Posts from the ‘สรุปการลงทุน’ Category

สรุปหนังสือ WHY MOATS MATTER

ShineStock☀ สรุปหนังสือ WHY MOATS MATTER 

หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่ วอเรน บัฟเฟต นักลงทุนระดับโลก ใช้ประกอบในการคัดเลือกหุ้นสำหรับลงทุนครับ
โดยหลักแล้วจะมีป้อมปราการอยู่ 5 ประเภท ได้แก่

1. สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (intangible asset)

– แบรนด์

– สิทธิบัตร / ลิขสิทธิ

– สัมปทาน / ใบอนุญาต จากภาครัฐ
2. ความได้เปรียบด้านต้นทุน (cost advantage)

– การประหยัดต่อขนาด (ผลิตเยอะต้นทุนเฉลี่ยต่ำ)

– ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ ใกล้แหล่งวัตถุดิบ หรือที่ตั้งจำกัดทำให้คู่แข่งใหม่เข้ามาได้ยาก

– ประสิทธิภาพการผลิตหรือการบูรณาการสายการผลิตร่วมกัน
3. ต้นทุนการเปลี่ยนย้าย (switching cost)

– ความคุ้มค่าเทียบกับความเสี่ยงของการเปลี่ยนไปใช้สินค้า/บริการของบริษัทอื่น

– วงจรของผลิตภัณฑ์ หรือวงจรของเทคโนโลยีที่มีผลต่อ switching cost ที่ต่ำลงและเสี่ยงน้อยลงในอนาคต
4. พลังของเครือข่าย (Network effect)

– การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการลงไปในเครือข่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งผู้ขายและผู้ใช้งาน

– การเพิ่มปริมานและรักษาเครือข่ายให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

– ความกว้างและขนาดของเครือข่าย ช่วยส่งเสริมให้เกิด Moats ด้านอื่นๆให้แข็งแกร่งขึ้น เช่น brand / cost advantage / switching cost เป็นต้น
5. ขนาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient scale) หรืออาจเรียกว่า ขนาดที่มีอยู่จำกัด น่าจะเข้าใจง่ายกว่า

– ตลาดที่เล็ก มีขนาดจำเพาะ ทำให้ไม่มีคนสนใจ

– มีบริษัทคู่แข่งน้อยในตลาด ทำให้ตั้งราคาและรักษาอัตรากำไรที่สูงได้
=================================================
โดยในหนังสือได้ยกตัวอย่างธุรกิจหลายประเภทไล่เรียงกันตั้งแต่ธุรกิจที่มี Moats ที่แข็งแกร่ง ไปจนถึงธุรกิจบางประเภทที่ไม่มี Moat อยู่เลย 
ซึ่งผมขอสรุปแบ่งตามหมวดอุตสาหกรรม ดังนี้

☀1) Basic Materials

โดยปกติแล้วกลุ่มนี้เกือบทั้งกลุ่มเป็นบริษัทที่ไม่มีอำนาจในการกำหนดราคามากนัก เพราะราคาขายมักขึ้นกับ demand-supply ในตลาด จึงมี Moats ที่อ่อนแอ
1.1 บริษัทผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น อลูมิเนียม กระดาษ เหล็ก

– ต้นทุนการผลิตและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้บริษัทนั่นมี Moats ในระดับนึงแต่ไมถึงกับแข็งแกร่ง

– มีคู่แข่งทั่วโลก สินค้าสามารถทดแทนได้ง่าย
1.2 บริษัทแปรรูปสินค้าโภคภัณฑ์

– บางบริษัทมี Moat จากต้นทุนการแปรรูปที่ต่ำหรือมีเทคนิคการแปรรูปที่เลียนแบบได้ยาก

– สถานที่ตั้งใกล้แหล่งวัตถุดิบ ช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่ง แต่ต้องไม่ลืมดูว่าแหล่งวัตถุดิบนั้นๆมีอายุจำกัดหรือไม่

– การลงทุนที่สูงและใช้เวลานานอาจเป็นตัวช่วยกีดกันคู่แข่งในบางกรณี
1.3 โลหะและเหมืองแร่

– ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทอยู่รอดได้ในภาวะราคาสินค้าตกต่ำจนคู่แข่งค่อยๆหายไป

– มีสัมปทานภาครัฐช่วยกีดกัน (ในบางประเทศ) แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ได้จ่ายเงินลงทุนแพงเกินไปจนทำให้ยิ่งขุดยิ่งขาดทุน

– กฎเหล็ก 3 ข้อของธุรกิจเหมืองแร่ 1.ยิ่งใหญ่ยิ่งดี(ช่วยให้เก็บเกี่ยวได้นานและลงทุนทีเดียวอยู่) 2.คุณภาพของแร่ยิ่งดีกำไรยิ่งสูง(ความหนาแน่นของแร่ต่อดินที่ขุดออกมา 1 ตันยิ่งสูงยิ่งดี) 3.การแปรูปต้องไม่ซับซ้อน(ไม่ทำให้ต้นทุนสูงเกินไป)
☀2) Consumer

แบรนด์ถือเป็น Moats หลักของธุรกิจประเภทนี้ รองลงมาคือเครือข่ายการจัดจำหน่าย แต่ธุรกิจประเภทนี้มี Switching Cost ต่ำหรือแทบไม่มีเลย หากเราเบื่อก็ย้ายไปกินอีกยี่ห้อไม่ยากนัก

2.1 เครื่องดื่ม

– ต้องอาศัยแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ไม่มีใครเปลี่ยนไปกินเบียร์ ไวน์ หรือน้ำอัดลมที่ไม่มีแบรนด์แม้จะขายราคาถูกกว่าโค้กหรือเป๊ปซี่ก็ตาม

– เครือข่ายการกระจายสินค้าเป็นอีก Moat หลักๆที่ช่วยให้บริษัทที่เป็นเจ้าตลาดเดิม แข็งแกร่ง เพราะผู้เล่นหน้าใหม่อาจต้องมาขอใช้เครือข่ายกระจายสินค้าจากเจ้าเดิม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าของตนเองได้อย่างทั่วถึง
2.2 สินค้าอุปโภค

– แบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น

– ปริมาณการผลิตที่สูงจนเกิด Economic of scale ทำให้ต้นทุนดีกว่าคู่แข่ง

– การเป็นเจ้าของแบรนด์ที่หลากหลาย และมีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทมี Moats ที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
2.3 บุหรี่

– การมีแบรนด์แข็งแกร่ง เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งหน้าใหม่และเก่า

– บริษัทต้องมีอำนาจในการตั้งราคาขายได้ แม้ว่าปริมาณผู้สูบบุหรี่จะลดลง

– ให้ระวังสินค้าทดแทน เช่น บุหรี่ไฟฟ้า หรือกัญชา ที่อาจกินส่วนแบ่งตลาดของผู้สูบ

– กฎระเบียบของแต่ละประเทศก็เป็นตัวที่ช่วยส่งเสริมหรือทำลาย Moat ทางธุรกิจนี้ได้
2.4 ร้านอาหาร

– การแข่งขันของธุรกิจประเภทนี้ดุเดือด ไม่มีป้อมปราการกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ ไม่มี switching cost และมีสินค้าทดแทนอยู่เต็มไปหมด

– มีหลายๆแบรนด์ที่สร้าง Moats ขึ้นมาได้ เช่น McDonald หรือ Starbuck

– แบรนด์ที่แข็งแกร่งทำให้สามารถตั้งราคาขายสูงกว่าได้ เนื่องจากเป็นที่รู้จักทั่วโลก

– พลังของเครือข่ายที่ช่วยให้มีอำนาจต่อรองกับ supplier ทำให้ประหยัดต้นทุนกว่าผู้เล่นรายอื่นๆ
2.5 ร้านค้าปลีก

– ความได้เปรียบด้านต้นทุนในการต่อรองกับ supplier จากการสั่งซื้อปริมาณมากๆ และเครือข่ายการขนส่งสินค้าที่ก็มีส่วนช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนกว่าคู่แข่ง

– จำนวนสาขาที่ครอบคลุม ทำให้ได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า แต่ก็เป็นข้อเสียหากยอดขายต่อสาขาไม่คุ้มกับเงินลงทุน

– ความเสี่ยงของคู่แข่งหน้าใหม่ และการแย่งตลาดจากเทคโนโลยี Online Shopping ต้องสำรวจว่าบริษัทมี platform สำหรับต่อกรกับคู่แข่งแล้วหรือไม่
☀3) Energy

เป็นอีกกลุ่มที่ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้และมีวัฎจักรของราคาสินค้า บริษัทส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมไม่มี Moats แต่ก็มีบางส่วนที่สร้าง Moats ไว้ได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นความได้เปรียบด้านต้นทุน เช่น เดียวกับกลุ่ม Material

3.1 บริษัทขุดเจาะ

– บริษัทที่มี Moats อยู่นั้นจะอาศัยชื่อเสียง ความชำนาญ และความเชื่อมั่นจากลูกค้าเป็นหลัก

– ขนาดของสินทรัพย์ เทคโนโลยี และอุปกรณ์ที่พิเศษกว่าคู่แข่ง อาจช่วยให้บริษัทมีต้นทุนต่ำกว่าและเรียกราคาการขุดได้สูงกว่า เช่น การขุดแบบเฉพาะทาง ลึกเกินกว่า 10000 ฟุต ที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ และวิศวกรที่มีความชำนาญซึ่งมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ให้บริการได้
3.2 บริษัทสำรวจและผลิต

– ความได้เปรียบด้านต้นทุนเป็น Moats หลักของกิจการ

– สิ่งที่ต้องคำนึงสำหรับธุรกิจคือ ขนาดของแหล่งสำรวจ ต้นทุนการผลิตต่อหน่วย(รวมทุกคชจ. ค่าเสื่อม ค่าภาคหลวง ค่าจ้างพนักงาน ค่าขุดเจาะ) และราคาที่ขายได้จริง

– ต้องดูแหล่งพลังงานสำรองของบริษัทเหลือกี่ปี และบริษัทสามารถหาแหล่งใหม่มาชดเชยได้หรือไม่
3.3 บริษัท Mid Stream / โรงกลั่น

– ความได้เปรียบด้านต้นทุนจากทำเลหรือภูมิศาสตร์ เช่น อยู่ใกลแหล่งวัตถุดิบ

– การบูรณาการด้าน Supply Chain เช่น บริษัทที่สร้าง plant ติดกันเป็น Complex ทำให้สามารถใช้พลังงานส่วนเหลือและสร้างสินค้าปิโตรเคมี หรือใช้ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– การลงทุนต้องใช้เงินปริมาณมาณสูง และใช้เวลานาน อาจตัดคู่แข่งออกไปได้ในระยะเวลานึง
☀4) Financial Service

เป็นอุตสาหกรรมที่สินค้าไม่แตกต่างกัน มีกฎระเบียบควบคุมจากภาครัฐและเกิดการแข่งขันกันในอุตสาหกรรมสูง

4.1 ธนาคาร

– ต้องความได้เปรียบด้านต้นทุน ซึ่งเกิดจากการหา source of fund ที่ต่ำ การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และการวิเคราะห์เครดิตเพื่อปล่อยกู้ได้มีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง

– แม้ต้นทุนการเปลี่ยนย้ายต่ำ แต่หากลูกค้าผูกบริการหลายรูปแบบไว้กับธนาคาร ก็อาจเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับลูกค้าที่จะเปลี่ยนไปใช้บริการที่อื่น

– บางบริษัทมีรายได้จากส่วนงานอื่นที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ หากภาครัฐเริ่มควบคุมอาจกระทบต่อบริษัทได้มาก

– บางตลาดมีความได้เปรียบจากกฎหมายของประเทศนั้นๆที่ห้ามตั้งสถาบันการเงินเพิ่มเติม
4.2 บัตรเครดิต

– พลังของเครือข่ายเป็น Moats ที่สำคัญ เนื่องจากร้านค้าที่รับบัตรและให้สิทธิพิเศษก็จะมีลูกค้ามากขึ้น ในขณะเดียวกันฝั่งลูกค้าเมื่อเห็นว่าสมัครบัตรนี้ แล้วเอาไปใช้ซื้อของที่มีส่วนลดได้หลายร้านก็จะสนใจสมัครบัตรดังกล่าว

– แบรนด์ก็เป็นส่วนนึงของ Moat เพราะเกิดการยอมรับจากทั้งผู้ใช้บัตรและร้านค้าว่าจะได้รับชำระเงินแน่นอน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่บริษัทหน้าใหม่จะเข้ามาแย่งลูกค้าจากเจ้าตลาดเดิม

– ข้อควรระวังคือ switching cost ที่ต่ำและมีสินค้าทดแทนได้หลายใบ หรือการเกิดช่องทางชำระเงินอื่นๆในปัจจุบัน เช่น e-payment หรืแ e-wallet แต่คงต้องดูกันต่อไปอีกสักระยะว่าจะกินส่วนแบ่งได้มากน้อยแค่ไหน
4.3 ประกันภัย

– การบริหารต้นทุนการรับประกันภัยที่ต่ำเป็น Moat ของบริษัทประกันภัย เพราะลูกค้าจะไม่เต็มใจจ่ายแพงกว่าแบรนด์อื่นๆ

– บริษัทประกันที่มีสินค้าเฉพาะทาง จะไปได้ดีกว่าบริษัทที่รับประกับหลายๆแบบจับฉ่าย

– มองว่าประกันชีวิตเป็นธุรกิจที่มีป้อมปราการน้อยกว่าประกันทรัพย์สินหรืออุบัติเหตุ เพราะอัตราการเสียชีวิตของคนค่อนข้างคงที่ และประกันชีวิตมีความเสี่ยงจากสภาพตลาดทุนสูงกว่า
☀5) Healthcare

เป็นกลุ่มที่มีป้อมปราการมากที่สุดกลุ่มนึงแต่ต้องแลกมาด้วยการลงทุนวิจัยและพัฒนาที่สูง

5.1 ยา

– สิทธิบัตรยา เป็น Moat หลักของบริษัทผลิตยา

– บริษัทที่ Moat แข็งแรง ต้องสินค้ามีหลากหลาย เพื่อชดเชยยาบางชนิดที่สิทธิบัตรหมดอายุ หรือมีปัญหากับยาบางชนิด

