Posts from the ‘เส้นทางนักลงทุน’ Category

‘วิธีคิด’สำคัญกว่า’กำไร

‘วิธีคิด’สำคัญกว่า’กำไร’Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, October 06, 2014 

ชาลินี กุลแพทย์

เงินเก็บ “หลักหมื่นบาท” ที่ได้จากการช่วยครอบครัวทำงานเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องครัวตราสามดาว และตราโลตัส ของ “นเรศ งามอภิชน” ถูกถอนออกจากแบงก์ในปี 2531 เพื่อนำมาลงทุนในตลาดหุ้น ตามคำเชื้อเชิญของเพื่อนนักเรียนนอก

ก่อนจะเป็น “เจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน” มีห้อง VIP หมายเลข 121 ประจำ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นฐานบัญชาการ ชีวิตเก็งกำไรของ “นเรศ” เคยติดลบเข้าขั้นขาดทุนหนักเหลือเงินติดพอร์ตเพียง 5 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีพอร์ตสูงถึง “หลักร้อยล้าน”แม้วันนี้ “ชายวัย 56 ปี” จะมีคำนำหน้าว่า “เซียนหุ้นรายใหญ่” แต่เขาเลือกที่จะให้ภรรยาและลูกทั้ง 3 คน (ลูกสาว 2 คน ลูกชาย 1) เรียนรู้เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตนเอง โดย “นเรศ” จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้แนะนำ เมื่อมีใครต้องการ

“นเรศ” เล่าให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังว่า ที่ผ่านมาภรรยาและลูกๆ มีโอกาส ลงทุนในตลาดหุ้นแต่ไม่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่ คนในครอบครัวได้กำไรจากการลงทุน จะไม่ค่อยมาเล่าสู่กันฟังว่า ได้มาเท่าไหร่ เพราะทุกคนรู้ว่า ในสายของผมกำไรไม่ใช่เรื่องสำคัญมากกว่าวิธีคิด ที่ผ่านมาคนในครอบครัวมักสอบถามเรื่องหุ้นกับผม ในฐานะที่ลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อนหลายสิบปี แต่ผมก็ไม่ได้ตอบคำถามแบบไม่ลึกซึ้งมากนัก ที่สำคัญจะไม่ชี้นำเด็ดขาด เพราะอยากให้ทุกคนมีวิธีการลงทุนและรอยเท้าเป็นของตัวเอง ถือคติที่ว่า

“คนจะประสบความสำเร็จได้ต้องมาจากความสามารถเฉพาะตัว เรื่องแบบนี้สอนกันไม่ได้”

เขาเล่าว่า ภรรยาผมเป็นคนดวงดีลงทุนตัวไหนมักได้กำไร บางครั้งซื้อผิดตัวยังไม่ขาดทุน (หัวเราะ) ส่วนลูกๆ ทั้งสามคน แม้วันนี้ จะไม่ค่อยมีเวลาซื้อขายเหมือนก่อน เพราะมีงานประจำ แต่สมัยก่อนเขาถือเป็นนักลงทุนที่ใช้ได้

ยกตัวอย่าง ลูกสาวคนโตวัย 29 ปี ขานี้สนใจตลาดหุ้นมาตั้งแต่สมัยศึกษาอยู่ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตอนโน้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดอบรมเรื่องการลงทุน ซึ่งน้องสมัครแข่งขันด้วย ผลปรากฏว่า ได้คะแนนค่อนข้างดี เรียกว่า มีทักษะการลงทุนที่เยี่ยมมาก แต่ปัจจุบันไม่ได้ลงทุนจริงจัง ด้วยภาระหน้าที่ทำให้ไม่มีเวลา ลูกสาวคนโตเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโท ด้านกฎหมาย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาโท ด้านกฎหมาย อีก 2 ใบ จากมหาวิทยาลัย คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมหาวิทยาลัยจากประเทศออสเตรเลีย แน่นอนเขาอยากเป็นนักกฎหมาย ตอนเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้องอยู่ห้องคิงส์ ในห้องเรียนมีนักเรียนเลือกเรียนกฎหมายเพียง 2 คนเท่านั้น

เป้าหมายของลูกสาวคนโต คือ อยากเป็น ผู้พิพากษา แต่เมื่อปีกว่าที่ผ่านมา เขาแต่งงาน ทำให้ไม่สามารถทำตามฝันได้ ปัจจุบันน้องเป็นอาจารย์สอนคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นที่ปรึกษากฎหมายในเครือเซ็นทรัล

สำหรับลูกสาวคนกลางวัย 27 ปี ปัจจุบันลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง ช่วงที่น้องเรียนปริญญาโท ด้าน MBA มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มีโอกาสได้ลงทุนในดัชนีดาวโจนส์ วิธีการ คือ เขาจะวิเคราะห์พื้นฐาน เพื่อถือลงทุนระยะยาว ถือนานจนบางครั้งผมต้องเอ่ยปากแนะนำว่า “ขายได้แล้วมั้ง” (ยิ้ม)

“ที่ผ่านมาน้องชอบถือแต่หุ้นขนาดใหญ่ ลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง ช่วงที่น้องเรียนปริญญาโท ด้าน MBA มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มีโอกาสได้ลงทุนในดัชนีดาวโจนส์ วิธีการ คือ เขาจะวิเคราะห์พื้นฐาน เพื่อถือลงทุนระยะยาว ถือนานจนบางครั้งผมต้องเอ่ยปากแนะนำว่า “ขายได้แล้วมั้ง” (ยิ้ม)ครั้งหนึ่งเขาเคยได้กำไรหุ้น APPLE แต่เขา ไม่ได้เล่าว่า มีต้นทุนเท่าไหร่ และได้กำไรมาแล้วแค่ไหน”

เขา เล่าประวัติลูกคนกลางให้ฟังว่า ตอนที่เรียนจบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีบริหารธุรกิจ หรือ BBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขามีโอกาสเข้าไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาการลงทุน ทำได้ไม่นานก็ไปสอบชิงทุนเรียนต่อโทของธนาคารกสิกรไทย แต่กสิกรไทย ส่งไปรับทุนของเมืองไทยประกันชีวิต ปัจจุบันเขากลับมาใช้ทุนให้เมืองไทยประกันชีวิต ด้วยการนั่งตำแหน่งวางกลยุทธ์ประกัน น้องต้องใช้ทุนทั้งหมด 4 ปี ตอนนี้ทำงานไปแล้ว 1 ปีกว่า ล่าสุดกำลังจะย้ายไปประจำแผนกการลงทุน เพื่อบริหารพอร์ตให้เมืองไทยประกันชีวิต เพราะเขามีทักษะในการลงทุนค่อนข้างดี

ส่วนลูกชายคนเล็กวัย 25 ปี หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี บริหารธุรกิจ หรือ BBA มหาวิทยาลัย อัสสัมชัน หรือ ABAC มีโอกาสเข้ามาทำงานในแผนก Wealth Management ของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประมาณ 1 ปี

หน้าที่หลักคือ บริหารพอร์ตให้ ทำงานไปแล้ว 1 ปีกว่า ล่าสุดกำลังจะย้ายไปประจำแผนกการลงทุน เพื่อบริหารพอร์ตให้เมืองไทยประกันชีวิต เพราะเขามีทักษะในการลงทุนค่อนข้างดี

ส่วนลูกชายคนเล็กวัย 25 ปี หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี บริหารธุรกิจ หรือ BBA มหาวิทยาลัย อัสสัมชัน หรือ ABAC มีโอกาสเข้ามาทำงานในแผนก Wealth Management ของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประมาณ 1 ปี นักลงทุนรายใหญ่ แต่ตอนนี้น้องลาออกไปเรียนปริญญาโท สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาอยากออกไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติม

ลูกทั้ง 3 คน ลงทุนในตลาดหุ้นมาตลอด เพียงแต่ไม่ได้จริงจัง สงสัยเห็นพ่อทำได้ดี อยู่แล้ว (ยิ้ม) ส่วนภรรยาที่มีอาชีพเป็นแม่บ้าน ปัจจุบันเปิดพอร์ตลงทุนที่บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และบล.ฟิลลิป หลังๆ ตามข้อมูลน้อยลง แต่ฟังข้อมูลจากผมมากขึ้น

“แม้จะรับข้อมูลจากผม แต่ใช่ว่า ทุกคนจะเชื่อทุกอย่างที่พูด เพราะก่อนลงทุนเขามักนำข้อมูลไปกลั่นกรอง ก่อนเสมอ”

“ครอบครัวมักสอบถามเรื่องหุ้นกับผม แต่ก็ไม่ได้ตอบแบบไม่ลึกซึ้ง เพราะอยากให้ทุกคนมีวิธีการลงทุนและรอยเท้าเป็นของตัวเอง–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อภินิหารเงินปันผล ‘ร้อยล้าน”นเรศ งามอภิชน’

อภินิหารเงินปันผล ‘ร้อยล้าน”นเรศ งามอภิชน’Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, September 29, 2014 06:29

ชาลินี กุลแพทย์

สำรวจ ความสวย หุ้น 10 ตัว ประจำพอร์ต นเรศ งามอภิชน ดีกรีเซียนหุ้นพันล้าน รักมากยกให้ ธุรกิจสื่อนอกบ้าน พร้อมแชร์ไอเดีย 2 หุ้นน่าซื้อ ความลับนี้มีที่ Biz Week แห่งเดียว 

2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจ Biz Week ได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของ นเรศ งามอภิชน เซียนหุ้นพันล้าน เจ้าของห้อง VIP หมายเลข 212 ประจำโบรกเกอร์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ชนิดคำต่อคำเท่าที่เจ้าของตัวจะเปิดเผยได้ 

นเรศ เป็นเพื่อนนักลงทุนรุ่นเดียวกับ เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล และ เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์ รู้จักกันมาตั้งแต่ลูกๆยังเรียนอยู่เพียงชั้นอนุบาล แม้จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นั่งกินข้าวเที่ยงบนชั้น 21 ด้วยกันเกือบทุกวัน แต่กูรูทั้ง 3 คน หาได้กอดคอซื้อหุ้นตัวเดียวกันไม่ 

วันนี้มีหุ้นอยู่ในมือกี่ตัว ชายวัยย่าง 56 ปี บอกกับ กรุงเทพธุรกิจ Biz Week ว่า น่าจะประมาณ 10 กว่าตัว แอ็คทีฟทุกตัว ไล่มาตั้งแต่ หุ้น วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย หรือ VGI ประมาณ 84 ล้านหุ้น หุ้นตัวนี้มีอนาคต เพราะธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ 

ตัวต่อไปคือ หุ้น มาสเตอร์ แอด หรือ MACO ผู้ให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้าน และรับจ้างผลิตงานสื่อป้ายโฆษณา ปัจจุบันถือหุ้นอันดับ 2 จำนวน 24,200,000 หุ้น คิดเป็น 8.04 เปอร์เซ็นต์ รองจากบมจ.วีจีไอ โกลบอล มีเดีย ที่ถือหุ้นอยู่จำนวน 74,900,000 หุ้น คิดเป็น 24.89 เปอร์เซ็นต์ 

เพิ่งซื้อหุ้น MACO เมื่อต้นปี 2557 ต้นทุนเฉลี่ย 12-15 บาท ปัจจุบันซื้อขายเฉลี่ย 18 บาท ผมเริ่มซื้อหุ้น MACO หลังกลับจากพบ นพดล ตัณศลารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ MACO ธุรกิจของ MACO กับของ VGI แตกต่างกันตรงที่ MACO เชี่ยวชาญโฆษณาบิลบอร์ด 

ด้วยความที่บริษัทแห่งนี้ที่มีมาร์เก็ตแคปเล็กมาก เขาหันไปดีดเครื่องคิดเลข ก่อนตอบว่าปัจจุบันมาร์เก็ตแคปน่าจะยืนเฉลี่ย 5,000 ล้านบาท ฉะนั้นภายใน 1-2 ปีข้างหน้า มีโอกาสเห็นมาร์เก็ตแคปทะยานสู่หลัก 10,000 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการอาจเติบโตเฉลี่ยปีละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ 

เขา กล่าวชื่นชม นพดล ว่า ผู้ชายคนนี้เก่ง ดังนั้นเป้าหมายมาร์เก็ตแคป และการผลักดันผลประกอบการ ไม่น่าจะใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ ที่ผ่านมา นพดล ไม่ค่อยชอบพบนักวิเคราะห์เท่าไหร่ แต่เมื่อเข้าไปพูดคุยด้วยจึงทำให้รู้ว่า เขาไม่ธรรมดาในเรื่องการทำธุรกิจ แม้จะจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ก็มีความรู้ในการบริหารสื่อโฆษณานอกบ้านเป็นอย่างดี ถือเป็นผู้มีความชำนาญคนหนึ่ง 

ช่วงที่เข้าไปพบ นพดล ถือโอกาสแนะนำเพิ่มเติมว่า บริษัทควรจัดประชุมนักวิเคราะห์ทุกครั้งที่ประกาศงบการเงิน และหากนักวิเคราะห์ต้องการขอพบควรจัดเวลาให้นักวิเคราะห์สามารถเข้าถึงข้อมูล บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มา 10 กว่าปี เดิมทีหุ้นไม่เคยได้รับความสนใจเลย เพราะผู้บริหารมุ่งแต่ทำงาน เมื่อคุยจบแล้ว นพดล มีท่าทีตอบรับ 

วันนี้ราคาหุ้น MACO ยืนระดับเฉลี่ย 18 บาท ออกแนวตึงๆแล้ว แต่ถ้าอนาคตบริษัททำงานจนออกดอกออกผล ราคานี้จะถูกมาก ผมคงถือลงทุนไปเรื่อยๆ จนกว่าบริษัทจะหยุดพัฒนาการ โดยปกติผมไม่มีจุดตัดขาดทุน เพราะถือมานานได้กำไรมาระดับหนึ่งจนไม่จำเป็นต้องมีแล้ว 

ขาใหญ่วีไอ เล่าถึงหุ้นตัวที่ 3 ต่อว่า ถือ หุ้น ยูนิเวนเจอร์ หรือ UV ต้นทุน 3 บาท มานาน 2-3 ปีแล้ว ปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุน 27,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.41 เปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่บริษัทแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ฉะนั้นเจ้าสัวย่อมใส่ที่ดินแปลงสวยๆให้กับ UV ซึ่งมีลูกชาย 2 คน ฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี นั่งบริหารอยู่ 

แม้ UV จะจ่ายเงินปันผลไม่ค่อยดี แต่ก็จ่ายสม่ำเสมอ ที่สำคัญมองว่า UV คือ หุ้นเติบโต ครั้งหนึ่งเคยขึ้นไปสูงถึง 18 บาท สูงขนาดนั้นยังไม่ยอมขายเลย รู้สึกเสียดายเหมือนกัน เมื่อก่อนเคยเข้าไปพบผู้บริหารคนเก่า ซึ่งเขาก็เล่าเรื่องแผนธุรกิจต่างๆให้ฟัง การที่บริษัทมีลูกเจ้าของดูแลอยู่พ่อย่อมใส่ใจเป็นธรรมดา 

ตัวต่อไป คือ หุ้น ทีพีไอ โพลีน หรือ TPIPL พูดถึงหุ้นตัวนี้แล้วราคาถูกเหลือเชื่อ!! วันนี้ราคาหุ้นซื้อขายเฉลี่ย 18.90 บาท ขณะที่มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นอยู่ระดับ 28.65 บาท พูดง่ายๆว่า ราคาหุ้นต่ำกว่าบุ๊คแวลูครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันถือหุ้น TPIPL จำนวน 15 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.74 เปอร์เซ็นต์ 

ผมพยายามขอเข้าพบ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ยอมรับว่านัดยากมาก แต่มีวันหนึ่ง ประชัย และภรรยา อรพิน ให้ลูกน้องโทรมานัดเวลากับผม ไม่รู้ท่านไปอารมณ์ดีมาจากไหน วันนั้นทั้งสองคนเลี้ยงน้ำขนมอย่างดีกับผม อรพิน ยังชวนให้ชิมขนม แต่ด้วยความที่ต้องใช้สมาธิในการพูดคุยสูง ทำให้ชิมขนมได้นิดหน่อยเท่านั้น 

ตอนนั้น ประชัย เล่าว่า โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนและขยะ กำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ปี 2558 ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าของบริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 45 เมกะวัตต์ เป็น 135 เมกะวตต์ 

ขณะเดียวกันโรงปูนซีเมนต์แห่งที่ 4 จังหวัดสระบุรี ก็จะแล้วเสร็จเช่นกัน ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นเป็น 13.5 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ TPIPL ขึ้นแท่นโรงปูนซีเมนต์ที่มีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 2 รองจากบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC ถือเป็นการเบียดบมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง หรือ SCCC ลงไปอยู่อันดับ 3 

เวลาฟังคนอื่นพูดถึง ประชัย เราจะรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง แต่เมื่อไปพบแล้วพูดคุยเรื่องธุรกิจ ประชัย คือ คนฉลาด ขยัน ทุ่มเท และมีความสุขในการทำงาน แกทำงานทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำมืด แม้กระทั่งวันหยุดก็ยังทำงาน ทั้งๆที่แกอายุ 70 ปีแล้ว 

ในสายตาของผม ประชัย คือ คนดีคนหนึ่ง 

ผมไม่ได้คุยเรื่องคดีฟ้องร้องกับบมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC กับ ประชัย แต่สอบถามเรื่องนี้กับมือการเงิน เขาบอกว่า ตราบใดยังไม่รู้แพ้รู้ชนะ TPIPLจะสู้ต่อไป แต่ถ้าศาลตัดสินใจว่า บริษัทแพ้คดีแล้วบริษัทจะไม่ยื้อ ยึดคติ น้ำใจนักกีฬา เมื่อคุยกับเจ้าของ TPIPL เสร็จ ก็ซื้อหุ้นเพิ่มอีกจำนวนมาก ทุกครั้งที่ราคาลงก็ทยอยเก็บตลอด 

เขา เล่าถึงหุ้นในพอร์ตตัวที่ 5 ต่อว่า ล่าสุดเพิ่งซื้อ หุ้น ซุปเปอร์บล๊อก หรือ SUPER ตอนนี้ถือลงทุนอยู่ 21 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.25 เปอร์เซ็นต์ สนใจหุ้นตัวนี้ เพราะเชื่อว่าธุรกิจใหม่อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าฟาร์ม) ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง SUPER กับบมจ.เด็มโก้ หรือ DEMCO จะทำให้บริษัทมีอนาคตที่ดี 

เมื่อก่อนผมเคยถือหุ้น DEMCO ทำให้รู้ว่า ประเดช กิตติอิสรานนท์ ที่ถือหุ้น DEMCO 4.65 เปอร์เซ็นต์ และถือหุ้น SUPER 9.10 เปอร์เซ็นต์ เขาเชี่ยวชาญเรื่องพลังงานทดแทน ขณะที่ตระกูลโลจายะอดีตผู้ถือหุ้นรายใหญ่ SUPER เขามีคอนเน็คชั่นที่ดี เมื่อสองคนรวมมือกันธุรกิจไปได้แน่นอน 

ได้หุ้น SUPER ยกล็อตมาจากใคร? เขาตอบคำถามนี้ว่า ติดต่อขอซื้อหุ้นผ่าน จอมทรัพย์ โลจายะ ที่วันนี้ถือหุ้น SUPER ประมาณ 6.85 เปอร์เซ็นต์ โดย จอมทรัพย์ เป็นคนรวบรวมหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมมาให้ ซึ่งผมไม่รู้ว่ามาจากใครบ้าง ต้นทุนหุ้นตัวนี่เฉลี่ย 8.80 บาท สุดท้ายผมได้ทั้งหุ้นเพิ่มทุนและวอร์แรนต์ 

