Posts from the ‘สรุปประเด็น’ Category

ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น

== ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น” ==หนังสือเล่มนี้เขียนโดยทันตแพทย์สม สุจีรา เป็นหนังสือออกแนวจิตวิทยาการลงทุนที่บอกว่า เจ้ากรรมนายเวรเป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ในจิตของเรา (เรียกว่า “เจตสิก”) ถ้าวันไหนมีเหตุมีปัจจัยเหมาะสมมันก็จะแสดงอาการออกมาทำให้กลัว โลภ โกรธ หลง เชื่อ ลังเล ดีใจ เสียใจ ฯลฯ ทำให้เราตัดสินใจซื้อหรือขาย “หุ้น” ส่วนผลที่ตามมาในการชดใช้กรรมมีได้ตั้งแต่ กำไร ขาดทุน ตกรถ ติดดอย ขายหมู รับมีด

“สติ” คือ สิ่งสำคัญที่จะมาช่วยเราแก้กรรม และทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นได้ โดยที่คุณหมอกล่าวไว้ว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือกรรมยังมีสติ” และนี่คือสิ่งทีผมได้เป็นข้อคิดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ

** 20 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือกรรมของนักเล่นหุ้น **

1) “ตกรถ” เพราะเอาจิตไปยึดติดกับอดีตว่าราคาหุ้นเคยต่ำกว่านี้มาก่อน กลัวว่าเราจะซื้อที่ราคาสูงไปแล้ว แต่สิ่งที่เราควรทำคือมองไปที่อนาคตว่า หุ้นตัวนี้ยังไปต่อได้อีกมั้ย ถ้ามีแนวโน้มขึ้นต่อ “การซื้อแพงแล้วไปขายแพงกว่า” ก็จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง 

2) คนที่เก่งในการทำนายอดีต ทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในจินตนาการ ไม่มีประโยชน์อะไรในการเล่นหุ้น เช่น เราเคยเห็นหุ้นตัวนึง 5 บาท หนึ่งปีถัดมากลายเป็น 15 บาท เราคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราซื้อหมดตัวได้กำไร 3 เท่า แต่ในความเป็นจริงถ้าเราได้ซื้อที่ 5 บาท เราก็คงจะขายไปตั้งแต่ 6-8 บาทแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

3) “การซื้อหุ้นถูกตัว ไม่สำคัญเท่ากับการซื้อหุ้นถูกจังหวะ” ช่วงเวลาทีดีที่สุดในการซื้อคือช่วงที่คนในตลาดกำลัง “เจ็บใจ” หลังจากทุกคน “ตื่นกลัว” และขายหุ้นออกไปจนหมดแล้ว และให้ไปขายในช่วงที่ทุกคน “มั่นใจ” เปรียบเหมือนกับปลาที่หาอาหารเก่งต้องว่ายทวนน้ำฉันใด คนที่เล่นหุ้นเก่งก็ต้องทวนกระแสฉันนั้น แต่ไม่ใช่ทวนแบบหน้ามืดตามัว ต้องดูจังหวะด้วย

4) “การขายหมูทำให้เสียดาย แต่การติดดอยทำให้เสียใจ” ขายหมูยังเหลือเงินสดไปไล่หมูตัวอื่น ขอแค่อย่าขายหมูไปซื้อควาย แต่ติดดอยทุกข์ทรมาน มัวแต่รอว่าสักวันจะกลับมากไร ให้พึงระลึกไว้เสอว่า “งาช้างไม่มีวันงอกออกจากปากหมา” ถ้าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นเน่าจริง ๆ ควรตัดใจขายทิ้ง แล้วออกไปตามหาช้างจะดีกว่า

5) การเล่นหุ้นคือการต่อสู้กับใจของตัวเอง ถ้าเอาชนะความอยากของตัวเองได้ โอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก อย่าเอาอารมณ์ของตลาดมาเป็นอารมณ์ของตัวเอง จงตระหนักในวันที่ตลาดตระหนก จงตื่นตัวในวันที่ตลาดตื่นกลัว

6) ถ้าในพอร์ตมีหุ้นติดดอยอยู่มาก จะเหนี่ยวนำให้เกิดการขายหมูตัวอื่น เพราะเราจะเกิดความกลัวว่าหุ้นตัวอื่นจะตก กลายเป็นความรู้สึกเชิงลบ เข้าทำนองที่ว่า ส้มในกล่องเน่าหนึ่งลูกมันจะพาลทำให้ส้มลูกอื่นเน่าเร็วไปด้วย ดังนั้น คุณก็แค่หยิบส้มลูกที่เน่าทิ้งไป ไม่ใช่เก็บลูกเน่าแต่ทิ้งลูกที่ดี

7) รับมีด เกิดจากความโลภ เพราะเห็นราคาลง 10% แปลว่าโอกาสในการทำกำไรก็ต้องเท่ากัน โดยไม่ได้ดูสภาพแวดล้อมประกอบ ทำให้สวนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ กลายเป็นประสานงากับรถสิบล้อแทน 

8) คนที่เจ็บปวดกับการตกรถมีโอกาสที่จะรับมีดหุ้นตัวเดิมสูง เพราะคิดว่ารถถอยลงมารับ ทำให้ตัดสินใจกระโดดเข้าไปขณะที่คนอื่นกำลังก้าวลงจากรถ และความจริงก็คือรถกำลังจะลงเหว อย่าให้มีความรู้สึกว่า เสียดายหรือแค้นต้องเอาคืน เพราะเรากำลังใช้อารมณ์ทำให้ผิดพลาดได้ ทางที่ดีคือให้มองหารถคันใหม่แล้วไปรอขึ้นที่ชานชาลาดีกว่า

9) ถ้าคิดจะ “รับมีด” ให้เปลี่ยนเป็น “ลับมีด” เพื่อฟันที่ราคาต่ำ ๆ ให้ดูหุ้นสัปดาห์ละครั้งแล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ทันตราบใดที่ยังเป็นขาลงอยู่

10) ความใจร้อนไม่เคยทำให้ใครประสบความสำเร็จ การตัดสินใจเร็วไป 4 ครั้ง มีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 3 ครั้ง เพราะฉะนั้น จงใจเย็นแม้จะทำให้พลาดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ผลตอบแทนที่เหลือจะมาชดเชยสิ่งที่พลาดไปเอง

11) หุ้นมีนิสัยเหมือนมนุษย์ หุ้นขี้เกียจ ซื้อขายวันละหลักร้อยหุ้น หุ้นขี้ตกใจ เกิดข่าวร้ายนิดหน่อย ราคาตกลงมากกว่าตลาด หุ้นขี้เหนียว กำไรเยอะแต่ปันผลนิดเดียว หุ้นขี้โม้ มีสารพัดโครงการแต่ทำไม่ได้จริงซักที แต่หุ้นที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงคือ “หุ้นขี้โกง” ที่มีผู้บริหารนิสัยโจรปะปนอยู่

