Posts from the ‘แนวทางการลงทุน’ Category

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จและ Do and Don’t ในการลงทุน

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จและ Do and Don’t ในการลงทุน

มีทั้ง 8 สิ่งที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ และสิ่งที่ควรและไม่ควรทำในการลงทุนครับ อาจจะพิมพ์ออกมาแล้วไปแปะไว้ที่หน้าจอเทรดก็ได้ครับ จะได้ไว้เตือนสติ เพื่อที่เราจะได้มีสตางค์ ไม่ขาดมือครับ แหะแหะ
คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ

ในการที่จะเล่น กีฬาให้ชำนาญจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกัน และจนถึงขนาดชนะได้รางวัลนั้น นอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะพื้นฐานที่ดีแล้ว ยังต้องฝึกฝนตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมีสไตล์ในการเล่นที่แตกต่าง กัน ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะทำ ให้เราชนะในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเอง ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของตัวคุณเองอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ

คุณสมบัติ #1 : มีความรอบรู้ (Breadth)

จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการ ลงทุนมักมีความกระตือรือร้น สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆด้วย เช่น George Soros มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการ เมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทยปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น
คุณสมบัติ #2 : ช่างสังเกต (Observation)

นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ ของหุ้นต่างๆ ได้ ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถในการจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว
คุณสมบัติ #3 : ไม่มีอคติ (Objectivity)

นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็น “สัตว์สังคม” เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับผู้อื่น จึงมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรม “สัญชาติญาณฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า
คุณสมบัติ #4 : รักษาวินัย (Discipline)

นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เช่น Warren Buffet นั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ดไม่ลับของความสำเร็จในการลงทุนของเขาก็คือต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” (ภาษานักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก
คุณสมบัติ #5 : มีความลึก (Depth)

โดยปกติ “ความลึก” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามีสมาธิ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus) และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ Soros จะไม่ยอมให้มีใครรบกวนเลย เวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบให้ ฟัง จนกว่าเขาจะได้ “จัดการ” กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน
คุณสมบัติ #6 : มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

ในการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนความเสียหายได้
คุณสมบัติ #7 : มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (Passion)

นักลงทุน ระดับปรมาจารย์ทุกคน “รัก” อาชีพการลงทุน พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทนที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเอง…Enjoy the process rather than the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”
คุณสมบัติ #8 : มีความยืดหยุ่น (Flexibility)

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการ ลงทุนนั้น ต้องเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจ เป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (“ตกเครื่องบิน”) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (“เครื่อง บินตก”) ก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จจะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน” (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย
Do and Don’t ในการลงทุน

1.ควรลงทุนอย่างมีความรู้ เพราะความไม่รู้ คือความเสี่ยง ความรู้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุน

2.ควรพิจารณา Return และ Risk คู่กันเสมอ เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงจะเกิดขึ้นคู่กันเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า High Return (always come with) High Risk การวิเคราะห์ผลตอบแทนเพียงด้านเดียวโดยไม่สนใจความเสี่ยง จะทำให้เข้าใจผิด หลงไปกับผลตอบแทนสูงที่ดูน่าลงทุน

3.ควรกระจายการลงทุน (Diversification) อย่างเหมาะสม การกระจายการลงทุนไปในหลักทรัพย์หลายประเภทและหลายรายการ ยังคงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างดีในระดับหนึ่ง เพราะจะลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละหลักทรัพย์ลงได้

4.ควรจัดองค์ประกอบ ของหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Portfolio) หรือ พอร์ต ให้เหมาะสมกับตัวเอง ทั้งด้านการเงิน lifestyle แผนการในอนาคต การวิเคราะห์และทำความเข้าใจตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนของตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ควรลงทุนตามคนอื่น เพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวและมีความต้องการแตกต่างกัน

5.ควรตัดสินใจ ลงทุนอย่างสมดุล ไม่โลภและไม่ประมาทเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่กลัวจนเกินไป ความโลภและความประมาทมักทำให้เราเสี่ยงมากเกินไป ในขณะที่การกลัวไม่ยอมลงทุนก็อาจทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนเพียงพอตามที่ควรจะได้

ขอบคุณ http://edu.tsi-thailand.org/index.ph…119&Itemid=103 สำหรับบทความดีๆครับ

——————————————————————————————

Advertisements

15 แนวคิดฉีกธุรกิจ คุณเม กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ After You ก้าวสู่ตลาดหลักทรัพย์อย่างยิ่งใหญ่

15 แนวคิดฉีกธุรกิจ คุณเม กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ After You ก้าวสู่ตลาดหลักทรัพย์อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อเอ่ยถึงตลาดหลักทรัพย์หลายคนจะรู้สึกว่ายิ่งใหญ่มาก มีธุรกิจที่เติบโตเข้าสู่ตลาดหุ้นมากมาย แต่ใครเลยจะคิดว่าร้านขนมก็มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนกัน และร้านขนมที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้คือ After You ที่บริหารงานโดยคุณ เม กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ นั่นเอง

เป็นที่ทราบกันดีว่าคุณเมได้เปิดร้านขนมสาขาแรกเมื่อ 9 ปีที่แล้ว และได้ขยายสาขาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันมี 15 สาขา และทุกสาขาก็จะมีสาวกผู้ชื่นชอบในรสชาติของขนมต่อแถวเข้าคิวกันแบบไม่เสียดายเวลาเลย แต่จะเสียความรู้สึกมากกว่าหากมาถึงแล้วไม่รอให้ถึงที่สุด หลายคนจึงเต็มใจรอแม้จะใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม ซึ่งคุณเมก็คิดว่าอยากให้ทุกคนได้กินขนมอย่างทั่วถึง จึงเกิดไอเดียที่จะนำร้านขนมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่า Market Cap กว่า 9,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทุนและขยายกิจการ รวมถึงการพัฒนาการผลิตให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้ได้ After You ได้ผ่านประสบการณ์ในการทำธุรกิจแบบครบวงจรมาอย่างมากมายและมีความมั่นใจว่าจะนำพาความอร่อยของขนมไปไกลถึงต่างแดนอีกด้วย หากถึงวันนั้นสิ่งที่เธอจะได้รับคือความภาคภูมิใจแบบสุด ๆ นั่นเอง

ด้วยธุรกิจที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่แรกเริ่มแบบนี้ ผมเชื่อว่า 15 แนวคิดจะช่วยให้เถ้าแก่ใหม่เกิดไอเดียและพลังในการทำธุรกิจให้ก้าวไกลไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นอะไรได้ด้วยเช่นกันครับ

1.ความสำเร็จเริ่มต้นมาจากความชอบ

ถ้าพูดถึงความชอบแล้ว คุณเมสามารถประกาศได้เลยว่าเป็นคนที่ชอบทานขนมมาก เมื่อทานแล้วก็มักจะวิเคราะห์ขนมที่ตนเองทานไปด้วยโดยเฉพาะเรื่องรสชาติ ความอร่อย การนำสิ่งนั้นมาผสมผสานกับสิ่งนี้ จนเกิดเป็นสูตรขนมใหม่ ๆ ความชอบทานขนมของคุณเมจึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานที่ก่อเกิดธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ตามมา

2.ความรู้เกิดจากการทดลอง

ต้องบอกก่อนเลยว่าคุณเมไม่ได้เรียนเรื่องของการทำขนมมาโดยตรง ความรู้เกี่ยวกับขนม รสชาติของขนมจึงเกิดจากการทดลองเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้ตัวเองเป็นสถานที่ทดลอง อย่างเวลากินขนมหากกินไปแล้วเลี่ยน ก็จะกลับไปลดความหวาน ซึ่งคุณเมจะสนใจรายละเอียดเล็ก ๆ ตรงนี้มาก

3.สินค้าดีมีคุณภาพ

การที่ธุรกิจจะติดตลาดและไปได้ไกลนั้น คุณภาพของสินค้าเป็นสิ่งที่คู่กัน หากในเรื่องของขนมก็ต้องได้รับการพยักหน้าว่าอร่อยจริง ปริมาณโอเค หน้าตาของขนมชวนรับประทาน ซึ่งถ้าสินค้ายอดเยี่ยมแล้ว การบริหารจัดการในเรื่องอื่น ๆ ก็จะตามมา

4.คิดเมนูใหม่ ๆ เสมอ

ด้วยความเป็นคนไม่หยุดนิ่งทางความคิด คุณเมมักคิดเมนูขนมใหม่ ๆ เสมอ เพราะอย่างน้อยก็ขจัดความเบื่อของลูกค้าไปได้ ที่สำคัญคือแต่ละเมนูต้องผ่านการทดลองการทำมาแล้วว่าอร่อยจริงจึงค่อยนำเสนอลูกค้า แต่หากเมนูไหนลูกค้าไม่โอเคคุณเมก็จะตัดออกไป เรียกว่าเป็นการคัดสรรเมนูอย่างแท้จริง

5.รายละเอียดเลียนแบบกันไม่ได้

คุณเมบอกว่าขนมไม่ใช่ของที่กินเพื่อให้อิ่ม แต่เป็นของที่กินแล้วอยากฟินมันต้องสุด ดังนั้นคุณเมจะจัดเต็มปากเพราะรู้ว่าลูกค้าจะรู้สึกได้ว่ามันเป็นของดี คุณเมจะใส่ใจในรายละเอียดมาก เช่น ปริมาณของเนย อุณหภูมิที่ใช้ในการอบ เมื่ออบเสร็จแล้วต้องเสิร์ฟเร็วขนาดไหน ถึงแม้คนอื่นอาจจะก็อปปี้รสชาติได้ง่าย แต่ในรายละเอียดแล้วไม่สามารถเลียนแบบกันได้

6.สิ่งที่เราชอบกับสิ่งที่ลูกค้าชอบไม่เหมือนกัน

เนื่องจาก After You มีลูกค้าจำนวนมากที่หลากหลาย แน่นอนว่าสิ่งที่คุณเมชอบกับสิ่งที่ลูกค้าชอบย่อมมีบ้างที่ไม่เหมือนกัน หากคุณเมพบว่าลูกค้าไม่ชอบก็ต้องเอาออกไป ถึงแม้คุณเมจะเห็นว่ากินแล้วอร่อยก็ตาม

7.ใส่ใจความรู้สึกของลูกค้า

เรื่องความรู้สึกของลูกค้าเป็นอะไรที่คุณเมใส่ใจมาก ถึงแม้จะมีจะมีขนมแบบเดียวกันแต่รสชาติอร่อยกว่า แต่หากลูกค้าชอบแบบเดิมแล้ว คุณเมจะไม่เปลี่ยนเพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจของลูกค้า

8.ลงมือทำด้วยตัวเองก่อนถ่ายทอด

แน่นอนว่าในการทำร้านขนมจนมีชื่อเสียงและมีหลายสาขานี้ คุณเมต้องมีพนักงานที่ต้องดูแล แล้วถามว่าคุณเมมีหลักการถ่ายทอดในสิ่งที่ต้องบอกแก่พนักงานอย่างไร เธอบอกว่าต้องรู้ทุกสิ่งด้วยตนเองก่อนที่จะบอกให้คนอื่นรู้ เราต้องการถ่ายทอดให้เขารู้ว่าเป็นแบบไหนตามที่เราต้องการ

9.เสิร์ฟขนมทำสดใหม่จานต่อจาน

เราคงจะคุ้นชินกับอาหารตามสั่งที่ทำจานต่อจานแล้วเสิร์ฟ แต่ใครเลยจะคิดว่าขนมก็สามารถทำสดใหม่จานต่อจานได้ โดยคุณเมได้นำไอเดียนี้มาใช้ในการเสิร์ฟขนมที่ทำสดใหม่จานต่อจาน โดยเริ่มทำที่สาขาแรกที่ เจ อเวนิว ทองหล่อ ปรากฏว่าได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี มีคนต่อคิวรอกันอย่างหนาแน่นทุกวันตั้งแต่เมื่อ 9 ปีที่แล้วปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอยู่

10.การต่อคิวยาว คนนั่งเต็มร้าน

จุดเด่นที่เห็นกันชินตาของร้าน After You ที่อดพูดถึงไม่ได้นั่นก็คือการที่ลูกค้ารอต่อคิวยาว ๆ เพื่อจะได้รับประทานขนมอร่อยจากทางร้าน ซึ่งนับเป็นจุดขายที่ดี ที่ทำให้ลูกค้าใหม่ก็อยากรู้ว่าอร่อยจริงหรือไม่ และลูกค้าเก่าก็พอใจที่ตนมีคนเห็นด้วยว่าร้านนี้เขาดีจริง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครอยากรออะไรนาน ๆ แน่

11.การประชาสัมพันธ์

หลายคนสงสัยว่าคุณเมมีวิธีประชาสัมพันธ์สินค้าหรือร้านอย่างไร ซึ่งเธอบอกว่าขนมเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคมันจะทำการประชาสัมพันธ์ด้วยตัวของมันเอง เป็นการบอกปากต่อปาก หรือถ้ามีเมนูใหม่ ๆ คุณเมจะลงสื่อให้ลูกค้าได้เห็นบ้าง ผ่านทางโซเชียลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอินสตาแกรม เฟซบุ๊ค และเว็บไซต์ของ After You

12.การขยายสาขาที่รวดเร็ว

การขยายสาขาหมายถึงการเติบโตของธุรกิจ After You ได้ขยายสาขาถึงปัจจุบัน จำนวน 15 สาขา และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเท่านี้ ซึ่งคุณเมให้ข้อคิดว่าในการขยายสาขาว่า ไปแล้วดีเราก็ไปเร็วขึ้น ใจเราเต็มร้อยกับทุกที่ที่เราไป เรารู้รายละเอียดเยอะมาก เช่น ความสูงของเก้าอี้ที่ประมาณไหนนั่งแล้วสบาย อุณหภูมิของร้าน เสียงเพลงว่าดังประมาณไหน พอทุกอย่างเริ่มนิ่ง เราก็เดินไปได้

13.ถามตัวเองก่อนชอบขายหรือชอบทำ

หลายคนอยากทำธุรกิจแล้วเติบโตแบบนี้บ้าง คุณเมให้ข้อคิดว่าต้องถามตัวเองก่อนว่าคุณเป็นคนชอบขายของ หรือชอบทำขนม หรือชอบทำกาแฟ หากคุณตอบตัวเองได้ก็คงจะดี ร้านจะมีเสน่ห์มาก แต่ถ้าคุณชอบทำขนมแต่ไม่ชอบขายของบอกได้เลยว่ามันจะเหนื่อยมาก ถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นทั้งคนชอบขายของและเป็นคนชอบทำขนมด้วย ความชอบแพ็คคู่แบบนี้ก็จะช่วยเสริมให้ธุรกิจก้าวไปไกลได้

14.หาแรงบันดาลใจได้จากทุกที่

แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง หากถามว่าคุณเมได้แรงบันดาลใจมาจากไหน เธอบอกว่าได้จากทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งคุยกับลูกค้าสักพักก็จะมีคำพูดอะไรขึ้นมา ซึ่งเธอก็จะรีบจดไว้ หรือไม่ก็ไปสถานที่แห่งไหนเธอจะไปเองได้เสพทุกอย่างใหม่ ๆ ล้วนเป็นสิ่งสร้างแรงบันดาลใจทั้งสิ้น

15.ทำธุรกิจแล้วดีมานเยอะก็อยากไปให้ไกล

ในการทำธุรกิจที่คุณเมคลุกคลีมาตลอดนั้น คุณเมได้เห็นว่าธุรกิจไปได้ด้วยดีลูกค้าเยอะ ก้าวต่อไปคืออยากไปให้ไกลแบบสุด ๆ โดยการคิดขยายสาขาไปทั่วประเทศรวมถึงต่างประเทศด้วย ซึ่งถ้าไปถึงจุดนั้นได้เธอบอกว่าจะเป็นความภูมิใจสุด ๆ ไปเลย และหลายคนเริ่มได้ยินว่า After You นั้นได้ทำการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องการขยายต้องการทุนเพิ่มแล้วด้วย นับว่าความคิดของเธอกำลังเป็นรูปร่างอย่างที่ใจอยากให้เป็น

