่ายปันผลค่อนข้างดีและจ่ายต่อเนื่องยาวนาน

6. #บริษัทมีแนวโน้มจะอยู่ได้อีกหลายปีหรือไม่ เพราะบ่อยครั้ง พอมีบริษัทเกิดใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ บริษัที่เคยดำเนินการอยู่ดีๆ ก็อาจล้มหายตายจากไปในเวลาอันรวดเร็ว ก็มี 

7. #อย่าติดกับเงินปันผลมากเกินไป โดยชายยกตัวอย่าง หุ้น CPN ซึ่งตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ปันผลเพียง 1% กว่า แต่ปันผลทุกปีมาตลอด 17 ปี ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.70 บาท มาอยู่ที่ 66 บาท (ณ เดือน ส.ค. 2560) 

“ถ้านักลงทุนเข้าใจธุรกิจของ CPN ย่อมรู้ว่า ช่วงแรกๆ เวลาจะขยายสาขา ต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องกู้เงินจากธนาคาร เพราะยังเก็บค่าเช่าได้น้อย แต่พอเริ่มมีหลายห้าง ก็สามารถเก็บค่าเช่าได้เพิ่มมากขึ้น มาถึงวันนี้ เวลาที่จะขยายสาขา เขาไม่จำเป็นต้องกู้ธนาคารแล้ว สามารถใช้รายได้จากค่าเช่ามาขยายธุรกิจได้เลย นอกจากนี้ ค่าเช่าก็ยังสามารถขึ้นราคาได้เรื่อยๆ ซึ่งถ้านักลงทุนยึดติดกับเงินปันผลมากจนทิ้งหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ปีแรกๆ ก็ย่อมเสียโอกาสในการทำกำไร ตรงกันข้าม บางบริษัทจ่ายเงินปันผลเยอะ แต่ราคาหุ้นไม่ไปไหนเลย เพราะมัวแต่เอาเงินมาจ่ายปันผล พอถึงเวลาลงทุนเพิ่ม ก็ต้องไปกู้เงิน เสียดอกเบี้ย สุดท้ายกิจการก็ไม่ขยายได้เท่าที่ควรจะเป็น”

สุดท้ายนี้ ชายย้ำว่า หลังจากทำความเข้าใจหุ้นที่คุณสนใจจนครบทั้ง 7 ข้อแล้ว อย่าลืมพิจารณาอีกประเด็นสำคัญ โดยเขามองว่าอาจจะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “#ผู้บริหารไว้ใจได้ไหม?”

ที่มา: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/19461

” กฎ 25 ข้อของ Peter Lynch “จาก หนังสือ “Beating the Street”

” กฎ 25 ข้อของ Peter Lynch “จาก หนังสือ “Beating the Street”

1. #การลงทุนเป็นเรื่องที่สนุกตื่นเต้น (โดยเฉพาะเวลากำไร) แต่ก็เป็นเรื่องที่อันตรายมากหากลงทุนแล้วคุณไม่ทำอะไรเลย ไม่ได้ตามข่าวสาร ไม่ได้ศึกษาตัวบริษัท ไม่ได้มานั่งเปรียบเทียบกองทุน ทำเพียงแค่ “ซื้อ … เพราะราคามันขึ้น” แบบนี้การลงทุนนั้นก็พร้อมจะ “ปล้น” เงินของคุณไปทันที

2. แค่คุณ #ลงทุนในบริษัทที่คุณรู้จักและเข้าใจเป็นอย่างดี คุณก็สามารถชนะบรรดากูรู และตลาดหุ้นได้อย่างง่ายดาย

3. คุณสามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่ #อยู่ห่างๆจากฝูงชน เพราะการอยู่ท่ามกลางความเห็นของคนหลาย ๆ คน คุณอาจสูญเสียความเป็นตัวตน และทำอะไรที่มันดูไร้เหตุผลไปในที่สุด

4. #เบื้องหลังหุ้นทุกตัวคือบริษัท และทุกบริษัททำธุรกิจ … คุณแค่ต้องไปดูว่าเขาทำมาหากินยังไง ได้เงินมาจากไหน อะไรคือความเสี่ยง และอะไรที่จะทำให้บริษัทนั้นเติบโต

5. #ราคาหุ้นจะขึ้นตามกำไรของบริษัท แม้จะมีหลายครั้งที่กำไรเติบโตสวนทางกับราคา แต่เชื่อเถอะ…ถ้ากำไรมันโตจริง ๆ สุดท้ายยังไงราคาก็ต้องขึ้น

6. #คุณต้องรู้ว่าคุณซื้อหุ้นอะไร เพราะอะไร ทำไมถึงซื้อ ไม่ใช่ซื้อแค่เพราะคิดว่ามันกำลังจะขึ้น

7. #บริษัทที่กำลังจะมีปัญหา มักจะเริ่มด้วยคำว่า “#ผิดคาด”

8. หุ้นในพอร์ต ก็เหมือนลูก … #มีเยอะไปก็ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนมือใหม่ ที่ควรมีหุ้นอยู่ในพอร์ตซัก 5 บริษัทก็พอ เพราะคุณจะได้มีเวลาติดตามความเปลี่ยนแปลงของมัน

9. #ถ้าเลือกหุ้นดีๆที่ถูกใจไม่ได้ ก็จงฝากเงินไว้ในแบงค์ 

10. #อย่าลงทุนถ้ายังไม่ได้ดูงบ เพราะหลายครั้งเรามักจะขาดทุนหนัก ๆ กับบริษัทที่มีงบการเงินไม่แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นอย่าลืมตรวจงบการเงิน ก่อนที่คุณจะเอาเงินที่หามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของคุณไปเสี่ยงกับมัน

11. #หนีให้ห่างจากหุ้นร้อนที่ในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง และบริษัทยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมยอดแย่ มักเป็นบริษัทที่สร้างผลตอบแทนได้ดีเสมอ

12. #ถ้าอยากซื้อหุ้นเล็ก … รอให้มันมีกำไรก่อน

13. ถ้าคุณกำลังจะซื้อในอุตสาหกรรมที่มีปัญหา … #จงซื้อหุ้นที่มีความสามารถในการอยู่รอด และควรจะรอให้อุตสาหกรรมมีสัญญาณในการฟื้นตัวก่อน

14. ถ้าซื้อหุ้น 1,000 บาท โอกาสขาดทุนคือ 1,000 บาท แต่ก็ #มีโอกาสที่จะทำกำไร เป็น 10,000 บาท 50,000 บาทได้ #หากคุณอดทนและให้เวลากับมันพอ

15. นักลงทุนรายย่อย … #มักจะหาหุ้นชั้นยอด … ได้ก่อนนักลงทุนชั้นเยี่ยม หรือบรรดากูรูต่าง ๆ เสมอ และมันไม่ได้เป็นแบบนี้เฉพาะกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่มันเกิดขึ้นกับทุกตลาด…ทั่วโลก!

16. #เหตุการณ์หุ้นตกหนัก … เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำไม่ต่างจากฝนเดือนตุลา หากคุณเตรียมพร้อมไว้ มันก็จะไม่สามารถทำอะไรคุณได้ กลับกันมันเป็น #โอกาสในการลงทุนสำหรับคนที่เข้าใจและพร้อมเสมอ 

17. ไม่ว่าใครก็สามารถมีความรู้พอที่จะทำกำไรในหุ้น … #แต่น้อยคนนักที่จะมีอารมณ์มั่นคงพอที่จะไม่ตื่นตระหนก และหากคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทเมื่อเจอข่าวร้ายจะรีบแห่ขายทุกอย่างออกจากพอร์ต … เลิกเล่นหุ้นละมาซื้อกองทุนซะ

18. มันมักจะมีเรื่องให้เราได้ตื่นตระหนกเสมอ … #จงขายหุ้นแค่เพราะเวลาที่พื้นฐานมันเปลี่ยนหรือขายตอนที่บริษัทเริ่มจะถอยหลังลงคลอง ไม่ใช่ขายเพราะว่าหุ้นทั้งตลาดกำลังถล่มลงมา

19. ไม่มีใครที่จะคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ในตลาดหุ้นได้ถูกหมด … #หยุดฟังคนอื่น และ #เริ่มเชื่อตัวเอง จากนั้นก็เดินหน้าศึกษาบริษัทที่เราสนใจ

20. #หุ้นดีๆมีอยู่เสมอ … คุณแค่ต้องหามันให้พบ

21. #ถ้าซื้อหุ้นโดยไม่ศึกษาอะไรเลย … มันก็ไม่ต่างจากคนเล่นไพ่ที่ไม่ได้ดูไพ่

22. เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ #พยายามลงทุนเพื่อระยะยาวไว้

23. #ถ้าคุณอยู่ในสภาวะอารมณ์ไม่มั่นคงอย่าซื้อหุ้น แต่จงซื้อกองทุนที่เขาเลือกหุ้นให้แล้ว

24. ตลาดหุ้นในประเทศ ไม่ได้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ตลอดทุกปี #คุณควรหาโอกาสในการไปลงทุนยังต่างประเทศ ผ่านกองทุนรวม และกระจายความเสี่ยงไว้บ้าง

25. #ในระยะยาวแล้วหุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด แต่ถ้าหลับหูหลับตาเลือกหุ้น บางทีการเอาเงินใส่ไว้ใต้หมอนอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ.

– ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™ , นักวางแผนการลงทุน

.#คลินิกการลงทุน

สรุปหนังสือ WHY MOATS MATTER

ShineStock☀ สรุปหนังสือ WHY MOATS MATTER 

หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่ วอเรน บัฟเฟต นักลงทุนระดับโลก ใช้ประกอบในการคัดเลือกหุ้นสำหรับลงทุนครับ
โดยหลักแล้วจะมีป้อมปราการอยู่ 5 ประเภท ได้แก่

1. สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (intangible asset)

– แบรนด์

– สิทธิบัตร / ลิขสิทธิ

– สัมปทาน / ใบอนุญาต จากภาครัฐ
2. ความได้เปรียบด้านต้นทุน (cost advantage)

– การประหยัดต่อขนาด (ผลิตเยอะต้นทุนเฉลี่ยต่ำ)

– ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ ใกล้แหล่งวัตถุดิบ หรือที่ตั้งจำกัดทำให้คู่แข่งใหม่เข้ามาได้ยาก

– ประสิทธิภาพการผลิตหรือการบูรณาการสายการผลิตร่วมกัน
3. ต้นทุนการเปลี่ยนย้าย (switching cost)

– ความคุ้มค่าเทียบกับความเสี่ยงของการเปลี่ยนไปใช้สินค้า/บริการของบริษัทอื่น

– วงจรของผลิตภัณฑ์ หรือวงจรของเทคโนโลยีที่มีผลต่อ switching cost ที่ต่ำลงและเสี่ยงน้อยลงในอนาคต
4. พลังของเครือข่าย (Network effect)

– การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการลงไปในเครือข่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งผู้ขายและผู้ใช้งาน

– การเพิ่มปริมานและรักษาเครือข่ายให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

– ความกว้างและขนาดของเครือข่าย ช่วยส่งเสริมให้เกิด Moats ด้านอื่นๆให้แข็งแกร่งขึ้น เช่น brand / cost advantage / switching cost เป็นต้น
5. ขนาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient scale) หรืออาจเรียกว่า ขนาดที่มีอยู่จำกัด น่าจะเข้าใจง่ายกว่า

– ตลาดที่เล็ก มีขนาดจำเพาะ ทำให้ไม่มีคนสนใจ

– มีบริษัทคู่แข่งน้อยในตลาด ทำให้ตั้งราคาและรักษาอัตรากำไรที่สูงได้
=================================================
โดยในหนังสือได้ยกตัวอย่างธุรกิจหลายประเภทไล่เรียงกันตั้งแต่ธุรกิจที่มี Moats ที่แข็งแกร่ง ไปจนถึงธุรกิจบางประเภทที่ไม่มี Moat อยู่เลย 
ซึ่งผมขอสรุปแบ่งตามหมวดอุตสาหกรรม ดังนี้

☀1) Basic Materials

โดยปกติแล้วกลุ่มนี้เกือบทั้งกลุ่มเป็นบริษัทที่ไม่มีอำนาจในการกำหนดราคามากนัก เพราะราคาขายมักขึ้นกับ demand-supply ในตลาด จึงมี Moats ที่อ่อนแอ
1.1 บริษัทผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น อลูมิเนียม กระดาษ เหล็ก

– ต้นทุนการผลิตและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้บริษัทนั่นมี Moats ในระดับนึงแต่ไมถึงกับแข็งแกร่ง

– มีคู่แข่งทั่วโลก สินค้าสามารถทดแทนได้ง่าย
1.2 บริษัทแปรรูปสินค้าโภคภัณฑ์

– บางบริษัทมี Moat จากต้นทุนการแปรรูปที่ต่ำหรือมีเทคนิคการแปรรูปที่เลียนแบบได้ยาก

– สถานที่ตั้งใกล้แหล่งวัตถุดิบ ช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่ง แต่ต้องไม่ลืมดูว่าแหล่งวัตถุดิบนั้นๆมีอายุจำกัดหรือไม่

– การลงทุนที่สูงและใช้เวลานานอาจเป็นตัวช่วยกีดกันคู่แข่งในบางกรณี
1.3 โลหะและเหมืองแร่

– ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทอยู่รอดได้ในภาวะราคาสินค้าตกต่ำจนคู่แข่งค่อยๆหายไป

– มีสัมปทานภาครัฐช่วยกีดกัน (ในบางประเทศ) แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ได้จ่ายเงินลงทุนแพงเกินไปจนทำให้ยิ่งขุดยิ่งขาดทุน

– กฎเหล็ก 3 ข้อของธุรกิจเหมืองแร่ 1.ยิ่งใหญ่ยิ่งดี(ช่วยให้เก็บเกี่ยวได้นานและลงทุนทีเดียวอยู่) 2.คุณภาพของแร่ยิ่งดีกำไรยิ่งสูง(ความหนาแน่นของแร่ต่อดินที่ขุดออกมา 1 ตันยิ่งสูงยิ่งดี) 3.การแปรูปต้องไม่ซับซ้อน(ไม่ทำให้ต้นทุนสูงเกินไป)
☀2) Consumer

แบรนด์ถือเป็น Moats หลักของธุรกิจประเภทนี้ รองลงมาคือเครือข่ายการจัดจำหน่าย แต่ธุรกิจประเภทนี้มี Switching Cost ต่ำหรือแทบไม่มีเลย หากเราเบื่อก็ย้ายไปกินอีกยี่ห้อไม่ยากนัก

2.1 เครื่องดื่ม

– ต้องอาศัยแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ไม่มีใครเปลี่ยนไปกินเบียร์ ไวน์ หรือน้ำอัดลมที่ไม่มีแบรนด์แม้จะขายราคาถูกกว่าโค้กหรือเป๊ปซี่ก็ตาม

– เครือข่ายการกระจายสินค้าเป็นอีก Moat หลักๆที่ช่วยให้บริษัทที่เป็นเจ้าตลาดเดิม แข็งแกร่ง เพราะผู้เล่นหน้าใหม่อาจต้องมาขอใช้เครือข่ายกระจายสินค้าจากเจ้าเดิม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าของตนเองได้อย่างทั่วถึง
2.2 สินค้าอุปโภค

– แบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น

– ปริมาณการผลิตที่สูงจนเกิด Economic of scale ทำให้ต้นทุนดีกว่าคู่แข่ง

– การเป็นเจ้าของแบรนด์ที่หลากหลาย และมีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทมี Moats ที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
2.3 บุหรี่

– การมีแบรนด์แข็งแกร่ง เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งหน้าใหม่และเก่า

– บริษัทต้องมีอำนาจในการตั้งราคาขายได้ แม้ว่าปริมาณผู้สูบบุหรี่จะลดลง

– ให้ระวังสินค้าทดแทน เช่น บุหรี่ไฟฟ้า หรือกัญชา ที่อาจกินส่วนแบ่งตลาดของผู้สูบ

– กฎระเบียบของแต่ละประเทศก็เป็นตัวที่ช่วยส่งเสริมหรือทำลาย Moat ทางธุรกิจนี้ได้
2.4 ร้านอาหาร

– การแข่งขันของธุรกิจประเภทนี้ดุเดือด ไม่มีป้อมปราการกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ ไม่มี switching cost และมีสินค้าทดแทนอยู่เต็มไปหมด