12) ทุกคนควรวิเคราะห์ตัวเองว่าผิดพลาดแบบไหนแล้วไปแก้ไขที่จุดนั้น คนที่ชอบขายหมู แสดงว่าดีใจมากเกินไปเวลาหุ้นขึ้น คนที่ติดดอยมีความกล้าบ้าบิ่น คนที่ตกรถเป็นคนขี้กลัว ระแวง ส่วนคนที่ชอบรับมีดมีความโลภและคิดว่าราคาที่ตกลงมาคือกำไรที่ซื้อได้ถูกลง

13) ความฝันของนักลงทุน คือ การสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต แต่ถ้าจิตยังเหมือนเดิม ถึงย้อนเวลากลับไปได้จริง การตัดสินใจก็จะไม่ต่างไปจากเดิม พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรากำหนดสติเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกที่ปัจจุบัน และอนาคตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่ต้องแก้คือจิตไม่ใช้การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา

14) การยอมรับความพ่ายแพ้ เมื่อตัดสินใจผิด ทำให้สามารถเรียนรู้วิธีที่จะชนะได้ ให้เราถอยออกมามองภาพใหญ่เหมือนโค้ชที่อยู่ข้างสนามจะเห็นภาพโดยรวมชัดกว่านักเตะที่อยู่ในสนาม คอยมองหาจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของตัวเองไม่ใช่โยนความผิดให้คนอื่น … แน่นอนว่าความพ่ายแพ้มันเจ็บปวด แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นแรงขับว่าสักวันต้องกำไร แล้วพยายามแก้ตัวใหม่ ส่วนใหญ่ถ้ายังสู้ต่อจะจบลงด้วยชัยชนะอย่างถาวร

15) คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีความถนัดอย่างใดอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ หาให้เจอและดึงจุดนั้นมาใช้ในการลงทุน ถ้าคุณถนัดว่ายน้ำแล้วไปวิ่งแข่งคุณก็จะแพ้ คนเราไม่ต้องเก่งหลายอย่าง ขอแค่อย่างเดียว แต่เอาให้เก่งสุด ๆ ไปเลย เหมือนที่วอร์เรน บัฟเฟต เคยบอกว่า “ในการเล่นเบสบอลไม่จำเป็นต้องตีทุกลูก แต่เวลามีลูกที่คุณถนัด ต้องตีให้แรง และให้ตรงที่สุด”

16) ตัด “ความอยาก” ออกให้หมดให้เหลือแต่ “ความเชื่อ” เหมือนนักกีฬาที่ทุกคคนต้องอยากชนะ แต่เมื่อฝึกซ้อมหนักมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะเกิดความเชื่อว่าจะชนะมากขึ้นเท่านั้น เหมือนเราเล่นหุ้นซื้อปุ๊บก็อยากให้ขึ้นปั๊บ อดทนรอไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความเชื่อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก จะทำให้อดนรอคอยความสำเร็จของหุ้นตัวนั้นได้ 

17) พลังแห่งความรู้สึกสูงกว่าพลังแห่งความคิดมากจนเทียบไม่ได้ เช่น บางคนหักห้ามความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ความคิดรู้ว่าจะทำให้เป็นมะเร็ง เพราะความรู้สีกเป็นกรรมเก่า ส่วนความคิดเป็นกรรมปัจจุบัน วิธีเดียวที่จะเอาชนะได้คือ การฝึกสติสัมปชัญญะให้มีกำลังกล้าแกร่งพอที่จะสู้กับความรู้สึกนั้นได้

18) การดูให้เห็นอาการโดยปราศจากอารมณ์ จะทำให้หยั่งรู้เห็นความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ ดูให้เห็นว่าหุ้นขึ้นโดยไม่มีอารมณ์ดีใจ ดูให้เห็นว่าหุ้นตกโดยไม่ต้องกังวล อย่าเอาใจเข้าไปรับ เป็นการเห็นแบบ “ปรมัตถ์” คือ สนใจกับอาการที่ปรากฏเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ต้องเอาจิตเข้าไปปรุงแต่งให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน (ตัวกูของกู) แยกสติออกไปจับอาการและทำความเข้าใจในธรรมชาติของมัน

19) ถ้ามีอารมณ์เกิดขึ้นไม่ต้องรีบไปหยุดมันทันที ให้ใช้สติเฝ้าดูเหมือนเหยียบเบรก ABS ที่ค่อย ๆ หยุดล้อให้หมุนและจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เคล็ดลับก็คือ อย่าไปอยากให้อารมณ์มันหาย เพราะถ้ายิ่งอยากมันจะไม่หาย แต่อารมณ์มันขี้อาย พอรู้ว่าเราจ้องมันอยู่ มันจะหลบไปทันที ค่อย ๆ ฝึกสติตามดูอย่างจดจ่อ โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์นั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปเอง

20) วันใดที่ได้กำไรและเหลือเงินเก็บในระดับที่พอใจแล้ว ให้ขายหุ้นทิ้งให้หมด คุณจะพบว่า ชีวิตที่ไม่ต้องวุ่นวายกับข่าวสารของโลก ไม่ต้องตื่นกลัวกับเรื่องร้าย ๆ ในประเทศ เป็นชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ปราศจากกิเลศ ตัณหาที่เร่าร้อน

ผมคิดว่า 20 ข้อคิดนี้น่าจะเป็นบทเรียนสอนใจให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นอย่างมีสติ และโดยปกติผมมักจะยึดหลัก 1 BOOK 1 LESSON ที่พี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ Money Coach บอกว่า ให้นำบทเรียนที่ได้จากหนังสือ 1 เล่ม สัก 1 เรื่อง มาปฏิบัติใช้ให้ได้ผลจริงกับชีวิต แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับตัวเอง สำหรับผมอยากไปฝึกนั่งสมาธิให้ได้ทุกวันสักวันละ 10 นาทีก่อน เพื่อให้ตัวเองมีสติมากขึ้นและสามารถจับอาการหุ้นได้โดยปราศจากอารมณ์ 

ลองไปหา 1 book 1 lesson ของคุณดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่ามันมีประโยชน์จริงๆ 

.