– บริษัทต้องมีการวิจัยและพัฒนาอยู่เสมอเพื่อให้ได้สินค้าใหม่ทดแทนยาชนิดเดิม

– บางบริษัทเน้นโฟกัสไปที่กลุ่มโรคหายาก ซึ่งจะมี Moat ในด้านตลาดที่มีอยู่จำกัด มีผู้เล่นน้อยราย ทำให้บริษัทรักษาอัตรากำไรในระดับสูงได้ต่อเนื่อง

– พลังของเครือข่ายก็เป็นอีก Moat ของบริษัทที่แข็งแกร่งในการกระจายยาของตนไปยังโรงพยาบาลหรือร้านค้าต่างๆได้อย่างทั่วถึง
5.2 อวัยวะเทียม และ biotechnology

– Moat ส่วนใหญ่เกิดจาก ขนาดตลาดที่จำกัด มีผู้เล่นน้อยราย เพราะเป็นการรักษาโรคที่หายาก หรืออวัยวะเฉพาะส่วน

– เทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อน และสิทธิบัตรก็เป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจมี Moat ที่แข็งแกร่งมากขึ้น

– ให้ระวังสินค้าทดแทนจากเทคโลโลยีอื่นๆที่อาจใช้งานได้ง่ายกว่า และมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
5.3 เครื่องมือแพทย์

– ต้นทุนการเปลี่ยนย้ายที่สูง เป็น Moat ของบริษัทกลุ่มนี้เพราะบุคลากรต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดและไม่มีความคุ้นเคย

– เครื่องมือแพทย์บางชนิด เป็นตลาดที่จำกัด มีคู่แข่งน้อย

– ต้องมีการวิจัยพัฒนาอยู่เสมอเพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ และสร้างป้อมปราการไม่ให้คู่แข่งชิงส่วนแบ่งของบริษัทได้ เราจึงเห็นการเข้าซื้อกิจการของบริษัทประเภทนี้เพื่อแชร์งานวิจัย สำหรับสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าอยู่เสมอ แต่ต้องดูความคุ้มค่าของการเข้าซื้อว่าไม่ได้แพงเกินไปจนทำลายความสามารถของบริษัทเสียเอง
☀6) Industrial

6.1 ทางรถไฟ

– ความได้เปรียบด้านต้นทุน โดยรถไฟมีค่าขนส่งที่ต่ำที่สุดรองจากทางเรือ

– ขนาดตลาดที่จำกัดเพราะสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้บางเส้นทางรถไฟ สามารถเดินรถได้เพียง 1-2 บริษัทเท่านั้น

– พลังของเครือข่ายของเส้นทางรถไฟที่ครอบคลุมทั่วพื้นที่ก็เป็นอีก Moat นึงของบางบริษัทที่กีดกันจนคู่แข่งไม่สามารถเข้ามาแย่งตลาดได้

– ในหลายประเทศมีกฎระเบียบ หรือสัมปทานจากภาครัฐทำให้ไม่มีคู่แข่งหรือมีน้อยมาก
6.2 การบริหารสนามบิน

– ส่วนใหญ่จะพบว่ามี สัมปทานจากภาครัฐ เป็น Moat ชั้นดีสำหรับบริษัทบริหารสนามบิน แต่ต้องดูว่าระยะสัมปทานจะหมดอายุกี่ปี และบริษัทสามารถขยับราคาค่าธรรมเนียมสนามบินได้หรือไม่

– อัตราการความหนาแน่ของสนามบินมีมากเพียงพอที่จะชดเชยเงินลงทุนมหาศาลหรือไม่

– ขนาดตลาดที่จำกัดเป็นอีก Moat นึงเพราะบริเวณนึงๆสนามบินจะมีเพียงแห่งเดียวหรือสองแห่ง จึงไม่มีคู่แข่งมาเปิดสู้เพราะอาจทำให้เสียหายทั้งสองฝ่าย
6.3 การขนส่งทางบกและเดินเรือ

– แทบจะไม่มีป้อมปราการเลย เพราะมีาินค้าทดแทนได้ตลอดเวลาและมี supply สูงกว่า demand เยอะ 

– แม้จะมีการบริหารต้นทุนที่ดีแต่คู่แข่งก็สามารถทำได้เช่นกัน

– มีแค่บางประเทศที่มีกฎหมายห้ามบริษัทเดินเรือประเทศอื่นๆเข้ามาบริการ ทำให้เกิด Moat อย่างอ่อนๆอยู่บ้าง

– บริษัทเจ้าของท่อเรือ มักสร้าง Moat ได้จากทำเลที่ตั้งที่คู่แข่งไม่สามารถตั้งได้ เพราะเรื่องกฎหมาย หรือลักษณะทางภูมิศาสตร์
6.4 การจัดการขยะ

– ความได้เปรียบด้านต้นทุน เกิดจากบริษัทมีการบูรณาการของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไล่ตั้งแต่การจัดเก็บขยะตามบ้าน ไปจนถึงกำจัดขยะรูปแบบต่างๆ ทั้งฝัง เผาผลิตไฟฟ้า หรือรีไซเคิล

– สัมปทาน เป็นอีก Moat ที่ช่วยให้บริษัทมีเครื่องกีดกันคู่แข่ง แต่ต้องดูว่าปริมาณขยะคุ้มค่ากับเงินค่าสัมปทานที่จ่ายไปหรือไม่

– การควบคุมมลพิษ และการฟ้องร้องจากทั้งประชาชนและรัฐ เป็นความเสี่ยงของบริษัทประเภทนี้ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดใบสัมปทานคืน หรือชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมาก บริษัทจึงต้องมีวิธีการบริหารจัดการให้รัดกุม
6.5 เครื่องจักรกลหนัก

– ชื่อเสียง หรือแบรนด์เป็น Moat ที่สำคัญสำหรับบริษัท ทั้งแง่ของการรับรู้ของลูกค้าและการบริการซ่อมบำรุงเปลี่ยนอะไหล่ที่รวดเร็วเพื่อให้กิจการของลูกค้าเดินต่อไปได้ไม่สะดุด

– พลังของเครือข่ายก็เป็นอีกปัจจัยหลัก เพราะลูกค้าที่ใช้สินค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ หรือทั่วโลก ซึ่งลูกค้าจำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุง จัดซื้ออะไหล่ให้เพียงพอ ทำให้บริษัทไหนที่มีเครือข่ายที่กว้าง จัดหาอะไหล่ได้ง่ายย่อมมีความได้เปรียบ
☀7) Technology

เป็นหมวดที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว บริษัทที่ยื่นระยะได้ในอุตสาหกรรมนี้ล้วนมี Moats ที่แตกต่างกัน ส่วนบริษัทไหนไม่มีก็ล้มหายตายจากกันได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

7.1 เทคโนโลยีผู้บริโภค เช่น มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า

– เป็นธุรกิจที่วงจรเทคโนโลยีสั้นมาก หากใครไม่ปรับตัวมีโอกาสเพลี่งพล่ำได้ง่าย

– มีความพยายามทำให้ต้นทุนการเปลี่ยนย้าย เป็น Moat ของธุรกิจ โดยหลายบริษัทพยายามผูกบริการอื่นๆไว้กับผู้ใช้งาน เช่น apple มี apple store หรือ itune ที่ลูกค้าชำระเงินซื้อเพลงแอฟไว้อาจทำให้ไม่อยากเปลี่ยนแบรนด์ (แต่ส่วนมองว่าระยะยาว Moat แบบนี้จะค่อยๆหายไป)

– บริษัทเกม เช่น EA ก็เป็นอีกบริษัทที่ทำได้ดีโดยการจดลิขสิทธิ และสร้าง Platform ของการพัฒนาเกมส์โดยใช้เวลาสั้น ต้นทุนที่ต่ำ แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะยั่งยืนในอนาคต
7.2 ระบบฮาร์ดแวร์สำหรับองค์กร

– เป็นธุรกิจที่แทบไม่มี Moat เพราะสั่งซื้อระบบหรืออุปกรณ์จากที่ไหนก็ได้ แต่บริษัทในอุตสาหกรรมนี้ใช้ 3 วิธีในการผูกลูกค้าไว้กับบริษัทของตน

– วิธีแรก ผู้จำหน่ายสร้าง software เสริมของตนเองเข้าไปในระบบ เพื่อตอบสนองกับองค์กรนั้นๆ ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามี switching cost หากต้องการเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น และต้องอบรมพนักงานสำหรับใช้งานระบบใหม่

– วิธีสอง ผู้จำหน่ายพยายามยืดอายุระบบออกไป โดยเสนอให้มีการเพิ่ม spec ต่อเติมเข้าไปโดยใช้เงินน้อยกว่าการเปลี่ยนฮาร์แวร์ใหม่ทั้งระบบซึ่งประหยัดต่อลูกค้ามากกว่า

– วิธีสาม ผู้จำหน่ายจะเสนอบริการช่วยดูแลระบบรายปี โดยตั้งราคาไว้ต่ำกว่าขายขาด 10-20%
7.3 ผู้ผลิตสารกึ่งตัวนำ

– ความได้เปรียบด้านต้นทุน จาก Economic of scale เป็นปัจจัยแรกที่ช่วยให้ผู้ผลิต semi-conductor รายใหญ่อยู่รอดได้ และนอกจากนี้ยังเหลือกำไรส่วนเกินไว้สำหรับวิจัยและพัฒนาทำให้คู่แข่งไม่สามารถเข้ามาได้อีกด้วย

– สินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้แก่ สิทธิบัตรและงานวิจัย เป็น Moat เฉพาะตัวของแต่ละบริษัท เพราะเป็นนวัตกรรมที่หาสินค้าทดแทนได้ยาก หรือกว่าจะลอกเลียนแบบได้บริษัทก็ล้ำหน้าไปอีกขั้นแล้ว

– ผู้ผลิต Processor มักมี Moat ที่แข็งแกร่งเพราะตัวชิปมีความซับซ้อน มีผู้เล่นในตลาดจำกัด ไม่เหมือนกับผู้ผลิตหน่วยความจำที่ลอกกันง่าย
7.4 ซอร์ฟแวร์ แบ่งเป็นสองแบบคือโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชั่น

– พลังของเครือข่ายเป็นกุญแจสำคัญที่สร้าง Moat ให้บริษัทเพราะยิ่งมีผู้ใช้งานมาก ยิ่งบังคับให้บริษัทอื่นๆต้องซื้อผลิตภัณฑ์

– ต้นทุนการเปลี่ยนย้ายที่สูง หากจะเปลี่ยนต้องแก้ไขไฟล์ใหม่ทั้งหมด ทำให้กิจกรรมทางธุรกิจหยุดชะงัก อีกทั้งต้องอบรมพนักงานระดับปฎิบัติการใหม่ทั้งหมด

– การประหยัดต่อขนาด บริษัทเริ่มต้นใหม่ต้องใช้เงินลงทุนปริมาณมากเพื่อต่อสู้กับบริษัทเจ้าตลาดที่มีทั้งบุคลากรและเงินทุนที่แตกต่างกันมาก

– ทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิก็เป็นอีก Moat ของธุรกิจประเภทนี้ จึงเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจหมวดเดียวที่มีป้อมปราการค่อนข้างครบทุกหมด
7.5 โทรคมนาคม

– สัมปทาน เป็นเพียง Moat เดียวที่ช่วยกีดกันให้ธุรกิจนี้หรือที่เรียกได้ว่าผูกขาด ด้วยจำนวนคู่แข่งที่มีไม่เกิน 3-4 รายจะช่วยให้การแข่งขันไม่รุนแรกจนเกินไป แต่ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่าต้นทุนสัมปทานที่ได้มาคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

– ขนาดของเครือข่ายเป็นอีก Moat ที่ช่วยให้ธุรกิจที่มีเครือข่ายกว้างและครอบคลุมมีความได้เปรียบ

– กฎระเบียบและการควบคุม แทรกแซงจากภาครัฐอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจประเภทนี้ได้เช่นกัน จึงจัดอันดับ Moat ของกลุ่มนี้ไว้เพียงระดับอ่อนแอ

– การแย้งลูกค้าใหม่และรักษาลูกค้าเดิม ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงจนทำลายป้อมปราการของธุรกิจหรือไม่ เป็นอีกข้อที่ควรพิจารณา

– การรักษาสัดส่วนการตลาด และการเพิ่ม AMPU(รายได้จากการดำเนินงาน/จำนวนผู้ใช้งาน) มีแนวโน้มเป็นอย่างไรในอนาคต ซึ่งแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไป
☀8) Utility โรงไฟฟ้า โรงผลิตน้ำประปา

– โดยปกติมี Moat จากใบอนุญาตโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้เวลานานในการดำเนินการขอจากรัฐและมีโควต้าจำกัดในแต่ละพื้นที่ 

– มีข้อจำกัดคือ ราคาขายที่ถูกกำหนดไว้ตายตัวทำให้ผลตอบแทนไม่ได้สูงกว่าปกติ

– สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้า ที่มีทำเลที่ตั้งใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ อาจเป็น Moat อย่างอ่อนๆอีกชั้นนึงที่ช่วยสร้างผลตอบแทนส่วนเกินจากต้นทุนที่ดีกว่าคู่แข่ง

– บางบริษัทมีเทคโนโลยีขั้นสูงเฉพาะตัว เช่น Ormat Technologies ที่พัฒนาการใช้พลังงานจากคความร้อนใต้พิภพ ที่แทบไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง มาผลิตไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่งอื่นๆในตลาด
หากใครสนใจก็เก็บไว้เพื่อเวลาเราวิเคราะห์บริษัทและต้องการดูว่าบริษัทมี Moats หรือไม่ และแนะนำว่าลองซื้อมาเก็บไว้หนุน เอ้ย อ่านกันครับ
สุดท้ายเมื่อบริษัทมีป้อมปราการที่ดี การรักษาระดับรายได้-กำไรก็จะน่าเติบโตเป็นไปได้อย่างราบรื่นในอนาคตครับ :3
#ทีมมาร์เทพ รายงาน

Advertisements

ลักษณะนิสัยของหุ้นในแต่ละกลุ่ม

ลักษณะนิสัยของหุ้นในแต่ละกลุ่ม
 โดยเราจะแบ่งหุ้นออกเป็น 9 กลุ่ม ดังนี้ (เพื่อสะดวกต่อการจัดรูปแบบลงทุนครับ)
1.พลังงาน – พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ เหมืองแร่

