Posts from the ‘เซียนหุ้น’ Category

มันนี่เกม ของ”เจ้าสัวเจริญ”

“มันนี่เกม” ของ”เจ้าสัวเจริญ”
กลายเป็นประเด็นที่เรียกเสียงฮือฮากันในตลาดทุนของไทยมากที่สุดในขณะนี้ คือการที่ผู้บริหารบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในกลุ่ม TCC Group ของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี แจ้งความประสงค์ไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เพื่อขอซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 3 กองทุน ที่ได้ขายให้กับนักลงทุนไปก่อนหน้าออกมาทั้งหมด จากปัจจุบันที่กลุ่มคุณเจริญถืออยู่ 33-35%

อันนี้ ไม่นับรวมถึงการใช้ตัวแทนผู้ถือหน่วย (นอมินี) ที่อยู่ในกองทุนเหล่านี้นะครับ…ผมว่าถ้านับรวมนอมินีด้วยกลุ่มคุณเจริญน่าจะถือหน่วยลงทุนตกประมาณ 50-65%

3 กองทุนที่บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ “วัลลภา” และสามี คือ “โสมพัฒน์ ไตรโสรัส” ซึ่งเป็นทายาทของเจ้าสัวเจริญ ขอทำการซื้อคืน ประกอบด้วย

1.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียลอินเวสเม้นต์ (TCIF) ทรัพย์สินของกองทุน ประกอบด้วย อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์, อาคารแอทธินี, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์, อาคาร 208 โดยบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล จำกัด มูลค่าทรัพย์สินรวม 28,382 ล้านบาท

2.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทลอินเวสเมนท์ (THIF) ทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า บางกะปิ, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, ตะวันนา และ โอ.พี.เพลส ราคาประเมินรวมจากบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ที่ 20,767 ล้านบาท

3.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยรีเทล อินเวสเมนท์ (TRIF) ทรัพย์สินประกอบด้วย ที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวมไว้ 37,612 ล้านบาท

แต่ราคาที่กลุ่มคุณเจริญเสนอซื้อคืนนั้นแตกต่างกันไปดังนี้

กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อคืนในราคา 29,000 ล้านบาท

กองทุน THIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อทรัพย์สินคืนในราคา 30,000 ล้านบาท

กองทุน TRIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อในราคา 21,000 ล้านบาท

รวมเม็ดเงินทั้งหมดในการขอซื้อคืนตกประมาณ 8 หมื่นล้านบาท

ผมได้พิจารณาในรายละเอียดของข้อเสนอการรับซื้อกับราคาหน่วยลงทุนที่ขายอยู่ในตลาดแล้ว พบความผิดปกติ ที่นักลงทุนควรพิจารณา กล่าวคือ กองทุน TRIF ราคาเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายกองทุนในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.38 บาทต่อหน่วย

กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม ระดับราคาที่เสนอมานี้ น่าจะมีการเจรจากัน หรือต้องหาข้อสรุปในการประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เพื่อพิจารณาอนุมัติการขายทรัพย์สินและโอนสิทธิ์การเช่าทั้งหมดของกองทุนรวม และพิจารณาอนุมัติการเลิกกองทุนและเพิกถอนหน่วยลงทุนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทาง บลจ.กรุงไทยฯ ต้องดำเนินการตามขั้นตอน

ถามว่า กลุ่มเจ้าสัวเจริญมีสิทธิ์ซื้อคืนหรือไม่ คำตอบคือ ตามประกาศของ ก.ล.ต.นั้น กลุ่มเจ้าของเดิมมีสิทธิ์เต็ม 100% ที่จะขอซื้อคืน แต่ต้องขอมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยตามหลักเกณฑ์ โดยผู้ทำคำเสนอซื้อต้องได้เสียงโหวตเกิน 50% ของหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด หรือ 3 ใน 4 ของผู้เข้าร่วมประชุม

ถามว่า ทำไมต้องเร่งซื้อคืน และจะกระทบกับกองทุนรวมอื่นๆหรือไม่ อันนี้ต่างหากที่ต้องวิเคราะห์และประเมินกัน

ผมสืบเสาะข้อมูลจากผู้รู้และบรรดาผู้บริหารกองทุนแล้ว ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า งานนี้มีเรื่อง “ภาษี”ที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน 100%

อีกประเด็นหนึ่ง อันนี้น่าจะสำคัญมากที่ทำให้ “วัลลภา-โสมพัฒน์” ที่เป็นอดีตนักการเงิน ปรับแนวทางการระดมทุน คือ มูลค่าของทรัพย์สินจริง กับการเคลื่อนไหวราคาของหน่วยลงทุนไม่สัมพันธ์กัน

ถ้าพิจารณาทรัพย์สินที่มีการนำมามัดรวมกันเพื่อจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์กับราคาหน่วยลงทุน เราจะพบว่าความเคลื่อนไหวมีน้อยมาก นั่นหมายถึงว่า มูลค่าหน่วยลงทุนไม่ขยับ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าของ แต่หากมีการนำเงินสดที่ปัจจุบันกลุ่มเจ้าสัวเจริญมีอยู่ในมือในแต่ละวัน แต่ละเดือน มาซื้อคืนแล้วสร้างมูลค่าขึ้นมาใหม่ ได้หลากหลายขึ้น หรืออาจจะนำมาจัดสรรใหม่ในรูปของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่งสามารถเพิ่มเงินทุนหรือกู้เงินเพิ่มเติมมาขยายงานได้อีก

ทางออกในรูปแบบการจัดการทรัพย์สินก้อนมหึมาของจ้าสัวเจริญ สามารถออกดอกเห็นผลมากกว่า

โปรดจับตา Money Game เกมเล่นกับเงิน และการจัดการทรัพย์สินของกลุ่มเจ้าสัวเจริญและทายาทกันให้ดี

รับรองว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ 8 หมื่นล้านบาทเศษ แล้วนำมาจัดระบบใหม่จะสร้างความฮือฮา ไม่แพ้การลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ในโครงการ One Bangkok ย่านพระราม 4 แน่นอน

เชื่อมือเจ้าสัวเจริญได้ครับ…

Money Game ของเสี่ยเจริญ(2)

มีคนอ่านถามเข้ามามากว่า “มันนี่เกมของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” เจ้าของธุรกิจในกลุ่มทีซีซี แลนด์, ไทยเบฟเวอเรจ ที่เสนอขอซื้อคืนและขอเพิกถอนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์รวม 3 กองทุน ที่ทยอยนำหน่วยลงทุนออกขายในตลาดทุนให้กับนักลงทุนมาในช่วงปี 2554,2556,2557 ราคาหน่วยลงทุนละ 10 บาท ปัจจุบันราคาขยับขึ้นยืนในระดับหน่วยละ 13.10-15.38 บาทออกจากการซื้อขายในตลาดหุ้น

โดยทางกลุ่มเสี่ยเจริญขอซื้อคืนในราคาสิริรวมทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่มาร์เก็ตแคปของ 3 กองทุน ณ งวดวันที่ 12 เม.ย.อยู่ที่ 8.7 หมื่นล้านบาทนั้น มีนัยซ่อนกลประการใด

ผมสืบเสาะข้อมูลในเรื่องนี้จากสายข่าวในตลาดเงิน ตลาดทุน และนักการธนาคารที่รู้เรื่องนี้อย่างน้อย 5-6 คน ให้ข้อมูลที่คล้ายคลึงกันดังนี้..

1.การขอซื้อคืนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียล อินเวสเม้นต์ (TCIF) ที่มีมาร์เก็ตแคป 3.12 หมื่นล้านบาท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทล อินเวสเม้นต์ (THIF) ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 3.12 หมื่นล้านบาท และการขอซื้อคืนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยรีเทล อินเวสเม้นต์ (TRIF) ที่มีมาร์เก็ตแคป 2.49 หมื่นล้านบาทนั้น จะได้รับการงดเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหากการโอนเกิดขึ้นภายในวันที่ 24 พ.ค.2560

แต่หากผู้ถือหน่วยจะขายทรัพย์สินหลังจากนั้น กองทุนรวมจะต้องรับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของราคาขายหรือราคาประเมิน เฉพาะภาษีส่วนนี้ เท่ากับว่าทางกลุ่มคุณเจริญและกองทุน จะลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรัฐไปได้ สิริรวมทั้งสิ้น 2,640 ล้านบาท มันนี่เกมของเสี่ยเจริญ ในประเด็นแรกคือ การทำกำไรเห็นๆ

2.ระดับราคาการซื้อหน่วยลงทุนคืน ทางกลุ่มเสี่ยเจริญเสนอซื้อกองทุน TRIF ในราคา 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดอยู่ที่ 15.38 บาท กองทุน TCIF ราคาเสนอซื้อ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาท แม้ว่าจะสูงกว่าราคาที่นำออกขายในตอนต้น แต่ก็ยังต่ำ ย่อมทำกำไรได้อีกต่อหนึ่ง

ผมเทียบเคียงให้เห็นภาพ ขณะนี้เสี่ยเจริญเสนอซื้อรวมทั้ง 3 กองทุนในราคา 8 หมื่นล้านบาท แม้จะสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนที่ตกประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท แต่มาร์เก็ตแคป ของ 3 กองทุนตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 8.7 หมื่นล้านบาท ถ้าตกลงขายกันตามนี้กลุ่มเสี่ยเจริญรับเหนาะๆ 7 พันล้านบาท

3.นับตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุน 3 กองทุนมา ทั้ง 3 กองทุนจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละกว่า 5%เนื่องจากนโยบายของการขายหน่วยในตอนแรกกำหนดไว้ว่า จะต้องปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ไม่รวมกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น

จากการประเมินค่าหรือการสอบทานการประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ประจำรอบระยะเวลาบัญชีและหากมีกำไรสะสม สามารถจ่ายจากกำไรสะสมได้ เพื่อจูงใจให้คนซื้อหน่วยลงทุน ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2%

หากมีการซื้อคืนไปทั้งหมด เงินปันผล ย่อมตกกับธุรกิจในกลุ่มบริษัทเต็มๆ

หลายคนเอะใจว่า ทำไมกลุ่มเสี่ยเจริญไม่คิดตั้งแต่ตอนแรก คำตอบมิใช่ความเลินเล่อ หากแต่เป็นผลมาจากการที่ผู้จัดการกองทุน และผู้ดูแลผลประโยชน์ ทั้ง บลจ.กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และซิตี้แบงก์ เข้าไปจัดระบบบัญชีและดูแลการใช้จ่ายทำให้เงินรายรับ รายจ่าย เป็นระบบระเบียบขึ้นจากต่างกิจการต่างลงบัญชี แต่ตอนนี้มีการลงบัญชีแบบรวมกลุ่มที่มีมาตรฐานแบบธนาคาร มิใช่แบบ”หลงจู๊”แล้ว

ประการต่อมา อันนี้สำคัญสุด ตอนนำทรัพย์สินมามัดรวมกันในปี 2554 2556 2557 เพื่อตั้งกองทุน TCIF นั้น อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ถูกตีราคา 1,975 ล้านบาท, อาคารแอทธินี 2,861 ล้านบาท, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์15,261 ล้านบาท, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์หรือไซเบอร์เวิค์ล 5,883 ล้านบาท, อาคาร 208 แค่ 1,075 ล้านบาท รวม 27,055 ล้านบาท แต่นับถึงตอนนี้มูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ล่าสุดบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล ตีมูลค่าทรัพย์สินไว้รวม 28,382 หมื่นล้านบาท

กองทุน THIF ที่มีทรัพย์สินที่เป็นที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จำนวนห้องรวม 3,753 ห้อง ราคาประเมินโดย บริษัท พรสยาม ตอนนั้น 27,048 ล้านบาท ราคาประเมินโดย บริษัท ไทยประเมิน 27,336 ล้านบาท ตอนนี้ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวม 37,612 หมื่นล้านบาท

การซื้อคืนกลับมาทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองในมือกลุ่มคุณเจริญเพิ่มขึ้นเฉพาะ 2 กองนี้ตกประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ทรัพย์สินที่นำมาเพิ่มในมือของคนในตระกูลนี่แหละจะกลายเป็นทรัพย์ที่นำไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินมาลงทุนในโครงการ One Bangkok 1.2 แสนล้านบาท และยังสามารถรวบทรัพย์บางอย่างมากสร้างกองทุนแล้วขายเอาเงินมาหมุนอีกรอบได้สบายบรื๋อ สะดือจุ่น

มันนี่เกมรอบนี้จึงมีแต่เสี่ยเจริญได้ แต่แผนทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร วันที่ 17-18-19 พ.ค.2560 รู้ผล

สุดยอดสรุปการลงทุนประจำปี 2016

สุดยอดสรุปการลงทุนประจำปี ที่เฝ้ารอคอยที่จะอ่านในทุกๆปี ของพี่โจ ลูกอิสาน สุดยอดนักลงทุนที่เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจของผม ได้เขียนสรุปของปี 2559 ออกมาแล้วครับ
———————————————————-