#กรรมของนักเล่นหุ้น #จิตวิทยาการลงทุน #onebookonelesson #วิตามินหุ้น

Advertisements

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จและ Do and Don’t ในการลงทุน

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จและ Do and Don’t ในการลงทุน

มีทั้ง 8 สิ่งที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ และสิ่งที่ควรและไม่ควรทำในการลงทุนครับ อาจจะพิมพ์ออกมาแล้วไปแปะไว้ที่หน้าจอเทรดก็ได้ครับ จะได้ไว้เตือนสติ เพื่อที่เราจะได้มีสตางค์ ไม่ขาดมือครับ แหะแหะ
คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ

ในการที่จะเล่น กีฬาให้ชำนาญจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกัน และจนถึงขนาดชนะได้รางวัลนั้น นอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะพื้นฐานที่ดีแล้ว ยังต้องฝึกฝนตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมีสไตล์ในการเล่นที่แตกต่าง กัน ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะทำ ให้เราชนะในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเอง ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของตัวคุณเองอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ

คุณสมบัติ #1 : มีความรอบรู้ (Breadth)

จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการ ลงทุนมักมีความกระตือรือร้น สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆด้วย เช่น George Soros มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการ เมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทยปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น
คุณสมบัติ #2 : ช่างสังเกต (Observation)

นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ ของหุ้นต่างๆ ได้ ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถในการจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว
คุณสมบัติ #3 : ไม่มีอคติ (Objectivity)

นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็น “สัตว์สังคม” เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับผู้อื่น จึงมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรม “สัญชาติญาณฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า
คุณสมบัติ #4 : รักษาวินัย (Discipline)

นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เช่น Warren Buffet นั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ดไม่ลับของความสำเร็จในการลงทุนของเขาก็คือต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” (ภาษานักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก
คุณสมบัติ #5 : มีความลึก (Depth)

โดยปกติ “ความลึก” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามีสมาธิ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus) และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ Soros จะไม่ยอมให้มีใครรบกวนเลย เวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบให้ ฟัง จนกว่าเขาจะได้ “จัดการ” กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน
คุณสมบัติ #6 : มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

ในการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนความเสียหายได้
คุณสมบัติ #7 : มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (Passion)

นักลงทุน ระดับปรมาจารย์ทุกคน “รัก” อาชีพการลงทุน พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทนที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเอง…Enjoy the process rather than the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”
คุณสมบัติ #8 : มีความยืดหยุ่น (Flexibility)

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการ ลงทุนนั้น ต้องเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจ เป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (“ตกเครื่องบิน”) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (“เครื่อง บินตก”) ก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จจะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน” (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย
Do and Don’t ในการลงทุน

1.ควรลงทุนอย่างมีความรู้ เพราะความไม่รู้ คือความเสี่ยง ความรู้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุน

2.ควรพิจารณา Return และ Risk คู่กันเสมอ เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงจะเกิดขึ้นคู่กันเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า High Return (always come with) High Risk การวิเคราะห์ผลตอบแทนเพียงด้านเดียวโดยไม่สนใจความเสี่ยง จะทำให้เข้าใจผิด หลงไปกับผลตอบแทนสูงที่ดูน่าลงทุน

3.ควรกระจายการลงทุน (Diversification) อย่างเหมาะสม การกระจายการลงทุนไปในหลักทรัพย์หลายประเภทและหลายรายการ ยังคงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างดีในระดับหนึ่ง เพราะจะลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละหลักทรัพย์ลงได้

4.ควรจัดองค์ประกอบ ของหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Portfolio) หรือ พอร์ต ให้เหมาะสมกับตัวเอง ทั้งด้านการเงิน lifestyle แผนการในอนาคต การวิเคราะห์และทำความเข้าใจตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนของตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ควรลงทุนตามคนอื่น เพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวและมีความต้องการแตกต่างกัน

5.ควรตัดสินใจ ลงทุนอย่างสมดุล ไม่โลภและไม่ประมาทเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่กลัวจนเกินไป ความโลภและความประมาทมักทำให้เราเสี่ยงมากเกินไป ในขณะที่การกลัวไม่ยอมลงทุนก็อาจทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนเพียงพอตามที่ควรจะได้

ขอบคุณ http://edu.tsi-thailand.org/index.ph…119&Itemid=103 สำหรับบทความดีๆครับ

——————————————————————————————

แนะวิธีเลือก #หุ้นปันผลสไตล์VI

“แนะวิธีเลือก #หุ้นปันผลสไตล์VI”โดย ชาย มโนภาส 

มาถึงวันนี้…. ประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นของชายรวมแล้วก็กว่า 20 ปี เขาเล่าว่าได้เรียนรู้มากมายจากประสบการณ์ลงทุน ทั้งช่วงที่ได้กำไรและช่วงที่ขาดทุน โดยประเด็นการลงทุนที่เขาเลือกมาแบ่งปันให้กับนักลงทุนในงาน Future Wealth คือการเลือกหุ้นปันผล เพราะเขามองว่ามีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนในตลาดหุ้นเพราะต้องการ “เงินปันผล” 

ชายเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่า นับจากปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา ดอกเบี้ยเงินฝากของไทยเป็นขาลงมาอย่างต่อเนื่อง จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปีละ 14-15% มาถึงวันนี้ อัตราดอกเบี้ยฝากประจำเหลือเพียงปีละ 1.5% เท่านั้น ขณะที่เงินเฟ้อของไทยในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.25% นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดเงินฝากจึงไม่ใช่ที่หวังของนักลงทุนได้อีกต่อไป 

แต่เมื่อหันมามองตลาดหุ้นไทย หลายคนพูดว่า “หุ้นไทยแพง” โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมี Valuation สูง คืออัตราเงินปันผล ซึ่งปัจจุบัน อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 3% สูงกว่าหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ฯลฯ นี่หมายความว่า แค่อัตราเงินปันผลก็สามารถเอาชนะดอกเบี้ยเงินฝากและเงินเฟ้อได้แล้ว  

ชายย้ำว่า อันที่จริงแล้ว ในตลาดหุ้นไทยมี “หุ้นดี” หลายตัวที่ปันผลมากกว่า 3% แต่โจทย์สำคัญของนักลงทุนคือ จะหาหุ้นปันผลดีๆ ได้อย่างไร?

“ในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีบอก ว่าหุ้นแต่ละตัวไหนปันผล 1 ปีย้อนหลัง เท่าไหร่ ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง แต่ละปีปันผลเท่าไหร่ บางทีก็มีตารางจัดอันดับให้ด้วยว่าหุ้นตัวไหนให้ปันผลสูงสุด หุ้นตัวไหนบ้างที่ปันผล 10 ปีต่อเนื่อง ฯลฯ แต่สิ่งที่ผมอยากย้ำเตือนคือ การเลือกหุ้นปันผลด้วยการดูข้อมูลย้อนหลัง มันอันตรายมาก”

เขายกตัวอย่าง หุ้นบางตัวจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราค่อนข้างสูงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่พอมาปีนี้ไม่จ่ายปันผล ก็มี หรือหุ้นบางตัวจ่ายปันผลลดลงทุกปี ก็มี หรือหุ้นบางตัวให้ปันผล 6-7% ต่อปี แต่ต้องมาขาดทุนเพราะราคาหุ้นที่ลดลงไปกว่า 30% ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ การเลือกหุ้นด้วยการดูแต่อัตราเงินปันผลจากผลงานในอดีต จึงป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ทั้งนี้ ชายได้ทิ้งท้ายด้วย “หลักการในการเลือกหุ้นปันผล” เอาไว้ดังนี้

1. #เข้าใจธุรกิจและจุดแข็งจุดอ่อนของบริษัท ตลอดจนเข้าใจอุตสาหกรรม รวมถึงรู้ว่าธุรกิจนั้นมีคู่แข่งหรือไม่ ฯลฯ   

