Posts from the ‘เคล็ดลับ’ Category

กฏธรรมชาติของหุ้นที่จะขึ้น

กฏธรรมชาติของหุ้นที่จะขึ้น
1) หุ้นจะขึ้นเมื่อมีการซื้อ Offer ในราคาที่ผิดธรรมชาติ 

   แนวคิด: ทำไม อยู่ดีๆ ถึงมีคนยอมซื้อแพง ทั้งๆที่ สามารถซื้อถูกได้ 

   สาเหตุ : เวลาคนจะสร้างราคา เขาจะต้องทำให้ราคาขึ้น ถ้าไม่ยอมซื้อขวา ราคาก็ไม่มีวันขึ้น
2) ในจังหวะหุ้นที่จะขึ้นจริง คนสร้างราคา เขาจะไม่ทำให้เราได้ซื้อง่ายๆ เพราะเราจะมักไม่เคยซื้อได้ทัน สำหรับราคาที่ดี

     แนวคิด: ทำไม มีการรวบ offer ไม้ใหญ่ๆ ยกช่อง หรือ การรวบแล้ว เติม Bid โดยทันที

      สาเหตุ : เวลาคนจะสร้างราคา ถ้าเมื่อเป็นจังหวะที่จะเล่นเร็ว เขาจะต้องทำให้ ราคาขึ้นเร็วที่สุดเพื่อให้ห่างจากทุนในการทำราคา เพราะ ถ้าเป็นเรา เราคงอยากให้ ไปไกลจากทุนเรามากที่สุด ในเวลาสั้น ก่อนมีใครจะมาทิ้งหุ้นใส่ 
3) เวลาหุ้นก่อนจะขึ้นเป็น trend ยาวๆ กราฟเทคนิค มันจะบอกว่า ให้ขายสะ
       แนวคิด : ทำไม มีการสร้างกราฟเทคนิคให้ขายก่อนขึ้น 

       สาเหตุ : ของดีมักไม่มีใครอยากแบ่ง อยากได้ของให้อยู่ในมือมากที่สุด แล้วค่อยไปขายให้ได้ราคาสูง ในจำนวนที่พอใจ
4) เวลาหุ้นขึ้นแรง มักเปิดราคากระโดด 
       แนวคิด : หุ้นที่ขึ้นแรงๆ มักราคาเปิดกระโดด ผ่าน ราคาที่ผิดธรรมชาติ อย่างแนวต้านที่ไม่เคยผ่าน 

        สาเหตุ : กฎการสร้างราคา คนสร้างราคา ต้องทำให้ ราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ป้องกันการขายหุ้นใส่ ถ้ายิ่งมีคนขายใส่มากเท่าไหร่ ภาระของคนทำราคา จะเหนื่อยมากเท่านั้น ในการจะทำราคาขึ้น เพราะ ต้นทุนจะสูงขึ้นไปด้วยโดยทันทีกับการรับของคนที่ขายใส่เพื่อทำราคาไม่ให้ลง
  กฎให้ท่องจำและฝึกฝน

           

             ” อย่ากลัวหุ้นเปิดโดด อย่ากลัวการซื้อแบบหวดขวาที่ offer เพราะ มันคือ กฎธรรมชาติ เวลาที่หุ้นจะขึ้น แต่เพียงแค่เราจะควบคุมความเสี่ยงอย่างไรกับ การซื้อแบบพฤติกรรมหุ้นขึ้น 

 

Cr โค้ชเหว่ง super trader republic

Advertisements

วิธีการเก็งกำไรหุ้น

วิธีการเก็งกำไรหุ้น

1. รับความเสี่ยงสูงได้ และคิดให้ไว ทำให้ไว ใจก็ต้องถึงด้วย

ความเสี่ยงต้องรับได้สูงหน่อย ถ้ารับความเสี่ยงสูงไม่ได้ อย่ามาเก็งกำไร ให้ไปเล่นหุ้นโดยใช้แนวคิดแบบลงทุนดีกว่า คนที่เก็งกำไรได้ดี คือเขาพร้อมจะ cut loss ทันที เมื่อรู้ว่าเข้าพลาดจังหวะ การ cut loss นี่แหล่ะที่บอกว่าคุณรับความเสี่ยงได้สูง เมื่อรับความเสี่ยงสูงได้ ก็ต้องคิดให้ไว ทำให้ไวด้วย ช้าๆมันจะไม่ทันคนอื่น
2. วอลุ่มสำคัญมากๆๆๆ

การเก็งกำไร ต้องยึดที่วอลุ่มเป็นหลัก หุ้นที่ไม่มีวอลุ่มเข้ามาเล่น อย่าไปเก็งกำไรเด็ดขาด เสียเวลา เพราะเจ้ามือเขายังไม่ได้เล่น และไม่รู้จะเล่นเมื่อไหร่ ให้ไปเก็งตัวที่มีวอลุ่มเข้า ซึ่งหมายถึงเจ้าหุ้นตัวนั้นกำลังทำเกมส์ดีกว่า
3. อย่าเกี่ยงเรื่องราคา

บางคนเห็นหุ้นวิ่งขึ้นมาแรงๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปเล่น เหตุผลคือเพราะซื้อไม่ทันปล่อยไปดีกว่า (แต่พอตอนถูกก็ไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวจะไม่ขึ้นหรือไม่ก็กลัวมันจะลงได้อีก พอมันวิ่งขึ้นมาก็ไม่กล้าซื้อ เพราะว่าแพงไป จะเอายังไงแน่ ?) การเก็งกำไรนั้น อย่าไปหวังซื้อให้ต่ำที่สุด แล้วไปขายสูงที่สุด

หัวใจของการเก็งกำไรคือ เข้าไปเล่นเมื่อมีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา และต้องขายออกมาในอีกไม่นาน พร้อมกับเอากำไรให้ได้ สมมติว่าหุ้นตัวนั้น จะวิ่งจาก 1 บาทไป 5 บาท คุณก็อย่าไปแคร์เพื่อซื้อ 1 บาทหรือกะขายตรง 5 บาท คุณแค่เอากำไรจากตรง 2 3 4 ให้ได้ก็เป็นพอ
4. ไปเรื่อยๆ อย่าชอบกินของเดิม

การเก็งกำไรต้องพเนจรไปเรื่อยๆ เหมือนจอมยุทธ์หนังจีน เข้าไปเก็งตัวไหนได้แล้วก็จงออกมา แล้วก็หาไปเรื่อยๆ ในตลาดหุ้นจะมีการเก็งกำไรหุ้นอยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีให้เก็ง ยกเว้นเสียว่าคุณจะหมดโอกาสเสียก่อน เพราะไปติดหุ้นแล้วออกไม่ได้
5. เช็คข่าวเสมอ

หุ้นที่เก็งกำไรขึ้นมา มันต้องมีข่าวสนับสนุน ไม่ข่าวใดก็ข่าวหนึ่ง ต้องเช็คให้ดีๆ จะได้ไม่อยู่หลังเขา เช็คข่าวไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร เข้าเว็บ http://www.ryt9.com แล้วพิมพ์ค้นหาตรงมุมขวาบนก็ได้ หรือจะเช็คจากที่อื่นก็ได้หุ้นอะไรที่มีการเก็งกำไรเข้ามา มักจะมีข่าวออกมาส่งเสริมอยู่เสมอ การมีข่าวออกมาช่วย หากข่าวนั้นสามารถต่อยอดได้อีกนาน หุ้นตัวนั้นก็สามารถเก็งกำไรได้เรื่อยๆด้วย แบบว่าเล่นได้เรื่อยๆ
6. เปลี่ยนหุ้นในหน้าจอบ่อยๆ

นักเก็งกำไรต้องกระฉับกระเฉง หน้าจอของคุณต้องสับเปลี่ยนหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา เพื่อดึงมาดูอาการหุ้นตัวนั้นว่าน่าเข้าไปเก็งกำไรหรือเปล่า มันจะดีมาก หากก่อนเข้าไปเก็งกำไรตัวนั้น คุณได้นั่งดูอาการหุ้นสักหน่อย
7. ตลาดเปิดเช้า เหมาะกับการขายมากกว่าซื้อ

