Posts from the ‘สรุปประเด็น’ Category

10 อาชีพที่ถูกคุกคามจาก Big Data และ Machine learning

10 อาชีพที่ถูกคุกคามจาก Big Data และ Machine learning
เมื่อผู้อ่านได้อ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่หุ่นยนต์, ซอฟท์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกำจัดตำแหน่งงานของมนุษย์ภายใน 2-3 ทศวรรษจากนี้ ซึ่งในวินาทีแรกที่อ่านข่าวหลายท่านคงยอมรับที่จะเชื่อค่อนข้างยาก เพราะมันดูคล้ายกับหนังเรื่อง Minority Report ที่มี Tom Cruise เป็นพระเอกที่ท่านเคยดูหลายปีมาแล้ว
ในปัจจุบัน งานที่ใช้แรงงานและงานที่ไม่ได้ใช้ความรู้ในระดับเชี่ยวชาญ (Blue – collar) เริ่มมีแนวโน้มถูกแทนด้วยเทคโนโลยี เช่น คนงานในโรงงาน และคนขับรถแท็กซี่ เป็นต้น ซึ่งผู้อ่านอาจจะรู้สึกโล่งใจว่าตำแหน่งงานที่เป็นลักษณะผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่ใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะ (Professional) ก็ยังคงปลอดภัยจากการที่จะถูกคอมพิวเตอร์หรือซอฟท์แวร์มาแทนที่
แต่จากข้อมูลการพัฒนาเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ทำให้เริ่มเห็นได้ชัดว่า เราคงไม่สามารถรู้สึกถึงความมั่นคงของชีวิตได้อีกต่อไปแล้ว เพราะความซับซ้อนและความชาญฉลาดของซอฟท์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มทำให้เครื่องจักรสามารถเรียนรู้เพื่อที่จะทำงานแบบอัตโนมัติด้วยความชาญฉลาดมากขึ้นทุกขณะ ที่เราเรียกว่า “Machine learning” ซึ่งมันจะทำให้งานที่มนุษย์ทำด้วยความยุ่งยากและใช้เวลานาน สามารถนำเอาเทคโนโลยี Machine learning มาทำงานแทนมนุษย์ได้เทียบเท่ากับที่มนุษย์ทำ และมีแนวโน้มที่จะทำได้เร็วกว่าและดีกว่า
Boston Consulting Group ได้คาดการณ์ไว้ว่าตำแหน่งงานที่มีอยู่ในปัจจุบันจะถูกซอฟท์แวร์หรือหุ่นยนต์เข้าทำงานแทนถึง 1 ใน 4 ของตำแหน่งงานทั้งหมดภายในปี 2025 ยิ่งไปกว่านั้น Oxford University ได้วิเคราะห์ว่าตำแหน่งงานถึง 35% ของตำแหน่งงานทั้งหมดในสหราชอาณาจักร กำลังอยู่ในความเสี่ยงที่ระบบอัตโนมัติจะเข้ามาแทนที่ภายใน 20 ปีนับจากนี้
ตำแหน่งงานที่เป็นลักษณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ (Professional) ที่กำลังถูกคุกคามจากความก้าวหน้าของ Big Data และ Machine learning ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 10 อาชีพ ดังนี้
1. ด้านสุขภาพและการแพทย์ (Health care) 

งานในบางส่วนของอาชีพแพทย์ สามารถทำได้โดยคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ได้ ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นงานเฉพาะ และมีความแม่นยำสูงกว่าที่มนุษย์จะทำได้, Watson โดย IBM ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถตรวจสอบและค้นหามะเร็งในปอดด้วยการใช้การสแกนด้วย MRI ซึ่งมีความแม่นยำกว่าทำด้วยมนุษย์, UCSF Medical Center ได้เริ่มการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในการควบคุมการจ่ายยาที่โรงพยาบาล UCSF เป็นต้น
2. ด้านประกันภัย (Insurance) 

งานของตัวแทนธุรกิจประกันภัย (Brokers) สามารถที่จะถูกแทนด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยการใช้ Big Data และ Machine learning ซึ่งงานในธุรกิจประกันภัยจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามกฎระเบียบและกฎหมาย จึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแทนได้ในเกือบทุกกระบวนการ ดังนั้นระบบอัตโนมัติจะสามารถช่วยตัดสินใจได้แทนมนุษย์ในธุรกิจนี้ได้เกือบทั้งหมดในอนาคตอันใกล้
3. ด้านสถาปัตย์ (Architects) ปัจจุบันเราสามารถออกแบบบ้านของเราได้ด้วยตัวเองแล้วด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยตัวระบบได้นำเอาความเชี่ยวชาญของสถาปนิกใส่ลงใน Machine learning ให้สามารถช่วยเราออกแบบบ้านเกือบเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบโครงการขนาดเล็ก ซึ่งนับวันการพัฒนา และความซับซ้อนของ Big Data และ Machine learning ยิ่งจะทำให้ความต้องการการช่วยเหลือจากสถาปนิกลดลงทุกวัน
4. ผู้สื่อข่าว (Journalists) 

งานของผู้สื่อข่าวนับวันจะถูกเทคโนโลยีช่วยทำงานได้มากขึ้น แต่ภัยคุกคามที่เคยมีเพียง Social media ที่เข้ามามีผลกระทบนั้นถือว่ายังน้อยมากหากเทียบกับแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ที่จะมี Machine learning ที่สามารถรวบรวมข่าวสาร และทำการวิเคราะห์ และผลิตเนื้อหาข่าวได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำกว่าผู้สื่อข่าวที่เป็นมนุษย์ ซึ่งในช่วงเวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมาหากเราอ่านข่าว (ภาษาอังกฤษ) เกี่ยวกับด้านการเงิน (Financial report) มีความเป็นไปได้ว่าเรากำลังอ่านข่าวที่ถูกผลิตโดย “Machine” หรือซอฟท์แวร์เขียนข่าวอัตโนมัติ ซึ่งในปัจจุบันการเขียนข่าวโดยใช้ Machine learning เกิดขึ้นจริงแล้วในส่วนเนื้อหาเฉพาะด้าน เช่น การรายงานข่าวด้านการเงินและกีฬา (Financial and sports) ซึ่งตัวเนื้อข่าวจะมีตัวเลขและข้อมูลเป็นหลัก แต่ในส่วนเนื้อหาข่าวชนิดอื่นก็กำลังจะใช้ Machine learning มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างชัดเจน
5. ด้านอุตสาหกรรมการเงิน (Financial industry) 