ต้องยอมรับว่าพลังของคุณเมนั้นเปี่ยมล้นทุ่มเทเต็มร้อยจริง ๆ เป็นหัวใจของเจ้าของธุรกิจอย่างแท้จริง ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นตัวขนมหรือสินค้า ใส่ใจความรู้สึกของลูกค้า ใส่ใจในสถานที่ เรียกว่าครบวงจรของความใส่ใจ หลายคนสัมผัสถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นของเธอ และอยากร่วมหุ้นไปกับเธอด้วยเพื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน

จากตัวอย่างธุรกิจขนมของคุณเมที่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ผมเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้เจ้าของธุรกิจทุกท่านก้าวข้ามความเป็นไปไม่ได้ เข้าสู่ความเป็นไปได้และนำพาธุรกิจที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ให้เข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูล https://goo.gl/mf3BNa

ถอดรหัส 10 แนวคิดการสร้างธุรกิจ McDonaldจากหนังเรื่อง The Founder อยากรวย ต้องเหนือเกม

ถอดรหัส 10 แนวคิดการสร้างธุรกิจ McDonaldจากหนังเรื่อง The Founder อยากรวย ต้องเหนือเกม
1. ธุรกิจต้องมีจุดขายที่เด่นๆอย่างน้อย 1 เรื่องที่สามารถเอาชนะคู่แข่งหรือสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้วในตลาดได้ เช่นในเรื่อง 2 พี่น้อง McDonald (Muarice & Richard) ได้คิดค้นระบบปฏิบัติการของ้รานอาหารที่สามารถพร้อมเสิร์ฟได้ใน 30 วินาที แทนที่จะเป็น 3 หรือ 30 นาที และอาหารต้องไม่ผิด สะดวกและลดความยุ่งยากในการจัดหาที่นั่งในร้านหรือเดินไปเสิร์ฟที่รถซึ่งมีปัญหาเสิร์ฟผิดบ่อยมาก (ยุคนั้นคนอเมริกันยังนิยมสั่งอาหารจากในรถ และพนักงานยกใส่ถาดมาให้ทานถึงที่จอดรถ)
2. เราต้องหัดเป็นคนขี้สงสัยและตั้งคำถามท้าทายตัวเราบ่อยๆ เช่นทำไมของบางอย่างอยู่ๆถึงขายไม่ได้หรือบางสิ่งดันขายดีขึ้นมาแบบผิดปกติ และเมื่อเจอสิ่งที่สงสัย น่าสนใจ หรืออะไรที่ผิดปกติธรรมชาติ เราต้องรีบเข้าหาความจริงด้วยตัวเองเพราะสิ่งที่ผิดปกตินั้นมักจะนำ 2 สิ่งมาหาเราคือโอกาสใหญ่หรือไม่ก็ความเสียหายมหาศาล
3. อดทน ยืนระยะ (พระเอกเรียกตื้อ) คือพื้นฐานหลักของความสำเร็จ การไม่ยอมแพ้ง่ายๆจะทำให้เราอยู่รอดไปจนถึงวันที่โอกาสของเรามาถึง
4. อย่าปล่อยให้คำดูถูกถากถางมามีอิทธิพลกับชีวิตเรา และใครที่พูดอะไรขยะๆแบบนี้เราก็ควรเอาตัวออกห่าง จำไว้เสมอว่าโลกจะจดจำคุณในสิ่งที่คุณสำเร็จและทุกสิ่งที่คุณล้มเหลวมาก่อนหน้าจะถูกขุดรวมมายกย่องรวมไว้ด้วยกันเสมอ
5. มีสัญชาติญาณในการมองหาโอกาสใหม่ๆตลอด Hunger for Try on New Opportunity
6. การทดลองทำจริงสำคัญมาก แม้จะเป็นแค่ทำแบบการจำลองสถานการณ์ก็ตาม แต่การทดลองทำ ปรับแก้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอมจแล้วจึงควักเงินจ่ายจริงๆนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงให้เราได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ ในเรื่องนั้นฉากที่ 2 พี่น้องลงมือวาดแปลนร้านลงบนสนามเทนนิสแล้วให้พนักงานทดลองเคลื่อนไหวสมมติจนได้แปลนร้านที่ต้องการนี่สุดยอดมาก
7. การมีภาพเป้าหมายไว้แค่ในฝันนั้นไม่พอ แต่คุณต้องทำมันมาให้เห็นและจับต้องได้ด้วย วาด เขียนพูดอัดเสียงหรือปรินท์มันออกมาแปะใส่ห้องไว้
8. คุณไม่มีทางทำธุรกิจได้ดีถ้าไม่เข้าใจเรื่องการเงินและโครงสร้างรายรับ-รายจ่ายจ่ายเป็นอย่างดี อันไหนเป็นค่าใช้จ่ายหลัก เราต้องการหาทางควบคุมให้อยู่ในมือให้ได้ ในเรื่องนั้นผู้ช่วยคนใหม่ของ Ray ได้ชี้ให้เห็นชัดเจน 2 เรื่องว่า ธุรกิจMcDonald จริงๆแล้วโอกาสของการสร้างรายได้คือไม่ใช่การมานั่งขายอาหารได้กำไรชิ้นละไม่กี่เซนต์ แต่มันการคือบริหารที่ดินให้เช่าเพื่อมาเปิดเป็นร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ ชื่อ MaCDonald ดังนั้น Ray ต้องเป็นคนควบคุมตรงนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เช่าหรือ Franchisee ไปจัดการกับธนาคารกันคนละทิศละทางแต่ Ray ต้องรวบค่าใช้จ่ายเหล่านั้นให้มากลับมาเป็นรายได้ของบริษัท ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของ McDonald เลยก็ว่าได้
9. เปิดใจรับคนใหม่มาร่วมทีมเสมอ เราไม่ได้เก่งทุกเรื่องดังนั้นเราต้องหาคนที่ช่วยเราได้มาอยู่กับเรา และเมื่อได้เค้ามาแล้วเราต้องดูแลเค้าอย่างดี
10. สัญญาต้องเป็นสัญญา และสัญญานี้หมายถึงเอกสารที่ผ่านตาผู้เชี่ยวชาญและมีการลงนามแล้วเท่านั้น อย่าเชื่อคำคนแม้สมัยนี้จะมีรูปถ่าย มีไฟล์เสียง แต่สัญญาที่เป็นเอกสารยังสำคัญที่สุดเสมอ
หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง ดูแล้วจะได้เห็นถึงที่มาของร้าน McDonald ในทุกแง่มุม แต่ในที่นี้ผมขอพูดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับวิธีการทำธุรกิจเท่านั้น ด้านอื่นๆเช่น ลักษณะนิสัย วิธีคิด วิธีทำของแต่ละคนในเรื่อง ก็ขอแนะนำให้ไปดูกันเอง ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนทำธุรกิจควรดูครับ

ตลาดนัดรถไฟ

เสน่ห์ตลาดนัดอมตะไม่มีวันตาย พ่อค้าของเก่าอย่าง”ไพโรจน์ ร้อยแก้ว”ถอดสูตรปั้นตลาดให้คนค้าขาย สยายธุรกิจร้อยล้าน “ตลาดนัดรถไฟ”
เปิดตำนานเจ้าของ “ตลาดนัดรถไฟ” มือปั้นธุรกิจ เลือดนักค้าคนสู้ชีวิต “ไพโรจน์ ร้อยแก้ว” ประสบการณ์ 20 ปีในชีวิตพ่อค้า ทำให้เขามองธุรกิจตลาดนัดขาด แจ้งเกิดตลาดนัดได้ในเวลาไม่นาน
พ่อค้าและคนทั่วไป รู้จักเขาในนาม “โรจน์” เจ้าของร้านขายของเก่าย่านจตุจักร Rod’s Antique แต่ฝรั่งเรียกเขาว่า “ร็อด” ชายร่างท้วม ผิวหมึก วัย 39 ปี พูดจาโผงผางตรงไปตรงมา แต่จริงใจสไตล์พ่อค้า
โรจน์เปิดปูมเส้นทางพ่อค้าสู่เจ้าของตลาดให้ฟังว่า เข้าสู่สนามปราบเซียนในตลาดคลองถม ตั้งแต่อายุ 21 ปี จนอายุขึ้นสู่เลข 3 ต้นๆ จึงย้ายมาเซ้งร้านค้าในตลาดจตุจักร นับได้ว่าเป็นเจ้ายุทธจักรนักค้าขายขนานแท้
กระทั่งไต่ขึ้นมาเป็นจอมยุทธจัดสรรตลาดเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ปั้นแบรนด์ “ตลาดนัดรถไฟ จตุจักร” ตรงข้ามอตก. แหล่งรวมคนซื้อ คนขาย ทั้งของใหม่ ของเก่ามือสอง ไปจนถึงของโบราณ (Antique) จนตลาดนัดรถไฟ จตุจักร ปิดตัวลง (การรถไฟฯ ต้องการพื้นที่คืนเพื่อทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง) จึงย้ายมาอยู่ “ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์” 

ทว่า ความคึกคักยังคงมีให้เห็น จากพื้นที่กว้างขวาง ทำให้จำนวนแผงเพิ่มขึ้นจากเดิม
“ทำเลนี้น่าจะเป็นการย้ายแผงครั้งสุดท้าย !!” โรจน์ บอกแบบนั้น โดยเขามุ่งมั่นที่จะสร้างแหล่งค้าขายถาวรให้พ่อค้า ด้วยสัญญาเช่าระยะยาว 15 ปี จากผู้เช่าเดิม (ตลาดสวนศรี) หลังพยายามปั้นธุรกิจตลาดมาระยะหนึ่งแต่ปั้นไม่ขึ้น จึงเปิดทางให้เจ้ายุทธจักรเข้ามาร่ายฝีมือจัดสรรที่โล่งกว้างเนรมิตสนามแข่งรถเก่ามาเป็นตลาดนัด พร้อมกับยกโซนพลาซ่าอีก 500 ล็อคให้ไปบริหาร
แม้ย้ายที่ใหม่ แต่ชื่อและสิทธิ์คำว่า “ตลาดนัดรถไฟ” โรจน์ยังเป็นเจ้าของ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดการค้าได้
“ถ.ศรีนครินทร์ คือฐานที่มั่นใหม่ที่ไม่ต้องมาเสี่ยงถูกไล่ที่หอบแผงย้ายไปหาทำเลใหม่อีกต่อไป” โรจน์บอก
ในแวดวงค้าขาย รู้ดีว่า เรื่องทำเลที่ตั้งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะชีวิตพ่อค้าหลายรายต้องเวียนวนกับการถูกไล่ รื้อ เวนคืนที่ค้าขายเป็นประจำ โรจน์ อดีตคนเคยขายของแบกะดินจึงมีลูกฮึดปลุกปั้นตลาดนัดแบบมีแผงประจำให้พ่อค้าระยะยาว ปิดจุดเสี่ยงไร้แหล่งค้าขาย
กลายเป็นบทพิสูจน์ความเป็นเจ้ายุทธจักร มือปั้นตลาดนัดบนสมรภูมิใหม่ เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
“ก็มีความกังวลเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเค้าจะตามกันมารึเปล่า เพราะไกลพอสมควร”
วัดสภาพ “ตลาดนัดรถไฟ” ศรีนครินทร์ ที่มีทำเลด้อยกว่าเดิม แต่ตลาดฮอตฮิตก็ตรงแบรนด์และกิมมิค ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของตลาดนัดรถไฟ ตั้งแต่การตกแต่งที่มีซิกเนเจอร์ แหล่งรวมของมือสอง และสินค้าคลาสสิค
“จุดด้อยมีเพียงเรื่องเดียวคือทำเลที่ไกล ลูกค้าหลายคนก็มีโอดครวญ” โรจน์ระบุ
ทว่า ทำเลใหม่ก็ยังมีจุดแข็งตรงที่มีพื้นที่ขนาด 60 ไร่ กว้างใหญ่กว่าเดิม “เท่าตัว” ใช้พัฒนาธุรกิจได้ถึง 40 ไร่ รองรับแผงได้ถึง 2,000 ล็อค และทำลานจอดรถได้อีก 20 ไร่ ขณะที่ตลาดนัดรถไฟจตุจักรมีพื้นที่รวมเพียง 30 ไร่ รองรับแผงได้เพียง 600-700 ล็อค
นอกจากนี้ ย่านศรีนครินทร์ ยังเป็นแหล่งรวมชุมชนทั้งจากรามคำแหงและปากน้ำ คนที่มาเดินจึงมีทั้งขาประจำแฟนพันธุ์แท้ และส่วนหนึ่งเป็นชุมชนในย่านนี้
โรจน์เล่าว่า เพียงไม่นาน โจทย์อันท้าทายได้ถูกทำลายลงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อคาราวานผู้เช่าในตลาดเต็มทุกล็อคภายในเวลา 2-3 เดือนแรกของการเปิดตลาด แบ่งเป็นแผงขายของ 1,600 ล็อค พลาซ่า 500 ล็อค และโซนโกดัง 9 โกดัง (ร้านใหญ่ถาวร 300 ล็อค) และยังมีพื้นที่สำหรับขาจร (waiting list) อีก 400-500 ราย ที่แวะเวียนเข้ามาเมื่อขาประจำไม่มาขาย
“มีขาจรรออยู่เมื่อขาประจำไม่มา เพื่อไม่ให้เป็นพื้นที่ฟันหลอ”
พ่อค้าอย่างโรจน์เดิมพันยอมเสี่ยงปั้นตลาดเอง ด้วยการเปิดกว้างให้พ่อค้าเช่าทำสัญญาระยะสั้นเริ่มต้น 1 ปี ขณะที่เขาทำสัญญาระยะยาวเช่าที่ดิน 15 ปี วัดใจกันไปเลยว่าถ้าตลาดติด พ่อค้าจะมาแย่งกันเช่าในปีที่ 2 หรือหากตลาดไม่ติดคนไม่เดิน พ่อค้าก็เตรียมเลิกแผงในปีที่ 2 เช่นกัน
“เราไม่บีบรัดลูกค้าหากลูกค้าไม่ไหว เลิกได้ในระยะสั้น” โรจน์ย้ำถึงสูตรที่ดูจะเสี่ยงๆ แต่เขาดีดลูกคิดแล้วว่า “พออยู่ได้”
ความใจถึงยอมเสียก่อนจึงได้ ทำให้คนกรูมาเช่าแผงเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทั้งพ่อค้าเก่าที่ตามมาจากตลาดเดิม และพ่อค้าใหม่เห็นชื่อตลาดก็จอง พ่อค้าส่วนหนึ่งยังเชื่อมือเขาฐานที่อยู่กันมานาน จนกลายเป็นกิมมิคคู่ตลาด อย่างบะหมี่จอมพลัง รายได้คืนนึงเฉียดแสน ,กาแฟ เอ้ ลูกน้องของโรจน์ที่ผันไปเป็นพ่อค้ากาแฟ หลายคนพูดว่ารสชาติกาแฟไม่ต่างกันกับที่อื่น แต่สไตล์ลีลาการชงกาแฟหาดูได้ยาก กวักเรียกลูกค้าจนแน่นร้าน
รวมไปถึงพ่อค้าอาหารรสเลิศ ขึ้นชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเตี๋ยวกุ้งรถไฟ ,ผัดไทเชือกกล้วย,โก๋หลังวัง , A.O. Anitque,Gold Finger ,Sanim ,Around The world ก่อร่างสร้างตัวมาจากตลาดนัดมหาชนแห่งนี้
โรจน์ ยังเห็นว่า “ตลาดนัด” มีเสน่ห์ในตัว ตรงที่ต่อรองราคาได้ มีสีสัน และมีของให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าห้างหรือตลาดที่ไหนก็เทียบไม่ได้ เด่นก็ตรงที่แบรนด์ติดตลาดแล้ว
“ตลาดแบบนี้ไม่ได้มีเยอะ คอนเซ็ปต์ของมือสอง และยังมิกซ์แอนด์แมช รวมสินค้าใหม่และเก่าผสมปนกันมา ทั้งของกิน ของใช้ ของใหม่ของเก่า มาที่เดียวจบ ถ้าอยากมาหาของซื้อของได้เสียเงินแน่” ชายหนุ่มวัย 39 ยืนยัน