แน่นอนครับ ถ้าผมเก็งกำไรหุ้นของวันก่อนหน้า แล้ววันถัดมาหุ้นตัวนั้นเปิดโดด ผมก็พร้อมจะขายให้สำหรับคนมาซื้อตอนเช้า เอาไปเลยพวก แต่ละวันตลาดเปิดให้เทรด 4 ชั่วโมงครึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อราคาเปิดให้คนที่ซื้อวานนี้เขาได้กำไรหรอก รอให้ตลาดเปิดออกมาเพื่อดูอาการหุ้นก่อนก็ได้ เห็นเสือไหม เวลามันจะล่าเหยื่อ มันจะคอยดูก่อนเข้าล่า เก็งกำไรหุ้นก็เหมือนกัน ดูให้ชัดๆก่อนเข้าไปลุย
8. ก่อนปิดเที่ยง ดูว่ามีตัวไหนน่าสนใจ

หลังจากตลาดเปิดเช้า ดูไปเรื่อยๆ หุ้นตัวไหนที่เหมือนมีสัญญาณพร้อมกับวอลุ่มเข้ามา ก็ดึงมาอยู่หน้าจอ หากช่วงใกล้เที่ยง มีแรงไล่เข้ามา นั่นอาจเป็นการนำเอาหุ้นตัวนี้ไปเล่นต่อในตอนบ่ายหรือวันถัดไป จังหวะการเข้าไปเก็งกำไรก่อนปิดเที่ยงน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
9. ช่วงปิดเที่ยงก่อนเปิดเทรดบ่าย

เพราะหน้าที่การเก็งกำไร คือต้องหาหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา นั่นก็คือหุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามาอย่างมีนัยยะ และมีการไล่หุ้นขึ้นมา ดังนั้น อย่าลืมกดดูหน้าจอ Most Gainers เพื่อดูรายชื่อหุ้นที่บวก และต้องเน้นไปยังหุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามาเป็นพิเศษด้วย เพื่อจะได้จับตาดูเหล่านั้นในตอนบ่าย เป็นการทำการบ้านก่อนตลาดเปิดบ่าย
10. ช่วงบ่ายๆจนถึงเย็น

บ่ายๆไปถึงเย็น หากเจ้ามือจะไล่หุ้นเพื่อเอาไปเล่นต่อในวันถัดไป ก็ต้องดูช่วงนี้แหล่ะ หุ้นที่จะเอาไปเก็งกำไรในวันถัดไป มักจะมีการเก็งกำไรขึ้นมาก่อนแล้วในวันก่อนหน้าอยู่เป็นประจำ
11. ซื้อขายภายในวันได้ยิ่งดี

ซื้อและขายจบภายในวัน ความเสี่ยงไม่มี ไม่ต้องไปลุ้นในวันถัดไป แบบนี้เรียกว่าดีไหม?
12. หุ้นขึ้นแรง แต่วอลุ่มไม่เด่นก็ไม่น่าสน

ระวังให้ดี มันมีพวกอีแร้งอีกา ที่รวมกลุ่มกัน แล้วก็ทำการลากหุ้นอย่างไวๆ พอแมงเม่าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กระโจนเข้าไป ก็โยนขายออกมา เพราะก่อนหน้านี้ คนพวกนี้จะเข้าไปเก็บหุ้นไว้แล้วระยะนึง ดังนั้น หุ้นที่น่าเก็งกำไรและค่อนข้างจะเก็งจริงๆจังๆ คือต้องมีวอลุ่มมากเป็นพิเศษ เช่น หุ้นราคาไม่ถึงห้าบาท ก่อนหน้าไม่มีวอลุ่มอะไรมากนัก เทรดวันละ 1-2 ล้านบาท แต่จู่ๆมีวอลุ่มเข้ามาวันเดียวระดับร้อยล้านหรือใกล้เคียง แบบนี้ น่าเข้าไปเก็งกำไรตามมากกว่า
13. เมื่อไหร่ที่รู้ว่าเข้าผิดจังหวะก็ต้องกล้า cut ออกมา

คนเราไม่ได้ทำถูกไปทุกอย่าง บทจะพลาด ก็ต้องไหวตัวออกมาก่อนนะครับ เช่น อาจจะยอม cut 3-5% แต่คุณจะได้

14. หุ้นที่เก็งเข้ามาแบบสดๆซิงๆ การไล่หุ้นขึ้นมาในช่วงแรกเป็นจังหวะที่น่าเก็งด้วยมากที่สุด

หุ้นที่แต่ก่อนเงียบๆ จู่ๆมีการเก็งเข้ามา วอลุ่มก็มาโดดเด่นด้วย มันจะเป็นการเก็งกำไรขาแรกเพื่อจะดึงขึ้นไปให้ถึงระดับหนึ่ง จากนั้นค่อยปรับตัวลงมา จำไว้ว่าไม่มีหุ้นอะไรที่ลากขึ้นไปเป็นเส้นตรง โดยไม่มีการปรับตัวเลย การเก็งกำไรที่น่าสนใจนั้น เข้าไปลุยในช่วงขาแรกเพราะช่วงนี้ หุ้นกำลังสดๆซิงๆ เช่น หุ้นตัวนึง เริ่มลากจาก 1 บาท เจ้าอาจจะลากแรงๆไป 1.50 ก่อนจะปล่อยให้พักฐาน หรือประเภทลากหุ้นวันแรกให้ชนลิ่ง (+30%) พวกนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะโดยส่วนใหญ่ จะมีการเล่นขึ้นไปอีก ไม่จบเกมส์ง่ายๆ ดังนั้น อย่าไปกลัวว่าราคามันจะแพงไป เพราะการเก็งกำไร หัวใจมันอยู่ตรงการมีสัญญาณการเก็งกำไร อย่างที่บอกไป หากหุ้นตัวนี้จะลากจาก 1 ไป 5 คุณไม่ต้องไปหวังซื้อที่ 1 หรือขายที่ 5 คุณไปเอาช่วง 2 3 4 ก็ได้
15. กราฟดูบ้าง เพื่อหาแนวรับแนวต้าน แต่สำคัญกว่าคืออาการของหุ้นที่ซื้อขายภายในวัน

กราฟสวยงาม สัญญาณชี้พร้อมว่าซื้อ แต่ถ้าเจ้าไม่เล่นด้วย มันก็ไม่มีความหมาย ดังนั้น วอลุ่มที่โดดเด่นและอาการหุ้นที่ลากสู้ๆ แบบนี้น่าสนใจกว่า
16. พยามเก็งตอนเจ้าไล่หุ้น เข้าไปอยู่ในช่วงนั้นให้ได้

บอกเลยว่าหุ้นทุกตัวมีเจ้า เจ้าเขาเล่นเมื่อมีวอลุ่ม นอกจากมีวอลุ่มแล้วก็ต้องลากด้วย แบบนี้น่าเข้าไปเก็งตามเจ้าได้
17. ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกลา หุ้นที่ถูกเก็งกำไรขึ้นมาเล่นก็เช่นเดียวกัน

อย่าไปเพ้อฝันว่ามันจะขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะนั่นแสดงว่าคุณกำลังโลภเกินไป มีกำไรที่พอเพียง คุณต้องออกมา แล้วไปเก็งตัวใหม่ เจ้ามือก็ต้องการกำไร คุณก็ต้องการกำไร ดังนั้น เกมส์จบก็ต้องออกมาซะ ไม่มีเจ้าคนไหนมาลากหุ้นโชว์โดยไม่แสวงหากำไร เขามีต้นทุนในการทำ เขาก็ต้องเอากำไรเหมือนคุณที่เข้าไปเก็งกำไรกับเขา ได้แล้วก็ต้องออกมา
18. ตลาดมีให้เก็งกำไรตลอด ไม่ว่าจะตลาดดีหรือไม่ดี ดังนั้นก็จงทำตัวเหมือนเป็นจอมยุทธ์พเนจร เก็งกำไรไปเรื่อยๆ
ขอให้มีความสุขกับการเก็งกำไรและจงเอากำไรอย่างพอเพียง แล้วคุณจะอยู่ได้ในฐานะนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นที่สร้างสีสันให้กับวงการนี้

คำถามให้สรุปข้อคิดการเลือกหุ้นที่ได้จาก fb live ลองอ่านสรุปดูเผื่อมีประโยชน์ครับ

คำถามให้สรุปข้อคิดการเลือกหุ้นที่ได้จาก fb live ลองอ่านสรุปดูเผื่อมีประโยชน์ครับ
คำตอบท่านที่1
การเลือกหุ้น

1 เทรดให้เหมาะสมกับตนเอง และหน้าที่การงานความรับผิดชอบ โดยสามารถแยกเป็นรูปแบบการเทรดได้ 3 แบบ คือ