2. มองให้ออกว่า #กำไรบริษัทอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง เพราะเงินปันผลมักเป็นไปในทางเดียวกับแนวโน้มกำไร

3. บริษัทกำลังจะมี #การลงทุนใหญ่ หรือไม่ โดยส่วนใหญ่ บริษัทที่กำลังจะมีการลงทุนครั้งใหญ่จะกันกำไรเอาไว้เพื่อการลงทุน ระหว่างนั้นจึงมักไม่ค่อยจ่ายปันผลหรือปันผลในอัตราที่น้อยกว่าปกติ  

4. #บริษัทมีหนี้เยอะไหม และเป็นหนี้สินที่มีดอกเบี้ยเท่าไหร่ ถ้ามีหนี้เยอะ ปันผลก็อาจไม่มากเพราะต้องเอาเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ก่อน จึงจะจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 

5. #บริษัทมีกระแสเงินสดดีไหม โดยส่วนใหญ่ บริษัทที่มีหนี้น้อยและมีกระแสเงินสดดีมีแนวโน้มที่จะจ่ายปันผลค่อนข้างดีและจ่ายต่อเนื่องยาวนาน

6. #บริษัทมีแนวโน้มจะอยู่ได้อีกหลายปีหรือไม่ เพราะบ่อยครั้ง พอมีบริษัทเกิดใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ บริษัที่เคยดำเนินการอยู่ดีๆ ก็อาจล้มหายตายจากไปในเวลาอันรวดเร็ว ก็มี 

7. #อย่าติดกับเงินปันผลมากเกินไป โดยชายยกตัวอย่าง หุ้น CPN ซึ่งตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ปันผลเพียง 1% กว่า แต่ปันผลทุกปีมาตลอด 17 ปี ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.70 บาท มาอยู่ที่ 66 บาท (ณ เดือน ส.ค. 2560) 

“ถ้านักลงทุนเข้าใจธุรกิจของ CPN ย่อมรู้ว่า ช่วงแรกๆ เวลาจะขยายสาขา ต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องกู้เงินจากธนาคาร เพราะยังเก็บค่าเช่าได้น้อย แต่พอเริ่มมีหลายห้าง ก็สามารถเก็บค่าเช่าได้เพิ่มมากขึ้น มาถึงวันนี้ เวลาที่จะขยายสาขา เขาไม่จำเป็นต้องกู้ธนาคารแล้ว สามารถใช้รายได้จากค่าเช่ามาขยายธุรกิจได้เลย นอกจากนี้ ค่าเช่าก็ยังสามารถขึ้นราคาได้เรื่อยๆ ซึ่งถ้านักลงทุนยึดติดกับเงินปันผลมากจนทิ้งหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ปีแรกๆ ก็ย่อมเสียโอกาสในการทำกำไร ตรงกันข้าม บางบริษัทจ่ายเงินปันผลเยอะ แต่ราคาหุ้นไม่ไปไหนเลย เพราะมัวแต่เอาเงินมาจ่ายปันผล พอถึงเวลาลงทุนเพิ่ม ก็ต้องไปกู้เงิน เสียดอกเบี้ย สุดท้ายกิจการก็ไม่ขยายได้เท่าที่ควรจะเป็น”

สุดท้ายนี้ ชายย้ำว่า หลังจากทำความเข้าใจหุ้นที่คุณสนใจจนครบทั้ง 7 ข้อแล้ว อย่าลืมพิจารณาอีกประเด็นสำคัญ โดยเขามองว่าอาจจะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “#ผู้บริหารไว้ใจได้ไหม?”

ที่มา: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/19461

นักธุรกิจจีนกำลังจะครองโลกChina’s Disruptor

นักธุรกิจจีนกำลังจะครองโลกChina’s Disruptor

ถ้าอยากค้าขายกับคนจีน หรือวิ่งให้ทันประเทศจีน คุณต้องอ่านเล่มนี้

หนังสือไม่ได้มาบอกว่ามีเทคนิคค้าขายอะไร 

ต่อรองกับคนจีนอย่างไร  

หรือจะป้องกันไม่ให้โดนคนจีนโกงอย่างไร ฯลฯ

แต่หนังสือเล่มนี้จะเปิดและเปลี่ยนมุมมองของคุณที่เคยมีต่อคนจีนและความก้าวหน้าของธุรกิจขนาดใหญ่สัญชาติจีนที่ได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโลกใบนี้ไปแล้ว

ขออนุญาติสรุปภาพรวมเกี่ยวกับประเทศจีนให้ฟังในส่วนที่ผมเข้าใจก่อน บางส่วนนำมาจากหนังสือเล่มนี้และบางส่วนก็ประมวลผลจากสิ่งที่เคยรับทราบ จึงอาจจะไม่ใช่การรีวิวหนังสือตรงๆนะครับ

จีนก้าวหน้าไปมาก มาเป็นแบบล้อหลังแซงล้อหน้า และแซงในลักษณะ Accelerating Speed คือแซงไม่หยุด ยิ่งแซงยิ่งห่างเสียด้วย 

จีนมีลักษณะโครงสร้างของประเทศจึงเอื้อต่อการเป็นประเทศ Startup อย่างมากโดยเฉพาะธุรกิจที่เทคโนโลยีเข้าแทรกแซงได้ง่าย ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือ

1. จีนเคยเป็นฐานการผลิตให้แบรนด์ชั้นนำของโลกมาแทบจะครบ 

รัฐบาลจีนฉลาดครับ ยอมอดทนให้ประเทศชาติอื่นดูถูกว่าเป็นเพียงแรงงานของโลก แต่ระหว่างที่จีนตั้งหน้าตั้งตาผลิตสินค้า (เหมือนที่ไทยเคยทำและกำลังทำอยู่) แต่จีนเรียนรู้อย่างอดทนไปด้วย จีนดูดเอาองค์ความรู้ทุกอย่างไปพัฒนาคนของตนเองให้มีความรู้เทียบเท่าจนถึงจุดที่มั่นใจว่าทำแทนได้ดีกว่า –> ก้าวขึ้นมาผลิตเอง ในแบรนด์ของตัวเอง

กลยุทธ์แบบนี้น่าจะเรียกประมาณว่า ยอมเจ็บ 10 ปี แต่เอาคืนชั่วชีวิต

ส่วนไทยนั้นเป็นแบบ ไม่รู้อีกกี่ชีวิตจะเอาคืนได้ เพราะได้แต่รับจ้างแต่ไม่เรียนรู้

2. จีนเป็นประเทศสังคมนิยม ที่รัฐบาลสามารถทำอะไรก็ได้ตามดุลยพินิจของตัวเอง

รัฐบาลจีนอาจดูโหดร้าย เด็ดขาดแถมเป็นพวกเอาแต่ใจในสายตาตาชาวโลก แต่ถ้าความเด็ดขาดนั้นทำไปเพราะยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างชาติเพื่อประชาชนของตนเองให้แข่งขันและก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกในอนาคตได้ล่ะ คุณยังคิดจะว่ารัฐบาลจีนอย่างไรอีกไหม