ลูกเล่น ที่เป็นกิมมิค จุดขายสร้างสีสันตลาดนัด ถูกใจคออินดี้เห็นจะเป็นการตกแต่งพร็อพจากฝีมือของพ่อค้าคอเดียวกันกับโรจน์ มาชุมนุมในตลาดนี้ กลายเป็นการโปรโมทตลาดไปในตัวโดยไม่ต้องเสียเงิน “ยิ่งแชร์ยิ่งดัง” ตอกย้ำแบรนด์
“กระแสชอบวินเทจหรือของย้อนยุคกลับมาก็จริง แต่คำว่าคลาสสิคมีมาทุกยุคทุกสมัย ที่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งชอบเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้” เขายืนยันว่าตลาดแนวคลาสสิค ไม่ได้เป็นเพียงกระแส
โรจน์ สรุปให้ฟังถึงแม่เหล็กดึงดูดให้คนมาตลาด คือ การตกแต่งร้านแนวคลาสสิค ,สถาปัตยกรรม มีโซนพลาซ่า คือไอเดีย ตกแต่งตามสไตล์ของเจ้าของ ส่วนคอนเซ็ปต์คลาสสิคก็เป็นโซนโกดังตั้งต้นจากร้านของเขา Rod’s Antique นำของเก่ามาโชว์ขายและกลายเป็นพร็อพไปในตัวให้คนถ่ายรูป ยังมีพรรคพวกขายของเก่าอีก 300 ร้าน อยู่ในโซนโกดัง 9 โกดัง สำหรับคอนเซ็ปต์คลาสสิค
ยังไม่นับรวมสีสัน คัลเลอร์ฟูล ที่เขาจะจัดกิจกรรมดึงคนเข้ามาทุกสุดสัปดาห์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี มีทั้งดนตรี งานรื่นเริงบันเทิง เพื่อทำให้ตลาดแห่งนี้เป็นแลนด์มาร์ค ให้คนมารวมตัวในสเกลที่ใหญ่ขึ้น
โรจน์ประเมินคร่าวๆ ถึงสถิติจำนวนคนมาเดินตลาดนัดไม่ต่ำกว่า 1 แสนคนต่อวัน เงินสะพัดไม่ต่ำกว่าคืนละ 7-8 ล้านบาท ประเมินเฉพาะร้านในโซนตลาดนัด 1,500 ล็อก ที่รายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท (บางร้านขายได้เป็นหมื่นจนเฉียดแสน) นี่ยังไม่นับรวมโซนพลาซ่า500 ล็อก และโซนโกดังอีก 300 ล็อค
“คนที่มาขายของที่ศรีนครินทร์ถือว่าขายดี แต่ถ้าไปเทียบกับตลาดนัดรถไฟที่จตุจักรขายดีมาก ซึ่งของอย่างนี้ต้องใช้เวลา” โรจน์เล่าพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ
โรจน์ ยังบริหารจัดการตลาดควบคุมต้นทุนที่คิดอย่างพ่อค้า อย่างน้อยใช้เวลาคืนทุนได้ใน 1 ปี โดยแบ่งรายได้และค่าใช้จ่ายเป็น 3 กอง ใน 100 บาท 50 บาทแบ่งเป็นค่าที่ อีก 30 ถูกใช้ไปกับงานก่อสร้าง และที่เหลือ 20 คือกำไร ค่อยๆ เติมเงินไม่ใช่ลงทุนรวดเดียว 20 -30 ล้านบาท
อีกระบบที่เขาใช้ควบคุมให้ตลาดแห่งนี้มีอายุยืนยาว และคนมาเดินมาก ฉีกตำรานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มักลงทุนสูง เก็บค่าเช่าสูง เพื่อให้กำไรสูง หากพ่อค้าอยู่ไม่ได้ก็เปลี่ยนมือเซ้งต่อไป สินค้าจึงแพงขึ้น
แต่ตำราของโรจน์ อดีตพ่อค้าเก่า คือความเข้าใจพ่อค้าด้วยกันว่าต้องการที่ขายประจำให้พอมีกำไร “คืนทุนให้ช้าหน่อย เก็บค่าเช่าน้อยหน่อย ถ้ามีคนมาเช่ายังไงก็ต้องได้กำไร” เขาบอก
พ่อค้าขายของเก่าอย่างโรจน์จึงรู้ดีว่า จะให้คนอยู่ได้ค่าเช่าต้องไม่สูงเกินไป ด้วยการควบคุมไม่ให้เปลี่ยนมือเซ้งต่อ 

“ที่นี่ไม่มีค่าแป๊ะเจี๊ยะหรือเก็บเงินกินเปล่า ค่าหัวคิว เช่ามาแล้วปล่อยต่อทั้งสิ้น หากรู้ว่าทำจะยึดที่คืนทันที” กฎเหล็กที่คุมพ่อค้าไม่ให้ขึ้นราคาสินค้า จากค่าแผงที่แพงขึ้น ทำให้ลูกค้าก็ไม่อยากเดินตลาดอีกต่อไป
“เราต้องการให้ตลาดมีคนเดินหลากหลาย คนมีรายได้น้อยก็เดินได้ ระดับเศรษฐี ไฮโซคนมีเงินก็เดินได้ด้วย” โรจน์บอก
ถึงวันนี้เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าตลาดจุดติด เมื่อประเมินรายได้จากค่าเช่าแผงที่ได้
สิ่งที่ยืนยันการันตีได้ว่าตลาดแห่งนี้สำเร็จรวดเร็ว ดูได้จากนายทุนรายหนึ่งขอเซ้งตลาดรวมกับค่าแบรนด์ต่อจากเค้าในราคาหลักร้อยล้าน หรือบางรายก็ขอมาเป็นหุ้นส่วน โรจน์ปฏิเสธหมด
“เฮียซื้อผม เพราะเห็นผมสำเร็จ หากผมขายแล้วไปสร้างตลาดใหม่มาแข่ง เฮียไม่กลัวเจ๊งเหรอ เหมือนคุณตัน โออิชิ ขายแล้วทำมาแข่ง” โรจน์ เล่า
ส่วนนายทุนที่ขอมาเป็นพาร์ทเนอร์ก็จะเจอตอกกลับแรงไม่แพ้กัน
“เฮียกล้าเอาเงินมาทิ้งอย่างผมไหม” คำตอบที่เขาพยายามสะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของตลาดที่เดิมพันความเสี่ยงสูง ในช่วงที่ตลาดยังไม่ติด
โรจน์บอกถึงอนาคตของเขากับตลาดแห่งนี้ว่า เขาขอเวลา 5 ปี เมื่อแน่ใจว่าตลาดเดินได้ด้วยตัวเอง เขาจะรอจังหวะเก็บเกี่ยวกำไรได้เงินสักก้อน เพื่อไปต่อยอดธุรกิจตั้งต้นในธุรกิจ “ค้าของเก่า” ร้าน Rod’s Antique
เขาบอกว่า หากว่ากันตามจริงธุรกิจขายของเก่าทำเงินได้สูงกว่าตลาดและง่ายไม่จุกจิกต้องมาดีลกับคนนับพันราย ค้าของเก่ามีลูกค้าประจำ 10ราย ในมือที่ถือว่าเก็บกินยาว เพราะลูกค้าของพวกนี้เป็นเศรษฐี นักธุรกิจที่ซื้อของไปเก็บสะสม ตกแต่งรีสอร์ท โดยเฉพาะคอนเน็คชั่นในวงการที่เขาปูทางไว้ร่วม 20 ปี มีเครือข่ายคนเดินของทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่จะขยายธุรกิจไปทั่วโลกไม่จำกัดเฉพาะคนไทย
เขาเปรยเทคนิคการค้าของเก่าไม่ให้เงินจม “เห็นของต้องนึกถึงหน้าลูกค้า” น้อยชิ้นมากที่เขาจะพลาด โดยกำไรและมูลค่าของอยู่ที่ความพอใจลูกค้า บางชิ้นไซส์เล็กซื้อห้าร้อยขายหนึ่งพันกำไร 100% หรือชิ้นใหญ่ขายหลักล้านกำไรมากเป็นแสนบาท
กรุของเก่าที่โรจน์เก็บไว้ในมือกว่า 1,000 ชิ้น มีมูลค่าเริ่มต้น 1,000 บาท จนถึงหลักล้านบาท รวมทุกชิ้นมูลค่าถึง 30 ล้านบาท ธุรกิจที่เขามีความสุขกับการครอบครองของเก่า
“นักสะสมเล่นของโบราณ ถือว่า สมบัติ ผลัดกันชม”
เขายังปูทางเพื่อจะก้าวสู่การเป็น “ดีลเลอร์” ค้าของเก่า เป็นผู้นำเข้าของเก่าจากต่างประเทศด้วยตัวเอง โดยเก็บเงินไปซื้อโกดังที่ฝรั่งเศส ศูนย์กลางของเก่าจากยุโรป ก่อนส่งมาขายในไทย แต่หากชิ้นไหนอายุเกิน 300 ปี ทางกฎหมายฝรั่งเศสห้ามนำออกจากประเทศ จะต้องมีการจัดทัวร์นำนักเลงสะสมของเก่า เข้าไปชมและเลือกซื้อกันถึงแหล่งโดยตรง
“ที่นั่นเป็นแหล่งรวมของเก่าระดับโลก บางช่วงจะมีเปิดประมูลเราก็จะเข้าไปประมูลและเก็บของไว้ในโกดัง ไปซื้อหามาเก็บไว้ แล้วจัดทัวร์ให้เศรษฐีนักเก็บสะสมของเก่าเข้าไปดู” เขาเล่าแผนการในอนาคต 

————————————–

เส้นทางขรุขระ

จาก “พ่อค้าคลองถม”
ชีวิตต่อสู้ของพ่อค้าคลองถม บทเรียนการต่อสู้ล้มลุกคลุกคลานเรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยายของ “ไพโรจน์ ร้อยแก้ว” ที่ไต่ขึ้นมาเป็นเจ้าของโครงการ “ตลาดนัดรถไฟ” มูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท แลนด์มาร์คใหม่ของคนกรุงเทพฯ
โรจน์เล่าความทรงจำให้ฟังว่า เกิดและเติบโตที่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเป็นคนที่มี “รสนิยม” ต่างจากชาวบ้านมาตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะตัวพ่อในการหลงใหลของเก่า เพื่อนๆจะฟังเพลงป๊อปแต่เขาฟังเพลงสากลยุค 70-80 รักและสะสมอัลบั้มนักร้องฝรั่งตั้งแต่เด็กๆ
“ผมจะแตกต่างจากคนอื่นค่อนข้างมาก ชอบฟังวิทยุจุฬาฯ คลื่นที่เปิดเพลงสากล ชอบฟังเพลงของมาโนช พุฒตาล ชอบใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ชอบรถฝรั่ง แต่เพื่อนชอบรถญี่ปุ่น ชื่นชอบจนมาขายเป็นแอนทีคในปัจจุบัน”
อายุ 15 ปีโรจน์เริ่มต้นอาชีพพ่อค้า ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ตอนปิดเทอมเพราะเป็นแหล่งของเก่าจากอเมริกา ตั้งแต่เสื้อทหาร กางเกง กระเป๋า เป้ รองเท้า หาเงินจากของพวกนี้เพื่อจ่ายค่ารถ ค่าเที่ยวฟรี หลังๆยอมตีตั๋วรถไปหาดใหญ่ เพื่อซื้อของจากหาดใหญ่มาขายที่ตลาดโต้รุ่ง จ.อยุธยา ก่อนจะค่อยขยับจากหาดใหญ่ สู่การพัฒนาเส้นทางการค้าใหม่ ที่อ.โรงเกลือ จ.สระแก้ว ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา
ยุคนั้นเขากำเงินเทียวไปเทียวมาหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นรถไฟไปซื้อของกลับมาขาย ไม่น่าเชื่อเมื่ออายุ 17 ปี โรจน์ก้าวขึ้นมามีเงินซื้อรถเป็นของตัวเอง เรียกว่าขายของระหว่างเรียนมาโดยตลอด
โรจน์ยังเล่าว่า จุดเปลี่ยนที่เขาเริ่มจริงจังกับการเข้าสู่ถนนสายพ่อค้าอาชีพ เริ่มขึ้นเมื่ออายุ 21 ปี ตอนอยู่ปี 3 ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดเขาให้ตัดสินใจทิ้งชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ไปสร้างความมั่งคั่ง
“ผมอาจจะอ่านหนังสือผิดรูปผิดทางไปบ้าง จึงออกทะเล ทำให้รู้สึกว่าไม่อยากเรียนแล้ว เพราะมีความคิดจุดประกายตัวเองว่า กว่าเพื่อนจะเรียนจบ เราคงรวยไปแล้ว งั้นเราไปก่อนเพื่อนเลยดีกว่า” โรจน์เล่าถึงความคิดห่ามในวัยเรียน
ทว่าเส้นทางชีวิตกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โรจน์เล่าต่อพร้อมกับยิ้มว่า “ลำบากจริงๆ ต้องไปขายของลุ่มๆ ดอนๆ ไปเป็นคนทำพร็อพ จัดอุปกรณ์ประกอบฉากทำหนังอยู่พักนึงก็กลับมาขายของตามเดิม”
ถนนสายนี้ไม่ง่าย เมื่อโรจน์ จะเอาดีในทางค้าขาย เขาเล่าถึงความทรงจำวันแรกที่ถูกรับน้องโหดเมื่อเดินเข้าสู่ “คลองถม” ทะเลใหญ่แห่งวงการการค้า ที่อัดแน่นด้วยความเคี่ยวเข้มข้น
เด็กหนุ่มพบเงินก้อนใหญ่ติดตัวไป 8,000 บาท นั่งรถไปซื้อของเก่ามาเต็มกระเป๋าใหญ่เหลือเงินติดตัวไม่ถึงพัน เดินหิ้วกระเป๋าไปมาเพื่อหาที่สักจุดเพื่อตั้งแผงขายริมฟุตบาท แต่พอจะวางของก็มีแต่คนไล่
“เขาบอกว่าน้องๆ ที่นี่มันเป็นที่ของพี่ !!!”
เขาลากกระเป๋าภายในบรรจุของมือสองไปจนเกือบสุดตลาดคลองถม ก่อนจะยึดทำเลได้ในที่สุด โดยเล่นมุกตอกหน้าคนอื่นบ้าง เมื่อมีคนมาบอกว่าน้องที่นี่มันที่ของพี่
โรจน์ฮึด ฮึดเปล่งเสียงแข็งกลับไปบ้าง “ผมก็เอามั่ง ไม่ใช่ๆ ที่นี่มันเป็นที่ของผม ผมขายมาหลายปี” จากวันนั้นธุรกิจที่เริ่มด้วยเงินทุน 8,000 บาท ก็ขยับมาเป็นหมื่นเป็นแสน กำไรเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ ผ่านไป 2-3 ปีที่สุดเขาก็สามารถถอยรถได้
ขณะที่สินค้าขายดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันเสาร์ เขาจะมีลูกค้าประจำมายืนรอชม เลือกซื้อของเก่าในกระเป๋าของโรจน์ ก่อนเขาเอารถไปจอดซะอีก
ผ่านร้อนผ่านหนาวจนทำให้เขาหันไปทำตลาดที่เข้าใจชีวิตพ่อค้าด้วยกัน
“ผมเกิดมากับมัน โตมากับมัน ผมเข้าใจรสชาติมันดี พื้นถนน พื้นตลาด ผมผ่านมาพอสมควร ทั้งตากฝน คลุกคลีอยู่กินบนท้องถนนตลาดนัด “ โรจน์บรรยายชีวิตพ่อค้าฟุตบาท
ชีวิตถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งในช่วงระหว่างอายุประมาณ 30 ปีต้นๆ หรือเมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา เมื่อขยับไปหาตลาดย่านจตุจักร แทนคลองถม
โรจน์ทุ่มหมดหน้าตัก ขายรถไป 1 คัน รวมทุนรอนได้ 3 แสนบาทเพื่อมาใช้เซ้งร้านราคา 1 แสนบาท เขาเปิดร้านขายของในเวลานานกว่าคนอื่น ทำมากกว่าคนอื่น ก็เพื่อให้คืนทุนเร็วที่สุด
“คนอื่นเปิด 10 โมง ผมเปิด 8 โมงเช้า คู่แข่งปิด 6 โมง ผมปิด 4 ทุ่ม ผลจากทำมากได้มาก คืนทุนใน 3 เดือน หาเงินมาเซ้งร้านต่อขยายไปได้อีก 9 ห้องติดกัน ขยายเป็นอาณาจักร Rod’s Antique ร้านของเก่า ร้านอาหารและ มีบาร์”