คุณอะไรกับ จอมทรัพย์ บ้าง ตอนนั้นแกบอกว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 400 เมกะวัตต์ จะทยอยเสร็จในปี 2557 ประมาณ 100 เมกะวัตต์ ปี 2558 ประมาณ 250 เมกะวัตต์ และปี 2559 จะเดินเครื่องเต็ม 400 เมกะวัตต์ 

จอมทรัพย์ ยังเล่าอีกว่า ขั้นตอนการสร้างโซลาร์ฟาร์มของบริษัทจะมีประสิทธิภาพกว่าของผู้ประกอบการรายอื่น สมมุติ โรงงานคนอื่นสามารถอยู่ได้ 10 ปี แต่ของบริษัทจะอยู่ได้นานกว่าเท่าตัว ตอนนั้นแกบอกว่า อีกไม่นานหุ้น SUPER คงย้ายจากหมวดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างวัสดุก่อสร้างไปซื้อขายในหมวดพลังงาน หลังบริษัทขายธุรกิจเก่าให้บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวงไปแล้ว 

ตัวต่อไป คือ หุ้น ไซแมท เทคโนโลยี หรือ SIMAT จริงๆไม่ได้ลงรายละเอียดกับหุ้นตัวนี้มากนัก มีโอกาสคุยกับเจ้าของ ทองคำ มานะศิลปพันธ์แค่ครั้งสองครั้ง แต่บังเอิญน้องนักวิเคราะห์คนสนิทประจำบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เขาชอบหุ้นตัวนี้ น้องบอกว่า หากบริษัทวางระบบโครงข่ายใยแก้วนำแสงแล้วเสร็จ ผลประกอบการคงโตกว่านี้มาก นักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมายสูงถึง 10 บาท 

พอดีผู้ถือหุ้นสัญชาติมาเลเซีย เขาขายหุ้น SIMAT ออกมา ผมเลยเข้าไปรับมา 5 ล้านหุ้น ต้นทุน 4 บาท ดูจากผลงานที่ผ่านมาของนักวิเคราะห์ทำให้พอเชื่อถือได้ว่า หุ้นตัวนี้อนาคตจะดี 

ส่วนหุ้นที่เหลืออีก 4 ตัว ส่วนใหญ่ถือลงทุนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เช่น หุ้น สามารถคอร์ปอเรชั่น หรือ SAMART และหุ้น สามารถ ไอ-โมบาย หรือ SIM ส่วนตัวรู้จักเจ้าของบริษัท วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ มานานเป็นสิบปีแล้ว สมัยก่อนผมเข้าไปนั่งร่วมฟังข้อมูลกับนักวิเคราะห์บ่อยๆ 

วัฒน์ชัย เป็นคนคล่องตัวมาก แถมมีสายสัมพันธ์ดีเยี่ยม เรียกว่า เข้าได้กับทุกคน แต่จุดตำหนิของเขา คือ ทำอะไรเยอะเกินไปออกแนวเป็นคนไฮเปอร์ แต่ช่วงหลังๆ ดูเขานิ่งมากขึ้น หลังมีโอกาสทานข้าวด้วยกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ดูเขาไม่วุ่นวายเหมือนก่อน เขาเริ่มจับจุดสำคัญๆได้แล้ว 

ตอนนั้นผมบอก วัฒน์ชัยไปว่า บ้างครั้งทำอะไรเยอะเกินไป อาจทำให้บริษัทไม่ได้รับมูลค่ามากมาย แต่ถ้าทำอะไรแบบเน้นๆอาจได้รับมูลค่าที่ดีกว่า เมื่อเห็นเขานิ่งมากขึ้นจึงตัดสินใจซื้อหุ้น SAMART เพิ่มอีก 7-8 ล้านหุ้น ต้นทุน 19 บาท 

ถามว่าเจ้าของกลุ่มสามารถฯเล่าอะไรให้ฟังบ้าง แกมีแนวคิดจะให้บริษัทย่อยนามว่า เทด้า ผู้ประกอบธุรกิจด้านงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้า ก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า รวมทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เข้าไปเทคโอเวอร์โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เปิดดำเนินการไปแล้วในราคาถูกมาก 

แผนงานนี้ไม่ได้ทำให้ผมทุ่มน้ำหนักการลงทุนมเ พราะมันไม่ใช่งานถนัดของเขา ตอนนั้นถือโอกาสบอกเขาไปว่า คุณต้องดูดีๆนะ แต่การที่ธุรกิจของ SIM ดีขึ้นมากต่างหากที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อทั้งแม่ทั้งลูก ตอนนั้นซื้อหุ้น SIM ไป 15 ล้านหุ้น ราคา 2 บาทปลายๆ 

ส่วนหุ้น 2 ตัวสุดท้าย ปกติเน้นเล่นสั้นๆ เช่น หุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS และห้น พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง หรือ PCSGH อย่างหุ้น JAS เน้นเล่นเก็งกำไรอย่างเดียว เพราะ พิญช์ ไม่ค่อยยอมพบนักลงทุน 

สำหรับหุ้น PCSGH ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ ได้หุ้นไอพีโอราคา 8.60 บาท มาส่วนหนึ่ง ก่อนมาไล่เก็บเพิ่มในกระดานอีก 20 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 8 บาท ทุกครั้งที่ราคาต่ำจองก็ทยอยช้อนอีก แต่เพิ่งขายทำกำไรตอน 10 บาท ปัจจุบันเหลือหุ้นไม่เยอะแล้ว โดยกระจายอยู่ตามชื่อของคนในครอบครัว กลยุทธ์สำหรับหุ้นตัวนี้ คือ ลงซื้อเพิ่ม ขึ้นขายทำกำไร เพื่อมาซื้อในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม 

ผมมีโอกาสคุยกับเจ้าของ เขาเป็นคนเก่งมาก ล่าสุดญี่ปุ่นมาขอซื้อเครื่องมือในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่บริษัทเป็นผู้คิดค้นเอง วันนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ค่อยดี ฉะนั้นราคาหุ้นคงลงให้เราได้เก็บอีกแน่นอน 

เซียนหุ้นพันล้าน เล่าว่า หุ้นทั้ง 10 ตัว สามารถสร้างผลตอบแทนในแง่ของเงินปันผลแล้ว หลักสิบล้านบาท เพราะถือลงทุนมาเป็นปีแล้ว ขณะเดียวกันผมยังเสียภาษีเงินปันผลให้รัฐบาลหลายล้านบาทด้วย (ยิ้ม) สาเหตุที่ได้เงินปันผลสูง เกิดจากการศึกษารายละเอียดของหุ้นแต่ละตัวมาอย่างดี 

ถามว่าหากรวมผลตอบแทนจากราคาหุ้นจะมีตัวเลขอยู่ระดับใด เขาบอกว่า ตลอด 6 ปี ที่ซื้อขายอยู่ในบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง พอร์ตเติบโตตลอด เรียกว่าสูงกว่าเป้าหมายที่ต้องการให้ขยายตัวปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ เหตุที่ทำให้พอร์ตขยายตัวมากกว่าเป้าหมาย เกิดจากภาวะตลาดหุ้นดี และการได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูง ที่สำคัญเวลาซื้อหุ้นล็อตใหญ่ๆจะได้รับราคาดิลเคาท์ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ 

สื่อนอกบ้าน หุ้นดีน่าซื้อ 

เล็งจะซื้อหุ้นตัวไหนเพิ่มเติมหรือไม่? นเรศตอบคำถามนี้ว่า ด้วยความที่ชอบธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านมาก เขาย้ำ ทำให้ยื่นความจำนงขอซื้อหุ้นเพิ่มทุน บมจ.ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ หรือ TH จำนวน 100 ล้านหุ้น ราคา 1.43 บาทต่อหุ้น จากหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดที่บริษัทจะจำหน่าย 1,705 ล้านหุ้น บริษัทรับเอกสารไปแล้วเกือบ 1 เดือน คงต้องรอนำเรื่องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน 

ก่อนแสดงความสนใจมีโอกาสได้คุยกับ ฐิติศักดิ์ สกุลครู รักษาการกรรมการผู้อำนวยการ ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ เขายื่นนามบัตรให้ดู ตอนนั้นบริษัทกำลังทำดีวดิลิเจนท์แผนธุรกิจใหม่อยู่พอดี ส่วนตัวเชื่อว่า VGI จะทำให้ต้นทุนของตงฮั้วลดลง สำหรับที่มาของ ชื่อ วี พาร์ท เนอร์ส คือ เป็นพาร์ทเนอร์ของ VGI หลังกระบวนการเพิ่มทุนแล้วเสร็จ VIG จะถือหุ้น VP เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผมจะถือประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ 

หุ้น IPO อีกตัวที่น่าสนใจ ซึ่งกำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในช่วงไตรมาส 4/2557คือ บมจ.แพลน บี มีเดีย หรือ PLANB ผู้ให้บริการและรับจ้างผลิตสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย สื่อโฆษณาบนระบบขนส่งมวลชน สื่อโฆษณากลางแจ้ง และสื่อโฆษณาภายในห้างสรรพสินค้า 

ล่าสุดได้แสดงความจำนงผ่าน พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินหุ้น PLANB ไปแล้วว่า อยากได้หุ้นตัวนี้มาก บริษัทจะให้เป็นหุ้นไอพีโอ หรือนำหุ้นในส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมมาขายให้ก็รับหมด ผมต้องการหุ้น PLANB มากที่สุดเท่าที่บริษัทจะให้ได้ 

บริษัทนี้มีขนาดใหญ่พอๆกับ VGI บล.บัวหลวงบอกว่า จะนัดให้เจอผู้บริหาร หลังแบบแสดงรายการข้อมูล หรือ Filing ผ่านแล้ว เท่าที่รู้บริษัทแห่งนี้นั่งบริหารโดยนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง นามว่า บี อายุ 30 กว่าๆ เริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุ 20 กว่าเท่านั้น 

ผมเป็นลูกค้าเครดิตดีของบล.บัวหลวง บล.กสิกรไทย และบล.ไทยพาณิชย์ แม้พอร์ตจะไม่ค่อยแอ็คทีฟ แต่เขาก็ไม่เคยขอให้ไปใช้บริการ แถมยังจัดสรรหุ้นไอพีโอให้ตามที่ขอ ผู้บริหารโบรกเกอร์รู้จักนิสัยผมเป็นอย่างดี เขารู้ว่าหากให้หุ้นผมมาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อเจ้ากิจการมากแค่ไหน ที่สำคัญเขารู้พฤติกรรมการลงทุนของผมว่า ถ้าได้มาแล้วจะเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ไม่เคยทิ้งๆขว้างๆ เวลาจะขายหุ้นถ้าได้คุยกับเจ้าของแล้วจะขายอย่างระมัดระวัง 

ทักษะการลงทุนของ นเรศ คือ ขายหุ้นเป็น ขายแล้วหุ้นไม่ช้ำไม่ตก วิธีการ คือ เวลา ตลาดดีๆจะค่อยๆปล่อยของออก ไม่ได้ขายในออเดอร์ใหญ่ๆ ถ้าตลาดดีมากๆ แรงซื้อเยอะๆ จะขายมากหน่อย ถ้าแรงซื้อไม่เยอะจะขายน้อย วันไหนตลาดหุ้นคึกคักอาจขายมากถึง 3-5 ล้านหุ้น การลงทุนแบบนี้จะทำให้เจ้าของเชื่อใจผม 

เวลาจะไปขอซื้อหุ้นจากบริษัทต่างๆมักบอกเจ้าของก่อนว่า ผมชอบหุ้นเขามาก และจะหาจังหวะซื้อในกระดาน ฉะนั้นหากผู้ถือหุ้นเดิมคนใดมีความประสงค์จะขายให้นำมาขายตรงที่ผมได้เลย ทุกครั้งที่ผมไปติดต่อขอซื้อหุ้นเขาเปิดประตูต้อนรับตลอด อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าพฤติกรรมการลงทุนของชายชื่อ นเรศ เป็นอย่างไร ไม่เคยมีใครตั้งแง่กับผม 

นเรศ นิยามการลงทุนของตัวเองเป็นแบบ นักลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะตัว ด้วยความที่อยู่ในตลาดหุ้นนาน ทำให้มองอะไรออก บางครั้งกระจ่างกว่านักลงทุนหรือผู้บริหารบางคน หลายเรื่องที่เกิดในตลาดหุ้น ผมมีโอกาสเข้าไปช่วยแก้ไข 

ยกตัวอย่าง สมัย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นเลขาธิการ ก.ล.ต.ในปี 2542 ทางการต้องการให้เกิดค่าคอมมิชชั่นเสรี ตอนนั้นรู้สึกแปลกใจมาก ผู้บริหารโบรกเกอร์หลายแห่งที่มีแต่คนเก่งๆ ทำไมไม่มีใครเข้าไปให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับ ดร.ประสาร เพราะบางด้านดอกเตอร์อาจมองไม่เห็น สุดท้ายผมนั่งรอจนใกล้วันประกาศใช้มาตรการจึงตัดสินใจโทรเข้าไปขอพบดอกเตอร์ 

ตอนนั้น ดร.ประสาร มาพร้อมทีมใหญ่นั่งกันเต็มโซฟา ผมบอกแกว่า เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะโบรกเกอร์และนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังกระทบในวงกว้าง หมายความว่า นอกจากโบรกเกอร์จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนซื้อขายแล้ว โบรกเกอร์ยังเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แถมยังมีพอร์ตลงทุนสูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันทุกครั้งที่โบรกเกอร์ได้ค่าคอมมิวชั่นจากนักลงทุนรัฐบาลเองก็จะได้รับส่วนต่าง 7 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นถ้าเปิดเสรีเมื่อไหร่ ตลาดหุ้นจะปั่นป่วน และจะเกิดการแข่งขันชนิดไม่มีรูปแบบแน่นอน 

ตอนนั้นท่านตอบว่า มันใกล้วันจะประกาศใช้มาตรการแล้ว ผลปรากฏว่า วันใช้จริงตลาดหุ้นป่วนมาก บางโบรกเกอร์ประกาศเทรดหุ้นฟรี ทำให้ช่วงนั้นวงการโบรกเกอร์แย่มาก เรียกว่า เป็นกลียุคของตลาดหุ้นก็ว่าได้ สุดท้ายทางการประกาศยกเลิกมาตรการนี้ หลังประกาศใช้มาเกือบเดือน 

ผมแตกต่างจากนักลงทุนบางคนที่สามารถมองภาพอนาคตในบางเรื่องออก แต่หากแนะนำไปแล้วเขาจะทำหรือไม่ ผมจะไม่เข้าไปติดตามผล แต่พอจะอ่านจากปฏิกิริยาของเขาได้ว่า มีแนวโน้มจะทำหรือไม่ 

แม้เรื่องราวการลงทุนของ นเรศ จะเดินทางมาถึงตอนสุดท้าย แต่บิสวีคเชื่อว่า ยังมีเรื่องราวการลงทุนที่ ชายผู้มีทักษะการพูดชั้นเลิศ ยังไม่มีโอกาสถ่ายทอดให้ฟังอีกเพียบ–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

หุ้น comeback ศรัทธาพลิกพอร์ต(2)

หุ้น comeback ศรัทธาพลิกพอร์ต(2)Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, September 22, 2014 06:00

ชาลินี กุลแพทย์
เมื่อ SET INDEX กลับมาจุดพลุในปี 42 จากคนมืดแปดด้าน ฟ้าเปิดทางให้ “นเรศ งามอภิชน” กลายเป็นคนรวยหุ้น “ร้อยล้าน” ก่อนชื่อจะขยับติดโผ “เซียนวีไอพันล้าน” ในปี 51 บุรุษที่เจ้าของ “หุ้นบิ๊กแคป” เต็มใจเอ่ยปาก Welcome

ทักษะการพูดเป็นเลิศ ผสมการลงทุนขั้นเทพ แรงผลักดันชั้นยอดที่ทำให้ “นเรศ งามอภิชน” เซียนหุ้นหลักพันล้าน สามารถเจรจาขอซื้อ “หุ้นบิ๊กล็อต” บริษัทขนาดใหญ่หลายๆ แห่งตรงถึงเจ้าของได้ไม่ยากเย็น

การลงทุนที่ทำให้ “ชายผู้ไม่มีชื่อเล่น” เริ่มถูกจับตามองจากแวดวงตลาดหุ้น คือ การขอซื้อหุ้น บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS จำนวน 100 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 7.50 บาท มูลค่ารวม 750 ล้านบาท จาก “คีรี กาญจนพาสน์” ในฐานะหุ้นใหญ่ BTS และไล่เก็บหุ้น วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย หรือ VGI จนสามารถขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นอันดับ 5 สัดส่วน 84 ล้านหุ้น

หลายๆ ดีล ทำให้สำนักงานก.ล.ต.เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา เชิญตัวเทรดเดอร์ ประจำตัวเซียนหุ้นไปสอบถามวิธีการลงทุน คือ เรื่องที่ฝ่ายปฎิบัติการณ์ของก.ล.ต. เลือกใช้เพื่อคลายความสงสัย เหตุใดสำนักงานก.ล.ต.ถึงไม่เลือกเชิญ “นเรศ” ไปให้ข้อมูล นั่นคือ เรื่องคาใจของ “วีไอรายใหญ่”

ก่อน “นเรศ” จะขึ้นแท่น “เศรษฐีหุ้น” นั่งบัญชาการซื้อขายหุ้นในห้อง VIP หมายเลข 121 ของ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ที่อยู่บนชั้น 21 อาคารสำนักงาน ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับ “เสี่ยปู่สมพงษ์ ชลคดีดำรงก, เสี่ยจึง-วิชัย จึงทรัพย์ไพศาล, เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์” เขาคือ แมงเม่าเดินตามขาใหญ่คนหนึ่ง

สัปดาห์ก่อน “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” เล่าประวัติการลงทุนเกือบ 30 ปีของ “นเรศ” ว่าเขาเป็นลูกชายคนรอง จากจำนวนพี่น้อง 9 คน ของเจ้าของเครื่องครัวตราสามดาว และตราโลตัส เขาตัดสินใจขอยุติการทำงานของครอบครัว เพื่อออกมาเสี่ยงดวงเล่นหุ้นในปี 2531 ตามคำเชื้อเชิญของเพื่อนนักเรียนนอกที่เพิ่งเรียนจบด้าน MBA ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยการควักเงินลงทุนก้อนแรก “หลักหมื่นบาท”

แรกเริ่มของการลงทุน แม้จะได้กำไรหลักหมื่นบาทติดต่อกันสิบวันรวด แต่เวลาขาดทุนกลับกินกำไรทั้งหมดที่ได้มา ช่วงที่เกิดความคิดอยากเลิกเล่นหุ้น เขาแอบรู้ความลับของรายใหญ่ว่า พอร์ตโตเพราะไป “ส่องกล้องดูหุ้น” ที่อาคารสินธร เดินตามขาใหญ่ได้ไม่นาน พอร์ตลงทุนก็พุ่งจาก “หลักหมื่นบาท” เป็น “หลักหลายล้านบาท”

ก่อนจะทยายขึ้นสู่ “หลักร้อยล้านบาท”ในปี 2535 หลังย้ายมาซื้อขายที่บล.การทุนไทยช่วงนั้นเขาค้นพบอาชีพใหม่ นั่นคือ ขายใบจองรถยนต์ฮอนด้า หลังยอดผลิตไม่ทันความต้องการ กำไรหลักล้านบาท คือ ตัวเงินที่เขาทำได้ กอดกำไรจากการเล่นหุ้นได้ไม่นาน ชีวิตลงทุนเดินทางสู่ด้านมืดช่วงต้นปี 2537 หลังนักลงทุนต่างชาติกระหน่ำขายหุ้นไม่ยั้ง

“นเรศ” ประสบปัญหา “ขาดทุนหนัก”โกยเงินกลับมาเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต ช่วงนั้นเขาใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเข้าวัดนั่งสมาธิ และไปเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวให้กับน้องๆ ตอนนั้น “นเรศ” เคยมีความคิดจะไปลงทุนทำธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารไทยในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตามคำชักชวนของเพื่อนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเจอกันในวัด สุดท้ายเขาตัดสินใจไม่ลงทุน เพราะเชื่อว่าอีกไม่นาน SET INDEX จะดีดกลับมาเหมือนเดิม