ธุรกิจพลังงาน ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มั่นคงประมาณว่า “เสือนอนกิน” เพราะอัตราการใช้พลังงานของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความเจริญที่เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและความก้าวหน้านี้เอง ธุรกิจประเภทนี้ก็มี “ความเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้นเช่นกันจากพลังงานทดแทน ดังนั้นเทรนด์หุ้นพลังงานในอนาคตจึงน่าจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด-พลังงานทดแทนมากกว่า ส่วนพลังงานเก่าๆก็มักจะประสบปัญหาตามๆกันไป สังเกตได้จากราคาหุ้นพลังงานที่อยู่ในกระดานบ้านเรา ว่าหุ้นพลังงานยุคเก่ากำลังจะเข้าสู่ภาวะถอยหลังส่วนพลังงานทางเลือกใหม่ๆกำลังจะเป็นตัวเอกในอนาคต

การลงทุนหุ้นกลุ่มนี้นั้นปัจจุบันก็ยังคงต้องมองถึงกระแสเงินต่างชาติเป็นหลัก เพราะเซคเตอร์นี้สำคัญต่อตลาดหุ้นประเทศไทยและมีขนาดใหญ่ถึงกว่า 80% ของสัดส่วนหุ้นทั้งหมดในตลาด การเล่นสั้นเข้าออกจำเป็นต้องหูไวตาไวสังเกตเม็ดเงินต่างชาติเริ่ม Sell เมื่อไหร่ให้ไหวตัวให้ทัน เพราะอาจจะบ่งบอกถึงการหมดรอบของหุ้นพลังงานรวมทั้งอาจจะสื่อถึงการหมดรอบของ SET เลยก็เป็นได้

2.การเงิน – ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์

บริษัทเงินทุนว่ากันตรงๆก็คือกิจการที่ประกอบธุรกิจเหมือนธนาคารนั่นแหละเพียงแค่มีความมั่นคงต่ำกว่า หุ้นในหมวดนี้มักจะขึ้นลงตามวัฎจักรของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดีคนจะทำธุรกรรมทางการเงินเยอะสถาบันการเงินก็จะได้ค่าคอมมิสชั่นเยอะ เศรษฐกิจซบเซาก็ตรงกันข้ามกันไป เคยมีคนคำนวณค่าสหสัมพันธ์ของหุ้นกลุ่มนี้กับตลาดหลักทรัพย์ (SET) ได้เกือบๆ 1 เลยทีเดียว

ปัจจุบันการที่ประเทศไทยใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่มนี้ไม่ค่อยน่าสนใจนักเพราะอัตราดอกเบี้ยฝั่งเงินฝากนั้นไม่สามารถปรับลดได้เนื่องจากตอนนี้ก็ต่ำมากแล้ว ลดเพียงแต่ฝั่งเงินกู้ทำให้ Spread ลดต่ำลง

3.การเกษตร – อาหาร ธุรกิจการเกษตร

พูดถึงอาหารซึ่งเป็นปัจจัย 4 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นธุรกิจที่พึ่งพิงภาวะเศรษฐกิจต่ำที่สุด เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะย่ำแย่สักเพียงใดก็ต้องบริโภคกันอยู่ดี หุ้นกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าค่อนข้างปลอดภัยและเป็นแหล่งพักเงินได้ในตลาดขาลง “ถ้าเลือกได้ถูกตัว” โดยหุ้นอาหารก็แบ่งออกเป็น อาหารที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องดื่มมีสี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับอาหารที่เป็นสินค้าด้อย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยเศรษฐกิจดีจะส่งผลดีต่อสินค้าฟุ่มเฟือยและถ้าเศรษฐกิจไม่ดีจะส่งผลดีต่อสินค้าด้อยนั่นเอง

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลถึงหุ้นกลุ่มนี้ก็ได้แก่ การส่งออก และโรคระบาด ซึ่งถ้าหากเกิดปัญหาแล้วจะกระทบถึงพื้นฐานของตัวหุ้นทันที

4.อสังหาริมทรัพย์ – ที่ดิน บ้าน คอนโด ก่อสร้าง

อสังหาริมทรัพย์นั้นถูกมองว่าเป็นสินค้าเพื่อการลงทุนมากกว่าเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค สังเกตว่าที่ผ่านมาราคาที่ดิน บ้าน คอนโด นั้นขยับสูงขึ้นเรื่อยๆจนคนต่างแห่กันเข้ามาเก็งกำไรกันจนมีการซื้อใบจองหุ้นกันล้มหลามในปัจจุบัน อีกทั้งหุ้นในหมวดนี้กำลังได้รับผลดีจากการลดดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาอีกด้วย แต่ทว่าการเล่นหุ้นกลุ่มนี้ต้องระลึกไว้เสมอว่ามีโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่แตกได้ ให้สังเกตสัญญาณฟองสบู่แล้วให้ถอยให้ทันมิเช่นนั้นเงินที่ได้ลงทุนไปอาจจะลดค่าลงไปหลายเท่าตัวได้อย่างรวดเร็ว บริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ชื่อดังและบริษัทขนาดเล็กหรือเกิดใหม่ บริษัทที่มีชื่อจะมีความเสี่ยงต่อการล้มต่ำ ส่วนบริษัทขนาดเล็กนั้นต้องพึ่งพาเงินกู้ในปริมาณมากและเนื่องจากเป็นบริษัทขนาดเล็กอาจจะโดนเรียกดอกเบี้ยสูงเช่นกันดังนั้นความเสี่ยงจึงควรสูงกว่าไม่น้อยทีเดียว

5.วัสดุก่อสร้าง – ยางพารา ปูน ไม้

ธุรกิจประเภทนี้ถ้าสถานการณ์ปกติก็จะเดินหน้าไปตามกำลังการก่อสร้างของเอกชน ซึ่งก็คงไม่มีอะไรหวือหวาเท่าไหร่ หัวใจของธุรกิจนี้น่าจะอยู่ที่โครงการของรัฐบาลมากกว่าเพราะมีกำลังมหาศาลและไม่เท่ากันในแต่ละปีงบประมาณ ปีไหนที่รัฐบาลทุ่มเม็ดเงินไปให้กับโครงสร้างพื้นฐานเยอะหุ้นในกลุ่มนี้ก็จะเริงร่าตบเท้ากันเข้ามาเป็นขบวน อีกปัจจัยหนึ่งก็คือภัยธรรมชาติ ซึ่งหากเกิดภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย ทีหนึ่งก็สันนิษฐานได้ก่อนว่าจะต้องมีแรงซื้อกลุ่มนี้ไปบูรณะความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่ จึงส่งผลทีกับหุ้นกลุ่มนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

หุ้นที่อยู่ในหมวดนี้แต่ไม่ค่อยเข้าพวกนักได้แก่พวกเหล็ก เนื่องจากปัจจุบันโดนจีนนำเหล็กราคาถูกเข้าตีอย่างต่อเนื่องจนยุคนี้เรียกว่ายุคตกต่ำของเหล็กไทยเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความพยายามกีดกันเหล็กนำเข้าของรัฐรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ส่งออกเหล็กของไทยจึงน่าจับตาว่าในอนาคตเหล็กไทยจะแกร่งพอต่อสู้กับตลาดสากลได้หรือไม่

6.สื่อสาร – สัญญาณโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเราทุกวันนี้การสื่อสารค่อยๆทวีความสำคัญยิ่งขึ้นจนถูกเปรียบเปรยว่าเป็นปัจจัยที่ 5 และกลุ่มการสื่อสารก็เป็นกลุ่มที่พัฒนาเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องจนค่อยๆแบ่งสัดส่วนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกิจการที่ค่อนข้างผูกขาดหากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐก็ไม่สามารถประกอบกิจการได้จึงสามารถจำกัดคู่แข่งไปได้ในระดับหนึ่ง หุ้นกลุ่มนี้มีต้นทุนการจัดการที่ต่ำมาก ต้นทุนส่วนใหญ่น่าจะหมดไปกับการวางโครงข่ายกับค่าสัมปทาน ต้นทุนในอนาคตของหุ้นหมวดนี้ต่ำลงเรื่อยๆ ราคาที่เสนอขายแก่ผู้บริโภคถ้าเท่าเดิมก็จะทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การสื่อสารนี้ก็ต้องผูกติดกับเทคโนโลยี หากบริษัทไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็มักจะต้องมีเหตุล้มหายตายจากกันไปง่ายๆเช่นกัน

7.เทคโนโลยี – คอมพิวเตอร์ สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์

ถ้าถามถึงสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยถ้าปัจจุบันใครยังตอบว่าข้าวสาร เห็นทีจะต้องไปทบทวนตัวเองก่อนเข้าสู่ตลาดหุ้นเสียแล้ว เพราะปัจจุบันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจในการส่งออกของไทยไปเรียบร้อย หุ้นกลุ่มนี้เลยค่อนข้างผูกพันกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากค่าเงินอ่อนแล้วหุ้นกลุ่มนี้ย่อมได้อานิสงค์อย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังต้องพึ่งพากำลังซื้อจากต่างชาติซึ่งหากต่างชาติมีปัญหาทางเศรษฐกิจก็อาจจะทำให้การนำเข้าของเขาลดลงส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกของประเทศไทย รวมทั้งการที่รัฐบาลสนับสนุนทำให้หุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่เรื่องเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างผลัดเปลี่ยนรวดเร็ว หากบริษัทไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็ต้องมีเหตุให้ล้มหายตายจากกันไป 

8.บันเทิง – สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์

ธุรกิจหมวดนี้แทบไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจเลยเพราะไม่ว่าสถานการณ์ไหนคนก็ย่อมชอบความบันเทิงอยู่แล้ว ผู้ที่ประกอบธุรกิจประเภทนี้มักมีไม่กี่รายและเป็นรายยักษ์ใหญ่ของประเทศจึงค่อนข้างผูกขาดและเติบโตได้เรื่อยๆแค่ยามเศรษฐกิจไม่ดี

มีข้อสังเกตว่าหุ้นกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าไรนักเว้นแต่ช่วงใกล้ๆผลประกอบการออกซึ่งมักจะมีแรงเก็งกำไรกันเอาช่วงนั้นมากที่สุด

9.สาธารณสุข – การแพทย์ ยา อนามัย

การที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การแพทย์และพยาบาลจึงมีความจำเป็นต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น การที่ปล่อยให้สัดส่วนจำนวนนักศึกษาแพทย์เพิ่มขึ้นช้ากว่าผู้สูงอายุทำให้หุ้นกลุ่มนี้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเทรนด์ความสวยงามและสุขภาพกำลังมายิ่งส่งผลในแง่บวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ หุ้นกลุ่มนี้ก็เป็นอีกหมวดที่ไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจเท่าไรนักแต่มีผลต่อเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับยาและการนำเข้ายาซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรที่สำคัญได้ อีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้คือหุ้นกลุ่มนี้มีการเก็งกำไรกันสูงขึ้นเรื่อยๆจนราคาในตลาดเพิ่มขึ้นมากและรวดเร็วกว่าการเติบโตที่แท้จริงของธุรกิจ ก่อนที่นักลงทุนจะเลือกเข้าซื้อตัวใดจำเป็นที่จะต้องศึกษาในถี่ถ้วนว่าราคา ณ ปัจจุบันนั้นรับอนาคตล่วงหน้าไปแล้วเพียงใด

วิธีการเก็งกำไรหุ้น

วิธีการเก็งกำไรหุ้น

1. รับความเสี่ยงสูงได้ และคิดให้ไว ทำให้ไว ใจก็ต้องถึงด้วย

ความเสี่ยงต้องรับได้สูงหน่อย ถ้ารับความเสี่ยงสูงไม่ได้ อย่ามาเก็งกำไร ให้ไปเล่นหุ้นโดยใช้แนวคิดแบบลงทุนดีกว่า คนที่เก็งกำไรได้ดี คือเขาพร้อมจะ cut loss ทันที เมื่อรู้ว่าเข้าพลาดจังหวะ การ cut loss นี่แหล่ะที่บอกว่าคุณรับความเสี่ยงได้สูง เมื่อรับความเสี่ยงสูงได้ ก็ต้องคิดให้ไว ทำให้ไวด้วย ช้าๆมันจะไม่ทันคนอื่น
2. วอลุ่มสำคัญมากๆๆๆ

การเก็งกำไร ต้องยึดที่วอลุ่มเป็นหลัก หุ้นที่ไม่มีวอลุ่มเข้ามาเล่น อย่าไปเก็งกำไรเด็ดขาด เสียเวลา เพราะเจ้ามือเขายังไม่ได้เล่น และไม่รู้จะเล่นเมื่อไหร่ ให้ไปเก็งตัวที่มีวอลุ่มเข้า ซึ่งหมายถึงเจ้าหุ้นตัวนั้นกำลังทำเกมส์ดีกว่า
3. อย่าเกี่ยงเรื่องราคา

บางคนเห็นหุ้นวิ่งขึ้นมาแรงๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปเล่น เหตุผลคือเพราะซื้อไม่ทันปล่อยไปดีกว่า (แต่พอตอนถูกก็ไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวจะไม่ขึ้นหรือไม่ก็กลัวมันจะลงได้อีก พอมันวิ่งขึ้นมาก็ไม่กล้าซื้อ เพราะว่าแพงไป จะเอายังไงแน่ ?) การเก็งกำไรนั้น อย่าไปหวังซื้อให้ต่ำที่สุด แล้วไปขายสูงที่สุด

หัวใจของการเก็งกำไรคือ เข้าไปเล่นเมื่อมีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา และต้องขายออกมาในอีกไม่นาน พร้อมกับเอากำไรให้ได้ สมมติว่าหุ้นตัวนั้น จะวิ่งจาก 1 บาทไป 5 บาท คุณก็อย่าไปแคร์เพื่อซื้อ 1 บาทหรือกะขายตรง 5 บาท คุณแค่เอากำไรจากตรง 2 3 4 ให้ได้ก็เป็นพอ
4. ไปเรื่อยๆ อย่าชอบกินของเดิม

การเก็งกำไรต้องพเนจรไปเรื่อยๆ เหมือนจอมยุทธ์หนังจีน เข้าไปเก็งตัวไหนได้แล้วก็จงออกมา แล้วก็หาไปเรื่อยๆ ในตลาดหุ้นจะมีการเก็งกำไรหุ้นอยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีให้เก็ง ยกเว้นเสียว่าคุณจะหมดโอกาสเสียก่อน เพราะไปติดหุ้นแล้วออกไม่ได้
5. เช็คข่าวเสมอ