  1.1 runtrend เหมาะกับ คนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูในแต่ละวัน อาจจะเป็นหุ้นมีพื้นฐานดี

  1.2 ซื้อรอวิ่ง เหมาะกับ คนที่พอมีเวลาดูหุ้นได้พอสมควร                 

  1.3 day trade เหมาะกับ คนที่มีเวลาดูหน้าจอเป็นประจำ

หมายเหตุ สุดท้ายก็ต้องเลือกหุ้นให้เหมาะสมกับตนเอง ให้มากที่สุด
2 นิสัยในการ คัทลอส

   2.1 ไม่ชอบคัทหุ้น ก็ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานรองรับ

  2.2 สามารถคัทลอสได้ ก็จะมีความยืดหยุ่นในการเลือกหุ้นได้มากขึ้น
3 พฤติกรรมของหุ้นแต่ละตัว และเทียบกับหุ้นในกลุ่มของตัวเอง

   โดยพฤติกรรมนี้ สามารถดูได้จาก การทำราคา หรือหาได้จากกราฟในอดีตสังเกตแต่ละแท่งเทียน ดู การกระชาก ความเร็ว ความแรง สามารถ เปรียบเทียบกันได้  
4 ขนาดไม้ที่เราเทรด

  ถ้าport เล็ก ก็ควรเลือกเทรดหุ้นที่มีขนาดเล็กเพราะจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
แต้ถ้า port ใหญ่ ควรเลือกเล่นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ตามไปด้วย เพื่อรองรับ กับสภาพคล่อง จำนวนที่เราเทรดอย่างเหมาะสม
5 มีstory จากแหล่งข่าวตลาดหลักทรัพย์หรือหนังสือพิมพ์
6 ขนาดจำนวนหุ้น Float เช่นว่าเป็นหุ้นหนัก หรือเป็นหุ้นเบามีโอกาสวิ่งระดับกี่เปอเซนในแต่ละรอบ

      

7 นิสัยการทำราคา ในแต่ละครั้ง เราต้องเลือกกลุ่มหุ้นที่มีการทำราคา กรอบใหญ่กว่า       
สุดท้าย บางครั้งก็ต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำบ้าง เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
คำตอบท่านที่2
การเลือกหุ้น

1.ลักษณะหน้าที่การงาน

   ถ้าทำงานประจำหรือธุรกิจส่วนตัว ช่วงเวลาหรือการเฝ้ารอเวลาของหุ้นมีส่วนสำคัญ

    ควรเลือกเล่นแบบ runtrend หรือ ซื้อรอ ไม่ควรเล่นเรวเกินไปแบบfulltime trader2.อุปนิสัย

    ไม่กล้าคัทลอส ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีเพื่อsupport การตัดสินใจ
3.พฤติกรรมของหุ้น

    ความเร็วและแรงในการวิ่งของหุ้นแต่ละตัว หุ้นในกลุ่มเดียวย่อมแตกต่างกัน ด้วยนิสัยหุ้นและความหนักเบา
4. ขนาดไม้หรือขนาดพอร์ต

     ถ้าพอร์ตมีขนาดใหญ่มาก ต้องดูสภาพคล่องของหุ้นด้วยควร เล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องเหมาะสมกับหน้าตักและจำนวนเงิน
5.story ของหุ้น

  ดูจากเวบของตลาดหลักทรัพย์หรือหนังสือพิมพ์ หุ้นมีสตอรี่ก้อจะน่าสนใจมากขึ้น
พิจารณาจากประเด็นตอบที่ครบถ้วนและตรงคำถามนะครับ ใกล้เคียงกัน จะเลือกคนที่ตอบก่อนครับ
ท่านอื่นๆที่ตอบใช้ได้เหมือนกันผมcropมาแปะไว้นะครับ

พฤติกรรมราคาต่างกัน กลยุทธ์ก็ต่างกัน

🔹 พฤติกรรมราคาต่างกัน กลยุทธ์ก็ต่างกัน 🔹หุ้นที่เหมาะกับการเก็งกำไร อย่างที่เรารู้กันคือขาขึ้น ซึ่งต้องรอให้ราคาเคลื่อนตัวขึ้นมาพักนึงก่อน (คอนเฟิร์มขาขึ้น) เช่นการยกไฮ ยกโล หรือเบรคไฮวอลุ่มเข้า อะไรก็ว่าไป

● แต่สำหรับหุ้นที่ราคาลงมามากๆ แล้วกำลังสร้างฐานราคาอยู่ (คือไม่ใช่หุ้นที่ราคากำลังลงนะครับ แต่ลงมาแล้วมีการพักตัวในกรอบแนวรับ – แนวต้าน โดยไม่ทำ new low ใหม่ ) หุ้นพวกนี้จะเหมาะที่จะนำมาศึกษาต่อ เพื่อลงทุนในช่วงที่เป็นวิกฤติของหุ้นตัวนั้นๆ

● ทำไมต้องลงทุนในช่วงที่หุ้นเกิดวิกฤติ ?

เพราะถ้าเราซื้อหุ้นในช่วงที่ทุกอย่างดูดีไปหมด เราจะได้ซื้อในช่วงที่แพงเสมอครับ แต่ในช่วงวิกฤติ เป็นเหมือนเทศกาล Grand Sale ของตลาดหลักทรัพย์ ที่มีของดีราคาถูกให้เลือกชอปใส่ตระกร้า

● ทำไมต้องคัดจากหุ้นที่กำลังสร้างฐานราคา

จริงๆการคัดเลือกหุ้นมีหลายวิธี แต่ถ้าดูจากพฤติกรรมราคา หุ้นที่เลี้ยงตัวออกข้างนานๆ เป็นไปได้ว่าแรงขายที่ออกมาเริ่มเหลือน้อย หรือมีแรงซื้อกลับเข้ามาพยุงไว้ ทำให้ราคาวิ่งออกด้านข้างโดยที่ไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่อีก ซึ่งการจะถือเพื่อลงทุนยาวๆ ก็ต้องคัด “หุ้นที่พื้นฐานดี โดยที่ราคาลงมาเยอะๆไว้ก่อนครับ” ส่วนจะซื้อหรือไม่ ศึกษาพื้นฐานแล้วค่อยว่ากัน

● ดังนั้นทรงหุ้นประเภทนี้ ไม่ใช่เจอแล้วจะซื้อทันที

งานของเราคือศึกษาต่อว่า หุ้นหลายๆ ตัวที่ลงมานั้น เป็นการลงเพราะเจอวิกฤติในระยะสั้น และมีโอกาสที่จะผ่านไปได้ หรือลงเพราะพื้นฐานห่วย สู้คู่แข่งในตลาดไม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังก็ปล่อยผ่านครับ

-อย่าซื้อ เพราะเห็นว่าราคาลงมาเยอะ เพราะถ้าหากไปเจอหุ้นที่ดี..ก็โชคดีไป แต่ถ้าไปจั่วเจอหุ้นเน่า ก็งานเข้าแน่นอนครับ

● การลงทุน ไม่ควรขึ้นกับคำว่า โชค เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงลดลงได้จากความรู้และความพยายาม ไม่งั้นเปลี่ยนไปเล่นหวยดีกว่า อิอิ

***ฝึกดูพฤติกรรมราคาง่ายๆ ด้วยตนเองกันครับ***

เวลาอ่าน Chart ราคา ลองไล่ดูจากภาพใหญ่ก่อนเสมอ

เพราะหากเราสนใจแค่ภาพเล็ก หรือ TF ที่เราเทรดภาพเดียว อาจทำไม่เห็นแนวโน้ม หรือแนวรับ – แนวต้านที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ ~~

========================================

วันนี้เลยมีคำแนะนำสำหรับคนที่กำลังฝึกดูชาร์ทแบบนี้ครับ

========================================

1. เปิดภาพใหญ่มาดูก่อน

ไม่ว่าเราดู TF อะไรอยู่ ให้ลองเปิด TF ใหญ่ขึ้นอีก 1 สเต็ปมาดูพฤติกรรมราคาก่อนครับ เช่นปกติเทรดด้วย Day อยู่ ก็ใช้กราฟ Week เป็นภาพใหญ่ หรือเทรด TF ระยะสั้นเช่น 60นาที ก็ใช้ Day คลุม

2. มองหาโซนที่ราคามีการชน แล้วกลับตัวในอดีตบ่อย ๆ ถ้าหากการกลับตัวครั้งไหนมี Volume สูงด้วย แสดงว่าบริเวณนั้นมีโอกาสเป็นแนวรับ หรือแนวต้านสำคัญครับ