รอยยิ้มมาเยือนอีกครั้ง

“กูรูหุ้นรายใหญ่” เล่าว่า ผ่านมาถึงปี 2541 ตลาดหุ้นลงมาซื้อขายแถวๆ 400 จุด ออกแนวนิ่งๆ หลังเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้เกิดความคิดที่ว่า หุ้นไทยคงลงมาต่ำสุดแล้ว จึง ตัดสินใจนำเงินที่เหลือติดพอร์ตประมาณ 5 ล้านบาท ไปเปิดพอร์ตกับบล.พัฒนสิน สาขาปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นสาขาใกล้บ้าน เพื่อนสนิทที่บอกว่าจบจากประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเลิกเก็งกำไรหุ้นไปเลย แต่มีลงทุนบ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตไปกับการทำธุรกิจกระจก

ครั้งหนึ่งเคยมีเพื่อนบอกว่า อยากส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ตอนนั้นผมค้านสุดตัว และบอกเขาว่า ในภาวะแย่ๆ แบบนี้ต้องรู้จักประหยัด เงินทุนสำคัญมากในช่วงที่อะไรๆ ก็ไม่ดี ผมขอให้เขาเก็บเงินไว้ลงทุน เมื่อถึงวันนั้นเขาจะมีเงินส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ แถมยังมีเงินก้อนให้ลูกเป็นทุนอีกด้วย

เมื่อสะสมความรู้เต็มที่ จึงตัดสินใจกลับเข้ามาลงทุนด้วยคอนเซปต์เช่นเคย นั่นคือ เน้นซื้อหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีการแกว่งไกวสูง ตอนนั้นมีความคิดว่า ดัชนี 400 จุด คงลงมาต่ำสุดแล้ว แต่สุดท้ายไม่เป็นอย่างที่คิด ดัชนียังคงลงต่อจนมายืนแถวๆ 200 จุด แต่ผมไม่กลัว แม้เงินลงทุนจะลดลงจาก 5 ล้านบาท เหลือ 3 ล้านบาท เพราะยังมีความเชื่อที่ว่า ตลาดหุ้นกลับมาแน่ เขาย้ำ เพียงแต่เราอาจเข้ามาลงทุนเร็วไปหน่อย

สุดท้ายความเชื่อเป็นจริง หลังปี 2542 SET INDEX ทะยานขึ้นจาก 200 จุด มายืน 500 จุด ทำให้ปลายปี 2542 “มูลค่าลงทุนโต 30 กว่าเท่า หรือประมาณ 3,000 เปอร์เซ็นต์” หุ้นตัวเดียวที่ทำให้พอร์ตขยายตัว คือ หุ้นบล.เอกธำรง หรือ S-ONE

ตอนนั้นหุ้น S-ONE ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ์ในการจะซื้อหุ้นสามัญ หุ้น S-ONEW3 และหุ้น S-ONE-W4 ทำให้ตัดสินใจซื้อแม่ขายลูก เล่นสลับกันไปมาแบบนี้ ตอนนั้นได้กำไรจำนวนมาก เพราะสมัยนั้นสามารถเล่นมาร์จิ้นกับ warrant ได้ จำได้หุ้นขึ้นช่องละ 10 สตางค์

“เงินกลับมาหมดแล้ว” เริ่มมีกำลังใจตอนปี 2536 พอร์ตลงทุนยืน “หลักร้อยล้านบาท”แต่ปลายปี 2542 มูลค่าลงทุนขยับขึ้นมายืน 170 ล้านบาท การอดทนรอ ถือว่าคุ้มค่า หลังจากปี 2543-2545 ตลาดหุ้นดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ยังคงรักษาเงินต้นได้

สุดท้ายมาได้กำไรมากๆ ในช่วงปี 2546 หลังตลาดหุ้นกลับมาคึกคักอีกรอบตอนนั้น SET INDEX ขึ้นจาก 300 จุด เป็น 700 จุดเรียกว่า มูลค่าพอร์ตหุ้นเปลี่ยนไปเลย ตอนนั้นย้ายมาซื้อขายที่บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส หรือ DBSV

“ปลายปี 2546 ผมคิดอะไรอยู่คุณรู้มั้ย” เขาถาม ผมคิดว่าจะเลิกเล่นหุ้น แล้วไปเอาดีกับการนั่งสมาธิ ตอนนั้นอายุ 45 ปีแล้ว ตั้งใจจะเกษียณอายุ เพราะมีเงินก้อนใหญ่ไว้เลี้ยงตัวเองกับครอบครัวพอสมควรแล้ว แต่เมื่อหยุดเล่นหุ้นจริงๆ เกิดความรู้สึกแย่มากเหมือนคนไม่มีท่า

นั่งว่างอยู่ไม่นานตัดสินใจกลับมาเล่นหุ้นใหม่อีกครั้งในช่วงต้นปี 2547 ด้วยการเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน เน้นลงทุนแนว “คอนเซอร์เวทีฟ” และกระจายการลงทุนมากขึ้น จากเดิมที่ลงทุนเพียงไม่กี่บริษัทเปลี่ยนเป็นสิบกว่าบริษัท

ตอนนั้นมองว่า ต่อไปนี้จะเน้นการลงทุนเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่ลงทุนเพื่อการเติบโตอีกต่อไป ส่วนหุ้นแนวเก็งกำไรยังคงลงทุนบ้างเฉลี่ย 1-2 ตัว ผลของการยึดสูตรลงทุนแนวคอนเซอร์เวทีฟได้กำไรหรือไม่? เขาตอบว่า พอไปได้แต่ช้า เฉลี่ยปีละประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่รู้สึกกังวลอะไร เพราะตอนนั้นตั้งการ์ดแน่นแล้ว

แม้พอร์ตการลงทุนไม่ค่อยโตเท่าไหร่ แต่รู้สึกมั่นคงมากขึ้น ขอแค่มีเงินใช้จ่ายประจำวันก็พอแล้ว ซึ่งแต่ละปีครอบครัวของเราค่อนข้างใช้เงินเยอะ ส่วนใหญ่ใช้เงินทำบุญหลายล้านบาทต่อปี ตอนนั้นคิดเพียงว่า จะพยายามรักษาเงินต้น และ จะนำเงินปันผลและผลตอบแทนจากราคาหุ้นมาใช้จ่ายในครอบครัว

พอร์ตพลิกปี 2551 “ขาใหญ่” บอก ตอนนั้นย้ายการซื้อขายจากบล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มาอยู่ห้อง VIP บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ตามคำเชื้อเชิญของ “บุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายย่อย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง

“ผมอยากได้ความสงบ อยากได้ทีมวิเคราะห์ เก่งๆ และอยากเข้าถึงตัวผู้บริหารได้ง่าย ซึ่งบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ช่วยประสานงานเรื่องนี้ได้ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่พอร์ตโตเร็วมากบางปีขยายตัว หลายร้อยเปอร์เซ็นต์” วีไอรายใหญ่ เกริ่นนำที่มาของ “พอร์ตหลายพันล้านบาท” สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้มาตั้งแต่เข้ามานั่งห้อง VIP หมายเลข 121 จนถึงวันนี้ คือ จะเน้นศึกษาพื้นฐานธุรกิจ เมื่อแน่ใจจะขอเข้าไปพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ตั้งแต่ย้ายมาซื้อขายโบรกเกอร์แห่งนี้ การเข้าถึงเจ้าของทำได้ง่ายมากขึ้น วิธีการ คือ จะให้ฝ่ายวิเคราะห์ช่วยยกหูถึงบริษัทโดยตรง เมื่อฝั่งโน้น ได้ยินชื่อโบรกเกอร์และชื่อผม ส่วนใหญ่ยินดีให้เข้าพบ ตั้งแต่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ทำอะไรๆ มันก็ง่ายขึ้น

ก่อนลงทุนในแต่ละบริษัท ผมต้องได้เจอผู้บริหารหรือเจ้าของก่อนเสมอ ปกติจะไปกับนักวิเคราะห์คู่ใจนามว่า “อั้น” เขาเป็น นักกลยุทธ์ที่มีคุณสมบัติของนักลงทุน สามารถอ่านหลายๆ เกมออก ผมจะคุยกับเขา ทุกวัน โดยเขาจะกรองเรื่องต่างๆ มาพูดให้ฟัง เวลาไปเข้าพบผู้บริหารมักออกมาถามความคิดเห็นเขาเสมอ ซึ่งมุมมองของเขาใช้ได้ แม้บางเรื่องจะไม่ค่อยตรงกันบ้างนักวิเคราะห์ของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เก่งๆ มีกว่า 10 ท่าน เรียกใช้บริหารได้ทุกคน

เขายกตัวอย่าง การขอเข้าพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านพ้นไปแล้วว่า เมื่อก่อน ตอนเทรดหุ้นอยู่ที่บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ช่วงนั้นมีข่าวว่า บล.เอเซียจะทำ การควบรวมกิจการกับบล.แอสเซท พลัส ซึ่งผมไม่รู้จักผู้บริหารของทั้งสองโบรกเกอร์ รู้เพียงว่า บล.เอเซีย คือ เบอร์หนึ่งของการ ซื้อขายในแง่ของวอลุ่ม ส่วนบล.แอสเซท พลัส คือ โบรกเกอร์อันดับต้นๆ ที่เด่นเรื่องธุรกิจวาณิชธนกิจ หรือ IB

ฉะนั้นหาก 1 บวก 1 ต้องไม่ใช่ 2 ต้องเป็น 3 ต้องเป็น 4 ผมจึงตัดสินใจซื้อหุ้นทั้ง 2 บริษัท เมื่อกระบวนการควบรวมกิจการแล้วเสร็จ และเปลี่ยนชื่อเป็นบล.เอเซีย พลัส ราคาหุ้นขยับขึ้นเป็น 80 บาท สูงกว่าต้นทุนที่ซื้อมาประมาณ 70 กว่าบาท แม้จะได้กำไร 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ยอมขาย เพราะคิดว่าหุ้นต้องไปต่อ

ผลปรากฏว่า ผิดคาด!! ราคาหุ้นตก ทุกวันจนเหลือ 60 กว่าบาท ตอนนั้นรู้สึกงงๆ เพราะมั่นใจว่า วิเคราะห์พื้นฐานมาแล้วอย่างดี สุดท้ายมีข่าวออกมาว่า บล.เอบีเอ็น แอมโร- เอเชีย ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของบล.เอเชีย ขายหุ้นออกมาทุกวัน หลังเขามองว่า ธุรกิจหลักทรัพย์จะไปได้ไม่ไกลแล้ว

แม้การลงทุนในหุ้น บล.เอเซียพลัส จะมีสัดส่วนน้อย แต่เมื่อหุ้นบล.เอเซียพลัส

ตกทุกวัน จึงตัดสินใจโทรศัพท์เข้าไปหา

“ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส แต่เขาให้เลขารับสาย ตอนนั้นบอกเลขาไปว่า ผมถือหุ้นอยู่หลายล้านหุ้นมีแนวทางและความคิดจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น สุดท้ายเขาก็เชิญไปคุยที่ออฟฟิศ

วันนั้นผมไปคุยเรื่องพื้นฐาน และถามเขาไปว่า มีเรื่องอะไรแย่หรือ ราคาหุ้นถึงลงแบบนี้ “ดอกเตอร์” อธิบายว่า จากนี้ราคาหุ้น

มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะวันที่ราคาหุ้นลดลงแต่วอลุ่มการซื้อขายของบล.เอเซีย พลัส ไม่ได้ ลดลงเลย ขณะที่งานในส่วนของ IB จะเริ่ม รับงานขนาดใหญ่ได้มากขึ้น เมื่อคุยจบจึงได้ข้อสรุปว่า พื้นฐานบริษัทดี แต่หุ้นลงเพราะ หุ้นใหญ่ขายของออก

ตอนนั้นถือโอกาสเสนอแนวทางการแตกพาร์จาก 10 บาท เหลือ 1 บาท เพราะการแตกพาร์จะสามารถรองรับแรงขายของผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ นอกจากนั้นยังเสนอให้บริษัทออกใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ Warrant เพราะเมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นจำเป็นต้องมีทุนเพื่อขยายกิจการ หลังจบการสนทนา “ดร.ก้องเกียรติ” ไม่ได้ตอบอะไร ใช้เวลาคุยกันเป็นชั่วโมง

เมื่อกลับมา ผมตัดสินใจซื้อหุ้น เอเซีย พลัส เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ในราคาเฉลี่ย 60 กว่าบาท เพราะเชื่อว่าธุรกิจมีอนาคต หุ้นวิ่ง 60 บาท อยู่ 2 เดือน บริษัทประกาศแตกพาร์และ ออกวอร์แรนต์ ตอนนั้นราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปกว่า 80 บาท สูงสุดน่าจะประมาณ 90 บาท ได้กำไรเยอะพอสมควร จริงๆบริษัทหลักทรัพย์เขาเชี่ยวชาญเรื่องลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่บางครั้ง ผงมันเข้าตา ไม่รู้จะเขี่ยออกอย่างไร

อยากรู้เรื่องอะไรจากปากผู้บริหารมากที่สุด เขาตอบว่า ข้อแรก วิสัยทัศน์ การบริหารงาน ข้อสอง ความรู้ความสามารถ ข้ดสุดท้าย ความมีธรรมภิบาล หากรู้เรื่อง เหล่านี้แล้วจะทำให้สามารถลงทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้น แต่ถ้าคุยแล้วพบว่า เรื่องที่พูดมาไม่มีโอกาสเกิดได้จริง และ ความมีธรรมภิบาลน่าสงสัย ก็จะไม่สนใจ หุ้นตัวนั้นเลย.

คุยอะไรกับ’คีรี กาญจนพาสน์’

“เจ้าของพอร์ตหลายพันล้าน”เล่าถึงกรณีเข้าไปขอซื้อหุ้น BTS จาก “คีรี กาญจนพาสน์” ว่า บางครั้งรถติดจำเป็นต้องใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ทำให้รู้ว่า รถไฟฟ้า BTS เป็นบริการที่ดีที่สุดในอันดับต้นๆของโลก ผมมีโอกาสไปเที่ยวยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศใกล้ๆ เมืองไทย ยังไม่เคยเจอรถไฟฟ้าที่มีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือน BTS

เมื่อไปศึกษาพื้นฐานบริษัทพบว่า กำไรสุทธิขยายตัวต่อเนื่อง ฉะนั้นราคาหุ้นน่าจะไปต่อ แตกต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อนที่ ราคาหุ้น BTS ยังซื้อขายเพียง 0.70-0.80 บาท หลังมั่นใจในข้อมูลจึงขอให้ “มนตรี ศรไพศาล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ช่วยนัดให้ได้เข้าพบ “คีรี”

ก่อนจะเจอตัวเจ้าของได้ทยอยซื้อหุ้น BTS ชิมลางไว้ประมาณ 100-200 ล้านหุ้น แต่หลังจากไปคุยแล้วเกิดความมั่นใจมากขึ้น เพราะเขาตั้งใจทำงานจริงๆ และมีวิสัยทัศน์การทำธุรกิจที่ดี ที่สำคัญมีธรรมภิบาลที่ยอดเยี่ยม เพราะทุกครั้งที่บริษัทประกาศข่าวดี วันรุ่งขึ้นเขาจะให้นักวิเคราะห์เข้ามารับฟังข้อมูลทันที

คุยอะไรกับ “คีรี”? นักลงทุนวีไอรายใหญ่แจกแจงว่า เจ้าของ BTS เล่าให้ฟังว่า ส่วนต่อขยายในกรุงเทพและปริมณฑลต้องใช้ประมาณ 400-500 กิโลเมตร แต่ BTS ยังมีแค่ 30 กิโลเมตร ส่วน MRT มีกว่า 20 กิโลเมตร เท่ากับว่า เมืองไทยมีเส้นทางรถไฟฟ้าในระบบไม่ถึงร้อยกิโลเมตร หากเป็นเช่นนั้นในอนาคตต้องขยายเพิ่ม

“คีรี” ไม่ได้การันตีตัวเลขรายได้และกำไรอนาคตว่าจะออกมาเท่าไหร่ เราไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้ คุยกันแต่แผนงานว่า อนาคตจะเน้นทำแต่รถไฟฟ้า ส่วนอสังหาริมทรัพย์พอร์ตจะทยอยลดลงเรื่อยๆ ที่ดินเปล่าที่มีบริษัทจะไม่พัฒนาต่อแต่ยังคงถือครองอยู่หลายแปลง อาจขายทำกำไรในอนาคต

ตอนนั้นบริษัทมีนโยบายปรับพาร์จาก 0.64 บาทต่อหุ้น เป็น 4 บาทต่อหุ้น ทำให้ผมตัดสินใจซื้อหุ้น BTS เพิ่มอีก 200-300 ล้านหุ้น ตอนนั้นลงทุนหุ้น BTS ตัวเดียวมากถึง 1,000 กว่าล้านบาท จากนั้นราคาหุ้น BTS ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จน BTS นำบริษัทในเครือ “วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย” หรือ VGI เข้าตลาดหลักทรัพย์ผมแสดงความจำนงกับ “คีรี” และผู้ที่เกี่ยวข้องทันทีว่า อยากได้หุ้น VGI เท่าที่บริษัทจะให้ได้ สุดท้ายได้หุ้นไอพีโอมา 4.5 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท วันแรกเปิดมา 50 บาท ได้กำไรล็อตแรกแล้ว จากนั้นก็ซื้อขายไปเรื่อยๆ เพื่อหาฐานราคาหุ้นที่แน่นอน เขาหันไปเปิดคอมพิวเตอร์ ก่อนพูดว่า ตอนนั้นฐานราคาหุ้นอยู่ระดับ 40-50 บาท เมื่อฐานราคาแน่นแล้วจึงเดินหน้าซื้อหุ้นต่อในช่วงขาขึ้น

ปัจจุบันมีหุ้น VGI ประมาณ 84 ล้านหุ้น ได้เงินปันผลจากหุ้น VGI มาแล้วเท่าไหร่ เขาคิดก่อนตอบว่า ประมาณ 30-40 ล้านบาทนอกจากจะมีหุ้นแม่แล้วยังมีใบสำคัญแสดงสิทธิหุ้น VGI-W1 อายุ 4 ปี ประมาณ 100 กว่าล้านหุ้น

สุดท้ายจะใช้สิทธิแปลงหรือไม่คงต้องมาดูอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องรีบสามารถแปลงได้ตามจังหวะ ผมลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสื่อโฆษณาค่อนข้างเยอะ เพราะมองว่าคนใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ฉะนั้นสื่อโฆษณานอกบ้านยังคงเติบโตอีกเยอะ คงถือหุ้นลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ

“การมีบทวิเคราะห์ที่ดีจะช่วยในเรื่องลงทุนเ แต่บางครั้งบทวิเคราะห์ก็พลาดได้เหมือนกัน ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องเข้าถึงตัวผู้บริหาร ถือเป็นการตอกย้ำตัวเลขที่เหล่านักวิเคราะห์ทำออกมาว่าถูกต้อง”

“นเรศ” มีหุ้นอยู่ในมือกี่ตัว เขาเลือกซื้อด้วยเหตุผลใด และกำลังเล็งจะเก็บหุ้นตัวไหนต่อ ตามอ่านสัปดาห์ รับรองแซ่บไม่แพ้ 2 ตอนที่บิสวีคนำเสนอไปแน่นอน

“ปลายปี 42 มูลค่าลงทุนเติบโต 30 กว่าเท่า หุ้นตัวเดียวที่ทำให้พอร์ตขยายตัว คือ หุ้น S-ONE ”
นเรศ งามอภิชน–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

กว่าจะเป็น ‘เซียนพันล้าน”นเรศ งามอภิชน’ (ตอน1)

กว่าจะเป็น ‘เซียนพันล้าน”นเรศ งามอภิชน’ (ตอน1)Source – เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Monday, September 15, 2014 06:01
ชาลินี กุลแพทย์

“ขาใหญ่วีไอ” ประจำบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ใช่จะมีแต่ “เสียปู่-เสียยักษ์-เสียจึง” แม้จะไม่มีคำนำหน้าว่า “เสีย” แต่ “นเรศ งามอภิชน” เจ้าของห้อง VIP หมายเลข 121 ก็ผ่านสังเวียนหุ้นมาอย่างโชกโชนเกือบ 30 ปี

พอร์ตหลายพันล้าน คือ ตัวการันตีความเก่ง

“ขาใหญ่วีไอ” ประจำบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ใช่จะมีแต่ “เสี่ยปู่-เสี่ยยักษ์-เสี่ยจึง” แม้จะไม่มีคำนำหน้าว่า “เสี่ย” แต่ “นเรศ งามอภิชน” เจ้าของห้อง VIP หมายเลข 121 ก็ผ่านสังเวียนหุ้นมาแล้วอย่างโชกโชนเกือบ 30 ปี พอร์ตหลายพันล้าน คือ ตัวการันตีความเก่ง

ความ Low Profile ของ “นเรศงามอภิชน” อาจทำให้แวดวงตลาดหุ้นเกิดคำถามที่ว่า Who are you? เหตุใด “บุรุษปริศนารายนี้” ถึงสามารถบุกรังขอซื้อหุ้น บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS ล็อตเดียว 100 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 7.50 บาท มูลค่ารวม 750 ล้านบาท จาก “คีรี กาญจนพาสน์” ในฐานะ หุ้นใหญ่ BTS ได้ง่ายดายนัก

แม้จะยังไม่เห็นความผิดปกติ แต่สำนักงานก.ล.ต. ก็เรียกตัว “เทรดเดอร์” บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ประจำตัว “นเรศ” เข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเส้นทางการลงทุน “เงินลงทุนมาจากไหน ได้กำไรแล้วเอาไปไว้ที่ไหน”?