ก่อนจะขยับมาทำตลาดนัดรถไฟ ข้างอตก. โกดังเก่า รกร้อง ที่โรจน์บอกว่า “หญ้าสูงท่วมหัว ฝุ่นยาวครึ่งเข่า ไม่มีอะไรเลยนอกจากหมากับกะเทย” โรจน์ปล่อยมุก ก่อนจะถูกเวนคืนที่ดินจากการรถไฟฯ
“ไม่ง่ายเลย ชวนเพื่อนที่เคยทำตลาดเก่งๆ ไม่ว่าใครก็ขอบาย มองเห็นความรกร้างแล้วไม่คิดว่าตลาดจะไปรอด” โรจน์เล่า พร้อมบอกว่า เขาเลยต้องลงทุนโซโล่เอง คราวนี้ถึงกับน้ำตาตกเพราะตัดใจขายรถโบราณสุดรักสุดหวงราคาล้าน เพื่อมาลงทุนตลาด
โรจน์บอกว่าเข้าไปครั้งแรกจัดการปัดกวาด ทำความสะอาด ตัดหญ้า และล้างฝุ่น ต่อน้ำต่อไฟ และค่อยนั่งร่างจัดวางล็อค แน่นอนว่ายากที่สุดก็ตอนเริ่มต้นหาคนมาเช่า 3 เดือนแรกทำโปรโมชั่น เข้ามาขายก่อนไม่เก็บค่าเช่า เลือกออกประกาศด้วยการไปซื้อโฆษณาตามหน้าเฟซบุ๊ค ตามแหล่งรถมือสอง จำนวนพ่อค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยตำราเดิมของเค้า
“อยากได้ต้องให้ก่อน” โปรโมชั่นก่อนเรียกพ่อค้าให้มารวมกันนตลาดจตุจักร โดยการที่ยอมให้ขายฟรี 3 เดือนแรก เอาพ่อค้ามากองรวมกันเยอะๆ เป็นแม่เหล็กดึงคนมาเดินให้มาก
“ให้ขายฟรี แถมยังแจกเบียร์ และข้าวฟรี ในวันฝนตก” ปรากฏว่าตลาดติดอย่างรวดเร็วในเวลา 6 เดือนจนในที่สุดโรจน์และก๊วนพ่อค้าจึงเกาะเกี่ยวติดตามกันมาปักหลักใหม่ ที่ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์

——————————————–

วิทยายุทธเอาตัวรอดฉบับ “โรจน์”
-เชื่อในสัญชาตญาณ (Instinct) 

-ชอบและทำในสิ่งที่แตกต่าง ไม่ตามใคร 

-ทำสิ่งที่คุ้นเคย ไม่ไกลเกินตัว 

-อยากได้เงินเยอะ ต้องทำงานเยอะ 

-อยากได้ต้องให้ก่อน 

-ทำตลาดต้องติดดิน เห็นหน้างาน เห็นปัญหา รู้ทางแก้

หุ้นอสังหาวิเคราะห์ยังไง โดย พี่ IH – Invisible Hand

หุ้นอสังหาวิเคราะห์ยังไง
โดย พี่ IH – Invisible Hand

ธุรกิจอสังหาฯ ที่เป็น developer หรือสร้างบ้านขาย เป็นหุ้นที่ไม่ค่อยน่าจะถือลงทุนระยะยาวเท่าไหร่ เพราะว่าเป็นธุรกิจที่ยอดขายแต่ละปีต้องเริ่มจาก 0 เมื่อต้นปี ดังนั้นหากบริษัทอสังหาฯ ใดๆ ขายโครงการเดิมหมดและไม่เปิดโครงการใหม่ ก็จะไม่มีรายได้ในปีต่อไป ดังนั้นจึงเป็นธุรกิจที่เจ้าของกิจการค่อนข้างเหนื่อยในการที่สร้างโครงการ ใหม่ๆ มาทดแทนโครงการเดิมตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นอสังหาฯ ก็เป็นหุ้นที่เป็นวัฎจักรธุรกิจค่อนข้างสูง ในแง่การลงทุนหากเราซื้อถูกบริษัท ถูกเวลา ก็ให้ผลตอบแทนในการลงทุนค่อนข้างสูง แต่จะต้องเป็นการลงทุนแบบ hit and run คือ กำไรระดับหนึ่งแล้วต้องขาย ระยะเวลาการลงทุนอาจจะเป็น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ขึ้นอยู่กับว่าเราซื้อช่วงไหนของ cycle ถ้าซื้อเร็วไปอาจจะต้องรอนานหน่อย แต่ถ้าซื้อช่วงกำลังขึ้นพอดีอาจจะไม่ต้องรอนาน

เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่อิงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้สูง เช่น การเมือง ราคาน้ำมัน ฯลฯ ดังนั้นในแง่การลงทุนจึงมีความเสี่ยงสูง ผมเองคิดว่าก็ไม่ควรให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่ขึ้นกับปัจจัยภายนอกสูงมาก เกินไปในพอร์ตครับ สำหรับหุ้นที่ผมคิดว่าน่าสนใจคงจะไม่ได้เป็นตัวใดตัวหนึ่ง แต่ผมคิดว่ามีหุ้นอสังหาฯ ประเภทสร้างที่อยู่อาศัย ประมาณ 3-4 ตัว ที่มีศักยภาพสูงและน่าสนใจครับ ผมคงขออนุญาตไม่บอกเป็นรายตัวเนื่องจากหุ้นอสังหาฯ มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้สูง ดังนั้นผู้ที่ซื้อจะต้องศึกษาค่อนข้างละเอียดและรับความเสี่ยงได้ ดังนั้นด้วยความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงขนาดนี้จึงไม่เหมาะที่ผมจะแนะนำเป็นราย ตัวครับ

ผมคงให้หลักการกรองหุ้นอสังหาฯ ไว้ดังนี้ครับ ถ้านำไปใช้ก็น่าจะได้หุ้นที่น่าสนใจเช่นเดียวกันครับ

1) หุ้นตัวนั้นๆ ผู้บริหารควรจะถือหุ้นมากพอสมควร เช่น เกิน 50%

เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการบริหาร สร้างการเติบโต ควบคุมต้นทุนต่างๆ กำกับดูแลไม่ให้เกิดการรั่วไหลในองค์กรเนื่องจากธุรกิจนี้มีการการจัดซื้อ จำนวนมาก เช่น ที่ดิน วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง การจ้างผู้รับเหมา ดังนั้นในความคิดผม ถ้าผมจะซื้อหุ้นอสังหาฯ ผมอยากให้ผู้บริหารถือหุ้นมากๆ ครับ หุ้นอสังหาฯ บางบริษัทที่เคยใช้มืออาชีพมาบริหารแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรครับ ซึ่งมีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ครับ

2) หุ้นตัวนั้นๆ ควรจะมี net profit margin ( กำไรสุทธิ / รายได้ ) สูงกว่า 10%

เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่มีการหมุนเวียนของสินทรัพย์ค่อนข้างช้า กล่าวคือ ตั้งแต่ซื้อที่ดิน ถมที่ สร้างบ้าน จนถึงการโอนให้ลูกค้าจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนถึง 2.5 ปี ( ในกรณีของบ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ จะใช้เวลาน้อยหน่อย แต่คอนโดฯ ถ้าเป็นจำนวนชั้นน้อยๆ หรือ low rise จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี แต่ถ้าคอนโดฯ สูงๆ จะใช้เวลา 2-2.5 ปี ) ดังนั้นการขายแต่ละครั้งจะต้องมีกำไรที่มากพอที่จะคุ้มค่ากับผลตอบแทนในการ ลงทุน ยกตัวอย่างเช่น การสร้างบ้าน 1 หลัง ใช้เวลา 1 ปี หากมี net margin 10% ก็เท่ากับว่าบริษัทนั้นๆ ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 10% ต่อปี หรือเปรียบเทียบง่ายๆ คือเทียบเท่ากับบริษัทนั้นๆ นำเงินไปฝากธนาคารหรือเล่นหุ้นแล้วได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี นั่นเอง

อีกตัวอย่าง หาก บริษัท A ทำโครงการคอนโดฯ ใช้เวลาสร้าง 2 ปี และมี net margin 12% ก็เท่ากับว่าผลตอบแทนของโครงการนี้คือปีละ 6% ครับ

ดังนั้น เราควรพิจารณาหุ้นอสังหาฯ ที่มี net profit margin สูงกว่า 10% เพราะถ้าบริษัทไหนทำได้ต่ำกว่านั้นมากๆ ก็จะทำให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นหรือผลตอบแทนการลงทุน ที่วัดในรูปแบบ ROCE ROE ต่ำมาก และหากบริษัทไหนทำได้ต่ำมากๆ เช่น 5% ก็ไม่น่าสนใจเพราะว่าการหมุนสินค้าคงเหลือ ( ในที่นี้คืองานระหว่างการก่อสร้าง ) ต้องใช้เวลา 1 ปี ถ้าได้ margin ระดับ 5% ก็จะเท่ากับ margin ของธุรกิจค้าปลีกแต่ค้าปลีกมีการหมุนสินค้าคงคลังปีละ 4-6 รอบครับ ดังนั้นธุรกิจค้าปลีกจะมี ROA ROCE สูงกว่า

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หาก 2 บริษัทที่มีการใช้หนี้สินต่อทุนเท่ากัน และมี net margin เท่ากัน บริษัทที่สร้างทาวเฮาส์หรือบ้านเดี่ยวซึ่งจะใช้เวลาสร้างเร็วกว่า จะน่าสนใจกว่าบริษัทที่ทำคอนโดฯ ที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า เพราะว่าระยะเวลาการหมุนเวียนสินทรัพย์ของบริษัทสร้างบ้านจะต่ำกว่าครับ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นอกจาก net margin แล้ว อีกตัวที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจอสังหาฯ คือ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มซื้อที่ดินถึงการส่งมอบสินค้าและรับเงินจากลูกค้า กล่าวคือ ถ้าระยะเวลายิ่งน้อยที่สุดก็ยิ่งดีครับ จึงทำให้ต้องพิจารณาข้อ 3 ต่อไปครับ

3) ความเร็วในการหมุนของสินทรัพย์ หรือ Revenue / Total asset

ต่อเนื่องจากที่อธิบายในข้อ 2 ครับ บริษัทไหนที่มี รายได้ / สินทรัพย์รวมต่ำ แสดงว่าบริษัทนั้นมีระยะเวลาตั้งแต่ซื้อที่ดินถึงการโอนนาน มีสินทรัพย์มากแต่ยอดขายน้อย เรียกภาษาชาวบ้านว่า เงินจม ครับ ซึ่งอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้ครับ

3.1 บริษัทนั้นๆ อาจจะมีอัตราการขายในบางโครงการช้ามาก เช่น โครงการพัฒนาบ้าน 200 หลัง อาจจะขายได้ปีละ 20 หลัง ซึ่งก็ทำให้มีสินค้าคงเหลือซึ่งได้แก่ค่าพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ และงานระหว่างก่อสร้างสูง ในขณะที่รายได้เข้ามาน้อยแต่สินค้าคงเหลือมีมาก บริษัทพวกนี้ต้องระวังด้วยครับเพราะดอกเบี้ยธนาคารที่กู้มาพัฒนาโครงการหาก โครงการนั้นยังขายไม่ได้จะถูกบันทึกเป็นต้นทุนโครงการ ซึ่งไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในงวดนั้นๆ ดังนั้นโครงการที่ขายไม่ได้นานๆ จะมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ จากอัตราดอกเบี้ยที่บันทึกต้นทุน เมื่อขายได้เมื่อไหร่โครงการนั้นๆ จะมี margin ที่ต่ำมากครับ

3.2 บริษัทนั้นๆ อาจจะมีปัญหาในการก่อสร้าง คือมีความล้าช้า ทำให้ระยะเวลาตั้งแต่ลูกค้าจองซื้อถึงส่งมอบงานกินเวลานาน นอกจากนี้ บริษัทอาจจะมีปัญหาในคุณภาพของงานที่ส่งมอบ เช่น คุณภาพบ้านไม่ดีทำให้ลูกค้าไม่ยอมรับโอนบ้านทำให้ต้องมีการแก้ไขจนกว่า ลูกค้าจะพอใจ บริษัทที่สร้างบ้านเสร็จก่อนขายอย่าง LH QH มักจะไม่ค่อยมีปัญหาดังกล่าวเพราะลูกค้าตัดสินใจซื้อจากบ้านที่เสร็จแล้วและ พอใจคุณภาพจึงซื้อจึงไม่ค่อยมีการแก้งาน แต่บริษัทที่เป็นแบบสั่งสร้างมักจะมีปัญหาดังกล่าวพอสมควร โดยเฉพาะบริษัทที่ทำบ้านระดับบนราคาแพงซึ่งนอกจากลูกค้าจะแก้เรื่องคุณภาพ งานแล้วยังมักจะชอบเปลี่ยน spec วัสดุต่างๆ ทำให้งานก่อสร้างช้าลงได้

3.3 บริษัทเหล่านั้นอาจจะมีรสนิยมชอบสะสมที่ดิน บางบริษัทชอบสะสมที่ดิน หรือ landbank สำหรับการพัฒนาในอีกหลายๆ ปีข้างหน้า ก็จะทำให้มีสินทรัพย์ในบัญชีสูง การสะสมที่ดินมากเกินไปก็เป็นการเพิ่มสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้ กับบริษัท บริษัทอสังหาฯ สมัยก่อนนิยมซื้อที่ดินเก็บไว้มากๆ และมักจะใช้เงินกู้มาซื้อด้วยเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจึงเข้า rehab กันเป็นแถว แต่เหตุผลที่ทำอย่างนั้นเพราะสมัยก่อนเกณฑ์การเข้าตลาดหุ้นของหุ้นอสังหาฯ คือจะต้องมี landbank รองรับการพัฒนาเป็นระยะเวลา 3 หรือ 5 ปี ( ผมจำแน่นอนไม่ได้ ) ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว นอกจากนี้ ราคาที่ดินสมัยก่อนเพิ่มขึ้นเร็วทำให้หลายบริษัทเห็นว่าการซื้อที่ดินช่วงขา ขึ้นทำให้บริษัทได้กำไรจากราคาที่ดินที่ขึ้นและได้เปรียบบริษัทที่ซื้อ ที่ดินทีหลัง ดังนั้นในยุคปัจจุบัน หลายๆ บริษัทจึงไม่นิยมสะสม landbank มากเกินไป แต่จะใช้การซื้อล่วงหน้าเพียง 6 เดือน 1 ปีเท่านั้น เนื่องจากราคาที่ดินในปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นฟองสบู่เหมือนสมัยก่อนแล้ว ดังนั้น ในกรณีนี้เราอาจจะเห็นบางบริษัทที่มีสินทรัพย์เยอะๆ เนื่องจากภายใน book จะมีที่ดินประเภทสะสมไว้ตั้งแต่ก่อนวิกฤติแต่อาจจะยังไม่นำมาพัฒนาโครงการ ด้วยเหตุผลต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น MK PF เป็นต้น

ดังนั้นเราควรเลือกหุ้นที่มี revenue / total asset สูงครับ แต่ ratio ดังกล่าวสูงอย่างเดียวไม่พอครับต้องมี net margin สูงกว่า 10% ด้วย เพราะไม่เช่นนั้นเราก็ได้หุ้นที่มีแต่ยอดขายแต่ไม่มีกำไรก็เท่ากับว่าบริษัท นั้นทำงานเหนื่อยฟรี เป็นบริษัททำงานเพื่อการกุศลไปครับ