ตัวอย่างเช่น มีหลายครั้งที่รัฐบาลจีนออกกฏหมายใหม่แบบไม่มีใครตั้งตัวทัน ในลักษณะปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของขาติตนเอง เพื่อให้ธุรกิจของตนเองที่สร้างจากการดูดองค์ความรู้ของบริษัทต่างชาติไว้ได้หมดแล้วตามข้อ 1. สามารถลุกขึ้นยืนได้ ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ปล่อยให้บริษัทต่างขาติเข้ามาผลิตและขายเครื่องคอมฯมานาน วันนึงรัฐบาลจีนก็ประกาศกฏว่า หน่วยงานราชการทั้งหมดจะต้องใช้เครื่องที่เป็นแบรนด์ของจีนเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้แบรนด์ของตนเองสามารถทำยอดขายได้ทันทีที่พร้อม ส่วนบริษัทต่างชาติก็ค่อยถอนตัวออกไปเองเนื่องจากไม่สามารถหารายได้ในประเทศได้แล้ว

3. จีนยืนหยัดกับนโยบาย เรารู้เขา เขาไม่รู้เรา

ผมว่ารัฐบาลลจีนเข้าใจ Big Data มาก จึงมีนโยบายปิดประเทศพองาม คือการปิดกั้นการมใช้ Social Media Platform ของชาติตะวันตกทุกประเภทอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในขณะที่ตัวเองก็พัฒนา platform กับสารพัด apps ให้ดีกว่าของตะวันตกให้ประชาชนจีนใช้ เมื่อคนจีนโตมากับการใช้ Apps ของตัวเอง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ Apps ของคนอื่นให้เหนื่อย รายได้ทุกอย่าง ก็อยู่ในประเทศ ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ก็ไม่ถูกสอดแนมใช้คนอื่นเอาไปคาดเดา

4. จีนมีประชากร Digital มหาศาล ทำให้มีฐานผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก

China Internet Network Information Center (CINIC) คาดการณ์ว่าในปี 2015 ที่ผ่านมา 700 ล้านคน คือจำนวนคนจีนที่เข้าถึงอินเตอร์เนตได้ และ 85 % ใช้ผ่านมือถือ 

ทุกคนรู้ว่าจีนมีประชากรมากแค่ไหนและคนจีนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน ทุกคนใช้ smart phone เป็นหมด ด้วย scale ของผู้ใช้ที่มากมหาศาล การเป็น net idol หรือ blogger ที่จีนและมี follower หลักแสน ถือเป็นเรื่องง่ายมาก และการทำ apps อะไรขึ้นมาสักอันนึง คุณสามารถมี user ใช้ไม่ต่ำกว่าล้านคนได้สบายๆภายใน 1-2 วันแรกที่เปิดใช้บริการ เมื่อฐานผู้ใช้มาก รายได้ก็เข้า developer มาก ทำให้ยิ่งมีแรงพัฒนาและเป็นแรงจูงใจให้มี developer หน้าใหม่ๆเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ผู้รู้เล่าให้ผมฟังว่า วัยรุ่นจีนจำนวนมากเดี๋ยวนี้อ่านออก แต่เขียนไม่ได้แล้ว เพราะใช้พิมพ์กับไถจอเท่านั้น หรือแม้กระทั่งงานแบบพวกโรงงานห้องแถวที่บ้านเรายังผลิตอาหารหรือค้าขายแบบเดิมอยู่ แต่ที่จีน โดยเฉพาะบางเมืองที่เป็นฐานทัพของบริษัท Startup ดังๆที่คนตื่นตัวเรื่อง digital มากๆ ห้องแถว 2 ห้องที่นั่นก็ผลิตแทปเลตขายกันเป็นว่าเล่น แม้กระทั่งแบรนด์ใหญ่ๆของจีนเช่น Huawei Xiaomi Lenovo ก็ออกมือถือกันปีนึง 40-50 รุ่นเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน ในขณะที่แบรนด์ตะวันตกหลายรายที่ไม่เข้าใจถึงนิสัยแท้ๆของคนจีน ต้องพ่ายแพ้กลับประเทศไปเช่น Home Depot Tesco 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเชิงกลยุทธ์นะครับ 

อ่านแล้วจะเอาไปลงมือทำตาม 100% คงไม่เหมาะสม 

แต่ระหว่างอ่านให้ศึกษาแนวคิดของแบรนด์ชั้นนำที่ว่ามา มาเค้าคิดอย่างไรบ้าง 

เพราะคุณจะเข้าใจพฤติกรรมและบริบทของผู้บริโภคชาวจีนได้ดีขึ้น เช่น 

ปัจจุบัน คนจีนยังมีรายได้ต่อหัวน้อยยกว่าคนอเมริกันถึง 9 เท่า 

การจะดึงเงินจากคนจีน จึงไม่ใช่การขายของแพงเข้าคนกลุ่มน้อย 

แต่ต้องดึงเงินจำนวนน้อยๆจากคนจำนวนมากแทน 

นี่เป็นกลยุทธ์ที่ทุกแบรนด์ยืนยันว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว

คนไทยที่คิดว่าจีนมีแต่อะไรเชยๆ ทำได้แค่เพียงของปลอม ผู้คนเสียงดัง หรือมีอะไรที่เป็นเป้าให้คนไทยเอามาล้อเลียนได้ในวันนี้ ระวังตัวให้ดี 

อีก 5 ปี คนจีนจะล้อคนไทยกลับว่า เวลาผ่านไป 20-30 ปีแล้ว 

เมืองไทยยังไปไม่ถึงไหนเลยเหรอเนี่ย 

” กฎ 25 ข้อของ Peter Lynch “จาก หนังสือ “Beating the Street”

” กฎ 25 ข้อของ Peter Lynch “จาก หนังสือ “Beating the Street”

1. #การลงทุนเป็นเรื่องที่สนุกตื่นเต้น (โดยเฉพาะเวลากำไร) แต่ก็เป็นเรื่องที่อันตรายมากหากลงทุนแล้วคุณไม่ทำอะไรเลย ไม่ได้ตามข่าวสาร ไม่ได้ศึกษาตัวบริษัท ไม่ได้มานั่งเปรียบเทียบกองทุน ทำเพียงแค่ “ซื้อ … เพราะราคามันขึ้น” แบบนี้การลงทุนนั้นก็พร้อมจะ “ปล้น” เงินของคุณไปทันที

2. แค่คุณ #ลงทุนในบริษัทที่คุณรู้จักและเข้าใจเป็นอย่างดี คุณก็สามารถชนะบรรดากูรู และตลาดหุ้นได้อย่างง่ายดาย

3. คุณสามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่ #อยู่ห่างๆจากฝูงชน เพราะการอยู่ท่ามกลางความเห็นของคนหลาย ๆ คน คุณอาจสูญเสียความเป็นตัวตน และทำอะไรที่มันดูไร้เหตุผลไปในที่สุด