คำถามเหล่านี้ดูจะสร้างความรำคาญใจ ไม่น้อยให้กับ “วีไอขาใหญ่” ที่อยู่ในตลาดหุ้นมาเกือบ 30 ปี ถึงขนาดเอ่ยปากขอให้คนสนิท นัดเคลียร์ใจกับสำนักงานก.ล.ต. แม้ทางการ จะพยายามบอก “นเรศ” ว่า “อย่าได้กังวลใจ”เพราะนั่นคือ หน้าที่ของระดับฝ่ายปฏิบัติการแต่ความไม่สบายใจยังคงค้างคาใจ “ชายวัย 56 ปี”

ก๊อกๆ สิ้นเสียงเคาะประตู “นเรศ งามอภิชน” นักลงทุนวีไอรายใหญ่ เจ้าของ ห้อง VIP ขนาดใหญ่ หมายเลข 121 บนชั้น 21 อาคาร สำนักงาน ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ก็เปิดประตูต้อนรับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ชายวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสุขุม คือ คนที่อยู่หน้าประตู

ชั้น 21 นอกจากจะเป็นที่ตั้งของบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) อีกฟากหนึ่งของชั้นยังเป็นศูนย์รวมนักลงทุนรายใหญ่ ขนาดพอร์ตตั้งแต่ระดับร้อยล้านจนพันล้านบาท ประกอบด้วยห้อง VIP ขนาดใหญ่จำนวน 4 ห้อง โดยห้อง VIP หมายเลข 121 ของ “นเรศ” จะเป็น ห้องขนาดใหญ่เพียงห้องเดียวที่ถูกขนาน ข้างซ้ายขวาด้วยห้อง VIP ขนาดเล็กกว่า 10 ห้อง

ส่วนห้อง VIP ขนาดใหญ่อีก 3 ห้อง จะอยู่สุดทางเดิน โดยห้อง VIP หมายเลข 129 ของ”เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” จะอยู่ตรงกลางระหว่างห้องของ “เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์”และ “เสี่ยจึง-วิชัย จึงทรัพย์ไพศาล” ทุกๆ เที่ยง “เซียนหุ้นไซด์ใหญ่” มากหน้าหลายตาจะออกมาตั้งวงกินข้าวเคล้าเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

“ผมอยู่ในตลาดหุ้นมา 30 ปี ลงทุน ในลักษณะนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่พอร์ตเล็กๆ ก็มักหาโอกาสเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหาร เมื่อเขาเชื่อใจว่าผมจะถือหุ้นในระยะยาว เราจึงสามารถตกลงซื้อหุ้นกันได้ ในความเป็นจริงอยากให้ทางการเรียกผมเข้าไปคุยน่าจะง่ายกว่า สงสัยอะไรตอบได้ทุกคำถาม” “นเรศ งามอภิชน” เซียนหุ้นวีไอไซด์ใหญ่ ทักทายบิสวีค ด้วยการระบายความในใจ

“ครอบครัวผมมีด้วยกัน 5 คน คือ ผม ภรรยาและลูกสาว 2 คน ลูกชาย 1 คน หากทางการไม่สบายใจการลงทุนของผมสามารถตรวจดูเส้นทางการเงินได้เลยง่ายนิดเดียว การที่ภรรยาซื้อหุ้นไอพีโอแล้วโอนมาเป็นชื่อผมมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ”

เมื่อพูดถึงภรรยา เขาถือโอกาสบอกความเชื่อ ส่วนตัวให้ฟังว่า การลงทุนในตลาดหุ้น “โชค”กับ “ความสามารถ” ต้องสัมพันธ์กัน เห็นได้จากภรรยา ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ลึกซึ้งเรื่องตลาดหุ้น แต่เขาดวงดีมาก

ครั้งหนึ่งเคยเล่าเรื่องดีๆ ในธุรกิจพลังงานทดแทนของบมจ.วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง ให้ภรรยาฟัง ซึ่งบริษัทแห่งนี้ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่ภรรยาเข้าใจว่า เป็นหุ้น สวนอุตสาหกรรม วินโคสท์ หรือ WIN แต่เมื่อซื้อหุ้นมาแล้วราคากลับปรับตัวเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ขายได้กำไร “โชคมีผลต่อการลงทุนเหมือนกันนะ”

“นเรศ” ชายผู้ไม่มีชื่อเล่น เล่าประวัติส่วนตัว ที่ใครหลายคนอยากรู้ให้ฟังว่า “ผมเป็นลูกชายคนรอง จากจำนวนพี่น้อง 9 คน น้องคนสุดท้อง อายุห่างกันเกือบ 20 ปี คุณพ่อและคุณแม่เป็นคนจีน ท่านเข้ามาเมืองไทยตั้งแต่มีอายุเพียง 10 กว่าขวบ ครอบครัวเรายึดอาชีพค้าส่งเครื่องครัวตราสามดาว และตราโลตัส โรงงานอยู่แถวเพชรเกษม

พ่อให้ทำงานตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ด้วยการรับโทรศัพท์ลูกค้า เมื่ออายุ 18 ปี ตอนนั้น น่าจะประมาณปี 2517 ก็ขอพ่อไปทำงานในฝ่ายการตลาด เพราะอยากออกไปพบลูกค้า ส่วนใหญ่ลูกค้าจะอยู่แถวลำเพ็งและจักรวาล สมัยก่อนพ่อไม่เคยสอนวิธีการทำงาน แต่เรามักอาศัยดูพ่อเป็นตัวอย่างแล้วทำตาม

จากนั้นเมื่ออายุ 25 ปี ก็ขอไปทำงานด้านส่งออก ลูกค้าหลักของเราอยู่ที่ตะวันออกกลาง ช่วงนั้นยอดสั่งซื้อดีมาก เรียกว่าแทบไม่มีวันหยุด ด้วยความที่ทำงานทุกวันควบคู่ไปกับการเรียน ปริญญาตรี (เขาขอไม่เปิดเผยเรื่องการศึกษา) ทำให้มีโอกาสช่วยพ่อทำงานเต็มที่ได้ถึงแค่ปี 2530

จุดเริ่มต้นการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดขึ้นตอนนี้

เขาเกริ่นนำ ช่วงนั้นมีโอกาสเจอเพื่อนที่เพิ่งเรียนจบ MBA จากประเทศสหรัฐอเมริกา เขามาเล่าให้ฟังว่า หลักสูตรที่เรียนมาได้สอนเกี่ยวเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น หลังจากฟังเขาพูดจนจบเกิดความคิดอยากลงทุนบ้าง ต้องบอกก่อนว่า เมื่อก่อนเรื่องหุ้นเป็นเรื่องใหม่ มาก ที่ผ่านมามักได้ยินแต่เรื่องไม่ดีเกี่ยวกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะเรื่องคนโดดตึกฆ่าตัวตาย เพราะขาดทุนหุ้น

ตอนนั้นเราตามเพื่อนไปดูห้องค้าที่บล.นครหลวงเครดิต อาคารมณียา ย่านเพลินจิต เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสของจริงรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเป็นห้องค้าขนาดใหญ่ตกแต่งหรูหรา คนที่อยู่ในห้องค้าส่วนใหญ่แต่งตัวดีทุกคน เมื่อก่อนโบรกเกอร์ยังไม่มีห้อง VIP ทำให้ นักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายเล็กหรือใหญ่ มีชื่อเสียงดังแค่ไหน ก็ต้องมานั่งรวมกันในห้องเดียวกัน

วิธีการซื้อขายหุ้นสมัยก่อน เทรดเดอร์จะไปนั่งประจำอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์อาคารสินธร เพื่อรับคำสั่งซื้อขายจากพนักงานที่อยู่ประจำโบรกเกอร์ โดยจะทำการสั่งซื้อขายผ่าน โทรศัพท์ ซึ่งนักลงทุนรายใดส่งกระดาษคำสั่งซื้อขาย ถี่ๆ รับรู้ได้เลยว่า คนนั้นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ส่วนนักลงทุนรายย่อยนานๆ จะส่งกระดาษสักที เพราะต้องใช้เวลาคิดนาน กระดาษสีฟ้า คือ สั่งซื้อ กระดาษสีแดง คือ สั่งขาย

หลังจากกลับมาจากห้องค้าตัดสินใจเปิดพอร์ต ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก “หลักหมื่นบาท”ในปี 2531 ตอนนั้นเพื่อนที่ชวนมาลงทุนเขา มีพอร์ตหลักแสนแล้ว เพราะเล่นมานานเป็นปี เขาได้กำไรมาแล้วหลายเท่าตัว ก่อนเปิดพอร์ตลงทุนเพื่อนคนนี้ย้ำว่า การลงทุนในตลาดหุ้นจะทำให้เงินของเราเติบโต แต่ตอนนั้นเราพูดแย้งเพื่อนไปว่า เคยได้ยินแต่คนฆ่าตัวตาย (ยิ้ม)

จำหุ้นตัวแรกไม่ได้ แต่ช่วงนั้นตลาดหุ้นอ่อนไหวมากเหมาะกับการเล่นเก็งกำไร ในห้องค้า ยังไม่ใครพูดถึงการถือหุ้นยาวๆ เมื่อก่อน กฎระเบียบยังไม่เข้มงวดมีเงินเท่าไรโบรกเกอร์ไม่เคยขอดูรายละเอียด อยากซื้อหุ้นตัวไหนทำได้ตามใจชอบ ทำให้ช่วงนั้นมีทั้งนักลงทุนที่ได้กำไรและขาดทุนมากๆ คละเคล้ากันไป

“เล่นหุ้นตามเพื่อน” คือ วิถีลงทุนหุ้นในช่วงแรก “กำไรหลักหมื่นบาทต่อวันต่อเนื่อง สิบวัน” (หัวเราะ) คือ ผลของการเก็งกำไรในครานั้น เพราะซื้อขายทุกวันเฉลี่ยวันละหลายๆ ตัว ตอนนั้น ทำบัญชีการซื้อขายเก็บไว้ด้วย ส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ เช่น หุ้นบล.ภัทร หุ้นบล.เอกธำรง รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น หุ้น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือ LH เป็นต้น

แม้ตลอด 1 ปี จะได้กำไรติตต่อกันเป็นสิบวัน แต่เวลาขาดทุนหนึ่งครั้งก็แทบจะกินกำไรทั้งหมด ตอนนั้นท้อใจมาก จำได้เคยหันไปบอกเพื่อนว่า เลิกเล่นหุ้นแล้วกลับไปค้าขายเหมือนเดิมดีกว่ามั้ย แต่บังเอิญช่วงนั้นแอบสังเกตเห็นนักลงทุนรายใหญ่ เขามักจะเข้ามา ห้องค้าในช่วงตลาดหุ้นเปิดประมาณ 09.30 น. เพื่อตามข่าวและอ่านหนังสือพิมพ์ จากนั้น ก็จะออกไปข้างนอก ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังตลาดหุ้นปิดทำการในเวลาเที่ยง สมัยก่อนตลาดหุ้นเปิดซื้อขายเพียงครึ่งวัน

ตอนนั้นแอบสงสัยรายใหญ่ไปไหนกันหมด วันหนึ่งถึงได้รู้ว่า เขาเหล่านั้นไปส่องกล้องดูหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ เขาอธิบายความหมายของคำว่า “ส่องกล้อง” เมื่อก่อนห้องเทรดหุ้นของตลาดหลักทรัพย์จะอยู่ชั้นล่างของอาคารสินธร ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่หลายคนจะขึ้นไปยืนบนชั้น สูงๆ ของตึก ซึ่งอยู่เยื้องๆ กับห้องเทรดหุ้น

จากนั้นเขาจะใช้กล้องส่องทางไกลส่องเข้ามาที่ในห้องเทรดหุ้น เพื่อดูว่าเทรดเดอร์กำลังจะสั่งซื้อหุ้นตัวไหนในราคาเท่าไหร่ เมื่อเรารู้แล้วก็จะรีบสั่งซื้อหุ้นตามทันที ซึ่งจะแตกต่างจากการซื้อตามห้องค้าที่ต้องต่อคิวกว่าจะได้ซื้อราคาก็เปลี่ยนไปแล้ว

ส่องกล้องเล่นหุ้น แบบนี้ได้เปรียบมาก เพราะสามารถสั่งซื้อได้เร็วกว่าเป็นนาที “เจอทางสว่าง”

ความรู้สึกของผมกับเพื่อนในขณะนั้น หลังจากนั้นเราทั้งคู่ก็ปรับพฤติกรรม

การลงทุนใหม่ ด้วยการขึ้นมาส่องกล้องดูหุ้นบนอาคารสินธรทุกวัน ทำให้ช่วงนั้นได้ “กำไรหลายเท่าตัว” พอร์ตลงทุนก็เพิ่มขึ้นจาก “หลักหมื่น” เป็น “หลักหลายล้านบาท” แรกๆ ยังไม่ค่อยมีนักลงทุนรู้เรื่องส่องกล้อง แต่เมื่อเรื่องแพร่กระจายเชื่อหรือไม่แทบไม่มีที่จะยืน เพราะทุกคนแย่งพื้นที่ส่องหุ้นกันหมด เราทั้งคู่ส่องกล้องอยู่เกือบปี ทางการก็ไม่ได้ห้ามอะไร เพราะไม่ได้ผิดกติกา

แต่หลังจากระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเมืองไทยในปี 2534 นักลงทุนทุกคนก็เลิกส่องกล้อง เมื่อความได้เปรียบในการเล่นหุ้นหมดไป ผมตัดสินใจย้ายมาซื้อขายในบล.เกียรตินาคิน คราวนี้ต้องมาศึกษารูปแบบการลงทุนกันใหม่ ด้วยความที่ไม่ถนัดใช้คอมพิวเตอร์ในช่วงแรกเราจึงต้องนั่งประกบมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสั่งให้เข้าคีย์ข้อมูลซื้อขาย

ตอนนั้นยังคงคอนเซปต์เล่นเก็งกำไรเช่นเคย แต่ด้วยความที่รู้จักหุ้นเยอะขึ้น ทำให้เริ่มใส่ใจพื้นฐานของบริษัทต่างๆมากขึ้น และสนใจดูความสามารถของผู้บริหารควบคู่ไปด้วย เมื่อก่อนบริษัทแห่งใดมีโอกาสเพิ่มทุนราคาหุ้นจะวิ่งชนซิลลิ่งนักลงทุนจะชอบมาก เพราะบริษัทมักขายหุ้นเพิ่มทุนต่ำกว่าราคาในกระดาน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อก่อนจะใช้เวลาดูข้อมูลไม่นาน ถ้ามั่นใจแล้วก็จะใส่เต็มที ทุกวันนี้ยังเป็นคนตัดสินใจเร็วเหมือนเดิม เพียงแต่จะละเอียดมากขึ้น สมมุติตั้งใจจะซื้อหุ้นตัวนี้ 1 ล้านหุ้น ผมจะจัดเต็มเลยจะไม่ทยอยซื้อครั้งละแสนสองแสน แต่หากไม่ค่อยมั่นใจจะทดลองซื้อ 50,000 -100,000 บาท เมื่อก่อนจะเป็นคนซื้อหุ้นน้อยตัว

หลังเมืองไทยเปลี่ยนเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ เริ่มเทรดหุ้นน้อยลงเต็มที่จะมีหุ้นในมือไม่เกิน 3 ตัว ไม่เหมือนตอนส่องกล้องที่ซื้อขายมั่วไปหมด อะไรดีจะซื้อและเมื่อมีกำไรจะจัดการขายทันที เมื่อซื้อขายไม่บ่อยครั้งพอร์ตลงทุน ก็ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง อาจเป็นเพราะตอนนั้น ยังไม่คุ้นเคยกับระบบคอมพิวเตอร์

ช่วงปี 2535 บล.การทุนไทย มาชวนให้ไป ซื้อขายด้วย โดยเขาจะให้ห้อง VIP มีเครื่องอำนวย ความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นทีวี และตู้เย็น เป็นต้น ถือเป็นก้าวในการเข้าสู่ “นักลงทุนรายใหญ่ครั้งแรก” ตอนนั้นพอร์ตลงทุนขยับขึ้นเป็น “หลัก สิบล้านบาท” ทุกอย่างมันบูมไปหมดเศรษฐกิจดีมากถึงขนาดรถยนต์ผลิตไม่พอขาย ทำให้คนที่อยากได้รถยนต์ต้องไปสั่งจองกว่าจะได้รถใช้เวลานาน 3-4 เดือน

ผมมีโอกาสจ่ายเงินจองรถยนต์ฮอนด้า 10,000 บาท แล้วดันเกิดเปลี่ยนใจอยากเปลี่ยนสีรถ แต่ศูนย์ฮอนด้าแจ้งว่า ถ้าเปลี่ยนสีรถต้องกลับไปเข้าคิวใหม่ บังเอิญตอนนั้นไปเห็นคนประกาศรับซื้อใบจองผ่านหนังสือพิมพ์จึงตัดสินใจติดต่อเข้าไป

ผลปรากฏว่า เขารับซื้อใบจองสูงถึง 30,000 บาท ตอนนั้นเราเริ่มเห็นช่องทางการหาเงินใหม่ คราวนี้สั่งจองรถยนต์ฮอนด้าทีเดียวรวด 10-20 คัน จากนั้นไปประกาศลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์บ้านเมืองฟรีว่า เราขายใบจอง เชื่อหรือไม่ คนโทรเข้ามาเยอะมากถึงขนาดผมต้องจ้างคนมารับโทรศัพท์ (ยิ้ม)

ตอนนั้นได้กำไรจากการขายใบจองเป็น “ล้านบาท” เพราะจองซื้อรถยนต์ฮอนด้า รุ่น Civic และ Accord ไปหลายสิบคัน เยอะมากถึงขนาดศูนย์รถยนต์ฮอนด้าออกใบประกาศขอบคุณ และมอบถ้วยรางวัล ระหว่างเทรดหุ้นเราก็ยึดอาชีพนี้ไปด้วยทำอยู่เกือบปีจนใบจองรถยนต์ขายไม่ได้ หลังโรงงานเริ่มผลิตรถยนต์ได้ตามความต้องการแล้ว