หุ้นที่เก็งกำไรขึ้นมา มันต้องมีข่าวสนับสนุน ไม่ข่าวใดก็ข่าวหนึ่ง ต้องเช็คให้ดีๆ จะได้ไม่อยู่หลังเขา เช็คข่าวไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร เข้าเว็บ http://www.ryt9.com แล้วพิมพ์ค้นหาตรงมุมขวาบนก็ได้ หรือจะเช็คจากที่อื่นก็ได้หุ้นอะไรที่มีการเก็งกำไรเข้ามา มักจะมีข่าวออกมาส่งเสริมอยู่เสมอ การมีข่าวออกมาช่วย หากข่าวนั้นสามารถต่อยอดได้อีกนาน หุ้นตัวนั้นก็สามารถเก็งกำไรได้เรื่อยๆด้วย แบบว่าเล่นได้เรื่อยๆ
6. เปลี่ยนหุ้นในหน้าจอบ่อยๆ

นักเก็งกำไรต้องกระฉับกระเฉง หน้าจอของคุณต้องสับเปลี่ยนหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา เพื่อดึงมาดูอาการหุ้นตัวนั้นว่าน่าเข้าไปเก็งกำไรหรือเปล่า มันจะดีมาก หากก่อนเข้าไปเก็งกำไรตัวนั้น คุณได้นั่งดูอาการหุ้นสักหน่อย
7. ตลาดเปิดเช้า เหมาะกับการขายมากกว่าซื้อ

แน่นอนครับ ถ้าผมเก็งกำไรหุ้นของวันก่อนหน้า แล้ววันถัดมาหุ้นตัวนั้นเปิดโดด ผมก็พร้อมจะขายให้สำหรับคนมาซื้อตอนเช้า เอาไปเลยพวก แต่ละวันตลาดเปิดให้เทรด 4 ชั่วโมงครึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อราคาเปิดให้คนที่ซื้อวานนี้เขาได้กำไรหรอก รอให้ตลาดเปิดออกมาเพื่อดูอาการหุ้นก่อนก็ได้ เห็นเสือไหม เวลามันจะล่าเหยื่อ มันจะคอยดูก่อนเข้าล่า เก็งกำไรหุ้นก็เหมือนกัน ดูให้ชัดๆก่อนเข้าไปลุย
8. ก่อนปิดเที่ยง ดูว่ามีตัวไหนน่าสนใจ

หลังจากตลาดเปิดเช้า ดูไปเรื่อยๆ หุ้นตัวไหนที่เหมือนมีสัญญาณพร้อมกับวอลุ่มเข้ามา ก็ดึงมาอยู่หน้าจอ หากช่วงใกล้เที่ยง มีแรงไล่เข้ามา นั่นอาจเป็นการนำเอาหุ้นตัวนี้ไปเล่นต่อในตอนบ่ายหรือวันถัดไป จังหวะการเข้าไปเก็งกำไรก่อนปิดเที่ยงน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
9. ช่วงปิดเที่ยงก่อนเปิดเทรดบ่าย

เพราะหน้าที่การเก็งกำไร คือต้องหาหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา นั่นก็คือหุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามาอย่างมีนัยยะ และมีการไล่หุ้นขึ้นมา ดังนั้น อย่าลืมกดดูหน้าจอ Most Gainers เพื่อดูรายชื่อหุ้นที่บวก และต้องเน้นไปยังหุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามาเป็นพิเศษด้วย เพื่อจะได้จับตาดูเหล่านั้นในตอนบ่าย เป็นการทำการบ้านก่อนตลาดเปิดบ่าย
10. ช่วงบ่ายๆจนถึงเย็น

บ่ายๆไปถึงเย็น หากเจ้ามือจะไล่หุ้นเพื่อเอาไปเล่นต่อในวันถัดไป ก็ต้องดูช่วงนี้แหล่ะ หุ้นที่จะเอาไปเก็งกำไรในวันถัดไป มักจะมีการเก็งกำไรขึ้นมาก่อนแล้วในวันก่อนหน้าอยู่เป็นประจำ
11. ซื้อขายภายในวันได้ยิ่งดี

ซื้อและขายจบภายในวัน ความเสี่ยงไม่มี ไม่ต้องไปลุ้นในวันถัดไป แบบนี้เรียกว่าดีไหม?
12. หุ้นขึ้นแรง แต่วอลุ่มไม่เด่นก็ไม่น่าสน

ระวังให้ดี มันมีพวกอีแร้งอีกา ที่รวมกลุ่มกัน แล้วก็ทำการลากหุ้นอย่างไวๆ พอแมงเม่าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กระโจนเข้าไป ก็โยนขายออกมา เพราะก่อนหน้านี้ คนพวกนี้จะเข้าไปเก็บหุ้นไว้แล้วระยะนึง ดังนั้น หุ้นที่น่าเก็งกำไรและค่อนข้างจะเก็งจริงๆจังๆ คือต้องมีวอลุ่มมากเป็นพิเศษ เช่น หุ้นราคาไม่ถึงห้าบาท ก่อนหน้าไม่มีวอลุ่มอะไรมากนัก เทรดวันละ 1-2 ล้านบาท แต่จู่ๆมีวอลุ่มเข้ามาวันเดียวระดับร้อยล้านหรือใกล้เคียง แบบนี้ น่าเข้าไปเก็งกำไรตามมากกว่า
13. เมื่อไหร่ที่รู้ว่าเข้าผิดจังหวะก็ต้องกล้า cut ออกมา

คนเราไม่ได้ทำถูกไปทุกอย่าง บทจะพลาด ก็ต้องไหวตัวออกมาก่อนนะครับ เช่น อาจจะยอม cut 3-5% แต่คุณจะได้

14. หุ้นที่เก็งเข้ามาแบบสดๆซิงๆ การไล่หุ้นขึ้นมาในช่วงแรกเป็นจังหวะที่น่าเก็งด้วยมากที่สุด

หุ้นที่แต่ก่อนเงียบๆ จู่ๆมีการเก็งเข้ามา วอลุ่มก็มาโดดเด่นด้วย มันจะเป็นการเก็งกำไรขาแรกเพื่อจะดึงขึ้นไปให้ถึงระดับหนึ่ง จากนั้นค่อยปรับตัวลงมา จำไว้ว่าไม่มีหุ้นอะไรที่ลากขึ้นไปเป็นเส้นตรง โดยไม่มีการปรับตัวเลย การเก็งกำไรที่น่าสนใจนั้น เข้าไปลุยในช่วงขาแรกเพราะช่วงนี้ หุ้นกำลังสดๆซิงๆ เช่น หุ้นตัวนึง เริ่มลากจาก 1 บาท เจ้าอาจจะลากแรงๆไป 1.50 ก่อนจะปล่อยให้พักฐาน หรือประเภทลากหุ้นวันแรกให้ชนลิ่ง (+30%) พวกนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะโดยส่วนใหญ่ จะมีการเล่นขึ้นไปอีก ไม่จบเกมส์ง่ายๆ ดังนั้น อย่าไปกลัวว่าราคามันจะแพงไป เพราะการเก็งกำไร หัวใจมันอยู่ตรงการมีสัญญาณการเก็งกำไร อย่างที่บอกไป หากหุ้นตัวนี้จะลากจาก 1 ไป 5 คุณไม่ต้องไปหวังซื้อที่ 1 หรือขายที่ 5 คุณไปเอาช่วง 2 3 4 ก็ได้
15. กราฟดูบ้าง เพื่อหาแนวรับแนวต้าน แต่สำคัญกว่าคืออาการของหุ้นที่ซื้อขายภายในวัน

กราฟสวยงาม สัญญาณชี้พร้อมว่าซื้อ แต่ถ้าเจ้าไม่เล่นด้วย มันก็ไม่มีความหมาย ดังนั้น วอลุ่มที่โดดเด่นและอาการหุ้นที่ลากสู้ๆ แบบนี้น่าสนใจกว่า
16. พยามเก็งตอนเจ้าไล่หุ้น เข้าไปอยู่ในช่วงนั้นให้ได้

บอกเลยว่าหุ้นทุกตัวมีเจ้า เจ้าเขาเล่นเมื่อมีวอลุ่ม นอกจากมีวอลุ่มแล้วก็ต้องลากด้วย แบบนี้น่าเข้าไปเก็งตามเจ้าได้
17. ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกลา หุ้นที่ถูกเก็งกำไรขึ้นมาเล่นก็เช่นเดียวกัน

อย่าไปเพ้อฝันว่ามันจะขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะนั่นแสดงว่าคุณกำลังโลภเกินไป มีกำไรที่พอเพียง คุณต้องออกมา แล้วไปเก็งตัวใหม่ เจ้ามือก็ต้องการกำไร คุณก็ต้องการกำไร ดังนั้น เกมส์จบก็ต้องออกมาซะ ไม่มีเจ้าคนไหนมาลากหุ้นโชว์โดยไม่แสวงหากำไร เขามีต้นทุนในการทำ เขาก็ต้องเอากำไรเหมือนคุณที่เข้าไปเก็งกำไรกับเขา ได้แล้วก็ต้องออกมา
18. ตลาดมีให้เก็งกำไรตลอด ไม่ว่าจะตลาดดีหรือไม่ดี ดังนั้นก็จงทำตัวเหมือนเป็นจอมยุทธ์พเนจร เก็งกำไรไปเรื่อยๆ
ขอให้มีความสุขกับการเก็งกำไรและจงเอากำไรอย่างพอเพียง แล้วคุณจะอยู่ได้ในฐานะนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นที่สร้างสีสันให้กับวงการนี้

คำถามให้สรุปข้อคิดการเลือกหุ้นที่ได้จาก fb live ลองอ่านสรุปดูเผื่อมีประโยชน์ครับ

คำถามให้สรุปข้อคิดการเลือกหุ้นที่ได้จาก fb live ลองอ่านสรุปดูเผื่อมีประโยชน์ครับ
คำตอบท่านที่1
การเลือกหุ้น

1 เทรดให้เหมาะสมกับตนเอง และหน้าที่การงานความรับผิดชอบ โดยสามารถแยกเป็นรูปแบบการเทรดได้ 3 แบบ คือ

  1.1 runtrend เหมาะกับ คนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูในแต่ละวัน อาจจะเป็นหุ้นมีพื้นฐานดี

  1.2 ซื้อรอวิ่ง เหมาะกับ คนที่พอมีเวลาดูหุ้นได้พอสมควร                 

  1.3 day trade เหมาะกับ คนที่มีเวลาดูหน้าจอเป็นประจำ

หมายเหตุ สุดท้ายก็ต้องเลือกหุ้นให้เหมาะสมกับตนเอง ให้มากที่สุด
2 นิสัยในการ คัทลอส

   2.1 ไม่ชอบคัทหุ้น ก็ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานรองรับ

  2.2 สามารถคัทลอสได้ ก็จะมีความยืดหยุ่นในการเลือกหุ้นได้มากขึ้น
3 พฤติกรรมของหุ้นแต่ละตัว และเทียบกับหุ้นในกลุ่มของตัวเอง

   โดยพฤติกรรมนี้ สามารถดูได้จาก การทำราคา หรือหาได้จากกราฟในอดีตสังเกตแต่ละแท่งเทียน ดู การกระชาก ความเร็ว ความแรง สามารถ เปรียบเทียบกันได้  
4 ขนาดไม้ที่เราเทรด

  ถ้าport เล็ก ก็ควรเลือกเทรดหุ้นที่มีขนาดเล็กเพราะจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
แต้ถ้า port ใหญ่ ควรเลือกเล่นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ตามไปด้วย เพื่อรองรับ กับสภาพคล่อง จำนวนที่เราเทรดอย่างเหมาะสม
5 มีstory จากแหล่งข่าวตลาดหลักทรัพย์หรือหนังสือพิมพ์
6 ขนาดจำนวนหุ้น Float เช่นว่าเป็นหุ้นหนัก หรือเป็นหุ้นเบามีโอกาสวิ่งระดับกี่เปอเซนในแต่ละรอบ

      

7 นิสัยการทำราคา ในแต่ละครั้ง เราต้องเลือกกลุ่มหุ้นที่มีการทำราคา กรอบใหญ่กว่า       
สุดท้าย บางครั้งก็ต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำบ้าง เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
คำตอบท่านที่2
การเลือกหุ้น

1.ลักษณะหน้าที่การงาน

   ถ้าทำงานประจำหรือธุรกิจส่วนตัว ช่วงเวลาหรือการเฝ้ารอเวลาของหุ้นมีส่วนสำคัญ

    ควรเลือกเล่นแบบ runtrend หรือ ซื้อรอ ไม่ควรเล่นเรวเกินไปแบบfulltime trader2.อุปนิสัย

    ไม่กล้าคัทลอส ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีเพื่อsupport การตัดสินใจ
3.พฤติกรรมของหุ้น

    ความเร็วและแรงในการวิ่งของหุ้นแต่ละตัว หุ้นในกลุ่มเดียวย่อมแตกต่างกัน ด้วยนิสัยหุ้นและความหนักเบา
4. ขนาดไม้หรือขนาดพอร์ต

     ถ้าพอร์ตมีขนาดใหญ่มาก ต้องดูสภาพคล่องของหุ้นด้วยควร เล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องเหมาะสมกับหน้าตักและจำนวนเงิน
5.story ของหุ้น

  ดูจากเวบของตลาดหลักทรัพย์หรือหนังสือพิมพ์ หุ้นมีสตอรี่ก้อจะน่าสนใจมากขึ้น
พิจารณาจากประเด็นตอบที่ครบถ้วนและตรงคำถามนะครับ ใกล้เคียงกัน จะเลือกคนที่ตอบก่อนครับ
ท่านอื่นๆที่ตอบใช้ได้เหมือนกันผมcropมาแปะไว้นะครับ

