Posts from the ‘Technical Analysis’ Category

Trend is your friend เป็นคำพูดสุดฮิต ติดปากในกลุ่มเทรดเดอร์ทั้งหลาย

Trend is your friend เป็นคำพูดสุดฮิต ติดปากในกลุ่มเทรดเดอร์ทั้งหลายTrend = แนวโน้ม โดยทั่วไปเราจะแบ่งเป็นแนวโน้มระยะสั้นระยะกลางระยะยาว ตาม Time frame ต่างๆ

มีคนถามมามากมายว่าเราควรเทรดโดยใช้ TF (Time frame)ไหน ผมจะถามกลับทันทีว่าแล้วคุณละ เป็นเทรดเดอร์แนวไหน ?

1.Time frame ที่เหมาะสมกับตัวคุณ

1. swing trader แทรดตามแนวโน้มตามช่วงราคา จะอาศัยกราฟ Day-Week พิจารณาแนวโน้มก่อนแล้วจะใช้ 60 min เพิ่อตัดสินใจในการซื้อขาย

2. Day trader จะใช้ กราฟ 60 min ในการหาแนวโน้ม แล้วใช้ 5/15 min ในการจับจังหวะซื้อขาย

3. Long term trader เข้าถือPOSITION ในระยะยาวโดยใช้ กราฟ WK-MO

เข้าหุ้นด้วย Time frame ที่สั่นกว่า ใช้ Time frame ยาวกว่า คุมการตัดสินใจ

2. การดูหุ้นแบบหลาย TIME FRAME 

ช่วยให้เราสามารถลงทุนได้มีประสระสิทธิภาพยังไง ผมขอสรุปสั้นๆตามนี้นะครับ

เราจะรู้ว่าหุ้นตัวนี้ถือได้ในระยะเวลาช่วงไหนแค่ไหน 

– ถ้าหุ้นที่สวยแต่ในระยะชั่วโมง/วัน ระยะกลางยาว (ระดับ wk – mo) ยังไม่สวย ตรงนี้ก็อาจจะถือได้แค่ช่วงระยะเวลาส้นๆเท่านั้น 

– หากหุ้นนั้นมีกราฟสวยหมดทุกระยะทั้งสั้น กลาง ยาว เราเองก็สามารถที่จะพิจารณายาวขึ้นเพื่อถือเล่นรอบได้

หากเราเลือกเล่นใน Time Frame เล็กๆ ที่เราดูแลมันได้ เช่น Time Frame 60 นาที แล้วกราฟมันเป็นเทรนด์สวย จนทำให้ Time Frame Day สวยงามตามไปด้วย แบบนี้ สามารถที่จะย้ายไปรันเทรนด์ต่อใน Time Frame Day ได้ แต่ให้จำไว้ว่าการ ย้าย หรือ Shift Time Frame นั้น ย้ายขึ้นได้อย่างเดียวนะครับ ห้ามย้ายลงเด็ดขาด เพราะการ Shift ขึ้นนั้นคือ Trend มันงดงามสามารถถือต่อไปได้ แต่ถ้าหายมันเปลี่ยนไปในทางไม่ดีก็อย่ามัวเด็ดขาดนะครับ ใช่ในกรณี เล่นกราฟ Time Frame Day กราฟมันเสียไปแล้วแต่เรายังไปมโนไม่ยอมคัทบอกว่ากราฟ week ยังสวย อันนี้มันก็ไม่ใช่และอาจดอยยาวได้

Time frame เล็กสัญญาณจะมาก่อน TIME Frame ใหญ่เสมอ อันนี้ต้องจำเพราะกราฟระยะสั้นมันไวแกแน่นอนมันก็ต้องมีสัญญาณซื้อขายที่บ่อยกว่า ในทางกลับกัน Time Frame ใหญ่แม้จะมีสัญญาณที่ช้าแต่แน่นอนว่าสันญาณที่เกิดขึ้นมักจะไม่ค่อยหรอกลวง

3.คำถามเพิ่มเติมที่ต้องถามตัวเองคือ 

เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ?