ด้วยความที่เป็นคนมีทักษะในการเจรจา ตอนนั้นเหลือใบจองรถยนต์ฮอนด้าราคาใบละ 20,000 บาท หลายสิบใบ ตัดสินใจนัดขอเข้าไปคุยกับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นว่า ที่ผ่านมาเราช่วยคุณขายรถยนต์มาเยอะมาก แต่ตอนนี้ใบจองขายไม่ได้แล้ว คุณช่วยรับคืนได้มั้ย สุดท้ายเขาก็รับคืน

“นเรศ” ย้อนกลับมาเล่าเรื่องลงทุนในตลาดหุ้นต่อว่า ช่วงที่ย้ายมาซื้อขายในบล. การทุนไทย เทคนิคการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ข้อแรก เริ่มศึกษาข้อมูลบริษัท จดทะเบียนละเอียดมากขึ้น ข้อสอง เริ่มใกล้ชิด ผู้บริหารมากขึ้น เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงความมีธรรมภิบาลของเจ้าของบริษัท และนโยบายการทำธุรกิจ

แม้จะจำชื่อบริษัทจดทะเบียนตัวแรก ที่ขอเข้าไปพบเจ้าของไม่ได้ แต่ตอนนั้นเกิด สงครามแย่งหุ้น ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ หรือ บีบีซี ระหว่าง “เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์” ในฐานะหุ้นใหญ่ และ “สอง วัชรศรีโรจน์”ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับทั้งสองฝ่าย ด้วยการต่อสายตรงถึงเลขาของทั้งคู่ ทำให้มั่นใจว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่ข่าวลือ

ตอนนั้น “เสี่ยสอง” บอกกับ “นเรศ” ว่า เขามีเงินลงทุน และอยากถือหุ้นอธนาคาร ส่วนฟาก “เกริกเกียรติ” บอกว่า เขาพยายามรักษาความเป็นเจ้าของให้ถึงที่สุด เมื่อทั้งสองฝ่ายยืนยันอยากครอบครองหุ้น บีบีซี ทำให้ตอนนั้นมั่นใจว่า ราคาหุ้นต้องพุ่งแน่นอน ผมจึงตัดสินใจไล่ซื้อหุ้นในกระดาน เรียกว่า ซื้อเยอะมากๆ ตอนนั้นไม่ได้สนใจว่า สุดท้ายใครคือ ผู้ชนะ รู้เพียงว่า ต้องไล่เก็บหุ้น เพื่อนำมาขายให้กับผู้ที่ให้ราคารับซื้อสูงที่สุด

หลังจากได้หุ้นมาจำนวนหนึ่ง ผมตัดสินใจ นำไปขายต่อให้ “เกริกเกียรติ” โดยผ่านคนประสานงานของเขา ได้กำไรจากการขายหุ้นครั้งนั้นเท่าไหร่ จำตัวเลขไม่ได้จริงๆ รู้เพียงว่า “เยอะมากๆ” (ลากเสียงยาว) เพราะขายในราคาที่สูงกว่าในกระดานและราคาต้นทุนพอสมควร

ตอนนั้นไม่ได้ขายเพียงหุ้น บีบีซี ในส่วนที่ ตัวเองไล่เก็บมาเท่านั้น แต่ยังรับซื้อหุ้น บีบีซี จากนักลงทุนรายอื่นด้วย เมื่อนำหุ้นของตัวเอง มารวมกับหุ้นที่รับซื้อมาขาย ทำให้มีส่วนต่างจาก การขายหุ้นครั้งนั้นหลายเท่าตัว เขาย้ำ

“กลับเข้ามาในตลาดหุ้นด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างกำลังดีขึ้น และไม่รู้สึกเข็ดฉะนั้นใครมีเงินคุณจะรวยมหาศาล”

ชีวิตลงทุนช่วง’ยุคมืด’

“วีไอรายใหญ่” เล่าต่อว่า ผ่านมาถึง ปี 2536 ตลาดหุ้นไทยบูมมาก ดัชนีขยับจาก 900 จุด ในเดือนก.ย.มาเป็น 1,600 จุดปลายๆ ขึ้นมาประมาณ 700-800 จุด โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือน ตอนนั้นไม่มีสตอรี่อะไรมาหนุนดัชนี แต่ตลาดหุ้นตัวเลขเศรษฐกิจ และราคาที่ดินดีมากๆ ทำให้พอร์ตลงทุนของผมโตเร็วมาก ตอนนั้นกฎระเบียบยังไม่เข้มงวด เขาย้ำ คุณสามารถเปิดบัญชี เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือบัญชีมาจิน (Margin Account) ด้วยการวางเงิน 1 ล้านบาท แต่สามารถซื้อได้ 5 ล้านบาท

สนุกกับการเก็งกำไรได้เพียง 1 ปี สิ้นปี 2536 เพื่อนๆ นักลงทุนรวมตัวกันไปเที่ยวประเทศสิงคโปร์ ตอนไปถึงสนามบินดอนเมือง มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ปี 2537 ดัชนีจะยืน 2,500 จุด ตอนนั้นหัวเราะกันเฮฮา เมื่อ เดินทางกลับเมืองไทย หลังไปเที่ยวมา 2-3 วัน วันแรกของการซื้อขายหุ้น “ร้อนแรงมาก”ดัชนีเปิดลอยไปกว่า 1,700 จุด

จากนั้นเกิดแรงขายกระหน่ำ ด้วยความที่ เคยชินกับขาขึ้นมาหลายปี เมื่อเขาสาดขายเรา ก็รับ เพราะคิดว่าเดี๋ยวหุ้นคงขึ้นเหมือนเคย ผลปรากฏว่า เมื่อรับแล้วต้อง Cut loss (ตัดขาดทุน) ทำให้พอร์ตระหว่างวันเกิดความเสียหายหลายล้านบาท ตอนนั้นความผิดปกติของวอลุ่มมีให้เห็น เด่นชัด ปกติซื้อขายเฉลี่ย 10,000-20,000 ล้านบาทต่อวัน แต่ช่วงนั้นซื้อขายสูงถึงวันละ 40,000-50,000 ล้านบาท

แม้วอลุ่มจะผิดปกติ แต่ยังคงซื้อขายต่อ 2-3 เดือน แต่เมื่อเริ่มคิดได้ว่า เหตุผลที่หุ้นไทยไหลลงเกิดจากนักลงทุนต่างประเทศ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “นักเก็งกำไรชั้นยอด” กำลัง ลากนักลงทุนไทยขึ้นไปเชือดในที่สูง ตอนนั้นต้อง ยอมรับว่า นักลงทุนไทยขาดประสบการณ์ เมื่อได้สติตัดสินใจล้างพอร์ต ตอนนั้นมีหุ้น ในมือ 5-6 ตัว จำชื่อหุ้นไม่ได้รู้แค่ว่าเป็นหุ้นดีๆ ทั้งนั้น

ตอนนั้น “ขาดทุนแสนสาหัส” ได้เงินคืนกลับมาแค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคิดจากมูลค่าพอร์ตลงทุน “หลักสิบล้านบาท” บังเอิญเล่นมาร์จิ้นเยอะมาก 4-5 เท่าของพอร์ต ผมบอกเพื่อนๆ ทุกคนให้เลิกเล่น เพราะตลาดหุ้นคงตกต่ำอีกยาวนาน และกว่าจะหาฐานใหม่เจอคงต้องใช้เวลา แม้จะเลิกเล่นหุ้น แต่ยังคงติดตามตลาดหุ้นตลอดเวลา

เลิกเล่นหุ้นในปี 2537 แล้วกลับไปทำอะไรต่อ เขาบอกว่า เดิมตั้งใจจะกลับไปช่วยงาน ของครอบครัว แต่รู้สึกไม่มีความท้าทาย อีกอย่างน้องๆ สามารถขึ้นมาทำงานแทนเราได้แล้ว ทำให้ช่วงนั้นหมดเวลาไปกับการเข้าวัด นั่งสมาธิ

ไปวัดทุกวันจนกระทั่งปี 2539 มีโอกาสเจอเพื่อนคนหนึ่งที่ทำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารไทยในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขามาชวนให้ไปลงทุนด้วยกัน เมื่อลองบินไปดูงานที่ญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะคนต่อคิวเข้าร้านยาวมาก แต่เมื่อนั่งเครื่องบินกลับเมืองไทยรู้สึกเครียดคิดไม่ออกจะทำอย่างไรกับชีวิต ตอนนั้นมีภรรยาและลูกสามคนแล้ว

ตั้งแต่ขายหุ้นขาดทุนในปี 2537 มีความเชื่อว่า เมื่อตลาดหุ้นตกต่ำจนถึงที่สุดแล้วต้องดีดกลับมา ฉะนั้นหากเราสามารถรักษาเงินก้อนที่มีอยู่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เงินจะต้องกลับมา เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตลาดหุ้นจะกลับมาเมื่อไร

“อดทนรอ ประหยัด” เป็นเรื่องที่ต้องทำ ในเวลานั้น ในเมื่อรู้ว่า หุ้นกลับมาแน่ ฉะนั้นถามว่า เมื่อรู้อย่างนี้แล้วจะกล้านำเงินก้อนสุดท้ายไปลงทุนในญี่ปุ่นหรือ หากไปจริงต้องนำลูกและภรรยาไปด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายคงสูงมาก เงินก้อนนี้ อาจหมดได้ สุดท้ายตัดสินใจไม่ลงทุนในญี่ปุ่น และใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย ด้วยความหวังว่า ตลาดหุ้นไทยจะกลับมา…

ด้วยความที่อยู่ว่างๆ ปลายปี 2539 ไปอบรมโครงการพัฒนาผู้บริหาร หรือ MINI MBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่งเรียนไปมาเกิดความรู้สึกว่า เรื่องที่อาจารย์กำลังสอนผมรู้หมดแล้ว เพราะเรียนรู้มาจากตลาดหุ้น แม้กระทั่งเรื่องบัญชีก็เข้าใจหมดแล้ว วันหนึ่ง มีโอกาสออกไปพูดเรื่องเศรษฐกิจธุรกิจหน้าห้องเรียน เพื่อนๆ ชอบจนเขาโหวตให้เป็นประธานรุ่น สุดท้ายเรียนแล้วไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม ทำให้ไปเรียนแค่ 2-3 เดือน จากหลักสูตร 4 เดือน

“ที่ผ่านมาผมเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากตลาดหุ้น นั่นคือ ข้อดีของการ เล่นหุ้น”

ช่วงนั้นจึงใช้ชีวิตวนเวียนระหว่างวัด และนั่งเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้กับน้องๆ ตอนนั้นพ่อและแม่รับรู้เรื่องของเรา มาตลอด ปกติครอบครัวคนจีนใครเก่ง มักออกไปเติบโตนอกบ้าน ส่วนใครอ่อนแอครอบครัวจะเป็นห่วง ฉะนั้นกิจการของครอบครัวจึงมีไว้รองรับคนอ่อนแอ ที่ผ่านมาพ่อกับแม่ไม่เคยหวังว่า ธุรกิจต้องใหญ่โต ขอเพียงว่า บริหารธุรกิจให้สามารถเลี้ยงดูคน ในครอบครัวได้ก็พอ

กราฟลงทุนของ “นเรศ” จะรุ่งเรืองมาก ระดับไหน ตามอ่านต่อสัปดาห์หน้า บิสวีค รับประกันความทึ่ง!!–จบ–
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

“นักเทคนิค” ชีวิตลงทุนถูกจริต “นิติการณ์ จิวาณิชย์”

“ชีวิตรักสะดุด” เพียงเพราะสมองไม่เปิดรับเรื่องลงทุน เมื่อความอยากเอาชนะครอบงำ จุดเริ่มต้น “เล่นหุ้นเทคนิค”

“ไม่ชอบเดินตามรอยเท้าใคร แต่ชอบสร้างรอยเท้าเป็นของตัวเอง หากยังเดินตามคนอื่น เราก็แค่เป็นคนอื่นคนหนึ่งแล้วเมื่อไหร่จะหาทางเดินของตัวเองเจอ การได้สร้างเวทีของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่สุด” ประโยคนี้น่าจะพออนุมานได้ว่า “เจน-นิติการณ์ จิวาณิชย์” “นักเทคนิคสาวสวยวัย 32 ปี” ผู้มีนี้มีอุณหภูมิแห่งความมั่นใจสูงปริ๊ดแค่ไหน

เธอนั่งรอ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” อยู่ในมุมร้านกาแฟสุดทางเดินของสำนักงานสต็อกทูมอร์โรว์ก่อนเวลานัด ก่อนจะชักชวนกันไปพูดคุยในห้องรับแขกเล็กๆ ซึ่งเป็นห้องประจำที่เหล่านักลงทุนของสต็อกทูมอร์โรว์มักใช้เป็นสถานที่ในการให้สัมภาษณ์

ก่อนจะลงลึกถึงที่มาของการก้าวขาเข้ามาอยู่ในวงการ “นักเทคนิคสาว” แจกแจงประวัติชีวิตฉบับย่อ หลังสิ้นเสียงคำถามทันทีว่า “เจนเป็นลูกหลงคนสุดท้อง จากจำนวนพี่น้อง 7 คน พี่คนโตอายุ 50 ปีแล้ว พ่อแม่เลี้ยงดูลูกๆทุกคนด้วยเงินที่ได้จากการทำธุรกิจส่วนตัว ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ เธอขอไม่พูดถึงรายละเอียดของธุรกิจ”

เจน บอกว่า ปัจจุบันเรียนจบปริญญาตรีและโทคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เหตุผลที่สนใจคณะนี้ เธอเล่าว่า ด้วยความที่เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง และไม่ชอบอยู่กับคนหมู่มากจึงตัดสินใจเลือกสอบที่นี่ เพราะไม่ค่อยมีใครอยากเรียน ตามสายวิชาชีพเรียนจบมาต้องไปเป็นอาจารย์

ตั้งแต่เรียนจบยังไม่เคยมีโอกาสนำวิชาที่ร่ำเรียนมาไปใช้ทำงานเลย จริงๆอยากเรียน กฏหมาย แต่ที่บ้านเห็นเราเป็นคนใจร้อนเลยเบรกไม่ให้เรียน เคยเริ่มต้นทำอาชีพมุนษย์เงินเดือนครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในฝ่ายกองทุนของบล.กสิกรไทย แต่ด้วยความที่ไม่ชอบสังคมการทำงานที่ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของใคร “เจน” ออกตัวว่า ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคิดนอกกรอบ (ยิ้ม) ทำให้ตัดสินใจลาออกมาช่วยงานที่บ้าน

“สาววัย 32 ปี” เล่าถึงที่มาของการเป็น “นักเทคนิค” ว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน “แรงบันดาลใจ” เกิดจากแฟนเก่า ด้วยความที่เขาเรียนจบบัญชี และมีความสนใจเรื่องการลงทุนในที่ดิน ทองคำ คอนโดมิเนียม เป็นต้น ทำให้เขาพยายามจะสอนเรื่องการลงทุนและเรื่องบัญชีให้เรา

เขาพยายามอัดข้อมูลใส่สมองนาน 2-3 ปี แต่ด้วยความที่ตอนนั้นรู้สึกว่า ชีวิตก็สุขสบายดีอยู่แล้วจะหาเรื่องปวดหัวเพื่ออะไร ทำให้ไม่ค่อยสนใจในสิ่งที่เขาสอนเท่าไหร่ เวลาเขาถามเรื่องลงทุนก็มักตอบกลับไปทุกครั้งว่า “ไม่รู้เรื่อง” เมื่อเริ่มไม่สนใจมากขึ้น ทำให้ชีวิตรักของเราเริ่มไม่เหมือนเดิม สุดท้ายเราสองคนก็เลิกกันไป

ด้วยความที่ไม่อยากยอมแพ้ “แกจะมาเลิกกับฉันด้วยเหตุผลนี้หรอ” เธอสถบ เมื่อคิดเช่นนั้นจึงตัดสินใจไปตามหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นมาอ่าน เล่มแรกชื่อเรื่อง “ตะแกรงร่อนหุ้น” เขียนโดย “วิบูลย์ พึงประเสริฐ” นักลงทุนแนววีไอ ใช้เวลาอ่านหลายรอบ แถมอ่านจบแล้วยังรู้สึกไม่อินด้วยซ้ำ เล่มที่สอง คือ “เหนือกว่าวอลสตรีท: ONE UP ON WALL STREET” ภายในหนังสือจะบอกถึงหลักการลงทุนของของ “ปีเตอร์ ลินซ์” ซึ่งเล่มนี้ทำให้เตนเริ่มรู้สึกคล้อยตามเรื่องการลงทุนแล้ว

ระหว่างที่พยายามเสาะหาหนังสือเกี่ยวกับหุ้นดีๆมาอ่าน เจนมีโอกาสไปลงเรียนคอร์ดลงทุนด้วยกราฟเทคนิคของ “สต็อกทูมอร์โรว์” สอนโดย “ปุย-ประกาศิต ทิตาราม” หรือที่รู้จักกันดีในนามแฝง “Wave Rider (เจ้าของบริษัท ทิตาราม คอนซัลแตนท์ จำกัด) พี่ปุยถือเป็นอาจารย์ที่สอนเรื่องหุ้นคนแรกของเจน

อาจารย์ปุยจะสอนเกี่ยวกับการดูสัญญาณการตัดกันของอินดิเคเตอร์ หรือ เส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน ถามว่าทำไมถึงสนใจลงทุนหุ้นด้วยเทคนิค? เธอตอบว่า ตอนนั้นเจนรู้สึกว่า มันง่ายดี ใช้เวลาเรียนแค่ 4 วัน ก็ทำให้รู้สึกสนุก นั่นเป็นเพราะเราเริ่มเข้าใจในโครงสร้างการลงทุนแล้ว ภายในห้องเรียนจะมีการถามตอบกันทุกเรื่อง

ทุกครั้งที่ทำการบ้านมาส่งอาจารย์ปุย แกจะมาช่วยแก้เรื่องผิดให้เป็นถูก ทุกวันนี้เจนยังคอยสอบถามเรื่องต่างๆกับอาจารย์ปุยตลอด ด้วยความที่อาจารย์มีความเป็นกันเองสูงและสอนสนุกทำให้ตัดสินใจลงเรียนเรื่อง “การลงทุนแบบ Swing Trading” กับอาจารย์ปุยต่ออีก 2 วัน ทั้งๆที่ตอนนั้นรู้ว่า รูปแบบการลงทุนมีทั้งระยะสั้นและยาว แต่แบบยาวคงไม่เหมาะกับจริตของเราเท่าไร ที่ผ่านมาเน้นอ่านเป็นความรู้เท่านั้น

ถามว่าเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นช่วงไหน? เจน บอกว่า น่าจะประมาณ 4 ปีก่อน ลงทุนครั้งแรกตั้งแต่ยังไม่ลงเรียนคอร์ดอะไรเลย นอกจากอ่านหนังสือเกี่ยวกับหุ้น พูดง่ายๆยังไม่มีความรู้เรื่องหุ้น อาศัยเล่นหุ้นแบบงูๆปลาๆ โดยทุนตั้งต้นก้อนแรกประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากเงินเก็บที่ช่วยที่บ้านทำงาน

กลยุทธ์ลงทุนแรกเริ่ม เจนใช้เงินประมาณ 850,000 บาท ซื้อหุ้นเพียงตัวเดียว นั่นคือ หุ้น ไทยคม หรือ THCOM ราคาประมาณ 6-7 บาท จำราคาแม่นๆไม่ได้ ช่วงนั้นเพื่อนบางคนค้านความคิดที่จะนำเงินก้อนใหญ่ๆไปซื้อหุ้นตัวเดียว แต่ด้วยความที่มีความเชื่อว่า ดาวเทียมเป็นธุรกิจที่ดี ทำให้ไม่ฟังคำเตือน สิ้นเสียงเพื่อนทักได้เพียง 1-2 วัน ก็โดนหุ้น ไทยคม เล่นงานยับ หลังราคาหุ้นค่อยๆปรับลดลง