– มีหลายๆแบรนด์ที่สร้าง Moats ขึ้นมาได้ เช่น McDonald หรือ Starbuck

– แบรนด์ที่แข็งแกร่งทำให้สามารถตั้งราคาขายสูงกว่าได้ เนื่องจากเป็นที่รู้จักทั่วโลก

– พลังของเครือข่ายที่ช่วยให้มีอำนาจต่อรองกับ supplier ทำให้ประหยัดต้นทุนกว่าผู้เล่นรายอื่นๆ
2.5 ร้านค้าปลีก

– ความได้เปรียบด้านต้นทุนในการต่อรองกับ supplier จากการสั่งซื้อปริมาณมากๆ และเครือข่ายการขนส่งสินค้าที่ก็มีส่วนช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนกว่าคู่แข่ง

– จำนวนสาขาที่ครอบคลุม ทำให้ได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า แต่ก็เป็นข้อเสียหากยอดขายต่อสาขาไม่คุ้มกับเงินลงทุน

– ความเสี่ยงของคู่แข่งหน้าใหม่ และการแย่งตลาดจากเทคโนโลยี Online Shopping ต้องสำรวจว่าบริษัทมี platform สำหรับต่อกรกับคู่แข่งแล้วหรือไม่
☀3) Energy

เป็นอีกกลุ่มที่ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้และมีวัฎจักรของราคาสินค้า บริษัทส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมไม่มี Moats แต่ก็มีบางส่วนที่สร้าง Moats ไว้ได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นความได้เปรียบด้านต้นทุน เช่น เดียวกับกลุ่ม Material

3.1 บริษัทขุดเจาะ

– บริษัทที่มี Moats อยู่นั้นจะอาศัยชื่อเสียง ความชำนาญ และความเชื่อมั่นจากลูกค้าเป็นหลัก

– ขนาดของสินทรัพย์ เทคโนโลยี และอุปกรณ์ที่พิเศษกว่าคู่แข่ง อาจช่วยให้บริษัทมีต้นทุนต่ำกว่าและเรียกราคาการขุดได้สูงกว่า เช่น การขุดแบบเฉพาะทาง ลึกเกินกว่า 10000 ฟุต ที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ และวิศวกรที่มีความชำนาญซึ่งมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ให้บริการได้
3.2 บริษัทสำรวจและผลิต

– ความได้เปรียบด้านต้นทุนเป็น Moats หลักของกิจการ

– สิ่งที่ต้องคำนึงสำหรับธุรกิจคือ ขนาดของแหล่งสำรวจ ต้นทุนการผลิตต่อหน่วย(รวมทุกคชจ. ค่าเสื่อม ค่าภาคหลวง ค่าจ้างพนักงาน ค่าขุดเจาะ) และราคาที่ขายได้จริง

– ต้องดูแหล่งพลังงานสำรองของบริษัทเหลือกี่ปี และบริษัทสามารถหาแหล่งใหม่มาชดเชยได้หรือไม่
3.3 บริษัท Mid Stream / โรงกลั่น

– ความได้เปรียบด้านต้นทุนจากทำเลหรือภูมิศาสตร์ เช่น อยู่ใกลแหล่งวัตถุดิบ

– การบูรณาการด้าน Supply Chain เช่น บริษัทที่สร้าง plant ติดกันเป็น Complex ทำให้สามารถใช้พลังงานส่วนเหลือและสร้างสินค้าปิโตรเคมี หรือใช้ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– การลงทุนต้องใช้เงินปริมาณมาณสูง และใช้เวลานาน อาจตัดคู่แข่งออกไปได้ในระยะเวลานึง
☀4) Financial Service

เป็นอุตสาหกรรมที่สินค้าไม่แตกต่างกัน มีกฎระเบียบควบคุมจากภาครัฐและเกิดการแข่งขันกันในอุตสาหกรรมสูง

4.1 ธนาคาร

– ต้องความได้เปรียบด้านต้นทุน ซึ่งเกิดจากการหา source of fund ที่ต่ำ การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และการวิเคราะห์เครดิตเพื่อปล่อยกู้ได้มีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง

– แม้ต้นทุนการเปลี่ยนย้ายต่ำ แต่หากลูกค้าผูกบริการหลายรูปแบบไว้กับธนาคาร ก็อาจเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับลูกค้าที่จะเปลี่ยนไปใช้บริการที่อื่น

– บางบริษัทมีรายได้จากส่วนงานอื่นที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ หากภาครัฐเริ่มควบคุมอาจกระทบต่อบริษัทได้มาก

– บางตลาดมีความได้เปรียบจากกฎหมายของประเทศนั้นๆที่ห้ามตั้งสถาบันการเงินเพิ่มเติม
4.2 บัตรเครดิต

– พลังของเครือข่ายเป็น Moats ที่สำคัญ เนื่องจากร้านค้าที่รับบัตรและให้สิทธิพิเศษก็จะมีลูกค้ามากขึ้น ในขณะเดียวกันฝั่งลูกค้าเมื่อเห็นว่าสมัครบัตรนี้ แล้วเอาไปใช้ซื้อของที่มีส่วนลดได้หลายร้านก็จะสนใจสมัครบัตรดังกล่าว

– แบรนด์ก็เป็นส่วนนึงของ Moat เพราะเกิดการยอมรับจากทั้งผู้ใช้บัตรและร้านค้าว่าจะได้รับชำระเงินแน่นอน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่บริษัทหน้าใหม่จะเข้ามาแย่งลูกค้าจากเจ้าตลาดเดิม

– ข้อควรระวังคือ switching cost ที่ต่ำและมีสินค้าทดแทนได้หลายใบ หรือการเกิดช่องทางชำระเงินอื่นๆในปัจจุบัน เช่น e-payment หรืแ e-wallet แต่คงต้องดูกันต่อไปอีกสักระยะว่าจะกินส่วนแบ่งได้มากน้อยแค่ไหน
4.3 ประกันภัย

– การบริหารต้นทุนการรับประกันภัยที่ต่ำเป็น Moat ของบริษัทประกันภัย เพราะลูกค้าจะไม่เต็มใจจ่ายแพงกว่าแบรนด์อื่นๆ

– บริษัทประกันที่มีสินค้าเฉพาะทาง จะไปได้ดีกว่าบริษัทที่รับประกับหลายๆแบบจับฉ่าย

– มองว่าประกันชีวิตเป็นธุรกิจที่มีป้อมปราการน้อยกว่าประกันทรัพย์สินหรืออุบัติเหตุ เพราะอัตราการเสียชีวิตของคนค่อนข้างคงที่ และประกันชีวิตมีความเสี่ยงจากสภาพตลาดทุนสูงกว่า
☀5) Healthcare

เป็นกลุ่มที่มีป้อมปราการมากที่สุดกลุ่มนึงแต่ต้องแลกมาด้วยการลงทุนวิจัยและพัฒนาที่สูง

5.1 ยา

– สิทธิบัตรยา เป็น Moat หลักของบริษัทผลิตยา

– บริษัทที่ Moat แข็งแรง ต้องสินค้ามีหลากหลาย เพื่อชดเชยยาบางชนิดที่สิทธิบัตรหมดอายุ หรือมีปัญหากับยาบางชนิด

– บริษัทต้องมีการวิจัยและพัฒนาอยู่เสมอเพื่อให้ได้สินค้าใหม่ทดแทนยาชนิดเดิม

– บางบริษัทเน้นโฟกัสไปที่กลุ่มโรคหายาก ซึ่งจะมี Moat ในด้านตลาดที่มีอยู่จำกัด มีผู้เล่นน้อยราย ทำให้บริษัทรักษาอัตรากำไรในระดับสูงได้ต่อเนื่อง

– พลังของเครือข่ายก็เป็นอีก Moat ของบริษัทที่แข็งแกร่งในการกระจายยาของตนไปยังโรงพยาบาลหรือร้านค้าต่างๆได้อย่างทั่วถึง
5.2 อวัยวะเทียม และ biotechnology

– Moat ส่วนใหญ่เกิดจาก ขนาดตลาดที่จำกัด มีผู้เล่นน้อยราย เพราะเป็นการรักษาโรคที่หายาก หรืออวัยวะเฉพาะส่วน

– เทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อน และสิทธิบัตรก็เป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจมี Moat ที่แข็งแกร่งมากขึ้น

– ให้ระวังสินค้าทดแทนจากเทคโลโลยีอื่นๆที่อาจใช้งานได้ง่ายกว่า และมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
5.3 เครื่องมือแพทย์

