Posts from the ‘Stock’ Category

จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2.

เบิร์ด ส่องหุ้น wrote a new note: จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2.

จากตอนที่แล้ว แมงเม่าคือผู้ล้มเหลวในการลงทุน 80% ขาดทุนหมดตัว มีเพียง 10% เท่านั้นที่กำไร คราวนี้มาดูว่าอะไรเป็นสาเหตที่ทำให้แมงเม่าเป็นแบบนั้น เรามาดูอาการก่อนการวินิจฉัยโรค ผมสรุปมาโดยอ้างอิงจาก video ที่คุณนิพนธ์พูดเอาไว้ เพื่อให้พวกเราได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ ลองดูวีดีโอนี้ http://youtu.be/BraSrr2DMf8

อารมณ์ของแมงเม่า
แมงเม่ามักจะเข้าทำการซื้อขายตามความเคยชินในอดีต โดยขาดสติ มีอารมณ์ ความโลภและความกลัวเป็นที่ตั้ง มีการซื้อขายหุ้นตามข่าว หรือ เชื่อตามที่นักวิเคราะห์บอกมา ชอบซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงๆ และขายล้างพอร์ตเมื่อลงแรงๆ หากขาดทุนก็มักจะพยายามเอาคืนเดี๋ยวนั้น แมงเม่ามักอยากรู้ว่าทำไมตลาดลงหลังจากตกใจขายหุ้นไปแล้ว “รู้งี้” ไม่ขายดีกว่า

ความเชื่อของแมงเม่า
แมงเม่ามักเชื่อว่านักวิเคราะห์จะทำให้ตัวเองรวยได้ ชอบคนที่มีความคิดเห็นตรงกับตัวเอง มักเชื่อหมอดู มักโทษคนอื่นที่ทำให้เสียหาย มักเป็นพวกวิตกจริต ชอบวันที่หุ้นบวก เกลียดวันที่หุ้นลบ

พฤติกรรมการถือหุ้น
แมงเม่ามักตัดสินใจซื้อหุ้นเร็ว และชอบถือหุ้นระยะสั้นมาก ไม่เกิน 3 วัน ไม่ชอบ let profit run แต่จะถือหุ้นนานๆ เมื่อติดดอยโดยไม่คิดแก้ไขใดๆ แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่าได้กินปันผล เพราะ cut loss ไม่เป็น ทำให้ let loss run หลายๆ ครั้งมักซื้อหุ้นตัวเดียวเต็มพอร์ท แมงเม่ามักจะชอบแหกกฏตัวเอง พอขึ้นถึงเป้าแล้วก็ไม่ขาย ปรับเป้าไปเรื่อยๆ ทำให้ขาดความระมัดระวังเวลากำไรมากๆ แมงเม่ามักจะขายหุ้นที่มีกำไรออกไปและถือหุ้นที่ขาดทุนไว้แทน เพราะไม่อยากขาดทุนแมงเม่าเชื่อว่ามีทฤษฎีที่ทำให้ตัวเองกำไรจากตลาดหุ้นทุกวันได้ ชอบใช้กราฟเทคนิครายนาทีในการซื้อขาย ซึ่งปกติต้องใช้กราฟ month กราฟ week ในการลงทุนระยะปานกลาง การใช้กราฟ day ยังเป็น time frame สำหรับเก็งกำไรอยู่

พฤติกรรมการเลือกหุ้น
แมงเม่าชอบเล่นหุ้นตัวเล็กๆ มักจะซื้อหุ้นตัวเดิมๆ ที่เป็นหุ้นปั่น หุ้นเน่า ไม่รู้ว่ากิจการหุ้นที่ซื้อว่าทำอะไร ซื้อๆไปก่อน เดี๋ยวมันก็ปั่น ชอบเล่นในอุตสาหกรรมเดิมๆ แม้ว่ามันจะตกไปแล้ว Sunset

มาดูทางทฤษฎีกันบ้าง ทางการแพทย์มีการศึกษาเอาไว้แล้ว เมื่อปรับมาใข้กับเรื่องหุ้นจะเป็นอย่างไง เรามาศึกษาเรื่องจิตใจกันหน่อย ทำให้มันถึงมีผลกับเรานัก
จิต คืออะไร จิตเป็นพลังงานที่อาศัยอยู่ในร่างการ เป็นพลังงานที่มีความถี่คลื่นละเอียด จิตสามารถที่เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด
หน้าที่ของจิต
1. ทำหน้าที่รับสิ่งที่มากระทบแล้วปรุงแต่งอารมณ์
2. ทำหน้าที่สั่งสมองให้คิด สั่งกายให้ทำงาน
3. ทำหน้าที่สะสมผลของการกระทำ

จิตมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของนักลงทุน สาเหตหลักที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เสียหายจากการลงทุนและไม่สามารถกลับมาลงทุนให้ประสบความสำเร็จคือ การกลัวความเสี่ยงจนเป็นอาการทางจิต ที่เรียกว่า Risk Aversion Phobia
การลงทุนที่ผิดพลาดแต่ต้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกลัว และเข็ดจนไม่กล้าลงทุนอีก อาจจะหันหลังให้ตลาดหุ้นตลอดไป
1. อาการที่เกิดของ Risk Aversion Phobia คือ
1.1. Disposition effect อาการความกลัวความเสียใจจากการลงทุน เช่น
– ขายหุ้นที่มีกำไรออกไปจนหมด และ ถือหุ้นที่ขาดทุนไว้
– ขายหมู แล้วกลับไปซื้อหุ้นเดิมอีกในราคาที่สูงขึ้น เพราะกลัวหุ้นขึ้นแรง
– ถือหุ้นที่ขาดทุน ไม่กล้า cut loss
– จะเกิดพฤติกรรมอาการอ้างอิงราคา reference point
1.2. Endowment Effect กลัวเสียใจเมื่อเกิดรายการซื้อขาย
– ทำให้ตั้งราคาขายหุ้นสูงกว่าความเป็นจริง หรือ ตั้งราคาซื้อหุ้นต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ไม่ได้หุ้นหรือขายหุ้นก็ไม่ได้ เพราะกลัวว่าหากขายหุ้นแล้วหุ้นขึ้นต่อ เป็นอาการจิตหลอนที่เกิดจากความเสียใจจากการขาดทุน
1.3. Cognitive Dissonance อาการไม่ยอมรับความจริง
– ไม่ยอมรับว่าหุ้นกำลังจะลง เช่น SET 1650 จุด แต่จะเชื่อว่าหุ้นลงเมื่อลงใกล้จบแล้ว ทำให้ไม่ยอมขายหุ้น จะยอมขายก็ตอนลงใกล้จบแล้ว และจะไม่เชื่อว่าหุ้นขึ้นจนกว่าหุ้นจะขึ้นจบแล้ว SET 1200 จุด ขณะนี้ 1530 จุดค่อยจะมาซื้อหุ้นตอนปลายๆขาขึ้น
1.4. Sunk Cost Effect อาการคิดถึงต้นทุน
– จะคิดถึงต้นทุนในอดีตที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อยู่ตลอดเวลา ต้นทุนก็คือการขาดทุนนั่นเอง
1.5. Status Quo Bias อาการเพิกเฉย
– มีแนวโน้มเพิกเฉยต่อการลงทุนที่ผิดพลาด ไม่รู้ไม่ดูไม่เห็นไม่ขาดทุนระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกกระตุ้นให้ขายขาดทุน ก็จะเกิดอากากลัวความเสี่ยงในที่สุด