4) ควรจะพิจารณาแนวโน้มของ market share ของบริษัทนั้นๆ ด้วยครับ

บริษัทที่มี market share ต่ำ แต่แนวโน้มมี market share เพิ่มขึ้น จะน่าสนใจกว่าบริษัทที่มี market share สูงแต่แนวโน้มคงที่หรือลดลงครับ เพราะบริษัทที่มี market share คงที่จะต้องโตตามภาวะตลาดเท่านั้น แต่บริษัทที่มี market share เพิ่มขึ้นจะสามารถโตได้มากกว่าตลาดในกรณีตลาดดี และโตได้ระดับหนึ่งช่วงตลาดไม่ดี ดังนั้นคงจะต้องติดตามกิจกรรมทางการตลาดของแต่ละบริษัทด้วยครับว่าช่วงนี้ แต่ละ brand เป็นขาขึ้นหรือขาลง

5) ควรจะหาโอกาสเยี่ยมชมโครงการเพื่อพิจารณาคุณภาพของสินค้าด้วยครับ

หลายบริษัทอาจจะมีโฆษณาที่ดี ทำเลที่ตั้งโครงการดี แต่คุณภาพบ้านอาจจะไม่ดี เช่น วัสดุไม่ดี งานก่อสร้างแย่ หรือการออกแบบไม่ practical เช่น ดูสวยแต่อยู่จริงไม่ไหว โครงการเหล่านี้อาจจะขายดีในช่วงสั้นๆ แต่ในระยะยาวๆ บริษัทเหล่านี้จะมีความนิยมของ brand ที่ลดลงครับ ดังนั้นหากเราจะลงทุนในบริษัทไหนเราควรหาโอกาสไปเยี่ยมโครงการโดยทำทีที่จะ ซื้อบ้านในโครงการนั้นๆ ซึ่งเราจะมีโอกาสที่จะได้ชมคุณภาพของบ้าน และคุณภาพพนักงานขายด้วยครับ บางบริษัทบ้านน่าอยู่ สร้างดี แต่พนักงานหน้าไม่รับแขกทำเหมือนบริษัทเค้ากำลังแจกบ้านฟรีอยู่ก็มีครับ หากเป็นบริษัทที่น่าสนใจในการลงทุนบริษัทนั้นๆ ควรจะมีบ้านที่เราเห็นแล้วก็รู้สึกอยากซื้อ อยากอยู่เอง และรู้สึกว่าอยู่ได้จริงๆ เพราะหากเราดูแล้วรู้สึกว่าบ้านคุณภาพไม่ดีเราเองยังไม่อยากซื้อก็ต้องกลับ มาคิดอีกทีครับว่าบริษัทนั้นๆ น่าสนใจจริงหรือไม่ แต่ก็คงต้องใช้วิจารณญาณด้วยครับ เช่น บางคนไปดูโครงการที่ขาย 8 แสนบาทแล้วติโน่นตินี่ รู้สึกว่าคุณภาพไม่ดี ทำไมไม่มีอ่างอาบน้ำ ชั้นบนทำไมไม่เป็นไม้ปาร์เก้ ( ยกตัวอย่างให้เวอร์ๆ หน่อยครับ ) บางทีอาจจะต้องเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างราคากับสิ่งที่ได้รับด้วยครับ ดังนั้นการไปดูหลายๆ โครงการทั้งโครงการที่เราสนใจและคู่แข่งในราคาและทำเลใกล้ๆ กัน ก็ช่วยได้มากครับ

ไม่ต้องกลัวครับว่าเค้าจะคิดว่าเราไม่ได้ไปซื้อบ้านจริงๆ เพราะบางทีคนที่คิดซื้อบ้านจริงๆ กับคนดูเพื่อสำรวจตลาด คำถามไม่เหมือนกันพนักงานขายก็พอดูออกครับ แต่พนักงานขายของบริษัทที่ดีจะถูก train มาให้ต้อนรับและดูแลลูกค้าเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มาซื้อจริงๆ กับลูกค้าที่มีสำรวจตลาด เพราะพนักงานขายอาจจะตัดสินใจด้วยสายตาไม่ได้ถูกทุกครั้งก็ได้ หลายครั้งลูกค้าที่พนักงานขายรู้สึกว่ามาดูจริงๆ อาจจะมาสำรวจก็ได้ แต่ลูกค้าที่พนักงานขายรู้สึกว่ามาสำรวจอาจจะเป็นลูกค้าจริงๆ ก็ได้ หรือลูกค้าที่พนักงานขายรู้สึกว่าไม่น่ามีเงินมาซื้อบ้านโครงการนี้ ( เช่น แต่งตัวธรรมดา ) อาจจะมีเป็นเศรษฐีประเภทผ้าขี้ริ้วห่อทองก็ได้ ดังนั้นบริษัทที่ดีควรจะสอนให้พนักงานขายไม่ตั้งศาลเตี้ยตัดสินลูกค้าด้วย ตัวเองครับ

6) ดู p/e ด้วย

ผมคิดว่าหากเป็นหุ้นอสังหาฯ ที่มี market share เพิ่มไม่มากแล้ว ก็ไม่ควรมี p/e สูงเกิน 12 เท่า ( บวกลบ ) เพราะว่าอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ยอดขายแต่ละปีเริ่มจาก 0 ตอนต้นปี กำไรปีนี้ไม่ได้มีผลอะไรกับกำไรปีหน้าหรือปีต่อๆ ไป ดังนั้นหากช่วงที่ p/e สูงมากๆ เช่น 15 เท่า 20 เท่า แล้วเราไปซื้อหุ้นช่วงนั้นก็เท่ากับว่าเราสมมุติว่าหุ้นตัวนั้นต้องทำกำไร แบบเดิมให้ได้อีก 15 ปีเราจะคืนทุน ซึ่งเป็นไปได้ยากเครับเพราะธุรกิจอสังหาฯ มีช่วงที่ดีและแย่สลับกัน การทำกำไรแบบเดิมทุกปีคงทำได้ยาก ช่วงที่เราควรซื้อหุ้นอสังหาฯ ที่ p/e สูงๆ ได้จะต้องเป็นช่วงที่เริ่มฟื้นตัวจากความตกต่ำสุดๆ แล้วจริงๆ เช่น หุ้น LH ตอนปี 2545 ราคาตอนนั้น 2-3 บาท มี p/e สูง แต่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด และมี market share เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นเจ้าแรกที่สร้างบ้านก่อนขาย ทำให้เมื่อมองย้อนกลับจะเห็นว่าราคาตรงนั้นน่าซื้อแม้ p/e จะสูงก็ตามครับ

ลองกรองหุ้นอสังหาฯ ตามตะแกรงดังกล่าวดูนะครับ คิดว่าน่าจะพอมีหุ้นที่น่าสนใจในราคาปัจจุบันอยู่บ้างเหมือนกันครับ

แนวทางการลงทุน

แนวทางการลงทุนของผม (ตอนที่ 1)

โดย พงศกร
ขอถือโอกาสที่กลับมาเขียนบทความอีกครั้ง… แชร์ประสบการณ์ในตลาดหุ้นของตัวเองหลังจากลงทุนมาครบ 2 ปี
ผมเข้าตลาดหุ้นช่วงต้นปี 52 หลังเกิดวิกฤต subprime ตอนนั้นรู้แต่ว่าตลาดหุ้นตกหนักมาก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร?
มารู้ทีหลังว่าบริษัท Lehman Brother ล้มละลาย … ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าหุ้นเล่นแบบไหน ต้องซื้อขายยังงัย บริษัทอะไรทำกิจการอะไรไม่รู้เลย เรียกว่าในหัวกลวงโบ๋…รอบตัวผมและคนที่รู้จักไม่มีใครเล่นหุ้นเป็นซักคน แต่ผมรู้ว่านี่คือโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง…
ผมพยายามใช้การถามคนใกล้ตัวที่พอรู้จัก…โชคดีที่มีผู้ใหญ่ที่ผมเคารพมากท่านนึงแนะนำให้ไปอ่านหนังสือของ Warren Buffet ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคือใคร? ทุกวันนี้ยังขอบคุณผู้ใหญ่ท่านนั้นอยู่เลย แม้ว่าสไตส์การลงทุนจะไม่เหมือนกันก็ตาม (ของท่านจะเล่นแต่ Bigcaps พวก PTT Family)
ช่วงที่ไปเปิดพอร์ตจำได้ว่า…สายตามาร์เก็ตติ้งดูถูกมาก เพราะผมบอกว่าผมยังไม่รู้อะไรเลย บอกว่าให้ผมไปศึกษามาก่อนปีนึง ตอนนั้นผมบอกเค้าไปว่า…หุ้นอสังหามาแน่… มาร์เก็ตติ้งไม่เชื่อ(ตอนนี้คงเจ็บใจน่าดู555)…ผมก็เลยไม่เปิดพอร์ตกับโบรกนั้นเลย (สาเหตุที่ผมบอกเรื่องอสังหามาแน่ตอนนั้นไม่ใช่ว่าผมเซียนอะไร…แต่หมอดูเคยบอกว่าผมมีดวงด้านอสังหา 555…แต่ตอนนี้ผมไม่เชื่อเรื่องดวงแล้ว เชื่อเรื่องการกระทำ การสร้างเหตุที่ดีมากกว่า)
สุดท้ายถึงได้มาเปิดพอร์ตกับกิมเอ็ง…กับมาร์เก็ตติ้งที่ยังดูแลถึงปัจจุบัน ด้วยเงิน 2 แสนบาท
แรกๆที่เริ่มเข้าตลาดยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า PE ratio คืออะไร? ดูแต่ชื่อหุ้นกับราคา…ตัวไหนชื่อดังก็ชื้อตัวนั้น…และก็เจอดีกับ land and house ขาดทุนทีเดียว 8 หมื่นบาท ในช่วงที่ตลาดลงไปแตะ 400 จุดในเดือนมีนาคม ตอนนั้นทุกข์ใจและกระสับกระส่ายมากเพราะเงิน 8 หมื่นกว่าจะหาได้ต้องทำงานเป็นครึ่งปี แต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้… ได้ไปซื้อหนังสือทุกเล่มที่มีชื่อ Warren Buffet มาอ่าน เล่มแรกที่อ่านแล้วคิดว่าดีคือ Buffetology เป็นหนังสือที่เปิดโลกทัศน์อย่างมากสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างผม…
หลังจากนั้นผมได้ศึกษาพื้นฐานของหุ้นอย่างจริงจัง…ในเวลาว่างที่พอจะมีบ้างของการเรียนต่อแพทย์ประจำบ้าน
ผมพบว่า…การเล่นหุ้นจริงๆแล้วไม่ใช่การพนันแบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน (ทุกวันนี้ยังเปลี่ยนความเชื่อของคนใกล้ตัวหลายๆคนไม่ได้เลย) แต่การชื้อหุ้นคือการเป็นเจ้าของธุรกิจตามสัดส่วนการถือหุ้น ประสบการณ์ที่เห็นที่บ้านทำธุรกิจและความที่ผมเป็นคนชอบวิเคราะห์กลยุทธ์ทางการค้าจึงนำมาใช้กับการลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานแบบเน้นคุณค่า(Value investment) ในแบบที่เรียกว่ากลมเกลือนได้ทันที เรื่องการเล่นหุ้นผมเริ่มต้นจาก 0 แต่เรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจผมไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 เหมือนคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางธุรกิจมาก่อน…(ผมเคยทำบัญชี ส่งของ พบปะลูกค้า วิเคราะห์กลยุทธ์ให้กับธุรกิจทางบ้าน รวมถึงชอบเรื่องเล่นเกมส์ทุกชนิดโดยเฉพาะโกะ ชอบเรียน Physicและ Math เป็น Physic Olympics ที่7 รอบคัดตัวแทน)
แรกๆผมต้องต่อสู้กับความเชื่อของทางบ้านที่ไม่ยอมรับการลงทุนในหุ้น (ทุกวันนี้ทางบ้านก็ยังไม่ยอมรับ…แต่ก็ดีขึ้นบ้างหลังจากที่พอร์ตผมโต 7- 8 เท่าจากเงินเก็บทั้งหมด) ต้องเล่นโดยไม่ให้ที่บ้านรู้ในตอนแรกๆ ..และผมไม่สามารถเอาเงินเก็บ 1 ล้านบาทมาลงทุนในหุ้นได้เลย แม้ว่าเงินก้อนนั้นจะเป็นเงินที่ผมทำงานหามาด้วยตัวเองและเก็บออมเป็นเวลา 3 ปีเต็ม โดยยอมอดใจที่จะไม่ซื้อรถยนต์ใหม่ๆเท่ห์เหมือนคนอื่นๆ…หลังจากที่พอร์ตหลักแสนโตเป็นพอร์ตหลักล้าน(ช่วงปี 53) ทางบ้านจึงพอยอมรับบ้าง ผมจึงนำเงินทั้งหมด 1 ล้านมาบวกกับพอร์ตปีแรกและลงทุนต่อในปี 53…
ในปีแรกที่พอร์ตหลักแสนและยังไม่มีใครเห็นโอกาส ผมพยายามทุกวิถีทางที่นำเงินมาลงทุน รับงานตรวจ OPD เบอร์ 9 อยู่เวรทุกอย่างที่กำลังกายพอจะมี โดยที่การเรียนและงานประจำต้องไม่เสียแม้แต่น้อย… เพื่อโอกาสที่มีแต่ผมที่มองเห็นในตอนนั้น