– ต้นทุนการเปลี่ยนย้ายที่สูง เป็น Moat ของบริษัทกลุ่มนี้เพราะบุคลากรต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดและไม่มีความคุ้นเคย

– เครื่องมือแพทย์บางชนิด เป็นตลาดที่จำกัด มีคู่แข่งน้อย

– ต้องมีการวิจัยพัฒนาอยู่เสมอเพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ และสร้างป้อมปราการไม่ให้คู่แข่งชิงส่วนแบ่งของบริษัทได้ เราจึงเห็นการเข้าซื้อกิจการของบริษัทประเภทนี้เพื่อแชร์งานวิจัย สำหรับสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าอยู่เสมอ แต่ต้องดูความคุ้มค่าของการเข้าซื้อว่าไม่ได้แพงเกินไปจนทำลายความสามารถของบริษัทเสียเอง
☀6) Industrial

6.1 ทางรถไฟ

– ความได้เปรียบด้านต้นทุน โดยรถไฟมีค่าขนส่งที่ต่ำที่สุดรองจากทางเรือ

– ขนาดตลาดที่จำกัดเพราะสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้บางเส้นทางรถไฟ สามารถเดินรถได้เพียง 1-2 บริษัทเท่านั้น

– พลังของเครือข่ายของเส้นทางรถไฟที่ครอบคลุมทั่วพื้นที่ก็เป็นอีก Moat นึงของบางบริษัทที่กีดกันจนคู่แข่งไม่สามารถเข้ามาแย่งตลาดได้

– ในหลายประเทศมีกฎระเบียบ หรือสัมปทานจากภาครัฐทำให้ไม่มีคู่แข่งหรือมีน้อยมาก
6.2 การบริหารสนามบิน

– ส่วนใหญ่จะพบว่ามี สัมปทานจากภาครัฐ เป็น Moat ชั้นดีสำหรับบริษัทบริหารสนามบิน แต่ต้องดูว่าระยะสัมปทานจะหมดอายุกี่ปี และบริษัทสามารถขยับราคาค่าธรรมเนียมสนามบินได้หรือไม่

– อัตราการความหนาแน่ของสนามบินมีมากเพียงพอที่จะชดเชยเงินลงทุนมหาศาลหรือไม่

– ขนาดตลาดที่จำกัดเป็นอีก Moat นึงเพราะบริเวณนึงๆสนามบินจะมีเพียงแห่งเดียวหรือสองแห่ง จึงไม่มีคู่แข่งมาเปิดสู้เพราะอาจทำให้เสียหายทั้งสองฝ่าย
6.3 การขนส่งทางบกและเดินเรือ

– แทบจะไม่มีป้อมปราการเลย เพราะมีาินค้าทดแทนได้ตลอดเวลาและมี supply สูงกว่า demand เยอะ 

– แม้จะมีการบริหารต้นทุนที่ดีแต่คู่แข่งก็สามารถทำได้เช่นกัน

– มีแค่บางประเทศที่มีกฎหมายห้ามบริษัทเดินเรือประเทศอื่นๆเข้ามาบริการ ทำให้เกิด Moat อย่างอ่อนๆอยู่บ้าง

– บริษัทเจ้าของท่อเรือ มักสร้าง Moat ได้จากทำเลที่ตั้งที่คู่แข่งไม่สามารถตั้งได้ เพราะเรื่องกฎหมาย หรือลักษณะทางภูมิศาสตร์
6.4 การจัดการขยะ

– ความได้เปรียบด้านต้นทุน เกิดจากบริษัทมีการบูรณาการของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไล่ตั้งแต่การจัดเก็บขยะตามบ้าน ไปจนถึงกำจัดขยะรูปแบบต่างๆ ทั้งฝัง เผาผลิตไฟฟ้า หรือรีไซเคิล

– สัมปทาน เป็นอีก Moat ที่ช่วยให้บริษัทมีเครื่องกีดกันคู่แข่ง แต่ต้องดูว่าปริมาณขยะคุ้มค่ากับเงินค่าสัมปทานที่จ่ายไปหรือไม่

– การควบคุมมลพิษ และการฟ้องร้องจากทั้งประชาชนและรัฐ เป็นความเสี่ยงของบริษัทประเภทนี้ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดใบสัมปทานคืน หรือชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมาก บริษัทจึงต้องมีวิธีการบริหารจัดการให้รัดกุม
6.5 เครื่องจักรกลหนัก

– ชื่อเสียง หรือแบรนด์เป็น Moat ที่สำคัญสำหรับบริษัท ทั้งแง่ของการรับรู้ของลูกค้าและการบริการซ่อมบำรุงเปลี่ยนอะไหล่ที่รวดเร็วเพื่อให้กิจการของลูกค้าเดินต่อไปได้ไม่สะดุด

– พลังของเครือข่ายก็เป็นอีกปัจจัยหลัก เพราะลูกค้าที่ใช้สินค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ หรือทั่วโลก ซึ่งลูกค้าจำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุง จัดซื้ออะไหล่ให้เพียงพอ ทำให้บริษัทไหนที่มีเครือข่ายที่กว้าง จัดหาอะไหล่ได้ง่ายย่อมมีความได้เปรียบ
☀7) Technology

เป็นหมวดที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว บริษัทที่ยื่นระยะได้ในอุตสาหกรรมนี้ล้วนมี Moats ที่แตกต่างกัน ส่วนบริษัทไหนไม่มีก็ล้มหายตายจากกันได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

7.1 เทคโนโลยีผู้บริโภค เช่น มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า

– เป็นธุรกิจที่วงจรเทคโนโลยีสั้นมาก หากใครไม่ปรับตัวมีโอกาสเพลี่งพล่ำได้ง่าย

– มีความพยายามทำให้ต้นทุนการเปลี่ยนย้าย เป็น Moat ของธุรกิจ โดยหลายบริษัทพยายามผูกบริการอื่นๆไว้กับผู้ใช้งาน เช่น apple มี apple store หรือ itune ที่ลูกค้าชำระเงินซื้อเพลงแอฟไว้อาจทำให้ไม่อยากเปลี่ยนแบรนด์ (แต่ส่วนมองว่าระยะยาว Moat แบบนี้จะค่อยๆหายไป)

– บริษัทเกม เช่น EA ก็เป็นอีกบริษัทที่ทำได้ดีโดยการจดลิขสิทธิ และสร้าง Platform ของการพัฒนาเกมส์โดยใช้เวลาสั้น ต้นทุนที่ต่ำ แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะยั่งยืนในอนาคต
7.2 ระบบฮาร์ดแวร์สำหรับองค์กร

– เป็นธุรกิจที่แทบไม่มี Moat เพราะสั่งซื้อระบบหรืออุปกรณ์จากที่ไหนก็ได้ แต่บริษัทในอุตสาหกรรมนี้ใช้ 3 วิธีในการผูกลูกค้าไว้กับบริษัทของตน

– วิธีแรก ผู้จำหน่ายสร้าง software เสริมของตนเองเข้าไปในระบบ เพื่อตอบสนองกับองค์กรนั้นๆ ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามี switching cost หากต้องการเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น และต้องอบรมพนักงานสำหรับใช้งานระบบใหม่

– วิธีสอง ผู้จำหน่ายพยายามยืดอายุระบบออกไป โดยเสนอให้มีการเพิ่ม spec ต่อเติมเข้าไปโดยใช้เงินน้อยกว่าการเปลี่ยนฮาร์แวร์ใหม่ทั้งระบบซึ่งประหยัดต่อลูกค้ามากกว่า

– วิธีสาม ผู้จำหน่ายจะเสนอบริการช่วยดูแลระบบรายปี โดยตั้งราคาไว้ต่ำกว่าขายขาด 10-20%
7.3 ผู้ผลิตสารกึ่งตัวนำ

– ความได้เปรียบด้านต้นทุน จาก Economic of scale เป็นปัจจัยแรกที่ช่วยให้ผู้ผลิต semi-conductor รายใหญ่อยู่รอดได้ และนอกจากนี้ยังเหลือกำไรส่วนเกินไว้สำหรับวิจัยและพัฒนาทำให้คู่แข่งไม่สามารถเข้ามาได้อีกด้วย

– สินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้แก่ สิทธิบัตรและงานวิจัย เป็น Moat เฉพาะตัวของแต่ละบริษัท เพราะเป็นนวัตกรรมที่หาสินค้าทดแทนได้ยาก หรือกว่าจะลอกเลียนแบบได้บริษัทก็ล้ำหน้าไปอีกขั้นแล้ว