อย่างที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคทราบกันดีอยู่แล้วว่า การใช้ Time Frame เล็กนั้น ยิ่งเล็กเท่าไร สัญญาณหลอก ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น พร้อมทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ค่าคอมมิสชั่น เท่าไร ? 

เป็นอีกเรื่องที่ควรรู้และควรคิดคำนวณไว้ ว่าค่าคอมมิสชั่นของเราในการซื้อขายแต่ละครั้งนั้นเท่าไร หากเราต้องเสียค่าคอมมิสชั่นแพง การซื้อ ขาย บ่อยๆ แบบ Scalping (เล่นสั้นๆขยันซอย) ใน Time Frame เล็กๆรายนาทีนั้นอาจไม่คุ้มกับค่าคอมมิสชั่นก็ได้

4.ที่สำคัญที่สุด

ไลฟ์สไตล์ Life Style

ข้อนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากอันดับหนึ่งเลย ว่า Life Style ของเราเป็นอย่างไร เรามีเวลาให้กับมันมากน้อยแค่ไหน แม้ว่าใจเราอยากจะเล่นสั้นๆเพราะเห็นว่ามันมีโอกาสทำกำไรและซื้อขายบ่อยกว่า แค่ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัททั่วไป การเปิดดูกราฟทุกๆ 5 นาที อาจจะทำให้โดนไล่ออกได้ หรือ เราต้องขับรถ ต้องมีกิจกรรมบ่อยๆการใช้ Time Frame เล็กๆก็คงจะไม่เหมาะเท่าไร

อย่างเช่นตัว เหมียวเองจะใช้ Time Frame Day ในการตัดสินใจซื้อขายแบบ เก็งกำไร เป็นหลักเนื่องจาก ผมทำธุรกิจส่วนตัวประเภทที่ไม่รู้งานจะมาตอนไหน งานจะมีปัญหาตอนไหน รวมทั้งเทคนิคการดูกราฟหุ้นแบบ Trend Folllwing ที่ชิวๆไปเรื่อยๆแบบไม่ต้องรีบ มานั่งดูกราฟวันละครั้งก่อนเข้านอนก็ได้

การเลือก Time Frame ให้เหมาะสมกับเรานั้น ห้ามหลอกตัวเองนะครับ แม้ว่าการเล่นบน Time Frame เล็กๆมันจะดูเย้ายวน น่าเล่น น่าลอง ดูเทห์เห็นใครต่อใครเล่นแล้วได้ตังมาก(ไม่รู้ว่าได้จริงป่าว) แต่ถ้ามันไม่เหมาะกับจริตของตัวเอง ก็มีแต่จะสร้างปัญหา และเครียดป่าวๆ