ในช่วงแรกผมใช้การลงทุนในหุ้น PE ต่ำเป็นหลัก…ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นวัฏจักรที่ราคาติดดิน (PBV ต่ำ) เช่น STANLY AMATA เพราะมองว่าหุ้นเหล่านี้เมื่อเศรษฐกิจพื้นตัวราคาหุ้นน่าจะกลับไปอยู่ที่เดิมได้ รวมถึง PM ที่ตอนนั้นผมมองว่าเป็นหุ้น turnaround PE ต่ำมาก…ผมเข้าเพราะเชื่อว่ากำไรน่าจะต่อเนื่องล้างขาดทุนสะสมได้หมด…
สุดท้ายผมพบว่า…ผมคิดผิดกับ PM ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าล้างขาดทุนสะสมหมดราคาต้องไปเหนือ IPO แน่ๆ…แต่กลับไม่ใช่ หุ้น PE ต่ำยังงัยมันก็จะต่ำอยู่อย่างนั้น ถ้าตราบใดมันไม่มีการ”เติบโต” …ไม่มีปัจจัยมาขับเคลื่อนราคาหุ้น (อย่างไรก็ตามผมได้กำไรจาก PM > 50% โดยยังไม่รวมปันผล)
จากบทเรียนครั้งนั้นผมจึงสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่…แค่ธุรกิจมั่นคง กำไรสม่ำเสมอไม่พอ…ต้องมีการ”เติบโตของกำไร”ด้วย
และนั่นเป็นโครงสร้างหลักของแนวคิดการลงทุนของผมจนถึงทุกวันนี้…
แนวทางการลงทุนของผม
1. ลงทุนในบริษัทที่มีการเติบโตสูง รายได้เติบโตมากกว่า 20% ต่อปี
– ผมจะเน้นหุ้นโตเร็วเกือบทั้งพอร์ต อาจจะมีหุ้นวัฏจักรบ้าง (เดี๋ยวจะเขียนเรื่องหุ้นวัฏจักรอีกครั้ง) สาเหตุที่ผมเน้นหุ้นโตเร็วเพราะ…
1.1 หุ้นเติบโตเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุด (แต่ของตลาดไทยน่าจะเป็นหุ้นวัฏจักรมากกว่า) ราคาหุ้นจะไปตามกำไรของบริษัท ถ้ากำไรเพิ่มราคาหุ้นจะเพิ่มตาม อย่างน้อยก็ในระยะยาว (ระยะสั้นจะตามอารมณ์ตลาด…ต้องมีเวลาเกาะติดสถานการณ์มากพอควรซึ่งผมไม่มีเวลา) ปัจจัยที่ drive ราคาหุ้นมีชัดเจนคือ กำไรที่เพิ่มขึ้น ปันผลที่เพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมโดยรวมเติบโตขึ้นแล้วข่าวดีก็จะไหลเข้ามาๆ…ผมไม่ต้องเสียเวลาและเปลืองตัวเชียร์หุ้นเลยแม้แต่น้อย รอแค่เวลาเหมาะสมเท่านั้นเอง
1.2 หุ้นเติบโตเป็นหุ้นที่ถือยาวได้…ไม่ต้องซื้อขายบ่อยๆ (อาจจะมีการทำ partial short against port ไปบ้างถ้ามีเวลา)…เพราะจะมีผลตอนที่พอร์ตขนาดใหญ่ขึ้นมากๆ ถ้าต้องซื้อขายบ่อยๆจะเสียเวลาปรับพอร์ต เสียค่าคอม ต้องเข้าๆออกๆซึ่งไม่ใช่วิธีให้เงินทำงานเลย ทำงานให้เงินซะมากกว่า ยิ่งถ้าไปลงทุนต่างประเทศจะมีการเก็บภาษี capital gain ซึ่งไม่เป็นผลดีกับผลตอบแทนของพอร์ตเลย) รวมถึงไม่สนว่าดัชนีจะขึ้นหรือลง ฝรั่งจะมาหรือไป…ขอแค่รายได้เติบโต กำไรเติบโต พื้นฐานดีขึ้นเรื่อยๆก็ถือต่อ หุ้นลงหนักๆก็ปรับพอร์ตเข้าช้อน มีเวลาไปทำสิ่งดีๆ พักผ่อนเที่ยวเล่น อยู่กับคนที่เรารัก สร้างสิ่งดีๆให้กับสังคมได้อีกมาก
1.3 หุ้นเติบโตเร็วต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์สูง…นั่นทำให้คู่แข่งของผมเหลือน้อยลง โดยเฉพาะการอ่านเกมส์ที่มากกว่า 1 ปีขึ้นไป เพราะไม่มีใครรู้ว่าบริษัทที่คาดว่าจะเติบโตเร็วจะเป็นไปได้ตามที่คาดหรือไม่ หุ้นเติบโตหลายๆตัว PE สูงลิบลิ่ว…นักลงทุนหลายๆคนจึงกลัวหุ้นชนิดนี้ แต่ผมมองว่าท้าทายความสามารถเพราะต้องอ่านธุรกิจทั้งระบบว่าอุตสาหกรรมไหนเติบโต…และเติบโตมาจากความต้องการส่วนไหนของสังคม สังคมจะมุ่งหน้าไปทางไหนเพราะอะไร นวัตกรรมไหนที่กำลังขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจนี้มีจุดแข็งที่เหนือกว่าธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างไร ความเป็นไปได้ที่ธุรกิจนี้จะเติบโตมีกี่เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงคืออะไร เป็นต้น (เฉพาะหัวข้อนี้น่าจะขยายได้หลายบทความ)
1.4 หุ้นเติบโตต้องใช้ความมั่นคงทางจิตใจค่อนข้างมากในการถือเพราะราคาจะผันผวนกว่าหุ้นทั่วไปมาก ราคาอาจจะแกว่ง+/- 30 เปอร์เซ็นต์ได้ไม่ยากเลย ถ้าจิตใจไม่มั่นคงพอก็ถือไม่ไหว (แต่ในจะยะยาวจะ outperform market ตลอด) ยิ่งช่วงแรกๆที่ถือจะถูกกระแนะกระแหนค่อนข้างมาก…แต่เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าหุ้นตัวนี้คนยังสนใจน้อยและราคายังถูกอยู่ ตอนหลังๆเลยไม่ชอบบอกใครว่าถือหุ้นตัวไหนอยู่
2. รายละเอียดของหุ้นโตเร็วที่ผมจะเข้าถือ…
2.1 บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต(Growth story)…ซึ่งประเมินจาก Life style ของคนในสังคมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ…เมื่อก่อนเวลาว่างคนพักผ่อนอยู่กับบ้าน เดี๋ยวนี้ต้องออกไปเดินห้าง…เมื่อก่อนมือถือต้องเป็นคนที่มีสตางค์ใช้เท่านั้นเดี๋ยวนี้ใครๆก็มีมือถือ…เมื่อก่อนคนฮิตโนเกีย 3310 เดี๋ยวนี้ต้อง smartphone…เมื่อก่อนคนซื้อของตามร้านของชำแถวบ้าน เดี๋ยวนี้ต้องเข้า modern trade…เมื่อก่อนคนชอบซื้อของโดยใช้เงินสด เดี๋ยวนี้หันมาใช้บัตรเครดิตมากขึ้น…เมื่อก่อนคนส่งเมลหากัน เดี๋ยวนี้ต้อง social network…เป็นต้น (ที่จริงยังมีอีกมาก) ซึ่งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้ได้สร้าง demand ให้กับหลายๆธุรกิจ และมีธุรกิจที่เติบโตภายได้ supply chain ที่เกิดจาก demand chain นั้นๆ พอเรามองเห็นกระแสสังคมที่กำลังมุ่งหน้าไป เราก็จะรู้ว่าอุตสาหกรรมไหนกำลังมา…การลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังโตจะดูง่ายกว่าการหาบริษัทที่ดีในอุตสาหกรรมที่ไม่โตแล้ว เพราะบริษัทจะออกแรงเพียงครึ่งเดียวในการเติบโต อีกครึ่งที่เหลือกระแสสังคมจะเป็นตัวขับเคลื่อนไปให้… แล้วเราก็เลือกซื้อบริษัทที่ดีที่สุด (or upside ดีที่สุด) ในอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยที่ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์มองเห็นการเติบโตที่ชัดเจนแบบ conservative และ advance ถ้าผู้บริหารไม่มีวิสัยทัศน์มองไม่เห็นโอกาสผมจะไม่ถือเพราะถึงแม้อุตสาหกรรมโตแต่บริษัทคงไม่สามารถฉกฉวยโอกาสได้ (…แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ๆอย่างเดียว…อุตสาหกรรมเก่าๆก็สามารถเติบโตได้เช่นกัน ภายใต้ demand trendนี้ ยกตัวอย่าง เช่น กระเบื้องเติบโตตามอุตสาหกรรมสร้างบ้าน ซ่อมบ้าน แม้ว่าจะเป็นธุรกิจเก่า หรือเพชรเติบโตตามวิถีชีวิตสาวโสดและคนหันมาลงทุนในอัญมณีมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นธุรกิจเก่า…เพียงแต่บริษัทที่เราจะเลือกต้องเติบโตได้มากกว่าอุตสาหกรรมโดยรวมจากความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่า)
2.2 ความสามารถในการแข่งขันของบริษัท (Durable competitive advantage) การเลือกบริษัท ต้องเลือกบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงในระยะยาว…เพราะไม่งั้นอาจจะล้มหายตายจากไปก่อนจากการแข่งขันที่รุนแรง นั่นคือบริษัทต้องมีความได้เปรียบบางอย่าง เช่น – ตราสินค้า (Brand) เป็นที่นิยม สามารถครองใจลูกค้าไว้ได้ ลูกค้าไม่ค่อยเกี่ยงราคาทำให้สามารถตั้งราคาขายสูงขึ้นได้ มี mind share ในใจลูกค้าสูง แล้ว market share จะตามมาเอง บริษัทจะเป็นตัวเลือกแรกๆหรือตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวในการให้บริการสินค้านั้นๆ – ต้นทุนถูกกว่ารายอื่นๆ ทำให้ตั้งราคาขายได้ต่ำกว่า…ลูกค้าจะเลือกของที่ถูกกว่าถ้าคุณภาพเท่ากัน ซึ่งการควบคุมต้นทุนทำได้หลายวิธี เช่น การมี Economy of scale ที่ยอดขาย break even point โดยที่เลย fixed cost ไปเรื่อยๆ ขณะที่ variable cost เพิ่มไม่มากนัก และยอดขายที่เพิ่มขึ้นทำให้การสั่งของจาก supplier ทำได้มากขึ้นและต่อราคาต้นทุนได้ถูกลงอีกไปเรื่อยๆ หรือ การที่มี innovation หรือ management บางอย่างที่บริษัททำได้ดีกว่ารายอื่นๆ ทำให้ลดงานซ้ำซ้อน ลดคนงาน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกได้มาก – การบริหารจัดการ (Management) และประสิทธิภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆอย่างชัดเจน
ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยนี้ (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) จะเป็นตัวบอกว่า การเติบโตที่คาดการณ์นั้นเป็นไปได้หรือไม่!!! นี่แหละ key point 2.3 กระแสเงินสดยอดเยี่ยม (good Cash flow) บริษัทที่มีการไหลเวียนของกระแสเงินสดไม่ดี จะทำให้การเติบโตหยุดชะงักและต้องเพิ่มทุน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นเลย บริษัทที่ดีต้องใช้เงินลงทุนน้อย ลงทุนไม่บ่อย แต่ลงทุนแล้วสามารถสร้างผลตอบแทนต่อเงินลงทุนได้มาก…ค้าขายรับเป็นเงินสด(หรือเงินเชื่อที่ใช้เวลาเก็บไม่นาน หนี้สูญน้อย)…ค้าขายกับEnd customer ที่มีอำนาจการต่อรองน้อย…ค้าขายกับรายใหญ่ที่มีประวัติการจ่ายเงินชัดเจนและตรงเวลา ซื้อของเป็นเงินเชื่อ…ทำให้เหลือเงินสดไว้ทำอย่างอื่นได้อีกมาก เช่น จ่ายปันผล ซื้อหุ้นคืน หรือ ลงทุนต่อเนื่อง
ถ้าบริษัทไหนมีคุณสมบัติเข้าได้กับ 3 ข้อนี้ก็เก็บไว้ใน list และจับตาดูเอาไว้…\\