Machine learning สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินและเตรียมข้อมูลบัญชี เช่น การคำนวณการคืนภาษีได้โดยไม่ต้องใช้นักบัญชีผู้เชี่ยวชาญแล้ว ซึ่งในปัจจุบันในธุรกิจธนาคาร ในส่วนการให้บริการลูกค้าจะเห็นได้ชัดว่า ATM และ Mobile banking ได้เข้ามาแทนที่งานหลายส่วนของมนุษย์ และอีกไม่นานระบบอัตโนมัติจะเริ่มเข้าแทนที่เจ้าหน้าที่ในระดับที่สูงขึ้น เช่น เจ้าหน้าที่ปล่อยเงินกู้ (Loan officers) เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลในบางประเทศได้เริ่มใช้ระบบ Big Data และ Machine learning ในการตรวจสอบ และคำนวณการคืนภาษี (Tax returns) รวมไปถึงการตรวจสอบการซ่อนเร้นการหลบเลี่ยงการเสียภาษี (Fraud) และที่ชัดเจนขึ้นเราได้เห็นแล้วว่า ระบบคอมพิวเตอร์สามารถที่จะทำให้ผู้คนซื้อขายหุ้นในตลาดได้อย่างรวดเร็วกว่าในอดีตอย่างมาก และยังสามารถคาดการณ์แนวโน้มของตลาดในอนาคตได้แม่นยำมากขึ้น
6. ครูและอาจารย์ (Teachers) 

อาชีพครูกำลังจะถูกเปลี่ยนนิยามไปอย่างมากด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้ทำให้การเรียนการสอนสามารถที่จะสนับสนุนรูปแบบการศึกษาเฉพาะทางและการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนได้มากขึ้น โดยผู้เรียนสามารถที่จะหาข้อมูลด้วย Search engine ที่ชาญฉลาด ซึ่งสามรถส่งความรู้ให้ผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว และมีความรู้บรรจุอยู่ในระบบมากกว่าอยู่ในสมองมนุษย์ จึงทำให้การศึกษาด้วยตนเองจะมีบทบาทมากในอนาคต และจะได้รับการยอมรับอย่างมากให้เป็นมาตรฐานในระบบการศึกษาในอนาคตอันใกล้
7. ด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources) 

การสรรหาและการจ้างบุคลากร (Headhunting and hiring) ได้รับภัยคุกคามแล้วจากเทคโนโลยี Data mining ที่สามารถบริหารจัดการข้อมูลประวัติผู้สมัคร (resumes) เพื่อทำการวิเคราะห์หาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ที่สุดที่องค์กรต้องการได้โดยไม่ต้องใช้มนุษย์เป็นผู้ค้นหาและวิเคราะห์เอง
8. การตลาดและการโฆษณา (Marketing and Advertising) 

การตลาดในปัจจุบันที่มีข้อมูลมหาศาล และเปลี่ยนแปลงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ที่ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจเหนือผู้ผลิตและผู้ให้บริการแล้วในวันนี้ ซึ่งเทคโนโลยี Big Data และ Machine learning สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อติดตามตรวจสอบพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกวันแบบ realtime จนทำให้อาชีพนักการตลาดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดถูกท้าทายให้มีบทบาทลดลงเรื่อยๆ
9. ทนายความ (Lawyers) 

อาชีพทนายความเริ่มถูกภัยคุกคามจากเทคโนโลยีนับตั้งแต่ระบบ Watsom-style machine learning สามารถแยกแยะและวิเคราะห์คดีต่างๆ ที่มีในอดีตทั้งหมด รวมไปถึงบทสรุป และข้อวิเคราะห์ต่างๆ นำมาไว้เป็นฐานข้อมูลความรู้ในระบบ Machine learning จนทำให้สามารถมองเห็นถึงผลการตัดสินคดีมาตรฐาน ซึ่งสามารถใส่ Input ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานของคดี และรู้ผลโดยการวิเคราะห์จากระบบ Machine learning จนสามารถพยากรณ์ผลการตัดสินของคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีข้อแนะนำต่างๆ จากข้อมูลในอดีตที่ถูกวิเคราะห์ และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์ ซึ่งสมองของทนายความไม่สามารถประมวลผลจากข้อมูลขนาดใหญ่ขนาดนั้นได้ จึงทำให้ Big Data และ Machine learning สามารถทำงานแทนนักกฎหมาย และทนายความในหลายด้านมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการศึกษาและวิจัยของมหาวิทยาลัย Michigan state University และ South Texas College of Law ได้สรุปผลไว้ว่า 71% ของคดีทั้งหมดใน U.S. Supreme Court สามารถใช้คอมพิวเตอร์ระบบ Statistical Model ที่มีลักษณะเป็น Machine learning ตอบผลการตัดสินของการพิจารณาคดีในศาลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายความว่า ทนายความที่จบออกมาจากมหาวิทยาลัยไม่ต้องทำงานในหลายส่วนที่ระบบ Machine learning สามารถทำงานแทนได้
10. การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) 

“Predictive policing” เป็นเรื่องที่กำลังได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างมากในประเทศตะวันตก เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งถือว่าการบังคับใช้กฎหมายที่ละเมิดต่อประชาชน สามารถที่จะทำให้ลดลงได้ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Machine learning มาช่วยในการทำงานในกระบวนการยุติธรรมของตำรวจได้
เทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายประเทศ จะมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด แต่องค์กรและทักษะของบุคลากรปรับเปลี่ยนไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้คนจำนวนนับล้านถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งรายได้และงานของพวกเขาจะค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา
ปัญหาที่ผู้นำทุกประเทศต้องค้นหาคำตอบให้ได้คือ “เรากำลังผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อทำงานในปี 2025 หรือเพื่อทำงานในปี 2017” ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง???
Reference

http://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/04/25/surprisingly-these-10-professional-jobs-are-under-threat-from-big-data/#1ff67c494e10

—————

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม

30 มกราคม 2560  

http://www.เศรษฐพงค์.com

——————-

หากท่านสนใจความรู้ด้านดิจิทัล

เข้าร่วมกับเราและทักเข้ามาที่

LINE id : @march4g

——————-
Credit: page Sintorn, K’Bank chayanon

Advertisements

👉หุ้นดีดูยังไง ?

ไกรกมล สนทอง
CSi ติวหุ้น โดย เซียนมี่ (ทิวา)
21-01-60
👉หุ้นดีดูยังไง ?

หุ้นดีเหมือนผู้หญิงที่ดี ชอบแบบไหนต้องหาให้เหมาะกับตัวเอง นิสัย อนาคต สินสอดราคาค่าตัว ? ถ้าสวยมากต้องใช้ทุนเยอะ

👉VI เลือกหุ้น ความแข็งแกร่ง ความเติบโต ราคาไม่แพง

👉หุ้นแข็งแกร่งอาจไม่เติบโต หุ้นเติบโตอาจไม่แข็งแกร่ง

👉นักลงทุนที่ดีต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา

👉ผบห ที่เก่ง finance มักจะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ มักจะปลดล็อก value ได้ดี

👉ให้คิดว่าถ้าจะทำธุรกิจแบบเขา มันจะทำยากไหม ?

👉คนเรายอมจ่ายเงินกับสิ่งๆ นี้มากขึ้นหรือน้อยลง ?