2. พฤติกรรมของนักลงทุนที่นำไปสู่โรคการกลัวความเสี่ยงจนเป็นอาการทางจิต ที่เรียกว่า Risk Aversion Phobia
2.1 Overconfidence มั่นใจในตัวเองเกินไป ทำให้นักลงทุนคิดว่าความรู้ตัวเองมีมากพอ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
– มั่นใจในตัวเองสูงเกินไป ทำให้ตีข้อมูลผิดพลาด นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในรูปแบบการซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไป เกิดภาพลวงของความรู้ โดยเชื่อว่ามีความรู้มากคาดการณ์ตลาดได้ถูกต้องมากกว่าข้อมูลน้อย โดยแยกข่าวกับข้อมูลออกจากกันไม่ได้
– พอร์ตของนักลงทุนที่เชื่อมั่นสูงมักจะมีหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง และมักจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก และไม่กระจายความเสี่ยง
การถือหุ้นอยู่สร้างภาพลวงตาอของการมีอำนาจควบคุมผลตอบแทนของหุ้น
2.2 Trying to break even effect
– หลังจากขาดทุนหุ้นมามากแล้ว นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลงทุนโดยเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นอีกเพื่อที่จะเอาคืน เช่น ขาดทุนหุ้นพื้นฐานเลยเอาคืนจากหุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่น เพราะต้องการทุนคืนโดยเร็ว
2.3 House Money Effect กล้าเสี่ยงบนความสูง
– ลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นหลังจากที่ได้กำไรช่วงก่อนหน้า เพราะรู้สึกว่าเงินนั้นเป็นเงินกำไรที่ได้จากคนอื่น ผลคือทำให้ซื้อหุ้นราคาสูงเสี่ยงต่อการติดดอย
– พฤติกรรมเหล่านี้จะไปเสริมพฤติกรรม overconfidence เพราะนักลงทุนมั่นใจเกินขนาด ซื้อขายหุ้นบ่อยที่บนความเสี่ยงสูงๆ
– เมื่อได้กำไรจากหุ้นซิ่ง ก็เริ่มได้ใจ ไม่ระมัดระวังการลงทุน กล้าเอากำไรมาเล่นกับมันอีก แต่เจ้าเลิกเล่นไปแล้ว สุดท้ายหุ้นลงแรง และในที่สุดก็ต้องขายขาดทุนหรือติดดอยไปอีกนานแสนนาน ทำให้หมดตัว
2.4 Familiarity ลงทุนโดยใช้ความคุ้นเคย
– นักลงทุนมักเลือกหุ้นที่คุ้นเคย กล้าซื้อโดยไม่วิเคราะห์ก่อน กล้าซื้อหุ้นในกลุ่มที่เคยเล่นแม้จะมันจะตกไปแล้วเป็นขาลง หรือสนใจลงทุนหุ้นในประเทศมากกว่าต่างประเทศ
– ความคุ้นเคยเชิงพฤติกรรม เช่น ความเคยชินกับตัวหุ้น ความเคยชินกับตลาดหุ้น ความเคยชินกับความผันผวนของหุ้น
2.5 Social Interaction ลงทุนโดยโลก Social นำพาไป
– เมื่อเกิดอาการ Risk Aversion Phobia ทำให้ขาดความมั่นใจในการลงทุน ก็จะพยายามหาคนช่วย เช่น ฟังความเห็นของนักวิเคราะห์ มาร์เก็ตติ้ง เพื่อนในเฟส ในไลน์ ที่มีความเห็นตรงกับตัวเอง โดยไม่ได้ดูเลยว่าพวกเขาก็คิดวิเคราะห์ผิดเหมือนกัน แม้จะมีใบอนุญาตในการวิเคราะห์ก็ตาม

สำหรับผม ผมยอมรับว่าตัวเองยังคงเป็นเม่าอยู่เลย คงต้องหาทางรักษาให้หายละครับ แล้วคุณหละเป็นยังไงครับ ตรงใจมั้ยคราวหน้ามาต่ออีกครับ ว่าคุณเป็นใคร คุณจะแก้ไขตัวเองได้หรือไม่ คุณจะกลับมากำไรได้หรือไม่
เครดิต: 26-7-57 Stop Loss Weekend
ไปเรียนรู้จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2 กับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการจาก บล.ไอร่า ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการลงทุน QIQP
https://www.facebook.com/notes/เบิร์ด-ส่องหุ้น/จิตวิทยาการลงทุน-ตอนที่-2/1448311095453421
BirdStockFocus เรียบเรียง

Advertisements

จิตวิทยาการลงทุน ตอน 1

เบิร์ด ส่องหุ้น wrote a new note: จิตวิทยาการลงทุน.
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ว่าเราจะซื้อหรือขายเท่านั้น ต่อให้เรามีความรู้เยอะๆ เราก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ แต่แนวความคิดในการเล่นหุ้นนั้นสำคัญที่สุด หรือ การมีจิตวิทยาการลงทุนที่ถูกต้อง

ตลาดหุ้นเป็นตลาดดูดเงินเม่าโดยเฉพาะ แต่มันเป็นตลาดที่หอมหวล เพราะกำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก่อนจะกำไรเรามักจะขาดทุนก่อน จนบางคนออกจากตลาดไปเลย มีนักลงทุนเพียง 10% เท่านั้นที่กำไร 10% ที่เท่าทุน แต่ 80% หมดตัว เงินไปไหนหมด ก็ไปอยู่กับคนที่กำไรไงครับ ทำให้เม่าอยากจะพัฒนาตัวเองให้กำไรบ้าง เพื่อจะได้เอาเงินจากคน 80% นั้น ทั้งๆ ที่เราเองนั่นแหละเป็น 80% นั้นมาก่อน ทำไมเราถึงขาดทุนทั้งๆ ที่เรามีความรู้มากมาย นั่นส่วนใหญ่เป็นเพราะการไม่รู้จักว่าตัวเราเป็นใคร หรือ การไม่มีจิตวิทยาการลงทุน นั่นเอง เช่น หากเราเป็น VI แต่เราเข้าเร็วออกเร็ว แบบนี้ไม่ใช่ VI ละ กลายเป็น VIVI เราต้องมาเรียนรู้การจะเป็น VI หรือ VIVI กันอย่างถูกวิธีกันก่อนครับ

เม่า 4 ขั้น มีอะไรบ้าง ผมเองยังเป็นเม่าอยู่เลยครับ เราถึงยังต้องศึกษาอยู่ ผมคิดว่าผมเป็นเม่าขั้นที่ 3 ครับ แล้วคุณหละอยู่ขั้นไหน เราจะแก้ความเป็นเม่าสู่ความเป็นเทพยังไงดี 🙂 เรามารู้จักแมงเม่ากันหน่อยมั้ย
แมงเม่า คือ กลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรที่ชื่นชอบความเสี่ยง เล่นหุ้นตามข่าว ตามกระแส มีทั้งเก่งและไม่เก่งคละกันไป
เม่าขั้นที่ 1 เป็นแมงเม่าขั้นแรก มักมองโลกในแง่ดี ผมก็เป็นนะ ตอนเล่นหุ้นแรกๆ มักจะกำไรช่วงแรกๆ เชื่อคนที่เชียรหุ้น เพราะไม่รู้อะไร ต่อมาก็ขาดทุนบ่อยๆ เราก็ลงทุน VI ทำไมขาดทุนหละ
เม่าขั้นที่ 2 เป็นเม่าที่ผ่านการขาดทุนทำให้เรียนรู้ความเจ็บปวด เริ่มเรียนรู้ความเสี่ยง หาความรู้เพิ่มเติม พอเป็นก็รู้สึกว่าตัวเองเก่ง ชอบโชว์พาว แต่จริงๆ อาจจะเข้าใจผิด ทำให้เกิดความมั่นใจเกินเหตุ cut loss ไม่เป็น พอมีกำไรก็รีบขายเพราะกลัวกำไรหด กลายเป็นขายหมู พอขาดทุนก็รีบ stop loss เพราะเรียนมา สุดท้ายจุดที่ stop loss เป็นเป็นจุดกลับตัว เห็นหุ้นขึ้นก็วิ่งเข้าใส่อีก กลายเป็นติดดอย ทำให้ขาดทุนซ้ำซากจากการเด้งเฉยๆ แล้วลงต่อ
เม่าขั้นที่ 3 หาทางพัฒนาตัวเอง พยายามใช้ระบบเทรดที่สร้างมาจาก indicator ต่างๆ เช่น rsi, macd, bb, ELW พอจะอยู่รอดได้บ้างกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เพราะยังไม่เชื่อในสัญญาณทางเทคนิคแต่ชอบเดามากกว่า ทำตามระบบไม่ได้ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ยังไม่มี money management ที่ดีพอ
เม่าขั้นที่ 4 เป็นเม่าที่พัฒนามานาน อยู่ในตลาดมาหลายปี ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาเยอะ เข้าใจสัจธรรม วิเคราะห์เก่ง มีวินัยการลงทุน เชื่อระบบเทรด เชื่อปัจจุบันมากกว่าอนาคต ไม่โชว์พาว

บทความข้างบน บางส่วนอ้างอิงจากคลิปที่คุณนิพนธ์ออกรายการ stop loss และใส่ความเห็นของผมเข้าไปครับ
วันนี้ผมอยากจะแนะนำให้รู้จักกับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการจาก บล.ไอร่า ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการลงทุน QIQP ที่คุณจะได้เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาการลงทุนจากรายการ Stop Loss Weekend จะมีต่ออีก 3 ตอน คอยติดตามกันครับ คุณนิพนธ์เป็นหนึ่งใน idol ของผมเลย ลองรับชมกันดูครับ

วิธีวิเคราะห์ว่าบริษัทจะเจ้งหรือไม่

เพิ่มความรู้วันหยุดอีกวัน จะรู้ได้อย่างไรบริษัทว่าจะไม่เจ๊งก่อน turnaround

วิธีวิเคราะห์ว่าบริษัทจะเจ้งหรือไม่
ลงทุนหุ้น turnaround ให้รวยขั้นแรกต้องมั่นใจก่อนว่าบริษัทที่จะลงทุนต้องไม่เจ้งไปซะก่อน เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือเรื่องหนี้สินไม่ว่าธุรกิจคุณจะเป็นเช่นไรยังไงก็ต้องจ่ายหนี้ การใช้อัตราส่วนการวิเคราะห์ความอยู่รอด Solvency Ratio (Leverage Ratio) เป็นอัตราส่วนที่จะตอบคำถามว่าบริษัทว่ามีภาระหนี้มากน้อยเพียงใด และธุรกิจมีปัญหาจ่ายหรือไม่ อยากรู้รายละเอียดเชิญอ่านบทควาามเรื่องนี้จาก อ.สรรพงศ์ ลิมป์ธำรงกุล[1] โดยพลัน