บทความโดย พี่โจ อนุรักษ์ บุญแสวง
กราบสวัสดีปีใหม่ปี 2560 พี่น้อง สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ทุกท่าน กราบสวัสดีอาจารย์ ดร.นิเวศน์ อ.ไพบูลย์ พี่ปรัชญา พี่ครรชิต ลุงขวด เฮียคลายเครียด พี่หมอ jfk พี่กะละมัง พี่พี พี่วัฒน์ พี่หมอพงศ์ศักดิ์ พี่หลิน พี่หนิง พี่กุ๊ก พี่หมอสามัญชน พี่พรรณ พี่ไก่ พี่มน พี่บู พี่วิบูลย์ พี่นัน พี่ตี้ พี่จรัญ พี่แมว พี่บัวดิน หมอหนึ่ง พี่เวป พี่ฉัตร พี่ชาย พีเจ๋ง พี่นริศ พี่พอใจ พี่นุช พี่อมร ขอคุณพระศรีรัตนตรัย คุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัย มีความสุขกาย สบายใจ ตลอดปีตลอดไปครับ
ตลาดหุ้นไทยตลอดปี 2559 ผันผวนในกรอบ 200-300 จุด เหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา เริ่มต้นปีดัชนีลงไปลึกถึงประมาณ1221 จุด เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของโลก ตลาดหุ้นจีนตก 7% ติดต่อกันถึงสองวัน พร้อมกับราคาน้ำมันที่ยังดิ่งลดลงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่หลังจากนั้นดัชนีก็เริ่มไต่ขึ้นตลอดทั้งปี จนสูงสุดที่ประมาณ 1553 จุด ในเดือนสิงหา จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่ไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ทดแทนผลตอบแทนดอกเบี้ยทั่วโลกที่ตกต่ำเป็นประวัติศาสตร์ ประกอบกับราคาน้ำมันที่เริ่มฟื้นตัว แต่ในเดือนตุลาคม ดัชนีผันผวนลดลง 150-200 จุด จากข่าวสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาอย่างอย่างรวดเร็ว และจบสิ้นปีโดยให้ผลตอบแทน 22.84 % โดย 19.79 % มาจากราคาหุ้นที่เพิ่มและ 3.05 % จากเงินปันผล นี่ทำให้ตลาดหุ้นไทยให้ผลแทนดีที่สุด อันดับ 2 ของเอเชีย รองจากตลาดหุ้นปากีสถาน โดยรวม ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีอีกปีหนึ่ง เพราะมีการฟื้นตัวของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ต่ำกว่าปกติในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน รวมถึงมีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นสุทธิทั้งปีถึงประมาณ 7 หมื่นล้านบาทเพื่อแสวงหาผลตอบแทนจากสภาวะดอกเบี้ยตกต่ำทั่วโลก
โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยมีหุ้นสามัญประมาณ 657 บริษัท กองอสังหา 62 บริษัท มีมูลค่าตลาดเฉพาะหุ้นประมาณ 15 ล้านล้านบาท ตลอดปี 2559 ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 53,000 ล้านต่อวัน สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ และมีสภาพคล่องการซื้อขายสูงสุดในตลาดอาเซียนติดต่อกันปีที่ 5 (อีกความหมายคือเก็งกำไรกันสูงที่สุด) นี่ควรจะส่งผลดีต่อบริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้น หากไม่โดนกระทบจากการลดลงของค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ที่ค่อย ๆ ลดลงตามการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป มองตลาดหุ้นไทยในภาพย่อย 
หุ้นที่โดดเด่นในปีนี้ คือหุ้นที่ย่ำแย่ในปีที่แล้ว เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ฟื้นตัว หุ้นเติบโตอีกหลายตัว กลุ่มที่แพ้ตลาดเช่น สื่อสาร ส่วนกลุ่มที่แย่กว่าตลาดมากคือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีสังคม เทคโนโลยี เช่น กลุ่มทีวี สิ่งพิมพ์ 
ตลอดปี หุ้นที่เป็นทั้งโอกาสและวิกฤติในเวลาเดียวกันคือหุ้น IPO ทั้งปีมีหุ้น IPO เข้ามาระดมทุนซื้อขายในตลาดหลายตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็กและกลาง ทำให้มูลค่าการระดมทุนไม่มากเท่าที่ควร และแทบทุกตัวขายในราคาที่สูงมาก (เปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในตลาดเดิม) ที่หนักกว่านั้น เปิดตลาดมา ทุกตัวยังเปิดซื้อขายในราคากระโดด ตัวที่พื้นฐานดีจริง ราคาก็ไปต่อได้ พื้นฐานด้อย ราคาก็ถอยกลับลงไปได้มาก สวรรค์ นรก อยู่ใกล้ๆกันในตลาดหุ้น จากสถานการณ์เช่นนี้ การันตีได้เลยว่าในปีต่อไป จะมีหุ้นเข้าใหม่ต่อคิวรอเข้าตลาดอีกมาก เพราะเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่าย win win ทั้งเจ้าของบริษัทที่ขายหุ้นได้ราคาแพงมากๆ ที่ปรึกษาทางการเงินได้เงิน (ตามเปอร์เซ็นต์ของยอดระดมทุน) ผู้รับประกันการจำหน่าย มาร์เก็ตติ้งได้ลูกค้า รายย่อย ผู้มีอุปการคุณได้ส่วนต่างราคา และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ได้หน้า
ผลตอบแทนพอร์ตส่วนตัวของผม ยังน่าพอใจ ชนะตลาดติดต่อกันเป็นปีที่ 13 จาก 17 ปีที่ลงทุนแบบวีไอ ผลตอบแทนที่ชนะตลาดพอประมาณ แต่น้อยกว่าอดีต มาจากหลายสาเหตุ ด้วยขนาดพอร์ตรวมที่ใหญ่ขึ้น การบริหารเงินยากขึ้น หุ้นที่ถือสัดส่วนเยอะไม่ perform เท่าที่คาดหวัง รวมถึงการถือเงินสดประมาณ 30-40 % นานมากกว่าครึ่งปี ซึ่งในระหว่างนั้นดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 20% รวมถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นเวียดนาม 10% ของพอร์ต ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก 
[ตลาดหุ้นเวียดนามให้ผลตอบแทนรวมประมาณ 18 % ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก แต่เกิดจากการเพิ่มของหุ้นขนาดใหญ่ ไม่ใช่หุ้นขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่ผมซื้อ ปีนี้ได้เปลี่ยนกลยุทธ์จากซื้อหุ้น PE ต่ำมาเป็นหุ้นปันผลสูง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะหากพื้นฐานไม่ดี กำไรลดลง ปันผลย่อมลดลงด้วยในที่สุด แถมราคายังลดลงมากกว่า ปีหน้าอาจต้องปรับกลยุทธ์มาเน้นหุ้นพีอีต่ำ และหุ้นคุณภาพดี ราคาเหมาะสมมากขึ้น นอกจากนั้นหุ้นที่ถือหลายตัว ราคาลดลงมากกว่า 50 % ซึ่งเกิดจากปัญหาธรรมภิบาลทั้งสิ้น โดยเฉพาะบริษัทเอกชนขนาดเล็ก เป็นสิ่งที่พบได้ในตลาดหุ้นชายขอบ (frontier market) การกระจายการถือหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง จึงยังเป็นสิ่งจำเป็น แม้ผลตอบแทนที่ได้ยังไม่ดี แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะล้มเลิกลงทุน เพราะเห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจประเทศเวียดนามยังเติบโตได้ดี ภูมิศาสตร์ได้เปรียบ ประชากรมีคุณภาพ มีกำลังซื้อ สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเรียนรู้ต่อไป]
กลยุทธ์การจัดพอร์ต ส่วนใหญ่ยังเน้นหุ้นขนาดเล็ก มีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อ hedge พอร์ตบางส่วนในช่วงเวลาที่สถานการณ์ไม่แน่นอน มีการกระจายการถือหุ้นมากขึ้น โดยถือหุ้นไทยประมาณ 54 ตัว (รวมหุ้นที่ออกจากตลาด 2 ตัว) และหุ้นเวียดนามประมาณ 35 ตัว การกระจายการถือหุ้นแบบนี้ ข้อดีคือทุกๆปีจะมีหุ้นที่ perform ดีเสมอๆ ซึ่งทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ รวมถึงเปิดโอกาสให้เราผิดพลาดได้ ในหุ้นบางตัวที่ให้ผลตอบแทนแย่ ทำให้พอร์ตรวมไม่กระทบมากเพราะมีหุ้นที่ดีคอยพยุงเอาไว้ แต่การกระจายการถือหุ้นต้องแลกมากับข้อเสีย การกระจายเป็นสัญญานบ่งบอกว่านักลงทุนอาจไม่เข้าใจบริษัทอย่างถ่องแท้ ไม่แน่ใจในพื้นฐานของหุ้นที่ถือ ดังนั้นจึงต้องกระจายการถือเพื่อลดความเสี่ยง แต่นี่ก็ต้องแลกมากับผลตอบแทนที่ไม่หวือหวาด้วย คนที่ใช้แนวทางนี้ ไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนสูงๆมากได้นอกจากนั้นการติดตามหุ้นหลายตัว เป็นภาระค่อนข้างหนัก ต้องใช้เวลามาก และแน่นอนว่าคงมีความรู้ในพื้นฐานของหุ้นไม่เท่ากับคนที่ติดตามหุ้นน้อยตัว
กลยุทธ์การจัดพอร์ต ว่าควรเป็นแบบ focus มีหุ้นน้อยตัว หรือกระจายถือหุ้นหลายตัว แบบใดดีกว่ากัน เป็นสิ่งที่นักลงทุนถกเถียงกันมาเนิ่นนาน และน่าจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป คนที่ใช้กลยุทธ์การถือหุ้นน้อยตัว คิดว่า “แทนที่จะกระจายใข่ใส่ในหลายตระกร้า ทำไมไม่ใส่ไว้ในตะกร้าเดียว และดูแลมันอย่างดีที่สุด” ที่ผ่านมาหลายคนที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ ทำผลตอบแทนได้สูงมาก มากจนกระทั่งมันเป็นแบบอย่างให้คนหลายคนทำตาม เพราะเห็นตัวอย่างคนที่ทำสำเร็จ และผมก็ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิด ตราบใดที่นักลงทุนที่ทำอย่างนั้น ต้องตระหนักรู้ว่าผลตอบแทนที่สูง ไม่ได้มาแบบไม่มีเหตุผล แต่มาจากการเพิ่มความเสี่ยง เมื่อยินดีที่จะได้รับมากๆ เมื่อพลาด ก็ต้องยอมรับที่จะเสียมากๆด้วย ไม่ใช่ผิดพลาดแล้วโทษโชคชะตา ฟ้าดิน อคติการรับรู้ อาจทำให้เรามองเห็นแต่คนที่ทำได้ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่รอด เพียงแต่คนที่ไม่รอดไม่ได้พูด คนพูดคือคนที่รอด 
ตลอดทั้งปี 2559 มีเรื่องราวในตลาดหุ้นที่น่าติดตาม เป็นกรณีศึกษาหลายเรื่อง ที่ผมอยากจะพูดถึง เพื่อที่ว่าเผื่อเราจะได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง
การบูมของตราสารอนุพันธ์ ที่มีหุ้น ดัชนีหุ้น สินค้าอื่นๆ เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ว่าจะเป็น TFEX DW ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นสูงขึ้นทุกปีๆ สินค้าเหล่านี้บางอย่างสร้างมาด้วยเจตนาที่ดีเพื่อใช้ปกป้องความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง มันกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือเร่งผลตอบแทน แม้มีคำเตือนว่าผลตอบแทนสูง มาพร้อมความเสี่ยงที่สูง แต่อคติการรับรู้ ทำให้นักลงทุนจำได้เพียงแค่ประโยคแรก คำว่า “ทวีกำไร หรือ ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น ขาลง” จะถูกจดจำได้มากกว่าคำว่า “ทวีขาดทุน – ฉิบหาย ได้ทั้งขาขึ้นขาลง” สินค้าอนุพันธ์บางชนิดมีสภาพการซื้อขายที่สูงกว่าปกติ เพราะมี market maker คอยควบคุม กลไกที่บิดเบือนนี้ จะยั่งยืนได้อีกนานแค่ไหน สำหรับนักลงทุนที่รอบคอบ นี่เป็นของเล่น (อันตราย) ของความโลภที่ควบคุมไม่ได้ ก็เท่านั้น
กูรู โค้ช ครองเมือง ในยุคที่อิสรภาพทางการเงิน เป็นสิ่งที่ผู้คนร่ำเรียกหามากที่สุด อาชีพที่ผุดเป็นดอกเห็ดคือ “ผู้นำพา” หรือ กูรู โค้ช อาจารย์ ตามแต่จะเรียกกัน เป็นผู้มีหน้าที่ชี้ทาง โค้ชชิ่ง ทำให้หนทางสู่อิสรภาพทางการเงินง่ายขึ้น เร็วขึ้น เสมือนชี้ทางลัด ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี หากคนสอนรู้จริง สอนในสิ่งที่ถูกต้อง เอาไปใช้ได้จริง แต่ถ้าไม่ คนที่ไปเรียนย่อมเสียเงิน เสียทอง เสียเวลาเปล่าๆ ฉุกคิดสักนิด อิสรภาพทางการเงินที่ว่า เป็นของใครกันแน่ ของอาจารย์หรือของศิษย์ ที่แย่กว่านั้นคือครูสอนแบบผิด ๆ ทำให้คนเรียนหลงทาง ซึ่งจะทำลายชีวิตการลงทุนตลอดไป หากคิดจะไปเรียนคอร์สการเงินเหล่านี้ ผมมีข้อสังเกตแนะนำเล็กๆน้อยๆ ดังนี้
1. เจตนาชักจูงให้เกิดความโลภ เป็นสัญญานแรกที่ไม่ดี การวางแผนการเงิน การลงทุน ควรเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ ใช้เวลา ไม่ใช่รวยเร็วๆ ทันใจ พึงระลึกว่าจุดตายทางการเงิน การหลอกล่อ การโกงทุกคดี มักใช้ความโลภเป็นเหยื่อล่อให้ผู้คนติดกับ จงระวังประโยค เช่น “รวยพันเปอร์เซ็นต์ใน 60 วินาที” “เริ่มจาก 300 บาท กลายเป็น 1 ล้าน” “รวยภายใน 24 ชม” 

2. ถ้าคนสอนเก่งจริง ทำไมต้องหาเงินจากการสอน คิดสักนิด โดยเฉพาะคอร์สที่ราคาแพงๆ หากคนสอนทำได้เหมือนที่โชว์เวลาสอน คงมีเงินเป็น พันล้าน หมื่นล้าน ทำไมต้องเสียเวลา มาหาเงินเล็กๆน้อย จากนักเรียน จากประสบการณ์ตรง ผมไม่เคยเจอเซียนหุ้นตัวจริง สอนเพื่อเงินสักคน เพราะถ้าเก่งจริงเขาสามารถทำเงินจากหุ้น ได้มากกว่าการสอนมากๆ 

3. มีแต่ตัวอย่างซ้ำๆ เคสในอดีตที่ทำสำเร็จ แล้วหลังจากนั้นล่ะ กรณีที่ไม่สำเร็จล่ะ อย่าลืมว่า แม้คนโง่ที่สุด ยังเคยมีวันดีๆ แต่คนที่สำเร็จจริง ต้องทำได้บ่อยๆ

4. โปรไฟล์คนสอน ไม่ใช่เรื่องหน้าตา ชาติตระกูล การศึกษา แต่สำคัญที่สุดคือผลงานที่ประจักษ์ชัด ถ้าหากเป็นเรื่องหุ้น ก็ควรจะมีชื่อติดผู้ถือหุ้นใหญ่หลายๆบริษัท (ไม่ใช่เอาเงินค่าสอน ไปซื้อหุ้นเล็กๆ ให้ติดชื่อ แล้วนำมาเป็นโปรไฟล์,บางคนเคยให้สัมภาษณ์มันนี่ชาแนลครั้งเดียว อุตสาห์เอามาเป็นโปรไฟล์)
Solar drama หุ้นพลังงานทดแทนที่โด่งดังที่สุด เพราะมีนักลงทุนรายใหญ่หลายคนเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก ในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้นักลงทุนหลายคนแห่เข้าไปซื้อตาม ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก ต่อมาเมื่อเจ้ามือตัวจริงหรือผลกำไร ไม่มาตามที่คาด ประกอบกับมีคำถามเรื่องธรรมภิบาลในหลายเรื่อง นักลงทุนรายใหญ่เริ่มทยอยขาย เมื่อข่าวถูกแจ้งตลาด นักลงทุนอื่นๆ รู้ข่าวและตกใจ เทขายด้วย ทั้งรายใหญ่ รายย่อมพร้อมใจกันขาย ทำให้ราคาลดลงอย่างมาก สร้างความเสียหายให้กับหลายคน เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวแบบนี้ ประการแรก พึงจำไว้ว่า เซียนย่อมผิดพลาดได้ แม้เซียนหลายคนเห็นพ้องกัน ก็ยังผิดพลาดมาแล้ว เซียนผิดพลาด รีบยอมรับและตัดสินใจตัดขาดทุน แล้วคนซื้อตามล่ะได้ทำหรือเปล่า เหตุผลตอนซื้อ ยังอยู่เหมือนเดิมไหม ประการที่สอง ที่สุดแล้วกำไรคือปัจจัยที่พยุงราคาหุ้นได้อย่างแท้จริง จะเซียนกี่คนช่วยกันดัน สุดท้ายก็สู้เจ้ามือตัวจริงไม่ไหว ประการที่ 3 ถึงแม้วิธีการวิเคราะห์หุ้นจะถูก แต่ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ผิด ผลลัพธ์ก็ย่อมผิดด้วย และข้อมูลก็มาจากผู้บริหาร ดังนั้นคุณภาพผู้บริหารสำคัญถึงสำคัญที่สุด
ศัพท์การลงทุนแปลกๆ ปีนี้หรือปีไหนๆ เราจะได้ยิน ได้ฟัง ศัพท์ใหม่ๆที่ผู้คนประดิดประดอย สร้างสรรค์กันออกมา เร็วๆนี้นี้เราได้ยินคำว่า Fintech, Brexit, Block chain, EV, Crow funding, Start up, Co working space สารพัดที่เรียกกัน แน่นอนว่าหลายคำเป็นเพียงแฟชั่น ไม่นานก็จะเลือนหายไป แต่หลายอย่างจะกลับกลายเป็นแนวโน้มจริง สำหรับนักลงทุน ไม่ควรตื่นเต้นไปตามกระแสเหล่านี้ แม้มันเกิดขึ้นจริง ก็ยังพอมีเวลาที่จะปรับเปลี่ยนการลงทุน นักลงทุนบางท่าน อาจสนใจลงทุนในธุรกิจ Start up โดยตรง ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่พึงระลึกว่าอัตราความสำเร็จที่อยู่รอดของ Start up จนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้มีต่ำมากๆ อย่าให้ผลตอบแทนสูงๆที่เกิดขึ้นกับบางบริษัทอันน้อยนิด ทำให้เกิดภาพลวงตาของความสำเร็จ ผมจะรอให้ธุรกิจ Start up เหล่านี้ ประสบความสำเร็จ เข้าตลาดหลักทรัพย์เสียก่อน ค่อยเข้าไปซื้อขายดีกว่า แม้จะได้ผลตอบแทนน้อย แต่ความเสี่ยงก็ต่ำกว่ามาก
อินไซเดอร์ อย่างที่หลายคนทราบ ผมได้ประกาศไม่ใช้ข้อมูลภายในหรืออินไซเดอร์ในการซื้อขายหุ้น เมื่อหลายปีมาแล้ว รวมถึงประกาศไม่เยี่ยมบริษัท เมื่อปีที่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมามีข้อมูลอินไซเดอร์ 2 บริษัท ที่เข้ามาพิสูจน์ [เรื่องราวต่อไปนี้ สมมุติว่าเป็นเรื่องจริง..] บริษัทแรก เพื่อนรุ่นน้องที่เคารพ โทรมาบอกว่าบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง จะมีงบไตรมาสที่จะประกาศอลังการมากๆ เป็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน หากผมซื้อ ก็น่าจะได้กำไรมากพอสมควร เพราะแค่วันนั้นหุ้นก็ขึ้นถึง 7 % แล้ว พองบออกมา ก็เป็นจริงตามตัวเลขที่บอก แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไร บริษัทนี้ผมชนะ แต่อีกบริษัท เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพ โทรมาบอกว่า บริษัทแห่งหนึ่งที่ผมลงทุนอยู่เยอะ กำลังจะมีข่าวดีมากๆ เร็วๆนี้ ผมซึ่งในขณะนั้นกำลังซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่ม เมื่อได้ข้อมูลใหม่ ผมซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% จากที่ตั้งใจจะซื้อ หลังจากวันนั้น หุ้นยังเพิ่มขึ้นอีก และวันที่ออกข่าว หุ้นขึ้นถึง 22% สองวันหลังผมไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ผมยังรู้สึกผิด ผลประโยชน์เพียงน้อยนิด ปล่อยให้ข้อมูลอินไซด์และความโลภมีผลต่อการซื้อขาย ผมหวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ข้อมูลอินไซเดอร์มีผลต่อการซื้อขายของผม [ถึงเพื่อนๆที่ปรารถนาดีต่อกัน หากรู้ข่าวอินไซเดอร์ ไม่ต้องโทรมาบอกผมนะครับ จะขอบคุณมาก … 😛 ]
เรื่องไม่จริงที่ผมเล่านี้ ก็สะท้อนความจริงบางอย่างของตลาดหุ้น ของนักลงทุนไทย ประการแรก ทุกการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ผิดปกติ มีโอกาสเป็นอินไซเดอร์สูงมาก ผมอยู่ห่างไกลจากตลาด ไม่ได้คบหาเพื่อนมากมาย ยังได้รับข้อมูลขนาดนี้ แล้วคนที่แสวงหาล่ะ..ตลาดที่ควรจะเป็นหรือตลาดในอุดมคติ คือตลาดที่ทุกคนได้รับข่าวสารเท่าเทียมกัน วัดกันที่ใครวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีกว่ากัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกมากที่ “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” ในทางที่เอาเปรียบคนอื่น ประการที่สอง การต่อสู้กับความโลภ ยังเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ผมซึ่งมีขนาดพอร์ตระดับที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองในการดำรงชีพแล้ว ยังติดกับ แล้วคนอื่นที่อยู่ในช่วงพอร์ตเล็กๆ กำลังก่อร่างสร้างตัว หากมีโอกาสทำเงินมากๆ (จากอินไซเดอร์) คุณคิดว่าเขาจะทำไหม มีโอกาสมากไหมที่เขาจะทำ สิ่งที่ผมอยากพูดกับตัวเองและคนอื่นคือ หากคุณรู้อยู่แล้วว่า คุณต้องรวย หรืออย่างน้อยไม่จนแน่ๆ เพราะใช้วิธีการลงทุนที่ถูกต้อง มันจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้คุณเดินเร็วขึ้น แต่หากวันหนึ่งคุณประสบความสำเร็จ และมองย้อนมาในสิ่งที่คุณได้กระทำ คุณจะบอกลูกอย่างภูมิใจ คุณจะยิ้มให้กับตัวเองอย่างภูมิใจได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณได้ทำอย่างไร ในวันนี้..
หุ้นเติบโต & หุ้นวีไอ ในอดีตผมเชื่อว่าหุ้นเติบโตคือหุ้นคุณค่า การที่บริษัทมีคุณภาพ สามารถเติบโตได้มาก นั่นคือคุณภาพอย่างหนึ่ง แม้เราซื้อหุ้นในราคาแพงสักหน่อย แต่ไม่ช้ากำไรจะเติบโตขึ้น จนไล่ทันราคาที่เราซื้อ แต่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ เส้นแบ่งระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า เริ่มแบ่งแยกชัดเจนมากขึ้น หุ้นเติบโตหลายตัว แม้เติบโตได้ดีก็จริง แต่ถูกซื้อขายในระดับ PE ที่สูงจนไม่อาจเรียกว่าเป็นหุ้นคุณค่าได้ แนวโน้มนี้อาจเหมือนในต่างประเทศ ที่หุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่าแบ่งแยกกันค่อนข้างชัดเจน แต่มันไม่สำคัญว่าจะเป็นแบบไหน สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือกำไร ในต่างประเทศนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายคน ก็ประสบความสำเร็จด้วยหุ้นเติบโต แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจะรู้คืองานวิจัยหลายชิ้น บ่งบอกว่า ในระยะยาวหุ้นคุณค่ามักให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต เมื่อหุ้นในกลุ่ม Nifty-Fifty ซื้อขายในระดับ PE ที่สูงมาก สุดท้ายตลาดก็เริ่มรับรู้ว่าเป็นการคาดหวังการเติบโตที่ดีเกินจริง ส่งผลหลายปีถัดจากนั้น หุ้นกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดมาก อีกเหตุผลนึงที่หุ้นเติบโตได้รับความนิยมมากในช่วงหลัง คือกลยุทธ์ “ดักซื้อก่อนกองทุน” ปัจจุบันกองทุนในประเทศไทยเติบโตขึ้นมาก มีเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะกองทุนส่วนบุคคล (Private fund) เกิดปรากฏการณ์ searching for yield ภายใต้สถานการณ์ดอกเบี้ยตกต่ำ ดังนั้นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนดี มีอยู่ไม่มาก นั่นคือการลงทุนในหุ้น หุ้นที่เหมาะกับกองทุนคือหุ้นที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูง มีการเติบโตที่แน่นอนสูงมาก และมีธีมการขยายไปต่างประเทศ ราคาแพงหน่อยไม่สำคัญ นี่น่าเป็นเหตุผลหลักที่กองทุนไล่ซื้อหุ้นเติบโตสูงหลายตัว ในราคาอนาคตที่สูงลิบลิ่ว นักลงทุนวีไออาศัยโอกาสนี้ ดักซื้อหุ้นประเภทนี้ ก่อนกองทุนจะมาไล่ซื้อ และนี่เป็นที่มาของการหากำไรจากหุ้นเติบโตก่อนที่กองทุนจะซื้อ
คุณนิติ โอสถานุเคราะห์ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์จัดอันดับเศรษฐีหุ้นประจำปี มีนักลงทุนที่น่าสนใจท่านหนึ่ง คนเดียวที่ไม่ได้ก่อตั้งธุรกิจเอง เป็นนักลงทุนที่รับบริหารพอร์ตต่อจากบิดา แต่สามารถสร้างพอร์ตเติบโตจนเป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ของประเทศไทย พอร์ตหุ้นมูลค่าประมาณ 27,000 ล้านบาท นักลงทุนท่านนี้ลงทุนตามแนววิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแบบวีไอ ย้อนหลังไปประมาณ 10 กว่า ปี ผมยังพอจำได้ว่าพอร์ตของท่านมูลค่าไม่ถึง 1 พันล้านบาท นั่นเท่ากับว่าพอร์ตได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยที่แทบไม่มีการเปลี่ยนหุ้นเลย โดยหุ้นที่เป็นพระเอกที่ทำให้พอร์ตการลงทุนโตมากคือ MINT หรือ RGR เดิม รวมถึง HMPRO และหุ้นอีกหลายตัวที่ไม่มีนัยยะ นี่ทำให้เราพอสรุปได้ว่า การถือหุ้นระยะยาวทำให้รวยได้เลย แต่สำคัญที่สุด ต้องถือหุ้นให้ถูกตัว และสำหรับประเทศไทย ผมไม่คิดว่า จะมีใครเชื่อ คนๆหนึ่งที่ไม่ได้มีกิจการของตัวเอง ไม่ได้รับธุรกิจจากพ่อแม่ อาศัยเป็นนักลงทุนเพียงอย่างเดียว จะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ขนาดนี้ นอกจากท่านนี้ ผมคิดว่ายังมีอีก 3-4 ท่าน ที่มีพอร์ตระดับหมื่นหรือเกือบๆจะหมื่นล้าน ว่าที่จริง ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นไปได้จริง หากเราเข้าใจสมการทบต้น ที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นในปีท้ายๆ เราจะไม่สงสัย การลงทุนแบบวีไอเพิ่งเผยแพร่ ได้รับความนิยมเพียงไม่เกิน 20 ปี หลายท่านยังมีความมั่งคั่งระดับนี้ มองไป 10 20 30 ปี ข้างหน้า เมื่อการทบต้นทำงานไปเรื่อยๆ… โลกจะเห็น นี่ไม่รวมความมั่งคั่งระดับพัน ร้อย หรือสิบล้าน อย่าสงสัย ว่ามันเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือเปล่า ดูไปที่เส้นชัยซิ.. อย่าเอาคำอ้างทั้งหลาย ..เกิดมาจน ..เงินน้อย มาฆ่าความฝัน แม้เงินน้อย เมื่อมันฉลาด มันจะโต เงินโง่ แม้มีมาก ที่สุดมันก็ลดลง เวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เมื่อเราอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง..
การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นที่เสียใจของพสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่สูญเสียพระมหากษัติย์ที่เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ภายใต้บรรยากาศแห่งการไว้อาลัย พิธีการ กิจกรรมต่างๆมากมาย อยากให้ประชาชนชาวไทย มองทะลุออกไป ถึงหลักการใช้ชีวิตที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างตลอดมา การใช้ชีวิตที่ต่ำกว่าฐานะ ความพอเพียง ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อตามกระแสสังคม ไม่ทำอะไรที่เกินฐานะตัวเองไปมาก ไม่สร้างหนี้สินเกินกว่าที่จะชำระได้ หากเพียงเรานำหลักการเหล่านี้ไปใช้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ต่อประเทศ นี่น่าจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างแท้จริง..
การใช้ชีวิต เมื่อผมได้ผ่านการลงทุนมาเกือบ 20 ปี ชีวิตล่วงเลยสู่วัยกลางคน ชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน ทองเพื่อกินอยู่แล้ว ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของเฮียคลายเครียดเรื่อง “โอ่ง 5 ใบ” ซึ่งเป็นบททดสอบว่าชีวิตหนึ่งมีความสมดุลหรือไม่ โอ่งแต่ละด้านในมุมมองของผมเป็นอย่างนี้
1.การงาน เงินทอง ผมคิดว่าชีวิตนี้สมบูรณ์พร้อมแล้ว