คูน้ำที่แคบลง

คูน้ำที่แคบลง
ผมรู้สึกโลกของธุรกิจหมุนไปเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก การสร้าง product ที่มีความแตกต่างทำได้ยากขึ้นมาก ความสามารถในการแข่งขันที่ชัดเจน (DCA) ของแต่ละธุรกิจมีแนวโน้มลดลง หรือพูดง่ายๆ ว่า “คูน้ำ” ที่เคยมีมันแคบลงเรื่อยๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าปลีกที่เคยมี DCA สูงมากอย่าง Wal-Mart ที่กำลังถูก Amazon รุกไล่ 
Wal-Mart ก่อตั้งเมื่อปี 1962 และใช้เวลาถึง 45 ปี กว่าจะมี Market cap. ที่ $100,000 ล้าน ในขณะที่ Amazon ก่อตั้งเมื่อปี 1994 และใช้เวลาเพียง 17 ปีเพื่อที่มี Market cap. ที่ $100,000 ล้าน และใช้เวลาอีกเพียง 4 ปี เพื่อที่จะแซง Wal-Mart โดยปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 20/02/59) Amazon มี Market cap. อยู่ที่ $250,000 ล้าน สูงกว่า Wal-Mart ที่ $200,000 ล้าน 
เมื่อคูน้ำแคบลง อายุของธุรกิจก็มีแนวโน้มสั้นลง การทำนายอนาคตของในอีก 20-30 ปีแทบจะเป็นไปไม่ได้ การประเมินมูลค่าด้วยสมมติฐานว่าธุรกิจจะดำรงอยู่ตลอดไป ด้วยวิธี DCF จึงกลายเป็นเครื่องมือที่อาจไม่ realistic ในการประเมินบริษัทส่วนใหญ่อีกต่อไป ในขณะที่การการประเมินมูลค่าของธุรกิจใดๆ โดยคาดการณ์เรื่อง “ช่วงเวลา” กลับได้รับความนิยมมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอย่าง Digital TV ที่มี new player ก้าวเข้ามาในตลาดหลายราย ซึ่งหากเราใช้ประเมินมูลค่าจากกำไรด้วยวิธี PE หรือ PEG แล้ว มูลค่าของบริษัทในแต่ละช่วงเวลาจะแตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ
1. ช่วงระยะแรกของธุรกิจ กลุ่ม Digital TV จะมีกำไรน้อยมาก เพราะต้องมีการลงทุน (CAPEX) เข้ามาก่อน ในขณะที่เรทติ้งและค่าโฆษณายังไม่มา
2. ช่วงระยะกลาง เมื่อรายได้จากเม็ดเงินค่าโฆษณาเริ่มไหลจากช่องทีวีอนาล็อกเดิม บางบริษัทในกลุ่มนี้กลับจะมีกำไรกระโดดมาก เพราะเป็นธุรกิจที่มี Fix cost สูง รายได้ส่วนที่เพิ่มแทบจะลง bottom line หมด
3. ช่วงระยะปลาย กลุ่มนี้กลับมีแนวโน้มจะมีมูลค่าลดลง Value ในส่วนของความเป็น TV platform จะถูกทดแทนด้วย Online platform แบบ YouTube Netflix หรือกระทั่ง Facebook จะเหลือก็แต่ Value ในฐานะผู้ผลิต Content ซึ่งจะทำให้ Valuation ของบริษัท็ลดลง
โลกที่หมุนเร็วขึ้น ทำให้บริษัทที่จะมีอายุยืนยาว หรือธุรกิจที่ไม่มีวันแพ้ เหลืออยู่ไม่มาก บริษัทที่มี DCA โดดเด่นและชัดเจนว่าจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว จะมี Valuation ที่สูงมาก อาทิ Facebook ที่มี PE ถึง 80 เท่า การหาบริษัทผู้ที่มีความสามารถในการแข่งขันมากพอที่จะเติบโตต่อเนื่อง 20-30 ปี กลายเป็นเรื่องไม่ง่าย และการหาบริษัทดังกล่าวที่ยังคงมีราคาสมเหตุสมผลยิ่งยากขึ้นไปอีก
นักลงทุนอาจเลือกที่จะไม่ลงทุนในบริษัทที่ดีหรือแข็งแกร่งที่สุด หากมันแพงเกินไป แต่อาจใช้วิธีการศึกษา “Stage” ของธุรกิจใน Product life cycle และเลือกลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต (Growth stage) และมีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไร อย่างไรก็ดี ความท้าทายของวิธีดังกล่าวคือ เราจะทำนายช่วงเวลาในแต่ละ Stage ของธุรกิจออกหรือไม่ เช่นว่า เราจะคาดการณ์ได้อย่างไรว่าช่วงระยะกลางที่บริษัท Digital TV จะมีกำไรดีนั้นจะอยู่ยาวนานกี่ปี? แล้วช่วงปลายล่ะจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือรุนแรงแค่ไหน? และที่สำคัญที่สุดคือเราจะสามารถลงทุนในบริษัทที่เราเห็นว่าในสักวันหนึ่งมันจะต้องถึงจุดจบได้หรือไม่

สุดยอดสรุปการลงทุนประจำปี 2016

สุดยอดสรุปการลงทุนประจำปี ที่เฝ้ารอคอยที่จะอ่านในทุกๆปี ของพี่โจ ลูกอิสาน สุดยอดนักลงทุนที่เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจของผม ได้เขียนสรุปของปี 2559 ออกมาแล้วครับ
———————————————————-

บทความโดย พี่โจ อนุรักษ์ บุญแสวง
กราบสวัสดีปีใหม่ปี 2560 พี่น้อง สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ทุกท่าน กราบสวัสดีอาจารย์ ดร.นิเวศน์ อ.ไพบูลย์ พี่ปรัชญา พี่ครรชิต ลุงขวด เฮียคลายเครียด พี่หมอ jfk พี่กะละมัง พี่พี พี่วัฒน์ พี่หมอพงศ์ศักดิ์ พี่หลิน พี่หนิง พี่กุ๊ก พี่หมอสามัญชน พี่พรรณ พี่ไก่ พี่มน พี่บู พี่วิบูลย์ พี่นัน พี่ตี้ พี่จรัญ พี่แมว พี่บัวดิน หมอหนึ่ง พี่เวป พี่ฉัตร พี่ชาย พีเจ๋ง พี่นริศ พี่พอใจ พี่นุช พี่อมร ขอคุณพระศรีรัตนตรัย คุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัย มีความสุขกาย สบายใจ ตลอดปีตลอดไปครับ
ตลาดหุ้นไทยตลอดปี 2559 ผันผวนในกรอบ 200-300 จุด เหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา เริ่มต้นปีดัชนีลงไปลึกถึงประมาณ1221 จุด เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของโลก ตลาดหุ้นจีนตก 7% ติดต่อกันถึงสองวัน พร้อมกับราคาน้ำมันที่ยังดิ่งลดลงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่หลังจากนั้นดัชนีก็เริ่มไต่ขึ้นตลอดทั้งปี จนสูงสุดที่ประมาณ 1553 จุด ในเดือนสิงหา จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่ไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ทดแทนผลตอบแทนดอกเบี้ยทั่วโลกที่ตกต่ำเป็นประวัติศาสตร์ ประกอบกับราคาน้ำมันที่เริ่มฟื้นตัว แต่ในเดือนตุลาคม ดัชนีผันผวนลดลง 150-200 จุด จากข่าวสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาอย่างอย่างรวดเร็ว และจบสิ้นปีโดยให้ผลตอบแทน 22.84 % โดย 19.79 % มาจากราคาหุ้นที่เพิ่มและ 3.05 % จากเงินปันผล นี่ทำให้ตลาดหุ้นไทยให้ผลแทนดีที่สุด อันดับ 2 ของเอเชีย รองจากตลาดหุ้นปากีสถาน โดยรวม ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีอีกปีหนึ่ง เพราะมีการฟื้นตัวของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ต่ำกว่าปกติในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน รวมถึงมีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นสุทธิทั้งปีถึงประมาณ 7 หมื่นล้านบาทเพื่อแสวงหาผลตอบแทนจากสภาวะดอกเบี้ยตกต่ำทั่วโลก
โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยมีหุ้นสามัญประมาณ 657 บริษัท กองอสังหา 62 บริษัท มีมูลค่าตลาดเฉพาะหุ้นประมาณ 15 ล้านล้านบาท ตลอดปี 2559 ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 53,000 ล้านต่อวัน สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ และมีสภาพคล่องการซื้อขายสูงสุดในตลาดอาเซียนติดต่อกันปีที่ 5 (อีกความหมายคือเก็งกำไรกันสูงที่สุด) นี่ควรจะส่งผลดีต่อบริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้น หากไม่โดนกระทบจากการลดลงของค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ที่ค่อย ๆ ลดลงตามการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป มองตลาดหุ้นไทยในภาพย่อย 
หุ้นที่โดดเด่นในปีนี้ คือหุ้นที่ย่ำแย่ในปีที่แล้ว เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ฟื้นตัว หุ้นเติบโตอีกหลายตัว กลุ่มที่แพ้ตลาดเช่น สื่อสาร ส่วนกลุ่มที่แย่กว่าตลาดมากคือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีสังคม เทคโนโลยี เช่น กลุ่มทีวี สิ่งพิมพ์ 
ตลอดปี หุ้นที่เป็นทั้งโอกาสและวิกฤติในเวลาเดียวกันคือหุ้น IPO ทั้งปีมีหุ้น IPO เข้ามาระดมทุนซื้อขายในตลาดหลายตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็กและกลาง ทำให้มูลค่าการระดมทุนไม่มากเท่าที่ควร และแทบทุกตัวขายในราคาที่สูงมาก (เปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในตลาดเดิม) ที่หนักกว่านั้น เปิดตลาดมา ทุกตัวยังเปิดซื้อขายในราคากระโดด ตัวที่พื้นฐานดีจริง ราคาก็ไปต่อได้ พื้นฐานด้อย ราคาก็ถอยกลับลงไปได้มาก สวรรค์ นรก อยู่ใกล้ๆกันในตลาดหุ้น จากสถานการณ์เช่นนี้ การันตีได้เลยว่าในปีต่อไป จะมีหุ้นเข้าใหม่ต่อคิวรอเข้าตลาดอีกมาก เพราะเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่าย win win ทั้งเจ้าของบริษัทที่ขายหุ้นได้ราคาแพงมากๆ ที่ปรึกษาทางการเงินได้เงิน (ตามเปอร์เซ็นต์ของยอดระดมทุน) ผู้รับประกันการจำหน่าย มาร์เก็ตติ้งได้ลูกค้า รายย่อย ผู้มีอุปการคุณได้ส่วนต่างราคา และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ได้หน้า
ผลตอบแทนพอร์ตส่วนตัวของผม ยังน่าพอใจ ชนะตลาดติดต่อกันเป็นปีที่ 13 จาก 17 ปีที่ลงทุนแบบวีไอ ผลตอบแทนที่ชนะตลาดพอประมาณ แต่น้อยกว่าอดีต มาจากหลายสาเหตุ ด้วยขนาดพอร์ตรวมที่ใหญ่ขึ้น การบริหารเงินยากขึ้น หุ้นที่ถือสัดส่วนเยอะไม่ perform เท่าที่คาดหวัง รวมถึงการถือเงินสดประมาณ 30-40 % นานมากกว่าครึ่งปี ซึ่งในระหว่างนั้นดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 20% รวมถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นเวียดนาม 10% ของพอร์ต ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก 
[ตลาดหุ้นเวียดนามให้ผลตอบแทนรวมประมาณ 18 % ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก แต่เกิดจากการเพิ่มของหุ้นขนาดใหญ่ ไม่ใช่หุ้นขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่ผมซื้อ ปีนี้ได้เปลี่ยนกลยุทธ์จากซื้อหุ้น PE ต่ำมาเป็นหุ้นปันผลสูง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะหากพื้นฐานไม่ดี กำไรลดลง ปันผลย่อมลดลงด้วยในที่สุด แถมราคายังลดลงมากกว่า ปีหน้าอาจต้องปรับกลยุทธ์มาเน้นหุ้นพีอีต่ำ และหุ้นคุณภาพดี ราคาเหมาะสมมากขึ้น นอกจากนั้นหุ้นที่ถือหลายตัว ราคาลดลงมากกว่า 50 % ซึ่งเกิดจากปัญหาธรรมภิบาลทั้งสิ้น โดยเฉพาะบริษัทเอกชนขนาดเล็ก เป็นสิ่งที่พบได้ในตลาดหุ้นชายขอบ (frontier market) การกระจายการถือหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง จึงยังเป็นสิ่งจำเป็น แม้ผลตอบแทนที่ได้ยังไม่ดี แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะล้มเลิกลงทุน เพราะเห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจประเทศเวียดนามยังเติบโตได้ดี ภูมิศาสตร์ได้เปรียบ ประชากรมีคุณภาพ มีกำลังซื้อ สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเรียนรู้ต่อไป]
กลยุทธ์การจัดพอร์ต ส่วนใหญ่ยังเน้นหุ้นขนาดเล็ก มีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อ hedge พอร์ตบางส่วนในช่วงเวลาที่สถานการณ์ไม่แน่นอน มีการกระจายการถือหุ้นมากขึ้น โดยถือหุ้นไทยประมาณ 54 ตัว (รวมหุ้นที่ออกจากตลาด 2 ตัว) และหุ้นเวียดนามประมาณ 35 ตัว การกระจายการถือหุ้นแบบนี้ ข้อดีคือทุกๆปีจะมีหุ้นที่ perform ดีเสมอๆ ซึ่งทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ รวมถึงเปิดโอกาสให้เราผิดพลาดได้ ในหุ้นบางตัวที่ให้ผลตอบแทนแย่ ทำให้พอร์ตรวมไม่กระทบมากเพราะมีหุ้นที่ดีคอยพยุงเอาไว้ แต่การกระจายการถือหุ้นต้องแลกมากับข้อเสีย การกระจายเป็นสัญญานบ่งบอกว่านักลงทุนอาจไม่เข้าใจบริษัทอย่างถ่องแท้ ไม่แน่ใจในพื้นฐานของหุ้นที่ถือ ดังนั้นจึงต้องกระจายการถือเพื่อลดความเสี่ยง แต่นี่ก็ต้องแลกมากับผลตอบแทนที่ไม่หวือหวาด้วย คนที่ใช้แนวทางนี้ ไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนสูงๆมากได้นอกจากนั้นการติดตามหุ้นหลายตัว เป็นภาระค่อนข้างหนัก ต้องใช้เวลามาก และแน่นอนว่าคงมีความรู้ในพื้นฐานของหุ้นไม่เท่ากับคนที่ติดตามหุ้นน้อยตัว
กลยุทธ์การจัดพอร์ต ว่าควรเป็นแบบ focus มีหุ้นน้อยตัว หรือกระจายถือหุ้นหลายตัว แบบใดดีกว่ากัน เป็นสิ่งที่นักลงทุนถกเถียงกันมาเนิ่นนาน และน่าจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป คนที่ใช้กลยุทธ์การถือหุ้นน้อยตัว คิดว่า “แทนที่จะกระจายใข่ใส่ในหลายตระกร้า ทำไมไม่ใส่ไว้ในตะกร้าเดียว และดูแลมันอย่างดีที่สุด” ที่ผ่านมาหลายคนที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ ทำผลตอบแทนได้สูงมาก มากจนกระทั่งมันเป็นแบบอย่างให้คนหลายคนทำตาม เพราะเห็นตัวอย่างคนที่ทำสำเร็จ และผมก็ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิด ตราบใดที่นักลงทุนที่ทำอย่างนั้น ต้องตระหนักรู้ว่าผลตอบแทนที่สูง ไม่ได้มาแบบไม่มีเหตุผล แต่มาจากการเพิ่มความเสี่ยง เมื่อยินดีที่จะได้รับมากๆ เมื่อพลาด ก็ต้องยอมรับที่จะเสียมากๆด้วย ไม่ใช่ผิดพลาดแล้วโทษโชคชะตา ฟ้าดิน อคติการรับรู้ อาจทำให้เรามองเห็นแต่คนที่ทำได้ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รอด เพียงแต่คนที่ไม่รอดไม่ได้พูด คนพูดคือคนที่รอด 
ตลอดทั้งปี 2559 มีเรื่องราวในตลาดหุ้นที่น่าติดตาม เป็นกรณีศึกษาหลายเรื่อง ที่ผมอยากจะพูดถึง เพื่อที่ว่าเผื่อเราจะได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง
การบูมของตราสารอนุพันธ์ ที่มีหุ้น ดัชนีหุ้น สินค้าอื่นๆ เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น TFEX DW ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นสูงขึ้นทุกปีๆ สินค้าเหล่านี้บางอย่างสร้างมาด้วยเจตนาที่ดีเพื่อใช้ปกป้องความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง มันกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือเร่งผลตอบแทน แม้มีคำเตือนว่าผลตอบแทนสูง มาพร้อมความเสี่ยงที่สูง แต่อคติการรับรู้ ทำให้นักลงทุนจำได้เพียงแค่ประโยคแรก คำว่า “ทวีกำไร หรือ ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น ขาลง” จะถูกจดจำได้มากกว่าคำว่า “ทวีขาดทุน – ฉิบหาย ได้ทั้งขาขึ้นขาลง” สินค้าอนุพันธ์บางชนิดมีสภาพการซื้อขายที่สูงกว่าปกติ เพราะมี market maker คอยควบคุม กลไกที่บิดเบือนนี้ จะยั่งยืนได้อีกนานแค่ไหน สำหรับนักลงทุนที่รอบคอบ นี่เป็นของเล่น (อันตราย) ของความโลภที่ควบคุมไม่ได้ ก็เท่านั้น
กูรู โค้ช ครองเมือง ในยุคที่อิสรภาพทางการเงิน เป็นสิ่งที่ผู้คนร่ำเรียกหามากที่สุด อาชีพที่ผุดเป็นดอกเห็ดคือ “ผู้นำพา” หรือ กูรู โค้ช อาจารย์ ตามแต่จะเรียกกัน เป็นผู้มีหน้าที่ชี้ทาง โค้ชชิ่ง ทำให้หนทางสู่อิสรภาพทางการเงินง่ายขึ้น เร็วขึ้น เสมือนชี้ทางลัด ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี หากคนสอนรู้จริง สอนในสิ่งที่ถูกต้อง เอาไปใช้ได้จริง แต่ถ้าไม่ คนที่ไปเรียนย่อมเสียเงิน เสียทอง เสียเวลาเปล่าๆ ฉุกคิดสักนิด อิสรภาพทางการเงินที่ว่า เป็นของใครกันแน่ ของอาจารย์หรือของศิษย์ ที่แย่กว่านั้นคือครูสอนแบบผิด ๆ ทำให้คนเรียนหลงทาง ซึ่งจะทำลายชีวิตการลงทุนตลอดไป หากคิดจะไปเรียนคอร์สการเงินเหล่านี้ ผมมีข้อสังเกตแนะนำเล็กๆน้อยๆ ดังนี้
1. เจตนาชักจูงให้เกิดความโลภ เป็นสัญญานแรกที่ไม่ดี การวางแผนการเงิน การลงทุน ควรเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ ใช้เวลา ไม่ใช่รวยเร็วๆ ทันใจ พึงระลึกว่าจุดตายทางการเงิน การหลอกล่อ การโกงทุกคดี มักใช้ความโลภเป็นเหยื่อล่อให้ผู้คนติดกับ จงระวังประโยค เช่น “รวยพันเปอร์เซ็นต์ใน 60 วินาที” “เริ่มจาก 300 บาท กลายเป็น 1 ล้าน” “รวยภายใน 24 ชม” 