Financial leverage: ความเสี่ยงทางการเงิน
อัตราส่วนการวิเคราะห์ความอยู่รอด Solvency Ratio (Leverage Ratio) อัตราส่วนกลุ่มนี้เป็นเครื่องชี้ถึงความสามารถในการชำระภาระหนี้สินของกิจการในระยะยาว ซึ่งสำคัญอย่างมากต่อผู้ที่เน้นการลงทุนระยะยาวจริงๆ (ไม่ใช่นักลงทุนประเภท Trading ที่อาจเก็งแต่ผลประกอบการรายไตรมาส ซื้อหุ้นโดยหวังผลเรื่องการเติบกำไรแจะเป็นแรงขับดันราคาหุ้น) แต่สำหรับคนที่จะลงทุนระยะยาวโดยไม่ได้กังวลกับความผันผวนราคาฃรายวัน รายเดือน นอกจากอัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) ประสิทธิภาพ (Efficiency: พวก Turnover ต่างๆ) แล้ว ตัวที่ละเลยไม่ได้เลยคือ อัตราส่วนความอยู่รอด (Solvency) ที่มีอยู่หลายค่า ตามแต่ที่จะใช้กัน เช่น

Debt to Equity Ratio (D/E Ratio) = Total Debt / Total Equity
Debt to Asset Ratio = Total Debt / Total Assets
Short-term Debt to Total Debt = S-T Debt / Total Debt
Interest Coverage Ratio or Times interest Earned = EBIT/ Interest Expense
Modified Interest Coverage Ratio = CFO before interest and tax / Cash of interest payment
Modified Debt Principal Payback Period (Debt Coverage Ratio)= Long-term Liabilities / CFOOr Implied Debt Coverage Ratio = Debt / EBITDA

บางอัตราส่วนก็ไม่ได้ตีความต่างกันนัก เช่น Debt to Equity Ratio (D/E Ratio) กับ Debt to Asset Ratio แต่ที่นิยมก็คือ D/E จะใช้ตัวใดก็ได้ เพียงแต่ตีความให้เป็นเท่านั้น เพราะทั้งสองค่านี้ตีความเหมือนกัน เช่นบริษัทหนึ่งมี D/E เท่ากับ 0.4 ถ้าหาเป็น D/A = 0.29 เพราะ A = D + E เมื่อ D/E = 0.4 แสดงว่า ถ้ามี หนี้สิน Debt อยู่ 4 จะมี Equity อยู่ 10 นั่นคือจะมี Asset เท่ากับ 14 การตีความ D/E หมายถึงโครงสร้างแหล่งทุนบริษัทดังกล่าวมีโครงสร้างการจดห่แหล่งเงินทุน ใช้หนี้สินรวม 40% เทียบกับใช้จากส่วนทุน 100% ค่านี้จะดีหรือไม่ขึ้นกับว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเป็นอย่างไรนั่นคือประเด็นหนึ่ง เพราะหากบริษัทเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมแล้วส่วนใหญ่อยู่ที่ 0.6 แสดงว่า มีโครงสร้างทุนที่เสี่ยงน้อยกว่าแต่ในด้านหนึ่ง ROE อาจต่ำกว่าอุตสาหกรรม แต่นั่นไม่ใช่ข้อสรุปว่าหุ้นนี้ไม่ดี เพราะการมี ROE ที่ต่ำกว่าในขณะที่ความเสี่ยงต่ำกว่านั้น เท่ากับความเสี่ยงกิจการได้ลดลง ทำให้ Expected return ของ Market ที่มีต่อหุ้นลดลงด้วย (High risk High return) ซึ่งได้เคยพุดถึงเรื่องทฤฌฎีโครงสร้างทุนเกี่ยวเรื่องนี้ ไว้บ้างแล้ง ซึ่งค่าความสัมพันธ์
ในทฤษฎีการเงินเรื่อง capital structure ต้นทุนหุ้นทุนจะผันแปรโดยตรงกับ D/E เมื่อ
rk = ผลตอบแทนหุ้นทุนที่ มี Leverage ที่ D/E
r0 = ผลตอบแทนหุ้นทุนที่ ไม่มี Leverage หรือที่ D/E = 0
rd = ผลตอบแทนหุ้นกู้หรือต้นทุนเงินกู้
rk = r0 + (D/E) * (r0 – rd)
เราสามาสรุปแบบคร่าวๆคือ Expected return ของหุ้นที่มี D/E ต่างกัน จะต่างกันราว (D/E1 – D/E2)*r0 แต่ตัวปัญหาก็คือ r0 นี่แหละจะเท่าไรดี ซึ่งควรอยู่ระหว่าง rf (risk free rate) กับ rm (Market return rate)

แต่เอาละนั่นคือภาคทฤษฎี เราไม่ต้องพยายามหาตัวเลขเป๊ะๆหรอก เอาแค่รู้ว่าเมื่อ D/E ของหุ้นสองตัวไม่เท่ากัน หุ้นที่มี D/E สูงกว่าย่อมต้องการ Required of return สูงกว่า ถ้าโยงไปถึง P/E = b / (k-g) แม้จะมีอัตราการจ่ายปันผลเท่ากันและมี growth เท่ากัน แต่ P/E ก็ไม่เท่ากัน เพราะ k หรือ rk จะต่างกันเอาเท่านี้ก็คงพอนึกออกแล้วนะครับว่าทำไมหุ้นมันถึงขึ้นลงมากน้อย (ผันผวน) ต่างกัน ทำไมบางตัว P/E ถึงได้ต่ำแล้วต่ำอีก อุตส่าห์เลือกตัว P/E ต่ำกว่าอุตสาหกรรมยังติดดอยอีก

ส่วนการคีความ D/A คือ ให้อ่านความหมายว่าในการจัดหาสิทรัพย์นั้นใช้หนี้เท่าไร ใช้เงินส่วนของเจ้าของเท่าไร จากตัวอย่างเดิม D/E 0.4 มี D/A = 0.29 (หรือราว 0.3) แสดงว่าสินทรัพย์ 100 บาท กู้มา 30 เจ้าของลงทุน 70 ในการจัดหามา เหมือนกันจะดูว่าดีหรือไม่ก็ต้องเทียบกับอุตสาหกรรม แต่ตัวนี้ลูกเล่นในทางการเงินตรงๆ มีน้อยไม่เท่า D/E ดังที่กล่าวมา นักการเงินเลยไม่นิยมนักเพราะถ้าจะใช้ก็ต้องแปลงเป็น D/E

ส่วนข้อ 3 Short-term Debt to Total Debt ขึ้นกับแต่ละอุตสาหกรรม เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมี โครงสร้างสินทรัพย์หมุนนเวียน และไม่หมุนเวียนต่างกันไปตามลักษณะอุตสาหกรรม เช่นหุ้นอุตสาหกรรมผลิต (หุ้นโรงงาน) กับ โรงพยาบาล หรือ ค้าปลีก พาณิชย์ รับเหมาก่อสร้าง จะมีโครงสร้างตาม Common size แตกต่างกันไป หุ้นโรงงาน จะมี ส/ท ไม่หมุนเวียนราว 60% ของสินทรัพย์รวม จะเป็น ส/ท หมุนเวียน 40% ครึ่งหนึ่งส่วนนี้มักจะเป็นสินค้าคงเหลือ หากสินค้าควรได้เครดิตในการซื้อเกือบทั้งหมด แสดงว่าที่เหลือของ ส/ท หมุนเวียน ถ้าใช้เงินกู้ระยะสั้น ก็ควรใช้ราว 20% เพราะหนี้สินส่วนที่เหลือควรใช้หนี้ระยะยาวเพราะสินทรัพย์ที่เหลือคือ ส/ท ไม่หมุนเวียน และถ้า Current ratio ควรมากกว่า 1 แล้ว หนี้ระยะสั้นก็ควรยิ่งต้องน้อยลงอีก จึงควรที่จะไม่เกิน 30-40% ถ้ามากกว่านี้จะสันนิษฐานว่า มีการใช้เงินกู้ระยะสั้นผิดวัตถุประสงค์ (Unmatched) ไว้เรื่องโครงสร้างของอุตสาหกรรมและการวิเคราะห์นี้จะเขียนภายหลัง เพราะคือส่วนหนึ่งของ Common size analysis ที่ดูพื้นๆ แต่คนที่อ่านงบแบบวิเคราะห์ไม่ใช่อ่านแบบบัญชีจะได้ประญชน์ ยิ่งใช้กับ Trend Analysis แล้วอาจแทบไม่ต้องทำ Ratio analysis เลยด้วยซ้ำ