Advertisements

วิธีใช้ MACD ในการหาจังหวะเข้าซื้อหรือขายหุ้น

⭐วิธีใช้ MACD ในการหาจังหวะเข้าซื้อหรือขายหุ้น
📌 การเริ่มต้นที่จะศึกษาทิศทางระยะสั้นของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในตอนเริ่มต้นนั้นค่อนข้างยากพอสมควรและมันจะยากที่สุดถ้าคุณไม่รู้จักเครื่องมีที่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ได้ ซึ่งในบทความนี้เราจะพูดถึงหนึ่งใน Indicator ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่ Technical analysis นั้นก็คือ Moving Average Convergence Divergence หรือ (MACD) ชื่ออาจจะอ่านยากและดูวุ่นวายไปนิดสำหรับมือใหม่แต่ไม่ต้องตกใจครับ วิธีการใช้งาน MACD นั้นค่อนข้างง่ายกว่าที่คิด พร้อมทั้งอาจนำมาซึ่งพลังในการวิเคราะห์ที่คุณคิดไม่ถึงก็เป็นได้…
📌 ย้อนรอย MACD
สิ่งที่ทำให้ MACD นั้นเป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะว่า MACD นั้นสามารถช่วยในการหาการเติบโตของทิศทางหรือเทรนด์ระยะสั้นได้ แต่ก่อนที่เราจะกระโดดเข้าไปสู่วิธีการใช้ MACD นั้นผมอยากให้ทุกคนมาทำความเข้าใจในเรื่องของ
ยกตัวอย่างจากกราฟด้านล่างนักลงทุนจะจับตามอง เส้นราคาเฉลี่ย ระยะสั้น EMA12 (สีน้ำเงิน) ตัดเหนือ เส้นราคาเฉลี่ยระยะยาว EMA26 (สีแดง) เป็นสัญญาณของแนวโน้มที่จะเป็นขาขึ้น การตัดกันในลักษณะนี้หมายถึงราคาในช่วงที่ผ่านๆ มานั้นได้มีอัตราการขึ้นเร็วกว่าในอดีต ดังนั้นผู้ที่จับสัญญาณได้และมั่นใจก็จะเริ่มต้นเข้าไปซื้อหุ้นที่จุดนี้ ส่วนอีกแบบนึงก็คือการที่ เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ตัดต่ำกว่า เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว นั้นก็หมายความว่าเป็นการที่อัตราการลดลงของราคานั้นลดลงเร็วกว่าปกติ ดังนั้นควรจะพิจารณาว่าจะขาย หรือ จะถือหุ้นตัวนั้นต่อไปดีหรือไม่
📌 ดัชนีชี้วัด MACD
หากสังเกตุจากกราฟด้านบนจะเห็นได้ว่าเส้นทั้งสองเส้นที่เป็นเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวและเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นนั้นค่อยๆ แยกออกจากกันเมื่อราคามีการปรับตัวสูงขึ้น MACD จึงถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างจากค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้น โดยการนำเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นเป็นตัวตั้งและลบด้วยเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว ก็จะได้เป็นเส้น MACD โดย ระยะเวลาของเส้นค่าเฉลี่ยของแต่ละเส้นนี้ก็สามารถปรับได้แล้วแต่กลยุทธ์ของแต่ละคน โดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนทั่วไปจะใช้ค่า EMA12 และ EMA26 เป็นหลัก
หากค่า MACD ที่ได้ออกมาเป็น บวก นั้นหมายความว่า เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น สูงกว่า เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยอาจเป็นสัญญาณของหุ้นขาขึ้นด้วย ซึ่งนักลงทุนอาจจะพิจารณาว่าตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่จุดที่ทำกำไรควรจะรอสัญญาณที่ชัดเจนก่อนเพื่อกำไรที่มากขึ้น หรือ ในทางกลับกัน ค่า MACD ที่ติดลบนั้นหมายถึงแนวโน้มขาลงนั้นแข็งแรงขึ้น อาจไม่เหมาะสมกับการที่จะเข้าไปซื้อ
📌 เส้นสัญญาณ (Signal Line)