ช่วงนั้นเริ่มใจไม่ดีละ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งดูหุ้นตัวเองตาปริบๆ ตอนนั้นเพื่อนให้คำปรึกษาว่า หุ้น ไทยคม ยังโอเคอยู่ค่อยๆดูไปเรื่อยๆ เพราะทางเทคนิคหุ้นไทยคมยังไปได้ อีกเดี๋ยวคงหักหัวขึ้นไปแตะ 8-9 บาท สุดท้ายความกลัวครอบงำจึงตัดสินใจขายทิ้งที่ราคา 7 บาทกว่าๆ และบอกตัวเองว่า “จะไม่ใช้เงินมากๆซื้อหุ้นตัวเดียวอีกแล้ว”

“ด้วยความที่มีความมั่นใจสูง คิดว่าศึกษาเรื่องหุ้นเองก็ได้ ทำไมต้องไปเข้าคอร์ดเรียน แต่พอเจ็บหนักจึงต้องรีบขวนขวายหาที่เรียน ลงทุนด้วยการอ่านหนังสือเองนานปีกว่าถึงจะยอมลงเรียนกับอาจารย์ปุย”

“เจน” เล่าต่อว่า จากนั้นเริ่มหันไปใส่ใจ “หุ้นพื้นฐาน” มากขึ้น เช่น หุ้น เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH, หุ้น ปตท.หรือ PTT, หุ้น ไทยออยล์ หรือ TOP หุ้น บางจากปิโตรเลียม หรือ BCP หุ้น ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB และหุ้น อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL เป็นต้น อย่าถามต้นทุนนะลืมไปแล้ว

จำได้เพียงว่า “ตัวพลิกพอร์ตลงทุน” คือ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ที่อ้างอิงในหุ้น อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL13CA (Call Warrant) ตอนนั้นใช้เงินซื้อประมาณ 200,000-300,000 บาท จำราคา DW ตัวนี้ไม่ได้ แต่ตอนนั้นหุ้นแม่ราคา 20 บาท ถามว่าทำไมถึงสนใจ DW ตัวนี้ ด้วยความที่เห็นราคาวันนั้นวิ่งเร็วมาก เรียกว่า ขึ้นเป็นร้อยลงเป็นร้อยบวกกับช่วงนั้นชอบซื้อหุ้นตามเพื่อนๆ

“เมื่อก่อนชอบซื้อหุ้นไม้เดียว ทำให้เวลาราคาหุ้นปรับตัวลดลงมักเจ็บตัวหนัก ตรงข้ามหากได้กำไรก็จะกินเยอะแบบที่ได้จาก IVL13CA ถือเป็นกำไรหลักหมื่นครั้งแรกที่ลงทุนเพียงวันเดียวแล้วยิ้มได้เลย ตอนนั้น “ดีใจมาก” เพราะชีวิตลงทุนไม่เคยเล่นแล้วหุ้นบวกมากขนาดนี้ คนเล่นไม่เป็นได้กำไรพันสองพันก็ปลื้มใจแล้ว”

“เล่นหุ้นตามเพื่อนหลายปี” เธอสถบ ก่อนขยายความต่อว่า เมื่อเสียหนักๆ ในหุ้น ธนาคารกรุงไทย ด้วยความที่มีคนบอกว่า หุ้น KTB น่าจะผ่านแนวต้านตัวเลขนี้ไปได้ เราก็เชื่อเขาตามเคย สุดท้ายวิ่งไปชนแล้วร่วงลงมาตามกระแสข่าว แต่เราไม่ยอมขาย ปล่อยให้หุ้นลงไปเรื่อยๆ ทำให้ขาดทุนจำนวนมาก ที่ผ่านมาขาดทุนหุ้นกลุ่มแบงก์เยอะ เพราะคิดว่าหุ้นแบงก์น่าจะโอเค เมื่อก่อนเหตุผลง่ายตลอด

แต่เมื่อมาเรียนเรื่องเทคนิค ทำให้วิธีคิดเปลี่ยนไปเยอะ วันนี้เรากล้าที่จะยอมเสีย หากไม่ใช่ถือหุ้นอยู่เท่าไรก็ทิ้งได้ ตรงข้ามถ้ามั่นใจมากแค่ไหนก็ซื้อได้เช่นกัน วิธีการคือ หากขาดทุน 3 เปอร์เซ็นต์ หรือเมื่อราคาหุ้นใกล้ถึงแนวรับ หรือแนวรับเริ่มเอาไม่อยู่แล้วจะปล่อยของออกทันที ส่วนได้กำไรเท่าไรจะปล่อยไปก่อน พูดง่ายๆ ดูตามทรงหุ้นเป็นหลัก

“หุ้น พีทีที โกลบอล เคมิคอล” หรือ PTTGC คือ หุ้นการบ้านตัวแรก หลังเรียนเทคนิคกับอาจารย์ปุย ด้วยความที่หุ้นตัวนี้ดูแนวแล้วน่าจะผ่านแนวต้าน 53 บาท หลังมีข่าวบริษัทจะควบรวมกิจการ ผสมกับความเชื่อที่ว่า บริษัทแห่งนี้ไม่มีทางล้มละลายแน่นอน ตอนนั้นซื้อหุ้น PTTGC ด้วยกราฟ WEEK เพราะคิดว่าจะถือลงทุนระยะยาว และตั้งใจจะให้เป็น “หุ้นเปลี่ยนชีวิต” แต่สุดท้ายดันขายด้วยกราฟ DAY (หัวเราะ)

ช่วงที่ขายหุ้น PTTGC ลืมไปว่า ซื้อด้วยกราฟ WEEK ทำให้ตั้งแต่วันนั้นต้องคอยจดบันทึกตลอดว่า หุ้นตัวนี้ซื้อด้วยกราฟอะไร และห้ามใช้อารมณ์มาเป็นตัวตัดสินใจในการขายเด็ดขาด หลังเจ็บจนชินทำให้วันนี้ตัดเรื่องอารมณ์ออกจากการซื้อขายได้แล้ว วิธีการตัดอารมณ์ต้องอาศัยดูทั้งเทคนิค และข่าว ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กัน ที่ผ่านมาจะให้ความสำคัญเท่าๆกัน กว่าจะตัดอารมณ์ได้ก็ผ่านการเรียนเรื่องเทคนิคมาสักระยะแล้ว

ถามว่าเทคนิคแบบไหนควรใช้กับหุ้นประเภทอะไร?

“เจน” อธิบายสั้นๆว่า หากจะวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคด้วย RSI Indicator หรือ RSI และ Stochastic Oscillator ‎หรือ STO ควรใช้กับ “หุ้นเก็งกำไรระยะสั้น” ประมาณ 2-3 วัน หากอยากซื้อขายสั้นกว่านั้น ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรเลย ส่วนใหญ่จะนั่งดูกราฟแท่งเทียน หรือดูวอลุ่มการซื้อขาย แต่เจนจะเน้นดูวอลุ่มเป็นหลัก หากผิดปกติมีการซื้อขายมากกว่าที่ผ่านมาก็พอตั้งสมมุติฐานได้ว่า หุ้นน่าจะไปต่อ หากพบว่ามีสตอรี่จะเข้าไปซื้อทันที แต่หากไม่จะยังไม่เข้าไปยุ่ง รอดูเชิงก่อน

“ราคาเท่าไรเจนซื้อได้ แต่ก่อนช้อนต้องตั้ง “จุด Stop loss” ทุกครั้ง ต้องมีเหตุผลในการซื้อตลอด ยกตัวอย่าง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้น เอส พี วี ไอ หรือ SPVI ทั้งๆที่ตอนนั้นสตอรี่ของบริษัทยังไม่ได้รับการคอนเฟิร์ม แต่เราก็ซื้อพร้อมตั้งจุด Stop loss ไว้เรียบร้อย ซื้อมาในราคา 1 บาท ถ้าหลุด 0.97 บาท กะโยนทิ้ง สุดท้ายราคาปรับตัวลดลง แต่ไม่หลุด Stop loss ทำให้ถือต่อไป”

ปัจจุบันมีหุ้นอยู่ในพอร์ตกี่ตัว “นักลงทุนสาว” บอกว่า ช่วงแรกๆที่เล่นแบบ Swing Trading มีหุ้นอยู่ในมือมากถึง 10-20 ตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นตัวเล็กๆ ด้วยความที่ชอบควงเพื่อนขาประจำ 3 คน พร้อมหนีบคอมพิวเตอร์คู่ใจไปนั่งดูหุ้นเกือบทุกวัน เริ่มส่องหุ้นตั้งแต่ก่อนตลาดหุ้นเปิดยันปิด ณ ร้านกาแฟชื่อดังภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์หรือสยามพารากอน ทำให้เมื่อก่อนมีหุ้นในมือเพียบ วันนี้เพื่อนสาวคนหนึ่งหันมาลงทุนเทคนิคเหมือนเรา ส่วนอีกคนออกไปเป็นนักลงทุนแนววีไอ แต่เขายังดูกราฟควบคู่ไปด้วย

ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดเรา 3 คน จะหันคอมพิวเตอร์มาชนกัน ก่อนจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องหุ้นต่อทันที ด้วยความที่มีจุดเข้าออกไม่เหมือนกัน ทำให้ต่างคนต่างซื้อต่างขาย หากพบว่าเทคนิคหุ้นตัวหนึ่งดีมาก หลังมีวอลุ่มหนาแน่น แถมพื้นฐานยังสวยอีก เจนจะแบ่งการซื้อเป็น 3 ไม้ โดยไม้แรกจะซื้อเยอะสุดประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ไม้สอง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 40 เปอร์เซ็นต์จะอัดหนักในไม้สาม

แต่ถ้ายังไม่ค่อยมั่นใจมาก แต่บังเอิญกราฟกำลังทำทรงสวยๆจะเล่นแค่ไม้เดียวแล้วถือไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่จะทิ้งหมดเลย หากกลับมาดีจะซื้อใหม่ ส่วนตัวไม่ชอบแบ่งไม้ เพราะเป็นการคำนวณต้นทุนที่ยาก เคยซื้อถัวเฉลี่ยขาลง ตอนยังไม่เก่งเรื่องเทคนิค สุดท้ายราคาหุ้นไม่เคยกลับขึ้นมาอีกเลย ฉะนั้นหากไม่แน่ใจในทรงกราฟหรือข่าวต่างๆ อย่าไปซื้อขาลงเลยมันอันตราย เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นจะลงจนถึงเมื่อไร

“เคยมีหุ้นมากสุดในพอร์ต 33 ตัว ได้กำไรบ้างขาดทุนบ้าง เพราะเราดูไม่หมด สุดท้ายจึงปรับรูปแบบ”

วันนี้มีหุ้นกี่ตัว?

เธอ บอกว่า วันนี้เหลือหุ้นในมือ 3 ตัว มากสุดคือ 5 ตัว กลยุทธ์เหมือนเดิมเล่นเก็งกำไร ไม่ชอบเล่นหุ้นพื้นฐานมันช้า (หัวเราะ) เพราะเจนเป็นคนใจร้อน ลงทุนมา 4 ปี พอร์ตไม่ได้เติบโตมากมาย เพราะคนเล่นหุ้นแบบ Swing Trading ได้มากก็เสียเยอะเหมือนกัน พูดง่ายๆพอร์ตเก็งกำไรไม่ขาดทุน แต่ก็ไม่ได้เติบโตมากเหมือนนักลงทุนแนววีไอที่โตจากการถือหุ้นเพียง 1 ตัว

“เล่นหุ้นเก็งกำไรเหมือนลองวิชาไปเรื่อยๆ เราไม่ได้คาดหวังว่า พอร์ตต้องโตกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เราคาดหวังความรู้ที่จะได้กลับมามากกว่า”

ที่ผ่านมาไม่เคยหวังอยากเห็นการเติบโตของพอร์ต แต่จากการคำนวณตั้งแต่ลงทุนมาเคยได้กำไรมากสุดเป็น “ร้อยเปอร์เซ็นต์” เรียกว่า “พลิกพอร์ตไปเลย” โดยเฉพาะในช่วงที่ดัชนีเพิ่มขึ้นจาก 1,400 จุด เป็น 1,600 จุด เพื่อนนักลงทุนบางคนเคยได้กำไรมากถึง 300-400 เปอร์เซ็นต์ หุ้นเน่าๆจิ้มยังไงก็ได้กำไร แต่หลายคนมักพลาดท่าตอนดัชนีไหลลง หลังแตะ1,600 จุดได้ไม่นาน พูดง่ายๆ หมดรอบแล้วนั่นเอง สุดท้ายกำไรถูกตีกลับหมด

“4 ปีผ่านมาได้รับผลตอบแทนประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เสียค่าลองวิชาไปเยอะ แต่ถือว่า “คุ้มค่ามาก” แม้เสียเงินเยอะก็ตาม เพราะเราได้ “เพื่อน มิตรภาพ สังคม ความรู้” กลับมา ที่สำคัญได้รู้ว่า วันที่ชีวิตการลงทุนแย่ที่สุด ใครบ้างที่อยู่ข้างเรา คอยให้คำแนะนำ และในวันที่เราได้หุ้น ใครบ้างอยู่คอยประจบเรา” “เจน” ถือโอกาสระบายความในใจ

ทุกครั้งที่ขาดทุนแล้วถูกคนรอบข้างซ้ำเติม เจนมักเปลี่ยนคำพูดของเขาเหล่านั้นเป็น “แรงผลัก” ด้วยการบอกตัวเองว่า “ห้ามถอยต้องยืนให้ได้” เพราะเงินที่นำมาลงทุนเป็นเงินเก็บ ฉะนั้นหมดแล้วหมดเลย พ่อกับแม่เคยห้ามไม่ให้ลงทุน เพราะท่านรู้ว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งตลาดหุ้นเป็นอย่างไร แต่ท่านไม่เคยเล่นหุ้นนะ

“ที่ผ่านมาเจนพยายามทำให้ท่านเห็นว่า เราสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องขอเงินพ่อกับแม่ โดยจะใช้เงินจากการลงทุนมาดูแลตัวเอง ทุกครั้งที่ได้กำไรมักแบ่งออกมาใช้จ่ายส่วนตัวนิดหน่อย โชคดีที่เป็นคนใช้เงินไม่มาก ที่เหลือจะนำไปลงทุนต่อยอดความรวย”

“เงินหมดได้ แต่กำลังใจในการลงทุนห้ามหมด” เธอ สถบวลีเด็ด

วางชีวิตลงทุนในอนาคตอย่างไร?

“เจน” ตอบว่า ไม่ขอมีกำไรมากๆ เพราะไม่อยากกดดันตัวเอง ขอแค่ผลตอบแทนไม่แพ้ตลาดหุ้นก็พอ การลงทุนอย่าไปคาดหวังอะไรมาก เวลาไม่หวังผลมักออกมาดีเสมอ (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ถึงขนาดปล่อยตัวลอยชาย เมื่อเห็นช่องทางหาความรู้ใหม่ๆเราต้องรีบศึกษา

วันนี้ยังมีความสุขกับการเป็น “นักลงทุนมืออาชีพ” ยังไม่คิดไปทำอย่างอื่น นอกจากเป็นฝ่ายแนะนำการลงทุนของสำนักงานสต็อกทูมอร์โรว์ เพิ่งเริ่มทำงานเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา งานนี้สนุกมาก เราอยากคืนความรู้ที่ได้จากตลาดหุ้นให้กับคนที่ไม่รู้ ทุกครั้งที่มีโอกาสแนะนำมือใหม่หัดลงทุนเหมือนได้เห็นตัวเองในอดีต ฉะนั้นหากไม่อยากเห็นเขาเหล่านั้นเป็นเหมือนเราก็ต้องคอยให้ความรู้เขาเรื่อยๆ เพราะวันที่ขาดทุนหรือกำไร เรารู้ดีว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างไร

“เจน” เชื่อว่า เมื่อการเมืองผ่านไป ตลาดหุ้นจะโอเคขึ้น ที่ผ่านมาดัชนีตกอยู่ในอาการไซด์เวย์ แต่ไม่ได้มีผลต่อนักลงทุนเก็งกำไรที่ส่วนใหญ่มักจะเล่นตามสภาพตลาดหุ้น ที่ผ่านเจนมักใช้เงิน “หลักแสนบาท” ในการลงทุนต่อวัน หากตลาดดีมากจะใช้เงินเกินหลักแสนบาท

ปกติจะลงทุนผ่านบล.คันทรี่ กรุ๊ป,บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย),บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) และบล.เคเคเทรด เพราะรู้จักกับน้องมาร์เก็ตติ้ง ที่ผ่านมาเราจะบอกมาร์เก็ตติ้งตลอดว่า ไม่ต้องเอาข่าววงในมาบอก ไม่ต้องเอาข่าว “ท่านเค้า” มาเล่าให้ฟัง เพราะในอดีตเคยติดดอยค้างฟ้าในหุ้น โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) หรือ SLC และหุ้น วินเทจ วิศวกรรม หรือ VTE

“แม้วันนี้การเก็งกำไรหุ้นจะไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการลงทุน แต่ตอนนี้ยังสนุกกับการเก็งกำไร ครั้งหนึ่งเคยคิดอยากเปลี่ยนแนวไปเป็นนักลงทุน VI แต่รู้สึกว่ายังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะไป หรือยังไม่มีหุ้นดีๆสักตัวมาเปลี่ยนใจเรา”

เก็งกำไร “นาฬิกา-พระเครื่อง” ต่อยอดเงิน

“นิติการณ์ จิวาณิชย์” เล่าถึงการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆให้ฟังว่า ชอบลงทุนนาฬิกา ส่วนใหญ่จะนิยมเก็งกำไรนาฬิกายี่ห้อ Panerai และ Rolex ปกติจะได้กำไรกลับมาไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับการรักษา ปัจจุบันมีนาฬิกาอยู่ประมาณ 10 เรือน ตั้งใจจะขายต่อเพื่อนๆ 2-3 เรือน

“หากเราพอใจกับการชื่นชมนาฬิกาที่ซื้อมาแล้ว ก็จะนำไปขายต่อเพื่อนๆ เพราะไม่รู้จะไปโชว์ใคร ชีวิตไม่ค่อยออกสังคม ปกติจะเก็บนาฬิกา 1 เรือน นานสุด 2-3 ปีเท่านั้น”

สินทรัพย์อีกประเภทที่ชอบสะสมและมักปล่อยเก็งกำไรกับพี่ชายบ่อยๆ คือ “พระเครื่อง” เรื่องนี้ต้องยกความดีให้กับคุณพ่อและพี่ชาย เพราะสมัยเด็กๆชอบลากเราไปส่องพระแถวท่าพระจันทร์ แรกๆไม่ชอบเท่าไร เพราะต้องไปยืนตากแดดนานๆ ออกจากบ้าน 8 โมง กลับเข้าบ้านอีกที 4 โมงเย็น แถมแถวนั้นยังมีแต่ผู้ชายหน้าตาน่ากลัวยืนส่องพระกันเพียบ แต่ด้วยความที่พี่ชายคนที่ 4 อยากถ่ายทอดความรู้เรื่องพระ ทำให้เจนจำยอมต้องรับฟัง

แรกๆพี่ชายจะสอนให้ดู “จุดตำนิ” ของพระก่อนว่าของแท้มีหน้าตาเป็นอย่างไร เธอพูดพรางหยิบพระเครื่องราคาแพงที่พีอาร์สาวหอบมาให้ช่วยส่องประเมินราคา “เจน”บอกว่า เริ่มแรกพี่ชายให้ส่องเนื้อหลวงปู่ทวด เจนใช้เวลาส่องเกือบทุกวัน เรียกว่า ดูไปก็โดนพี่ชายตั้งคำถามไป คนชอบพระไม่ได้ใช้เวลาแค่ 2-3 ปีจะเก่ง ส่วนตัวใช้เวลาเรียนรู้นานหลายปี แถมดูได้แค่พระบางรุ่นที่ทางบ้านมีเท่านั้น