ยังมีการวัดความเสี่ยงทางการเงินอีกแบบหนึ่ง เป็นการวัดความสัมพันธ์ของต้นทุนคงที่ทางการเงิน (ส่วนใหญ่คือดอกเบี้ย) ของทุน ซึ่งหมายถึงเฉพาะหนี้สิน
Leverage หมายถึงสิ่งที่สร้างความเสี่ยงให้กับธุรกิจ โดยทั่วไปความเสี่ยงของธุรกิจคือความผันผวนของกำไรหรือกระแสเงินสด ส่วน Leverage ในสูตรที่จะกล่าวถึงนี้จะหมายถึงรายการที่เป็นภาระที่ธุรกิจต้องจ่ายไม่ว่ารายได้จากการดำเนินงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร การวัดภาระความเสี่ยงสามารถวัดได้ สองด้านคือ ระดับภาระความเสี่ยงทางการเงิน และระดับภาระความเสี่ยงในการดำเนินงาน

เมื่อจะวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีผลต่อกำไรโดยรวม (DTL) จะช่วยให้เข้าใจธุรกิจได้มากนึ้น บางครั้งการเพิ่มทุน หรือจัดตั้งกองทุนอสังหา REIT หรือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเอาเงินมาลดหนี้สินลง โดยหวังลดดอกเบี้ยก็อาจไม่ได้ให้ประโยชน์เต็มที่เพราะความเสี่ยงโดยรวมที่กระทบต่อกำไร (DTL) อาจไม่ได้มาจาก DFL (ความเสี่ยงจากต้นทุนการเงิน) อย่างเดียว แต่อาจมาจาก DOL (ความเสี่ยงจากต้นทุนคงที่ในการดำเนินงาน)
โดยการวิเคราห์องค์ประกอบความเสี่ยงโดยรวมนี้ (DTL) มีดังนี้

1. The degree of financial leverage (DFL)
= % chg in net income / % chg in net operating income
= EBIT / EBIT – I

2. The degree of operating leverage (DOL)
= % chg in net operating income / % chg in sales
= Contribution margin (income) / Contribution income – Fixed cost

3. The degree of total leverage (DTL)
= % chg in net income / % chg in sales
= Contribution margin / EBIT –I
= DFL * DOL

-ค่าที่ยิ่งสูงของแต่ละตัวบ่งชี้ถึงภาระที่กิจการต้องแบกรับไว้มาก ยิ่งมากแสดงว่าความเสี่ยงยิ่งสูง สะท้อนถึงจุดคุ้มทุนที่ต้องสูงตามไปด้วย
-Operating Brake-even Point = Fixed Cost / Contribution Margin per Unit ค่า DOL แสดงถึงระดับการเปรียบเทียบอัตรากำไรส่วนเกิน (รายได้หักต้นทุนผันแปร) กับกำไรส่วนเกินส่วนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixes Cost) ซึ่งหมายถึงกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าใช้จ่ายทางการเงินหรือดอกเบี้ย) ค่าที่ยิ่งสูงแสดงว่ากำไรหลังหักค่าใช้จ่ายคงที่จากการดำเนินงาน ก็คือกำไรจากการดำเนินงาน (Contribution Income – Fixed Cost = operating Income) เหลือเพียงเล็กน้อย — > 1- 1/DOL = FC/CM = ค่าใช้จ่ายคงที่ต่ออัตรากำไรส่วนเกิน
-Financial Break-even Point = EBIT = I, ความสัมพันธ์ ICR กับ DFL คือ 1/ICR = 1-1/DFL
-การวิเคราะห์เปรียบเทียบงวดต่องวด จะช่วยบ่งชี้ให้ผู้บริหารเห็นแนวโน้มภาระจากต้นทุนคงที่ทั้งด้านการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินว่าบริษัทรับภาระมากขึ้นน้อยลงอย่างไร จะช่วยสะท้อนจุดแข็งละจุดอ่อนอีกมุมหนึ่งทางด้านการเงินได้ แต่อัตราส่วนนี้วิเคราะห์จากงบบริษัทอื่นได้ยากเพราะเราไม่สามารถแยกต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรของบริษัทอื่นได้
-การวิเคราะห์ DOL นี้ อาจทำได้โดยการหา DFL และ DTL จากนั้นหาย้อนกลับจากสูตร DTL = DFL * DOL บริษัทที่มี DOL สูง การหาเงินทุนมาลดหนี้ย่อมไม่ช่วยอะไรได้มาก

เเครดิต pattaratorn shovichit

หุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

·
หุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ Value Investor 26 ก.ค. 57