👉ตลาดหุ้นมันไม่มี 5 ถ้าเชื่อก็ 10 ไม่เชื่อก็ 0 เลย

👉ทำไมต้องมีก๊วน ก๊วนไม่ใช่แข่งกันเทรดแต่ช่วยกันหาข้อมูล มีเพื่อน 4คน “ถือหุ้นตัวเดียวกัน” ช่วยกันหามุมมอง

👉เวลาดูหุ้นตัวไหนน่าสนใจ ดูไปหาข้อมูลไป และก็จะทำสไลด์ไปเรื่อยๆ

👉เวลาอ่านรายงานประจำปีเสร็จ ถ้าสนใจจะขับรถไปดูของจริงเลย

👉เวลาหาหุ้นไม่ได้ใช้วิธีอะไรที่ซับซ้อน ส่วนใหญ่มาจากชีวิตประจำวันหรือการคุยกับนักวิเคราะห์

👉ส่วนใหญ่จะเก็บหุ้นตอนวอลุ่มน้อยปล่อยให้ขายให้เสร็จ ไม่ทวนกระแสตอนขายแรงๆ ไล่เก็บตอนวอลุ่มน้อย

👉อาชีพนักลงทุนมีงานให้คิดเยอะมาก แต่คนอื่นๆจะดูเหมือนไม่ทำอะไรเลย

👉ธุรกิจที่ดีไม่ใช่หุ้นที่ดี ธุรกิจที่ดีราคาแพงแต่คนทั่วไปรู้ว่าดีแล้ว ซื้อไปก็ไม่ค่อยได้อะไร

👉ทำตัวให้เก่งเหมือนเป็นคนมีเงินหมื่นล้าน เดี๋ยวหมื่นล้านมันจะมาเอง

ถอดรหัส 10 แนวคิดการสร้างธุรกิจ McDonaldจากหนังเรื่อง The Founder อยากรวย ต้องเหนือเกม

ถอดรหัส 10 แนวคิดการสร้างธุรกิจ McDonaldจากหนังเรื่อง The Founder อยากรวย ต้องเหนือเกม
1. ธุรกิจต้องมีจุดขายที่เด่นๆอย่างน้อย 1 เรื่องที่สามารถเอาชนะคู่แข่งหรือสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้วในตลาดได้ เช่นในเรื่อง 2 พี่น้อง McDonald (Muarice & Richard) ได้คิดค้นระบบปฏิบัติการของ้รานอาหารที่สามารถพร้อมเสิร์ฟได้ใน 30 วินาที แทนที่จะเป็น 3 หรือ 30 นาที และอาหารต้องไม่ผิด สะดวกและลดความยุ่งยากในการจัดหาที่นั่งในร้านหรือเดินไปเสิร์ฟที่รถซึ่งมีปัญหาเสิร์ฟผิดบ่อยมาก (ยุคนั้นคนอเมริกันยังนิยมสั่งอาหารจากในรถ และพนักงานยกใส่ถาดมาให้ทานถึงที่จอดรถ)
2. เราต้องหัดเป็นคนขี้สงสัยและตั้งคำถามท้าทายตัวเราบ่อยๆ เช่นทำไมของบางอย่างอยู่ๆถึงขายไม่ได้หรือบางสิ่งดันขายดีขึ้นมาแบบผิดปกติ และเมื่อเจอสิ่งที่สงสัย น่าสนใจ หรืออะไรที่ผิดปกติธรรมชาติ เราต้องรีบเข้าหาความจริงด้วยตัวเองเพราะสิ่งที่ผิดปกตินั้นมักจะนำ 2 สิ่งมาหาเราคือโอกาสใหญ่หรือไม่ก็ความเสียหายมหาศาล
3. อดทน ยืนระยะ (พระเอกเรียกตื้อ) คือพื้นฐานหลักของความสำเร็จ การไม่ยอมแพ้ง่ายๆจะทำให้เราอยู่รอดไปจนถึงวันที่โอกาสของเรามาถึง
4. อย่าปล่อยให้คำดูถูกถากถางมามีอิทธิพลกับชีวิตเรา และใครที่พูดอะไรขยะๆแบบนี้เราก็ควรเอาตัวออกห่าง จำไว้เสมอว่าโลกจะจดจำคุณในสิ่งที่คุณสำเร็จและทุกสิ่งที่คุณล้มเหลวมาก่อนหน้าจะถูกขุดรวมมายกย่องรวมไว้ด้วยกันเสมอ
5. มีสัญชาติญาณในการมองหาโอกาสใหม่ๆตลอด Hunger for Try on New Opportunity
6. การทดลองทำจริงสำคัญมาก แม้จะเป็นแค่ทำแบบการจำลองสถานการณ์ก็ตาม แต่การทดลองทำ ปรับแก้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอมจแล้วจึงควักเงินจ่ายจริงๆนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงให้เราได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ ในเรื่องนั้นฉากที่ 2 พี่น้องลงมือวาดแปลนร้านลงบนสนามเทนนิสแล้วให้พนักงานทดลองเคลื่อนไหวสมมติจนได้แปลนร้านที่ต้องการนี่สุดยอดมาก
7. การมีภาพเป้าหมายไว้แค่ในฝันนั้นไม่พอ แต่คุณต้องทำมันมาให้เห็นและจับต้องได้ด้วย วาด เขียนพูดอัดเสียงหรือปรินท์มันออกมาแปะใส่ห้องไว้
8. คุณไม่มีทางทำธุรกิจได้ดีถ้าไม่เข้าใจเรื่องการเงินและโครงสร้างรายรับ-รายจ่ายจ่ายเป็นอย่างดี อันไหนเป็นค่าใช้จ่ายหลัก เราต้องการหาทางควบคุมให้อยู่ในมือให้ได้ ในเรื่องนั้นผู้ช่วยคนใหม่ของ Ray ได้ชี้ให้เห็นชัดเจน 2 เรื่องว่า ธุรกิจMcDonald จริงๆแล้วโอกาสของการสร้างรายได้คือไม่ใช่การมานั่งขายอาหารได้กำไรชิ้นละไม่กี่เซนต์ แต่มันการคือบริหารที่ดินให้เช่าเพื่อมาเปิดเป็นร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ ชื่อ MaCDonald ดังนั้น Ray ต้องเป็นคนควบคุมตรงนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เช่าหรือ Franchisee ไปจัดการกับธนาคารกันคนละทิศละทางแต่ Ray ต้องรวบค่าใช้จ่ายเหล่านั้นให้มากลับมาเป็นรายได้ของบริษัท ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของ McDonald เลยก็ว่าได้
9. เปิดใจรับคนใหม่มาร่วมทีมเสมอ เราไม่ได้เก่งทุกเรื่องดังนั้นเราต้องหาคนที่ช่วยเราได้มาอยู่กับเรา และเมื่อได้เค้ามาแล้วเราต้องดูแลเค้าอย่างดี
10. สัญญาต้องเป็นสัญญา และสัญญานี้หมายถึงเอกสารที่ผ่านตาผู้เชี่ยวชาญและมีการลงนามแล้วเท่านั้น อย่าเชื่อคำคนแม้สมัยนี้จะมีรูปถ่าย มีไฟล์เสียง แต่สัญญาที่เป็นเอกสารยังสำคัญที่สุดเสมอ
หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง ดูแล้วจะได้เห็นถึงที่มาของร้าน McDonald ในทุกแง่มุม แต่ในที่นี้ผมขอพูดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับวิธีการทำธุรกิจเท่านั้น ด้านอื่นๆเช่น ลักษณะนิสัย วิธีคิด วิธีทำของแต่ละคนในเรื่อง ก็ขอแนะนำให้ไปดูกันเอง ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนทำธุรกิจควรดูครับ

สรุป รวบยอด จากหนังสือ จิตของนักเล่นหุ้น

ยาวหน่อยแต่ต้องอ่าน ‼️

🔥รู้ลึก…. ถึงจิต🔥
สรุป รวบยอด จากหนังสือ จิตของนักเล่นหุ้น
✨ หนึ่งในหนังสือที่ต้องอ่าน ✨
หลังจากที่พยายามสรุปให้ได้ 100 ข้อ แต่ไม่ถึง เลยรวบรวมข้อคิดดีๆท้งหมด มาไว้ในกระทู้เดียวกัน
เผื่อจะมีบางข้อที่มีประโยชน์บ้าง สำหรับนักลงทุน
credit จาก หนังสือ จิตของนักเล่นหุ้น
1. สำหรับการเล่นหุ้นแล้ว อีคิว สำคัญกว่า ไอคิว  
2. การมีหุ้นก็เหมือนการมีลูก คุณภาพ สำคัญกว่า ปริมาณ
3. ยอดมนุษย์ไวกิ้ง เกิดขึ้นได้เพราะท้องทะเลที่ปั่นป่วนฉันใด ยอดมนุษย์นักลงทุน จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะตลาดที่ปั่นป่วนฉันนั้น
4. คนคิดลบจะลุ้นให้หุ้นตก และเมื่อตกจริงๆเขาก็จะไม่กล้าซื้ออยู่ดีเพราะคิดลบ ส่วนคนคิดบวกจะลุ้นว่าหุ้นขึ้น และเมื่อขึ้นจริงๆเขาจะซื้อเพิ่มเพราะมองบวก
5. คนที่ถือคติว่า “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ลึกๆแล้วความรู้สึกในใจก็จะบอกว่า “ไม่ขาย ไม่กำไร” เช่นเดียวกัน และคนที่คิดแบบนี้บทสรุปสุดท้ายจะจบลงที่ “ติดดอย” และ “ขายหมู”
6. ในช่วงวัยต้นของชีวิต จงยอมให้เงินใช้เราทำงาน แต่ในช่วงหลังของชีวิตจงใช้เงินทำงานให้เรา
7. ถ้ายังมีเงินเก็บไม่ถึงหนึ่งล้านบาท อย่าเพิ่งคิดเรื่องจะให้เงินทำงานแทน
8. คนที่เชื่อว่ามีโอกาสในวิกฤติ ก็จะพยายามมองหาจนเจอ แต่ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เห็น 
9. กรุงโรม ไม่ได้สร้างภายในวันเดียว แต่สามารถทำลายได้ภายในวันเดียว ตลาดหุ้นก็เช่นกัน 
10. เราต้องเป็นคนเล่นหุ้น อย่าปล่อยให้หุ้นเล่นเรา
11. การซื้อเฉลี่ยขาลง จะมีความทุกข์ทรมานมากกว่า การซื้อเฉลี่ยขาขึ้น
12. ความทุกข์ส่วนหนึ่งของคนเล่นหุ้น เกิดจากการไปนึกเสียดายถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว
13. การ Cut loss เปรียบเสมือนการตัดหางจิ้งจก เพราะเงินสามารถงอกขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา
14. การ Cut loss คล้ายการวิ่งหนีสึนามิ แม้วิ่งเก้อสี่ครั้ง แต่ครั้งที่ห้าเกิดขึ้นจริง ทำให้รอดตาย
15. รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง แต่นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่มุ่งไปที่รู้เขา โดยละเลยการรู้เรา 
16. แม้ย้อนเวลาได้ แต่จิตยังไม่เปลี่ยน การตัดสินใจก็จะเหมือนเดิม
17. สิ่งที่ต้องแก้ไขคือจิต ไม่ใช่การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา
18. ไม่ต้องสนใจว่าหุ้นมาจากราคาไหน แต่จงสนใจว่ามันจะไปที่ราคาไหนมากกว่า
19. จากการวิจัยพบว่า เวลาขาดทุนในหุ้น ผู้หญิงจะเจ็บปวดมากกว่าผู้ชายอย่างน้อย 30%
20. การซื้อหุ้นถูกตัว ไม่สำคัญเท่าการซื้อหุ้นถูกจังหวะ
21. ถ้าได้เงินมาแบบไม่ใช้สมอง ในที่สุดก็จะสูญเสียมันไปแบบไร้สมอง
22. มีเงินแต่ไม่มีเวลา ดีกว่ามีเวลาแต่ไม่มีเงิน
23. อิสรภาพทางจิตใจ ไม่ขึ้นกับอิสรภาพทางการเงิน
24. แนวต้านที่แข็งแกร่ง ถ้าทะลุผ่านไปได้ มันจะกลับกลายเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง
25. ความสุขที่ได้จาก ศิลปะ ดนตรี และ กีฬา คือความสุขที่ไม่ต้องใช้เงินทองอะไรมากมาย
26. เมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง ตัวเลขในสมุดบัญชีก็เป็นเพียงภาพมายา
27. มรดกที่ดีที่สุดสำหรับลูกหลาน คือมรดกทางปัญญาและอารมณ์
28. แทงหวยหลายๆตัวโอกาสถูกมากขึ้น แต่แทงหุ้นหลายๆตัวโอกาสผิดมากขึ้น
29. จำนวนหุ้นในพอร์ต 5 ตัวเหมาะสมที่สุด 
30. ซื้อถูกขายแพง ไม่บาป ในทางกลับกันซื้อแพงขายถูก ก็ไม่ได้บุญ
31. ยิ่งดีใจมากเท่าไรตอนได้ ก็จะทุกข์มากเท่านั้นตอนเสีย
32. การเล่นหุ้น คือการต่อสู้กับใจของตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น
33. ความโลภ คือเมล็ดพันธ์ที่นอนเนื่องในขันธสันดานของมนุษย์ทุกคน ตลาดหุ้นคือปุ๋ยชั้นดี
34. บางคนชอบเสียดายตอนหุ้นขึ้น และเสียใจตอนหุ้นตก แล้วอย่างนี้จะหาความสุขตอนไหน
35. อย่าเอาอารมณ์ของตลาดเข้ามาเป็นอารมณ์ของตัวเอง
36. ถ้าเกิดมาเพื่อเป็นมวยแบบเขาทรายแล้วไปเลียนแบบการชกของสมรักษ์ ก็มีแต่แพ้
37. อิสรภาพทางการเงิน เริ่มต้นที่เงินสิบล้านบาท
38. คนที่รู้เรื่องดาบอย่างลึกซึ้ง ไม่จำเป็นต้องฟันดาบเก่งเสมอไป
39. ไม่มีใครเขามาสงสารนักมวยที่ถูกน็อก เช่นเดียวกับไม่สงสารนักเล่นหุ้นที่ขาดทุน
40. คนที่เคยลิ้มรสชาติของกำไรซึ่งได้มาง่ายๆ ยากที่จะเลิกเล่นหุ้น
41. นักเล่นหุ้นทุกคนควรมีเซอร์กิตเบรกเกอร์ของตัวเอง
42. สติคือการรู้ตัวก่อนที่จะซื้อและรู้ถึงผลที่จะตามมา สัมปชัญญะคือความรู้ตัวขณะกำลังคลิกซื้อ
43. สติทำให้เฉลียว สัมปชัญญะทำให้ฉลาด
44.ตลาดหุ้น มีโอกาสใหม่ๆเสมอ วันพระไม่ได้มีหนเดียว
45. จงตระหนักในวันที่ตลาดตระหนก จงตื่นตัวในวันที่ตลาดตื่นกลัว
46. ต้องวิเคราะห์มากกว่าวิจารณ์ และ แก้ไขมากกว่าแก้ตัว
47. ความคิดเป็นเรื่องของสมอง ความรู้สึกเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ
48. คนที่มีบุญเก่า แค่ซื้อหุ้นตามความรู้สึก ก็รวยได้  
49. จงเล่นหุ้นอย่างเหยี่ยว ที่สายตากว้างไกลมององค์รวมก่อนจะโฉบลงล่าเหยื่อ
50. การสวนทิศทางความรู้สึก ทำได้ยากกว่าความคิด 
51.ร้อยละ 70 ของคนรวยจากทั่วโลก ไม่ได้รวยเพราะมรดก
52.คนรวยจะมีรายได้มากกว่าหนึ่งทางเสมอ
53. รายได้มักจะมาจากสามทาง คือรายได้จากเงินเดือน รายได้จากพรสวรรค์ และรายได้จากดอกผล
54.คนที่เคยไปดิสนี่ย์แลนด์แล้ว จะไม่มีความสุขจากการไปดรีมเวิร์ลอีก
55.ธรรมชาติมอบความสุขให้อย่างยุติธรรมตามกำลังของแต่ละคน
56.ผึ้งก็สามารถหาความสุขแบบผึ้งได้ โดยที่ไม่ต้องไปอิจฉาพญาอินทรี
57. พระภิกษุ มีทั้งอิสรภาพทางการเงิน และอิสรภาพทางใจ
58. คนที่ชอบคิดย้อนอดีต จะไม่มีเวลาสำหรับการคิดถึงอนาคต
59. การทำบุญคือการลงทุนข้ามชาติ
60. ความบังเอิญไม่มีอยู่จริง โชคเกิดจากการเสวยบุญเก่า
61. วิกฤติคือโอกาส ตอนประท้วงปิดสนามบิน AOT ลงไปที่ 16 บาท