2.ครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนฝูง เป็นไปตามที่สมควรจะเป็น ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ ช่วยเหลือญาติมิตรตามสมควร มีเพื่อนฝูงที่ปรึกษาหารือกันได้

3.สุขภาพร่างกาย เสื่อมถอยไปตามวัยที่ควรจะเป็น ร่างการที่หยิบยืมมา ที่ไม่รู้ว่าจะโดนทวงคืนเมื่อไหร่ ที่ทำได้คือตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

4.สุขภาพจิต ไม่มีอะไรกดดัน บีบคั้น สามารถควบคุมความกลัว โลภ ได้ตามสมควร

5.การทำเพื่อคนอื่น เพื่อประเทศ เพื่อโลกนี้ ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น เมื่อคนที่มีกำลัง ศักยภาพที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่ยังไม่ทำ เราไม่อาจคาดหวังคนอื่นได้อีก จากนี้ตั้งใจว่าจะเน้นให้ความสำคัญในการช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสังคม มากขึ้นครับ
แล้วเพื่อนๆ ละครับ ที่กำลังเดินไปข้างหน้า เดินเต็มกำลัง สมดุลชีวิตของท่านเป็นอย่างไร อย่าลืมว่าขาดด้านใดด้านหนึ่ง แม้มีเงินทองมากมายท่วมหัว ท่านก็อาจสอบตกวิชาชีวิตนะครับ..
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=35&t=33509&start=2640

‘วิธีคิด’สำคัญกว่า’กำไร

‘วิธีคิด’สำคัญกว่า’กำไร’Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, October 06, 2014 

ชาลินี กุลแพทย์

เงินเก็บ “หลักหมื่นบาท” ที่ได้จากการช่วยครอบครัวทำงานเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องครัวตราสามดาว และตราโลตัส ของ “นเรศ งามอภิชน” ถูกถอนออกจากแบงก์ในปี 2531 เพื่อนำมาลงทุนในตลาดหุ้น ตามคำเชื้อเชิญของเพื่อนนักเรียนนอก

ก่อนจะเป็น “เจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน” มีห้อง VIP หมายเลข 121 ประจำ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นฐานบัญชาการ ชีวิตเก็งกำไรของ “นเรศ” เคยติดลบเข้าขั้นขาดทุนหนักเหลือเงินติดพอร์ตเพียง 5 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีพอร์ตสูงถึง “หลักร้อยล้าน”แม้วันนี้ “ชายวัย 56 ปี” จะมีคำนำหน้าว่า “เซียนหุ้นรายใหญ่” แต่เขาเลือกที่จะให้ภรรยาและลูกทั้ง 3 คน (ลูกสาว 2 คน ลูกชาย 1) เรียนรู้เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตนเอง โดย “นเรศ” จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้แนะนำ เมื่อมีใครต้องการ

“นเรศ” เล่าให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังว่า ที่ผ่านมาภรรยาและลูกๆ มีโอกาส ลงทุนในตลาดหุ้นแต่ไม่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่ คนในครอบครัวได้กำไรจากการลงทุน จะไม่ค่อยมาเล่าสู่กันฟังว่า ได้มาเท่าไหร่ เพราะทุกคนรู้ว่า ในสายของผมกำไรไม่ใช่เรื่องสำคัญมากกว่าวิธีคิด ที่ผ่านมาคนในครอบครัวมักสอบถามเรื่องหุ้นกับผม ในฐานะที่ลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อนหลายสิบปี แต่ผมก็ไม่ได้ตอบคำถามแบบไม่ลึกซึ้งมากนัก ที่สำคัญจะไม่ชี้นำเด็ดขาด เพราะอยากให้ทุกคนมีวิธีการลงทุนและรอยเท้าเป็นของตัวเอง ถือคติที่ว่า

“คนจะประสบความสำเร็จได้ต้องมาจากความสามารถเฉพาะตัว เรื่องแบบนี้สอนกันไม่ได้”

เขาเล่าว่า ภรรยาผมเป็นคนดวงดีลงทุนตัวไหนมักได้กำไร บางครั้งซื้อผิดตัวยังไม่ขาดทุน (หัวเราะ) ส่วนลูกๆ ทั้งสามคน แม้วันนี้ จะไม่ค่อยมีเวลาซื้อขายเหมือนก่อน เพราะมีงานประจำ แต่สมัยก่อนเขาถือเป็นนักลงทุนที่ใช้ได้

ยกตัวอย่าง ลูกสาวคนโตวัย 29 ปี ขานี้สนใจตลาดหุ้นมาตั้งแต่สมัยศึกษาอยู่ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตอนโน้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดอบรมเรื่องการลงทุน ซึ่งน้องสมัครแข่งขันด้วย ผลปรากฏว่า ได้คะแนนค่อนข้างดี เรียกว่า มีทักษะการลงทุนที่เยี่ยมมาก แต่ปัจจุบันไม่ได้ลงทุนจริงจัง ด้วยภาระหน้าที่ทำให้ไม่มีเวลา ลูกสาวคนโตเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโท ด้านกฎหมาย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาโท ด้านกฎหมาย อีก 2 ใบ จากมหาวิทยาลัย คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมหาวิทยาลัยจากประเทศออสเตรเลีย แน่นอนเขาอยากเป็นนักกฎหมาย ตอนเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้องอยู่ห้องคิงส์ ในห้องเรียนมีนักเรียนเลือกเรียนกฎหมายเพียง 2 คนเท่านั้น

เป้าหมายของลูกสาวคนโต คือ อยากเป็น ผู้พิพากษา แต่เมื่อปีกว่าที่ผ่านมา เขาแต่งงาน ทำให้ไม่สามารถทำตามฝันได้ ปัจจุบันน้องเป็นอาจารย์สอนคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นที่ปรึกษากฎหมายในเครือเซ็นทรัล

สำหรับลูกสาวคนกลางวัย 27 ปี ปัจจุบันลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง ช่วงที่น้องเรียนปริญญาโท ด้าน MBA มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มีโอกาสได้ลงทุนในดัชนีดาวโจนส์ วิธีการ คือ เขาจะวิเคราะห์พื้นฐาน เพื่อถือลงทุนระยะยาว ถือนานจนบางครั้งผมต้องเอ่ยปากแนะนำว่า “ขายได้แล้วมั้ง” (ยิ้ม)

“ที่ผ่านมาน้องชอบถือแต่หุ้นขนาดใหญ่ ลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง ช่วงที่น้องเรียนปริญญาโท ด้าน MBA มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มีโอกาสได้ลงทุนในดัชนีดาวโจนส์ วิธีการ คือ เขาจะวิเคราะห์พื้นฐาน เพื่อถือลงทุนระยะยาว ถือนานจนบางครั้งผมต้องเอ่ยปากแนะนำว่า “ขายได้แล้วมั้ง” (ยิ้ม)ครั้งหนึ่งเขาเคยได้กำไรหุ้น APPLE แต่เขา ไม่ได้เล่าว่า มีต้นทุนเท่าไหร่ และได้กำไรมาแล้วแค่ไหน”

เขา เล่าประวัติลูกคนกลางให้ฟังว่า ตอนที่เรียนจบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีบริหารธุรกิจ หรือ BBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขามีโอกาสเข้าไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาการลงทุน ทำได้ไม่นานก็ไปสอบชิงทุนเรียนต่อโทของธนาคารกสิกรไทย แต่กสิกรไทย ส่งไปรับทุนของเมืองไทยประกันชีวิต ปัจจุบันเขากลับมาใช้ทุนให้เมืองไทยประกันชีวิต ด้วยการนั่งตำแหน่งวางกลยุทธ์ประกัน น้องต้องใช้ทุนทั้งหมด 4 ปี ตอนนี้ทำงานไปแล้ว 1 ปีกว่า ล่าสุดกำลังจะย้ายไปประจำแผนกการลงทุน เพื่อบริหารพอร์ตให้เมืองไทยประกันชีวิต เพราะเขามีทักษะในการลงทุนค่อนข้างดี

ส่วนลูกชายคนเล็กวัย 25 ปี หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี บริหารธุรกิจ หรือ BBA มหาวิทยาลัย อัสสัมชัน หรือ ABAC มีโอกาสเข้ามาทำงานในแผนก Wealth Management ของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประมาณ 1 ปี

หน้าที่หลักคือ บริหารพอร์ตให้ ทำงานไปแล้ว 1 ปีกว่า ล่าสุดกำลังจะย้ายไปประจำแผนกการลงทุน เพื่อบริหารพอร์ตให้เมืองไทยประกันชีวิต เพราะเขามีทักษะในการลงทุนค่อนข้างดี

ส่วนลูกชายคนเล็กวัย 25 ปี หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี บริหารธุรกิจ หรือ BBA มหาวิทยาลัย อัสสัมชัน หรือ ABAC มีโอกาสเข้ามาทำงานในแผนก Wealth Management ของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประมาณ 1 ปี นักลงทุนรายใหญ่ แต่ตอนนี้น้องลาออกไปเรียนปริญญาโท สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาอยากออกไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติม

ลูกทั้ง 3 คน ลงทุนในตลาดหุ้นมาตลอด เพียงแต่ไม่ได้จริงจัง สงสัยเห็นพ่อทำได้ดี อยู่แล้ว (ยิ้ม) ส่วนภรรยาที่มีอาชีพเป็นแม่บ้าน ปัจจุบันเปิดพอร์ตลงทุนที่บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และบล.ฟิลลิป หลังๆ ตามข้อมูลน้อยลง แต่ฟังข้อมูลจากผมมากขึ้น

“แม้จะรับข้อมูลจากผม แต่ใช่ว่า ทุกคนจะเชื่อทุกอย่างที่พูด เพราะก่อนลงทุนเขามักนำข้อมูลไปกลั่นกรอง ก่อนเสมอ”

“ครอบครัวมักสอบถามเรื่องหุ้นกับผม แต่ก็ไม่ได้ตอบแบบไม่ลึกซึ้ง เพราะอยากให้ทุกคนมีวิธีการลงทุนและรอยเท้าเป็นของตัวเอง–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อภินิหารเงินปันผล ‘ร้อยล้าน”นเรศ งามอภิชน’

อภินิหารเงินปันผล ‘ร้อยล้าน”นเรศ งามอภิชน’Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, September 29, 2014 06:29

ชาลินี กุลแพทย์

สำรวจ ความสวย หุ้น 10 ตัว ประจำพอร์ต นเรศ งามอภิชน ดีกรีเซียนหุ้นพันล้าน รักมากยกให้ ธุรกิจสื่อนอกบ้าน พร้อมแชร์ไอเดีย 2 หุ้นน่าซื้อ ความลับนี้มีที่ Biz Week แห่งเดียว 

2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจ Biz Week ได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของ นเรศ งามอภิชน เซียนหุ้นพันล้าน เจ้าของห้อง VIP หมายเลข 212 ประจำโบรกเกอร์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ชนิดคำต่อคำเท่าที่เจ้าของตัวจะเปิดเผยได้ 

นเรศ เป็นเพื่อนนักลงทุนรุ่นเดียวกับ เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล และ เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์ รู้จักกันมาตั้งแต่ลูกๆยังเรียนอยู่เพียงชั้นอนุบาล แม้จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นั่งกินข้าวเที่ยงบนชั้น 21 ด้วยกันเกือบทุกวัน แต่กูรูทั้ง 3 คน หาได้กอดคอซื้อหุ้นตัวเดียวกันไม่ 