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้นนั้นอาจจะไม่ได้มีผลกระทบอะไรนักต่อหุ้นหรือการลงทุนในสายตาของ VI หรือคนที่ลงทุนระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในระยะยาวนั้นผมคิดว่าเราต้องติดตามให้ดี เพราะสภาวะเศรษฐกิจและสังคมหรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปนั้น ย่อมทำให้ความต้องการสินค้าและบริการของคนเปลี่ยนไป บริษัทหรือกิจการที่เคยรุ่งเรืองอาจจะถดถอยลง บริษัทใหม่หรือบริษัทเดิมที่ยังไม่สำคัญอาจจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นกิจการที่ยิ่งใหญ่ และนั่นก็ทำให้หุ้นของบริษัทเหล่านั้นกลายเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” คือเป็นหุ้นที่จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องยาวนานประมาณว่าเป็น 10 เท่า ในเวลา 10 ปี
บทเรียนเรื่องหุ้นกลุ่มที่ทำได้ดีเป็นช่วงเวลาประมาณ 10 ปี นั้น ถ้าดูจากตลาดหุ้นอเมริกาก็จะพบว่ามันเกิดขึ้นมาตลอด เช่น ในช่วงทศวรรษที่ 70 หรือตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1980 นั้น หุ้นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นมากและทุกคนต่างก็เข้ามาลงทุนและได้ผลตอบแทนที่ดีมากก็คือหุ้นที่เรียกว่า “Nifty Fifty” หรือหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูงอย่างเช่นหุ้น IBM หุ้น GM อะไรทำนองนี้ หุ้นเหล่านี้มักมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามีการปรับตัวลงซักพักก็จะขึ้นใหม่ ทุกคนเชื่อว่ามันเป็นหุ้น “ทางเดียว” คือมีแต่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ และมีความมั่นคงสูง “ซื้อแล้วไม่ต้องขาย” แต่แล้ว พอถึงปลายทศวรรษ คนที่เข้าไปลงทุนก็ “เจ๊ง” เพราะการเติบโตของมันคงเริ่มสะดุดและราคาของมันขึ้นไปสูงมากเกินไป ทศวรรษที่ 80 ตามมาด้วยหุ้นน้ำมันที่ราคาของน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นมโหฬารทำให้หุ้นน้ำมันกลายเป็น “พระเอก” ไป “10 ปี” แต่หลังจากที่ราคาน้ำมันถดถอยลงหุ้นก็ “ลงเหว” และสิ่งที่ตามมาก็คือในทศวรรษที่ 90 ที่หุ้นเกี่ยวกับยาและสินค้าไฮเทคเริ่มเป็นกระแสใหม่ของโลกที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ “ลงมาสู่ประชาชนทั่วไป” ดังนั้นทศวรรษที่ 90 จึงเป็นของหุ้นไฮเทค แต่พอขึ้นสหัสวรรษใหม่ปี 2000 “ฟองสบู่” หุ้นไฮเทคก็ “แตก” คนที่ร่ำรวยจากหุ้นเหล่านั้นหลายคนก็ “เจ๊ง” ทศวรรษใหม่ที่ตามมาเราได้เห็นโลก “เปลี่ยนแปลง” อย่างสำคัญอีกครั้งนั่นก็คือการก้าวขึ้นมาของประเทศกำลังพัฒนาที่มีคนมาก เช่นจีนและกลุ่ม BRIC ที่ต้องการวัตถุดิบมหาศาลและนี่นำมาซึ่งการ “บูม” ของสินค้าโภคภัณฑ์ และล่าสุดทศวรรษ 10 นี้ก็อาจจะเป็นหุ้นของสังคมข้อมูลออนไลน์ก็ได้
ตลาดหุ้นไทยเองนั้น ในอดีตเราก็ผ่านช่วงเวลา “10 ปี” ของความรุ่งเรืองของหุ้นแต่ละกลุ่มมาแล้ว โดยที่ 10 ปีสุดท้ายถึงวันนี้ผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาทองของกลุ่ม “ผู้บริโภค” ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดดเด่นมากกลายเป็นหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ราคาหรือมูลค่าตลาดของหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 เท่าในช่วงเวลา 10 ปี นี่คงเป็นผลจากการที่คนไทยมีรายได้ต่อหัวถึงจุดที่สามารถบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพสูงในปริมาณที่มากขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวและทำให้บริษัทที่ประสบความสำเร็จเป็น “ผู้ชนะ” สามารถสร้างรายได้และผลกำไรมหาศาลซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเร็วและต่อเนื่องติดต่อกันมานานหลายๆ ปี จนถึงปัจจุบัน แต่อนาคตอีก 10 ปีหรือในทศวรรษหน้า หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกแล้วในวันนี้จะยังคงเติบโตต่อไปอีก 10 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือไม่? และถ้าไม่ใช่หุ้นในกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะมีโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้น? นี่คือคำถามที่นักลงทุนคงอยากรู้
ก่อนที่จะเข้าประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ทางด้านคุณภาพเรามาดูตัวเลขว่า “หุ้น 10 เด้ง ใน 10 ปี” นั้นจะต้องเป็นอย่างไร? ประการแรกเลยก็คือ หุ้นตัวนั้นจะต้องให้ผลตอบแทนหรือมีราคารวมปันผลปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบต้นปีละอย่างน้อยประมาณ 26 % ขึ้นไปเป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี ฟังดูอาจจะไม่สูงสำหรับหุ้นหลายตัวที่อาจจะปรับตัวขึ้นเป็น 100% ในเวลาอันสั้นไม่กี่วันหรือเดือน แต่ประเด็นก็คือ หุ้นเหล่านั้นมักจะดีแต่ในช่วงสั้น ๆ หุ้นที่ปรับตัวยาวติดต่อกันปีแล้วปีเล่านั้นมักจะหาได้ยาก
ข้อที่สองของตัวเลขก็คือ ถ้าราคาจะปรับตัวขึ้นปีละ 26% กำไรของบริษัทก็ควรจะต้องปรับตัวขึ้นอย่างน้อยปีละ 26%แบบทบต้นเป็นเวลา 10 ปีด้วย แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่จะเติบโตได้ในอัตราขนาดนั้น ดังนั้น สำหรับหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี ที่เกิดขึ้นแล้วในตลาดหุ้นไทย ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะมีกำไรแบบทบต้นไม่ถึง 26% ต่อปี แต่โตขึ้นเช่นเพียง 17%-18% ขึ้นไปเท่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นควรจะขึ้นไปเป็นเพียง 5 เท่าในเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความนิยมของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่า PE ของหุ้นถูกปรับขึ้นเป็นเท่าตัวหรือมากกว่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นที่ควรขึ้นไป 5 เท่า กลายเป็นเพิ่มขึ้นไป 10 เท่าและกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง ตัวอย่างก็เช่น หุ้นในกลุ่มค้าปลีกนั้น ถ้าดูเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะพบว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ ค่า PE ของหุ้นจึงเป็นแค่ 10 เท่าต้น ๆ แต่ถึงปัจจุบันค่า PE กลายเป็นกว่า
20 เท่า เช่นเดียวกับหุ้นโรงพยาบาลที่เป็นซุปเปอร์สต็อกในปัจจุบันนั้น เมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจ ค่า PE จึงค่อนข้างต่ำอย่างมากก็ 10 กว่าเท่า แต่ในปัจจุบันก็มีค่า PE หลายสิบเท่า
การวิเคราะห์เชิงคุณภาพของหุ้น 10 เด้งในอีก 10 ปี ข้างหน้านั้น ผมคิดว่าน่าจะคล้าย ๆ กับหุ้น 10 เด้งในอดีต นั่นก็คือ ข้อแรก มันควรเป็นหุ้นที่อยู่ใน “เทรนด์” ของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่จะเติบโตเร็วต่อไปในอนาคตอย่างน้อย 5-6 ปี ขึ้นไป ข้อสอง มันควรจะเป็นหุ้นของผู้ชนะเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง และถ้าจะให้ดีต้องเหนือกว่าอันดับสองมาก ข้อสาม การชนะของบริษัทจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในด้านของการแข่งขันอย่างถาวร เช่น ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนเนื่องจากขนาดของบริษัทที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมาก หรือการชนะทำให้ชื่อเสียงหรือแบรนด์เนมของสินค้าเป็นที่ยอมรับว่าเหนือกว่ารายอื่นอย่างชัดเจน เป็นต้น ข้อที่สี่ หุ้นที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น ควรที่จะเป็นกิจการที่ไม่ต้องลงทุนในการขยายงานสูงและเป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีถึงดีมาก และสุดท้ายก็คือ ขนาดของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นจะต้องใหญ่พอที่จะรองรับการขยายตัวของบริษัทที่จะโตขึ้นอีก 10 เท่าได้
จากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นก็จะพบว่าผมไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวไหนหรือกลุ่มไหนจะเป็นหุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า สิ่งที่บอกได้ก็คือ หุ้นแบบไหนหรือกิจการแบบไหนจะไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งได้มากกว่า ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ หุ้นที่เป็นหุ้น 10 เด้งแล้วในปัจจุบันอย่างหุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งหลายนั้น ผมคิดว่าไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งในอนาคต เหตุเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น มูลค่าหุ้นของมันจะต้องสูงจนแทบจะ “กลืนกิน” อุตสาหกรรมทั้งหมดซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ หุ้นกลุ่มที่กำลังร้อนแรงมากและเข้าข่ายว่าอาจจะเป็นธุรกิจที่จะเติบโตไปได้อีกหลาย ๆ ปี เช่น หุ้นพลังงานทดแทนแนว “โซลาร์ฟาร์ม” นั้น ผมก็คิดว่ายากที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกเนื่องจากมันเป็นกิจการที่ต้องลงทุนสูงถ้าจะโต นอกจากนั้น มันยังยากที่จะหาผู้ชนะจริง ๆ เนื่องจากทุกวันนี้อุตสาหกรรมจริง ๆ ยังไม่ได้มีการแข่งขันแต่เป็นเรื่องที่ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐเพื่อที่จะอยู่รอด
ก่อนที่จะจบบทความนี้ ผมคงต้องบอกว่าสิ่งที่ผมพูดนั้น เป็นเรื่องของ “พื้นฐาน” ของกิจการที่ จะส่งผลให้หุ้นมีโอกาสกลายเป็นหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี สำหรับหุ้นขนาดพอสมควรที่เน้นในด้านของการเติบโตของธุรกิจตามปกติ แน่นอน หุ้นขนาดเล็กหรือขนาดจิ๋วที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่และกลายเป็นหุ้น 10 เด้งนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่สามารถกำหนดเป็นเกณฑ์ได้ เช่นเดียวกับหุ้น Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว หรือหุ้น Cyclical หรือหุ้นวัฏจักร เหล่านี้ก็มีโอกาสเป็นหุ้น 10 เด้งได้ แต่ความเสี่ยงในการลงทุนก็สูงและผมเองก็ไม่มีความสามารถจะกำหนดตัวได้ ว่าที่จริง แม้แต่หุ้น 10 เด้งในอดีตที่ผมได้ลงทุนมาหลาย ๆ ตัวนั้น ตอนที่เริ่มลงทุนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นหุ้น 10 เด้ง เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว โดยที่โชคดีที่ผมไม่ได้ขายมัน ผมถึงได้รู้ว่ามันเป็นหุ้น 10 เด้งที่ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง ถึงนาทีนี้ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะได้หุ้น 10 เด้งในจำนวนเหมือนเดิม เหตุผลง่ายที่สุดก็คือ หุ้นที่ผมถือในปัจจุบันต่างก็เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่คงไม่สามารถโตได้ขนาดนั้นใน

ทำไมหมอและวิศวกรจึงลงทุนได้เก่ง

Hide story
ที่มา จิตวิทยาและแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุน
ทำไมหมอและวิศวกรจึงลงทุนได้เก่ง

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมวีไอในเมืองไทยหลายคนจึงมีพื้นฐานมาจากวิศวกรและแพทย์ ทั้งที่ในการเรียนการสอนทั้งสองสาขาวิชานี้ ไม่มีเค้าลางในเรื่องของวิชาการลงทุนอยู่เลย

หากใครหลายคนติดตามรายการ Money talk เราจะพบว่า คนรวยที่สุด จบวิศวกรแล้วเรียนต่อสาขาทางการเงิน คนรวยอันดับสอง จบแพทย์แล้วเรียนต่อเฉพาะทางการทำคลอด คนรวยอันดับสาม เป็นอาจารย์สอนด้านธุรกิจและการลงทุน คนรวยอันดับสี่ เป็นนักพูด (ขออภัยล่วงหน้านะครับถ้าผมเข้าใจผิด)

ผมเคยเห็นกระทู้ในพันทิปเคยโพสถามว่า “ถ้าโตขึ้นอยากเป็นวีไอ หนูควรเลือกเรียนสาขาใดดีคะ”

คำตอบมันเห็นๆกันอยู่แล้ว “หนูไปเรียนหมอหรือไม่ก็วิศวกรเถอะจ๊ะ” จบมาแล้วจะได้เป็นวีไอ