– ผู้ผลิต Processor มักมี Moat ที่แข็งแกร่งเพราะตัวชิปมีความซับซ้อน มีผู้เล่นในตลาดจำกัด ไม่เหมือนกับผู้ผลิตหน่วยความจำที่ลอกกันง่าย
7.4 ซอร์ฟแวร์ แบ่งเป็นสองแบบคือโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชั่น

– พลังของเครือข่ายเป็นกุญแจสำคัญที่สร้าง Moat ให้บริษัทเพราะยิ่งมีผู้ใช้งานมาก ยิ่งบังคับให้บริษัทอื่นๆต้องซื้อผลิตภัณฑ์

– ต้นทุนการเปลี่ยนย้ายที่สูง หากจะเปลี่ยนต้องแก้ไขไฟล์ใหม่ทั้งหมด ทำให้กิจกรรมทางธุรกิจหยุดชะงัก อีกทั้งต้องอบรมพนักงานระดับปฎิบัติการใหม่ทั้งหมด

– การประหยัดต่อขนาด บริษัทเริ่มต้นใหม่ต้องใช้เงินลงทุนปริมาณมากเพื่อต่อสู้กับบริษัทเจ้าตลาดที่มีทั้งบุคลากรและเงินทุนที่แตกต่างกันมาก

– ทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิก็เป็นอีก Moat ของธุรกิจประเภทนี้ จึงเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจหมวดเดียวที่มีป้อมปราการค่อนข้างครบทุกหมด
7.5 โทรคมนาคม

– สัมปทาน เป็นเพียง Moat เดียวที่ช่วยกีดกันให้ธุรกิจนี้หรือที่เรียกได้ว่าผูกขาด ด้วยจำนวนคู่แข่งที่มีไม่เกิน 3-4 รายจะช่วยให้การแข่งขันไม่รุนแรกจนเกินไป แต่ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่าต้นทุนสัมปทานที่ได้มาคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

– ขนาดของเครือข่ายเป็นอีก Moat ที่ช่วยให้ธุรกิจที่มีเครือข่ายกว้างและครอบคลุมมีความได้เปรียบ

– กฎระเบียบและการควบคุม แทรกแซงจากภาครัฐอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจประเภทนี้ได้เช่นกัน จึงจัดอันดับ Moat ของกลุ่มนี้ไว้เพียงระดับอ่อนแอ

– การแย้งลูกค้าใหม่และรักษาลูกค้าเดิม ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงจนทำลายป้อมปราการของธุรกิจหรือไม่ เป็นอีกข้อที่ควรพิจารณา

– การรักษาสัดส่วนการตลาด และการเพิ่ม AMPU(รายได้จากการดำเนินงาน/จำนวนผู้ใช้งาน) มีแนวโน้มเป็นอย่างไรในอนาคต ซึ่งแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไป
☀8) Utility โรงไฟฟ้า โรงผลิตน้ำประปา

– โดยปกติมี Moat จากใบอนุญาตโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้เวลานานในการดำเนินการขอจากรัฐและมีโควต้าจำกัดในแต่ละพื้นที่ 

– มีข้อจำกัดคือ ราคาขายที่ถูกกำหนดไว้ตายตัวทำให้ผลตอบแทนไม่ได้สูงกว่าปกติ

– สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีทำเลที่ตั้งใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ อาจเป็น Moat อย่างอ่อนๆอีกชั้นนึงที่ช่วยสร้างผลตอบแทนส่วนเกินจากต้นทุนที่ดีกว่าคู่แข่ง

– บางบริษัทมีเทคโนโลยีขั้นสูงเฉพาะตัว เช่น Ormat Technologies ที่พัฒนาการใช้พลังงานจากคความร้อนใต้พิภพ ที่แทบไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง มาผลิตไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่งอื่นๆในตลาด
หากใครสนใจก็เก็บไว้เพื่อเวลาเราวิเคราะห์บริษัทและต้องการดูว่าบริษัทมี Moats หรือไม่ และแนะนำว่าลองซื้อมาเก็บไว้หนุน เอ้ย อ่านกันครับ
สุดท้ายเมื่อบริษัทมีป้อมปราการที่ดี การรักษาระดับรายได้-กำไรก็จะน่าเติบโตเป็นไปได้อย่างราบรื่นในอนาคตครับ :3
#ทีมมาร์เทพ รายงาน

ลักษณะนิสัยของหุ้นในแต่ละกลุ่ม

ลักษณะนิสัยของหุ้นในแต่ละกลุ่ม
 โดยเราจะแบ่งหุ้นออกเป็น 9 กลุ่ม ดังนี้ (เพื่อสะดวกต่อการจัดรูปแบบลงทุนครับ)
1.พลังงาน – พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ เหมืองแร่

ธุรกิจพลังงาน ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มั่นคงประมาณว่า “เสือนอนกิน” เพราะอัตราการใช้พลังงานของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความเจริญที่เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและความก้าวหน้านี้เอง ธุรกิจประเภทนี้ก็มี “ความเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้นเช่นกันจากพลังงานทดแทน ดังนั้นเทรนด์หุ้นพลังงานในอนาคตจึงน่าจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด-พลังงานทดแทนมากกว่า ส่วนพลังงานเก่าๆก็มักจะประสบปัญหาตามๆกันไป สังเกตได้จากราคาหุ้นพลังงานที่อยู่ในกระดานบ้านเรา ว่าหุ้นพลังงานยุคเก่ากำลังจะเข้าสู่ภาวะถอยหลังส่วนพลังงานทางเลือกใหม่ๆกำลังจะเป็นตัวเอกในอนาคต

การลงทุนหุ้นกลุ่มนี้นั้นปัจจุบันก็ยังคงต้องมองถึงกระแสเงินต่างชาติเป็นหลัก เพราะเซคเตอร์นี้สำคัญต่อตลาดหุ้นประเทศไทยและมีขนาดใหญ่ถึงกว่า 80% ของสัดส่วนหุ้นทั้งหมดในตลาด การเล่นสั้นเข้าออกจำเป็นต้องหูไวตาไวสังเกตเม็ดเงินต่างชาติเริ่ม Sell เมื่อไหร่ให้ไหวตัวให้ทัน เพราะอาจจะบ่งบอกถึงการหมดรอบของหุ้นพลังงานรวมทั้งอาจจะสื่อถึงการหมดรอบของ SET เลยก็เป็นได้

2.การเงิน – ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์

บริษัทเงินทุนว่ากันตรงๆก็คือกิจการที่ประกอบธุรกิจเหมือนธนาคารนั่นแหละเพียงแค่มีความมั่นคงต่ำกว่า หุ้นในหมวดนี้มักจะขึ้นลงตามวัฎจักรของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดีคนจะทำธุรกรรมทางการเงินเยอะสถาบันการเงินก็จะได้ค่าคอมมิสชั่นเยอะ เศรษฐกิจซบเซาก็ตรงกันข้ามกันไป เคยมีคนคำนวณค่าสหสัมพันธ์ของหุ้นกลุ่มนี้กับตลาดหลักทรัพย์ (SET) ได้เกือบๆ 1 เลยทีเดียว

ปัจจุบันการที่ประเทศไทยใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่มนี้ไม่ค่อยน่าสนใจนักเพราะอัตราดอกเบี้ยฝั่งเงินฝากนั้นไม่สามารถปรับลดได้เนื่องจากตอนนี้ก็ต่ำมากแล้ว ลดเพียงแต่ฝั่งเงินกู้ทำให้ Spread ลดต่ำลง

3.การเกษตร – อาหาร ธุรกิจการเกษตร

พูดถึงอาหารซึ่งเป็นปัจจัย 4 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นธุรกิจที่พึ่งพิงภาวะเศรษฐกิจต่ำที่สุด เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะย่ำแย่สักเพียงใดก็ต้องบริโภคกันอยู่ดี หุ้นกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าค่อนข้างปลอดภัยและเป็นแหล่งพักเงินได้ในตลาดขาลง “ถ้าเลือกได้ถูกตัว” โดยหุ้นอาหารก็แบ่งออกเป็น อาหารที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องดื่มมีสี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับอาหารที่เป็นสินค้าด้อย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยเศรษฐกิจดีจะส่งผลดีต่อสินค้าฟุ่มเฟือยและถ้าเศรษฐกิจไม่ดีจะส่งผลดีต่อสินค้าด้อยนั่นเอง