                         ตอนน้ำท่วมใหญ่ KCE ลงไป 4 บาท

                         ตอนมีข่าวรัฐจะซื้อดาวเทียมคืน Thcom ลงไป 5 บาท ฯลฯ
62. สอนให้ลูกรู้จักลงทุน ดีกว่าลงทุนไว้ให้ลูก
63. ระหว่างบำเหน็จที่ได้ทันที 600,000 กับบำนาญที่ได้ตลอดชีวิตเดือนละ 6,000 ควรเลือกแบบไหน (เฉลยอยู่ในหนังสือจิตของนักเล่นหุ้น)
64. บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มักจะช้ากว่าตลาดก้าวหนึ่งเสมอ
65. เงินเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ แต่เป็นเจ้านายที่โหดร้าย
66. การพยากรณ์หุ้น มีความแม่นยำน้อยกว่าการพยากรณ์อากาศ
67. ในตลาดหุ้น เหตุผลมักแพ้อารมณ์เสมอ
68. ซื้อหุ้น New High ดีกว่าซื้อหุ้น New Low ตัดขายหุ้น New Low ดีกว่าตัดขายหุ้น New High
69. นักเล่นหุ้นที่ดีต้องเป็นได้ทั้งบ็อกเซอร์ตอนหุ้นลง และไฟท์เตอร์ตอนหุ้นขึ้น
70. เล่นกีฬายังมีการขอเวลานอกตอนเพลี่ยงพล้ำ เล่นหุ้นก็ต้องรู้จักขอเวลานอกให้ตัวเอง
Cr http://m.pantip.com/topic/33338175?

ลักษณะนิสัยของหุ้นในแต่ละกลุ่ม

ลักษณะนิสัยของหุ้นในแต่ละกลุ่ม
 โดยเราจะแบ่งหุ้นออกเป็น 9 กลุ่ม ดังนี้ (เพื่อสะดวกต่อการจัดรูปแบบลงทุนครับ)
1.พลังงาน – พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ เหมืองแร่

ธุรกิจพลังงาน ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มั่นคงประมาณว่า “เสือนอนกิน” เพราะอัตราการใช้พลังงานของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความเจริญที่เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและความก้าวหน้านี้เอง ธุรกิจประเภทนี้ก็มี “ความเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้นเช่นกันจากพลังงานทดแทน ดังนั้นเทรนด์หุ้นพลังงานในอนาคตจึงน่าจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด-พลังงานทดแทนมากกว่า ส่วนพลังงานเก่าๆก็มักจะประสบปัญหาตามๆกันไป สังเกตได้จากราคาหุ้นพลังงานที่อยู่ในกระดานบ้านเรา ว่าหุ้นพลังงานยุคเก่ากำลังจะเข้าสู่ภาวะถอยหลังส่วนพลังงานทางเลือกใหม่ๆกำลังจะเป็นตัวเอกในอนาคต

การลงทุนหุ้นกลุ่มนี้นั้นปัจจุบันก็ยังคงต้องมองถึงกระแสเงินต่างชาติเป็นหลัก เพราะเซคเตอร์นี้สำคัญต่อตลาดหุ้นประเทศไทยและมีขนาดใหญ่ถึงกว่า 80% ของสัดส่วนหุ้นทั้งหมดในตลาด การเล่นสั้นเข้าออกจำเป็นต้องหูไวตาไวสังเกตเม็ดเงินต่างชาติเริ่ม Sell เมื่อไหร่ให้ไหวตัวให้ทัน เพราะอาจจะบ่งบอกถึงการหมดรอบของหุ้นพลังงานรวมทั้งอาจจะสื่อถึงการหมดรอบของ SET เลยก็เป็นได้