แน่นอนว่า หมอหลายคนก็ยังคงเจ๊งหุ้น วิศวกรหลายท่านก็ยังติดดอย ปตท. แต่อย่างน้อยหลายท่านก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงลิ่ว ผมก็มีเพื่อนที่เป็นทั้งแพทย์และวิศวกร ดังนั้น “อะไร?” ที่ทำให้สองอาชีพนี้แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่อาจช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการลงทุน

อย่างแรก ผมคิดว่าเป็น selective bias
ในประเทศไทย ค่านิยมของสังคมในสมัยผมนั้นนิยมส่งเสริมให้ลูกเรียนแพทย์หรือไม่ก็วิศวกร การแข่งขันเพื่อสอบเข้าสองคณะนี้นั้นสูงลิ่ว ดังนั้นคนสองกลุ่มนี้จึงถูกคัดเลือกมาแล้วว่าเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ดังนั้น ไม่ว่าจะเอาเขาไปทำอะไร ก็คงจะอร่อยกว่าปกติ

อย่างที่สอง พวกเขาเรียนสาขาวิชาที่หลากหลายมาก
แพทย์จะต้องเรียนทั้งเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ระบบการทำงานของร่างกาย แบคทีเรีย พืช ยา รังสี จิตใจ กฏหมาย สังคม ฯลฯ ในขณะที่วิศวกรก็ต้องเรียนทั้งการคำนวณ กฏฟิสิกส์ การประยุกต์ใช้ความรู้ การออกแบบระบบ การควบคุมงาน การวิเคราะห์โครงการ กฏหมาย ฯลฯ ซึ่งจะต่างจากอาชีพอื่นเช่น นักชีววิทยา รู้เฉพาะเรื่องสิ่งมีชีวิตที่ตนศึกษา นักกฏหมาย ที่รู้แต่กฏหมาย นักการเงิน ที่รู้แต่เรื่องเงิน นักการตลาด ที่เรียนเฉพาะการตลาด คนที่เรียนมาหลากหลายกว่า จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายทิศทาง วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่หลากหลายได้มากกว่า และสามารถมองในภาพรวมได้ง่ายกว่า

อย่างที่สาม พวกเขาเป็นนักแก้ปัญหา
แพทย์จะได้รับโจทย์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวันของการปฏิบัติงาน วิศวกรก็ต้องพยายามแก้ปัญหาไม่ซ้ำกันเช่นกัน ดังนั้น เมื่อมาเจอโจทย์ทางการลงทุน พวกเขาจึงน่าจะทำได้ดีกว่า เพราะทักษะในการลงทุนนั้น ไม่ได้ใช้ทักษะในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ต้องประเมินจากบริบทในหลายๆด้าน และไม่ว่าจะพยายามเช่นไร ก็จะยังต้องทำไปโดยที่ยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในงานนั้นๆเสมอ การเรียนรู้โดยให้แก้ปัญหาเป็นทักษะที่สำคัญของสองอาชีพนี้ ในขณะที่อาชีพอื่นๆอาจเน้นไปในทางการมีความรู้เฉพาะด้านนั้นๆ

อย่างที่สี่ เมื่อจบมาก็ได้ทำงานเป็นหัวหน้าหรือในระดับการจัดการ
แน่นอนว่าทั้งสองอาชีพนี้อาจจะต้องมีการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อการเลื่อนขั้นอยู่บ้าง แต่ career path นั้นสั้นกว่าอาชีพอื่นๆอย่างชัดเจน เป็นหมอก็เป็นหมออยู่อย่างนั้นตั้งแต่ต้น ไม่มีเจ้านาย มีแต่ต้องคอยกำกับควบคุมทีมให้ทำงานตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงได้ฝึกการตัดสินใจด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการตัดสินใจที่ดี ก็เป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งในการลงทุน

อย่างที่ห้า ทั้งสองอาชีพนี้มีฐานเงินเดือนที่สูงตั้งแต่แรก
เงินนั้นมีมูลค่าตามเวลาด้วย เงินที่ได้มาตอนอายุน้อยจะสามารถทวีค่าได้มากกว่าเงินที่ได้มาตอนอายุมาก ดังนั้นถ้าสามารถออมเงินได้มากตั้งแต่อายุน้อย ก็จะสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนมากกว่า

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะไม่ได้เป็นทั้งแพทย์และวิศวกร ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นอะไรที่ไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า เราเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายเพียงพอแล้วหรือไม่ เรามีทักษะในการแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จตายตัวได้ดีหรือไม่ เราสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างดี ดดยไม่ต้องรอให้ใครมาออกคำสั่งหรือไม่ และประการสุดท้าย เราตั้งใจในการออมและมีวินัยในการลงทุนตั้งแต่เราอายุยังน้อยได้หรือไม่

ลองมองหาคนใกล้ตัวหรือหนังสือของคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมาอ่านดูครับ เพื่อจะได้ข้อมูลที่มากขึ้นว่า “อะไร” ที่ทำให้เขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จนั้นเป็น “โรคติดต่อ” ครับ

เราต้องอยู่ใกล้ๆคนที่ประสบความสำเร็จเข้าไว้

แชร์ เทคนิค การซื้อ/ขาย หุ้นที่ราคา เปิด/ปิด ให้ปลอดภัย

shared สามัญชน คนเล่นหุ้น’s status.

แชร์ เทคนิค การซื้อ/ขาย หุ้นที่ราคา เปิด/ปิด ให้ปลอดภัย

เป็นเทคนิคที่ไม่ใหม่อะไรนะครับ หลายคนน่าจะรู้แล้ว แต่หลายคนก็ยังไม่รู้ ผมแนะนำวิธีนี้ให้รุ่นน้อง/รุ่นพี่ หลายคนที่พึ่งเข้าตลาด ก็บอกว่าพึ่งรู้

ก็เลยอยากนำมาแชร์ไว้ในบอร์ด เทคนิคที่ว่า เกี่ยวข้องกับ การซื้อขายหุ้น ที่ราคาปิดหรือเปิดตลาด ที่เรียกว่า ATO/ATC นั่นเองครับ

ทุกคนคงทราบดีว่า ซื้อราคา ATO ATC คืออะไร มันก็คือ

ATO = การซื้อหรือขายหุ้นที่ราคาเปิด ซึ่งจะมี สองรอบ คือ ประมาณ 10 โมงเช้า และรอบบ่าย 14.30
ATC = การซื้อหรือขายหุ้นที่ราคาปิด ซึ่งจะมี รอบเดียว คือ ก่อนปิดตลาดประมาณ 16.30

ในช่วงก่อนปิดตลาดหลายคนมักใช้คำสั่ง ATC ในการซื้อหรือขายหุ้น โดยหวังว่าจะได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาล่าสุดเล็กน้อย จึงตั้งซื้อหรือขาย ATC แล้วมาลุ้นว่าราคาปิดวันนั้นคือเท่าไหร่ เช่นสมมุติว่า ราคาของหุ้น A วิ่งอยู่ก่อน ปิดตลาดตอนเย็น ที่ 5.00 บาท คนที่อยากขายหุ้นก็มองว่า 5.00 นี่หละพอใจแล้วอยากขาย แต่ขอตั้ง ATC ละกันเผื่อว่า มันปิด 5.05 จะได้ได้กำไรมาอีกช่องนึง แต่ถ้ามันลงไป 4.95 ก็ยังรับได้อยู่ไม่ซีเรียส

ถ้าคุณคิดแบบนี้ แนะนำตอนที่ตลาด pre-close คือกระพริบ ATC อยู้ให้ตั้งขาย หุ้น A ที่ราคา 4.90 (ต่ำกว่าราคาที่ยอมรับได้ซัก 1ช่อง) ที่ให้ตั้งแบบนี้ เพราะเมื่อปิดตลาดแล้ว แม้ว่าราคาปิดจะปิดสูงกว่าราคา 4.90 ที่ตั้งขายไว้เช่นปิดที่ 4.95,5.00 หรือ 5.05 คุณจะขายหุ้น A ได้ที่ราคาปิดของวันนั้นแทนทันที แม้ว่าจะตั้งขายไว้ 4.90 ก็ตาม บางคนเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าชั้นตั้งขาย 4.90 แล้วตลาดมันปิด 5.00 ชั้นก็ซวยหน่ะสิขายได้ 4.90 เอง แทนที่จะได้ 5.00 ราคาปิด ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะราคาหุ้นที่ขายได้จะเป็นราคา 5.0 แทนแม้จะตั้งขายไว้ 4.90 ก็ตาม