3. ถ้าเป็นช่วง Sideways ลองตีเส้นแนวนอน เป็นกรอบแนวรับ แนวต้าน จะทำให้เห็นการวิ่งของราคาชัดเจนขึ้น และใช้เป็นจุด Breakout ต่อไปหากราคาสามารถทะลุขึ้นมา

แต่ถ้ามี Trend ไม่ว่าขาขึ้นหรือขาลง ลองใส่เทรนไลน์ หรือ Parallel line เป็นกรอบการวิ่งของราคาดูครับ ซึ่งจะรอซื้อช่วง pull back หรือรอเบรคไฮครั้งต่อไป ก็ว่าไปตามแผนการเล่นของแต่ละคน

4. หลังจากนั้นค่อยกลับมาดู TF ปกติที่เราเทรด จะทำให้เราเข้าใจกรอบการวิ่ง หรือเทรนได้ดีขึ้น เพราบางทีเราดู TF เดียว มันเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วจะเกิดอัคติได้ง่ายครับ

ที่อันตรายคือ เห็นการขึ้นมาในระยะสั้น แต่ภาพใหญ่ เป็นขาลงที่กำลังรีบาวด์ พอซื้อปุ้บลงปั้บ 😦 ดั้งน้นเปิดภาพใหญ่ก่อน ให้แน่ใจว่าหุ้นที่เราจะเล่นนั้น ” ไม่ใช่ขาลง และไมได้เข้าซื้อในบริเวณที่ใกล้กับแนวต้าน ”

วันนี้ฝากไว้เท่านี้ครับ ^^

มุมความรู้
จุดเข้าซื้อหุ้น (Daytrade)
จะเข้าตรงไหนถีงจะได้หุ้นที่ดีและไม่ดอย ‼

สรุปการลงทุน

1.ในโลกของการเก็งกำไรหรือการลงทุน ทั้งในตลาดทุนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่เคยมี “อะไรใหม่” เกิดขึ้นเลย2.การทำกำไรอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีเป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่มีใครได้กำไรทุกวัน

3.อย่าเพิ่งเชื่อเหตุผลของตัวเอง จนกว่าตลาดจะเป็นคนบอกว่า ถูก หรือ ผิด

4.ตลาดไม่เคยผิด ความคิดส่วนตัวของคุณต่างหากที่ผิด

5.การเทรดที่ดี ที่ได้ผลและจับต้องได้ เป็นเม็ดเงินจริงๆ ควรจะเห็นผลกำไรตั้งแต่เริ่มแรก

6.ตราบใดที่หุ้นคุณยังไม่ออกนอกลู่นอกทาง และตลาดก็ยังทำตัวดีอยู่ ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องรีบร้อนทำกำไร

7.อย่าปล่อยให้ “การเก็งกำไร” กลายเป็น “การลงทุน” เด็ดขาด (ซื้อเก็งกำไรแล้วผิดทางต้องขาย อย่าหลอกตัวเองว่าลงทุนระยะยาว)

8.เงินที่เสียจากการ ขายตัดขาดทุน Stop Loss ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการ “ทนถือลงทุนเพราะจำเป็น”

9.ห้ามซื้อหุ้นด้วยเหตุผลที่ว่า “ราคามันลงมาเยอะมากแล้วจากจุดสูงเก่า”

10.ห้ามขายหุ้นด้วยเหตุผลที่ว่า “ราคามันดูแพงแล้ว”

11.เมื่อหุ้นสามารถทำจุดสูงใหม่ได้ หลังจากความเคลื่อนไหวที่เป็นปกติ ให้รีบซื้อทันที

12.ความกลัวจะทำให้คุณทำเงินได้จากตลาดน้อยกว่าที่ควรจะได้

13.“ความเป็นมนุษย์” ของเรา คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของนักลงทุนและเทรดเดอร์

14.อย่าได้หวัง “ลมๆแล้งๆ”

15.การเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่มักต้องใช้เวลานานในการก่อตัว

16.การขี้สงสัยมากไป พยายามหาเหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ใช่เรื่องที่ดี

17.การเฝ้าดูจำนวนน้อยๆ ง่ายกว่าจำนวนมากๆ

18.ถ้าคุณไม่สามารถทำเงินจากหุ้นที่เป็นผู้นำ อย่าหวังจะสามารถทำเงินได้จากตลาดโดยรวม

19.ผู้นำของวันนี้ อาจไม่ได้เป็นผู้นำของสองปีข้างหน้า

20.อย่าตัดสินภาพรวมตลาดเป็นบวกหรือลบ เพียงเพราะหุ้นหนึ่งตัวใด ในบางกลุ่มได้เคลื่อนไหวสวนทิศทางของแนวโน้มหลัก

21.มีไม่กี่คนที่ได้เงินจากการเล่นตามข่าว จงระวังข่าววงใน ถ้าเงินหาง่ายขนาดนั้น คงไม่มีใครเอามาแจกคุณฟรีๆหรอก

22.ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น และ ขายเมื่อหุ้นกำลังลง

23.การเล่นหุ้น ไม่มีสูตรใดที่จะให้คุณได้กำไรจากมัน 100%

24.กำไรสามารถดูแลตัวมันเองได้ แต่การขาดทุนนั้นไม่เคยดูแลตัวเอง

25.จำเอาไว้เลยว่า หุ้นไม่มีคำว่าแพงเกินไปที่จะซื้อ หรือถูกเกินไปที่จะขาย

26.วันไหนที่ต้องขาดทุน ผมจะรู้สึกเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้น ผมจะลืมมันภายในชั่วค่ำคืน แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่ใส่ใจมันนะ และถ้าคุณไม่ใส่ใจมัน ก็ถือว่ามันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

27.ถ้าคุณถือหุ้นที่มากเกินไป และไม่สบายใจจนนอนไม่หลับ ทางแก้คือ ให้คุณขายหุ้นออกไปในจุดที่คุณสามารถนอนหลับได้ (Sleeping point)

28.ห้ามถัวเฉลี่ยขาลง เด็ดขาด

29.ซื้อขายตามวิธีการเทรดของตัวเอง และข้อมูลที่ได้รับ

30.ถ้าหุ้นที่ซื้อ ไม่วิ่งไปตามที่คาดหวังไว้ จะต้องไม่รอช้าที่จะขายออกไปทันที ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องถือรอมันในระยะยาว

สุดยอดสรุปการลงทุนประจำปี 2016

สุดยอดสรุปการลงทุนประจำปี ที่เฝ้ารอคอยที่จะอ่านในทุกๆปี ของพี่โจ ลูกอิสาน สุดยอดนักลงทุนที่เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจของผม ได้เขียนสรุปของปี 2559 ออกมาแล้วครับ
———————————————————-