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลถึงหุ้นกลุ่มนี้ก็ได้แก่ การส่งออก และโรคระบาด ซึ่งถ้าหากเกิดปัญหาแล้วจะกระทบถึงพื้นฐานของตัวหุ้นทันที

4.อสังหาริมทรัพย์ – ที่ดิน บ้าน คอนโด ก่อสร้าง

อสังหาริมทรัพย์นั้นถูกมองว่าเป็นสินค้าเพื่อการลงทุนมากกว่าเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค สังเกตว่าที่ผ่านมาราคาที่ดิน บ้าน คอนโด นั้นขยับสูงขึ้นเรื่อยๆจนคนต่างแห่กันเข้ามาเก็งกำไรกันจนมีการซื้อใบจองหุ้นกันล้มหลามในปัจจุบัน อีกทั้งหุ้นในหมวดนี้กำลังได้รับผลดีจากการลดดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาอีกด้วย แต่ทว่าการเล่นหุ้นกลุ่มนี้ต้องระลึกไว้เสมอว่ามีโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่แตกได้ ให้สังเกตสัญญาณฟองสบู่แล้วให้ถอยให้ทันมิเช่นนั้นเงินที่ได้ลงทุนไปอาจจะลดค่าลงไปหลายเท่าตัวได้อย่างรวดเร็ว บริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ชื่อดังและบริษัทขนาดเล็กหรือเกิดใหม่ บริษัทที่มีชื่อจะมีความเสี่ยงต่อการล้มต่ำ ส่วนบริษัทขนาดเล็กนั้นต้องพึ่งพาเงินกู้ในปริมาณมากและเนื่องจากเป็นบริษัทขนาดเล็กอาจจะโดนเรียกดอกเบี้ยสูงเช่นกันดังนั้นความเสี่ยงจึงควรสูงกว่าไม่น้อยทีเดียว

5.วัสดุก่อสร้าง – ยางพารา ปูน ไม้

ธุรกิจประเภทนี้ถ้าสถานการณ์ปกติก็จะเดินหน้าไปตามกำลังการก่อสร้างของเอกชน ซึ่งก็คงไม่มีอะไรหวือหวาเท่าไหร่ หัวใจของธุรกิจนี้น่าจะอยู่ที่โครงการของรัฐบาลมากกว่าเพราะมีกำลังมหาศาลและไม่เท่ากันในแต่ละปีงบประมาณ ปีไหนที่รัฐบาลทุ่มเม็ดเงินไปให้กับโครงสร้างพื้นฐานเยอะหุ้นในกลุ่มนี้ก็จะเริงร่าตบเท้ากันเข้ามาเป็นขบวน อีกปัจจัยหนึ่งก็คือภัยธรรมชาติ ซึ่งหากเกิดภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย ทีหนึ่งก็สันนิษฐานได้ก่อนว่าจะต้องมีแรงซื้อกลุ่มนี้ไปบูรณะความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่ จึงส่งผลทีกับหุ้นกลุ่มนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

หุ้นที่อยู่ในหมวดนี้แต่ไม่ค่อยเข้าพวกนักได้แก่พวกเหล็ก เนื่องจากปัจจุบันโดนจีนนำเหล็กราคาถูกเข้าตีอย่างต่อเนื่องจนยุคนี้เรียกว่ายุคตกต่ำของเหล็กไทยเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความพยายามกีดกันเหล็กนำเข้าของรัฐรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ส่งออกเหล็กของไทยจึงน่าจับตาว่าในอนาคตเหล็กไทยจะแกร่งพอต่อสู้กับตลาดสากลได้หรือไม่

6.สื่อสาร – สัญญาณโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเราทุกวันนี้การสื่อสารค่อยๆทวีความสำคัญยิ่งขึ้นจนถูกเปรียบเปรยว่าเป็นปัจจัยที่ 5 และกลุ่มการสื่อสารก็เป็นกลุ่มที่พัฒนาเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องจนค่อยๆแบ่งสัดส่วนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกิจการที่ค่อนข้างผูกขาดหากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐก็ไม่สามารถประกอบกิจการได้จึงสามารถจำกัดคู่แข่งไปได้ในระดับหนึ่ง หุ้นกลุ่มนี้มีต้นทุนการจัดการที่ต่ำมาก ต้นทุนส่วนใหญ่น่าจะหมดไปกับการวางโครงข่ายกับค่าสัมปทาน ต้นทุนในอนาคตของหุ้นหมวดนี้ต่ำลงเรื่อยๆ ราคาที่เสนอขายแก่ผู้บริโภคถ้าเท่าเดิมก็จะทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การสื่อสารนี้ก็ต้องผูกติดกับเทคโนโลยี หากบริษัทไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็มักจะต้องมีเหตุล้มหายตายจากกันไปง่ายๆเช่นกัน

7.เทคโนโลยี – คอมพิวเตอร์ สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์

ถ้าถามถึงสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยถ้าปัจจุบันใครยังตอบว่าข้าวสาร เห็นทีจะต้องไปทบทวนตัวเองก่อนเข้าสู่ตลาดหุ้นเสียแล้ว เพราะปัจจุบันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจในการส่งออกของไทยไปเรียบร้อย หุ้นกลุ่มนี้เลยค่อนข้างผูกพันกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากค่าเงินอ่อนแล้วหุ้นกลุ่มนี้ย่อมได้อานิสงค์อย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังต้องพึ่งพากำลังซื้อจากต่างชาติซึ่งหากต่างชาติมีปัญหาทางเศรษฐกิจก็อาจจะทำให้การนำเข้าของเขาลดลงส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกของประเทศไทย รวมทั้งการที่รัฐบาลสนับสนุนทำให้หุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่เรื่องเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างผลัดเปลี่ยนรวดเร็ว หากบริษัทไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็ต้องมีเหตุให้ล้มหายตายจากกันไป 

8.บันเทิง – สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์

ธุรกิจหมวดนี้แทบไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจเลยเพราะไม่ว่าสถานการณ์ไหนคนก็ย่อมชอบความบันเทิงอยู่แล้ว ผู้ที่ประกอบธุรกิจประเภทนี้มักมีไม่กี่รายและเป็นรายยักษ์ใหญ่ของประเทศจึงค่อนข้างผูกขาดและเติบโตได้เรื่อยๆแค่ยามเศรษฐกิจไม่ดี

มีข้อสังเกตว่าหุ้นกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าไรนักเว้นแต่ช่วงใกล้ๆผลประกอบการออกซึ่งมักจะมีแรงเก็งกำไรกันเอาช่วงนั้นมากที่สุด

9.สาธารณสุข – การแพทย์ ยา อนามัย

การที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การแพทย์และพยาบาลจึงมีความจำเป็นต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น การที่ปล่อยให้สัดส่วนจำนวนนักศึกษาแพทย์เพิ่มขึ้นช้ากว่าผู้สูงอายุทำให้หุ้นกลุ่มนี้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเทรนด์ความสวยงามและสุขภาพกำลังมายิ่งส่งผลในแง่บวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ หุ้นกลุ่มนี้ก็เป็นอีกหมวดที่ไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจเท่าไรนักแต่มีผลต่อเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับยาและการนำเข้ายาซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรที่สำคัญได้ อีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้คือหุ้นกลุ่มนี้มีการเก็งกำไรกันสูงขึ้นเรื่อยๆจนราคาในตลาดเพิ่มขึ้นมากและรวดเร็วกว่าการเติบโตที่แท้จริงของธุรกิจ ก่อนที่นักลงทุนจะเลือกเข้าซื้อตัวใดจำเป็นที่จะต้องศึกษาในถี่ถ้วนว่าราคา ณ ปัจจุบันนั้นรับอนาคตล่วงหน้าไปแล้วเพียงใด