2. ถ้าคนสอนเก่งจริง ทำไมต้องหาเงินจากการสอน คิดสักนิด โดยเฉพาะคอร์สที่ราคาแพงๆ หากคนสอนทำได้เหมือนที่โชว์เวลาสอน คงมีเงินเป็น พันล้าน หมื่นล้าน ทำไมต้องเสียเวลา มาหาเงินเล็กๆน้อย จากนักเรียน จากประสบการณ์ตรง ผมไม่เคยเจอเซียนหุ้นตัวจริง สอนเพื่อเงินสักคน เพราะถ้าเก่งจริงเขาสามารถทำเงินจากหุ้น ได้มากกว่าการสอนมากๆ 

3. มีแต่ตัวอย่างซ้ำๆ เคสในอดีตที่ทำสำเร็จ แล้วหลังจากนั้นล่ะ กรณีที่ไม่สำเร็จล่ะ อย่าลืมว่า แม้คนโง่ที่สุด ยังเคยมีวันดีๆ แต่คนที่สำเร็จจริง ต้องทำได้บ่อยๆ

4. โปรไฟล์คนสอน ไม่ใช่เรื่องหน้าตา ชาติตระกูล การศึกษา แต่สำคัญที่สุดคือผลงานที่ประจักษ์ชัด ถ้าหากเป็นเรื่องหุ้น ก็ควรจะมีชื่อติดผู้ถือหุ้นใหญ่หลายๆบริษัท (ไม่ใช่เอาเงินค่าสอน ไปซื้อหุ้นเล็กๆ ให้ติดชื่อ แล้วนำมาเป็นโปรไฟล์,บางคนเคยให้สัมภาษณ์มันนี่ชาแนลครั้งเดียว อุตสาห์เอามาเป็นโปรไฟล์)
Solar drama หุ้นพลังงานทดแทนที่โด่งดังที่สุด เพราะมีนักลงทุนรายใหญ่หลายคนเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก ในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้นักลงทุนหลายคนแห่เข้าไปซื้อตาม ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก ต่อมาเมื่อเจ้ามือตัวจริงหรือผลกำไร ไม่มาตามที่คาด ประกอบกับมีคำถามเรื่องธรรมภิบาลในหลายเรื่อง นักลงทุนรายใหญ่เริ่มทยอยขาย เมื่อข่าวถูกแจ้งตลาด นักลงทุนอื่นๆ รู้ข่าวและตกใจ เทขายด้วย ทั้งรายใหญ่ รายย่อมพร้อมใจกันขาย ทำให้ราคาลดลงอย่างมาก สร้างความเสียหายให้กับหลายคน เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวแบบนี้ ประการแรก พึงจำไว้ว่า เซียนย่อมผิดพลาดได้ แม้เซียนหลายคนเห็นพ้องกัน ก็ยังผิดพลาดมาแล้ว เซียนผิดพลาด รีบยอมรับและตัดสินใจตัดขาดทุน แล้วคนซื้อตามล่ะได้ทำหรือเปล่า เหตุผลตอนซื้อ ยังอยู่เหมือนเดิมไหม ประการที่สอง ที่สุดแล้วกำไรคือปัจจัยที่พยุงราคาหุ้นได้อย่างแท้จริง จะเซียนกี่คนช่วยกันดัน สุดท้ายก็สู้เจ้ามือตัวจริงไม่ไหว ประการที่ 3 ถึงแม้วิธีการวิเคราะห์หุ้นจะถูก แต่ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ผิด ผลลัพธ์ก็ย่อมผิดด้วย และข้อมูลก็มาจากผู้บริหาร ดังนั้นคุณภาพผู้บริหารสำคัญถึงสำคัญที่สุด
ศัพท์การลงทุนแปลกๆ ปีนี้หรือปีไหนๆ เราจะได้ยิน ได้ฟัง ศัพท์ใหม่ๆที่ผู้คนประดิดประดอย สร้างสรรค์กันออกมา เร็วๆนี้นี้เราได้ยินคำว่า Fintech, Brexit, Block chain, EV, Crow funding, Start up, Co working space สารพัดที่เรียกกัน แน่นอนว่าหลายคำเป็นเพียงแฟชั่น ไม่นานก็จะเลือนหายไป แต่หลายอย่างจะกลับกลายเป็นแนวโน้มจริง สำหรับนักลงทุน ไม่ควรตื่นเต้นไปตามกระแสเหล่านี้ แม้มันเกิดขึ้นจริง ก็ยังพอมีเวลาที่จะปรับเปลี่ยนการลงทุน นักลงทุนบางท่าน อาจสนใจลงทุนในธุรกิจ Start up โดยตรง ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่พึงระลึกว่าอัตราความสำเร็จที่อยู่รอดของ Start up จนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้มีต่ำมากๆ อย่าให้ผลตอบแทนสูงๆที่เกิดขึ้นกับบางบริษัทอันน้อยนิด ทำให้เกิดภาพลวงตาของความสำเร็จ ผมจะรอให้ธุรกิจ Start up เหล่านี้ ประสบความสำเร็จ เข้าตลาดหลักทรัพย์เสียก่อน ค่อยเข้าไปซื้อขายดีกว่า แม้จะได้ผลตอบแทนน้อย แต่ความเสี่ยงก็ต่ำกว่ามาก
อินไซเดอร์ อย่างที่หลายคนทราบ ผมได้ประกาศไม่ใช้ข้อมูลภายในหรืออินไซเดอร์ในการซื้อขายหุ้น เมื่อหลายปีมาแล้ว รวมถึงประกาศไม่เยี่ยมบริษัท เมื่อปีที่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมามีข้อมูลอินไซเดอร์ 2 บริษัท ที่เข้ามาพิสูจน์ [เรื่องราวต่อไปนี้ สมมุติว่าเป็นเรื่องจริง..] บริษัทแรก เพื่อนรุ่นน้องที่เคารพ โทรมาบอกว่าบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง จะมีงบไตรมาสที่จะประกาศอลังการมากๆ เป็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน หากผมซื้อ ก็น่าจะได้กำไรมากพอสมควร เพราะแค่วันนั้นหุ้นก็ขึ้นถึง 7 % แล้ว พองบออกมา ก็เป็นจริงตามตัวเลขที่บอก แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไร บริษัทนี้ผมชนะ แต่อีกบริษัท เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพ โทรมาบอกว่า บริษัทแห่งหนึ่งที่ผมลงทุนอยู่เยอะ กำลังจะมีข่าวดีมากๆ เร็วๆนี้ ผมซึ่งในขณะนั้นกำลังซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่ม เมื่อได้ข้อมูลใหม่ ผมซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% จากที่ตั้งใจจะซื้อ หลังจากวันนั้น หุ้นยังเพิ่มขึ้นอีก และวันที่ออกข่าว หุ้นขึ้นถึง 22% สองวันหลังผมไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ผมยังรู้สึกผิด ผลประโยชน์เพียงน้อยนิด ปล่อยให้ข้อมูลอินไซด์และความโลภมีผลต่อการซื้อขาย ผมหวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ข้อมูลอินไซเดอร์มีผลต่อการซื้อขายของผม [ถึงเพื่อนๆที่ปรารถนาดีต่อกัน หากรู้ข่าวอินไซเดอร์ ไม่ต้องโทรมาบอกผมนะครับ จะขอบคุณมาก … 😛 ]
เรื่องไม่จริงที่ผมเล่านี้ ก็สะท้อนความจริงบางอย่างของตลาดหุ้น ของนักลงทุนไทย ประการแรก ทุกการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ผิดปกติ มีโอกาสเป็นอินไซเดอร์สูงมาก ผมอยู่ห่างไกลจากตลาด ไม่ได้คบหาเพื่อนมากมาย ยังได้รับข้อมูลขนาดนี้ แล้วคนที่แสวงหาล่ะ..ตลาดที่ควรจะเป็นหรือตลาดในอุดมคติ คือตลาดที่ทุกคนได้รับข่าวสารเท่าเทียมกัน วัดกันที่ใครวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีกว่ากัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกมากที่ “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” ในทางที่เอาเปรียบคนอื่น ประการที่สอง การต่อสู้กับความโลภ ยังเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ผมซึ่งมีขนาดพอร์ตระดับที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองในการดำรงชีพแล้ว ยังติดกับ แล้วคนอื่นที่อยู่ในช่วงพอร์ตเล็กๆ กำลังก่อร่างสร้างตัว หากมีโอกาสทำเงินมากๆ (จากอินไซเดอร์) คุณคิดว่าเขาจะทำไหม มีโอกาสมากไหมที่เขาจะทำ สิ่งที่ผมอยากพูดกับตัวเองและคนอื่นคือ หากคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณต้องรวย หรืออย่างน้อยไม่จนแน่ๆ เพราะใช้วิธีการลงทุนที่ถูกต้อง มันจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้คุณเดินเร็วขึ้น แต่หากวันหนึ่งคุณประสบความสำเร็จ และมองย้อนมาในสิ่งที่คุณได้กระทำ คุณจะบอกลูกอย่างภูมิใจ คุณจะยิ้มให้กับตัวเองอย่างภูมิใจได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณได้ทำอย่างไร ในวันนี้..
หุ้นเติบโต & หุ้นวีไอ ในอดีตผมเชื่อว่าหุ้นเติบโตคือหุ้นคุณค่า การที่บริษัทมีคุณภาพ สามารถเติบโตได้มาก นั่นคือคุณภาพอย่างหนึ่ง แม้เราซื้อหุ้นในราคาแพงสักหน่อย แต่ไม่ช้ากำไรจะเติบโตขึ้น จนไล่ทันราคาที่เราซื้อ แต่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ เส้นแบ่งระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า เริ่มแบ่งแยกชัดเจนมากขึ้น หุ้นเติบโตหลายตัว แม้เติบโตได้ดีก็จริง แต่ถูกซื้อขายในระดับ PE ที่สูงจนไม่อาจเรียกว่าเป็นหุ้นคุณค่าได้ แนวโน้มนี้อาจเหมือนในต่างประเทศ ที่หุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่าแบ่งแยกกันค่อนข้างชัดเจน แต่มันไม่สำคัญว่าจะเป็นแบบไหน สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือกำไร ในต่างประเทศนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายคน ก็ประสบความสำเร็จด้วยหุ้นเติบโต แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจะรู้คืองานวิจัยหลายชิ้น บ่งบอกว่า ในระยะยาวหุ้นคุณค่ามักให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต เมื่อหุ้นในกลุ่ม Nifty-Fifty ซื้อขายในระดับ PE ที่สูงมาก สุดท้ายตลาดก็เริ่มรับรู้ว่าเป็นการคาดหวังการเติบโตที่ดีเกินจริง ส่งผลหลายปีถัดจากนั้น หุ้นกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดมาก อีกเหตุผลนึงที่หุ้นเติบโตได้รับความนิยมมากในช่วงหลัง คือกลยุทธ์ “ดักซื้อก่อนกองทุน” ปัจจุบันกองทุนในประเทศไทยเติบโตขึ้นมาก มีเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะกองทุนส่วนบุคคล (Private fund) เกิดปรากฏการณ์ searching for yield ภายใต้สถานการณ์ดอกเบี้ยตกต่ำ ดังนั้นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนดี มีอยู่ไม่มาก นั่นคือการลงทุนในหุ้น หุ้นที่เหมาะกับกองทุนคือหุ้นที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูง มีการเติบโตที่แน่นอนสูงมาก และมีธีมการขยายไปต่างประเทศ ราคาแพงหน่อยไม่สำคัญ นี่น่าเป็นเหตุผลหลักที่กองทุนไล่ซื้อหุ้นเติบโตสูงหลายตัว ในราคาอนาคตที่สูงลิบลิ่ว นักลงทุนวีไออาศัยโอกาสนี้ ดักซื้อหุ้นประเภทนี้ ก่อนกองทุนจะมาไล่ซื้อ และนี่เป็นที่มาของการหากำไรจากหุ้นเติบโตก่อนที่กองทุนจะซื้อ
คุณนิติ โอสถานุเคราะห์ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์จัดอันดับเศรษฐีหุ้นประจำปี มีนักลงทุนที่น่าสนใจท่านหนึ่ง คนเดียวที่ไม่ได้ก่อตั้งธุรกิจเอง เป็นนักลงทุนที่รับบริหารพอร์ตต่อจากบิดา แต่สามารถสร้างพอร์ตเติบโตจนเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ของประเทศไทย พอร์ตหุ้นมูลค่าประมาณ 27,000 ล้านบาท นักลงทุนท่านนี้ลงทุนตามแนววิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแบบวีไอ ย้อนหลังไปประมาณ 10 กว่า ปี ผมยังพอจำได้ว่าพอร์ตของท่านมูลค่าไม่ถึง 1 พันล้านบาท นั่นเท่ากับว่าพอร์ตได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยที่แทบไม่มีการเปลี่ยนหุ้นเลย โดยหุ้นที่เป็นพระเอกที่ทำให้พอร์ตการลงทุนโตมากคือ MINT หรือ RGR เดิม รวมถึง HMPRO และหุ้นอีกหลายตัวที่ไม่มีนัยยะ นี่ทำให้เราพอสรุปได้ว่า การถือหุ้นระยะยาวทำให้รวยได้เลย แต่สำคัญที่สุด ต้องถือหุ้นให้ถูกตัว และสำหรับประเทศไทย ผมไม่คิดว่า จะมีใครเชื่อ คนๆหนึ่งที่ไม่ได้มีกิจการของตัวเอง ไม่ได้รับธุรกิจจากพ่อแม่ อาศัยเป็นนักลงทุนเพียงอย่างเดียว จะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ขนาดนี้ นอกจากท่านนี้ ผมคิดว่ายังมีอีก 3-4 ท่าน ที่มีพอร์ตระดับหมื่นหรือเกือบๆจะหมื่นล้าน ว่าที่จริง ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นไปได้จริง หากเราเข้าใจสมการทบต้น ที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นในปีท้ายๆ เราจะไม่สงสัย การลงทุนแบบวีไอเพิ่งเผยแพร่ ได้รับความนิยมเพียงไม่เกิน 20 ปี หลายท่านยังมีความมั่งคั่งระดับนี้ มองไป 10 20 30 ปี ข้างหน้า เมื่อการทบต้นทำงานไปเรื่อยๆ… โลกจะเห็น นี่ไม่รวมความมั่งคั่งระดับพัน ร้อย หรือสิบล้าน อย่าสงสัย ว่ามันเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือเปล่า ดูไปที่เส้นชัยซิ.. อย่าเอาคำอ้างทั้งหลาย ..เกิดมาจน ..เงินน้อย มาฆ่าความฝัน แม้เงินน้อย เมื่อมันฉลาด มันจะโต เงินโง่ แม้มีมาก ที่สุดมันก็ลดลง เวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เมื่อเราอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง..
การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นที่เสียใจของพสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่สูญเสียพระมหากษัติย์ที่เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ภายใต้บรรยากาศแห่งการไว้อาลัย พิธีการ กิจกรรมต่างๆมากมาย อยากให้ประชาชนชาวไทย มองทะลุออกไป ถึงหลักการใช้ชีวิตที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างตลอดมา การใช้ชีวิตที่ต่ำกว่าฐานะ ความพอเพียง ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อตามกระแสสังคม ไม่ทำอะไรที่เกินฐานะตัวเองไปมาก ไม่สร้างหนี้สินเกินกว่าที่จะชำระได้ หากเพียงเรานำหลักการเหล่านี้ไปใช้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ต่อประเทศ นี่น่าจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างแท้จริง..
การใช้ชีวิต เมื่อผมได้ผ่านการลงทุนมาเกือบ 20 ปี ชีวิตล่วงเลยสู่วัยกลางคน ชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน ทองเพื่อกินอยู่แล้ว ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของเฮียคลายเครียดเรื่อง “โอ่ง 5 ใบ” ซึ่งเป็นบททดสอบว่าชีวิตหนึ่งมีความสมดุลหรือไม่ โอ่งแต่ละด้านในมุมมองของผมเป็นอย่างนี้
1.การงาน เงินทอง ผมคิดว่าชีวิตนี้สมบูรณ์พร้อมแล้ว