“สาวมั่น”เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งเคยปล่อยเช่า “เหรียญหลวงพ่อเกษม รุ่นระฆัง” ที่ได้จากพ่อให้กับพี่ชายในราคา 50,000 บาท จริงๆราคาไม่กี่หมื่นบาทเอง (หัวเราะ) นอกจากนั้นยังเคยปล่อยเช่า “หลวงปู่ไต้ฮง” (ไต้ฮงกง) ให้กับพี่ชายในราคา 12,000 บาท หลังจากเช่ามาจากท่าพระจันทร์ 8,000 บาท ซึ่งพี่ชายก็รู้ว่า เราปล่อยแพง แต่เขาคงรู้สึกว่า น้องเริ่มดูเป็นแล้ว อยากให้กำลังใจ ตอนนั้นเจนถามพี่ชายว่า “ไต้ฮงกง” เนื้อสวยหรือไม่ พี่ตอบว่า “สวยแต่ไม่สุด”

พระเนื้อสวยมีคุณลักษณะอย่างไร? เธอบอกว่า ต้องเป็นพระที่ไม่ได้ใช้งาน หรือไม่เคยถูกแขวนคอ และหน้าตาสวยงามไม่มีริ้วรอย เมื่อก่อนเคยนำหลวงปู่ทวดปี 2506 ไปปล่อยเช่าในร้านพระเครื่องแห่งหนึ่ง แต่โดนกดราคาเละ จากหลักหมื่นเหลือหลักพัน (หัวเราะ) สงสัยหน้าตาเราเหมือนคนไม่รู้เรื่อง เขาคงคิดว่า เด็กคนนี้นำพระของพ่อแม่มาปล่อยเช่า

“พระสมเด็จ” จะมีราคาสูงที่สุด รองลงมาเป็น “หลวงปู่ทวด” ส่วนใหญ่พระเครื่องจะไม่มีราคากลาง ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ความพอใจ หากเปรียบพระสมเด็จเป็นนาฬิกาหรู ก็คงเหมือนยี่ห้อ Patek Philippe ส่วนหลวงปู่ทวดน่าจะเหมือนนาฬิกา Rolex เธอบอกว่า ส่วนใหญ่คนที่ชอบเช่าพระต้องลงทุนนาฬิกาด้วย เพราะเป็นของคู่กัน ที่สำคัญมักมีแต่ผู้ชายที่ชอบลงทุนพระยังไม่เคยเห็นผู้หญิงสนใจเรื่องนี้เลย

“นอกจากชอบเรื่องลงทุนแล้ว เจนยังรักการยิงปืน และแข่งรถเป็นชีวิตจิตใจ แต่ตอนนี้ไม่ได้แข่งแล้ว หลังรถคว่ำเพราะถนนลื่น” เธอเล่าพร้อมเปิดให้ดูรอยแผลผ่าตัดบนศีรษะ” สาวโสดคนนี้ “แก่นเฟี๊ยว” จริงๆ

2ทายาทอสังหาฯ“ชูรัชฎ์ ชาครกุล” VS “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม”

2ทายาทอสังหาฯ“ชูรัชฎ์ ชาครกุล” VS “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม”

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ถอดสมการเติบโต“2 คลื่นลูกใหม่”แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ ตั้ม “ชูรัชฎ์ ชาครกุล” @ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ปะทะ เต “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” ณ ศุภาลัย

พ่อ “สร้าง” ลูก “สาน” ยุค “ผลัดใบผู้บริหาร” ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายๆธุรกิจ ชัดเจนที่สุด ณ เวลานี้ น่าจะเป็น 2 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของ “2 ผู้เฒ่า” อย่าง บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN) ของ “ไชยยันต์ ชาครกุล” และ บมจ.ศุภาลัย (SPALI) ของ “ประทีป-อัจฉรา ตั้งมติธรรม”

หลังสองคุณพ่อ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น 7 สำเร็จการศึกษา หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ของสถาบันวิทยาการตลาดทุน หรือ วตท. (ก.ย. – ธ.ค. 2551) ต่างก็พร้อมใจกันถ่ายโอนการบริหารงานสู่ “ทายาทคนโต” ให้ “เวิร์คงาน” ทั้งหมดแทนผู้เป็นพ่อ

โดย “ไชยยันต์ ชาครกุล” เจ้าของ“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” มากับสโลแกน “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี ตัดสินใจดัน “ลูกชายคนโตวัย 34 ปี” ที่ถอดความเนี้ยบจากผู้เป็นพ่อตั้งแต่หัวจรดเท้า “ตั้ม” ชูรัชฎ์ ชาครกุล ดีกรีปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย และปริญญาโท 2 ใบ จาก M.S. (Economic) University of Illinois – Urbana Champaign U.S.A. และ M.B.A American University U.S.A. ชิมลางเก้าอี้ผู้อำนวยการ SBU2 และกรรมการบริษัท

ฝั่ง “ศุภาลัย” ที่มากับแนวความคิด “ศุภาลัย ใส่ใจ สร้างสรรค์ สังคมไทย” ส่ง “เต” ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม ดีกรีปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์การตลาดจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และปริญญาโทจากศศินทร์ ลูกชายมาดนิ่งวัย 34 ปี ของ “ประทีป-อัจฉรา ตั้งมติธรรม” ทดลองฝึกงานตำแหน่งกรรมการบริษัทกับพี่เลี้ยง “อธิป พีชานนท์” กรรมการผู้จัดการ “ศุภาลัย” คนสนิท ของ“ประทีป”

ย้อนประวัติบริษัทของ “สองผู้เฒ่า” พบว่า เขามีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงกัน อาทิเช่น ทั้ง 2 บริษัท ต่างผ่านร้อนผ่านหนาวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มามากกว่า 20 ปี เรียกว่าเผชิญมาแล้วทุกวิกฤติ แถมช่วงแรกๆของการทำธุรกิจทั้งคู่ยังเน้นเจาะตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางเหมือนกัน ก่อนจะไต่ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

ยกเว้นแต่เพียง“ฐานะการเงิน” และ “ขนาดธุรกิจ” ที่ดูจะห่างกันหลายช่วงตัว ณ ปี 2554 “ศุภาลัย” มีกำไรสุทธิ 2,567 ล้านบาท รายได้ 12,808 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 1,716 ล้านบาท

ขณะที่ในปีเดียวกัน “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” มีกำไรสุทธิ 293 ล้านบาท รายได้ 1,867 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 825 ล้านบาท

“กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” มีนัดกับ “ตั้ม” ชูรัชฎ์ ชาครกุล ผู้อำนวยการ SBU2 และกรรมการบริษัท “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ณ สำนักงาน ย่านศรีนครินทร์ เพื่อบอกเล่า “โจทย์สำคัญ” ที่ผู้เป็นพ่อมอบหมายให้เขา “ตี” ให้ “แตก” ทว่าก่อนจะเผยความลับของพ่อ เขาอยากเล่าเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาให้ฟังก่อน (ยิ้ม)

ตั้มเล่าว่า ทันทีที่เรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นวศ. 79 ในปี 2542 เริ่มงานในตำแหน่งสินเชื่อ ฝั่งหนี้ดีที่มีพอร์ตหลักร้อยล้านบาทขึ้นไปที่สำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

หลายคนสงสัยเรียนวิศวกรรมศาสตร์แล้วทำไมมาทำงานสายการเงิน เขาบอกว่า เพราะมันคือ “จุดเริ่มต้น” ของนักธุรกิจที่ดี ก่อนจะลงมือทำธุรกิจเราต้องรู้ให้ลึกๆว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะบริหารเงินให้อยู่รอดปลอดภัย เราจะได้นำไปปรับใช้กับธุรกิจของครอบครัว

ทำงานได้ 2 ปี ในช่วงปี 2544 พ่อก็เรียกผมกลับมาช่วยทำงานใน “ลลิล พร็อตเพอร์ตี้” ผมขอพ่อฝึกงานในตำแหน่งการตลาดเป็นอันดับแรก เพราะตอนทำงานในแบงก์ผมรู้เรื่องการเงินมากแล้วระดับหนึ่ง อีกอย่างฝ่ายการตลาด คือ ทัพหนาของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ช่วงนั้นคุณพ่อให้ผมรับผิดชอบโครงการ บุรีรมย์ รามอินทรา คูบอน ทำงานจนถึงปลายปี 2545 ผมก็ขออนุญาตคุณพ่อไปเรียนต่อปริญญาโทใบแรก ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ในการเรียนล้วนๆ โดยไม่ทำงานพิเศษ แถวนั้นมีแต่ป่าข้าวโพด ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว ทำให้หางานทำค่อนข้างลำบาก จากนั้นผมก็เรียนปริญญาโทต่ออีก 1 ใบทันที ใช้เวลาเรียน 1 ปีครึ่ง แต่คราวนี้ผมทำงานในร้านอาหารไทยไปด้วย

“ทำไมต้องเรียนปริญญาโท 2 ใบ” ทุกอย่างผมวางแผนไว้หมดแล้ว (หน้าตาจริงจัง) ในหัวสมองผมมีความคิดว่า อยากเรียน MBA มากที่สุด แต่จะไปเรียนสายนั้นได้ เราต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ให้ลึกซึ้งเสียก่อนถึงจะสามารถบริหารธุรกิจได้ ผมถึงเรียงลำดับการเรียนให้ออกมาแบบนั้น

หลังจากเรียนจบปริญญาโททั้ง 2 ใบ ฝึกงาน 3-4 เดือน ที่บล.ภัทร เป็นงานแรกในเมืองไทยของผม ตอนนั้นน่าจะประมาณปลายปี 2548 บังเอิญคุณพ่อรู้จักผู้บริหารที่ทำงานในนั้น ทำให้ผมมีโอกาสเลือกแผนกที่อยากเรียนรู้ได้ (หัวเราะ) ผมเริ่มจากการเข้าไปคลุกคลีในฝ่ายรีเสิร์ช ก่อนจะย้ายไปทำในฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง และฝ่ายนักวิเคราะห์ วาณิชธนกิจ (Investment Banking -IB)

ผมชอบฝ่าย IB มากที่สุด เป็นงานที่มีเหตุมีผล ได้ทำอะไรหลากหลาย ไม่จำเจอยู่กับงานเดิมๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกจะทำงาน ฝ่ายนักวิเคราะห์ วาณิชธนกิจ ในบล.โนมูระ พัฒนสิน ทำงานได้ 2 ปี ผมตัดสินใจย้ายไปอยู่ฝ่ายวาณิชธนกิจ บมจ. บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป ทำได้แค่ 1 ปี พ่อก็ตามตัวกลับด่วน (หัวเราะ) ให้มาทำตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด รับหน้าที่ดูแลแบรนด์ใหม่เป็นหลัก

“สักวันก็ต้องกลับมาช่วยงาน !!” ผมเข้าใจประโยคที่พ่อพูดเต็มอก จำความได้ก็เดินตามหลังพ่อต้อยๆไปตามไซด์ก่อสร้างในช่วงวันหยุดตลอด ผมเองก็ไม่รู้ว่าต้องขึ้นมาทำทุกอย่างเต็มตัวเมื่อไร จะช้าจะเร็ววันหนึ่งก็ต้องมา พ่อเคยพูดเล่นๆว่า “เร็วหน่อยก็ดี อยากพักผ่อนแล้ว เหนื่อยแล้ว” ซึ่งผมก็พยายามเรียนรู้ทุกอย่างให้เร็วที่สุด

ที่ผ่านมาพ่อไม่เคย “ตั้งโจทย์” อะไรให้ทำ แต่ผมจะ “ปักธง” เองว่า หน่วยงาน SBU2 ที่รับผิดชอบอยู่ต้องมีผลประกอบการขยายตัวต่อเนื่อง หน่วยงานนี้จะเน้นเปิดแบรนด์ใหม่ เพื่อเจาะตลาดลูกค้าวัย 27 ปีขึ้นไปเป็นหลัก
ล่าสุดเพิ่งเปิดแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ Lanceo CRIB ราคา 2-5 ล้านบาท ถือว่าได้ผลตอบรับดีมาก เพราะแบรนด์ใหม่จะดู “วัยรุ่น” มากขึ้น จากปกติที่เน้นตลาด “วัยกลางคน”

“ตั้ม” ยอมรับว่า เข้ามาทำงานในบริษัทแรกๆ ก็มีอุปกสรรคเรื่องวัฒนธรรมคนเก่ากับคนใหม่บ้าง ทำให้ผู้พ่อตัดสินใจปรับโครงการธุรกิจใหม่ยกแผง ด้วยการแบ่งออกเป็ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงาน SBU1 เน้นเปิดโครงการในแบรนด์เก่า เพื่อเจาะตลาดคนวัย 35 ปีขึ้นไป ฝ่ายนี้คุณพ่อมอบหมายให้ทีมงานเดิมดูแลทั้งหมด เป้าหมายปี 2556 ต้องมีสัดส่วนรายได้ 20-40% จากปี 2555 ที่อยู่ 40%

หน่วยงาน SBU2 เน้นเปิดแบรนด์ใหม่ หน่วยนี้ทีมงานของผมดูแลทั้งหมด เป้าหมายในปี 2556 ต้องมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 30% จากปี 2555 ที่มีสัดส่วน 60% แต่จะเปิดโครงการใหม่ในปี 2556 กี่แห่ง ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ มีความเป็นไปได้ทั้งเปิดแบรนด์ใหม่ และขยายสาขาในแบรนด์เก่าที่เพิ่งเปิดตัวไป

สุดท้าย คือ หน่วยงาน SBU3 เน้นเปิดโครงการในต่างจังหวัด ตอนนี้กำลังศึกษาที่จะผุดโครงการใหม่ในจังหวัดใหม่ อาทิเช่น อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ชลบุรี และระยอง แต่จะเปิดโครงการในลักษณะใดยังบอกไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ) อยู่ระหว่างการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เขาสบถ “แอบคิดในใจอะไรก็บอกไม่ได้ใช่มั้ย”

หน่วยงานที่ 3 เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2555 ด้วยการเปิด 1 โครงการใหม่ ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ฉะนั้นเขายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก (ลากเสียงยาว) ในปี 2556 คาดว่าสัดส่วนรายได้น่าจะอยู่ระดับ 10-30% นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมสัดส่วนรายได้ใน 2 หน่วยงานแรก (SBU1 และ SBU2) จึงดูเหมือนลดลง จริงๆไม่ได้หดตัวลงเลย (ยิ้มหวาน)
ถามถึงเป้าหมายการทำงานในช่วง 3 ปีข้างหน้า “ตั้ม” บอกว่า คงไม่สามารถทำนายการเติบโตเป็นตัวเลขแม่นๆได้ เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีตัวแปรที่ทำให้ผลประกอบการขึ้นลงหลายอย่าง อาทิ การเมืองไทย เศรษฐกิจในและนอกประเทศ และนโยบายของรัฐบาล

อย่างล่าสุดเจอมาตรการภาษีรถยนต์คันแรกที่ดูดซับกำลังซื้อไปมาก ทำเอาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ “เซ็ง” กันเป็นแถว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงก้มหน้ารับความจริง ปี 2556 เขา(รัฐ) จะมีอะไรมาช่วยเราหรือไม่ ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

วันนี้บอกได้ว่า เราต้องมุ่งหน้ากลับไปยืน “จุดสูงสุด” ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะในแง่ของ “กำไรสุทธิ” ที่เคย “สูงสุด” ในปี 2553 จำนวน 326 ล้านบาท เป้าหมายนี้ไม่รวมการออกไปเติบโตนอกบ้าน ลำพังหากินในประเทศก็เพียงพอแล้ว ความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก

“ผมพูดแบบนี้แปลว่าจะไม่ขยายธุรกิจไปในแถบ AEC ใช่หรือไม่” เขาถามตัวเองก่อนจะตอบว่า..ไม่ใช่เร็วๆนี้ เท่าที่ดูหลายคนยังกลัว “เต็ง เส่ง” ประธานาธิบดีของประเทศพม่า ขณะที่ประเทศเวียดนามราคาที่อยู่อาศัยยังแพงมาก ส่วนประเทศลาว และกัมพูชา ความต้องการยังค่อนข้างต่ำ

ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกแผนธุรกิจในปี 2556 ได้จริงๆ แต่เติบโตจากปี 2555 แน่นอน ปีก่อนเราเปิดแบรนด์ใหม่ไป 7-8 แห่ง มูลค่า 3,500 ล้านบาท แทบไม่มีแบรด์เก่าเลย ถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก แต่ก็มีบางคนยังไม่รู้จักแบรนด์ของเรา ซึ่งก็คงต้องทำการตลาด และวางระบบให้ดีต่อไป
มาฟัง “เต” ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม ลูกชายคนโต จากจำนวน 3 คน ของ “ประทีป-อัจฉรา ตั้งมติธรรม” โชว์วิสัยทัศน์กันบ้าง

“เต” เริ่มเล่าชีวิตหลังเรียนจบใหม่ๆให้ฟังว่า เป็นธรรมดาสำหรับวัยรุ่นที่มักต่อต้านความคิดของพ่อและแม่ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น (ยิ้ม) พ่อไม่เคยบอกว่าเรียนจบแล้วต้องมาทำงานที่นี่ ท่านให้อิสระทางความคิด

สมัยเรียนจบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์การตลาด จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียใหม่ๆ ผมตั้งใจจะออกไปทำงาน “ที่รัก” เพื่อหาประสบการณ์ชีวิต ก่อนมาเริ่มงานใน “ศุภาลัย” ผมมีโอกาสได้นั่งทำงานในตำแหน่งการตลาดและวิศวกรสักพัก พ่อก็มากล่อมให้กลับไปทำงานฝ่ายการตลาดในบริษัท

ทำงานใน “ศุภาลัย” 2 ปี ก็ขอพ่อออกไปเรียนต่อปริญญาโท MBA สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมให้เหตุผลกับท่านว่า อยากได้คอนเน็คชั่น และกระบวนการคิดในการทำธุรกิจจากคนเก่งๆ เพื่อจะนำมาปรับใช้ในชีวิตการทำงาน พอเรียนจบก็ขอพ่อไปทำงานในธนาคารแห่งหนึ่ง ดูแลเกี่ยวกับสินเชื่อ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ 2 ปี ก็ลาออก เพื่อมาดูแลกิจการของครอบครัวเต็มตัว

“ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ” เน้นการซื้อที่ดิน คือ งานหลักที่พ่อมอบหมายให้ผมดูแล งานหนักพอสมควร เพราะต้องทำให้โครงการในจังหวัดขอนแก่น กลับมา “เทิร์นอะราวด์” และพลิกเป็น “กำไรสุทธิ” ให้เร็วที่สุด
ถามว่าทำไมต้องเป็นตำแหน่งนี้ ผมกับพ่อคิดกันแล้วว่า การซื้อที่ดินเป็น “หัวใจหลัก” ของธุรกิจ น้อยคนนักที่จะอยู่ในกระบวนการต้นน้ำยันปลายน้ำ เรียกว่าเห็นตั้งแต่ที่ดินเปล่าๆยันมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้น

หลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการดังกล่าว พ่อก็ให้ผมดูแลโครงการในจังหวัดอื่นๆเพิ่มเติม อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และสุราษฎธานี ถามว่าได้อะไรจากตำแหน่งนี้บ้าง เขาเงียบ ก่อนตอบว่า ทำให้ผมอ่านที่ดินขาดมากขึ้น
ที่สำคัญทำให้ผม “รัก” ธุรกิจนี้เข้าอย่างจัง !