4. #เบื้องหลังหุ้นทุกตัวคือบริษัท และทุกบริษัททำธุรกิจ … คุณแค่ต้องไปดูว่าเขาทำมาหากินยังไง ได้เงินมาจากไหน อะไรคือความเสี่ยง และอะไรที่จะทำให้บริษัทนั้นเติบโต

5. #ราคาหุ้นจะขึ้นตามกำไรของบริษัท แม้จะมีหลายครั้งที่กำไรเติบโตสวนทางกับราคา แต่เชื่อเถอะ…ถ้ากำไรมันโตจริง ๆ สุดท้ายยังไงราคาก็ต้องขึ้น

6. #คุณต้องรู้ว่าคุณซื้อหุ้นอะไร เพราะอะไร ทำไมถึงซื้อ ไม่ใช่ซื้อแค่เพราะคิดว่ามันกำลังจะขึ้น

7. #บริษัทที่กำลังจะมีปัญหา มักจะเริ่มด้วยคำว่า “#ผิดคาด”

8. หุ้นในพอร์ต ก็เหมือนลูก … #มีเยอะไปก็ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนมือใหม่ ที่ควรมีหุ้นอยู่ในพอร์ตซัก 5 บริษัทก็พอ เพราะคุณจะได้มีเวลาติดตามความเปลี่ยนแปลงของมัน

9. #ถ้าเลือกหุ้นดีๆที่ถูกใจไม่ได้ ก็จงฝากเงินไว้ในแบงค์ 

10. #อย่าลงทุนถ้ายังไม่ได้ดูงบ เพราะหลายครั้งเรามักจะขาดทุนหนัก ๆ กับบริษัทที่มีงบการเงินไม่แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นอย่าลืมตรวจงบการเงิน ก่อนที่คุณจะเอาเงินที่หามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของคุณไปเสี่ยงกับมัน

11. #หนีให้ห่างจากหุ้นร้อนที่ในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง และบริษัทยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมยอดแย่ มักเป็นบริษัทที่สร้างผลตอบแทนได้ดีเสมอ

12. #ถ้าอยากซื้อหุ้นเล็ก … รอให้มันมีกำไรก่อน

13. ถ้าคุณกำลังจะซื้อในอุตสาหกรรมที่มีปัญหา … #จงซื้อหุ้นที่มีความสามารถในการอยู่รอด และควรจะรอให้อุตสาหกรรมมีสัญญาณในการฟื้นตัวก่อน

14. ถ้าซื้อหุ้น 1,000 บาท โอกาสขาดทุนคือ 1,000 บาท แต่ก็ #มีโอกาสที่จะทำกำไร เป็น 10,000 บาท 50,000 บาทได้ #หากคุณอดทนและให้เวลากับมันพอ

15. นักลงทุนรายย่อย … #มักจะหาหุ้นชั้นยอด … ได้ก่อนนักลงทุนชั้นเยี่ยม หรือบรรดากูรูต่าง ๆ เสมอ และมันไม่ได้เป็นแบบนี้เฉพาะกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่มันเกิดขึ้นกับทุกตลาด…ทั่วโลก!

16. #เหตุการณ์หุ้นตกหนัก … เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำไม่ต่างจากฝนเดือนตุลา หากคุณเตรียมพร้อมไว้ มันก็จะไม่สามารถทำอะไรคุณได้ กลับกันมันเป็น #โอกาสในการลงทุนสำหรับคนที่เข้าใจและพร้อมเสมอ 

17. ไม่ว่าใครก็สามารถมีความรู้พอที่จะทำกำไรในหุ้น … #แต่น้อยคนนักที่จะมีอารมณ์มั่นคงพอที่จะไม่ตื่นตระหนก และหากคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทเมื่อเจอข่าวร้ายจะรีบแห่ขายทุกอย่างออกจากพอร์ต … เลิกเล่นหุ้นละมาซื้อกองทุนซะ

18. มันมักจะมีเรื่องให้เราได้ตื่นตระหนกเสมอ … #จงขายหุ้นแค่เพราะเวลาที่พื้นฐานมันเปลี่ยนหรือขายตอนที่บริษัทเริ่มจะถอยหลังลงคลอง ไม่ใช่ขายเพราะว่าหุ้นทั้งตลาดกำลังถล่มลงมา

19. ไม่มีใครที่จะคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ในตลาดหุ้นได้ถูกหมด … #หยุดฟังคนอื่น และ #เริ่มเชื่อตัวเอง จากนั้นก็เดินหน้าศึกษาบริษัทที่เราสนใจ

20. #หุ้นดีๆมีอยู่เสมอ … คุณแค่ต้องหามันให้พบ

21. #ถ้าซื้อหุ้นโดยไม่ศึกษาอะไรเลย … มันก็ไม่ต่างจากคนเล่นไพ่ที่ไม่ได้ดูไพ่

22. เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ #พยายามลงทุนเพื่อระยะยาวไว้

23. #ถ้าคุณอยู่ในสภาวะอารมณ์ไม่มั่นคงอย่าซื้อหุ้น แต่จงซื้อกองทุนที่เขาเลือกหุ้นให้แล้ว

24. ตลาดหุ้นในประเทศ ไม่ได้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ตลอดทุกปี #คุณควรหาโอกาสในการไปลงทุนยังต่างประเทศ ผ่านกองทุนรวม และกระจายความเสี่ยงไว้บ้าง

25. #ในระยะยาวแล้วหุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด แต่ถ้าหลับหูหลับตาเลือกหุ้น บางทีการเอาเงินใส่ไว้ใต้หมอนอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ.

– ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™ , นักวางแผนการลงทุน

.#คลินิกการลงทุน

10 อาชีพที่ถูกคุกคามจาก Big Data และ Machine learning

10 อาชีพที่ถูกคุกคามจาก Big Data และ Machine learning
เมื่อผู้อ่านได้อ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่หุ่นยนต์, ซอฟท์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกำจัดตำแหน่งงานของมนุษย์ภายใน 2-3 ทศวรรษจากนี้ ซึ่งในวินาทีแรกที่อ่านข่าวหลายท่านคงยอมรับที่จะเชื่อค่อนข้างยาก เพราะมันดูคล้ายกับหนังเรื่อง Minority Report ที่มี Tom Cruise เป็นพระเอกที่ท่านเคยดูหลายปีมาแล้ว
ในปัจจุบัน งานที่ใช้แรงงานและงานที่ไม่ได้ใช้ความรู้ในระดับเชี่ยวชาญ (Blue – collar) เริ่มมีแนวโน้มถูกแทนด้วยเทคโนโลยี เช่น คนงานในโรงงาน และคนขับรถแท็กซี่ เป็นต้น ซึ่งผู้อ่านอาจจะรู้สึกโล่งใจว่าตำแหน่งงานที่เป็นลักษณะผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่ใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะ (Professional) ก็ยังคงปลอดภัยจากการที่จะถูกคอมพิวเตอร์หรือซอฟท์แวร์มาแทนที่
แต่จากข้อมูลการพัฒนาเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ทำให้เริ่มเห็นได้ชัดว่า เราคงไม่สามารถรู้สึกถึงความมั่นคงของชีวิตได้อีกต่อไปแล้ว เพราะความซับซ้อนและความชาญฉลาดของซอฟท์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มทำให้เครื่องจักรสามารถเรียนรู้เพื่อที่จะทำงานแบบอัตโนมัติด้วยความชาญฉลาดมากขึ้นทุกขณะ ที่เราเรียกว่า “Machine learning” ซึ่งมันจะทำให้งานที่มนุษย์ทำด้วยความยุ่งยากและใช้เวลานาน สามารถนำเอาเทคโนโลยี Machine learning มาทำงานแทนมนุษย์ได้เทียบเท่ากับที่มนุษย์ทำ และมีแนวโน้มที่จะทำได้เร็วกว่าและดีกว่า
Boston Consulting Group ได้คาดการณ์ไว้ว่าตำแหน่งงานที่มีอยู่ในปัจจุบันจะถูกซอฟท์แวร์หรือหุ่นยนต์เข้าทำงานแทนถึง 1 ใน 4 ของตำแหน่งงานทั้งหมดภายในปี 2025 ยิ่งไปกว่านั้น Oxford University ได้วิเคราะห์ว่าตำแหน่งงานถึง 35% ของตำแหน่งงานทั้งหมดในสหราชอาณาจักร กำลังอยู่ในความเสี่ยงที่ระบบอัตโนมัติจะเข้ามาแทนที่ภายใน 20 ปีนับจากนี้
ตำแหน่งงานที่เป็นลักษณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ (Professional) ที่กำลังถูกคุกคามจากความก้าวหน้าของ Big Data และ Machine learning ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 10 อาชีพ ดังนี้
1. ด้านสุขภาพและการแพทย์ (Health care) 

งานในบางส่วนของอาชีพแพทย์ สามารถทำได้โดยคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ได้ ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นงานเฉพาะ และมีความแม่นยำสูงกว่าที่มนุษย์จะทำได้, Watson โดย IBM ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถตรวจสอบและค้นหามะเร็งในปอดด้วยการใช้การสแกนด้วย MRI ซึ่งมีความแม่นยำกว่าทำด้วยมนุษย์, UCSF Medical Center ได้เริ่มการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในการควบคุมการจ่ายยาที่โรงพยาบาล UCSF เป็นต้น
2. ด้านประกันภัย (Insurance) 

งานของตัวแทนธุรกิจประกันภัย (Brokers) สามารถที่จะถูกแทนด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยการใช้ Big Data และ Machine learning ซึ่งงานในธุรกิจประกันภัยจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามกฎระเบียบและกฎหมาย จึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแทนได้ในเกือบทุกกระบวนการ ดังนั้นระบบอัตโนมัติจะสามารถช่วยตัดสินใจได้แทนมนุษย์ในธุรกิจนี้ได้เกือบทั้งหมดในอนาคตอันใกล้
3. ด้านสถาปัตย์ (Architects) ปัจจุบันเราสามารถออกแบบบ้านของเราได้ด้วยตัวเองแล้วด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยตัวระบบได้นำเอาความเชี่ยวชาญของสถาปนิกใส่ลงใน Machine learning ให้สามารถช่วยเราออกแบบบ้านเกือบเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบโครงการขนาดเล็ก ซึ่งนับวันการพัฒนา และความซับซ้อนของ Big Data และ Machine learning ยิ่งจะทำให้ความต้องการการช่วยเหลือจากสถาปนิกลดลงทุกวัน
4. ผู้สื่อข่าว (Journalists) 

งานของผู้สื่อข่าวนับวันจะถูกเทคโนโลยีช่วยทำงานได้มากขึ้น แต่ภัยคุกคามที่เคยมีเพียง Social media ที่เข้ามามีผลกระทบนั้นถือว่ายังน้อยมากหากเทียบกับแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ที่จะมี Machine learning ที่สามารถรวบรวมข่าวสาร และทำการวิเคราะห์ และผลิตเนื้อหาข่าวได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำกว่าผู้สื่อข่าวที่เป็นมนุษย์ ซึ่งในช่วงเวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมาหากเราอ่านข่าว (ภาษาอังกฤษ) เกี่ยวกับด้านการเงิน (Financial report) มีความเป็นไปได้ว่าเรากำลังอ่านข่าวที่ถูกผลิตโดย “Machine” หรือซอฟท์แวร์เขียนข่าวอัตโนมัติ ซึ่งในปัจจุบันการเขียนข่าวโดยใช้ Machine learning เกิดขึ้นจริงแล้วในส่วนเนื้อหาเฉพาะด้าน เช่น การรายงานข่าวด้านการเงินและกีฬา (Financial and sports) ซึ่งตัวเนื้อข่าวจะมีตัวเลขและข้อมูลเป็นหลัก แต่ในส่วนเนื้อหาข่าวชนิดอื่นก็กำลังจะใช้ Machine learning มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างชัดเจน
5. ด้านอุตสาหกรรมการเงิน (Financial industry) 

Machine learning สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินและเตรียมข้อมูลบัญชี เช่น การคำนวณการคืนภาษีได้โดยไม่ต้องใช้นักบัญชีผู้เชี่ยวชาญแล้ว ซึ่งในปัจจุบันในธุรกิจธนาคาร ในส่วนการให้บริการลูกค้าจะเห็นได้ชัดว่า ATM และ Mobile banking ได้เข้ามาแทนที่งานหลายส่วนของมนุษย์ และอีกไม่นานระบบอัตโนมัติจะเริ่มเข้าแทนที่เจ้าหน้าที่ในระดับที่สูงขึ้น เช่น เจ้าหน้าที่ปล่อยเงินกู้ (Loan officers) เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลในบางประเทศได้เริ่มใช้ระบบ Big Data และ Machine learning ในการตรวจสอบ และคำนวณการคืนภาษี (Tax returns) รวมไปถึงการตรวจสอบการซ่อนเร้นการหลบเลี่ยงการเสียภาษี (Fraud) และที่ชัดเจนขึ้นเราได้เห็นแล้วว่า ระบบคอมพิวเตอร์สามารถที่จะทำให้ผู้คนซื้อขายหุ้นในตลาดได้อย่างรวดเร็วกว่าในอดีตอย่างมาก และยังสามารถคาดการณ์แนวโน้มของตลาดในอนาคตได้แม่นยำมากขึ้น
6. ครูและอาจารย์ (Teachers) 

อาชีพครูกำลังจะถูกเปลี่ยนนิยามไปอย่างมากด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้ทำให้การเรียนการสอนสามารถที่จะสนับสนุนรูปแบบการศึกษาเฉพาะทางและการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนได้มากขึ้น โดยผู้เรียนสามารถที่จะหาข้อมูลด้วย Search engine ที่ชาญฉลาด ซึ่งสามรถส่งความรู้ให้ผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว และมีความรู้บรรจุอยู่ในระบบมากกว่าอยู่ในสมองมนุษย์ จึงทำให้การศึกษาด้วยตนเองจะมีบทบาทมากในอนาคต และจะได้รับการยอมรับอย่างมากให้เป็นมาตรฐานในระบบการศึกษาในอนาคตอันใกล้
7. ด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources) 