แนวทางการลงทุนของผม (ตอนที่ 2)

โดย พงศกร
สัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อนะครับ…
หลังจากที่เราได้บริษัทที่มีคุณสมบัติ 2 ใน 3 อย่าง โดยจะมีรูปแบบดังนี้ 1. Growth story + DCA 2. Growth story + good Cash flow หรือ 3. มีคุณสมบัติทั้ง 3 รูปแบบคือ…Growth story + DCA + good cash flow
ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตามต้องมีการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรมเป็นหลัก (Growth story) แล้วจึงดูคุณสมบัติอย่างอื่นเพิ่มเติม
3. การประเมินโอกาสและความเสี่ยง (Opportunity and Risk evaluation) ผมจะประเมินโอกาสก่อน เพื่อเลือกหุ้นที่น่าสนใจเข้ามาอยู่ใน Watch list เพราะถ้ามองความเสี่ยงก่อนเราอาจจะกลัวจนไม่กล้าจะสนใจบริษัทไหนเลย…(หรือ อาจจะไม่กล้าลงทุนในหุ้น ไม่กล้าแม้แต่จะใช้ชีวิต ไม่กล้าแม้แต่จะเดินออกจากบ้านด้วยซ้ำ !!!) โดยการมองโอกาสผมจะมองเป็น 3 ระดับ
3.1 ระดับ Conservative เป็นระดับการเติบโตที่บริษัททำได้อย่างแน่นอน โดยคิดจากกรณีที่บริษัทเผชิญกับปัญหาหรือความเสี่ยงที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Worst case scenario) (ความเสี่ยงพวกดาวหางวิ่งชนโลก มนุษย์ต่างดาวบุกโลกหรืออะไรที่มีโอกาสเกิดน้อยมากๆๆ ผมจะไม่เอามาคิดในกรณีนี้) ถ้าประเมินอนุรักษ์นิยมแล้วบริษัทยังมีการเติบโตได้อีกมาก รายได้และกำไรเพิ่มได้อีกมากจากปัจจุบัน บริษัทที่ผ่านการประเมินแบบนี้จัดว่าน่าลงทุนเพราะโอกาสขาดทุนน้อยมาก (ทั้งนี้ขึ้นกับราคาหุ้นที่เข้าซื้อด้วย ราคาที่เข้าซื้อต้องประเมินจากระดับ conservative เท่านั้น) การประเมินความเสี่ยงจะทำในขั้นตอนนี้ โดยต้องเขียนออกมาให้หมดว่ามีเหตุการณ์ใดบ้างที่จะเกิดขึ้นซึ่งเป็นความเสี่ยงของบริษัท เช่น มีสินค้าใหม่เข้ามาแข่งหรือมีคู่แข่งเข้ามาแข่งด้วย, บริษัทถูกควบคุมจากภาครัฐ, บริษัทประมูลงานไม่ได้ (ยกตัวอย่างเฉยๆ เพราะผมไม่ชอบหุ้น project based), สงครามราคา, ยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด (กรณีนี้เหมือนเป็นผลลัพธ์มากกว่า…แต่ผมจะเอาความคาดหวังของตลาดมาคิดเสมอ แล้วจะพูดในหัวข้อต่อๆไป) เป็นต้น โดยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต้องกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทในระยะยาวจึงจะเป็นความเสี่ยงที่เรากลัวจริงๆ…กรณีที่เป็นความเสี่ยงชั่วคราวไม่ได้กระทบต่อพื้นฐานระยะยาวของบริษัท ผมมองว่าเป็นโอกาสเข้าซื้อมากกว่า
3.2 ระดับ Fair เป็นระดับการเติบโตของรายได้และกำไรที่น่าจะเกิดขึ้นจริงตามความน่าจะเป็น เป็นระดับที่ผมใช้ประเมินมูลค่าเมื่อเข้าถือแล้วและกำหนดโซนถือไปถึงโซนขาย (Hold and Sell zone)
3.3 ระดับ Advance เป็นระดับที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท โดยเขียนออกมาให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นไปได้ที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้น…เช่น การปรับปรุงโครงสร้างบริษัท, การควบรวมกิจการ, ยอดขายโตกว่าที่ตลาดคาดไว้มากๆ, บริษัทได้งานที่มูลค่าสูงมากๆ เป็นต้น
การประเมินโอกาสทั้ง 3 ระดับที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท ให้เขียนออกมาให้ชัดเจนว่าในแต่ละกรณีมีเหตุการณ์อะไรบ้างที่มีโอกาสเกิดขึ้น และทำการประเมินมูลค่าหุ้นทั้ง 3 กรณี โดยมูลค่าหุ้นแบบ conservative จะนำมาซึ่งการกำหนดโซนซื้อ (Buy zone) โดยให้มีส่วนต่างความปลอดภัย (MOS – Margin of Safety) 30-50% จากมูลค่าของบริษัทเมื่อประเมินแบบ conservative เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะไม่ขาดทุน
ต่อมาให้ตั้ง Target price โดยใช้การประเมินมูลค่าแบบกรณี Fair เพราะเป็นกรณีที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะเกิดเหตุการณ์ และจะนำมาซึ่งการกำหนดโซนถือและโซนขาย (Hold and Sell zone)
แล้วถ้าอย่างนั้นกำหนดรูปแบบ Advance ไปทำไม? การกำหนด Best case scenario เพื่อให้เราไม่พลาดโอกาสที่ดีที่สุดถ้าเกิดขึ้นกับบริษัท เราต้องคว้าไว้ได้…รวมถึงสามารถประเมินมูลค่าทั้ง 3 รูปแบบขึ้นใหม่ได้ถ้ามีกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ดีมากๆกับบริษัท (โดยต้องประเมินด้วยว่าเหตุการณ์กระทบพื้นฐานของบริษัทแบบชั่วคราวหรือถาวร ถ้าชั่วคราวแล้วราคาวิ่งไปสูงมากต้องขาย แต่ถ้าพื้นฐานเปลี่ยนแบบถาวรต้องประเมินมูลค่าใหม่และถือต่อ) เพราะบางครั้งราคาหุ้นวิ่งอย่างรุนแรงก่อนที่จะมีการประกาศข่าวดีอย่างเป็นทางการ ดังนั้นต้องถามตัวเองว่า…ราคาวิ่งรุนแรงครั้งนี้จะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงพื้นฐานในทางที่ดีขึ้นที่เราเคยคาดไว้หรือไม่?
การประเมินความเสี่ยงในกรณีเข้าถือผมได้พูดไปแล้วในกรณีรูปแบบ conservative ต่อมาจะประเมินความเสี่ยงในกรณีที่ต้องขาย นั่นคือเราพบว่าในภายหลังว่าเหตุผลของการเข้าถือไม่เป็นไปตามคาดในระยะยาว เช่น บริษัทไม่เติบโตอีกต่อไปแล้ว รายได้ลุ่มๆดอนๆไม่สม่ำเสมอ ผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์ ความต้องการสินค้าและบริการลดลงเรื่อยๆ เป็นต้น
4. การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) เมื่อเราคิดรูปแบบที่เป็นไปได้ 3 รูปแบบ ผมจะมานั่งคิดมูลค่าที่เป็นไปได้ในแต่ละรูปแบบ โดยใช้วิธี
4.1 ขนาด Market Cap โดยจะมีการเปรียบเทียบบริษัทชนิดเดียวกันกับตลาดต่างประเทศว่าบริษัทชนิดนี้ควรจะมี Market Cap ขนาดไหน เนื่องจากการดูอัตราส่วนทางการเงินเพียงอย่างเดียวจะทำให้พลาดโอกาสที่จะมองเห็นอนาคตของบริษัท เนื่องจากการซื้อหุ้นคือการซื้ออนาคตของบริษัท บริษัทที่จะมีอนาคตได้นั้นต้องประเมินจากปัจจัยเชิงคุณภาพในปัจจุบันมากกว่าที่จะประเมินปัจจัยเชิงปริมาณ ถ้าบริษัทมีพื้นฐานที่ดีเยี่ยมใน 3 ข้อที่ผมกล่าวมา อัตราส่วนทางการเงินสวยๆจะตามมาเอง ถ้า Market cap ของบริษัทไทยกับอเมริกาแตกต่างกันมากๆเป็นสิบๆเท่า โดยที่บริษัทไทยอยู่ในช่วงเติบโตตามรอยของอเมริกาก็ให้พิจารณาเข้าซื้อได้ (แม้ว่าPE จะสูงลิบลิ่วก็ไม่เป็นไร)
4.2 Forward PE ratio เป็นการมองกำไรในรอบ 1 ปีข้างหน้าเพื่อมาหาสัดส่วน price per earning ในอนาคตของราคาในปัจจุบันเพื่อหาว่าหุ้นยังน่าลงทุนหรือไม่ การดู PE ต้องดูอนาคตเท่านั้น เพราะการยึดปัจจุบันและอดีตจะทำให้พลาดได้ โดยเฉพาะบริษัทที่กำไรไม่สม่ำเสมอ เราอาจจะเข้าซื้อตอน PE ต่ำ แต่นั่นคือดอยแล้วเพราะถัดจากนี้ไปคือช่วงขาลงของบริษัทที่กำไรมีแต่จะลดลง ทำให้ Forward PE สูงลิบลิ่ว…การที่ไม่ซื้อหุ้น PE สูงๆโดยที่ไม่ดูข้อมูลเชิงคุณภาพจะทำให้พลาดได้ เพราะการที่พื้นฐานของบริษัทดีขึ้นเรื่อยๆจะทำให้รายได้และกำไรเพิ่ม และนำมาซึ่ง Forward PE ซึ่งนับวันจะลดลงเรื่อยๆ และเป็นหุ้นราคาถูกที่คนมองข้ามเพียงเพราะ PE สูงในปัจจุบัน
โดยการกำหนด PE ของบริษัทที่ควรจะเป็นให้ใช้ค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังของบริษัท อย่าไปเที่ยวต่อว่าตลาดว่าทำไมให้ PE น้อยจัง นั่นเพราะแต่ละธุรกิจมีโอกาสและความเสี่ยงต่างกัน การเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมเดียวกันบางครั้งยังไม่ควรทำเลยด้วยซ้ำ…ผมไม่เคยหวัง Capital gain จากการปรับ PE ของตลาดเลย (ถ้ามีก็เป็นเพียงของแถมเท่านั้น) สิ่งที่หวังได้คือ ราคาหุ้นเพิ่มตามกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
4.3 การทำ DCF การประเมินมูลค่าแบบ DCF เป็นการประเมินที่ต้องใช้ตัวแปรหลายปัจจัยซึ่งอาจจะนำมาถึงตัวเลขที่แตกต่างกันมากๆได้…อย่างไรก็ตามผมมักจะคิดDCF ไว้หลายๆแบบเพื่อ recheck การประเมินมูลค่าแบบ Market caps และ Forward PE โดยบริษัทที่ผมจะใช้ DCF ผมจะต้องคาดการณ์อนาคตของบริษัทได้ค่อนข้างแน่นอน
4.4 ประเมิน PBV ผมจะเอาไว้ใช้กับหุ้น cycle ขาลง และหุ้น Asset play (ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่ใช่ความถนัดของผม แต่ก็เล่นบ้างถ้ามีโอกาสและปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นที่ชัดเจน)
5. ประเมินปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้น (Driver) ราคาหุ้นจะนิ่งสนิทอยู่แบบนั้นถ้าไม่มีปัจจัยมาขับดัน ยกตัวอย่าง driver ที่ผมจะชอบใช้นะครับ
5.1 รายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม … กรณีนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งหุ้นเติบโตที่วิ่งไปได้ไกลในระยะยาวก็เพราะปัจจัยขับเคลื่อนข้อนี้เป็นหลัก
5.2 ปันผลเพิ่ม … นั่นคือเงินถึงมือผู้ถือหุ้นมากขึ้น ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบอื่นๆ เช่น เงินฝากระยะยาว พันธบัตร หุ้นกู้ และเปอร์เซ็นต์ของปันผลสูงมากๆราคาจะวิ่งแน่นอน เพราะเงินจะไหลสู่สินทรัพย์ที่ผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่ความเสี่ยงต่ำที่สุด ยิ่งถ้าเงินปันผลที่เพิ่มมาจากกำไรจากการดำเนินงาน(Operating profit) ที่เพิ่มขึ้นมั่นใจได้เลยว่าราคาไปได้อีกไกลแน่ หรือแม้แต่กรณีที่เงินสดเหลือมากๆแล้วปันผลพิเศษก็ทำให้ราคาหุ้นวิ่งอย่างรุนแรงได้เหมือนกัน
5.3 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบริษัท (Structural change) เช่น การขายบริษัทที่ขาดทุนออกไป, การปรับเปลี่ยนการเก็บสต๊อกที่สั้นลง, การควบรวมหรือเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่จะส่งเสริมกิจการซึ่งกันและกัน, โดยเหตุการณ์เหล่านี้มีผลต่อผลกำไรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตของบริษัท ราคาหุ้นก็จะวิ่ง
5.4 การเปลี่ยนแปลงตัวเลขทางบัญชี เช่น Gross profit margin สูงขึ้น โดยอาจจะมาจากการเพิ่มขายสินค้าที่มี margin สูงในสัดส่วนที่สูงขึ้น อาจจะการที่บริหารจัดการต้นทุนได้ถูกลงเรื่อยๆ อาจจะมาจากค่าเงินบาทแข็งขึ้นทำให้นำเขาสินค้าได้ถูกลง, หรือ Net profit margin สูงขึ้น อาจจะมาจากดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงเพราะบริษัทไม่ต้องกู้เนื่องจากสามารถใช้เครดิตสต๊อกสินค้าได้ มีเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาชำระหนี้เงินกู้ การที่รัฐบาลลดหย่อนภาษีให้ การเกิด Economy of scale เป็นต้น
6. การมองเศรษฐกิจภาพรวมที่มีผลต่อธุรกิจที่เราสนใจ การมองและเลือกหุ้นในอุตสาหกรรมที่กำลังโตเป็นการมองจากภาพรวม (Top down) หลังจากที่เราเลือกบริษัทที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมดังกล่าวแล้ว ผมจะมองว่าเศรษฐกิจปัจจุบันมีผลอย่างไรบ้างกับบริษัทที่เลือก (Down top) ซึ่งบริษัทที่ดีมากๆ เศรษฐกิจโดยรวมควรจะมีผลต่อบริษัทน้อยมากๆ (แต่ไม่มีทางที่จะไม่มีผลเลย) ซึ่งผมเรียกการประเมินทั้งหมดว่า Top down and Down top recheck เพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนทั้งบริษัทและองค์ประกอบโดยรอบ
เหมือนเมล็ดพันธ์จะเติบโตได้ต้องอาศัยดินที่ดี มีความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม เช่นกัน … บริษัทที่ดีถ้าได้อยู่ในองค์ประกอบที่ดี ย่อมนำมาซึ่งการเติบโตที่แข็งแรงได้
แต่ไม่ใช่ว่าจะให้ความสนใจกับ Macroeconomic มากเกินไป ให้สนใจเท่าที่จำเป็นเท่านั้น…เพราะไม่ใช่ทุกปัจจัยที่จะมีผลต่อบริษัทที่เราถือ แม้ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจแต่บางบริษัทก็ยังเติบโตได้ นั่นคือมีโอกาสในทุกสถาณการณ์ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง…
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ดอกเบี้ยนโยบาย ดอกเบี้ยเงินกู้ (มีผลต่อธุรกิจ ลูกค้าที่ใช้การผ่อนชำระ แบงค์) ดอกเบี้ยเงินฝากหุ้นกู้พันธบัตร (มีผลต่อการเลือกตัดสินใจลงทุน) ค่าเงินบาท (มีผลต่อธุรกิจที่ต้องนำเข้าหรือส่งออก) ราคาทองคำและUSD index (มีผลต่อการทำ Asset Allocation ของพวกกองทุนต่างชาติ – อันนี้จะเป็นเรื่อง Fundflow เดี๋ยวค่อยมาว่ากันอีกที) ตัวเลขการซื้อบ้านใหม่ ซื้อรถยนต์ใหม่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ความเชื่อมั่นในการใช้เงิน) ราคาน้ำมัน (เป็นต้นทุนของหลายๆธุรกิจ) เป็นต้น

ผมตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อแชร์ประสบการณ์อันน้อยนิดในตลาดหุ้น ผมเองยังต้องเรียนรู้และฝึกฝนอีกมาก การเขียนบทความนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจผมว่าตอนนี้ผมยืนอยู่ที่จุดไหน ใช้หลักการข้อใดในการลงทุน ไม่ได้มีเจตนาจะอวดอ้างความสามารถของตัวเองใดๆทั้งสิ้น เพราะการทำแบบนั้นไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตนเองเลย และไม่เกิดประโยชน์กับผู้อ่านเช่นกัน

7. ความเสี่ยงของหุ้นเติบโต

การที่บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต ย่อมมีการดึงดูดให้ผู้เล่นรายใหม่สนใจอยากจะทำธุรกิจแบบเดียวกันบ้างเพราะดูมีอนาคต ทำให้อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตมีการแข่งขันสูง อาจจะมีการลดราคาขายสินค้าแข่งกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด สุดท้ายแล้วอุตสาหกรรมโดยรวมเติบโตขึ้นก็จริงแต่ไม่มีธุรกิจใดเลยที่ได้ประโยชน์

ถ้าจะสรุปความเสี่ยงของหุ้นเติบโตจะมีดังนี้

7.1 คู่แข่งรายใหม่เข้ามาแย่งสวนแบ่งการตลาด

การมีผู้เล่นมากๆอาจจะเกิดสงครามราคาได้ ดังนั้นเราจึงควรเลือกหุ้นเติบโตที่มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว(DCA) เพื่อป้องกันความเสี่ยงข้อนี้ ยิ่งถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่มีคู่แข่งขันน้อย (Low competition)เนื่องจากคู่แข่งรายใหม่เข้ามาลำบากยิ่งดี เช่น บริษัทขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนสูงไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็เข้ามาทำได้ง่ายๆ บริษัทที่เป็นธุรกิจสัมปทานซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับภาครัฐ ธุรกิจที่ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะด้าน เช่น โรงพยาบาล ที่ไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็ทำได้เลย อย่างไรก็ตามในระยะยาวถึงจะมี barrier of entry ที่ดีอย่างไรก็ตาม ผมก็คิดว่าการมีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวจะดีที่สุดเพราะสุดท้ายเราไม่มีทางหลีกเลี่ยงการแข่งขันได้ตลอดไปในระบบทุนนิยม

7.2 การเติบโตทำไม่ได้อย่างที่คาดหวัง

เนื่องจากการเติบโตของรายได้ไม่ได้เป็นไปตามเป้าเสมอไปเพราะมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการขาย ยิ่งการประกาศงบรายไตรมาสทำให้นักลงทุนที่เก็งงบเกิดการผิดหวังและเทขายหุ้นออกมา ทั้งที่จริงๆแล้วภาพรวมในปีต่อปีจะมีการเติบโตที่สูงก็ตาม เนื่องจากบางธุรกิจมีปัจจัยเรื่องฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงในเรื่องหุ้นนั้นมีปัจจัยเชิงจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องมาก เติบโตไม่เท่าที่คาดหวังหุ้นก็ลงแรงได้ ดังนั้นควรประเมินความคาดหวังของตลาดร่วมไปด้วย และมองภาพรวมในแต่ละปีมากกว่าการเก็งกำไรรายไตรมาส แต่ควรดูงบทุกไตรมาสเพื่อดูตัวเลขที่สำคัญๆทางบัญชี เช่น การบริหารจัดการเงินสด กระแสเงินสด การเพิ่มสินค้าคงเหลือเทียบกับการเพิ่มของต้นทุนขาย ตัวเลขหนี้สินทั้งเจ้าหนี้การค้าและเงินกู้จากสถาบันทางการเงิน การเพิ่มลูกหนี้การค้าเทียบกับยอดขาย กำไรขั้นต้น(Gross profit margin) การเพิ่มของต้นทุนเทียบกับยอดขาย ตัวเลขการเพิ่มของค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร ยอดการเก็บหนี้-หนี้สูญ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา(EBITDA) และสุดท้ายอัตรากำไรสุทธิ (Net profit margin) การที่เราดูงบการเงินไม่ใช่ว่าให้ยึดติดกับตัวเลขที่เกิดขึ้นเพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นอดีต สิ่งที่เราจะทำคือแปลงบการเงินเพื่อให้เห็นสิ่งที่บริษัทกำลังทำอยู่ว่าเป็นไปในแนวทางการเติบโตหรือไม่? นั่นคือเป็นข้อมูลที่บ่งบอกทิศทางของข้อมูลเชิงคุณภาพอีกที

นักลงทุนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับบรรทัดสุดท้าย (EPS) แล้วจะมีความสมหวังหรือผิดหวังกับตัวเลขบรรทัดนี้เป็นหลัก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของนักลงทุนที่มองงบการเงินและปัจจัยพื้นฐานระยะยาวที่จะเข้าไปคว้าโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือขายหุ้นได้

เนื่องจากการที่ตลาดมีความคาดหวัง เราควรซื้อหุ้นเติบโตตอนที่ตลาดตกใจกลัวหรือช่วงที่ราคาสะท้อนความผิดหวังอย่างรุนแรง เพราะช่วงนั้นราคาจะมีส่วนลด และในการประเมินมูลค่าเราควรใช้กรณีที่เป็นระดับ conservative เพื่อป้องกันการขาดทุน

7.3 การเติบโตที่รวดเร็วเกินไป

การเติบโตของบริษัทที่ดีจะใช้กำไรจากดำเนินงานมาลงทุน แต่ถ้าเติบโตเร็วมากๆอาจจะต้องเพิ่มทุน เพราะเงินสดไม่พอโดยเฉพาะกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และการเติบโตที่รวดเร็วมากไปอาจจะทำให้การบริหารได้ไม่ดี ไม่ทั่วถึง การรับพนักงานใหม่ๆจำนวนมากที่ไม่มีความสามารถ ทำให้คุณภาพของสินค้าและบริการตกลง ซึ่งถ้ากรณีเลวร้ายที่สุดอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทจนไม่อาจจะแข่งขันได้อีกเลย ดังนั้นผมจะดูว่าการเติบโตนั้นมีพื้นฐานรองรับหรือไม่ บริษัทมีวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร ระบบการฝึกพนักงานและการควบคุมคุณภาพเป็นอย่างไร ถ้าบริษัทโตเร็วมากๆแต่โตอย่างมีคุณภาพผมถือว่าผ่าน แม้ว่าอาจจะต้องมีการเพิ่มทุนในกรณีเงินสดไม่พอ แต่ถ้าการเพิ่มทุนนั้นสามารถทำผลตอบแทนต่อเงินลงทุนก้อนใหม่มากขึ้น ก็ยังจัดว่าน่าลงทุนอยู่ แต่ถ้าการเพิ่มทุนนั้นบริษัทไม่ได้มีแผนการเติบโตที่เป็นไปได้ และผลตอบแทนต่อเงินลงทุนดูต่ำผมจะขายหุ้นทิ้ง