2.ครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนฝูง เป็นไปตามที่สมควรจะเป็น ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ ช่วยเหลือญาติมิตรตามสมควร มีเพื่อนฝูงที่ปรึกษาหารือกันได้

3.สุขภาพร่างกาย เสื่อมถอยไปตามวัยที่ควรจะเป็น ร่างการที่หยิบยืมมา ที่ไม่รู้ว่าจะโดนทวงคืนเมื่อไหร่ ที่ทำได้คือตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

4.สุขภาพจิต ไม่มีอะไรกดดัน บีบคั้น สามารถควบคุมความกลัว โลภ ได้ตามสมควร

5.การทำเพื่อคนอื่น เพื่อประเทศ เพื่อโลกนี้ ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น เมื่อคนที่มีกำลัง ศักยภาพที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่ยังไม่ทำ เราไม่อาจคาดหวังคนอื่นได้อีก จากนี้ตั้งใจว่าจะเน้นให้ความสำคัญในการช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสังคม มากขึ้นครับ
แล้วเพื่อนๆ ละครับ ที่กำลังเดินไปข้างหน้า เดินเต็มกำลัง สมดุลชีวิตของท่านเป็นอย่างไร อย่าลืมว่าขาดด้านใดด้านหนึ่ง แม้มีเงินทองมากมายท่วมหัว ท่านก็อาจสอบตกวิชาชีวิตนะครับ..
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=33509&start=2640

วิธีการเก็งกำไรหุ้น2

วิธีการเก็งกำไร
1. รับความเสี่ยงสูงได้ และคิดให้ไว ทำให้ไว ใจก็ต้องถึงด้วย

ความเสี่ยงต้องรับได้สูงหน่อย ถ้ารับความเสี่ยงสูงไม่ได้ อย่ามาเก็งกำไร ให้ไปเล่นหุ้นโดยใช้แนวคิดแบบลงทุนดีกว่า คนที่เก็งกำไรได้ดี คือเขาพร้อมจะ cut loss ทันที เมื่อรู้ว่าเข้าพลาดจังหวะ การ cut loss นี่แหล่ะที่บอกว่าคุณรับความเสี่ยงได้สูง เมื่อรับความเสี่ยงสูงได้ ก็ต้องคิดให้ไว ทำให้ไวด้วย ช้าๆมันจะไม่ทันคนอื่น
2. วอลุ่มสำคัญมากๆๆๆ

การเก็งกำไร ต้องยึดที่วอลุ่มเป็นหลัก หุ้นที่ไม่มีวอลุ่มเข้ามาเล่น อย่าไปเก็งกำไรเด็ดขาด เสียเวลา เพราะเจ้ามือเขายังไม่ได้เล่น และไม่รู้จะเล่นเมื่อไหร่ ให้ไปเก็งตัวที่มีวอลุ่มเข้า ซึ่งหมายถึงเจ้าหุ้นตัวนั้นกำลังทำเกมส์ดีกว่า
3. อย่าเกี่ยงเรื่องราคา

บางคนเห็นหุ้นวิ่งขึ้นมาแรงๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปเล่น เหตุผลคือเพราะซื้อไม่ทันปล่อยไปดีกว่า (แต่พอตอนถูกก็ไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวจะไม่ขึ้นหรือไม่ก็กลัวมันจะลงได้อีก พอมันวิ่งขึ้นมาก็ไม่กล้าซื้อ เพราะว่าแพงไป จะเอายังไงแน่ ?) การเก็งกำไรนั้น อย่าไปหวังซื้อให้ต่ำที่สุด แล้วไปขายสูงที่สุด

หัวใจของการเก็งกำไรคือ เข้าไปเล่นเมื่อมีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา และต้องขายออกมาในอีกไม่นาน พร้อมกับเอากำไรให้ได้ สมมติว่าหุ้นตัวนั้น จะวิ่งจาก 1 บาทไป 5 บาท คุณก็อย่าไปแคร์เพื่อซื้อ 1 บาทหรือกะขายตรง 5 บาท คุณแค่เอากำไรจากตรง 2 3 4 ให้ได้ก็เป็นพอ
4. ไปเรื่อยๆ อย่าชอบกินของเดิม

การเก็งกำไรต้องพเนจรไปเรื่อยๆ เหมือนจอมยุทธ์หนังจีน เข้าไปเก็งตัวไหนได้แล้วก็จงออกมา แล้วก็หาไปเรื่อยๆ ในตลาดหุ้นจะมีการเก็งกำไรหุ้นอยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีให้เก็ง ยกเว้นเสียว่าคุณจะหมดโอกาสเสียก่อน เพราะไปติดหุ้นแล้วออกไม่ได้
5. เช็คข่าวเสมอ

หุ้นที่เก็งกำไรขึ้นมา มันต้องมีข่าวสนับสนุน ไม่ข่าวใดก็ข่าวหนึ่ง ต้องเช็คให้ดีๆ จะได้ไม่อยู่หลังเขา เช็คข่าวไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร เข้าเว็บ http://www.ryt9.com แล้วพิมพ์ค้นหาตรงมุมขวาบนก็ได้ หรือจะเช็คจากที่อื่นก็ได้หุ้นอะไรที่มีการเก็งกำไรเข้ามา มักจะมีข่าวออกมาส่งเสริมอยู่เสมอ การมีข่าวออกมาช่วย หากข่าวนั้นสามารถต่อยอดได้อีกนาน หุ้นตัวนั้นก็สามารถเก็งกำไรได้เรื่อยๆด้วย แบบว่าเล่นได้เรื่อยๆ
6. เปลี่ยนหุ้นในหน้าจอบ่อยๆ

นักเก็งกำไรต้องกระฉับกระเฉง หน้าจอของคุณต้องสับเปลี่ยนหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา เพื่อดึงมาดูอาก

ข้อคิดจาก เสี่ยป๋อง – วัชระ แก้วสว่าง 

● การถือเงินสด และมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน คือ กลยุทธ์ที่ปลอดภัย

● เทคนิคไม่เคยหลอกใคร นอกเสียจากหลอกตัวเอง

● เหนือฟ้ายังมีฟ้า บนสวรรค์ก็ไม่รู้มีตั้งกี่ชั้น ถ้าตอนหุ้นตกในนรกก็ไม่รู้มีกี่ขุม ไม่มีคำว่าถูกว่าแพงในตลาดหุ้น

● เราต้องรู้ตัวหุ้น รู้นิสัยหุ้น ต้องดูประวัติหุ้น ต้องรู้ว่าหุ้นตัวนี้ปีนี้มี Growth มั้ย?