2.การเงิน – ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์

บริษัทเงินทุนว่ากันตรงๆก็คือกิจการที่ประกอบธุรกิจเหมือนธนาคารนั่นแหละเพียงแค่มีความมั่นคงต่ำกว่า หุ้นในหมวดนี้มักจะขึ้นลงตามวัฎจักรของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดีคนจะทำธุรกรรมทางการเงินเยอะสถาบันการเงินก็จะได้ค่าคอมมิสชั่นเยอะ เศรษฐกิจซบเซาก็ตรงกันข้ามกันไป เคยมีคนคำนวณค่าสหสัมพันธ์ของหุ้นกลุ่มนี้กับตลาดหลักทรัพย์ (SET) ได้เกือบๆ 1 เลยทีเดียว

ปัจจุบันการที่ประเทศไทยใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่มนี้ไม่ค่อยน่าสนใจนักเพราะอัตราดอกเบี้ยฝั่งเงินฝากนั้นไม่สามารถปรับลดได้เนื่องจากตอนนี้ก็ต่ำมากแล้ว ลดเพียงแต่ฝั่งเงินกู้ทำให้ Spread ลดต่ำลง

3.การเกษตร – อาหาร ธุรกิจการเกษตร

พูดถึงอาหารซึ่งเป็นปัจจัย 4 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นธุรกิจที่พึ่งพิงภาวะเศรษฐกิจต่ำที่สุด เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะย่ำแย่สักเพียงใดก็ต้องบริโภคกันอยู่ดี หุ้นกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าค่อนข้างปลอดภัยและเป็นแหล่งพักเงินได้ในตลาดขาลง “ถ้าเลือกได้ถูกตัว” โดยหุ้นอาหารก็แบ่งออกเป็น อาหารที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องดื่มมีสี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับอาหารที่เป็นสินค้าด้อย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยเศรษฐกิจดีจะส่งผลดีต่อสินค้าฟุ่มเฟือยและถ้าเศรษฐกิจไม่ดีจะส่งผลดีต่อสินค้าด้อยนั่นเอง

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลถึงหุ้นกลุ่มนี้ก็ได้แก่ การส่งออก และโรคระบาด ซึ่งถ้าหากเกิดปัญหาแล้วจะกระทบถึงพื้นฐานของตัวหุ้นทันที

4.อสังหาริมทรัพย์ – ที่ดิน บ้าน คอนโด ก่อสร้าง

อสังหาริมทรัพย์นั้นถูกมองว่าเป็นสินค้าเพื่อการลงทุนมากกว่าเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค สังเกตว่าที่ผ่านมาราคาที่ดิน บ้าน คอนโด นั้นขยับสูงขึ้นเรื่อยๆจนคนต่างแห่กันเข้ามาเก็งกำไรกันจนมีการซื้อใบจองหุ้นกันล้มหลามในปัจจุบัน อีกทั้งหุ้นในหมวดนี้กำลังได้รับผลดีจากการลดดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาอีกด้วย แต่ทว่าการเล่นหุ้นกลุ่มนี้ต้องระลึกไว้เสมอว่ามีโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่แตกได้ ให้สังเกตสัญญาณฟองสบู่แล้วให้ถอยให้ทันมิเช่นนั้นเงินที่ได้ลงทุนไปอาจจะลดค่าลงไปหลายเท่าตัวได้อย่างรวดเร็ว บริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ชื่อดังและบริษัทขนาดเล็กหรือเกิดใหม่ บริษัทที่มีชื่อจะมีความเสี่ยงต่อการล้มต่ำ ส่วนบริษัทขนาดเล็กนั้นต้องพึ่งพาเงินกู้ในปริมาณมากและเนื่องจากเป็นบริษัทขนาดเล็กอาจจะโดนเรียกดอกเบี้ยสูงเช่นกันดังนั้นความเสี่ยงจึงควรสูงกว่าไม่น้อยทีเดียว

5.วัสดุก่อสร้าง – ยางพารา ปูน ไม้

ธุรกิจประเภทนี้ถ้าสถานการณ์ปกติก็จะเดินหน้าไปตามกำลังการก่อสร้างของเอกชน ซึ่งก็คงไม่มีอะไรหวือหวาเท่าไหร่ หัวใจของธุรกิจนี้น่าจะอยู่ที่โครงการของรัฐบาลมากกว่าเพราะมีกำลังมหาศาลและไม่เท่ากันในแต่ละปีงบประมาณ ปีไหนที่รัฐบาลทุ่มเม็ดเงินไปให้กับโครงสร้างพื้นฐานเยอะหุ้นในกลุ่มนี้ก็จะเริงร่าตบเท้ากันเข้ามาเป็นขบวน อีกปัจจัยหนึ่งก็คือภัยธรรมชาติ ซึ่งหากเกิดภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย ทีหนึ่งก็สันนิษฐานได้ก่อนว่าจะต้องมีแรงซื้อกลุ่มนี้ไปบูรณะความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่ จึงส่งผลทีกับหุ้นกลุ่มนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

หุ้นที่อยู่ในหมวดนี้แต่ไม่ค่อยเข้าพวกนักได้แก่พวกเหล็ก เนื่องจากปัจจุบันโดนจีนนำเหล็กราคาถูกเข้าตีอย่างต่อเนื่องจนยุคนี้เรียกว่ายุคตกต่ำของเหล็กไทยเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความพยายามกีดกันเหล็กนำเข้าของรัฐรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ส่งออกเหล็กของไทยจึงน่าจับตาว่าในอนาคตเหล็กไทยจะแกร่งพอต่อสู้กับตลาดสากลได้หรือไม่

6.สื่อสาร – สัญญาณโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเราทุกวันนี้การสื่อสารค่อยๆทวีความสำคัญยิ่งขึ้นจนถูกเปรียบเปรยว่าเป็นปัจจัยที่ 5 และกลุ่มการสื่อสารก็เป็นกลุ่มที่พัฒนาเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องจนค่อยๆแบ่งสัดส่วนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกิจการที่ค่อนข้างผูกขาดหากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐก็ไม่สามารถประกอบกิจการได้จึงสามารถจำกัดคู่แข่งไปได้ในระดับหนึ่ง หุ้นกลุ่มนี้มีต้นทุนการจัดการที่ต่ำมาก ต้นทุนส่วนใหญ่น่าจะหมดไปกับการวางโครงข่ายกับค่าสัมปทาน ต้นทุนในอนาคตของหุ้นหมวดนี้ต่ำลงเรื่อยๆ ราคาที่เสนอขายแก่ผู้บริโภคถ้าเท่าเดิมก็จะทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การสื่อสารนี้ก็ต้องผูกติดกับเทคโนโลยี หากบริษัทไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็มักจะต้องมีเหตุล้มหายตายจากกันไปง่ายๆเช่นกัน

7.เทคโนโลยี – คอมพิวเตอร์ สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์