วิธีการเก็งกำไรหุ้น

วิธีการเก็งกำไรหุ้น

1. รับความเสี่ยงสูงได้ และคิดให้ไว ทำให้ไว ใจก็ต้องถึงด้วย

ความเสี่ยงต้องรับได้สูงหน่อย ถ้ารับความเสี่ยงสูงไม่ได้ อย่ามาเก็งกำไร ให้ไปเล่นหุ้นโดยใช้แนวคิดแบบลงทุนดีกว่า คนที่เก็งกำไรได้ดี คือเขาพร้อมจะ cut loss ทันที เมื่อรู้ว่าเข้าพลาดจังหวะ การ cut loss นี่แหล่ะที่บอกว่าคุณรับความเสี่ยงได้สูง เมื่อรับความเสี่ยงสูงได้ ก็ต้องคิดให้ไว ทำให้ไวด้วย ช้าๆมันจะไม่ทันคนอื่น
2. วอลุ่มสำคัญมากๆๆๆ

การเก็งกำไร ต้องยึดที่วอลุ่มเป็นหลัก หุ้นที่ไม่มีวอลุ่มเข้ามาเล่น อย่าไปเก็งกำไรเด็ดขาด เสียเวลา เพราะเจ้ามือเขายังไม่ได้เล่น และไม่รู้จะเล่นเมื่อไหร่ ให้ไปเก็งตัวที่มีวอลุ่มเข้า ซึ่งหมายถึงเจ้าหุ้นตัวนั้นกำลังทำเกมส์ดีกว่า
3. อย่าเกี่ยงเรื่องราคา

บางคนเห็นหุ้นวิ่งขึ้นมาแรงๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปเล่น เหตุผลคือเพราะซื้อไม่ทันปล่อยไปดีกว่า (แต่พอตอนถูกก็ไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวจะไม่ขึ้นหรือไม่ก็กลัวมันจะลงได้อีก พอมันวิ่งขึ้นมาก็ไม่กล้าซื้อ เพราะว่าแพงไป จะเอายังไงแน่ ?) การเก็งกำไรนั้น อย่าไปหวังซื้อให้ต่ำที่สุด แล้วไปขายสูงที่สุด

หัวใจของการเก็งกำไรคือ เข้าไปเล่นเมื่อมีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา และต้องขายออกมาในอีกไม่นาน พร้อมกับเอากำไรให้ได้ สมมติว่าหุ้นตัวนั้น จะวิ่งจาก 1 บาทไป 5 บาท คุณก็อย่าไปแคร์เพื่อซื้อ 1 บาทหรือกะขายตรง 5 บาท คุณแค่เอากำไรจากตรง 2 3 4 ให้ได้ก็เป็นพอ
4. ไปเรื่อยๆ อย่าชอบกินของเดิม

การเก็งกำไรต้องพเนจรไปเรื่อยๆ เหมือนจอมยุทธ์หนังจีน เข้าไปเก็งตัวไหนได้แล้วก็จงออกมา แล้วก็หาไปเรื่อยๆ ในตลาดหุ้นจะมีการเก็งกำไรหุ้นอยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีให้เก็ง ยกเว้นเสียว่าคุณจะหมดโอกาสเสียก่อน เพราะไปติดหุ้นแล้วออกไม่ได้
5. เช็คข่าวเสมอ

หุ้นที่เก็งกำไรขึ้นมา มันต้องมีข่าวสนับสนุน ไม่ข่าวใดก็ข่าวหนึ่ง ต้องเช็คให้ดีๆ จะได้ไม่อยู่หลังเขา เช็คข่าวไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร เข้าเว็บ http://www.ryt9.com แล้วพิมพ์ค้นหาตรงมุมขวาบนก็ได้ หรือจะเช็คจากที่อื่นก็ได้หุ้นอะไรที่มีการเก็งกำไรเข้ามา มักจะมีข่าวออกมาส่งเสริมอยู่เสมอ การมีข่าวออกมาช่วย หากข่าวนั้นสามารถต่อยอดได้อีกนาน หุ้นตัวนั้นก็สามารถเก็งกำไรได้เรื่อยๆด้วย แบบว่าเล่นได้เรื่อยๆ
6. เปลี่ยนหุ้นในหน้าจอบ่อยๆ

นักเก็งกำไรต้องกระฉับกระเฉง หน้าจอของคุณต้องสับเปลี่ยนหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา เพื่อดึงมาดูอาการหุ้นตัวนั้นว่าน่าเข้าไปเก็งกำไรหรือเปล่า มันจะดีมาก หากก่อนเข้าไปเก็งกำไรตัวนั้น คุณได้นั่งดูอาการหุ้นสักหน่อย
7. ตลาดเปิดเช้า เหมาะกับการขายมากกว่าซื้อ

แน่นอนครับ ถ้าผมเก็งกำไรหุ้นของวันก่อนหน้า แล้ววันถัดมาหุ้นตัวนั้นเปิดโดด ผมก็พร้อมจะขายให้สำหรับคนมาซื้อตอนเช้า เอาไปเลยพวก แต่ละวันตลาดเปิดให้เทรด 4 ชั่วโมงครึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อราคาเปิดให้คนที่ซื้อวานนี้เขาได้กำไรหรอก รอให้ตลาดเปิดออกมาเพื่อดูอาการหุ้นก่อนก็ได้ เห็นเสือไหม เวลามันจะล่าเหยื่อ มันจะคอยดูก่อนเข้าล่า เก็งกำไรหุ้นก็เหมือนกัน ดูให้ชัดๆก่อนเข้าไปลุย
8. ก่อนปิดเที่ยง ดูว่ามีตัวไหนน่าสนใจ

หลังจากตลาดเปิดเช้า ดูไปเรื่อยๆ หุ้นตัวไหนที่เหมือนมีสัญญาณพร้อมกับวอลุ่มเข้ามา ก็ดึงมาอยู่หน้าจอ หากช่วงใกล้เที่ยง มีแรงไล่เข้ามา นั่นอาจเป็นการนำเอาหุ้นตัวนี้ไปเล่นต่อในตอนบ่ายหรือวันถัดไป จังหวะการเข้าไปเก็งกำไรก่อนปิดเที่ยงน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
9. ช่วงปิดเที่ยงก่อนเปิดเทรดบ่าย

เพราะหน้าที่การเก็งกำไร คือต้องหาหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา นั่นก็คือหุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามาอย่างมีนัยยะ และมีการไล่หุ้นขึ้นมา ดังนั้น อย่าลืมกดดูหน้าจอ Most Gainers เพื่อดูรายชื่อหุ้นที่บวก และต้องเน้นไปยังหุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามาเป็นพิเศษด้วย เพื่อจะได้จับตาดูเหล่านั้นในตอนบ่าย เป็นการทำการบ้านก่อนตลาดเปิดบ่าย
10. ช่วงบ่ายๆจนถึงเย็น

บ่ายๆไปถึงเย็น หากเจ้ามือจะไล่หุ้นเพื่อเอาไปเล่นต่อในวันถัดไป ก็ต้องดูช่วงนี้แหล่ะ หุ้นที่จะเอาไปเก็งกำไรในวันถัดไป มักจะมีการเก็งกำไรขึ้นมาก่อนแล้วในวันก่อนหน้าอยู่เป็นประจำ
11. ซื้อขายภายในวันได้ยิ่งดี

ซื้อและขายจบภายในวัน ความเสี่ยงไม่มี ไม่ต้องไปลุ้นในวันถัดไป แบบนี้เรียกว่าดีไหม?
12. หุ้นขึ้นแรง แต่วอลุ่มไม่เด่นก็ไม่น่าสน

ระวังให้ดี มันมีพวกอีแร้งอีกา ที่รวมกลุ่มกัน แล้วก็ทำการลากหุ้นอย่างไวๆ พอแมงเม่าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กระโจนเข้าไป ก็โยนขายออกมา เพราะก่อนหน้านี้ คนพวกนี้จะเข้าไปเก็บหุ้นไว้แล้วระยะนึง ดังนั้น หุ้นที่น่าเก็งกำไรและค่อนข้างจะเก็งจริงๆจังๆ คือต้องมีวอลุ่มมากเป็นพิเศษ เช่น หุ้นราคาไม่ถึงห้าบาท ก่อนหน้าไม่มีวอลุ่มอะไรมากนัก เทรดวันละ 1-2 ล้านบาท แต่จู่ๆมีวอลุ่มเข้ามาวันเดียวระดับร้อยล้านหรือใกล้เคียง แบบนี้ น่าเข้าไปเก็งกำไรตามมากกว่า
13. เมื่อไหร่ที่รู้ว่าเข้าผิดจังหวะก็ต้องกล้า cut ออกมา