วันนี้มีหุ้นอยู่ในมือกี่ตัว ชายวัยย่าง 56 ปี บอกกับ กรุงเทพธุรกิจ Biz Week ว่า น่าจะประมาณ 10 กว่าตัว แอ็คทีฟทุกตัว ไล่มาตั้งแต่ หุ้น วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย หรือ VGI ประมาณ 84 ล้านหุ้น หุ้นตัวนี้มีอนาคต เพราะธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ 

ตัวต่อไปคือ หุ้น มาสเตอร์ แอด หรือ MACO ผู้ให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้าน และรับจ้างผลิตงานสื่อป้ายโฆษณา ปัจจุบันถือหุ้นอันดับ 2 จำนวน 24,200,000 หุ้น คิดเป็น 8.04 เปอร์เซ็นต์ รองจากบมจ.วีจีไอ โกลบอล มีเดีย ที่ถือหุ้นอยู่จำนวน 74,900,000 หุ้น คิดเป็น 24.89 เปอร์เซ็นต์ 

เพิ่งซื้อหุ้น MACO เมื่อต้นปี 2557 ต้นทุนเฉลี่ย 12-15 บาท ปัจจุบันซื้อขายเฉลี่ย 18 บาท ผมเริ่มซื้อหุ้น MACO หลังกลับจากพบ นพดล ตัณศลารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ MACO ธุรกิจของ MACO กับของ VGI แตกต่างกันตรงที่ MACO เชี่ยวชาญโฆษณาบิลบอร์ด 

ด้วยความที่บริษัทแห่งนี้ที่มีมาร์เก็ตแคปเล็กมาก เขาหันไปดีดเครื่องคิดเลข ก่อนตอบว่าปัจจุบันมาร์เก็ตแคปน่าจะยืนเฉลี่ย 5,000 ล้านบาท ฉะนั้นภายใน 1-2 ปีข้างหน้า มีโอกาสเห็นมาร์เก็ตแคปทะยานสู่หลัก 10,000 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการอาจเติบโตเฉลี่ยปีละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ 

เขา กล่าวชื่นชม นพดล ว่า ผู้ชายคนนี้เก่ง ดังนั้นเป้าหมายมาร์เก็ตแคป และการผลักดันผลประกอบการ ไม่น่าจะใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ ที่ผ่านมา นพดล ไม่ค่อยชอบพบนักวิเคราะห์เท่าไหร่ แต่เมื่อเข้าไปพูดคุยด้วยจึงทำให้รู้ว่า เขาไม่ธรรมดาในเรื่องการทำธุรกิจ แม้จะจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ก็มีความรู้ในการบริหารสื่อโฆษณานอกบ้านเป็นอย่างดี ถือเป็นผู้มีความชำนาญคนหนึ่ง 

ช่วงที่เข้าไปพบ นพดล ถือโอกาสแนะนำเพิ่มเติมว่า บริษัทควรจัดประชุมนักวิเคราะห์ทุกครั้งที่ประกาศงบการเงิน และหากนักวิเคราะห์ต้องการขอพบควรจัดเวลาให้นักวิเคราะห์สามารถเข้าถึงข้อมูล บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มา 10 กว่าปี เดิมทีหุ้นไม่เคยได้รับความสนใจเลย เพราะผู้บริหารมุ่งแต่ทำงาน เมื่อคุยจบแล้ว นพดล มีท่าทีตอบรับ 

วันนี้ราคาหุ้น MACO ยืนระดับเฉลี่ย 18 บาท ออกแนวตึงๆแล้ว แต่ถ้าอนาคตบริษัททำงานจนออกดอกออกผล ราคานี้จะถูกมาก ผมคงถือลงทุนไปเรื่อยๆ จนกว่าบริษัทจะหยุดพัฒนาการ โดยปกติผมไม่มีจุดตัดขาดทุน เพราะถือมานานได้กำไรมาระดับหนึ่งจนไม่จำเป็นต้องมีแล้ว 

ขาใหญ่วีไอ เล่าถึงหุ้นตัวที่ 3 ต่อว่า ถือ หุ้น ยูนิเวนเจอร์ หรือ UV ต้นทุน 3 บาท มานาน 2-3 ปีแล้ว ปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุน 27,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.41 เปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่บริษัทแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ฉะนั้นเจ้าสัวย่อมใส่ที่ดินแปลงสวยๆให้กับ UV ซึ่งมีลูกชาย 2 คน ฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี นั่งบริหารอยู่ 

แม้ UV จะจ่ายเงินปันผลไม่ค่อยดี แต่ก็จ่ายสม่ำเสมอ ที่สำคัญมองว่า UV คือ หุ้นเติบโต ครั้งหนึ่งเคยขึ้นไปสูงถึง 18 บาท สูงขนาดนั้นยังไม่ยอมขายเลย รู้สึกเสียดายเหมือนกัน เมื่อก่อนเคยเข้าไปพบผู้บริหารคนเก่า ซึ่งเขาก็เล่าเรื่องแผนธุรกิจต่างๆให้ฟัง การที่บริษัทมีลูกเจ้าของดูแลอยู่พ่อย่อมใส่ใจเป็นธรรมดา 

ตัวต่อไป คือ หุ้น ทีพีไอ โพลีน หรือ TPIPL พูดถึงหุ้นตัวนี้แล้วราคาถูกเหลือเชื่อ!! วันนี้ราคาหุ้นซื้อขายเฉลี่ย 18.90 บาท ขณะที่มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นอยู่ระดับ 28.65 บาท พูดง่ายๆว่า ราคาหุ้นต่ำกว่าบุ๊คแวลูครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันถือหุ้น TPIPL จำนวน 15 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.74 เปอร์เซ็นต์ 

ผมพยายามขอเข้าพบ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ยอมรับว่านัดยากมาก แต่มีวันหนึ่ง ประชัย และภรรยา อรพิน ให้ลูกน้องโทรมานัดเวลากับผม ไม่รู้ท่านไปอารมณ์ดีมาจากไหน วันนั้นทั้งสองคนเลี้ยงน้ำขนมอย่างดีกับผม อรพิน ยังชวนให้ชิมขนม แต่ด้วยความที่ต้องใช้สมาธิในการพูดคุยสูง ทำให้ชิมขนมได้นิดหน่อยเท่านั้น 

ตอนนั้น ประชัย เล่าว่า โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนและขยะ กำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ปี 2558 ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าของบริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 45 เมกะวัตต์ เป็น 135 เมกะวตต์ 

ขณะเดียวกันโรงปูนซีเมนต์แห่งที่ 4 จังหวัดสระบุรี ก็จะแล้วเสร็จเช่นกัน ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นเป็น 13.5 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ TPIPL ขึ้นแท่นโรงปูนซีเมนต์ที่มีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 2 รองจากบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC ถือเป็นการเบียดบมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง หรือ SCCC ลงไปอยู่อันดับ 3 

เวลาฟังคนอื่นพูดถึง ประชัย เราจะรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง แต่เมื่อไปพบแล้วพูดคุยเรื่องธุรกิจ ประชัย คือ คนฉลาด ขยัน ทุ่มเท และมีความสุขในการทำงาน แกทำงานทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำมืด แม้กระทั่งวันหยุดก็ยังทำงาน ทั้งๆที่แกอายุ 70 ปีแล้ว 

ในสายตาของผม ประชัย คือ คนดีคนหนึ่ง 

ผมไม่ได้คุยเรื่องคดีฟ้องร้องกับบมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC กับ ประชัย แต่สอบถามเรื่องนี้กับมือการเงิน เขาบอกว่า ตราบใดยังไม่รู้แพ้รู้ชนะ TPIPLจะสู้ต่อไป แต่ถ้าศาลตัดสินใจว่า บริษัทแพ้คดีแล้วบริษัทจะไม่ยื้อ ยึดคติ น้ำใจนักกีฬา เมื่อคุยกับเจ้าของ TPIPL เสร็จ ก็ซื้อหุ้นเพิ่มอีกจำนวนมาก ทุกครั้งที่ราคาลงก็ทยอยเก็บตลอด 

เขา เล่าถึงหุ้นในพอร์ตตัวที่ 5 ต่อว่า ล่าสุดเพิ่งซื้อ หุ้น ซุปเปอร์บล๊อก หรือ SUPER ตอนนี้ถือลงทุนอยู่ 21 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.25 เปอร์เซ็นต์ สนใจหุ้นตัวนี้ เพราะเชื่อว่าธุรกิจใหม่อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าฟาร์ม) ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง SUPER กับบมจ.เด็มโก้ หรือ DEMCO จะทำให้บริษัทมีอนาคตที่ดี 

เมื่อก่อนผมเคยถือหุ้น DEMCO ทำให้รู้ว่า ประเดช กิตติอิสรานนท์ ที่ถือหุ้น DEMCO 4.65 เปอร์เซ็นต์ และถือหุ้น SUPER 9.10 เปอร์เซ็นต์ เขาเชี่ยวชาญเรื่องพลังงานทดแทน ขณะที่ตระกูลโลจายะอดีตผู้ถือหุ้นรายใหญ่ SUPER เขามีคอนเน็คชั่นที่ดี เมื่อสองคนรวมมือกันธุรกิจไปได้แน่นอน 

ได้หุ้น SUPER ยกล็อตมาจากใคร? เขาตอบคำถามนี้ว่า ติดต่อขอซื้อหุ้นผ่าน จอมทรัพย์ โลจายะ ที่วันนี้ถือหุ้น SUPER ประมาณ 6.85 เปอร์เซ็นต์ โดย จอมทรัพย์ เป็นคนรวบรวมหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมมาให้ ซึ่งผมไม่รู้ว่ามาจากใครบ้าง ต้นทุนหุ้นตัวนี่เฉลี่ย 8.80 บาท สุดท้ายผมได้ทั้งหุ้นเพิ่มทุนและวอร์แรนต์ 

คุณอะไรกับ จอมทรัพย์ บ้าง ตอนนั้นแกบอกว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 400 เมกะวัตต์ จะทยอยเสร็จในปี 2557 ประมาณ 100 เมกะวัตต์ ปี 2558 ประมาณ 250 เมกะวัตต์ และปี 2559 จะเดินเครื่องเต็ม 400 เมกะวัตต์ 

จอมทรัพย์ ยังเล่าอีกว่า ขั้นตอนการสร้างโซลาร์ฟาร์มของบริษัทจะมีประสิทธิภาพกว่าของผู้ประกอบการรายอื่น สมมุติ โรงงานคนอื่นสามารถอยู่ได้ 10 ปี แต่ของบริษัทจะอยู่ได้นานกว่าเท่าตัว ตอนนั้นแกบอกว่า อีกไม่นานหุ้น SUPER คงย้ายจากหมวดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างวัสดุก่อสร้างไปซื้อขายในหมวดพลังงาน หลังบริษัทขายธุรกิจเก่าให้บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวงไปแล้ว 

ตัวต่อไป คือ หุ้น ไซแมท เทคโนโลยี หรือ SIMAT จริงๆไม่ได้ลงรายละเอียดกับหุ้นตัวนี้มากนัก มีโอกาสคุยกับเจ้าของ ทองคำ มานะศิลปพันธ์แค่ครั้งสองครั้ง แต่บังเอิญน้องนักวิเคราะห์คนสนิทประจำบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เขาชอบหุ้นตัวนี้ น้องบอกว่า หากบริษัทวางระบบโครงข่ายใยแก้วนำแสงแล้วเสร็จ ผลประกอบการคงโตกว่านี้มาก นักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมายสูงถึง 10 บาท 

พอดีผู้ถือหุ้นสัญชาติมาเลเซีย เขาขายหุ้น SIMAT ออกมา ผมเลยเข้าไปรับมา 5 ล้านหุ้น ต้นทุน 4 บาท ดูจากผลงานที่ผ่านมาของนักวิเคราะห์ทำให้พอเชื่อถือได้ว่า หุ้นตัวนี้อนาคตจะดี 

ส่วนหุ้นที่เหลืออีก 4 ตัว ส่วนใหญ่ถือลงทุนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เช่น หุ้น สามารถคอร์ปอเรชั่น หรือ SAMART และหุ้น สามารถ ไอ-โมบาย หรือ SIM ส่วนตัวรู้จักเจ้าของบริษัท วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ มานานเป็นสิบปีแล้ว สมัยก่อนผมเข้าไปนั่งร่วมฟังข้อมูลกับนักวิเคราะห์บ่อยๆ 

วัฒน์ชัย เป็นคนคล่องตัวมาก แถมมีสายสัมพันธ์ดีเยี่ยม เรียกว่า เข้าได้กับทุกคน แต่จุดตำหนิของเขา คือ ทำอะไรเยอะเกินไปออกแนวเป็นคนไฮเปอร์ แต่ช่วงหลังๆ ดูเขานิ่งมากขึ้น หลังมีโอกาสทานข้าวด้วยกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ดูเขาไม่วุ่นวายเหมือนก่อน เขาเริ่มจับจุดสำคัญๆได้แล้ว 

ตอนนั้นผมบอก วัฒน์ชัยไปว่า บ้างครั้งทำอะไรเยอะเกินไป อาจทำให้บริษัทไม่ได้รับมูลค่ามากมาย แต่ถ้าทำอะไรแบบเน้นๆอาจได้รับมูลค่าที่ดีกว่า เมื่อเห็นเขานิ่งมากขึ้นจึงตัดสินใจซื้อหุ้น SAMART เพิ่มอีก 7-8 ล้านหุ้น ต้นทุน 19 บาท 

ถามว่าเจ้าของกลุ่มสามารถฯเล่าอะไรให้ฟังบ้าง แกมีแนวคิดจะให้บริษัทย่อยนามว่า เทด้า ผู้ประกอบธุรกิจด้านงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้า ก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า รวมทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เข้าไปเทคโอเวอร์โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เปิดดำเนินการไปแล้วในราคาถูกมาก 

แผนงานนี้ไม่ได้ทำให้ผมทุ่มน้ำหนักการลงทุนมเ พราะมันไม่ใช่งานถนัดของเขา ตอนนั้นถือโอกาสบอกเขาไปว่า คุณต้องดูดีๆนะ แต่การที่ธุรกิจของ SIM ดีขึ้นมากต่างหากที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อทั้งแม่ทั้งลูก ตอนนั้นซื้อหุ้น SIM ไป 15 ล้านหุ้น ราคา 2 บาทปลายๆ 

ส่วนหุ้น 2 ตัวสุดท้าย ปกติเน้นเล่นสั้นๆ เช่น หุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS และห้น พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง หรือ PCSGH อย่างหุ้น JAS เน้นเล่นเก็งกำไรอย่างเดียว เพราะ พิญช์ ไม่ค่อยยอมพบนักลงทุน 

สำหรับหุ้น PCSGH ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ ได้หุ้นไอพีโอราคา 8.60 บาท มาส่วนหนึ่ง ก่อนมาไล่เก็บเพิ่มในกระดานอีก 20 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 8 บาท ทุกครั้งที่ราคาต่ำจองก็ทยอยช้อนอีก แต่เพิ่งขายทำกำไรตอน 10 บาท ปัจจุบันเหลือหุ้นไม่เยอะแล้ว โดยกระจายอยู่ตามชื่อของคนในครอบครัว กลยุทธ์สำหรับหุ้นตัวนี้ คือ ลงซื้อเพิ่ม ขึ้นขายทำกำไร เพื่อมาซื้อในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม 

ผมมีโอกาสคุยกับเจ้าของ เขาเป็นคนเก่งมาก ล่าสุดญี่ปุ่นมาขอซื้อเครื่องมือในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่บริษัทเป็นผู้คิดค้นเอง วันนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ค่อยดี ฉะนั้นราคาหุ้นคงลงให้เราได้เก็บอีกแน่นอน 

เซียนหุ้นพันล้าน เล่าว่า หุ้นทั้ง 10 ตัว สามารถสร้างผลตอบแทนในแง่ของเงินปันผลแล้ว หลักสิบล้านบาท เพราะถือลงทุนมาเป็นปีแล้ว ขณะเดียวกันผมยังเสียภาษีเงินปันผลให้รัฐบาลหลายล้านบาทด้วย (ยิ้ม) สาเหตุที่ได้เงินปันผลสูง เกิดจากการศึกษารายละเอียดของหุ้นแต่ละตัวมาอย่างดี 

ถามว่าหากรวมผลตอบแทนจากราคาหุ้นจะมีตัวเลขอยู่ระดับใด เขาบอกว่า ตลอด 6 ปี ที่ซื้อขายอยู่ในบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง พอร์ตเติบโตตลอด เรียกว่าสูงกว่าเป้าหมายที่ต้องการให้ขยายตัวปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ เหตุที่ทำให้พอร์ตขยายตัวมากกว่าเป้าหมาย เกิดจากภาวะตลาดหุ้นดี และการได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูง ที่สำคัญเวลาซื้อหุ้นล็อตใหญ่ๆจะได้รับราคาดิลเคาท์ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ 

สื่อนอกบ้าน หุ้นดีน่าซื้อ 

เล็งจะซื้อหุ้นตัวไหนเพิ่มเติมหรือไม่? นเรศตอบคำถามนี้ว่า ด้วยความที่ชอบธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านมาก เขาย้ำ ทำให้ยื่นความจำนงขอซื้อหุ้นเพิ่มทุน บมจ.ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ หรือ TH จำนวน 100 ล้านหุ้น ราคา 1.43 บาทต่อหุ้น จากหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดที่บริษัทจะจำหน่าย 1,705 ล้านหุ้น บริษัทรับเอกสารไปแล้วเกือบ 1 เดือน คงต้องรอนำเรื่องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน 

ก่อนแสดงความสนใจมีโอกาสได้คุยกับ ฐิติศักดิ์ สกุลครู รักษาการกรรมการผู้อำนวยการ ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ เขายื่นนามบัตรให้ดู ตอนนั้นบริษัทกำลังทำดีวดิลิเจนท์แผนธุรกิจใหม่อยู่พอดี ส่วนตัวเชื่อว่า VGI จะทำให้ต้นทุนของตงฮั้วลดลง สำหรับที่มาของ ชื่อ วี พาร์ท เนอร์ส คือ เป็นพาร์ทเนอร์ของ VGI หลังกระบวนการเพิ่มทุนแล้วเสร็จ VIG จะถือหุ้น VP เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผมจะถือประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ 