วิธีนี้มีประโยชน์ อย่างไร ประโยชน์ คือคุณสามารถขายหุ้นได้ราคาปิด ตามเจตนาเดิม ในกรณีที่ปิดแล้วหุ้นโดดสูงกว่าเดิมก็ยังขายได้ราคาปิดตามนั้น เช่นราคาก่อนเข้าสู่ pre-close 5.0 แต่ปิด 5.05 ถึงแม้คุณจะตั้งขาย 4.90 ก็จะขายได้ราคาปิด 5.05 เหมือนกัน แต่การตั้งแบบนี้ดีกว่าตั้ง ATC ยังไง ดีตรงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดราคาปิดที่ผิดเพี้ยนจากราคาก่อนตลาดปิดไปมาก หลายๆคนคงเคยเห็นเหตุการ์ณกับหุ้นบางตัวที่ ราคาปิดกระโดดขึ้นโดดลง แบบผิดปกติ บางครั้งลงถึง floor หรือ ขึ้นถึง ceiling สมมุติว่าคุณตั้งขาย ATC แล้ว หุ้นโดดลงไปปิดที่ราคา floor 4.00 บาท จะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดคือคุณขายหุ้นได้ ที่ 4.00 บาททันที ซึ่งอาจขาดทุนมหาศาลจากราคา 5.00 บาทที่ตั้งใจขายไว้ แต่ถ้าหากคุณตั้งขายไว้ 4.90 แทนการใช้ ATC ในกรณีเกิดเหตุการณ์นี้ หุ้นของคุณจะไม่ macth เพราะราคาปิด 4.00 ต่ำกว่าราคาขายที่ตั้งไว้ 4.90 ทำให้คุณรอดจากการขายหุ้นราคาขาดทุนยับเยิน

เช่นเดียวกับการซื้อหุ้น คนตั้งซื้อ ATC แล้วก็ภาวนาหวังให้มันโดดลงไปต่ำกว่าราคาก่อนปิด สัก 2-3 ช่องเพื่อจะได้ราคาถูกขึ้นมาอีกนิด ซึ่งคุณสามารถตั้งแบบใส่ราคาซื้อได้แทนการตั้งแบบ ATC ในช่วง pre-close เช่น หุ้น A ราคาก่อนปิด 5.00 บาท คุณก็อาจจะตั้งซื้อที่ 5.10 (สูงกว่าราคาที่ยอมรับได้ซัก 1 ช่อง) ถึงแม้ว่าหุ้น A จะปิดที่ ราคา 4.95 คุณก็จะได้หุ้นมาในราคาปิด 4.95 แม้จะตั้งซื้อไว้ว่า 5.10 ก็ตาม

การตั้งซื้อไว้ราคา 5.10 ไม่ทำให้คุณได้หุ้นแพงขึ้นหากราคาปิดคือ 4.95 คุณก็จะได้หุ้นที่ราคา 4.95

แต่การตั้งราคาซื้อ 5.10 ไว้แทนการซื้อด้วย ATC ก็จะช่วยกันการเกิดกรณีเดียวกับข้างบนคือ เกิดราคาปิดเกิดเหตุพิสดาร โดดไปปิดราคา celling หรือปิด 6.00 บาท ถ้าคุณสั่งซื้อแบบ ATC ก็จะได้หุ้นมาราคา 6.00 บาทซึ่งแพงกว่า 5.00 ก่อนปิดไปเยอะมาก และมีโอกาสขาดทุนสูงหากวันต่อไปมันกลับมาที่ 5.00 บาทเหมือนเดิม แต่ถ้าตั้ง 5.10 ไว้แล้วราคาปิดเป็น 6.00 หุ้นคุณจะไม่ match และรอดพ้นความเสียหายจากการที่ราคาหุ้นกระโดดแบบผิดธรรมชาติ

ความเสี่ยงเหล่านี้ ป้องกันได้ อย่าโทษตัวเองว่าตั้ง ATC แล้วไอ้บ้าที่ไหน มันถอนไม่ทันทำให้ชั้นโดนร่างแห ได้ราคาซื้อแพงติด celling หรือขายได้ ราคา floor แทนที่จะได้ราคาปกติ ไปด้วย

เทคนิดนี้ผมใช้ประจำเวลา จะเก็บหุ้น ราคาก่อนปิด เช่นเห็นหุ้นวิ่งก่อนปิด 5.00 และผมรู้สึกว่าราคานี้เหมาะสมอยากซื้อ 1000 หุ้น ผมก็ตั้ง 1000 หุ้น 5.10 บาท หากราคาปิดสรุปออกมาเป็น 4.90 ผมก็ใช้เงินแค่ 4.90*1000 ในการซื้อ 1000 หุ้นนี้ แม้จะตั้งซ์้อไว้ 5.10 บาทก็ตาม

การตั้ง 5.10 เพื่อระบุว่าผมยอมรับการดีดขึ้นของราคาหุ้น ณ ราคาปิดได้แค่ 5.10 บาท ถ้ามากกว่านี้ เช่นปิดที่ 5.5 6.0 ผมก็จะไม่ได้หุ้นไปโดยอัตโนมัติ
ผิดกับการซื้อแบบวัดดวงกับการติ้ก ATC ไม่ว่ามันจะปิดเท่าไหร่เช่น ถ้ามันปิด 5.5 6.0 คุณก็จะได้ราคานั้นไปโดยปริยาย

หวังว่าคงมีประโยชน์ครับ การลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่เรื่องบางเรื่องความรู้ความเข้าใจสามารถลดความเสี่ยงได้ อย่าปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นกับดวง ทั้งๆที่คุณกำหนดมันได้
Cr.เทิร์นอะราวเต่าหมุน

“มาเทรดให้เจ๊งกันเถอะ”

ของฝากนักช้อป

วันก่อนผมไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยเอามาฝาก อันนี้ผมเขียนใหม่โดยสรุปหัวข้อมาแล้วก็อธิบายด้วยภาษาบ้านๆ ของผม รวมถึงเอามาผสมกับมุมมองและทัศนคติของตัวเองด้วย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด นะจ๊ะ

“มาเทรดให้เจ๊งกันเถอะ”

1. เทรดทำไมไม่รู้ รู้แต่ว่าได้เงินก็พอ

ก่อนเทรด เราควรตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า เราเทรดในแต่ละครั้งเพื่ออะไร จุดมุ่งหมายคืออะไร ตัวอย่างเช่น เราอาจจะเทรดชิลชิล และทำงานไป สไตล์มนุษย์เงินเดือนเทรดเดอร์ หรือ เราจะเทรดเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้ทั้งหมดในชีวิตมาจากการเทรด สิ่งที่ทำให้เราต้องพิจารณาคำตอบที่จะแตกต่างกันนี้ก็คือ ความกดดัน เพราะความกดดันของการเทรดแต่ละจุดประสงค์จะแตกต่างกัน เช่น ถ้าเราเทรดเพื่อเลี้ยงชีพ ความกดดันก็จะมากกว่า และนั่นก็มีผลให้เรามีโอกาสพลาดมากกว่า เพราะเป็นเรื่องหนักกว่าที่จะจัดการกับภาวะความกดดัน / ระดับความกดดันมีผลต่อการเทรด แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราจัดการกับความกดดันในระดับหนึ่งระดับใดไม่ได้ จะไม่สามารถเทรดได้ เช่น หากเรารับความกดดันของการเทรดเพื่อเลี้ยงชีพไม่ได้ ก็หันไปเทรดชิลชิลแบบสไตล์นักลงทุนซะ / แต่นั่นไม่ใช่สำหรับคนที่จะเอาดีทางด้านนี้ (หรือเทรดเลี้ยงชีพ) เพราะสิ่งที่คนกลุ่มหลังนี้จะต้องทำก็คือ การบาลานซ์ความกดดันให้ได้ การบาลานซ์ความกดดันหมายถึงการทำให้การเทรดที่มีรีเทิร์นเป็นผลตอบแทนระดับปลาซิวปลาสร้อยมีความสำคัญเท่ากับการพลาดที่หมายถึงเสียบ้านไปหลังหนึ่งเลย อะไรทำนองนั้น / และวิธีการสร้างบาลานซ์ที่ว่านี้คือการใช้ปริมาณการเทรดในแต่ละครั้งในระดับที่มีความสำคัญไม่มากนัก คือ เสียไปก็ชิลชิล จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น ความสำเร็จและระบบที่ดีในการเทรดแต่ละครั้งสำหรับล็อทเล็กๆ จะทำให้เรามีความมั่นใจและสบายใจที่จะเทรด จนกระทั่งเราคุ้นเคยกับมันจากนั้นจึงเพิ่มระดับความยากขึ้นไป ด้วยปริมาณที่มากขึ้น และล็อทที่สูงขึ้น การบาลานซ์ของความกดดันจะเกิดขึ้นและพัฒนาจากจุดเล็กๆ ตรงนี้