เขา เล่าว่า พ่อไม่เคยให้ “โจทย์” ยากๆ แต่ผมมักทำให้โจทย์มันยากกว่าคนอื่นเสมอ คิดดูสิเรียนจบเท่ากัน ผมต้องได้เงินเดือนน้อยกว่านี้ แต่ด้วยความเป็นลูกเจ้าของทำให้เราต้องทำงานหนักมากกว่าคนอื่น ยอมรับที่ผ่านมาผมจะโดนพ่อ “เคี่ยวเข็ญ” มากกว่าเป็นพิเศษ “อย่าคิดว่าเป็นลูกชายแล้วได้จะสิทธิ์มากกว่าคนอื่น มันต้องโดนหนักกว่า ต้องทำให้เขายอมรับถึงจะถูก”

ถามว่าวางแผนธุรกิจในอนาคตอย่างไร ผมคงไม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบงานจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะบริษัทอยู่มานานและมีรูปแบบการทำงานชัดเจน ผมถือว่ามันเป็น “จุดแข็ง” ของเรา แต่อาจสอดแทรกอะไรเข้าไปเล็กน้อย เพื่อความเหมาะสม แต่จะปรับปรุงอะไรบ้าง ยังไม่ขอแชร์ตอนนี้ (ยิ้ม)

เราไม่เคย “ปักธง”ว่า อยากขึ้นเป็นอันดับที่เท่าไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เราจะเน้นการเติบโตสม่ำเสมอทุกปีเฉลี่ย 15-20% ถือเป็นสปีดที่ดี ผู้ถือหุ้นน่าจะพอใจ

การเติบโตต้องตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า มูลค่าโครงการต้องขยายตัวเป็นเงาตามตัว อย่างปี2555 ทำได้ 22,000 ล้านบาท ปี 2556 ต้องเป็น 28,000 ล้านบาท

“หนุ่มเต” ทิ้งท้ายว่า เราจะไม่ปิดหูปิดตา ทำแบบนั้น “ไม่ฉลาด” อย่างตอนนี้เราก็อยากทำสำนักงานให้เช่า และออกไปทำธุรกิจในแถบอาเซียน ภายในปี 2556 ทุกคนอาจได้เห็นเราทำสักธุรกิจ ไม่ว่าจะทำอะไรผลตอบแทนต้องคุ้มค่า หากเป็นสำนักงานให้เช่าต้อง 20-30% ถ้าเป็นงานต่างประเทศต้องมีกำไรขั้นต้น 40% บวกๆ อยากได้กำไรมากแบบนั้น เราต้องร่วมทุนหรือเทคโอเวอร์ น่าจะใช้เงินลงทุนหลัก 1,000 ล้านบาท นักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องเงินกู้แบงก์ได้ เงินสดก็มี บริษัทไม่มีทางเพิ่มทุนชัวร์

คืนสังเวียนรอบนี้ ขอ “ใหญ่” กว่าเดิม BY “สมโภชน์ อาหุนัย”

คืนสังเวียนรอบนี้ ขอ “ใหญ่” กว่าเดิม BY “สมโภชน์ อาหุนัย”

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เปิดก้นบึ้งหัวใจ ชายผู้ไม่มีชื่อเล่น “สมโภชน์ อาหุนัย” เจ้าของ “พลังงานบริสุทธิ์” หุ้นไอพีโอน้องใหม่ กลับมาคราวนี้ “ต้องเด่น-ดัง”

“ปูมหลัง” ที่มี “ตำนิ” ถือเป็น “จุดบอด” ที่ทำให้นักลงทุน “แคลงใจ” จนไม่กล้าควักเงินลงทุน แม้หุ้นตัวนั้นจะมีอนาคต “สวยหรู” ก็ตาม บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) หุ้นไอพีโอน้องใหม่ของ “สมโภชน์ อาหุนัย” ที่ “กดบัตรคิว” ขอเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ตัวแรกของปีมะเส็ง (2556) ในวันที่ 23 ม.ค.2556 หลังประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก 560 ล้านหุ้น ราคา 5.50 บาท กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นได้จากการพร้อมใจ “ขุดประวัติ” ของ “สมโภชน์” มาโพสต์ตามกระทู้ต่างๆ

ครั้งหนึ่ง “สมโภชน์ อาหุนัย” อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจโบรกเกอร์สัญชาติไต้หวัน อดีต “ลูกน้องสุดเลิฟ” ของ “ศิริธัช โรจนพฤกษ์” เจ้าของ “คอม-ลิงค์” ผู้ถือหุ้น 22.88% “อีเทอเนิล เอนเนอยี” หรือ EE (ตัวเลข ณ วันที่ 2 มี.ค.2555) เคยประสานมือกับเจ้าพ่อคอม-ลิงค์ และ “วรเจตน์ อินทามระ” เพื่อร่วมกัน “เนรมิต” “อีเทอเนิล เอนเนอยี” ให้กลายเป็นธุรกิจพลังงานทดแทน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ จากบริษัทผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ ภายใต้ชื่อ “ซีฮอร์ส” (SH)

ด้วยการเข้าซื้อ “บุญเอนก” บริษัทคนสนิทของ “ศิริธัช โรจนพฤกษ์” เพื่อนำที่ดินของ “บุญเอนก” มาสร้างเป็นโรงผลิตเอทานอล ขนาดกำลังการผลิต 1.5 ล้านลิตรต่อวัน โดยการขายหุ้นเพิ่มทุนให้นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง 370 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ราคาหุ้นละ 3.40 บาท การประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนล็อตนี้ ห่างจากการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับ “วรเจตน์ อินทามระ” จำนวน 2,179 ล้านหุ้น และ “สมโภชน์ อาหุนัย” จำนวน 421 ล้านหุ้นหุ้น ราคา 0.63 บาท ไม่นาน

จากนั้น ก็มี “ข่าวลือสะพัด” ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “สมโภชน์” กับ“เสี่ยศิริรัช” เดินมาถึง “ทางตัน” จำต้องสวมคอนเวิร์ส “ทางใครทางมัน” แต่ “สมโภชน์” ยังคงถือหุ้น EE อันดับ 8 จำนวน 66.88 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.41% (ณ วันที่ 2 มี.ค.2555) ด้วยความมุ่งมั่นอยากทำธุรกิจพลังงานทดแทน เพราะเห็นแวว “รุ่งเรือง” ทำให้ “สมโภชน์” โทรไปชวนเพื่อนสนิท 3-4 คน ให้มาร่วมลงขันเฉลี่ยคนละ 10-20 ล้านบาท เพื่อไปซื้อโรงงานผลิตไบโอดีเซล 1 แห่ง พร้อมก่อตั้งบริษัทภายใต้ชื่อ “ซันเทคปาล์มออยล์” ในปี 2549 ถัดมา 2 ปี เปลี่ยนชื่อเป็น “พลังงานบริสุทธ์” และดึง “ปลัดแป๋ง” สมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง มานั่งเป็นประธานกรรมการ

ก่อน “สมโภชน์” แอนด์เดอะแกงค์ จะลงมือแต่งตัวสวยๆดันบริษัทเข้าเป็นสมาชิกตลาดหุ้น “สมโภชน์” ยกหูโทรไปเชิญชวน เจ้าของฉายา “นาย ช.หนวดงาม” ชำนิ จันทร์ฉาย ประธานกรรมการ บจก.ซี.เจ.มอร์แกน บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินปรับโครงสร้างหนี้ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการบริหาร สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ให้มาร่วมลงทุน แต่ “พ่อมดวงการปรับโครงสร้างหนี้” กับตอบ “ปฏิเสธ” โดยให้เหตุผลกับคนรอบข้างว่า “ไม่ใช่กลัวธุรกิจไม่ดี แต่กลัวใจเจ้าของ”

แม้ “นาย ช. หนวดงาม” จะเมินหน้าหนี แต่ “มล.ทองมกุฎ ทองใหญ่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) ในฐานะแกนนำการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย กลับเดินปรี่เข้ามาสะกิด “สมโภชน์” กลางงานแถลงข่าวเคาะราคาไอพีโอ “มีหุ้นอีกมั้ย นักลงทุนอยากได้หุ้นคุณเยอะมาก !!!” (ลากเสียง)

“ผมอยากมีกิจการของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ ลูกคนจีนโดนปลูกฝังมาแบบนี้ มันฝังอยู่ใน “สายเลือด” เมื่อโตขึ้นมามีโอกาสต้องรีบคว้า “สมโภชน์ อาหุนัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “พลังงานบริสุทธิ์” เล่าความคิดวัยเยาว์ให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟัง

ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่ต้องการจะทำ หลังนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นสำเร็จ “สมโภชน์” เล่าว่า ผมมีพี่น้อง 3 คน ผมเป็นคนกลาง คนโตอายุห่างจากผม 1 รอบ (ตกใจละสิ) ส่วนน้องสาวคนสุดท้องห่างกัน 9 ปี เหมือนพี่ชายคนโตเป็นพ่อน้องสาว (หัวเราะ) พี่น้องมีชื่อเล่นกันหมดเลย เว้นแต่ผมคนเดียว “งง” เหมือนกัน หรือนี่จะ “จุดกำเนิด” อะไรบางอย่าง ?
ผมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ในตึกแถวร้านทำผม ใจกลางถนนราชดำเนินที่มีคุณแม่เป็นเจ้าของ ร้านอยู่ติดถนนทุกครั้งที่เขาเดินขบวนประท้วง ทหารปฏิวัติ ผมเห็นจนกลายเป็นเรื่อง “ชินตา” ส่วนคุณพ่อท่านทำงานบริษัททั่วไป ที่ผ่านมาท่าน 2 คน ไม่เคยบังคับผมว่าโตขึ้นมาต้องทำอะไร แต่จะปลูกฝังตลอดว่า “สมบัติที่พ่อแม่มีให้มีเพียงความรู้” ท่านจะสนับสนุนให้พวกเราเรียนให้สูงที่สุด

หลังจากเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ.69) ผมก็ออกไปหาประสบการณ์ด้านการทำงานชนิด “ไม่เกี่ยง” เรื่องเงินเดือน ด้วยการเข้าไปทำตำแหน่งเซลล์ในบมจ.ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) ทำไปสักพักเริ่มเห็นเพื่อนๆที่พ่อแม่เขามีสตางค์ ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ทำให้เกิด “ความอยาก” อย่างน้อยการเรียนต่อเมืองนอก ก็เป็นเครื่องมือเบิกทางที่ดีในชีวิต

ผมตัดสินใจไปเรียนปริญญาโท MBA University of Pittsburgh ,USA ใช้เวลาเพียง 11 เดือน ก็จบการศึกษา ที่นี่สอนให้วิเคราะห์ ทำแบบฝึกหัด แตกต่างจากการเรียนในเมืองไทย เมื่อเรียนจบผมดันไปเข้าตา “ซิตี้แบงก์ นิวยอร์ก” เขารับให้มาทำงานใน “ซิตี้แบงก์ ประเทศไทย” แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ (หัวเราะ) เพราะขั้นตอนการทำงานที่ทาง “ซิตี้แบงก์ นิวยอร์ก” บอกเรามันไม่เหมือนที่ “ซิตี้แบงก์ ประเทศไทย” อธิบาย ฉะนั้นถ้าฝืนทำต่อก็ “เสียดายเวลาชีวิต”
สุดท้ายไปได้งานใน “ดับบลิว.ไอ.คาร์” โบรกเกอร์อันดับ 1 ของต่างชาติ เป็น “นักวิเคราะห์หลักทรัพย์” อยู่ได้ 1 ปี ก็มี “ยูบีเอส” แบงก์ต่างชาติมาซื้อตัว เพราะเขาจะมาทำบทรีเสิร์ชในเมืองไทย ทำได้ 3 ปี ก็ลาออกมาทำตำแหน่งผู้อำนวยการผ่ายวิจัยใน “บงล.บุคคลัภย์” เชื่อหรือไม่ ผมมาอยู่ที่นี่เงินเดือนลดลงเยอะมาก (ลากเสียงยาว) “หลักแสนบาท” (หัวเราะ)

ถามว่า ทำไมถึงยอม!!! ช่วงนั้นเพิ่งแต่งงานด้วย ผมทำงานแบงก์มานานเห็นวัฎจักรขึ้นลงตลอด ช่วงไหนบทรีเสิร์ชที่เรารับผิดชอบมันไม่บูม ผู้บริหารจะเดินถือซองขาวมาที่โต๊ะตอนเช้าแล้ว “เชิญออก” หน้าตาเฉย พนักงานนั่ง “งง” กันเป็นแถว ไล่ออกแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว (โหดร้ายมาก) ผมกลับมานั่งคิดความมั่นคงทางอาชีพอยู่ตรงไหน !!!
ทำงานใน “บงล.บุคคลัภย์” ได้ 1 ปี รู้สึกไม่ชอบเรื่องระบบ ระเบียบ ในการทำงาน ทุกอย่างมันดูช้า กว่าจะอนุมัติแต่ละงาน ไม่ทันใจ ไม่เหมือนอยู่บริษัทต่างชาติ เมื่อรู้สึกเริ่มลำบาก ผมตัดสินใจลาออกไปทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสถาบันต่างประเทศ ในบริษัทหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด

เข้าไปทำงานแรกๆไม่รู้เรื่องเลย ถึงขนาดลูกน้องเอ่ยปาก “พี่นั่งเฉยๆเถอะ” ผมหันไปบอก “สอนงานพี่หน่อย” ผมขอผู้บริหารระดับสูงเวียนฝึกงานตามแผนกต่างๆ 1-2 สัปดาห์ต่อแผนก กว่าคนเก่าๆจะยอมรับก็ใช้เวลานาน 2-3 เดือน เมื่อมีความรู้ ผมก็ขอผู้บริหารไปหาลูกค้าที่ฮ่องกง เขาถามว่า “รู้จักลูกค้าหรอ” ผม “ส่ายหัว” แล้วตอบไปว่า “ไปหาเอาดาบหน้า มีที่อยู่ในมือแล้วจะกลัวอะไร”

แต่สุดท้าย “บงล.บุคคลัภย์” ก็โดนเทคโอเวอร์ เพราะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ผู้บริหารเขาจะให้ผมลดพนักงาน ตอนนั้นเครียดมาก คิดในใจ คนเหล่านี้ผิดอะไร บางคนมีลูกมีเมียต้องดูแล ผมก็ไปบ่นกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาสวนกลับมาว่า..
“เดี๋ยวเขาก็ต้องเอาโบรกเกอร์มาขายถูกๆ ต่างชาติก็ต้องอยากได้ คุณรู้จัก ผู้บริหารต่างชาติเยอะแยะ ไปชวนเขามาลงทุนสิ”

สุดสิ้นคำแนะนำ ผมคิดในใจ “จะบ้าหรอ” แต่เมื่อคิดไปคิดมา “ลองดูสักตั้งก็ได้ว่ะ” ทันทีที่ทำแผนธุรกิจเสร็จ ก็บินไปนำเสนอกับบล.หยวนต้า (ไต้หวัน) เขาให้เงินผมมา 500 ล้านบาท แต่ผมใช้ซื้อบล.คาเธ่ย์ แคปปิตอล แค่ 250 ล้านบาทเท่านั้น !!!

ทำได้ 3 ปี จำต้อง “อัปเปหิ” ตัวเองออกมา รู้สึก “เฮิร์ท” เหมือนคนอกหัก โดน ก.ล.ต.กล่าวหาว่า บล.หยวนต้า สาขาหาดใหญ่ ปั่นหุ้น ไทยธนาคาร (BT) “เราไม่ได้ทำรู้อยู่แก่ใจ” ผมทำงานตั้งแต่เช้าตรู่กลับบ้านเที่ยงคืนทุกวันนี้ แต่ได้ผลลัพธ์แบบนี้มันไม่แฟร์!!!

ในใจมีแต่คำว่า “กูผิดอะไรว่ะ” วนเวียนอยู่ในหัวตลอด ที่ผ่านมาไม่เคยได้อธิบายให้สังคมรับรู้ รุ่งเช้าผมเดินไปขอลาออกเลย “ออกไปเป็นนักลงทุนถือหุ้นบริษัทโน่นนี่ ได้ผลตอบแทนดีกว่าเยอะ”

ถามว่าเดินทางมาถึง “จุดกำเนิด” ของ “พลังงานบริสุทธิ์” แล้วใช่มั้ย เขาหัวเราะ ทันทีที่ได้ยินคำถาม เมื่อก่อนไม่มีประสบการณ์เรื่องพลังงานทดแทน แต่เห็นอนาคตท่าจะดี ผมเป็นพวกชอบคิดใหม่ ทำใหม่ วิเคราะห์ใหม่ “สนุกดี”
ผมตัดสินใจยกหูโทรหาเพื่อน 3-4 คน ชวนมาลงขันทำบริษัทด้วยกัน ตอนนั้นโชว์วิสัยทัศน์กับเพื่อนว่า “กำไรขั้นต้น10% สุดยอดมากสำหรับธุรกิจนี้ โอกาสมากกว่านี้มีแน่ เพราะรัฐบาลตอนโน่น (ปี 2550) เขาส่งเสริมกัน “สุดฤทธิ์”
วันนี้ผมโชว์ “จุดเด่น” ได้เพียงว่า ภายในปี 2558 เราจะมีกำไรสุทธิ 3,000 ล้านบาท “เฮ้ย!!” เอ็งจะเอาอะไรมากำไร หลายคนคงคิดแบบนั้นใช่มั้ย ผมจะแจกแจงให้ฟัง ช่วงเดือนต.ค.2555 เราจะผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ จังหวัดลพบุรี

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขาให้ค่าไฟพิเศษ (ADDER) 10 ปีแรก จากอายุสัมปาน 25 ปี จำนวน 8 บาทต่อหน่วยกับเรา ฉะนั้นเราก็จะรับรู้กำไรจากโครงการนี้ในปี 2556 เต็มปีประมาณ 64 ล้านบาท ถัดมาช่วงเดือนธ.ค.2556 เราจะเดินเครื่องในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งบริษัทจะรับกำไรเต็มปีในปี 2557 จำนวน 915 ล้านบาท จากนั้นสิ้นปี 2557 จะผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 90 เมกะวัตต์ จังหวัดลำปาง โดยจะบุ๊คกำไร 915 ล้านบาท ในปี 2558

สุดท้าย คือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ จังหวัดพิษณุโลก ตอนนี้กำลังหาที่ดินอยู่ แต่เราเชื่อว่าสิ้นปี 2558 จะเดินเครื่องผลิตได้ และจะรับรู้กำไร 915 ล้านบาทในปี 2559 ซึ่งทั้ง 3 โครงการ กฟผ.เขาให้ค่าไฟฟ้าพิเศษกับเรา 10 ปีแรก จำนวน 6.50 บาทต่อหน่วย

เขา เล่าต่อว่า แผนงานในอนาคตยังไม่จบแค่นี้นะ ผมเพิ่งได้รับการตอบรับจาก กฟผ.ให้ดำเนินการโครงการพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม 126 เมกะวัตต์ แต่เราขอไป 761 เมกะวัตต์ คิดเป็น 16 โครงการ เชื่อว่าที่เหลือจะได้รับการตอบรับเช่นกัน คุณลองคิดดูสิ หากเราได้โครงการพลังงานลมสมดั่งใจ ผลประกอบการหลังปี 2558 ของเราจะ “ดีมาก” ขนาดไหน อย่าให้พูดเลย (หัวเราะ) บอกได้เพียงว่าอนาคตสัดส่วนรายได้จะมาจากสายไบโอดีเซล 50% พลังงานทดแทน 50%

“สมโภชน์” ทิ้งท้ายว่า ธุรกิจเราคงไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านี้ มันต้องมี “ไดนามิค” ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เราไม่ได้เป็นเพียงบริษัทขายไฟฟ้าธรรมดา แต่เป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถพัฒนาให้ธุรกิจมีความโดดเด่น เราจะพยายามผลักดัน “ตัวเลขการเงิน” ทุกตัวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ณ 9 เดือนแรก เรามี “กำไรสุทธิ” 69.61 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 5.50% อัตรากำไรสุทธิ 1.91% และรายได้ 3,653 ล้านบาท
 
 
 

Tags : สมโภชน์ อาหุนัย