หุ้น IPO อีกตัวที่น่าสนใจ ซึ่งกำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในช่วงไตรมาส 4/2557คือ บมจ.แพลน บี มีเดีย หรือ PLANB ผู้ให้บริการและรับจ้างผลิตสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย สื่อโฆษณาบนระบบขนส่งมวลชน สื่อโฆษณากลางแจ้ง และสื่อโฆษณาภายในห้างสรรพสินค้า 

ล่าสุดได้แสดงความจำนงผ่าน พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินหุ้น PLANB ไปแล้วว่า อยากได้หุ้นตัวนี้มาก บริษัทจะให้เป็นหุ้นไอพีโอ หรือนำหุ้นในส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมมาขายให้ก็รับหมด ผมต้องการหุ้น PLANB มากที่สุดเท่าที่บริษัทจะให้ได้ 

บริษัทนี้มีขนาดใหญ่พอๆกับ VGI บล.บัวหลวงบอกว่า จะนัดให้เจอผู้บริหาร หลังแบบแสดงรายการข้อมูล หรือ Filing ผ่านแล้ว เท่าที่รู้บริษัทแห่งนี้นั่งบริหารโดยนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง นามว่า บี อายุ 30 กว่าๆ เริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุ 20 กว่าเท่านั้น 

ผมเป็นลูกค้าเครดิตดีของบล.บัวหลวง บล.กสิกรไทย และบล.ไทยพาณิชย์ แม้พอร์ตจะไม่ค่อยแอ็คทีฟ แต่เขาก็ไม่เคยขอให้ไปใช้บริการ แถมยังจัดสรรหุ้นไอพีโอให้ตามที่ขอ ผู้บริหารโบรกเกอร์รู้จักนิสัยผมเป็นอย่างดี เขารู้ว่าหากให้หุ้นผมมาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อเจ้ากิจการมากแค่ไหน ที่สำคัญเขารู้พฤติกรรมการลงทุนของผมว่า ถ้าได้มาแล้วจะเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ไม่เคยทิ้งๆขว้างๆ เวลาจะขายหุ้นถ้าได้คุยกับเจ้าของแล้วจะขายอย่างระมัดระวัง 

ทักษะการลงทุนของ นเรศ คือ ขายหุ้นเป็น ขายแล้วหุ้นไม่ช้ำไม่ตก วิธีการ คือ เวลา ตลาดดีๆจะค่อยๆปล่อยของออก ไม่ได้ขายในออเดอร์ใหญ่ๆ ถ้าตลาดดีมากๆ แรงซื้อเยอะๆ จะขายมากหน่อย ถ้าแรงซื้อไม่เยอะจะขายน้อย วันไหนตลาดหุ้นคึกคักอาจขายมากถึง 3-5 ล้านหุ้น การลงทุนแบบนี้จะทำให้เจ้าของเชื่อใจผม 

เวลาจะไปขอซื้อหุ้นจากบริษัทต่างๆมักบอกเจ้าของก่อนว่า ผมชอบหุ้นเขามาก และจะหาจังหวะซื้อในกระดาน ฉะนั้นหากผู้ถือหุ้นเดิมคนใดมีความประสงค์จะขายให้นำมาขายตรงที่ผมได้เลย ทุกครั้งที่ผมไปติดต่อขอซื้อหุ้นเขาเปิดประตูต้อนรับตลอด อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าพฤติกรรมการลงทุนของชายชื่อ นเรศ เป็นอย่างไร ไม่เคยมีใครตั้งแง่กับผม 

นเรศ นิยามการลงทุนของตัวเองเป็นแบบ นักลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะตัว ด้วยความที่อยู่ในตลาดหุ้นนาน ทำให้มองอะไรออก บางครั้งกระจ่างกว่านักลงทุนหรือผู้บริหารบางคน หลายเรื่องที่เกิดในตลาดหุ้น ผมมีโอกาสเข้าไปช่วยแก้ไข 

ยกตัวอย่าง สมัย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นเลขาธิการ ก.ล.ต.ในปี 2542 ทางการต้องการให้เกิดค่าคอมมิชชั่นเสรี ตอนนั้นรู้สึกแปลกใจมาก ผู้บริหารโบรกเกอร์หลายแห่งที่มีแต่คนเก่งๆ ทำไมไม่มีใครเข้าไปให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับ ดร.ประสาร เพราะบางด้านดอกเตอร์อาจมองไม่เห็น สุดท้ายผมนั่งรอจนใกล้วันประกาศใช้มาตรการจึงตัดสินใจโทรเข้าไปขอพบดอกเตอร์ 

ตอนนั้น ดร.ประสาร มาพร้อมทีมใหญ่นั่งกันเต็มโซฟา ผมบอกแกว่า เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะโบรกเกอร์และนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังกระทบในวงกว้าง หมายความว่า นอกจากโบรกเกอร์จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนซื้อขายแล้ว โบรกเกอร์ยังเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แถมยังมีพอร์ตลงทุนสูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันทุกครั้งที่โบรกเกอร์ได้ค่าคอมมิวชั่นจากนักลงทุนรัฐบาลเองก็จะได้รับส่วนต่าง 7 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นถ้าเปิดเสรีเมื่อไหร่ ตลาดหุ้นจะปั่นป่วน และจะเกิดการแข่งขันชนิดไม่มีรูปแบบแน่นอน 

ตอนนั้นท่านตอบว่า มันใกล้วันจะประกาศใช้มาตรการแล้ว ผลปรากฏว่า วันใช้จริงตลาดหุ้นป่วนมาก บางโบรกเกอร์ประกาศเทรดหุ้นฟรี ทำให้ช่วงนั้นวงการโบรกเกอร์แย่มาก เรียกว่า เป็นกลียุคของตลาดหุ้นก็ว่าได้ สุดท้ายทางการประกาศยกเลิกมาตรการนี้ หลังประกาศใช้มาเกือบเดือน 

ผมแตกต่างจากนักลงทุนบางคนที่สามารถมองภาพอนาคตในบางเรื่องออก แต่หากแนะนำไปแล้วเขาจะทำหรือไม่ ผมจะไม่เข้าไปติดตามผล แต่พอจะอ่านจากปฏิกิริยาของเขาได้ว่า มีแนวโน้มจะทำหรือไม่ 

แม้เรื่องราวการลงทุนของ นเรศ จะเดินทางมาถึงตอนสุดท้าย แต่บิสวีคเชื่อว่า ยังมีเรื่องราวการลงทุนที่ ชายผู้มีทักษะการพูดชั้นเลิศ ยังไม่มีโอกาสถ่ายทอดให้ฟังอีกเพียบ–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

หุ้น comeback ศรัทธาพลิกพอร์ต(2)

หุ้น comeback ศรัทธาพลิกพอร์ต(2)Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, September 22, 2014 06:00

ชาลินี กุลแพทย์
เมื่อ SET INDEX กลับมาจุดพลุในปี 42 จากคนมืดแปดด้าน ฟ้าเปิดทางให้ “นเรศ งามอภิชน” กลายเป็นคนรวยหุ้น “ร้อยล้าน” ก่อนชื่อจะขยับติดโผ “เซียนวีไอพันล้าน” ในปี 51 บุรุษที่เจ้าของ “หุ้นบิ๊กแคป” เต็มใจเอ่ยปาก Welcome

ทักษะการพูดเป็นเลิศ ผสมการลงทุนขั้นเทพ แรงผลักดันชั้นยอดที่ทำให้ “นเรศ งามอภิชน” เซียนหุ้นหลักพันล้าน สามารถเจรจาขอซื้อ “หุ้นบิ๊กล็อต” บริษัทขนาดใหญ่หลายๆ แห่งตรงถึงเจ้าของได้ไม่ยากเย็น

การลงทุนที่ทำให้ “ชายผู้ไม่มีชื่อเล่น” เริ่มถูกจับตามองจากแวดวงตลาดหุ้น คือ การขอซื้อหุ้น บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS จำนวน 100 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 7.50 บาท มูลค่ารวม 750 ล้านบาท จาก “คีรี กาญจนพาสน์” ในฐานะหุ้นใหญ่ BTS และไล่เก็บหุ้น วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย หรือ VGI จนสามารถขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นอันดับ 5 สัดส่วน 84 ล้านหุ้น

หลายๆ ดีล ทำให้สำนักงานก.ล.ต.เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา เชิญตัวเทรดเดอร์ ประจำตัวเซียนหุ้นไปสอบถามวิธีการลงทุน คือ เรื่องที่ฝ่ายปฎิบัติการณ์ของก.ล.ต. เลือกใช้เพื่อคลายความสงสัย เหตุใดสำนักงานก.ล.ต.ถึงไม่เลือกเชิญ “นเรศ” ไปให้ข้อมูล นั่นคือ เรื่องคาใจของ “วีไอรายใหญ่”

ก่อน “นเรศ” จะขึ้นแท่น “เศรษฐีหุ้น” นั่งบัญชาการซื้อขายหุ้นในห้อง VIP หมายเลข 121 ของ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ที่อยู่บนชั้น 21 อาคารสำนักงาน ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับ “เสี่ยปู่สมพงษ์ ชลคดีดำรงก, เสี่ยจึง-วิชัย จึงทรัพย์ไพศาล, เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์” เขาคือ แมงเม่าเดินตามขาใหญ่คนหนึ่ง

สัปดาห์ก่อน “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” เล่าประวัติการลงทุนเกือบ 30 ปีของ “นเรศ” ว่าเขาเป็นลูกชายคนรอง จากจำนวนพี่น้อง 9 คน ของเจ้าของเครื่องครัวตราสามดาว และตราโลตัส เขาตัดสินใจขอยุติการทำงานของครอบครัว เพื่อออกมาเสี่ยงดวงเล่นหุ้นในปี 2531 ตามคำเชื้อเชิญของเพื่อนนักเรียนนอกที่เพิ่งเรียนจบด้าน MBA ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยการควักเงินลงทุนก้อนแรก “หลักหมื่นบาท”

แรกเริ่มของการลงทุน แม้จะได้กำไรหลักหมื่นบาทติดต่อกันสิบวันรวด แต่เวลาขาดทุนกลับกินกำไรทั้งหมดที่ได้มา ช่วงที่เกิดความคิดอยากเลิกเล่นหุ้น เขาแอบรู้ความลับของรายใหญ่ว่า พอร์ตโตเพราะไป “ส่องกล้องดูหุ้น” ที่อาคารสินธร เดินตามขาใหญ่ได้ไม่นาน พอร์ตลงทุนก็พุ่งจาก “หลักหมื่นบาท” เป็น “หลักหลายล้านบาท”

ก่อนจะทยายขึ้นสู่ “หลักร้อยล้านบาท”ในปี 2535 หลังย้ายมาซื้อขายที่บล.การทุนไทยช่วงนั้นเขาค้นพบอาชีพใหม่ นั่นคือ ขายใบจองรถยนต์ฮอนด้า หลังยอดผลิตไม่ทันความต้องการ กำไรหลักล้านบาท คือ ตัวเงินที่เขาทำได้ กอดกำไรจากการเล่นหุ้นได้ไม่นาน ชีวิตลงทุนเดินทางสู่ด้านมืดช่วงต้นปี 2537 หลังนักลงทุนต่างชาติกระหน่ำขายหุ้นไม่ยั้ง

“นเรศ” ประสบปัญหา “ขาดทุนหนัก”โกยเงินกลับมาเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต ช่วงนั้นเขาใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเข้าวัดนั่งสมาธิ และไปเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวให้กับน้องๆ ตอนนั้น “นเรศ” เคยมีความคิดจะไปลงทุนทำธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารไทยในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตามคำชักชวนของเพื่อนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเจอกันในวัด สุดท้ายเขาตัดสินใจไม่ลงทุน เพราะเชื่อว่าอีกไม่นาน SET INDEX จะดีดกลับมาเหมือนเดิม

รอยยิ้มมาเยือนอีกครั้ง

“กูรูหุ้นรายใหญ่” เล่าว่า ผ่านมาถึงปี 2541 ตลาดหุ้นลงมาซื้อขายแถวๆ 400 จุด ออกแนวนิ่งๆ หลังเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้เกิดความคิดที่ว่า หุ้นไทยคงลงมาต่ำสุดแล้ว จึง ตัดสินใจนำเงินที่เหลือติดพอร์ตประมาณ 5 ล้านบาท ไปเปิดพอร์ตกับบล.พัฒนสิน สาขาปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นสาขาใกล้บ้าน เพื่อนสนิทที่บอกว่าจบจากประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเลิกเก็งกำไรหุ้นไปเลย แต่มีลงทุนบ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตไปกับการทำธุรกิจกระจก

ครั้งหนึ่งเคยมีเพื่อนบอกว่า อยากส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ตอนนั้นผมค้านสุดตัว และบอกเขาว่า ในภาวะแย่ๆ แบบนี้ต้องรู้จักประหยัด เงินทุนสำคัญมากในช่วงที่อะไรๆ ก็ไม่ดี ผมขอให้เขาเก็บเงินไว้ลงทุน เมื่อถึงวันนั้นเขาจะมีเงินส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ แถมยังมีเงินก้อนให้ลูกเป็นทุนอีกด้วย

เมื่อสะสมความรู้เต็มที่ จึงตัดสินใจกลับเข้ามาลงทุนด้วยคอนเซปต์เช่นเคย นั่นคือ เน้นซื้อหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีการแกว่งไกวสูง ตอนนั้นมีความคิดว่า ดัชนี 400 จุด คงลงมาต่ำสุดแล้ว แต่สุดท้ายไม่เป็นอย่างที่คิด ดัชนียังคงลงต่อจนมายืนแถวๆ 200 จุด แต่ผมไม่กลัว แม้เงินลงทุนจะลดลงจาก 5 ล้านบาท เหลือ 3 ล้านบาท เพราะยังมีความเชื่อที่ว่า ตลาดหุ้นกลับมาแน่ เขาย้ำ เพียงแต่เราอาจเข้ามาลงทุนเร็วไปหน่อย

สุดท้ายความเชื่อเป็นจริง หลังปี 2542 SET INDEX ทะยานขึ้นจาก 200 จุด มายืน 500 จุด ทำให้ปลายปี 2542 “มูลค่าลงทุนโต 30 กว่าเท่า หรือประมาณ 3,000 เปอร์เซ็นต์” หุ้นตัวเดียวที่ทำให้พอร์ตขยายตัว คือ หุ้นบล.เอกธำรง หรือ S-ONE

ตอนนั้นหุ้น S-ONE ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ์ในการจะซื้อหุ้นสามัญ หุ้น S-ONEW3 และหุ้น S-ONE-W4 ทำให้ตัดสินใจซื้อแม่ขายลูก เล่นสลับกันไปมาแบบนี้ ตอนนั้นได้กำไรจำนวนมาก เพราะสมัยนั้นสามารถเล่นมาร์จิ้นกับ warrant ได้ จำได้หุ้นขึ้นช่องละ 10 สตางค์

“เงินกลับมาหมดแล้ว” เริ่มมีกำลังใจตอนปี 2536 พอร์ตลงทุนยืน “หลักร้อยล้านบาท”แต่ปลายปี 2542 มูลค่าลงทุนขยับขึ้นมายืน 170 ล้านบาท การอดทนรอ ถือว่าคุ้มค่า หลังจากปี 2543-2545 ตลาดหุ้นดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ยังคงรักษาเงินต้นได้

สุดท้ายมาได้กำไรมากๆ ในช่วงปี 2546 หลังตลาดหุ้นกลับมาคึกคักอีกรอบตอนนั้น SET INDEX ขึ้นจาก 300 จุด เป็น 700 จุดเรียกว่า มูลค่าพอร์ตหุ้นเปลี่ยนไปเลย ตอนนั้นย้ายมาซื้อขายที่บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส หรือ DBSV

“ปลายปี 2546 ผมคิดอะไรอยู่คุณรู้มั้ย” เขาถาม ผมคิดว่าจะเลิกเล่นหุ้น แล้วไปเอาดีกับการนั่งสมาธิ ตอนนั้นอายุ 45 ปีแล้ว ตั้งใจจะเกษียณอายุ เพราะมีเงินก้อนใหญ่ไว้เลี้ยงตัวเองกับครอบครัวพอสมควรแล้ว แต่เมื่อหยุดเล่นหุ้นจริงๆ เกิดความรู้สึกแย่มากเหมือนคนไม่มีท่า

นั่งว่างอยู่ไม่นานตัดสินใจกลับมาเล่นหุ้นใหม่อีกครั้งในช่วงต้นปี 2547 ด้วยการเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน เน้นลงทุนแนว “คอนเซอร์เวทีฟ” และกระจายการลงทุนมากขึ้น จากเดิมที่ลงทุนเพียงไม่กี่บริษัทเปลี่ยนเป็นสิบกว่าบริษัท

ตอนนั้นมองว่า ต่อไปนี้จะเน้นการลงทุนเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่ลงทุนเพื่อการเติบโตอีกต่อไป ส่วนหุ้นแนวเก็งกำไรยังคงลงทุนบ้างเฉลี่ย 1-2 ตัว ผลของการยึดสูตรลงทุนแนวคอนเซอร์เวทีฟได้กำไรหรือไม่? เขาตอบว่า พอไปได้แต่ช้า เฉลี่ยปีละประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่รู้สึกกังวลอะไร เพราะตอนนั้นตั้งการ์ดแน่นแล้ว

แม้พอร์ตการลงทุนไม่ค่อยโตเท่าไหร่ แต่รู้สึกมั่นคงมากขึ้น ขอแค่มีเงินใช้จ่ายประจำวันก็พอแล้ว ซึ่งแต่ละปีครอบครัวของเราค่อนข้างใช้เงินเยอะ ส่วนใหญ่ใช้เงินทำบุญหลายล้านบาทต่อปี ตอนนั้นคิดเพียงว่า จะพยายามรักษาเงินต้น และ จะนำเงินปันผลและผลตอบแทนจากราคาหุ้นมาใช้จ่ายในครอบครัว

พอร์ตพลิกปี 2551 “ขาใหญ่” บอก ตอนนั้นย้ายการซื้อขายจากบล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มาอยู่ห้อง VIP บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ตามคำเชื้อเชิญของ “บุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายย่อย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง

“ผมอยากได้ความสงบ อยากได้ทีมวิเคราะห์ เก่งๆ และอยากเข้าถึงตัวผู้บริหารได้ง่าย ซึ่งบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ช่วยประสานงานเรื่องนี้ได้ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่พอร์ตโตเร็วมากบางปีขยายตัว หลายร้อยเปอร์เซ็นต์” วีไอรายใหญ่ เกริ่นนำที่มาของ “พอร์ตหลายพันล้านบาท” สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้มาตั้งแต่เข้ามานั่งห้อง VIP หมายเลข 121 จนถึงวันนี้ คือ จะเน้นศึกษาพื้นฐานธุรกิจ เมื่อแน่ใจจะขอเข้าไปพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ตั้งแต่ย้ายมาซื้อขายโบรกเกอร์แห่งนี้ การเข้าถึงเจ้าของทำได้ง่ายมากขึ้น วิธีการ คือ จะให้ฝ่ายวิเคราะห์ช่วยยกหูถึงบริษัทโดยตรง เมื่อฝั่งโน้น ได้ยินชื่อโบรกเกอร์และชื่อผม ส่วนใหญ่ยินดีให้เข้าพบ ตั้งแต่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ทำอะไรๆ มันก็ง่ายขึ้น

ก่อนลงทุนในแต่ละบริษัท ผมต้องได้เจอผู้บริหารหรือเจ้าของก่อนเสมอ ปกติจะไปกับนักวิเคราะห์คู่ใจนามว่า “อั้น” เขาเป็น นักกลยุทธ์ที่มีคุณสมบัติของนักลงทุน สามารถอ่านหลายๆ เกมออก ผมจะคุยกับเขา ทุกวัน โดยเขาจะกรองเรื่องต่างๆ มาพูดให้ฟัง เวลาไปเข้าพบผู้บริหารมักออกมาถามความคิดเห็นเขาเสมอ ซึ่งมุมมองของเขาใช้ได้ แม้บางเรื่องจะไม่ค่อยตรงกันบ้างนักวิเคราะห์ของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เก่งๆ มีกว่า 10 ท่าน เรียกใช้บริหารได้ทุกคน

เขายกตัวอย่าง การขอเข้าพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านพ้นไปแล้วว่า เมื่อก่อน ตอนเทรดหุ้นอยู่ที่บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ช่วงนั้นมีข่าวว่า บล.เอเซียจะทำ การควบรวมกิจการกับบล.แอสเซท พลัส ซึ่งผมไม่รู้จักผู้บริหารของทั้งสองโบรกเกอร์ รู้เพียงว่า บล.เอเซีย คือ เบอร์หนึ่งของการ ซื้อขายในแง่ของวอลุ่ม ส่วนบล.แอสเซท พลัส คือ โบรกเกอร์อันดับต้นๆ ที่เด่นเรื่องธุรกิจวาณิชธนกิจ หรือ IB

ฉะนั้นหาก 1 บวก 1 ต้องไม่ใช่ 2 ต้องเป็น 3 ต้องเป็น 4 ผมจึงตัดสินใจซื้อหุ้นทั้ง 2 บริษัท เมื่อกระบวนการควบรวมกิจการแล้วเสร็จ และเปลี่ยนชื่อเป็นบล.เอเซีย พลัส ราคาหุ้นขยับขึ้นเป็น 80 บาท สูงกว่าต้นทุนที่ซื้อมาประมาณ 70 กว่าบาท แม้จะได้กำไร 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ยอมขาย เพราะคิดว่าหุ้นต้องไปต่อ

ผลปรากฏว่า ผิดคาด!! ราคาหุ้นตก ทุกวันจนเหลือ 60 กว่าบาท ตอนนั้นรู้สึกงงๆ เพราะมั่นใจว่า วิเคราะห์พื้นฐานมาแล้วอย่างดี สุดท้ายมีข่าวออกมาว่า บล.เอบีเอ็น แอมโร- เอเชีย ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของบล.เอเชีย ขายหุ้นออกมาทุกวัน หลังเขามองว่า ธุรกิจหลักทรัพย์จะไปได้ไม่ไกลแล้ว

แม้การลงทุนในหุ้น บล.เอเซียพลัส จะมีสัดส่วนน้อย แต่เมื่อหุ้นบล.เอเซียพลัส

ตกทุกวัน จึงตัดสินใจโทรศัพท์เข้าไปหา

“ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส แต่เขาให้เลขารับสาย ตอนนั้นบอกเลขาไปว่า ผมถือหุ้นอยู่หลายล้านหุ้นมีแนวทางและความคิดจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น สุดท้ายเขาก็เชิญไปคุยที่ออฟฟิศ

วันนั้นผมไปคุยเรื่องพื้นฐาน และถามเขาไปว่า มีเรื่องอะไรแย่หรือ ราคาหุ้นถึงลงแบบนี้ “ดอกเตอร์” อธิบายว่า จากนี้ราคาหุ้น

มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะวันที่ราคาหุ้นลดลงแต่วอลุ่มการซื้อขายของบล.เอเซีย พลัส ไม่ได้ ลดลงเลย ขณะที่งานในส่วนของ IB จะเริ่ม รับงานขนาดใหญ่ได้มากขึ้น เมื่อคุยจบจึงได้ข้อสรุปว่า พื้นฐานบริษัทดี แต่หุ้นลงเพราะ หุ้นใหญ่ขายของออก

ตอนนั้นถือโอกาสเสนอแนวทางการแตกพาร์จาก 10 บาท เหลือ 1 บาท เพราะการแตกพาร์จะสามารถรองรับแรงขายของผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ นอกจากนั้นยังเสนอให้บริษัทออกใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ Warrant เพราะเมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นจำเป็นต้องมีทุนเพื่อขยายกิจการ หลังจบการสนทนา “ดร.ก้องเกียรติ” ไม่ได้ตอบอะไร ใช้เวลาคุยกันเป็นชั่วโมง

เมื่อกลับมา ผมตัดสินใจซื้อหุ้น เอเซีย พลัส เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ในราคาเฉลี่ย 60 กว่าบาท เพราะเชื่อว่าธุรกิจมีอนาคต หุ้นวิ่ง 60 บาท อยู่ 2 เดือน บริษัทประกาศแตกพาร์และ ออกวอร์แรนต์ ตอนนั้นราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปกว่า 80 บาท สูงสุดน่าจะประมาณ 90 บาท ได้กำไรเยอะพอสมควร จริงๆบริษัทหลักทรัพย์เขาเชี่ยวชาญเรื่องลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่บางครั้ง ผงมันเข้าตา ไม่รู้จะเขี่ยออกอย่างไร

อยากรู้เรื่องอะไรจากปากผู้บริหารมากที่สุด เขาตอบว่า ข้อแรก วิสัยทัศน์ การบริหารงาน ข้อสอง ความรู้ความสามารถ ข้ดสุดท้าย ความมีธรรมภิบาล หากรู้เรื่อง เหล่านี้แล้วจะทำให้สามารถลงทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้น แต่ถ้าคุยแล้วพบว่า เรื่องที่พูดมาไม่มีโอกาสเกิดได้จริง และ ความมีธรรมภิบาลน่าสงสัย ก็จะไม่สนใจ หุ้นตัวนั้นเลย.

คุยอะไรกับ’คีรี กาญจนพาสน์’

“เจ้าของพอร์ตหลายพันล้าน”เล่าถึงกรณีเข้าไปขอซื้อหุ้น BTS จาก “คีรี กาญจนพาสน์” ว่า บางครั้งรถติดจำเป็นต้องใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ทำให้รู้ว่า รถไฟฟ้า BTS เป็นบริการที่ดีที่สุดในอันดับต้นๆของโลก ผมมีโอกาสไปเที่ยวยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศใกล้ๆ เมืองไทย ยังไม่เคยเจอรถไฟฟ้าที่มีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือน BTS

เมื่อไปศึกษาพื้นฐานบริษัทพบว่า กำไรสุทธิขยายตัวต่อเนื่อง ฉะนั้นราคาหุ้นน่าจะไปต่อ แตกต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อนที่ ราคาหุ้น BTS ยังซื้อขายเพียง 0.70-0.80 บาท หลังมั่นใจในข้อมูลจึงขอให้ “มนตรี ศรไพศาล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ช่วยนัดให้ได้เข้าพบ “คีรี”

ก่อนจะเจอตัวเจ้าของได้ทยอยซื้อหุ้น BTS ชิมลางไว้ประมาณ 100-200 ล้านหุ้น แต่หลังจากไปคุยแล้วเกิดความมั่นใจมากขึ้น เพราะเขาตั้งใจทำงานจริงๆ และมีวิสัยทัศน์การทำธุรกิจที่ดี ที่สำคัญมีธรรมภิบาลที่ยอดเยี่ยม เพราะทุกครั้งที่บริษัทประกาศข่าวดี วันรุ่งขึ้นเขาจะให้นักวิเคราะห์เข้ามารับฟังข้อมูลทันที

คุยอะไรกับ “คีรี”? นักลงทุนวีไอรายใหญ่แจกแจงว่า เจ้าของ BTS เล่าให้ฟังว่า ส่วนต่อขยายในกรุงเทพและปริมณฑลต้องใช้ประมาณ 400-500 กิโลเมตร แต่ BTS ยังมีแค่ 30 กิโลเมตร ส่วน MRT มีกว่า 20 กิโลเมตร เท่ากับว่า เมืองไทยมีเส้นทางรถไฟฟ้าในระบบไม่ถึงร้อยกิโลเมตร หากเป็นเช่นนั้นในอนาคตต้องขยายเพิ่ม

“คีรี” ไม่ได้การันตีตัวเลขรายได้และกำไรอนาคตว่าจะออกมาเท่าไหร่ เราไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้ คุยกันแต่แผนงานว่า อนาคตจะเน้นทำแต่รถไฟฟ้า ส่วนอสังหาริมทรัพย์พอร์ตจะทยอยลดลงเรื่อยๆ ที่ดินเปล่าที่มีบริษัทจะไม่พัฒนาต่อแต่ยังคงถือครองอยู่หลายแปลง อาจขายทำกำไรในอนาคต

ตอนนั้นบริษัทมีนโยบายปรับพาร์จาก 0.64 บาทต่อหุ้น เป็น 4 บาทต่อหุ้น ทำให้ผมตัดสินใจซื้อหุ้น BTS เพิ่มอีก 200-300 ล้านหุ้น ตอนนั้นลงทุนหุ้น BTS ตัวเดียวมากถึง 1,000 กว่าล้านบาท จากนั้นราคาหุ้น BTS ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จน BTS นำบริษัทในเครือ “วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย” หรือ VGI เข้าตลาดหลักทรัพย์ผมแสดงความจำนงกับ “คีรี” และผู้ที่เกี่ยวข้องทันทีว่า อยากได้หุ้น VGI เท่าที่บริษัทจะให้ได้ สุดท้ายได้หุ้นไอพีโอมา 4.5 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท วันแรกเปิดมา 50 บาท ได้กำไรล็อตแรกแล้ว จากนั้นก็ซื้อขายไปเรื่อยๆ เพื่อหาฐานราคาหุ้นที่แน่นอน เขาหันไปเปิดคอมพิวเตอร์ ก่อนพูดว่า ตอนนั้นฐานราคาหุ้นอยู่ระดับ 40-50 บาท เมื่อฐานราคาแน่นแล้วจึงเดินหน้าซื้อหุ้นต่อในช่วงขาขึ้น

ปัจจุบันมีหุ้น VGI ประมาณ 84 ล้านหุ้น ได้เงินปันผลจากหุ้น VGI มาแล้วเท่าไหร่ เขาคิดก่อนตอบว่า ประมาณ 30-40 ล้านบาทนอกจากจะมีหุ้นแม่แล้วยังมีใบสำคัญแสดงสิทธิหุ้น VGI-W1 อายุ 4 ปี ประมาณ 100 กว่าล้านหุ้น

สุดท้ายจะใช้สิทธิแปลงหรือไม่คงต้องมาดูอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องรีบสามารถแปลงได้ตามจังหวะ ผมลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสื่อโฆษณาค่อนข้างเยอะ เพราะมองว่าคนใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ฉะนั้นสื่อโฆษณานอกบ้านยังคงเติบโตอีกเยอะ คงถือหุ้นลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ

“การมีบทวิเคราะห์ที่ดีจะช่วยในเรื่องลงทุนเ แต่บางครั้งบทวิเคราะห์ก็พลาดได้เหมือนกัน ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องเข้าถึงตัวผู้บริหาร ถือเป็นการตอกย้ำตัวเลขที่เหล่านักวิเคราะห์ทำออกมาว่าถูกต้อง”

“นเรศ” มีหุ้นอยู่ในมือกี่ตัว เขาเลือกซื้อด้วยเหตุผลใด และกำลังเล็งจะเก็บหุ้นตัวไหนต่อ ตามอ่านสัปดาห์ รับรองแซ่บไม่แพ้ 2 ตอนที่บิสวีคนำเสนอไปแน่นอน

“ปลายปี 42 มูลค่าลงทุนเติบโต 30 กว่าเท่า หุ้นตัวเดียวที่ทำให้พอร์ตขยายตัว คือ หุ้น S-ONE ”
นเรศ งามอภิชน–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

กว่าจะเป็น ‘เซียนพันล้าน”นเรศ งามอภิชน’ (ตอน1)

กว่าจะเป็น ‘เซียนพันล้าน”นเรศ งามอภิชน’ (ตอน1)Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Monday, September 15, 2014 06:01
ชาลินี กุลแพทย์

“ขาใหญ่วีไอ” ประจำบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ใช่จะมีแต่ “เสียปู่-เสียยักษ์-เสียจึง” แม้จะไม่มีคำนำหน้าว่า “เสีย” แต่ “นเรศ งามอภิชน” เจ้าของห้อง VIP หมายเลข 121 ก็ผ่านสังเวียนหุ้นมาอย่างโชกโชนเกือบ 30 ปี

พอร์ตหลายพันล้าน คือ ตัวการันตีความเก่ง

“ขาใหญ่วีไอ” ประจำบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ใช่จะมีแต่ “เสี่ยปู่-เสี่ยยักษ์-เสี่ยจึง” แม้จะไม่มีคำนำหน้าว่า “เสี่ย” แต่ “นเรศ งามอภิชน” เจ้าของห้อง VIP หมายเลข 121 ก็ผ่านสังเวียนหุ้นมาแล้วอย่างโชกโชนเกือบ 30 ปี พอร์ตหลายพันล้าน คือ ตัวการันตีความเก่ง

ความ Low Profile ของ “นเรศงามอภิชน” อาจทำให้แวดวงตลาดหุ้นเกิดคำถามที่ว่า Who are you? เหตุใด “บุรุษปริศนารายนี้” ถึงสามารถบุกรังขอซื้อหุ้น บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS ล็อตเดียว 100 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 7.50 บาท มูลค่ารวม 750 ล้านบาท จาก “คีรี กาญจนพาสน์” ในฐานะ หุ้นใหญ่ BTS ได้ง่ายดายนัก

แม้จะยังไม่เห็นความผิดปกติ แต่สำนักงานก.ล.ต. ก็เรียกตัว “เทรดเดอร์” บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ประจำตัว “นเรศ” เข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเส้นทางการลงทุน “เงินลงทุนมาจากไหน ได้กำไรแล้วเอาไปไว้ที่ไหน”?

คำถามเหล่านี้ดูจะสร้างความรำคาญใจ ไม่น้อยให้กับ “วีไอขาใหญ่” ที่อยู่ในตลาดหุ้นมาเกือบ 30 ปี ถึงขนาดเอ่ยปากขอให้คนสนิท นัดเคลียร์ใจกับสำนักงานก.ล.ต. แม้ทางการ จะพยายามบอก “นเรศ” ว่า “อย่าได้กังวลใจ”เพราะนั่นคือ หน้าที่ของระดับฝ่ายปฏิบัติการแต่ความไม่สบายใจยังคงค้างคาใจ “ชายวัย 56 ปี”

ก๊อกๆ สิ้นเสียงเคาะประตู “นเรศ งามอภิชน” นักลงทุนวีไอรายใหญ่ เจ้าของ ห้อง VIP ขนาดใหญ่ หมายเลข 121 บนชั้น 21 อาคาร สำนักงาน ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ก็เปิดประตูต้อนรับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ชายวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสุขุม คือ คนที่อยู่หน้าประตู

ชั้น 21 นอกจากจะเป็นที่ตั้งของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) อีกฟากหนึ่งของชั้นยังเป็นศูนย์รวมนักลงทุนรายใหญ่ ขนาดพอร์ตตั้งแต่ระดับร้อยล้านจนพันล้านบาท ประกอบด้วยห้อง VIP ขนาดใหญ่จำนวน 4 ห้อง โดยห้อง VIP หมายเลข 121 ของ “นเรศ” จะเป็น ห้องขนาดใหญ่เพียงห้องเดียวที่ถูกขนาน ข้างซ้ายขวาด้วยห้อง VIP ขนาดเล็กกว่า 10 ห้อง

ส่วนห้อง VIP ขนาดใหญ่อีก 3 ห้อง จะอยู่สุดทางเดิน โดยห้อง VIP หมายเลข 129 ของ”เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” จะอยู่ตรงกลางระหว่างห้องของ “เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์”และ “เสี่ยจึง-วิชัย จึงทรัพย์ไพศาล” ทุกๆ เที่ยง “เซียนหุ้นไซด์ใหญ่” มากหน้าหลายตาจะออกมาตั้งวงกินข้าวเคล้าเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

“ผมอยู่ในตลาดหุ้นมา 30 ปี ลงทุน ในลักษณะนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่พอร์ตเล็กๆ ก็มักหาโอกาสเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหาร เมื่อเขาเชื่อใจว่าผมจะถือหุ้นในระยะยาว เราจึงสามารถตกลงซื้อหุ้นกันได้ ในความเป็นจริงอยากให้ทางการเรียกผมเข้าไปคุยน่าจะง่ายกว่า สงสัยอะไรตอบได้ทุกคำถาม” “นเรศ งามอภิชน” เซียนหุ้นวีไอไซด์ใหญ่ ทักทายบิสวีค ด้วยการระบายความในใจ