7.4 การซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาแพงเกินไป

ของดีแต่ราคาแพงมากๆก็ไม่น่าซื้อ ไม่ใช่การลงทุนที่ดี ดังนั้นควรซื้อหุ้นที่มีส่วนลดจากมูลค่าที่ประเมินไว้ (แต่ไม่ใช่การซื้อหุ้น low PE นะครับ คนละเรื่องกัน ถ้าจะซื้อก็คือหุ้น low forward PE)

8. การบริหารพอร์ต (Portfolio management)

8.1 จำนวนหุ้นในพอร์ต

ผมจะถือหุ้น 3-5 ตัวเท่านั้น ไม่ถือมากกว่านี้เพราะดูแลไม่ทั่วถึง เพราะกว่าจะวิเคราะห์ได้แต่ละบริษัทต้องใช้เวลาและข้อมูลจนประเมินภาพในอนาคตได้ ทำให้ผมดูหุ้นใน watchlist ได้ไม่มาก (เต็มที่สุดประมาณ 20-30 ตัว) รวมถึงผมไม่ใช่นักลงทุนอาชีพที่มีเวลาทั้งวัน ผมมีงานประจำที่ต้องทำและต้องทำให้ได้อย่างดีเยี่ยมด้วย ผมจึงให้เวลากับการลงทุนได้น้อยกว่านักลงทุนทั่วๆไป โดยผมจะแบ่งเวลามานั่งดูข้อมูลพื้นฐานของหุ้นที่ผมสนใจในตอนเย็นของวันธรรมดาและวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งนั่นก็นับได้ว่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว และผมคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วเพราะผมให้เงินทำงานไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน ควรจะใช้เวลาให้น้อยแต่มีประสิทธิภาพจะดีกว่า(แม้แต่การอ่านหนังสือเรียนผมก็ใช้หลักนี้) ยิ่งไปกว่านั้นการลงทุนในหุ้นจำนวนมากจะทำให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด ซึ่งสำหรับคนที่หวังจะชนะตลาดอย่างผม การลงทุนในหุ้นที่ดีที่สุดจำนวนน้อยตัวจะได้ผลมากกว่า ส่วนการลงทุนที่น้อยกว่าหุ้น 3 ตัวจะเสี่ยงเกินไป เสี่ยงกับการที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับบริษัทที่เราถืออยู่ซึ่งจะทำให้พอร์ตโดยรวมของเราลดลงอย่างรุนแรง เพราะไม่มีกำไรตัวอื่นมาช่วยเสริม ยิ่งไปกว่านั้นเราจะเสียโอกาสปรับพอร์ตเมื่อตลาดให้ราคาหุ้นของเราสูงหรือต่ำเกินไปอีกด้วย (ขายตัวแพงไปซื้อตัวถูก)

8.2 การคิดกำไรคาดหวัง

การศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณทั้งหมดเพื่อให้ได้ตัวเลข 4 ตัว 1. Upside ส่วนต่างราคาหุ้นที่เหมาะสมกับราคาปัจจุบันในการประเมินทั้ง 3 ระดับ ดูว่าเราจะได้กำไรแค่ไหน 2. Downside ส่วนต่างของราคาหุ้นปัจจุบันกับราคาหุ้นถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ความเสี่ยงขั้นรุนแรง ดูว่าเราจะขาดทุนได้ขนาดไหน 3. Probability ของ upside โอกาสที่หุ้นตัวนั้นราคาจะสูงขึ้น 4. Probability ของ downside โอกาสที่หุ้นตัวนั้นจะมีราคาลดลง

กำไรคาดหวังได้จากการคำนวณดังนี้… Expected profit =(upside x probability) – (downside x probability)

ยิ่งกำไรคาดหวังมากเท่าไร หุ้นยิ่งหน้าซื้อมากขึ้นเท่านั้น และกำไรคาดหวังยิ่งมากยิ่งควรถือหุ้นตัวนั้นในพอร์ตด้วยสัดส่วนที่สูง ตามหลัก Kelly’s formula

การหาค่าตัวเลขทั้ง 4 ตัว เราจำเป็นต้องเข้าใจข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเป็นอย่างดี รวมถึงคิดตัวเลขไว้หลายแบบตามเหตุการณ์ที่เราคาดไว้โดยเราอาจจะแยกย่อยได้ดังนี้
-ถ้า upside สูงแต่ probability ต่ำ … หุ้นประเภทนี้โอกาสได้กำไรน้อยแต่ถ้าโชคดีจะได้กำไรมาก ดังนั้นควรถือหุ้นแบบนี้หลายๆตัวเพื่อเพิ่มโอกาสให้มากขึ้น แต่โดยส่วนใหญ่ผมไม่ได้ซื้อหุ้นกลุ่มนี้เพราะผมต้องการซื้อหุ้นน้อยตัว -ถ้า upside ต่ำแต่ probability สูง … หุ้นกลุ่มนี้ซื้อน้อยตัวได้แต่กำไรอาจจะไม่มากนัก -ถ้า downside สูง probability ต่ำ … หุ้นกลุ่มนี้ผมจะไม่ถือเพราะถึงโอกาสจะเกิดน้อยแต่ถ้าเกิดขึ้นมาจะเป็นอันตรายกับพอร์ตอย่างมาก -โดยส่วนตัวผมจะพยายามเลือกหุ้นที่ upside สูง probability ของ upside สูง downside ต่ำ probability ของ downside ต่ำ ที่สุดเท่าที่ผมจะหาเจอ ดังนั้นการหาหุ้นดีๆในการเข้าลงทุนไม่ใช่ว่าจะหาเจอได้ทุกวัน บางทีเจอปีละตัวยังนับว่ามากเลย ต้องใจเย็นและรอคอยได้ ถ้าราคายิ่งลดจากตลาดตื่นตระหนกโดยที่กิจการยังดี ยิ่งเป็นการเพิ่ม upside และลด downside ไปโดยปริยาย โดยแต่ละครั้งที่เข้าซื้อถ้าเป็นไปได้ประเมินให้ probability ของ upside มากกว่า downside เสมอ (โอกาสหุ้นขึ้นมากกว่าหุ้นลง)
8.3 การปรับพอร์ต
การปรับพอร์ตเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อตลาดให้ราคาหุ้นของเราผิดไปมากๆ จนกำไรคาดหวังเปลี่ยนแปลง บางตัวกำไรคาดหวังลดและบางตัวกำไรคาดหวังเพิ่ม เราควรจะขายตัวที่กำไรคาดหวังลดมาซื้อตัวที่กำไรคาดหวังเพิ่ม แต่สิ่งที่เป็นไปได้ที่ควรทำคือ ทุกครั้งที่หุ้นของเราราคาลดลงหรือเพิ่มขึ้นแรงๆ ให้ประเมินว่าลงเพราะพื้นฐานเปลี่ยนหรือไม่ เพราะถ้าพื้นฐานเปลี่ยนต้องประเมินตัวเลขทั้ง 4 ตัวใหม่ กำไรคาดหวังจะเปลี่ยนไปด้วย การปรับพอร์ตโดยยึดตัวเลขที่ประเมินครั้งแรกโดยไม่ดูความเปลี่ยนแปลงตามเวลาอาจจะเกิดความเสียหายกับพอร์ตได้ รวมถึงไม่ควรปรับพอร์ตบ่อยเพราะจะโดนค่าคอมไปเยอะ ควรปรับเมื่อกำไรคาดหวังต่างกันมากๆจะดีที่สุด ช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นมาก
9. การใช้จิตวิทยาการลงทุน
แนวคิดของ เบน เกรแฮม เนื่องนายตลาด (Mr. Market) เป็นแนวคิดที่ผมชอบมาก เพราะเบื้องของกระดานหุ้นที่ซื้อขายทางอินเตอร์เนตความเร็วสูงคือคน ต่อให้คนมีความรู้และรับรู้ข้อมูลข่าวสารเร็วแค่ไหน คนก็คือคนที่มีอารมณ์ความรู้สึกที่ทำให้การคิดเชิงเหตุผลแย่ลง มีสมหวังมีผิดหวัง มีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้นักลงทุนที่มีเหตุผลฉกฉวยโอกาสในภาวะที่จิตใจของนายตลาดไม่ปกติได้ (โอกาสไม่ได้มาบ่อยๆ) แต่การที่มีวุฒิภาวะควบคุมอารมณ์ได้ดีใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ ต้องอาศัยการฝึกฝน ลดอคติในการลงทุน

แนวทางการฝึกฝนฝีมือของผม

ผมเองลงทุนมาได้แค่ 2 ปีเท่านั้น ประสบการณ์ในตลาดหุ้นยังน้อย ยังต้องฝึกฝนอีกมาก โดยผมมีแนวทางการฝึกตนดังนี้

1.การให้ การช่วยเหลือผู้อื่น

ผมมองอนาคตว่า…ผมอยากทำงานให้กับมูลนิธิที่ไม่หวังผลกำไร อยากใช้ความสามารถทั้งด้านการทำงานวิชาชีพแพทย์ให้กับสังคมให้กับเด็กๆซึ่งเป็นการสร้างพื้นฐานการเติบโตระยะยาวที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ ทั้งในด้านการบริหารการเงินการลงทุนให้กับองค์กรช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้ เพื่อที่เงินจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคจะได้ทำงานสูงสุด รวมถึงองค์กรเหล่านี้จะด้ไม่ขาดทุน อยู่ได้ด้วยตนเอง สร้างเงินทุนหมุนเวียนและเงินปันผลที่ใช้ในการดำเนินงานช่วยเหลือคนได้โดยไม่ล่มกลางทาง

ในความจริงการเก็บเงินไปลงทุน 100 เปอร์เซ็นต์ อาจทำให้พอร์ตผมโตเร็วสุดก็จริง แล้วค่อยไปให้คืนสังคมทีหลัง แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะความจริงเราอาจจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ การให้คืนกับสังคมและการช่วยเหลือผู้อื่น นั่นคือความหมายของการมีชีวิตอยู่อย่างนึงของผม การให้ต้องทำในวันนี้ และให้กับคนที่เดือดร้อนตอนนี้ ไม่ใช่คนที่เดือดร้อนในอีก 20-30 ปีข้างหน้าตอนพอร์ตใหญ่แล้ว

เพราะเงินในพอร์ตก็เป็นเพียงตัวเลข ถ้าเราไม่ได้เอามาใช้ การใช้ที่ดีที่สุดคือให้กับคนที่ต้องการ ทั้งตัวเราเอง ครอบครัว สังคม นั่นคือการที่เงินของเราได้สร้างความสุขมากกว่าการกองอยู่ในพอร์ตขนาดใหญ่เฉยๆ

และที่สำคัญผมเชื่อว่า ยิ่งให้ยิ่งได้รับ … แต่นั่นไม่ใช่ว่าเราจะให้แล้วจะขอให้โชคดี ขอให้รวย ความตั้งใจของการให้คือเพื่อช่วยเหลือผู้คนเพื่อทำประโยชน์อย่างแท้จริง แม้จะไม่มีใครรู้เห็นก็ตาม แต่ใจเรารู้ดีที่สุด และสภาพของจิตใจที่ปลอดโปร่งจากการให้จะทำให้เรามองเห็นโอกาสและวิเคราะห์หุ้นดียิ่งขึ้น รวมถึงไม่ทุกข์ร้อนมากเวลาหุ้นลง เพราะเรารู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในพอร์ตแต่อยู่ที่ใจเรา

2. การใช้เวลาว่างในแต่ละวันอ่านข้อมูลพื้นฐานของบริษัท

ผมเองไม่ใช่คนที่มีเวลาว่างมาก ไม่ใช่นักลงทุนอาชีพ ผมเป็นคนที่งานประจำที่ต้องใช้สมาธิในการคุยกับคนไข้ ถ้าใจของผมแกว่งตามตลาดผมจะรักษาคนไข้ไม่ได้เลย นั่นทำให้ผมเลือกการลงทุนระยะยาวมากกว่าการลงทุนระยะสั้น แม้กำไรอาจจะไม่มากมายเท่านักเก็งกำไรก็ตาม

และเพราะผมชอบการลงทุน ผมจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหนื่อย ไม่ใช่เรื่องลำบาก และการศึกษาวิเคราะห์คือการพักผ่อนจากงานประจำของผม

3. การอ่านหนังสือที่เกี่ยวธุรกิจและการลงทุน

โดยเฉพาะหนังสือการลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ

4. การออกไปเที่ยว เดินห้างดูหนัง เที่ยวต่างประเทศ

อาจจะฟังดูแปลกว่าเกี่ยวอะไร แต่นี่คือการศึกษาพฤตกรรมผู้บริโภคและวิถีชีวิตผู้คนจากของจริง ทำให้เรามองทิศทางของธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมและบริษัทที่เราสนใจลงทุนได้ดีเพราะเราสัมผัสเองโดยตรง แม้แต่โฆษณาบนรถไฟฟ้าที่หลายคนไม่ชอบผมก็ยังชอบดู เพราะการโฆษณาเป็นการสื่อสารระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค เช่น โฆษณาน้ำยาล้างห้องน้ำสำหรับแม่บ้านที่ไม่เปลืองแรงถู…พอดูไปก็จะมองเห็นว่า…ตอนนี้คนใช้หายาก คนไม่ค่อยเป็นคนไข้ตามบ้านไปอยู่อุตสาหกรรมอื่นที่เงินดีกว่า รวมถึงคนไหลออกไปทำงานต่างประเทศ แรงงานราคาถูกก็เป็นคนพม่าเข้ามาทำแทน สินค้าสำหรับแม่บ้านที่เป็นผู้หญิงทำงานแต่วันหยุดเป็นแม่บ้านจึงออกมา จะเห็นได้ว่าแค่โฆษณาเดียวแต่เรามองได้ลึกกว่านั้นมาก

5. การเขียนบทความ (แบบที่ผมกำลังทำอยู่)

เป็นการรวบรวมความคิดที่กระจัดจายในหัวเข้ามาให้เป็นรูปเป็นร่าง พอเขียนจบแล้วความคิดจะชัดเจนมากขึ้น รวมถึงอาจจะเกิดไอเดียใหม่ๆได้เวลาที่เขียน คนที่อ่านก็จะได้ประโยชน์จากการอ่านเช่นกัน เป็นการเรียนรู้แบบต่อยอดกันไปเรื่อยๆ

6. การเรียนภาษาต่างประเทศ และการเรียนเรื่องธุรกิจ

โดยเฉพาะภาษาจีน(ภาษาอังกฤษตอนนี้พอได้แล้ว) เพราะผมสนใจจะลงทุนในหุ้นจีนตั้งแต่ต้นปี 53 เพราะการเติบโตของประเทศยังมีศักยภาพอีกมาก แต่ขอพอร์ตเมืองไทยใหญ่กว่านี้อีกหน่อย รวมถึงการเรียน MBA เมื่อเรียนจบเฉพาะทางแล้ว
7. การจดบันทึกความผิดพลาดทุกครั้ง และเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดอีกเป็นครั้งที่ 2

และนี่คือภาพรวมทั้งหมดของแนวทางการลงทุนของผมในตอนนี้ ซึ่งก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ในหนังสือ outliers ผู้เขียน คุณ Malcolm Galdwell ได้บอกถึงตัวเลขที่ต้องใช้ในการฝึกฝนเพื่อเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่งว่า ใช้เวลา 10000 ชม. หรือประมาณ 7 ปี ดังนั้นผมต้องฝึกฝนตัวเองอีกอย่างน้อย 5 ปีถึงจะไปถึงจุดที่ผมหวังเอาไว้ นั่นคือการเป็น player ระดับ Top ของการลงทุนแบบหุ้นเติบโตและเป็นนักลงทุนข้ามชาติ มีก๊วนนักลงทุนระดับสุดยอดไม่ต้องมีเยอะแค่ 4-5 คนก็พอ

และถ้าเรามีเป้าหมายแล้วเราพยายามอย่างฉลาด ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรไกลเกินฝันแน่นอนครับ

และถ้าคนที่ลงทุนมา 2 ปีทำได้ คุณเองก็ทำได้เหมือนกันเชื่อผมสิ