การสรรหาและการจ้างบุคลากร (Headhunting and hiring) ได้รับภัยคุกคามแล้วจากเทคโนโลยี Data mining ที่สามารถบริหารจัดการข้อมูลประวัติผู้สมัคร (resumes) เพื่อทำการวิเคราะห์หาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ที่สุดที่องค์กรต้องการได้โดยไม่ต้องใช้มนุษย์เป็นผู้ค้นหาและวิเคราะห์เอง
8. การตลาดและการโฆษณา (Marketing and Advertising) 

การตลาดในปัจจุบันที่มีข้อมูลมหาศาล และเปลี่ยนแปลงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ที่ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจเหนือผู้ผลิตและผู้ให้บริการแล้วในวันนี้ ซึ่งเทคโนโลยี Big Data และ Machine learning สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อติดตามตรวจสอบพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกวันแบบ realtime จนทำให้อาชีพนักการตลาดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดถูกท้าทายให้มีบทบาทลดลงเรื่อยๆ
9. ทนายความ (Lawyers) 

อาชีพทนายความเริ่มถูกภัยคุกคามจากเทคโนโลยีนับตั้งแต่ระบบ Watsom-style machine learning สามารถแยกแยะและวิเคราะห์คดีต่างๆ ที่มีในอดีตทั้งหมด รวมไปถึงบทสรุป และข้อวิเคราะห์ต่างๆ นำมาไว้เป็นฐานข้อมูลความรู้ในระบบ Machine learning จนทำให้สามารถมองเห็นถึงผลการตัดสินคดีมาตรฐาน ซึ่งสามารถใส่ Input ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานของคดี และรู้ผลโดยการวิเคราะห์จากระบบ Machine learning จนสามารถพยากรณ์ผลการตัดสินของคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีข้อแนะนำต่างๆ จากข้อมูลในอดีตที่ถูกวิเคราะห์ และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์ ซึ่งสมองของทนายความไม่สามารถประมวลผลจากข้อมูลขนาดใหญ่ขนาดนั้นได้ จึงทำให้ Big Data และ Machine learning สามารถทำงานแทนนักกฎหมาย และทนายความในหลายด้านมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการศึกษาและวิจัยของมหาวิทยาลัย Michigan state University และ South Texas College of Law ได้สรุปผลไว้ว่า 71% ของคดีทั้งหมดใน U.S. Supreme Court สามารถใช้คอมพิวเตอร์ระบบ Statistical Model ที่มีลักษณะเป็น Machine learning ตอบผลการตัดสินของการพิจารณาคดีในศาลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายความว่า ทนายความที่จบออกมาจากมหาวิทยาลัยไม่ต้องทำงานในหลายส่วนที่ระบบ Machine learning สามารถทำงานแทนได้
10. การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) 

“Predictive policing” เป็นเรื่องที่กำลังได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างมากในประเทศตะวันตก เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งถือว่าการบังคับใช้กฎหมายที่ละเมิดต่อประชาชน สามารถที่จะทำให้ลดลงได้ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Machine learning มาช่วยในการทำงานในกระบวนการยุติธรรมของตำรวจได้
เทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายประเทศ จะมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด แต่องค์กรและทักษะของบุคลากรปรับเปลี่ยนไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้คนจำนวนนับล้านถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งรายได้และงานของพวกเขาจะค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา
ปัญหาที่ผู้นำทุกประเทศต้องค้นหาคำตอบให้ได้คือ “เรากำลังผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อทำงานในปี 2025 หรือเพื่อทำงานในปี 2017” ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง???
Reference

http://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2016/04/25/surprisingly-these-10-professional-jobs-are-under-threat-from-big-data/#1ff67c494e10

—————

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม

30 มกราคม 2560  

http://www.เศรษฐพงค์.com

——————-

หากท่านสนใจความรู้ด้านดิจิทัล

เข้าร่วมกับเราและทักเข้ามาที่

LINE id : @march4g

——————-
Credit: page Sintorn, K’Bank chayanon

👉หุ้นดีดูยังไง ?

ไกรกมล สนทอง
CSi ติวหุ้น โดย เซียนมี่ (ทิวา)
21-01-60
👉หุ้นดีดูยังไง ?

หุ้นดีเหมือนผู้หญิงที่ดี ชอบแบบไหนต้องหาให้เหมาะกับตัวเอง นิสัย อนาคต สินสอดราคาค่าตัว ? ถ้าสวยมากต้องใช้ทุนเยอะ

👉VI เลือกหุ้น ความแข็งแกร่ง ความเติบโต ราคาไม่แพง

👉หุ้นแข็งแกร่งอาจไม่เติบโต หุ้นเติบโตอาจไม่แข็งแกร่ง

👉นักลงทุนที่ดีต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา

👉ผบห ที่เก่ง finance มักจะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ มักจะปลดล็อก value ได้ดี

👉ให้คิดว่าถ้าจะทำธุรกิจแบบเขา มันจะทำยากไหม ?

👉คนเรายอมจ่ายเงินกับสิ่งๆ นี้มากขึ้นหรือน้อยลง ?

👉ตลาดหุ้นมันไม่มี 5 ถ้าเชื่อก็ 10 ไม่เชื่อก็ 0 เลย

👉ทำไมต้องมีก๊วน ก๊วนไม่ใช่แข่งกันเทรดแต่ช่วยกันหาข้อมูล มีเพื่อน 4คน “ถือหุ้นตัวเดียวกัน” ช่วยกันหามุมมอง

👉เวลาดูหุ้นตัวไหนน่าสนใจ ดูไปหาข้อมูลไป และก็จะทำสไลด์ไปเรื่อยๆ

👉เวลาอ่านรายงานประจำปีเสร็จ ถ้าสนใจจะขับรถไปดูของจริงเลย

👉เวลาหาหุ้นไม่ได้ใช้วิธีอะไรที่ซับซ้อน ส่วนใหญ่มาจากชีวิตประจำวันหรือการคุยกับนักวิเคราะห์

👉ส่วนใหญ่จะเก็บหุ้นตอนวอลุ่มน้อยปล่อยให้ขายให้เสร็จ ไม่ทวนกระแสตอนขายแรงๆ ไล่เก็บตอนวอลุ่มน้อย

👉อาชีพนักลงทุนมีงานให้คิดเยอะมาก แต่คนอื่นๆจะดูเหมือนไม่ทำอะไรเลย

👉ธุรกิจที่ดีไม่ใช่หุ้นที่ดี ธุรกิจที่ดีราคาแพงแต่คนทั่วไปรู้ว่าดีแล้ว ซื้อไปก็ไม่ค่อยได้อะไร

👉ทำตัวให้เก่งเหมือนเป็นคนมีเงินหมื่นล้าน เดี๋ยวหมื่นล้านมันจะมาเอง