ถ้าถามถึงสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยถ้าปัจจุบันใครยังตอบว่าข้าวสาร เห็นทีจะต้องไปทบทวนตัวเองก่อนเข้าสู่ตลาดหุ้นเสียแล้ว เพราะปัจจุบันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจในการส่งออกของไทยไปเรียบร้อย หุ้นกลุ่มนี้เลยค่อนข้างผูกพันกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากค่าเงินอ่อนแล้วหุ้นกลุ่มนี้ย่อมได้อานิสงค์อย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังต้องพึ่งพากำลังซื้อจากต่างชาติซึ่งหากต่างชาติมีปัญหาทางเศรษฐกิจก็อาจจะทำให้การนำเข้าของเขาลดลงส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกของประเทศไทย รวมทั้งการที่รัฐบาลสนับสนุนทำให้หุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่เรื่องเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างผลัดเปลี่ยนรวดเร็ว หากบริษัทไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็ต้องมีเหตุให้ล้มหายตายจากกันไป 

8.บันเทิง – สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์

ธุรกิจหมวดนี้แทบไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจเลยเพราะไม่ว่าสถานการณ์ไหนคนก็ย่อมชอบความบันเทิงอยู่แล้ว ผู้ที่ประกอบธุรกิจประเภทนี้มักมีไม่กี่รายและเป็นรายยักษ์ใหญ่ของประเทศจึงค่อนข้างผูกขาดและเติบโตได้เรื่อยๆแค่ยามเศรษฐกิจไม่ดี

มีข้อสังเกตว่าหุ้นกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าไรนักเว้นแต่ช่วงใกล้ๆผลประกอบการออกซึ่งมักจะมีแรงเก็งกำไรกันเอาช่วงนั้นมากที่สุด

9.สาธารณสุข – การแพทย์ ยา อนามัย

การที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การแพทย์และพยาบาลจึงมีความจำเป็นต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น การที่ปล่อยให้สัดส่วนจำนวนนักศึกษาแพทย์เพิ่มขึ้นช้ากว่าผู้สูงอายุทำให้หุ้นกลุ่มนี้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเทรนด์ความสวยงามและสุขภาพกำลังมายิ่งส่งผลในแง่บวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ หุ้นกลุ่มนี้ก็เป็นอีกหมวดที่ไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจเท่าไรนักแต่มีผลต่อเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับยาและการนำเข้ายาซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรที่สำคัญได้ อีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้คือหุ้นกลุ่มนี้มีการเก็งกำไรกันสูงขึ้นเรื่อยๆจนราคาในตลาดเพิ่มขึ้นมากและรวดเร็วกว่าการเติบโตที่แท้จริงของธุรกิจ ก่อนที่นักลงทุนจะเลือกเข้าซื้อตัวใดจำเป็นที่จะต้องศึกษาในถี่ถ้วนว่าราคา ณ ปัจจุบันนั้นรับอนาคตล่วงหน้าไปแล้วเพียงใด

คำถามให้สรุปข้อคิดการเลือกหุ้นที่ได้จาก fb live ลองอ่านสรุปดูเผื่อมีประโยชน์ครับ

คำถามให้สรุปข้อคิดการเลือกหุ้นที่ได้จาก fb live ลองอ่านสรุปดูเผื่อมีประโยชน์ครับ
คำตอบท่านที่1
การเลือกหุ้น

1 เทรดให้เหมาะสมกับตนเอง และหน้าที่การงานความรับผิดชอบ โดยสามารถแยกเป็นรูปแบบการเทรดได้ 3 แบบ คือ

  1.1 runtrend เหมาะกับ คนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูในแต่ละวัน อาจจะเป็นหุ้นมีพื้นฐานดี

  1.2 ซื้อรอวิ่ง เหมาะกับ คนที่พอมีเวลาดูหุ้นได้พอสมควร                 

  1.3 day trade เหมาะกับ คนที่มีเวลาดูหน้าจอเป็นประจำ

หมายเหตุ สุดท้ายก็ต้องเลือกหุ้นให้เหมาะสมกับตนเอง ให้มากที่สุด
2 นิสัยในการ คัทลอส

   2.1 ไม่ชอบคัทหุ้น ก็ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานรองรับ

  2.2 สามารถคัทลอสได้ ก็จะมีความยืดหยุ่นในการเลือกหุ้นได้มากขึ้น
3 พฤติกรรมของหุ้นแต่ละตัว และเทียบกับหุ้นในกลุ่มของตัวเอง

   โดยพฤติกรรมนี้ สามารถดูได้จาก การทำราคา หรือหาได้จากกราฟในอดีตสังเกตแต่ละแท่งเทียน ดู การกระชาก ความเร็ว ความแรง สามารถ เปรียบเทียบกันได้  
4 ขนาดไม้ที่เราเทรด

  ถ้าport เล็ก ก็ควรเลือกเทรดหุ้นที่มีขนาดเล็กเพราะจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
แต้ถ้า port ใหญ่ ควรเลือกเล่นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ตามไปด้วย เพื่อรองรับ กับสภาพคล่อง จำนวนที่เราเทรดอย่างเหมาะสม
5 มีstory จากแหล่งข่าวตลาดหลักทรัพย์หรือหนังสือพิมพ์
6 ขนาดจำนวนหุ้น Float เช่นว่าเป็นหุ้นหนัก หรือเป็นหุ้นเบามีโอกาสวิ่งระดับกี่เปอเซนในแต่ละรอบ

      

7 นิสัยการทำราคา ในแต่ละครั้ง เราต้องเลือกกลุ่มหุ้นที่มีการทำราคา กรอบใหญ่กว่า       
สุดท้าย บางครั้งก็ต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำบ้าง เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
คำตอบท่านที่2
การเลือกหุ้น

1.ลักษณะหน้าที่การงาน

   ถ้าทำงานประจำหรือธุรกิจส่วนตัว ช่วงเวลาหรือการเฝ้ารอเวลาของหุ้นมีส่วนสำคัญ

    ควรเลือกเล่นแบบ runtrend หรือ ซื้อรอ ไม่ควรเล่นเรวเกินไปแบบfulltime trader2.อุปนิสัย

    ไม่กล้าคัทลอส ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีเพื่อsupport การตัดสินใจ
3.พฤติกรรมของหุ้น

    ความเร็วและแรงในการวิ่งของหุ้นแต่ละตัว หุ้นในกลุ่มเดียวย่อมแตกต่างกัน ด้วยนิสัยหุ้นและความหนักเบา
4. ขนาดไม้หรือขนาดพอร์ต

     ถ้าพอร์ตมีขนาดใหญ่มาก ต้องดูสภาพคล่องของหุ้นด้วยควร เล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องเหมาะสมกับหน้าตักและจำนวนเงิน
5.story ของหุ้น