2. ไม่ต้องสนกลยุทธ์

การทำอะไรเป็นกระบวนการเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดีลกับอะไรก็ตามที่เกี่ยวเงินของเรา ดังนั้น กลยุทธ์จึงมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นั้นมีมากมาย แต่จงจำไว้ว่าสิ่งที่ทำเงินได้ไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เป็น “ตัวของเราเอง” / ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เทคนิค พื้นฐาน หรือ ระบบเทรด แต่เป็นการเลือกหยิบมันมาใช้ของตัวเราเอง ด้วยวิธีการที่เข้าใจในสิ่งที่เราเลือกใช้อย่างถ่องแท้ และมีลำดับขั้นตอน / เราควรเริ่มจาก Technical Analysis ก่อน ไม่ใช่เพราะมันเป๊ะ เพราะไม่มีอะไรเป๊ะ แต่เพราะว่ามันคือภาพสรุปของตลาดที่เป็นรูปธรรมและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด (ในนั้นมีข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว) อย่างไรก็ตาม TA ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่า ในการเทรด เราจะถูกหรือผิด หรือ เราจะทำกำไรจากมันได้หรือไม่ แต่เป็นสิ่งที่บอกกับเราว่า เราจะสามารถลดระดับของความเสี่ยงของเราได้มากน้อยแค่ไหนในการสร้างโอกาสทำกำไร เพราะฉะนั้น TA ไม่ใช่การประเมินทิศทางของตลาด ไม่ใช่เกมรุก แต่เป็นเกมรับในการประเมินอัตราความเสี่ยงและใช้มันเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการสร้างสมดุลของเกมรับและเกมรุก คือ การปรับเกมรับเป็นเกมรุก เพื่อเข้าทำบนความเสี่ยงที่ถูกทำให้ลดทอนลงไป / นอกจากนี้ TA ไม่ได้เป็นเกมรุกในตัวของมันเอง เพราะในที่สุดแล้ว มันจะต้องถูกจับมารวมกับ Fundamental เพื่อรวมกันเป็นแผนกลยุทธ์ที่สำคัญต่อไป เราเปรียบเทียบ Fundamental ได้กับการมองเกลียวคลื่น เราประเมินจากพื้นฐานของ ศก. ว่า คลื่นย่อมดำเนินไปในทิศทางใด จากนั้นจึงเลือกหาจังหวะล้อไปกับเกลียวคลื่นให้ได้ในช่วงคลื่นที่เราได้เปรียบและมีความเสี่ยงที่น้อยที่สุด ซึ่ง TA จะเข้ามารองรับตรงนี้ การเรียบลำดับโครงสร้างกลยุทธ์จึงมีความสำคัญ

3. ทำให้ยุ่งยากซับซ้อนเข้าไว้

บางคนผิดพลาดกับแผนกลยุทธ์ของตัวเอง นั่นคือ ในบางครั้งเราเซ็ทอัพเทรดดิ้งแพลนในแบบที่มีรายละเอียดสูงมาก และซับซ้อนมาก จนกระทั่งองค์ประกอบของมันมีความขัดแย้งกันเอง และไม่นำไปสู่อะไร และสุดท้ายดันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่มั่นใจที่จะ take execution ในการเทรด / การแก้ปัญหานี้คือ ถอยออกมา และพยายามตอบคำถามที่ง่ายที่สุดก่อน นั่นคือ เราจะต้องสร้างแผนการเทรดที่ตอบสนองต่อคำถามเหล่านี้ นั่นคือ เข้าที่ตรงไหน ออกที่ตรงไหน และรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดนั้น / ทั้งสามประเด็นคือคำถามเบื้องต้นที่ทุกกลยุทธ์จะต้องตอบสนองต่อมัน ก่อนที่จะไปถึงสิ่งที่ซับซ้อนกว่า ดังนั้น หากเรามีแผนการที่แสนจะน่าปวดหัว แต่กลับไม่มีความชัดเจนในสามสิ่งนี้เลย เราก็จะมีปัญหาแน่นอน / TA จะเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสามปัจจัยนี้ นอกจากนี้มันคือสิ่งที่ชี้วัดว่า การเทรดของเรามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน รวมถึงความสามารถในการปกป้องผลกำไร / อย่างไรก็ตาม นอกจากที่ TA แล้ว ตัว Fundamental ก็จะบอกถึงจุดนี้ได้เหมือนกัน เพียงแต่จะซับซ้อนกว่า เพราะเราไม่สามารถค้นหาได้อย่าง 100% ว่าอะไรที่มาไดร์ฟราคาของสินทรัพย์ แต่เราสามารถบอกได้ว่า โดยพื้นฐานขนาดนี้หรือขนาดนั้น ราคาได้บิดผันไปจากที่มันควรจะเป็นมากน้อยเพียงใด และมันจะนำไปสู่อะไรต่อไป

4. แค้นต้องชำระ

จำไว้เสมอว่าการเทรดไม่ใช่เรื่องของการที่เรามองอะไรว่ามันถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องของการไปต่ออย่างไรถ้าเราผิด ดังนั้น หากเกิดความผิดพลาดขึ้นในแผนการของเรา ก็ต้องถือว่ามันคือขั้นตอนหนึ่งของการเรียนรู้ และไม่ควรที่จะเอาตัวเองไปผูกติดกับการเทรดนั้นๆ จนไม่กล้าที่จะทำอะไรอีกต่อไป เราจะต้องระลึกไว้เสมอว่า บทเรียนของความผิดพลาดจะทำให้มันไม่ถูกทำซ้ำขึ้นมาอีก ดังนั้น ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็ย่อมแปลว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย / จุดผิดพลาดสำคัญของผู้เล่นในตลาดจำนวนมากก็คือ ไม่ค่อยยอมรับความผิดพลาด และดื้อแพ่งที่จะสู้กับมัน เช่น เมื่อผิดพลาดก็ไปเบิ้ลความผิดพลาดนั้นด้วยการถัวเฉลี่ย รวมถึง ความต้องการที่จะเอาชนะ ด้วยการปิดสถานะที่ผิดพลาด และเปิดสถานะใหม่ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมในทิศทางที่ตรงข้ามกันเพื่อเอาชนะ หรือคาดหวังว่าราคาของอะไรก็ตามจะกลับมา ณ จุดที่เคยวางแผนไว้ / สิ่งที่เราจะต้องยอมรับก็คือ แผนการณ์นั้นได้พังไปแล้ว นั่นหมายถึงกลยุทธ์ที่วางแผนมาก่อนหน้าไม่มีประสิทธิภาพอีกแล้ว เราจึงต้องยอมรับความล้มเหลวของการเทรดในครั้งนั้น ไม่ใช่ตื๊อต่อไปด้วยความหวังว่าตลาดจะกลับมาในทิศทางที่เราต้องการ เพราะการเทรดไม่ใช่เรื่องของ “ความคาดหวัง” แต่เป็นเรื่องของ “แผนการณ์กลยุทธ์” เมื่อแผนการง่อยรับประทาน เกิดความเพลี่ยงพล้ำในกลยุทธ เราก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และไปต่อให้ได้

5. วินัยทำไม กรูไม่ใช่ทหาร

ทั้ง 4 ข้อข้างบนจะไม่สามารถทำให้เรารอดพ้นจากการเจ๊งได้เลย ถ้าเราไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่าวินัยในการเทรด มันคือคำพูดง๊ายง่าย เข้าใจก็ง่าย เท่ดี แต่ทำยากมาก นั่นคือ Plan your trade, Trade your plan / การฝึกฝนด้านระเบียบวินัยนั้นผูกพันกันอย่างใกล้ชิดกับ mentality นั่นคือ การมีมุมมองเกี่ยวกับการเทรด รวมถึงการควบคุมสภาวะบาล๊านซ์ระหว่างความกล้าและความกลัว ความโลภกับความไม่มั่นใจ ในประเด็นนี้มีสองด้านคือ หนึ่ง มุมมอง และสอง การควบคุมจิตใจ ระเบียบวินัยจะสามารถเข้าถึงได้ผ่านสองอย่างนี้และเราจำเป็นที่จะต้องใช้มันอย่างมีความยืดหยุ่น / ความยากก็จะอยู่ตรงสิ่งที่เรียกว่าความยืดหยุ่นนั่นเอง เพราะความยืดหยุ่นนี้คือตัวผลักดันหนึ่งที่จะพาเราไปสู่การสร้างสรรหรือครีเอทกลยุทธ์ต่อไป / การยืดหยุ่นที่ว่านี้มีความอ่อนไหวไม่ต่างจากสายพิณที่ไม่สามารถที่จะตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปได้ และระเบียบวินัยก็เช่นกัน / ดังนั้น เวลาที่เราวางแผนการในการเทรด เราจะต้องมีระเบียบวินัยที่พัฒนามาจากมุมมองและการควบคุมความกดดัน ซึ่งเป็นเรื่องของ mentality และการรวมและสร้างสมดุลในสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันก็จะสร้างความคิดสร้างสรรเชิงกลยุทธขึ้นเป็นการต่อยอด / คำถามก็คือแค่ไหนจึงเรียกว่ายืดหยุ่น และมันก็อ่อนไหวเหลือเกินต่อการที่เราจะขาดระเบียบวินัย อันนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้าง advanced แต่อย่างน้อยที่สุด ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราควรเริ่มต้นจาก Plan you trade, Trade you plan ก่อนก็พอ

———-