คนเราไม่ได้ทำถูกไปทุกอย่าง บทจะพลาด ก็ต้องไหวตัวออกมาก่อนนะครับ เช่น อาจจะยอม cut 3-5% แต่คุณจะได้

14. หุ้นที่เก็งเข้ามาแบบสดๆซิงๆ การไล่หุ้นขึ้นมาในช่วงแรกเป็นจังหวะที่น่าเก็งด้วยมากที่สุด

หุ้นที่แต่ก่อนเงียบๆ จู่ๆมีการเก็งเข้ามา วอลุ่มก็มาโดดเด่นด้วย มันจะเป็นการเก็งกำไรขาแรกเพื่อจะดึงขึ้นไปให้ถึงระดับหนึ่ง จากนั้นค่อยปรับตัวลงมา จำไว้ว่าไม่มีหุ้นอะไรที่ลากขึ้นไปเป็นเส้นตรง โดยไม่มีการปรับตัวเลย การเก็งกำไรที่น่าสนใจนั้น เข้าไปลุยในช่วงขาแรกเพราะช่วงนี้ หุ้นกำลังสดๆซิงๆ เช่น หุ้นตัวนึง เริ่มลากจาก 1 บาท เจ้าอาจจะลากแรงๆไป 1.50 ก่อนจะปล่อยให้พักฐาน หรือประเภทลากหุ้นวันแรกให้ชนลิ่ง (+30%) พวกนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะโดยส่วนใหญ่ จะมีการเล่นขึ้นไปอีก ไม่จบเกมส์ง่ายๆ ดังนั้น อย่าไปกลัวว่าราคามันจะแพงไป เพราะการเก็งกำไร หัวใจมันอยู่ตรงการมีสัญญาณการเก็งกำไร อย่างที่บอกไป หากหุ้นตัวนี้จะลากจาก 1 ไป 5 คุณไม่ต้องไปหวังซื้อที่ 1 หรือขายที่ 5 คุณไปเอาช่วง 2 3 4 ก็ได้
15. กราฟดูบ้าง เพื่อหาแนวรับแนวต้าน แต่สำคัญกว่าคืออาการของหุ้นที่ซื้อขายภายในวัน

กราฟสวยงาม สัญญาณชี้พร้อมว่าซื้อ แต่ถ้าเจ้าไม่เล่นด้วย มันก็ไม่มีความหมาย ดังนั้น วอลุ่มที่โดดเด่นและอาการหุ้นที่ลากสู้ๆ แบบนี้น่าสนใจกว่า
16. พยามเก็งตอนเจ้าไล่หุ้น เข้าไปอยู่ในช่วงนั้นให้ได้

บอกเลยว่าหุ้นทุกตัวมีเจ้า เจ้าเขาเล่นเมื่อมีวอลุ่ม นอกจากมีวอลุ่มแล้วก็ต้องลากด้วย แบบนี้น่าเข้าไปเก็งตามเจ้าได้
17. ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกลา หุ้นที่ถูกเก็งกำไรขึ้นมาเล่นก็เช่นเดียวกัน

อย่าไปเพ้อฝันว่ามันจะขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะนั่นแสดงว่าคุณกำลังโลภเกินไป มีกำไรที่พอเพียง คุณต้องออกมา แล้วไปเก็งตัวใหม่ เจ้ามือก็ต้องการกำไร คุณก็ต้องการกำไร ดังนั้น เกมส์จบก็ต้องออกมาซะ ไม่มีเจ้าคนไหนมาลากหุ้นโชว์โดยไม่แสวงหากำไร เขามีต้นทุนในการทำ เขาก็ต้องเอากำไรเหมือนคุณที่เข้าไปเก็งกำไรกับเขา ได้แล้วก็ต้องออกมา
18. ตลาดมีให้เก็งกำไรตลอด ไม่ว่าจะตลาดดีหรือไม่ดี ดังนั้นก็จงทำตัวเหมือนเป็นจอมยุทธ์พเนจร เก็งกำไรไปเรื่อยๆ
ขอให้มีความสุขกับการเก็งกำไรและจงเอากำไรอย่างพอเพียง แล้วคุณจะอยู่ได้ในฐานะนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นที่สร้างสีสันให้กับวงการนี้

คำถามให้สรุปข้อคิดการเลือกหุ้นที่ได้จาก fb live ลองอ่านสรุปดูเผื่อมีประโยชน์ครับ

คำถามให้สรุปข้อคิดการเลือกหุ้นที่ได้จาก fb live ลองอ่านสรุปดูเผื่อมีประโยชน์ครับ
คำตอบท่านที่1
การเลือกหุ้น

1 เทรดให้เหมาะสมกับตนเอง และหน้าที่การงานความรับผิดชอบ โดยสามารถแยกเป็นรูปแบบการเทรดได้ 3 แบบ คือ

  1.1 runtrend เหมาะกับ คนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูในแต่ละวัน อาจจะเป็นหุ้นมีพื้นฐานดี

  1.2 ซื้อรอวิ่ง เหมาะกับ คนที่พอมีเวลาดูหุ้นได้พอสมควร                 

  1.3 day trade เหมาะกับ คนที่มีเวลาดูหน้าจอเป็นประจำ

หมายเหตุ สุดท้ายก็ต้องเลือกหุ้นให้เหมาะสมกับตนเอง ให้มากที่สุด
2 นิสัยในการ คัทลอส

   2.1 ไม่ชอบคัทหุ้น ก็ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานรองรับ

  2.2 สามารถคัทลอสได้ ก็จะมีความยืดหยุ่นในการเลือกหุ้นได้มากขึ้น
3 พฤติกรรมของหุ้นแต่ละตัว และเทียบกับหุ้นในกลุ่มของตัวเอง

   โดยพฤติกรรมนี้ สามารถดูได้จาก การทำราคา หรือหาได้จากกราฟในอดีตสังเกตแต่ละแท่งเทียน ดู การกระชาก ความเร็ว ความแรง สามารถ เปรียบเทียบกันได้  
4 ขนาดไม้ที่เราเทรด

  ถ้าport เล็ก ก็ควรเลือกเทรดหุ้นที่มีขนาดเล็กเพราะจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
แต้ถ้า port ใหญ่ ควรเลือกเล่นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ตามไปด้วย เพื่อรองรับ กับสภาพคล่อง จำนวนที่เราเทรดอย่างเหมาะสม
5 มีstory จากแหล่งข่าวตลาดหลักทรัพย์หรือหนังสือพิมพ์
6 ขนาดจำนวนหุ้น Float เช่นว่าเป็นหุ้นหนัก หรือเป็นหุ้นเบามีโอกาสวิ่งระดับกี่เปอเซนในแต่ละรอบ

      

7 นิสัยการทำราคา ในแต่ละครั้ง เราต้องเลือกกลุ่มหุ้นที่มีการทำราคา กรอบใหญ่กว่า       
สุดท้าย บางครั้งก็ต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำบ้าง เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
คำตอบท่านที่2
การเลือกหุ้น

1.ลักษณะหน้าที่การงาน

   ถ้าทำงานประจำหรือธุรกิจส่วนตัว ช่วงเวลาหรือการเฝ้ารอเวลาของหุ้นมีส่วนสำคัญ

    ควรเลือกเล่นแบบ runtrend หรือ ซื้อรอ ไม่ควรเล่นเรวเกินไปแบบfulltime trader2.อุปนิสัย

    ไม่กล้าคัทลอส ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีเพื่อsupport การตัดสินใจ
3.พฤติกรรมของหุ้น

    ความเร็วและแรงในการวิ่งของหุ้นแต่ละตัว หุ้นในกลุ่มเดียวย่อมแตกต่างกัน ด้วยนิสัยหุ้นและความหนักเบา
4. ขนาดไม้หรือขนาดพอร์ต

     ถ้าพอร์ตมีขนาดใหญ่มาก ต้องดูสภาพคล่องของหุ้นด้วยควร เล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องเหมาะสมกับหน้าตักและจำนวนเงิน
5.story ของหุ้น

  ดูจากเวบของตลาดหลักทรัพย์หรือหนังสือพิมพ์ หุ้นมีสตอรี่ก้อจะน่าสนใจมากขึ้น
พิจารณาจากประเด็นตอบที่ครบถ้วนและตรงคำถามนะครับ ใกล้เคียงกัน จะเลือกคนที่ตอบก่อนครับ
ท่านอื่นๆที่ตอบใช้ได้เหมือนกันผมcropมาแปะไว้นะครับ