บทความโดย พี่โจ อนุรักษ์ บุญแสวง
กราบสวัสดีปีใหม่ปี 2560 พี่น้อง สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ทุกท่าน กราบสวัสดีอาจารย์ ดร.นิเวศน์ อ.ไพบูลย์ พี่ปรัชญา พี่ครรชิต ลุงขวด เฮียคลายเครียด พี่หมอ jfk พี่กะละมัง พี่พี พี่วัฒน์ พี่หมอพงศ์ศักดิ์ พี่หลิน พี่หนิง พี่กุ๊ก พี่หมอสามัญชน พี่พรรณ พี่ไก่ พี่มน พี่บู พี่วิบูลย์ พี่นัน พี่ตี้ พี่จรัญ พี่แมว พี่บัวดิน หมอหนึ่ง พี่เวป พี่ฉัตร พี่ชาย พีเจ๋ง พี่นริศ พี่พอใจ พี่นุช พี่อมร ขอคุณพระศรีรัตนตรัย คุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัย มีความสุขกาย สบายใจ ตลอดปีตลอดไปครับ
ตลาดหุ้นไทยตลอดปี 2559 ผันผวนในกรอบ 200-300 จุด เหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา เริ่มต้นปีดัชนีลงไปลึกถึงประมาณ1221 จุด เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของโลก ตลาดหุ้นจีนตก 7% ติดต่อกันถึงสองวัน พร้อมกับราคาน้ำมันที่ยังดิ่งลดลงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่หลังจากนั้นดัชนีก็เริ่มไต่ขึ้นตลอดทั้งปี จนสูงสุดที่ประมาณ 1553 จุด ในเดือนสิงหา จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่ไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ทดแทนผลตอบแทนดอกเบี้ยทั่วโลกที่ตกต่ำเป็นประวัติศาสตร์ ประกอบกับราคาน้ำมันที่เริ่มฟื้นตัว แต่ในเดือนตุลาคม ดัชนีผันผวนลดลง 150-200 จุด จากข่าวสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาอย่างอย่างรวดเร็ว และจบสิ้นปีโดยให้ผลตอบแทน 22.84 % โดย 19.79 % มาจากราคาหุ้นที่เพิ่มและ 3.05 % จากเงินปันผล นี่ทำให้ตลาดหุ้นไทยให้ผลแทนดีที่สุด อันดับ 2 ของเอเชีย รองจากตลาดหุ้นปากีสถาน โดยรวม ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีอีกปีหนึ่ง เพราะมีการฟื้นตัวของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ต่ำกว่าปกติในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน รวมถึงมีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นสุทธิทั้งปีถึงประมาณ 7 หมื่นล้านบาทเพื่อแสวงหาผลตอบแทนจากสภาวะดอกเบี้ยตกต่ำทั่วโลก
โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยมีหุ้นสามัญประมาณ 657 บริษัท กองอสังหา 62 บริษัท มีมูลค่าตลาดเฉพาะหุ้นประมาณ 15 ล้านล้านบาท ตลอดปี 2559 ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 53,000 ล้านต่อวัน สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ และมีสภาพคล่องการซื้อขายสูงสุดในตลาดอาเซียนติดต่อกันปีที่ 5 (อีกความหมายคือเก็งกำไรกันสูงที่สุด) นี่ควรจะส่งผลดีต่อบริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้น หากไม่โดนกระทบจากการลดลงของค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ที่ค่อย ๆ ลดลงตามการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป มองตลาดหุ้นไทยในภาพย่อย 
หุ้นที่โดดเด่นในปีนี้ คือหุ้นที่ย่ำแย่ในปีที่แล้ว เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ฟื้นตัว หุ้นเติบโตอีกหลายตัว กลุ่มที่แพ้ตลาดเช่น สื่อสาร ส่วนกลุ่มที่แย่กว่าตลาดมากคือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีสังคม เทคโนโลยี เช่น กลุ่มทีวี สิ่งพิมพ์ 
ตลอดปี หุ้นที่เป็นทั้งโอกาสและวิกฤติในเวลาเดียวกันคือหุ้น IPO ทั้งปีมีหุ้น IPO เข้ามาระดมทุนซื้อขายในตลาดหลายตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็กและกลาง ทำให้มูลค่าการระดมทุนไม่มากเท่าที่ควร และแทบทุกตัวขายในราคาที่สูงมาก (เปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในตลาดเดิม) ที่หนักกว่านั้น เปิดตลาดมา ทุกตัวยังเปิดซื้อขายในราคากระโดด ตัวที่พื้นฐานดีจริง ราคาก็ไปต่อได้ พื้นฐานด้อย ราคาก็ถอยกลับลงไปได้มาก สวรรค์ นรก อยู่ใกล้ๆกันในตลาดหุ้น จากสถานการณ์เช่นนี้ การันตีได้เลยว่าในปีต่อไป จะมีหุ้นเข้าใหม่ต่อคิวรอเข้าตลาดอีกมาก เพราะเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่าย win win ทั้งเจ้าของบริษัทที่ขายหุ้นได้ราคาแพงมากๆ ที่ปรึกษาทางการเงินได้เงิน (ตามเปอร์เซ็นต์ของยอดระดมทุน) ผู้รับประกันการจำหน่าย มาร์เก็ตติ้งได้ลูกค้า รายย่อย ผู้มีอุปการคุณได้ส่วนต่างราคา และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ได้หน้า
ผลตอบแทนพอร์ตส่วนตัวของผม ยังน่าพอใจ ชนะตลาดติดต่อกันเป็นปีที่ 13 จาก 17 ปีที่ลงทุนแบบวีไอ ผลตอบแทนที่ชนะตลาดพอประมาณ แต่น้อยกว่าอดีต มาจากหลายสาเหตุ ด้วยขนาดพอร์ตรวมที่ใหญ่ขึ้น การบริหารเงินยากขึ้น หุ้นที่ถือสัดส่วนเยอะไม่ perform เท่าที่คาดหวัง รวมถึงการถือเงินสดประมาณ 30-40 % นานมากกว่าครึ่งปี ซึ่งในระหว่างนั้นดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 20% รวมถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นเวียดนาม 10% ของพอร์ต ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก 
[ตลาดหุ้นเวียดนามให้ผลตอบแทนรวมประมาณ 18 % ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก แต่เกิดจากการเพิ่มของหุ้นขนาดใหญ่ ไม่ใช่หุ้นขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่ผมซื้อ ปีนี้ได้เปลี่ยนกลยุทธ์จากซื้อหุ้น PE ต่ำมาเป็นหุ้นปันผลสูง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะหากพื้นฐานไม่ดี กำไรลดลง ปันผลย่อมลดลงด้วยในที่สุด แถมราคายังลดลงมากกว่า ปีหน้าอาจต้องปรับกลยุทธ์มาเน้นหุ้นพีอีต่ำ และหุ้นคุณภาพดี ราคาเหมาะสมมากขึ้น นอกจากนั้นหุ้นที่ถือหลายตัว ราคาลดลงมากกว่า 50 % ซึ่งเกิดจากปัญหาธรรมภิบาลทั้งสิ้น โดยเฉพาะบริษัทเอกชนขนาดเล็ก เป็นสิ่งที่พบได้ในตลาดหุ้นชายขอบ (frontier market) การกระจายการถือหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง จึงยังเป็นสิ่งจำเป็น แม้ผลตอบแทนที่ได้ยังไม่ดี แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะล้มเลิกลงทุน เพราะเห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจประเทศเวียดนามยังเติบโตได้ดี ภูมิศาสตร์ได้เปรียบ ประชากรมีคุณภาพ มีกำลังซื้อ สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเรียนรู้ต่อไป]
กลยุทธ์การจัดพอร์ต ส่วนใหญ่ยังเน้นหุ้นขนาดเล็ก มีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อ hedge พอร์ตบางส่วนในช่วงเวลาที่สถานการณ์ไม่แน่นอน มีการกระจายการถือหุ้นมากขึ้น โดยถือหุ้นไทยประมาณ 54 ตัว (รวมหุ้นที่ออกจากตลาด 2 ตัว) และหุ้นเวียดนามประมาณ 35 ตัว การกระจายการถือหุ้นแบบนี้ ข้อดีคือทุกๆปีจะมีหุ้นที่ perform ดีเสมอๆ ซึ่งทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ รวมถึงเปิดโอกาสให้เราผิดพลาดได้ ในหุ้นบางตัวที่ให้ผลตอบแทนแย่ ทำให้พอร์ตรวมไม่กระทบมากเพราะมีหุ้นที่ดีคอยพยุงเอาไว้ แต่การกระจายการถือหุ้นต้องแลกมากับข้อเสีย การกระจายเป็นสัญญานบ่งบอกว่านักลงทุนอาจไม่เข้าใจบริษัทอย่างถ่องแท้ ไม่แน่ใจในพื้นฐานของหุ้นที่ถือ ดังนั้นจึงต้องกระจายการถือเพื่อลดความเสี่ยง แต่นี่ก็ต้องแลกมากับผลตอบแทนที่ไม่หวือหวาด้วย คนที่ใช้แนวทางนี้ ไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนสูงๆมากได้นอกจากนั้นการติดตามหุ้นหลายตัว เป็นภาระค่อนข้างหนัก ต้องใช้เวลามาก และแน่นอนว่าคงมีความรู้ในพื้นฐานของหุ้นไม่เท่ากับคนที่ติดตามหุ้นน้อยตัว
กลยุทธ์การจัดพอร์ต ว่าควรเป็นแบบ focus มีหุ้นน้อยตัว หรือกระจายถือหุ้นหลายตัว แบบใดดีกว่ากัน เป็นสิ่งที่นักลงทุนถกเถียงกันมาเนิ่นนาน และน่าจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป คนที่ใช้กลยุทธ์การถือหุ้นน้อยตัว คิดว่า “แทนที่จะกระจายใข่ใส่ในหลายตระกร้า ทำไมไม่ใส่ไว้ในตะกร้าเดียว และดูแลมันอย่างดีที่สุด” ที่ผ่านมาหลายคนที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ ทำผลตอบแทนได้สูงมาก มากจนกระทั่งมันเป็นแบบอย่างให้คนหลายคนทำตาม เพราะเห็นตัวอย่างคนที่ทำสำเร็จ และผมก็ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิด ตราบใดที่นักลงทุนที่ทำอย่างนั้น ต้องตระหนักรู้ว่าผลตอบแทนที่สูง ไม่ได้มาแบบไม่มีเหตุผล แต่มาจากการเพิ่มความเสี่ยง เมื่อยินดีที่จะได้รับมากๆ เมื่อพลาด ก็ต้องยอมรับที่จะเสียมากๆด้วย ไม่ใช่ผิดพลาดแล้วโทษโชคชะตา ฟ้าดิน อคติการรับรู้ อาจทำให้เรามองเห็นแต่คนที่ทำได้ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รอด เพียงแต่คนที่ไม่รอดไม่ได้พูด คนพูดคือคนที่รอด 
ตลอดทั้งปี 2559 มีเรื่องราวในตลาดหุ้นที่น่าติดตาม เป็นกรณีศึกษาหลายเรื่อง ที่ผมอยากจะพูดถึง เพื่อที่ว่าเผื่อเราจะได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง
การบูมของตราสารอนุพันธ์ ที่มีหุ้น ดัชนีหุ้น สินค้าอื่นๆ เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น TFEX DW ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นสูงขึ้นทุกปีๆ สินค้าเหล่านี้บางอย่างสร้างมาด้วยเจตนาที่ดีเพื่อใช้ปกป้องความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง มันกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือเร่งผลตอบแทน แม้มีคำเตือนว่าผลตอบแทนสูง มาพร้อมความเสี่ยงที่สูง แต่อคติการรับรู้ ทำให้นักลงทุนจำได้เพียงแค่ประโยคแรก คำว่า “ทวีกำไร หรือ ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น ขาลง” จะถูกจดจำได้มากกว่าคำว่า “ทวีขาดทุน – ฉิบหาย ได้ทั้งขาขึ้นขาลง” สินค้าอนุพันธ์บางชนิดมีสภาพการซื้อขายที่สูงกว่าปกติ เพราะมี market maker คอยควบคุม กลไกที่บิดเบือนนี้ จะยั่งยืนได้อีกนานแค่ไหน สำหรับนักลงทุนที่รอบคอบ นี่เป็นของเล่น (อันตราย) ของความโลภที่ควบคุมไม่ได้ ก็เท่านั้น
กูรู โค้ช ครองเมือง ในยุคที่อิสรภาพทางการเงิน เป็นสิ่งที่ผู้คนร่ำเรียกหามากที่สุด อาชีพที่ผุดเป็นดอกเห็ดคือ “ผู้นำพา” หรือ กูรู โค้ช อาจารย์ ตามแต่จะเรียกกัน เป็นผู้มีหน้าที่ชี้ทาง โค้ชชิ่ง ทำให้หนทางสู่อิสรภาพทางการเงินง่ายขึ้น เร็วขึ้น เสมือนชี้ทางลัด ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี หากคนสอนรู้จริง สอนในสิ่งที่ถูกต้อง เอาไปใช้ได้จริง แต่ถ้าไม่ คนที่ไปเรียนย่อมเสียเงิน เสียทอง เสียเวลาเปล่าๆ ฉุกคิดสักนิด อิสรภาพทางการเงินที่ว่า เป็นของใครกันแน่ ของอาจารย์หรือของศิษย์ ที่แย่กว่านั้นคือครูสอนแบบผิด ๆ ทำให้คนเรียนหลงทาง ซึ่งจะทำลายชีวิตการลงทุนตลอดไป หากคิดจะไปเรียนคอร์สการเงินเหล่านี้ ผมมีข้อสังเกตแนะนำเล็กๆน้อยๆ ดังนี้
1. เจตนาชักจูงให้เกิดความโลภ เป็นสัญญานแรกที่ไม่ดี การวางแผนการเงิน การลงทุน ควรเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ ใช้เวลา ไม่ใช่รวยเร็วๆ ทันใจ พึงระลึกว่าจุดตายทางการเงิน การหลอกล่อ การโกงทุกคดี มักใช้ความโลภเป็นเหยื่อล่อให้ผู้คนติดกับ จงระวังประโยค เช่น “รวยพันเปอร์เซ็นต์ใน 60 วินาที” “เริ่มจาก 300 บาท กลายเป็น 1 ล้าน” “รวยภายใน 24 ชม” 