“ครอบครัวผมมีด้วยกัน 5 คน คือ ผม ภรรยาและลูกสาว 2 คน ลูกชาย 1 คน หากทางการไม่สบายใจการลงทุนของผมสามารถตรวจดูเส้นทางการเงินได้เลยง่ายนิดเดียว การที่ภรรยาซื้อหุ้นไอพีโอแล้วโอนมาเป็นชื่อผมมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ”

เมื่อพูดถึงภรรยา เขาถือโอกาสบอกความเชื่อ ส่วนตัวให้ฟังว่า การลงทุนในตลาดหุ้น “โชค”กับ “ความสามารถ” ต้องสัมพันธ์กัน เห็นได้จากภรรยา ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ลึกซึ้งเรื่องตลาดหุ้น แต่เขาดวงดีมาก

ครั้งหนึ่งเคยเล่าเรื่องดีๆ ในธุรกิจพลังงานทดแทนของบมจ.วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง ให้ภรรยาฟัง ซึ่งบริษัทแห่งนี้ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่ภรรยาเข้าใจว่า เป็นหุ้น สวนอุตสาหกรรม วินโคสท์ หรือ WIN แต่เมื่อซื้อหุ้นมาแล้วราคากลับปรับตัวเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ขายได้กำไร “โชคมีผลต่อการลงทุนเหมือนกันนะ”

“นเรศ” ชายผู้ไม่มีชื่อเล่น เล่าประวัติส่วนตัว ที่ใครหลายคนอยากรู้ให้ฟังว่า “ผมเป็นลูกชายคนรอง จากจำนวนพี่น้อง 9 คน น้องคนสุดท้อง อายุห่างกันเกือบ 20 ปี คุณพ่อและคุณแม่เป็นคนจีน ท่านเข้ามาเมืองไทยตั้งแต่มีอายุเพียง 10 กว่าขวบ ครอบครัวเรายึดอาชีพค้าส่งเครื่องครัวตราสามดาว และตราโลตัส โรงงานอยู่แถวเพชรเกษม

พ่อให้ทำงานตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ด้วยการรับโทรศัพท์ลูกค้า เมื่ออายุ 18 ปี ตอนนั้น น่าจะประมาณปี 2517 ก็ขอพ่อไปทำงานในฝ่ายการตลาด เพราะอยากออกไปพบลูกค้า ส่วนใหญ่ลูกค้าจะอยู่แถวลำเพ็งและจักรวาล สมัยก่อนพ่อไม่เคยสอนวิธีการทำงาน แต่เรามักอาศัยดูพ่อเป็นตัวอย่างแล้วทำตาม

จากนั้นเมื่ออายุ 25 ปี ก็ขอไปทำงานด้านส่งออก ลูกค้าหลักของเราอยู่ที่ตะวันออกกลาง ช่วงนั้นยอดสั่งซื้อดีมาก เรียกว่าแทบไม่มีวันหยุด ด้วยความที่ทำงานทุกวันควบคู่ไปกับการเรียน ปริญญาตรี (เขาขอไม่เปิดเผยเรื่องการศึกษา) ทำให้มีโอกาสช่วยพ่อทำงานเต็มที่ได้ถึงแค่ปี 2530

จุดเริ่มต้นการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดขึ้นตอนนี้

เขาเกริ่นนำ ช่วงนั้นมีโอกาสเจอเพื่อนที่เพิ่งเรียนจบ MBA จากประเทศสหรัฐอเมริกา เขามาเล่าให้ฟังว่า หลักสูตรที่เรียนมาได้สอนเกี่ยวเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น หลังจากฟังเขาพูดจนจบเกิดความคิดอยากลงทุนบ้าง ต้องบอกก่อนว่า เมื่อก่อนเรื่องหุ้นเป็นเรื่องใหม่ มาก ที่ผ่านมามักได้ยินแต่เรื่องไม่ดีเกี่ยวกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะเรื่องคนโดดตึกฆ่าตัวตาย เพราะขาดทุนหุ้น

ตอนนั้นเราตามเพื่อนไปดูห้องค้าที่บล.นครหลวงเครดิต อาคารมณียา ย่านเพลินจิต เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสของจริงรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเป็นห้องค้าขนาดใหญ่ตกแต่งหรูหรา คนที่อยู่ในห้องค้าส่วนใหญ่แต่งตัวดีทุกคน เมื่อก่อนโบรกเกอร์ยังไม่มีห้อง VIP ทำให้ นักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายเล็กหรือใหญ่ มีชื่อเสียงดังแค่ไหน ก็ต้องมานั่งรวมกันในห้องเดียวกัน

วิธีการซื้อขายหุ้นสมัยก่อน เทรดเดอร์จะไปนั่งประจำอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์อาคารสินธร เพื่อรับคำสั่งซื้อขายจากพนักงานที่อยู่ประจำโบรกเกอร์ โดยจะทำการสั่งซื้อขายผ่าน โทรศัพท์ ซึ่งนักลงทุนรายใดส่งกระดาษคำสั่งซื้อขาย ถี่ๆ รับรู้ได้เลยว่า คนนั้นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ส่วนนักลงทุนรายย่อยนานๆ จะส่งกระดาษสักที เพราะต้องใช้เวลาคิดนาน กระดาษสีฟ้า คือ สั่งซื้อ กระดาษสีแดง คือ สั่งขาย

หลังจากกลับมาจากห้องค้าตัดสินใจเปิดพอร์ต ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก “หลักหมื่นบาท”ในปี 2531 ตอนนั้นเพื่อนที่ชวนมาลงทุนเขา มีพอร์ตหลักแสนแล้ว เพราะเล่นมานานเป็นปี เขาได้กำไรมาแล้วหลายเท่าตัว ก่อนเปิดพอร์ตลงทุนเพื่อนคนนี้ย้ำว่า การลงทุนในตลาดหุ้นจะทำให้เงินของเราเติบโต แต่ตอนนั้นเราพูดแย้งเพื่อนไปว่า เคยได้ยินแต่คนฆ่าตัวตาย (ยิ้ม)

จำหุ้นตัวแรกไม่ได้ แต่ช่วงนั้นตลาดหุ้นอ่อนไหวมากเหมาะกับการเล่นเก็งกำไร ในห้องค้า ยังไม่ใครพูดถึงการถือหุ้นยาวๆ เมื่อก่อน กฎระเบียบยังไม่เข้มงวดมีเงินเท่าไรโบรกเกอร์ไม่เคยขอดูรายละเอียด อยากซื้อหุ้นตัวไหนทำได้ตามใจชอบ ทำให้ช่วงนั้นมีทั้งนักลงทุนที่ได้กำไรและขาดทุนมากๆ คละเคล้ากันไป

“เล่นหุ้นตามเพื่อน” คือ วิถีลงทุนหุ้นในช่วงแรก “กำไรหลักหมื่นบาทต่อวันต่อเนื่อง สิบวัน” (หัวเราะ) คือ ผลของการเก็งกำไรในครานั้น เพราะซื้อขายทุกวันเฉลี่ยวันละหลายๆ ตัว ตอนนั้น ทำบัญชีการซื้อขายเก็บไว้ด้วย ส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ เช่น หุ้นบล.ภัทร หุ้นบล.เอกธำรง รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น หุ้น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือ LH เป็นต้น

แม้ตลอด 1 ปี จะได้กำไรติตต่อกันเป็นสิบวัน แต่เวลาขาดทุนหนึ่งครั้งก็แทบจะกินกำไรทั้งหมด ตอนนั้นท้อใจมาก จำได้เคยหันไปบอกเพื่อนว่า เลิกเล่นหุ้นแล้วกลับไปค้าขายเหมือนเดิมดีกว่ามั้ย แต่บังเอิญช่วงนั้นแอบสังเกตเห็นนักลงทุนรายใหญ่ เขามักจะเข้ามา ห้องค้าในช่วงตลาดหุ้นเปิดประมาณ 09.30 น. เพื่อตามข่าวและอ่านหนังสือพิมพ์ จากนั้น ก็จะออกไปข้างนอก ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังตลาดหุ้นปิดทำการในเวลาเที่ยง สมัยก่อนตลาดหุ้นเปิดซื้อขายเพียงครึ่งวัน

ตอนนั้นแอบสงสัยรายใหญ่ไปไหนกันหมด วันหนึ่งถึงได้รู้ว่า เขาเหล่านั้นไปส่องกล้องดูหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ เขาอธิบายความหมายของคำว่า “ส่องกล้อง” เมื่อก่อนห้องเทรดหุ้นของตลาดหลักทรัพย์จะอยู่ชั้นล่างของอาคารสินธร ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่หลายคนจะขึ้นไปยืนบนชั้น สูงๆ ของตึก ซึ่งอยู่เยื้องๆ กับห้องเทรดหุ้น

จากนั้นเขาจะใช้กล้องส่องทางไกลส่องเข้ามาที่ในห้องเทรดหุ้น เพื่อดูว่าเทรดเดอร์กำลังจะสั่งซื้อหุ้นตัวไหนในราคาเท่าไหร่ เมื่อเรารู้แล้วก็จะรีบสั่งซื้อหุ้นตามทันที ซึ่งจะแตกต่างจากการซื้อตามห้องค้าที่ต้องต่อคิวกว่าจะได้ซื้อราคาก็เปลี่ยนไปแล้ว

ส่องกล้องเล่นหุ้น แบบนี้ได้เปรียบมาก เพราะสามารถสั่งซื้อได้เร็วกว่าเป็นนาที “เจอทางสว่าง”

ความรู้สึกของผมกับเพื่อนในขณะนั้น หลังจากนั้นเราทั้งคู่ก็ปรับพฤติกรรม

การลงทุนใหม่ ด้วยการขึ้นมาส่องกล้องดูหุ้นบนอาคารสินธรทุกวัน ทำให้ช่วงนั้นได้ “กำไรหลายเท่าตัว” พอร์ตลงทุนก็เพิ่มขึ้นจาก “หลักหมื่น” เป็น “หลักหลายล้านบาท” แรกๆ ยังไม่ค่อยมีนักลงทุนรู้เรื่องส่องกล้อง แต่เมื่อเรื่องแพร่กระจายเชื่อหรือไม่แทบไม่มีที่จะยืน เพราะทุกคนแย่งพื้นที่ส่องหุ้นกันหมด เราทั้งคู่ส่องกล้องอยู่เกือบปี ทางการก็ไม่ได้ห้ามอะไร เพราะไม่ได้ผิดกติกา

แต่หลังจากระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเมืองไทยในปี 2534 นักลงทุนทุกคนก็เลิกส่องกล้อง เมื่อความได้เปรียบในการเล่นหุ้นหมดไป ผมตัดสินใจย้ายมาซื้อขายในบล.เกียรตินาคิน คราวนี้ต้องมาศึกษารูปแบบการลงทุนกันใหม่ ด้วยความที่ไม่ถนัดใช้คอมพิวเตอร์ในช่วงแรกเราจึงต้องนั่งประกบมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสั่งให้เข้าคีย์ข้อมูลซื้อขาย

ตอนนั้นยังคงคอนเซปต์เล่นเก็งกำไรเช่นเคย แต่ด้วยความที่รู้จักหุ้นเยอะขึ้น ทำให้เริ่มใส่ใจพื้นฐานของบริษัทต่างๆมากขึ้น และสนใจดูความสามารถของผู้บริหารควบคู่ไปด้วย เมื่อก่อนบริษัทแห่งใดมีโอกาสเพิ่มทุนราคาหุ้นจะวิ่งชนซิลลิ่งนักลงทุนจะชอบมาก เพราะบริษัทมักขายหุ้นเพิ่มทุนต่ำกว่าราคาในกระดาน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อก่อนจะใช้เวลาดูข้อมูลไม่นาน ถ้ามั่นใจแล้วก็จะใส่เต็มที ทุกวันนี้ยังเป็นคนตัดสินใจเร็วเหมือนเดิม เพียงแต่จะละเอียดมากขึ้น สมมุติตั้งใจจะซื้อหุ้นตัวนี้ 1 ล้านหุ้น ผมจะจัดเต็มเลยจะไม่ทยอยซื้อครั้งละแสนสองแสน แต่หากไม่ค่อยมั่นใจจะทดลองซื้อ 50,000 -100,000 บาท เมื่อก่อนจะเป็นคนซื้อหุ้นน้อยตัว

หลังเมืองไทยเปลี่ยนเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ เริ่มเทรดหุ้นน้อยลงเต็มที่จะมีหุ้นในมือไม่เกิน 3 ตัว ไม่เหมือนตอนส่องกล้องที่ซื้อขายมั่วไปหมด อะไรดีจะซื้อและเมื่อมีกำไรจะจัดการขายทันที เมื่อซื้อขายไม่บ่อยครั้งพอร์ตลงทุน ก็ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง อาจเป็นเพราะตอนนั้น ยังไม่คุ้นเคยกับระบบคอมพิวเตอร์

ช่วงปี 2535 บล.การทุนไทย มาชวนให้ไป ซื้อขายด้วย โดยเขาจะให้ห้อง VIP มีเครื่องอำนวย ความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นทีวี และตู้เย็น เป็นต้น ถือเป็นก้าวในการเข้าสู่ “นักลงทุนรายใหญ่ครั้งแรก” ตอนนั้นพอร์ตลงทุนขยับขึ้นเป็น “หลัก สิบล้านบาท” ทุกอย่างมันบูมไปหมดเศรษฐกิจดีมากถึงขนาดรถยนต์ผลิตไม่พอขาย ทำให้คนที่อยากได้รถยนต์ต้องไปสั่งจองกว่าจะได้รถใช้เวลานาน 3-4 เดือน

ผมมีโอกาสจ่ายเงินจองรถยนต์ฮอนด้า 10,000 บาท แล้วดันเกิดเปลี่ยนใจอยากเปลี่ยนสีรถ แต่ศูนย์ฮอนด้าแจ้งว่า ถ้าเปลี่ยนสีรถต้องกลับไปเข้าคิวใหม่ บังเอิญตอนนั้นไปเห็นคนประกาศรับซื้อใบจองผ่านหนังสือพิมพ์จึงตัดสินใจติดต่อเข้าไป

ผลปรากฏว่า เขารับซื้อใบจองสูงถึง 30,000 บาท ตอนนั้นเราเริ่มเห็นช่องทางการหาเงินใหม่ คราวนี้สั่งจองรถยนต์ฮอนด้าทีเดียวรวด 10-20 คัน จากนั้นไปประกาศลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์บ้านเมืองฟรีว่า เราขายใบจอง เชื่อหรือไม่ คนโทรเข้ามาเยอะมากถึงขนาดผมต้องจ้างคนมารับโทรศัพท์ (ยิ้ม)

ตอนนั้นได้กำไรจากการขายใบจองเป็น “ล้านบาท” เพราะจองซื้อรถยนต์ฮอนด้า รุ่น Civic และ Accord ไปหลายสิบคัน เยอะมากถึงขนาดศูนย์รถยนต์ฮอนด้าออกใบประกาศขอบคุณ และมอบถ้วยรางวัล ระหว่างเทรดหุ้นเราก็ยึดอาชีพนี้ไปด้วยทำอยู่เกือบปีจนใบจองรถยนต์ขายไม่ได้ หลังโรงงานเริ่มผลิตรถยนต์ได้ตามความต้องการแล้ว

ด้วยความที่เป็นคนมีทักษะในการเจรจา ตอนนั้นเหลือใบจองรถยนต์ฮอนด้าราคาใบละ 20,000 บาท หลายสิบใบ ตัดสินใจนัดขอเข้าไปคุยกับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นว่า ที่ผ่านมาเราช่วยคุณขายรถยนต์มาเยอะมาก แต่ตอนนี้ใบจองขายไม่ได้แล้ว คุณช่วยรับคืนได้มั้ย สุดท้ายเขาก็รับคืน

“นเรศ” ย้อนกลับมาเล่าเรื่องลงทุนในตลาดหุ้นต่อว่า ช่วงที่ย้ายมาซื้อขายในบล. การทุนไทย เทคนิคการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ข้อแรก เริ่มศึกษาข้อมูลบริษัท จดทะเบียนละเอียดมากขึ้น ข้อสอง เริ่มใกล้ชิด ผู้บริหารมากขึ้น เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงความมีธรรมภิบาลของเจ้าของบริษัท และนโยบายการทำธุรกิจ

แม้จะจำชื่อบริษัทจดทะเบียนตัวแรก ที่ขอเข้าไปพบเจ้าของไม่ได้ แต่ตอนนั้นเกิด สงครามแย่งหุ้น ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ หรือ บีบีซี ระหว่าง “เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์” ในฐานะหุ้นใหญ่ และ “สอง วัชรศรีโรจน์”ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับทั้งสองฝ่าย ด้วยการต่อสายตรงถึงเลขาของทั้งคู่ ทำให้มั่นใจว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่ข่าวลือ

ตอนนั้น “เสี่ยสอง” บอกกับ “นเรศ” ว่า เขามีเงินลงทุน และอยากถือหุ้นอธนาคาร ส่วนฟาก “เกริกเกียรติ” บอกว่า เขาพยายามรักษาความเป็นเจ้าของให้ถึงที่สุด เมื่อทั้งสองฝ่ายยืนยันอยากครอบครองหุ้น บีบีซี ทำให้ตอนนั้นมั่นใจว่า ราคาหุ้นต้องพุ่งแน่นอน ผมจึงตัดสินใจไล่ซื้อหุ้นในกระดาน เรียกว่า ซื้อเยอะมากๆ ตอนนั้นไม่ได้สนใจว่า สุดท้ายใครคือ ผู้ชนะ รู้เพียงว่า ต้องไล่เก็บหุ้น เพื่อนำมาขายให้กับผู้ที่ให้ราคารับซื้อสูงที่สุด

หลังจากได้หุ้นมาจำนวนหนึ่ง ผมตัดสินใจ นำไปขายต่อให้ “เกริกเกียรติ” โดยผ่านคนประสานงานของเขา ได้กำไรจากการขายหุ้นครั้งนั้นเท่าไหร่ จำตัวเลขไม่ได้จริงๆ รู้เพียงว่า “เยอะมากๆ” (ลากเสียงยาว) เพราะขายในราคาที่สูงกว่าในกระดานและราคาต้นทุนพอสมควร

ตอนนั้นไม่ได้ขายเพียงหุ้น บีบีซี ในส่วนที่ ตัวเองไล่เก็บมาเท่านั้น แต่ยังรับซื้อหุ้น บีบีซี จากนักลงทุนรายอื่นด้วย เมื่อนำหุ้นของตัวเอง มารวมกับหุ้นที่รับซื้อมาขาย ทำให้มีส่วนต่างจาก การขายหุ้นครั้งนั้นหลายเท่าตัว เขาย้ำ