  ดูจากเวบของตลาดหลักทรัพย์หรือหนังสือพิมพ์ หุ้นมีสตอรี่ก้อจะน่าสนใจมากขึ้น
พิจารณาจากประเด็นตอบที่ครบถ้วนและตรงคำถามนะครับ ใกล้เคียงกัน จะเลือกคนที่ตอบก่อนครับ
ท่านอื่นๆที่ตอบใช้ได้เหมือนกันผมcropมาแปะไว้นะครับ

พฤติกรรมราคาต่างกัน กลยุทธ์ก็ต่างกัน

🔹 พฤติกรรมราคาต่างกัน กลยุทธ์ก็ต่างกัน 🔹หุ้นที่เหมาะกับการเก็งกำไร อย่างที่เรารู้กันคือขาขึ้น ซึ่งต้องรอให้ราคาเคลื่อนตัวขึ้นมาพักนึงก่อน (คอนเฟิร์มขาขึ้น) เช่นการยกไฮ ยกโล หรือเบรคไฮวอลุ่มเข้า อะไรก็ว่าไป

● แต่สำหรับหุ้นที่ราคาลงมามากๆ แล้วกำลังสร้างฐานราคาอยู่ (คือไม่ใช่หุ้นที่ราคากำลังลงนะครับ แต่ลงมาแล้วมีการพักตัวในกรอบแนวรับ – แนวต้าน โดยไม่ทำ new low ใหม่ ) หุ้นพวกนี้จะเหมาะที่จะนำมาศึกษาต่อ เพื่อลงทุนในช่วงที่เป็นวิกฤติของหุ้นตัวนั้นๆ

● ทำไมต้องลงทุนในช่วงที่หุ้นเกิดวิกฤติ ?

เพราะถ้าเราซื้อหุ้นในช่วงที่ทุกอย่างดูดีไปหมด เราจะได้ซื้อในช่วงที่แพงเสมอครับ แต่ในช่วงวิกฤติ เป็นเหมือนเทศกาล Grand Sale ของตลาดหลักทรัพย์ ที่มีของดีราคาถูกให้เลือกชอปใส่ตระกร้า

● ทำไมต้องคัดจากหุ้นที่กำลังสร้างฐานราคา

จริงๆการคัดเลือกหุ้นมีหลายวิธี แต่ถ้าดูจากพฤติกรรมราคา หุ้นที่เลี้ยงตัวออกข้างนานๆ เป็นไปได้ว่าแรงขายที่ออกมาเริ่มเหลือน้อย หรือมีแรงซื้อกลับเข้ามาพยุงไว้ ทำให้ราคาวิ่งออกด้านข้างโดยที่ไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่อีก ซึ่งการจะถือเพื่อลงทุนยาวๆ ก็ต้องคัด “หุ้นที่พื้นฐานดี โดยที่ราคาลงมาเยอะๆไว้ก่อนครับ” ส่วนจะซื้อหรือไม่ ศึกษาพื้นฐานแล้วค่อยว่ากัน

● ดังนั้นทรงหุ้นประเภทนี้ ไม่ใช่เจอแล้วจะซื้อทันที

งานของเราคือศึกษาต่อว่า หุ้นหลายๆ ตัวที่ลงมานั้น เป็นการลงเพราะเจอวิกฤติในระยะสั้น และมีโอกาสที่จะผ่านไปได้ หรือลงเพราะพื้นฐานห่วย สู้คู่แข่งในตลาดไม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังก็ปล่อยผ่านครับ

-อย่าซื้อ เพราะเห็นว่าราคาลงมาเยอะ เพราะถ้าหากไปเจอหุ้นที่ดี..ก็โชคดีไป แต่ถ้าไปจั่วเจอหุ้นเน่า ก็งานเข้าแน่นอนครับ

● การลงทุน ไม่ควรขึ้นกับคำว่า โชค เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงลดลงได้จากความรู้และความพยายาม ไม่งั้นเปลี่ยนไปเล่นหวยดีกว่า อิอิ

***ฝึกดูพฤติกรรมราคาง่ายๆ ด้วยตนเองกันครับ***

เวลาอ่าน Chart ราคา ลองไล่ดูจากภาพใหญ่ก่อนเสมอ

เพราะหากเราสนใจแค่ภาพเล็ก หรือ TF ที่เราเทรดภาพเดียว อาจทำไม่เห็นแนวโน้ม หรือแนวรับ – แนวต้านที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ ~~

========================================

วันนี้เลยมีคำแนะนำสำหรับคนที่กำลังฝึกดูชาร์ทแบบนี้ครับ

========================================

1. เปิดภาพใหญ่มาดูก่อน

ไม่ว่าเราดู TF อะไรอยู่ ให้ลองเปิด TF ใหญ่ขึ้นอีก 1 สเต็ปมาดูพฤติกรรมราคาก่อนครับ เช่นปกติเทรดด้วย Day อยู่ ก็ใช้กราฟ Week เป็นภาพใหญ่ หรือเทรด TF ระยะสั้นเช่น 60นาที ก็ใช้ Day คลุม

2. มองหาโซนที่ราคามีการชน แล้วกลับตัวในอดีตบ่อย ๆ ถ้าหากการกลับตัวครั้งไหนมี Volume สูงด้วย แสดงว่าบริเวณนั้นมีโอกาสเป็นแนวรับ หรือแนวต้านสำคัญครับ

3. ถ้าเป็นช่วง Sideways ลองตีเส้นแนวนอน เป็นกรอบแนวรับ แนวต้าน จะทำให้เห็นการวิ่งของราคาชัดเจนขึ้น และใช้เป็นจุด Breakout ต่อไปหากราคาสามารถทะลุขึ้นมา

แต่ถ้ามี Trend ไม่ว่าขาขึ้นหรือขาลง ลองใส่เทรนไลน์ หรือ Parallel line เป็นกรอบการวิ่งของราคาดูครับ ซึ่งจะรอซื้อช่วง pull back หรือรอเบรคไฮครั้งต่อไป ก็ว่าไปตามแผนการเล่นของแต่ละคน

4. หลังจากนั้นค่อยกลับมาดู TF ปกติที่เราเทรด จะทำให้เราเข้าใจกรอบการวิ่ง หรือเทรนได้ดีขึ้น เพราบางทีเราดู TF เดียว มันเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วจะเกิดอัคติได้ง่ายครับ

ที่อันตรายคือ เห็นการขึ้นมาในระยะสั้น แต่ภาพใหญ่ เป็นขาลงที่กำลังรีบาวด์ พอซื้อปุ้บลงปั้บ 😦 ดั้งน้นเปิดภาพใหญ่ก่อน ให้แน่ใจว่าหุ้นที่เราจะเล่นนั้น ” ไม่ใช่ขาลง และไมได้เข้าซื้อในบริเวณที่ใกล้กับแนวต้าน ”

วันนี้ฝากไว้เท่านี้ครับ ^^

มุมความรู้
จุดเข้าซื้อหุ้น (Daytrade)
จะเข้าตรงไหนถีงจะได้หุ้นที่ดีและไม่ดอย ‼