2. ถ้าคนสอนเก่งจริง ทำไมต้องหาเงินจากการสอน คิดสักนิด โดยเฉพาะคอร์สที่ราคาแพงๆ หากคนสอนทำได้เหมือนที่โชว์เวลาสอน คงมีเงินเป็น พันล้าน หมื่นล้าน ทำไมต้องเสียเวลา มาหาเงินเล็กๆน้อย จากนักเรียน จากประสบการณ์ตรง ผมไม่เคยเจอเซียนหุ้นตัวจริง สอนเพื่อเงินสักคน เพราะถ้าเก่งจริงเขาสามารถทำเงินจากหุ้น ได้มากกว่าการสอนมากๆ 

3. มีแต่ตัวอย่างซ้ำๆ เคสในอดีตที่ทำสำเร็จ แล้วหลังจากนั้นล่ะ กรณีที่ไม่สำเร็จล่ะ อย่าลืมว่า แม้คนโง่ที่สุด ยังเคยมีวันดีๆ แต่คนที่สำเร็จจริง ต้องทำได้บ่อยๆ

4. โปรไฟล์คนสอน ไม่ใช่เรื่องหน้าตา ชาติตระกูล การศึกษา แต่สำคัญที่สุดคือผลงานที่ประจักษ์ชัด ถ้าหากเป็นเรื่องหุ้น ก็ควรจะมีชื่อติดผู้ถือหุ้นใหญ่หลายๆบริษัท (ไม่ใช่เอาเงินค่าสอน ไปซื้อหุ้นเล็กๆ ให้ติดชื่อ แล้วนำมาเป็นโปรไฟล์,บางคนเคยให้สัมภาษณ์มันนี่ชาแนลครั้งเดียว อุตสาห์เอามาเป็นโปรไฟล์)
Solar drama หุ้นพลังงานทดแทนที่โด่งดังที่สุด เพราะมีนักลงทุนรายใหญ่หลายคนเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก ในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้นักลงทุนหลายคนแห่เข้าไปซื้อตาม ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก ต่อมาเมื่อเจ้ามือตัวจริงหรือผลกำไร ไม่มาตามที่คาด ประกอบกับมีคำถามเรื่องธรรมภิบาลในหลายเรื่อง นักลงทุนรายใหญ่เริ่มทยอยขาย เมื่อข่าวถูกแจ้งตลาด นักลงทุนอื่นๆ รู้ข่าวและตกใจ เทขายด้วย ทั้งรายใหญ่ รายย่อมพร้อมใจกันขาย ทำให้ราคาลดลงอย่างมาก สร้างความเสียหายให้กับหลายคน เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวแบบนี้ ประการแรก พึงจำไว้ว่า เซียนย่อมผิดพลาดได้ แม้เซียนหลายคนเห็นพ้องกัน ก็ยังผิดพลาดมาแล้ว เซียนผิดพลาด รีบยอมรับและตัดสินใจตัดขาดทุน แล้วคนซื้อตามล่ะได้ทำหรือเปล่า เหตุผลตอนซื้อ ยังอยู่เหมือนเดิมไหม ประการที่สอง ที่สุดแล้วกำไรคือปัจจัยที่พยุงราคาหุ้นได้อย่างแท้จริง จะเซียนกี่คนช่วยกันดัน สุดท้ายก็สู้เจ้ามือตัวจริงไม่ไหว ประการที่ 3 ถึงแม้วิธีการวิเคราะห์หุ้นจะถูก แต่ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ผิด ผลลัพธ์ก็ย่อมผิดด้วย และข้อมูลก็มาจากผู้บริหาร ดังนั้นคุณภาพผู้บริหารสำคัญถึงสำคัญที่สุด
ศัพท์การลงทุนแปลกๆ ปีนี้หรือปีไหนๆ เราจะได้ยิน ได้ฟัง ศัพท์ใหม่ๆที่ผู้คนประดิดประดอย สร้างสรรค์กันออกมา เร็วๆนี้นี้เราได้ยินคำว่า Fintech, Brexit, Block chain, EV, Crow funding, Start up, Co working space สารพัดที่เรียกกัน แน่นอนว่าหลายคำเป็นเพียงแฟชั่น ไม่นานก็จะเลือนหายไป แต่หลายอย่างจะกลับกลายเป็นแนวโน้มจริง สำหรับนักลงทุน ไม่ควรตื่นเต้นไปตามกระแสเหล่านี้ แม้มันเกิดขึ้นจริง ก็ยังพอมีเวลาที่จะปรับเปลี่ยนการลงทุน นักลงทุนบางท่าน อาจสนใจลงทุนในธุรกิจ Start up โดยตรง ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่พึงระลึกว่าอัตราความสำเร็จที่อยู่รอดของ Start up จนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้มีต่ำมากๆ อย่าให้ผลตอบแทนสูงๆที่เกิดขึ้นกับบางบริษัทอันน้อยนิด ทำให้เกิดภาพลวงตาของความสำเร็จ ผมจะรอให้ธุรกิจ Start up เหล่านี้ ประสบความสำเร็จ เข้าตลาดหลักทรัพย์เสียก่อน ค่อยเข้าไปซื้อขายดีกว่า แม้จะได้ผลตอบแทนน้อย แต่ความเสี่ยงก็ต่ำกว่ามาก
อินไซเดอร์ อย่างที่หลายคนทราบ ผมได้ประกาศไม่ใช้ข้อมูลภายในหรืออินไซเดอร์ในการซื้อขายหุ้น เมื่อหลายปีมาแล้ว รวมถึงประกาศไม่เยี่ยมบริษัท เมื่อปีที่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมามีข้อมูลอินไซเดอร์ 2 บริษัท ที่เข้ามาพิสูจน์ [เรื่องราวต่อไปนี้ สมมุติว่าเป็นเรื่องจริง..] บริษัทแรก เพื่อนรุ่นน้องที่เคารพ โทรมาบอกว่าบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง จะมีงบไตรมาสที่จะประกาศอลังการมากๆ เป็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน หากผมซื้อ ก็น่าจะได้กำไรมากพอสมควร เพราะแค่วันนั้นหุ้นก็ขึ้นถึง 7 % แล้ว พองบออกมา ก็เป็นจริงตามตัวเลขที่บอก แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไร บริษัทนี้ผมชนะ แต่อีกบริษัท เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพ โทรมาบอกว่า บริษัทแห่งหนึ่งที่ผมลงทุนอยู่เยอะ กำลังจะมีข่าวดีมากๆ เร็วๆนี้ ผมซึ่งในขณะนั้นกำลังซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่ม เมื่อได้ข้อมูลใหม่ ผมซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% จากที่ตั้งใจจะซื้อ หลังจากวันนั้น หุ้นยังเพิ่มขึ้นอีก และวันที่ออกข่าว หุ้นขึ้นถึง 22% สองวันหลังผมไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ผมยังรู้สึกผิด ผลประโยชน์เพียงน้อยนิด ปล่อยให้ข้อมูลอินไซด์และความโลภมีผลต่อการซื้อขาย ผมหวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ข้อมูลอินไซเดอร์มีผลต่อการซื้อขายของผม [ถึงเพื่อนๆที่ปรารถนาดีต่อกัน หากรู้ข่าวอินไซเดอร์ ไม่ต้องโทรมาบอกผมนะครับ จะขอบคุณมาก … 😛 ]
เรื่องไม่จริงที่ผมเล่านี้ ก็สะท้อนความจริงบางอย่างของตลาดหุ้น ของนักลงทุนไทย ประการแรก ทุกการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ผิดปกติ มีโอกาสเป็นอินไซเดอร์สูงมาก ผมอยู่ห่างไกลจากตลาด ไม่ได้คบหาเพื่อนมากมาย ยังได้รับข้อมูลขนาดนี้ แล้วคนที่แสวงหาล่ะ..ตลาดที่ควรจะเป็นหรือตลาดในอุดมคติ คือตลาดที่ทุกคนได้รับข่าวสารเท่าเทียมกัน วัดกันที่ใครวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีกว่ากัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกมากที่ “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” ในทางที่เอาเปรียบคนอื่น ประการที่สอง การต่อสู้กับความโลภ ยังเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ผมซึ่งมีขนาดพอร์ตระดับที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองในการดำรงชีพแล้ว ยังติดกับ แล้วคนอื่นที่อยู่ในช่วงพอร์ตเล็กๆ กำลังก่อร่างสร้างตัว หากมีโอกาสทำเงินมากๆ (จากอินไซเดอร์) คุณคิดว่าเขาจะทำไหม มีโอกาสมากไหมที่เขาจะทำ สิ่งที่ผมอยากพูดกับตัวเองและคนอื่นคือ หากคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณต้องรวย หรืออย่างน้อยไม่จนแน่ๆ เพราะใช้วิธีการลงทุนที่ถูกต้อง มันจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้คุณเดินเร็วขึ้น แต่หากวันหนึ่งคุณประสบความสำเร็จ และมองย้อนมาในสิ่งที่คุณได้กระทำ คุณจะบอกลูกอย่างภูมิใจ คุณจะยิ้มให้กับตัวเองอย่างภูมิใจได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณได้ทำอย่างไร ในวันนี้..