● สุดท้ายก็ต้องมาดู “จุดซื้อด้านเทคนิค” จะช่วยให้ประหยัดเวลาเหมือนขึ้นรถเมล์ถูกสายไม่ต้องรอนาน

เสี่ยป๋องให้นิยามตัวเองว่าเป็น “นักเก็งกำไรหุ้นพื้นฐาน” ที่ส่วนใหญ่จะเล่นเก็งกำไรหุ้นบิ๊กแคป เขามีความเชื่อส่วนตัวว่าสุดท้ายแล้วคนเล่นหุ้น 100 คน จะแค่มี 20 คน ที่รอดตายจากตลาดหุ้น โดยคนที่ 1-5 จะรวยมหาศาล พวกนี้ไม่น่าห่วง ส่วนคนที่ 5-10 ก็จะรวยมาก ซึ่งตัวเองอาจอยู่อันดับ 8 (รวยมาก) ส่วนคนที่ 10-20 จะรวยแบบดูแลตัวเองได้ นอกจากนั้นอีก 80% ไม่เคยรอดพ้นน้ำมือตลาดหุ้น หากยังไม่รู้เทคนิคการเล่นหุ้นที่เหมาะสมกับตัวเอง

Master Of Trend

อะไรคือ “หุ้นปั่น” 30/01/2015 โดย pawawit 
เกริ่นนำ ว่าด้วยเรื่อง “หุ้นปั่น” ได้ยินแล้วตื่นเต้น มันอาจทำให้หลายคนเลือดสูบฉีด ประมาณว่า “อยากโดนเข้าไปแจม” …อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าปั่น ย่อมมีทั้งคนที่ได้และคนที่เสีย “ตลาดหุ้น” ใครๆก็รู้ว่ามันเป็น Zero sum game คือ ต้องมีคนนึงได้ และมีอีกคนนึงเสียเสมอ
“แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ” ..หากผมจะกล่าวว่า “คุณคิดผิด” ตลาดหุ้นไม่ใช่ Zero sum game แต่มันเป็นเกมของ “win –win” ล่ะคุณจะว่าอย่างไร
เรามาดูกันว่า การรับรู้กำไรหรือขาดทุน ของนักลงทุน หรือนักเก็งกำไร มีอยู่ทางเดียว ..นั่นก็คือ การขายหุ้นเท่านั้น …คุณไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า คุณกำไรหรือขาดทุน หากคุณยังถือครองหุ้นนั้นๆอยู่ เพราะราคามันสามารถขึ้นลงได้ทุกนาทีที่ตลาดเปิด
โดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อที่ว่า “หุ้นจะขึ้นลงตาม ผลประกอบการ” แต่นั้นเป็นความคิดที่อันตรายที่สุด เท่าที่ผมเคยได้ยินมาในการลงทุน
…เพราะ แท้จริงแล้ว หุ้นมันขึ้นลงตาม Demand & Supply ต่างหาก (ถ้า Classifies ให้ชัด หุ้นก็ไม่ต่างจาก Commodity ชนิดอื่นๆ ที่ขึ้นลงตามความต้องการของคนซื้อและคนขาย แต่สิ่งที่ทำให้หุ้นต่างจาก Commodity ชนิดอื่นๆ เนื่องจาก หุ้นมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ ..ซึ่งต่างจาก Commodity อื่นๆ ที่มักจะเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการผลิต จุดนี้ส่งผลให้หุ้นมีความผันผวนที่สุดโต่งกว่า Commodity ธรรมดานั่นเอง)
อย่างที่กล่าว ก็คือ “หุ้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นของชีวิต ดังนั้น คนที่เข้ามาซื้อหุ้นมีวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ที่การบริโภค
(หุ้น มันบริโภคไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่สิทธิในการเป็นเจ้าของกิจการ — ไม่ใช่สิ่งที่บริโภคเข้าไปได้!!) วัตถุประสงค์ของการซื้อหุ้นจริงๆเลย …ก็คือซื้อเก็งกำไร ซึ่งแบ่งออกเป็น การเก็งกำไรในระยะสั้น และการเก็งกำไรในระยะยาว (ซึ่งหลายคน ให้นิยามของพฤติกรรมนี้ว่า การลงทุนนั่นเอง.. “ตัวผมก็ ถือว่าตัวเองคือ นักลงทุน เพราะฟังดูเท่ห์กว่านักเก็งกำไรระยะยาว แต่จริงๆมันก็เหมือนกันนั่นแหละ..หุ หุ”)
1. “นิยาม” หุ้นปั่นคืออะไร …ก็คือ หุ้นทุกตัวนั่นแหละ ที่พยายามซื้อขายทำให้ราคามันสูงขึ้นหรือลดลง เพื่อมุ่งหวัง ให้เป็นไปในทิศทางของกลุ่มคนหนึ่งๆ (นี่ไม่ใช่การกวนประสาท แต่มันคือ ความจริง ..เพราะหุ้นไม่สามารถขึ้นได้ หากไม่มีคนเข้ามาซื้อขายเก็งกำไร –แต่การจะเป็นหุ้นปั่นหรือไม่ มันขึ้นกับว่า ลักษณะการขึ้นลงของราคามันเป็นไปตามกลไกตลาด หรือ มันเป็นไปตามความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งๆ)
สรุป “หุ้นปั่น” ก็คือ หุ้นที่วิ่งตามความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งๆ ซึ่งบิดเบือนไปจาก ราคาที่ขึ้นลงตามกลไกของตลาดนั่นเอง
2. เราสามารถแบ่งหุ้นปั่นได้เป็น 2 ประเภท คือ
หนึ่ง ปั่นแบบมีพื้นฐานรองรับ คือ การทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ (ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจนิดนึงว่า ตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดที่ไร้คุณภาพ นั่นก็คือ มีคนเข้ามาซื้อขายน้อยมาก จุดนี้เองทำให้ตลาดหุ้นซบเซา และแทบไม่มีการเคลื่อนไหว ..ซึ่งถ้าดูให้ดีแล้ว นับจากปี 1997 เป็นต้นมา หุ้นที่ทำการซื้อขายอย่างจริงจัง มีเพียง “หยิบมือ” เท่านั้น โดยที่กลายเป็นว่า หุ้นส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้เฉยๆ แบบต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และไร้สภาพคล่อง “หุ้นเหล่านี้คือ หุ้นพื้นฐานดี ที่เจ้าของก็คิดว่ามันต่ำกว่าความเป็นจริง จึงไม่ปล่อยหุ้นออกมาขาย ..และเนื่องด้วยไม่มีสภาพคล่อง ดังนั้น ก็ไม่มีคนเล่น”
จากต้นปี 2009 เป็นต้นมา ตลาดเปลี่ยนจาก Mode “ซบเซา” กลายเป็น Mode “Bullish” ..จุดนี้ทำให้เจ้าของหุ้นที่เคยเน่าๆ กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะสืบเนื่องมาจากการที่ กิจการมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน ประกอบกับ Sentiment ของตลาด ที่คึกคัก “และนี่เอง ก็เป็นความเป็นมาของ หุ้นปั่นที่มีพื้นฐานรองรับ” ( ก็คือเจ้าของ ถือโอกาสนี้ในการดันราคา หุ้นคุณภาพดีของตัวเอง ที่ราคาราคาต่ำเตี้ยมาเป็นเวลานาน ให้ราคาพุ่งขึ้นไปสะท้อนมูลค่าความเป็นจริง ตัวอย่าง หุ้นเหล่านี้ก็ เช่น หุ้นร้อนๆที่มีการซื้อขายอย่างร้อนแรงในปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นไม่นาน จะแทบไม่มี Volume ซื้อขายเลย “ก็คือเพิ่งมาปั่นนั่นเอง!!”)
สอง “หุ้นปั่นไร้พื้นฐาน” คือ หุ้นที่เจ้ามือ หรือ ขาใหญ่ในตลาด หาจังหวะ โดยใช้โอกาสในช่วงตลาด Bullish ในการไปเอาหุ้นที่ไม่มีพื้นฐาน (หุ้นห่วยแตก ..ตัวอย่าง เช่น หุ้นที่ไม่เคยมีกำไร ไม่เคยให้ปันผล ราคามีแต่ย่อลงๆ ..ลักษณะ การสังเกตหุ้นเหล่านี้ ก็คือ หุ้นที่ราคาต่ำมาก บางหุ้นราคาไม่กี่ สตางค์) ..ถามว่าทำไม นักปั่นหุ้นจึงเลือกหุ้นประเภทนี้มาปั่น ..ก็เพราะมันไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการปั่น รวมทั้งอีกสาเหตุคือ “คนปั่นจะต้องได้ไฟเขียวจากเจ้าของหุ้น” (และนี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก) …สมมุติว่า คุณเป็นเจ้าของหุ้นดี แต่ราคาถูก คุณย่อมไม่ต้องการให้ คนเอาหุ้นของคุณมาปั่นเล่น ทุบลง เพราะมันเสียภาพลักษณ์ต่อกิจการ (ซึ่งถ้าเจ้าของหุ้นดีราคาถูก ต้องการทำราคาจริง ก็คงต้องทำแบบวิธีแรก คือ การปั่นขึ้นไปแบบติดลมบน ทำราคาโดยมีพื้นฐานที่แท้จริงรองรับ ซึ่งแน่นอน ความต่างของ การปั่นแบบมีพื้นฐาน กับ การปั่นแบบไม่มีพื้นฐาน ก็คือ การ “ปิดเกม”)
—- การ “ปิดเกม” ของการปั่นหุ้นแบบไม่มีพื้นฐานรองรับ ย่อมจบลงด้วยการเทขายหุ้นทิ้งทุกราคา (ภาษาตลาดก็คือ เลือดสาด !! นั่นเอง) …ส่วนหุ้นที่ปั่นโดยมีพื้นฐานรองรับ ย่อม “ปิดเกม” โดยที่เจ้าของอาจทำกำไรบ้าง แต่หุ้นส่วนใหญ่ก็จะยังคงอยู่ในมือของเจ้าของอยู่ดี
การสังเกตุว่า หุ้นนั้นๆ เข้าข่ายหุ้นปั่น ต้องดูอย่างไร … “ง่ายๆ สังเกตุที่ Volume มันต้องมากกว่าปกติ ..ประกอบด้วย ข่าวดี ที่มีการปล่อยออกมา ทั้งข่าวแบบปากต่อปาก(วงใน) .. …ข่าวตามสื่อ จะเป็นข่าวที่ดี ประกอบกับการวิเคราะห์ในมุมบวกของนักวิเคราะห์ เสริมเข้ามา ….และแน่นอน ท้ายสุด ราคาต้องขึ้นอย่าง ก้าวกระโดดในระยะเวลาสั้นๆ (มันจะขึ้นในอัตราที่สูงเกินกว่า การเพิ่มขึ้นของ SET Index อย่างมาก) เช่น SET ขึ้น 10% หุ้นตัวนั้นๆพุ่งขึ้น 300% .. “ปั่นชัวร์ ..ฟันธง!!”
—-คำ ถามที่น่าสนใจว่า หุ้นปั่นนั้นๆ เป็นหุ้นปั่นที่ มีพื้นฐาน หรือ ปั่นแบบเลือดสาด (ไร้พื้นฐาน)รองรับ ..ดูง่ายๆ ก็คือ ดูพื้นฐานกิจการนั่นเอง …. ง่ายๆ ถ้าเราไม่โลภ เราจะไม่หลงเข้าไปซื้อหุ้นปั่นหรอกครับ ดังนั้นต้องมีสติแล้วแยกแยะให้ออก !!

สูตรการเทรดให้ได้มากกว่าเสีย 

1. การวางแผนการเทรดและเทรดตามแผนของคุณ(Plan your trade And Trade your plan)

ในการเทรด ไม่ควรตัดสินตามอารมณ์ ความรู้สึกของคุณ ว่าราคาน่าจะขึ้น ราคาน่าจะลง แล้วเปิดคำสั่งเทรด คุณจำเป็นจะต้องมีการวางแผนในการเทรดเพื่อนำไปสู่ึความประสบความสำเร็จ

แผนการเทรดที่ดี ควรประกอบด้วย

– การกำหนด จุดเข้า หรือ สัญญาณในการเข้าเทรด

– การกำหนดจุด ขาดทุน ( Stop Loss)

– การกำหนดเป้าหมายกำไร ( Target)

– การวางแผนทางการเงิน ( Money Management)

– การบริหารความเสี่ยง ( Risk Management) การจัดสรรค์การเรดให้เหมาะสม

แผนการเทรดที่ดีจะช่วยให้คุณตัดอารมณ์ ออกจากการเทรด ช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งเครียด เวลาที่ติดลบ หรือ ไกล้จะ Call Margin ( เงินใกล้จะหมด) ไม่ต้องถูกบังคับปิด เช่น มาจิ้นของคุณหมด ตัวอย่างแผนการเทรดหรือระบบเทรด คุณสามารถหาได้จาก google ลองหาแผนการเทรดที่เหมาะกับตัวของคุณ ลองทดสอบระบบ และเทรดตามระบบด้วยเงินปลอม อาจจะปรับปรุงให้เหมาะสมกับตัวของคุณ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดของคุณ ซึ่งไม่มีระบบไหนที่ได้ผลการเทรดของคุณออกมา 100% ระบบเทรดที่ดี ควรมีประสิทธิ์ภาพมากกว่า 60 % ไม่ว่าคุณจะได้ระบบเทพ หรือ สุดยอดเทพ ยังไง คุณก็ต้องติดลบก่อน ไม่มีใครไม่เคย ติดลบ

2. แนวโน้มของกราฟ คือเพื่อนของคุณ ( The Trend is Your Friend ) 

อย่าคิดสวนเทรน ให้หาสัญญาณ Buy/ Long เมื่อ ตลาดอยู่ในสภาวะขาขึ้น ( Bullish Market ตลาดแดนบวก) และหาจังหวะ Sell/Short เมื่อตลาดอยู่ในสภาวะขาลง ( Bearish Market ตลาดแดนลบ)

3. การรักษาเงินลงทุน ( Focus on capital preservation)

สิงสำคัญอีกอย่างสำหรับการเทรด ต้องรักษาเงินในบัญชีของคุณให้ดีที่สุด การเปิดคำสั่งเทรดแค่ละคำสั่ง ไม่ควรจะเกิน 10 % ของเงินในบัญชีเทรดของคุณ เช่น เงินทุน 1000 $ คุณควจจะเทรดไม่เกิน 100$ ถ้าไม่มีการรักษาเงินทุนไว้ เงินทุนจะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทรดมาก ได้มาก ก็เสียมาก เช่นกัน เมื่อเงินหมด คุณอาจจะท้อ หรือเลิกไปเลย เพราะฉะนั้น ควรจะเล่นน้อยๆ เรื่อย ๆ แล้ว จะประสบผลสำเร็จในตลาดฟอเร็ก ฟอเร็กไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย

4. ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรจะตัดขาดทุน (Know when to cut loss)

ถ้าราคาวิ่งตรงข้ามกับที่คุณได้เทรดไว้ หรือคาดการณ์ไว้ สิิ่งแรกที่คุณต้อง