“กลับเข้ามาในตลาดหุ้นด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างกำลังดีขึ้น และไม่รู้สึกเข็ดฉะนั้นใครมีเงินคุณจะรวยมหาศาล”

ชีวิตลงทุนช่วง’ยุคมืด’

“วีไอรายใหญ่” เล่าต่อว่า ผ่านมาถึง ปี 2536 ตลาดหุ้นไทยบูมมาก ดัชนีขยับจาก 900 จุด ในเดือนก.ย.มาเป็น 1,600 จุดปลายๆ ขึ้นมาประมาณ 700-800 จุด โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือน ตอนนั้นไม่มีสตอรี่อะไรมาหนุนดัชนี แต่ตลาดหุ้นตัวเลขเศรษฐกิจ และราคาที่ดินดีมากๆ ทำให้พอร์ตลงทุนของผมโตเร็วมาก ตอนนั้นกฎระเบียบยังไม่เข้มงวด เขาย้ำ คุณสามารถเปิดบัญชี เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือบัญชีมาจิน (Margin Account) ด้วยการวางเงิน 1 ล้านบาท แต่สามารถซื้อได้ 5 ล้านบาท

สนุกกับการเก็งกำไรได้เพียง 1 ปี สิ้นปี 2536 เพื่อนๆ นักลงทุนรวมตัวกันไปเที่ยวประเทศสิงคโปร์ ตอนไปถึงสนามบินดอนเมือง มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ปี 2537 ดัชนีจะยืน 2,500 จุด ตอนนั้นหัวเราะกันเฮฮา เมื่อ เดินทางกลับเมืองไทย หลังไปเที่ยวมา 2-3 วัน วันแรกของการซื้อขายหุ้น “ร้อนแรงมาก”ดัชนีเปิดลอยไปกว่า 1,700 จุด

จากนั้นเกิดแรงขายกระหน่ำ ด้วยความที่ เคยชินกับขาขึ้นมาหลายปี เมื่อเขาสาดขายเรา ก็รับ เพราะคิดว่าเดี๋ยวหุ้นคงขึ้นเหมือนเคย ผลปรากฏว่า เมื่อรับแล้วต้อง Cut loss (ตัดขาดทุน) ทำให้พอร์ตระหว่างวันเกิดความเสียหายหลายล้านบาท ตอนนั้นความผิดปกติของวอลุ่มมีให้เห็น เด่นชัด ปกติซื้อขายเฉลี่ย 10,000-20,000 ล้านบาทต่อวัน แต่ช่วงนั้นซื้อขายสูงถึงวันละ 40,000-50,000 ล้านบาท

แม้วอลุ่มจะผิดปกติ แต่ยังคงซื้อขายต่อ 2-3 เดือน แต่เมื่อเริ่มคิดได้ว่า เหตุผลที่หุ้นไทยไหลลงเกิดจากนักลงทุนต่างประเทศ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “นักเก็งกำไรชั้นยอด” กำลัง ลากนักลงทุนไทยขึ้นไปเชือดในที่สูง ตอนนั้นต้อง ยอมรับว่า นักลงทุนไทยขาดประสบการณ์ เมื่อได้สติตัดสินใจล้างพอร์ต ตอนนั้นมีหุ้น ในมือ 5-6 ตัว จำชื่อหุ้นไม่ได้รู้แค่ว่าเป็นหุ้นดีๆ ทั้งนั้น

ตอนนั้น “ขาดทุนแสนสาหัส” ได้เงินคืนกลับมาแค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคิดจากมูลค่าพอร์ตลงทุน “หลักสิบล้านบาท” บังเอิญเล่นมาร์จิ้นเยอะมาก 4-5 เท่าของพอร์ต ผมบอกเพื่อนๆ ทุกคนให้เลิกเล่น เพราะตลาดหุ้นคงตกต่ำอีกยาวนาน และกว่าจะหาฐานใหม่เจอคงต้องใช้เวลา แม้จะเลิกเล่นหุ้น แต่ยังคงติดตามตลาดหุ้นตลอดเวลา

เลิกเล่นหุ้นในปี 2537 แล้วกลับไปทำอะไรต่อ เขาบอกว่า เดิมตั้งใจจะกลับไปช่วยงาน ของครอบครัว แต่รู้สึกไม่มีความท้าทาย อีกอย่างน้องๆ สามารถขึ้นมาทำงานแทนเราได้แล้ว ทำให้ช่วงนั้นหมดเวลาไปกับการเข้าวัด นั่งสมาธิ

ไปวัดทุกวันจนกระทั่งปี 2539 มีโอกาสเจอเพื่อนคนหนึ่งที่ทำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารไทยในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขามาชวนให้ไปลงทุนด้วยกัน เมื่อลองบินไปดูงานที่ญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะคนต่อคิวเข้าร้านยาวมาก แต่เมื่อนั่งเครื่องบินกลับเมืองไทยรู้สึกเครียดคิดไม่ออกจะทำอย่างไรกับชีวิต ตอนนั้นมีภรรยาและลูกสามคนแล้ว

ตั้งแต่ขายหุ้นขาดทุนในปี 2537 มีความเชื่อว่า เมื่อตลาดหุ้นตกต่ำจนถึงที่สุดแล้วต้องดีดกลับมา ฉะนั้นหากเราสามารถรักษาเงินก้อนที่มีอยู่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เงินจะต้องกลับมา เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตลาดหุ้นจะกลับมาเมื่อไร

“อดทนรอ ประหยัด” เป็นเรื่องที่ต้องทำ ในเวลานั้น ในเมื่อรู้ว่า หุ้นกลับมาแน่ ฉะนั้นถามว่า เมื่อรู้อย่างนี้แล้วจะกล้านำเงินก้อนสุดท้ายไปลงทุนในญี่ปุ่นหรือ หากไปจริงต้องนำลูกและภรรยาไปด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายคงสูงมาก เงินก้อนนี้ อาจหมดได้ สุดท้ายตัดสินใจไม่ลงทุนในญี่ปุ่น และใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย ด้วยความหวังว่า ตลาดหุ้นไทยจะกลับมา…

ด้วยความที่อยู่ว่างๆ ปลายปี 2539 ไปอบรมโครงการพัฒนาผู้บริหาร หรือ MINI MBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่งเรียนไปมาเกิดความรู้สึกว่า เรื่องที่อาจารย์กำลังสอนผมรู้หมดแล้ว เพราะเรียนรู้มาจากตลาดหุ้น แม้กระทั่งเรื่องบัญชีก็เข้าใจหมดแล้ว วันหนึ่ง มีโอกาสออกไปพูดเรื่องเศรษฐกิจธุรกิจหน้าห้องเรียน เพื่อนๆ ชอบจนเขาโหวตให้เป็นประธานรุ่น สุดท้ายเรียนแล้วไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม ทำให้ไปเรียนแค่ 2-3 เดือน จากหลักสูตร 4 เดือน

“ที่ผ่านมาผมเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากตลาดหุ้น นั่นคือ ข้อดีของการ เล่นหุ้น”

ช่วงนั้นจึงใช้ชีวิตวนเวียนระหว่างวัด และนั่งเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้กับน้องๆ ตอนนั้นพ่อและแม่รับรู้เรื่องของเรา มาตลอด ปกติครอบครัวคนจีนใครเก่ง มักออกไปเติบโตนอกบ้าน ส่วนใครอ่อนแอครอบครัวจะเป็นห่วง ฉะนั้นกิจการของครอบครัวจึงมีไว้รองรับคนอ่อนแอ ที่ผ่านมาพ่อกับแม่ไม่เคยหวังว่า ธุรกิจต้องใหญ่โต ขอเพียงว่า บริหารธุรกิจให้สามารถเลี้ยงดูคน ในครอบครัวได้ก็พอ

กราฟลงทุนของ “นเรศ” จะรุ่งเรืองมาก ระดับไหน ตามอ่านต่อสัปดาห์หน้า บิสวีค รับประกันความทึ่ง!!–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน

“วิธีการลงทุนและเทคนิคการปรับพอร์ตของ” : พี่โจ ลูกอีสาน
(บทความดีๆที่พี่ๆเพื่อนๆนักลงทุนไม่ควรพลาดครับ^^)
วิธีการเรียบง่ายที่ผมใช้ทำมาหากินแทบทุกครั้ง จะเป็นอย่างนี้ครับ..
1. หา P/E ที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท บริษัทไหนที่คาดการง่ายหน่อย กำไรโตเรื่อยๆ ปันผลดี พวกนี้จะ P/E สูงเหมือนพวกค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนพวกที่ด้อยกว่า เช่น พวกรับเหมา ก็ให้ P/E ต่ำๆ
2. หา P/E ในอนาคต(อันใกล้)ของบริษัทที่เราสนใจ นี่หมายความว่าเราต้องประมาณกำไรของกิจการได้ เราจะทำได้ต้องหาข้อมูลเพื่อประเมินกำไรให้ผิดพลาดน้อยที่สุด
3. หาส่วนต่างของ P/E ที่เหมาะสม และ P/E ที่จะเกิดขึ้นจริง เช่น เราประเมินว่าบริษัทนี้ควรมี P/E 15 เท่า แต่เราประเมินแล้วราคาตลาดวันนี้หรือในอนาคตใกล้ๆนี้ P/E แค่ 7 เท่า นั่นแสดงว่า ราคาตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% (มี margin of safety 50%) อย่างนี้น่าสนใจครับ ปกติต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นซัก 30% ผมก็สนใจแล้ว
ผมมีความเชื่ออย่างนี้นะ..
*ระยะยาว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอ
*ตลาดเหมือนฤดูกาลที่มีทั้งรุ่งเรืองตกต่ำ หน้าหนาว-หน้าร้อน ขอให้เราเข้าใจและหาประโยชน์จากความจริงข้อนี้
*นักลงทุนเอกของโลกทุกคน เคยผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง หนักหนากว่านี้ก็มี ถ้าหยุดลงทุนก็คงไม่มีวันนี้ แม้แต่ ดร.นิเวศน์ ท่านเริ่มลงทุน 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ดัชนีประมาณ 800 จุด ท่านได้ผลตอบแทน 30 เท่า ทั้งที่วันนี้ดัชนีตลาดต่ำกว่า 10 ปีที่แล้ว
*ผมพูดเสมอๆว่า ตรรกะของการทำกำไรจากหุ้นคือ ซื้อถูกขายแพง คำถามต่อไป แล้วเราจะขายได้แพงตอนตลาดเป็นแบบไหน และหากเราจะซื้อของให้ได้ราคาถูก เราจะซื้อได้ตอนที่ตลาดเป็นอย่างไร
*การขายหุ้นและเลิกลงทุนตอนตลาดตกต่ำ เป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน vi เพราะนั่นหมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้กำไรกลับคืนตอนตลาดกลับไปรุ่งเรืองเลย
*มองไปวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แล้วทุกอย่างในวันนี้มันจะผ่านไป
*อย่าให้อารมณ์ของตลาด มาหยุดความมุ่งมั่นในการลงทุนของเรา อย่าทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้
*เราลงทุนวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้รวยพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่เพื่อ 10 ปี 20 ปีข้างหน้า
*เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลด
ผมแนะนำครับ..
1. หามูลค่าที่เหมาะสมเสียก่อน พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ
2. ดูราคาในตลาด ว่าสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่เราคำนวณได้
3. ตัดสินใจ ซื้อหรือขาย
ผมมองว่าที่หลักการลงทุน vi เติบโตเด่นได้รับความนิยมขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะมีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเป็นเหตุเป็นผลของมัน คือหุ้นจะขึ้นจะลงเพราะมีเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่หุ้นจะขึ้นเพราะหลายคนบอกว่าจะขึ้น และมันจะลงเพราะหลายคนบอกว่ามันจะลง
คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างเดียว เพราะเป็นคนก็ต้องมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ยังเป็น แต่ถ้าเราจะเป็น vi ที่ประสบความสำเร็จ เราต้องพิจาณาด้วยเหตุผลธุรกิจเป็นหลักครับ
ส่วนเรื่องการ ซื้อเพิ่ม, cut loss ผมไม่กล้าแนะนำ แต่ผมจำที่ใครคนหนึ่งเคยพูดทำนองว่า ลืมต้นทุนที่ซื้อมา คิดเสียว่าพอร์ตตอนนี้เป็นเท่าไหร่ หุ้นในตลาดตัวไหนน่าซื้อที่สุด ขายไปซื้อตัวนั้น ถ้าเป็นตัวเดิมก็ไม่ต้องทำอะไร
ผมเชื่อว่า มี 2 แรงที่ผลักดันราคาหุ้น
1. กำไร >> เราเรียกรวมว่า พื้นฐาน
2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา – อารมณ์ของตลาด
ประเด็นแรก เป็นสิ่งที่นักลงทุนแนว vi ต้องวิเคราะห์อยู่แล้ว แต่ถ้าเข้าใจประเด็นที่สองด้วย ก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อีกครับ ผมตอบไม่ได้ชัดเจนว่า เราจะดูอารมณ์จิตวิทยาของตลาดได้อย่างไร(ยังไม่รู้จริง) แต่ประมาณว่า ถ้าเราเข้าใจอารมณ์ตลาด เรามักจะได้ซื้อหุ้นที่ดี ที่ราคาไม่แพง
เหมือนที่ Graham เปรียบเปรยเป็นนิทาน Mr. Market ครับ นอกจากนั้น เราอาจพิจารณาจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาดว่า เค้านิยมหุ้นพิมพ์แบบไหน ในอุตสาหกรรมใดที่กำลังจะฮอต หุ้นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ราคาต่ำหรือราคาสูง เหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ครับ เราลงทุนแนว vi แต่พิจารณาไว้บ้างก็ไม่เสียอะไร
*******ผมปรับพอร์ตบ่อยๆครับ เหตุผลมักเป็นอย่างนี้*******
1. เจอหุ้นตัวที่ดีกว่า แต่ไม่มีเงินก็ต้องขายตัวที่ด้อยที่สุดไป
2. ตัวที่ถือพื้นฐานเปลี่ยน อันนี้แน่นอนก็ต้องขายออก
3. หุ้นขึ้นจนราคาสมเหตุสมผล ผมก็อาจจะขายไปเพิ่มตัวที่ยังต่ำกว่ามูลค่า
4. หุ้นลงผมก็ปรับพอร์ต ขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่มีอัพไซด์มาก
ผมก็ปรับไปเรื่อยครับ ตามข้อมูลที่ได้รับมา ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าบ่อยแค่ไหน หรือกี่เปอร์เซนต์ของพอร์ต ตั้งแต่ซื้อหุ้นมายังถือไม่เกิน 3 ปีเลยครับ เฉลี่ยเกือบๆปีประมาณนั้น แต่เห็นด้วยครับว่า ตลาดผันผวน เราสามารถใช้การปรับพอร์ตหาประโยชน์จากความผันผวนนั้นได้
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และหุ้น ถ้าตลาดซบเซาหนักๆเราก็ควรย้ายเงินจากกองทุนมาลงหุ้นให้มากขึ้น หรือเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวทีมีอัพไซด์สูงกว่า หากตลาดเป็นขาขึ้น หาหุ้นลงทุนได้ยาก อาจจะต้องเปลี่ยนไปถือตัวที่ defensive มีปันผลเยอะหน่อยๆ ประมาณนี้ครับ
ระยะเวลาที่ถือหุ้น สั้นที่สุดนี่จำได้ว่าประมาณ 1 อาทิตย์ครับ ซื้อแล้วขึ้นไปประมาณ 30% ผมก็ขายซิครับ เพราะผมหวังผลตอบแทนแค่นั้น ส่วนยาวนี่ไม่แน่ใจครับ ประมาณ 2 ปี ที่จริง ประเด็นเรื่องเวลาการถือครองหุ้นไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาเหมาะสมกับพื้นฐานหรือยัง และการถือหุ้นนานๆก็มีผลเสียนะครับ เช่น เราจะเฉื่อยชา ผูกผัน เกิดความลำเอียง รักหุ้นตัวเอง
และถ้ามองในแง่ผลตอบแทน ดูตัวเลขนี้ครับ
*หุ้นตัวแรก เราซื้อผ่านไป 1 ปี ขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%
*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%
หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เรายังไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ)
ผมติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ
ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาส ประมาณ 80 ตัว และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี
ผมเชื่อว่า ยิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมาก โอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่า เป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก
ผมอ่านหนังสือพิมพ์หุ้นเกือบทุกฉบับ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ อ่านงานวิจัยของโบรคเกอร์ อีไฟแนนซ์ ข่าวตลาด และ tvi ประมาณนี้ครับ อ่านแบบสแกน ถ้าเจอหุ้นที่น่าสนใจจะอ่านแบบละเอียด ไม่อย่างนั้นต้องใช้เวลาเยอะ
คือถ้าเราติดตามข่าวสารบ่อยๆเราจะรู้ว่าแหล่งข่าวไหนที่เราควรจะอ่านครับ
ที่จริงใช้เวลาวันละ 2 ชม. ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการลงทุนแบบมุ่งเน้น(ผลตอบแทน) หรือวันละ 1 ชม. สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นแบบการออม
ผมเคยทำงานประจำมาก่อน ยอมรับว่ามีข้อจำกัดเยอะกว่าคนที่ลงทุนเต็มเวลา และไม่สนับสนุนให้ทุกคนลาออกเพียงเพื่อจะได้มีเวลาหาข้อมูล แต่เราก็ควรให้เวลากับการลงทุนตามสมควร
เพราะการใช้เวลาวันละเล็กละน้อยหลังเลิกงาน หาข้อมูล อาจจะเปลี่ยนสถานะภาพทางด้านการเงิน เปลี่ยนชีวิตคนๆนึงได้เลย ในขณะที่ถ้าทำงานประจำอย่างเดียวมีโอกาสน้อยกว่ามาก
ผมยังจำได้ดร.นิเวศน์เคยเขียนบทความทำนองว่า เราใช้เวลาส่วนใหญ่วันๆไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ และให้เวลาน้อยเกินไปกับเรื่องทีสำคัญที่สุด
Credit : thaivi.org, puktiwit stock