หุ้นเติบโต & หุ้นวีไอ ในอดีตผมเชื่อว่าหุ้นเติบโตคือหุ้นคุณค่า การที่บริษัทมีคุณภาพ สามารถเติบโตได้มาก นั่นคือคุณภาพอย่างหนึ่ง แม้เราซื้อหุ้นในราคาแพงสักหน่อย แต่ไม่ช้ากำไรจะเติบโตขึ้น จนไล่ทันราคาที่เราซื้อ แต่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ เส้นแบ่งระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า เริ่มแบ่งแยกชัดเจนมากขึ้น หุ้นเติบโตหลายตัว แม้เติบโตได้ดีก็จริง แต่ถูกซื้อขายในระดับ PE ที่สูงจนไม่อาจเรียกว่าเป็นหุ้นคุณค่าได้ แนวโน้มนี้อาจเหมือนในต่างประเทศ ที่หุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่าแบ่งแยกกันค่อนข้างชัดเจน แต่มันไม่สำคัญว่าจะเป็นแบบไหน สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือกำไร ในต่างประเทศนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายคน ก็ประสบความสำเร็จด้วยหุ้นเติบโต แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจะรู้คืองานวิจัยหลายชิ้น บ่งบอกว่า ในระยะยาวหุ้นคุณค่ามักให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต เมื่อหุ้นในกลุ่ม Nifty-Fifty ซื้อขายในระดับ PE ที่สูงมาก สุดท้ายตลาดก็เริ่มรับรู้ว่าเป็นการคาดหวังการเติบโตที่ดีเกินจริง ส่งผลหลายปีถัดจากนั้น หุ้นกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดมาก อีกเหตุผลนึงที่หุ้นเติบโตได้รับความนิยมมากในช่วงหลัง คือกลยุทธ์ “ดักซื้อก่อนกองทุน” ปัจจุบันกองทุนในประเทศไทยเติบโตขึ้นมาก มีเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะกองทุนส่วนบุคคล (Private fund) เกิดปรากฏการณ์ searching for yield ภายใต้สถานการณ์ดอกเบี้ยตกต่ำ ดังนั้นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนดี มีอยู่ไม่มาก นั่นคือการลงทุนในหุ้น หุ้นที่เหมาะกับกองทุนคือหุ้นที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูง มีการเติบโตที่แน่นอนสูงมาก และมีธีมการขยายไปต่างประเทศ ราคาแพงหน่อยไม่สำคัญ นี่น่าเป็นเหตุผลหลักที่กองทุนไล่ซื้อหุ้นเติบโตสูงหลายตัว ในราคาอนาคตที่สูงลิบลิ่ว นักลงทุนวีไออาศัยโอกาสนี้ ดักซื้อหุ้นประเภทนี้ ก่อนกองทุนจะมาไล่ซื้อ และนี่เป็นที่มาของการหากำไรจากหุ้นเติบโตก่อนที่กองทุนจะซื้อ
คุณนิติ โอสถานุเคราะห์ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์จัดอันดับเศรษฐีหุ้นประจำปี มีนักลงทุนที่น่าสนใจท่านหนึ่ง คนเดียวที่ไม่ได้ก่อตั้งธุรกิจเอง เป็นนักลงทุนที่รับบริหารพอร์ตต่อจากบิดา แต่สามารถสร้างพอร์ตเติบโตจนเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ของประเทศไทย พอร์ตหุ้นมูลค่าประมาณ 27,000 ล้านบาท นักลงทุนท่านนี้ลงทุนตามแนววิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแบบวีไอ ย้อนหลังไปประมาณ 10 กว่า ปี ผมยังพอจำได้ว่าพอร์ตของท่านมูลค่าไม่ถึง 1 พันล้านบาท นั่นเท่ากับว่าพอร์ตได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยที่แทบไม่มีการเปลี่ยนหุ้นเลย โดยหุ้นที่เป็นพระเอกที่ทำให้พอร์ตการลงทุนโตมากคือ MINT หรือ RGR เดิม รวมถึง HMPRO และหุ้นอีกหลายตัวที่ไม่มีนัยยะ นี่ทำให้เราพอสรุปได้ว่า การถือหุ้นระยะยาวทำให้รวยได้เลย แต่สำคัญที่สุด ต้องถือหุ้นให้ถูกตัว และสำหรับประเทศไทย ผมไม่คิดว่า จะมีใครเชื่อ คนๆหนึ่งที่ไม่ได้มีกิจการของตัวเอง ไม่ได้รับธุรกิจจากพ่อแม่ อาศัยเป็นนักลงทุนเพียงอย่างเดียว จะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ขนาดนี้ นอกจากท่านนี้ ผมคิดว่ายังมีอีก 3-4 ท่าน ที่มีพอร์ตระดับหมื่นหรือเกือบๆจะหมื่นล้าน ว่าที่จริง ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นไปได้จริง หากเราเข้าใจสมการทบต้น ที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นในปีท้ายๆ เราจะไม่สงสัย การลงทุนแบบวีไอเพิ่งเผยแพร่ ได้รับความนิยมเพียงไม่เกิน 20 ปี หลายท่านยังมีความมั่งคั่งระดับนี้ มองไป 10 20 30 ปี ข้างหน้า เมื่อการทบต้นทำงานไปเรื่อยๆ… โลกจะเห็น นี่ไม่รวมความมั่งคั่งระดับพัน ร้อย หรือสิบล้าน อย่าสงสัย ว่ามันเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือเปล่า ดูไปที่เส้นชัยซิ.. อย่าเอาคำอ้างทั้งหลาย ..เกิดมาจน ..เงินน้อย มาฆ่าความฝัน แม้เงินน้อย เมื่อมันฉลาด มันจะโต เงินโง่ แม้มีมาก ที่สุดมันก็ลดลง เวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เมื่อเราอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง..
การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นที่เสียใจของพสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่สูญเสียพระมหากษัติย์ที่เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ภายใต้บรรยากาศแห่งการไว้อาลัย พิธีการ กิจกรรมต่างๆมากมาย อยากให้ประชาชนชาวไทย มองทะลุออกไป ถึงหลักการใช้ชีวิตที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างตลอดมา การใช้ชีวิตที่ต่ำกว่าฐานะ ความพอเพียง ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อตามกระแสสังคม ไม่ทำอะไรที่เกินฐานะตัวเองไปมาก ไม่สร้างหนี้สินเกินกว่าที่จะชำระได้ หากเพียงเรานำหลักการเหล่านี้ไปใช้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ต่อประเทศ นี่น่าจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างแท้จริง..
การใช้ชีวิต เมื่อผมได้ผ่านการลงทุนมาเกือบ 20 ปี ชีวิตล่วงเลยสู่วัยกลางคน ชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน ทองเพื่อกินอยู่แล้ว ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของเฮียคลายเครียดเรื่อง “โอ่ง 5 ใบ” ซึ่งเป็นบททดสอบว่าชีวิตหนึ่งมีความสมดุลหรือไม่ โอ่งแต่ละด้านในมุมมองของผมเป็นอย่างนี้
1.การงาน เงินทอง ผมคิดว่าชีวิตนี้สมบูรณ์พร้อมแล้ว

2.ครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนฝูง เป็นไปตามที่สมควรจะเป็น ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ ช่วยเหลือญาติมิตรตามสมควร มีเพื่อนฝูงที่ปรึกษาหารือกันได้

3.สุขภาพร่างกาย เสื่อมถอยไปตามวัยที่ควรจะเป็น ร่างการที่หยิบยืมมา ที่ไม่รู้ว่าจะโดนทวงคืนเมื่อไหร่ ที่ทำได้คือตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

4.สุขภาพจิต ไม่มีอะไรกดดัน บีบคั้น สามารถควบคุมความกลัว โลภ ได้ตามสมควร

5.การทำเพื่อคนอื่น เพื่อประเทศ เพื่อโลกนี้ ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น เมื่อคนที่มีกำลัง ศักยภาพที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่ยังไม่ทำ เราไม่อาจคาดหวังคนอื่นได้อีก จากนี้ตั้งใจว่าจะเน้นให้ความสำคัญในการช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสังคม มากขึ้นครับ
แล้วเพื่อนๆ ละครับ ที่กำลังเดินไปข้างหน้า เดินเต็มกำลัง สมดุลชีวิตของท่านเป็นอย่างไร อย่าลืมว่าขาดด้านใดด้านหนึ่ง แม้มีเงินทองมากมายท่วมหัว ท่านก็อาจสอบตกวิชาชีวิตนะครับ..
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=33509&start=2640

มีวิธีการเลือกหุ้นหรือสแกนหุ้นที่มันง่ายๆมั้ยคับเฮีย ช่วยสอนผมหน่อย

“มีวิธีการเลือกหุ้นหรือสแกนหุ้นที่มันง่ายๆมั้ยคับเฮีย ช่วยสอนผมหน่อย”

.

หลายๆคนดูสนใจเรื่องนี้กันมาก จิงๆเฮียเคยแชร์ไปหลายรอบแล้ว

แต่วันนี้ก้อจะมาแชร์อีกครั้งนึง ซึ่งมันก้อเปนวิธีที่ง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพมาก

วิธีนั้นก้อคือ “การเลือกหุ้นจาก TOP GAINER ในแต่ละวัน”

.

.

วิธีการก้อง่ายๆคับ

1. เข้า Streaming เปิดไปที่ Top Gainer เลยคับ จะมีหุ้นขึ้นมา 25 ตัว

2. ตัดหุ้นที่เป็นเศษสตางค์ออก (ต่ำบาท) เพราะจะเข้าออกยาก

3. ตัดหุ้นที่ vol. น้อยๆออก เพราะมันเป็นหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่อง แบบนี้ไม่เล่น

4. นำหุ้นที่เหลือมาส่องกราฟ

5. ตัดหุ้นที่เป็น “ขาลง” ออกทั้งหมด

6. เลือกตัวสวยๆที่ถูกๆใจมาทำ Tranding Plan ต่อ

.

หุ้นสวยของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันนะคับ อันนี้แล้วแต่ความถนัด

แต่อย่างของเฮีย เฮียเน้นหุ้นขาขึ้น , All time high ,New high หรือ เบรคแนวโน้มขาลง เป็นต้น

.

.

อย่างเฮียยกตัวอย่างของ Top Gainer ของวันศุกร์ที่ผ่านมา

เฮียเลือกได้มา 4 ตัว คือ team vpo ilink netbay (ตามภาพในกราฟ)

จากนั้นเฮียก้อจะเอาไปทำแผนการเทรดต่อ หาจุดเข้า จุด Stoploss ฯลฯ

.

.

เห็นมั้ยคับว่าการเลือกหุ้นทำได้ไม่ยากเลย เลือกหุ้นดีก้อมีชัยไปกว่าครึ่ง

เล่นหุ้นดี พอร์ตก้อจะค่อยๆเติบโตนะคับ

.

.

สุดท้ายเฮียอยากให้พวกเราโดยเฉพาะมือใหม่หลายๆคนลองไปฝึกหาหุ้นกันดูนะคับ ฝึกทุกวันหาทุกวัน แรกๆอาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่พอทำไปทุกๆวัน ก็จะใช้เวลาน้อยลง แล้วจะมีความชำนาญในการเลือกหุ้นมากขึ้นนะคับ ก็จะทำให้เรามีหุ้นสวยๆอยู่ใน list ตลอด ยังไงลองฝึกกันดูนะคับ 🙂

.

.

……………………………………………………………………………..

.