หากเราแค่จะเทียบความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ยราคาหุ้น ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ค่า MACD แต่การที่ MACD พิเศษกว่าดัชนีอื่นนั้นก็เพราะว่ามีเจ้า Signal Line หรือ เส้นสัญญาณโดยเกิดขึ้นจากการนำค่า MACD ย้อนหลัง 9 วันมาเฉลี่ย แล้ววางลงเป็นกราฟเดียวกันกับ MACD
รูปด้านล่างเส้นหนาจะเป็นเส้น MACD และ เส้นรอยประคือเส้นสัญญาณ (Signal Line) หรือ EMA9 ของ MACD
สัญญาณซื้อ สามารถเกิดขึ้นได้โดยการที่เส้น MACD ตัดเหนือ เส้นสัญญาณ และ สัญญาณขาย เกิดขึ้นเมื่อเส้น MACD ตัดต่ำกว่า เส้นสัญญาณ หลายครั้งที่นักลงทุนจะเจอเส้นการตัดกันต่ำกว่า 0 การที่เกิดการตัดกันแบบนั้นอาจจะเกิดการกลับตัวของหุ้น หรือ เปลี่ยนแปลงในทิศทาง แต่นักลงทุนต้องจำไว้ว่าถ้าการที่ตัดกันในจุดต่ำกว่า 0 นั้นหมายถึงหุ้นตัวนั้นมีแรงขายในช่วงระยะสั้นมากกว่าระยะยาวนั้นเอง ดังนั้นการเลือกที่จะเข้าซื้อในจุดตัดที่เหนือเส้น 0 ย่อมเป็นอะไรที่เสี่ยงน้อยกว่า
อีกสัญญาณนึงที่นักลงทุนที่มีประสบการณ์มักจะหยิบไปใช้ก็คือการเกิด Divergence หรือการที่ดัชนีอย่าง MACD มีแนวโน้มขึ้นลงสวนทางกับราคาหุ้น
📌 เส้นศูนย์
อย่างที่ได้กล่าวไปในขึ้นต้นว่าการคำนวณ MACD นั้นเกิดจากการทำเส้น EMA12 และ EMA26 มาลบออกจากกันดังนั้นเมื่อเส้นทั้งสองเส้นตัดกันค่า MACD จึงเป็น 0 โดยสามารถดูจากภาพด้านล่างได้ว่า การที่เส้น MACD ตัดผ่านเส้น 0 นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกแนวโน้มของหุ้นที่ค่อนข้างชัดเจน และ ค่อนข้างที่จะดูง่าย
📌 ข้อดีของ MACD
ในตัวอย่างที่ได้โชว์ไปก็จะเห็นได้ว่า MACD นั้นค่อนข้างมีประโยชน์กับนักลงทุนระยะสั้น โดยเป็นเครื่องมีที่ใช้ในการยืนยันแนวโน้มหรือทิศทางของราคาหุ้นว่าจะไปในทิศทางใดก่อนที่จะมีการสั่งออเดอร์ซื้อหรือขาย
📌 ข้อเสีย MACD
ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการใช้ดัชนีชี้วัดตัวนี้ก็คือในบางครั้งเกิดสัญญาณซื้อขายค่อนข้างบ่อยในช่วงราคาที่ค่อนข้างใกล้กันก่อนที่จะเกิดสัญญาณที่แสดงทิศทางอย่างชัดเจน อย่างที่โชว์ในกราฟด้านล่างจะเห็นได้ว่าก่อนที่ราคาหุ้นจะพุ่งขึ้นสูงได้เกิดสัญญาณซื้อขายจากเส้น MACDC ตัดกับเส้น Signal หลายครั้ง
นักลงทุนที่เลือกใช้ดัชนีชี้วัด MACD เป็นเครื่องมือในการจับสัญญาณต้องเข้าใจว่าในช่วงที่ตลาดขึ้นลง หรือ Sideway อาจส่งผลให้ค่าของ MACD เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการที่เกิดสัญญาณถี่อาจจะทำให้นักลงทุนขาดทุนได้เนื่องจากการซื้อขายแต่ละทีมีค่าธรรมเนียมเป็นปัจจัยนึงที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ข้อด้อยอีกข้อของการใช้ MACD คือการที่เราไม่สามารถนำหุ้นตัวนึงมาเปรียบเทียบกับอีกตัวได้เนื่องจากค่า MACD นั้นเกิดจากการนำราคาหุ้นมาลบกันแล้วหาความแตกต่าง ดังนั้นในตลาดที่มีราคาหุ้นค่อนข้างหลากหลายถูกและแพงจึงทำให้เกิดข้อด้อยข้อนี้ขึ้นมา
📌 บทสรุป
MACD เป็นหนึ่งในเครื่องมือหรือดัชนีชี้วัดที่มีความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักลงทุนระยะสั้นเพื่อวิเคราะห์และหาทิศทางแนวโน้มของหุ้นตัวนั้นๆ ว่าจะไปยังทิศทางใด โดยการที่ MACD ตัดกับ Signal Line หรือเส้นสัญญาณนั้นเป็นการบอกถึงโอกาสในการลงทุน หรือ การขายหุ้น ณ ราคานั้นๆ และ การที่ MACD ตัดผ่านเส้น 0 นั้นก็เป็นการชี้ว่าแนวโน้มของราคาหรือทิศทางกำลังจะไปในทางใด
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วถูกทดสอบมาว่ามีความแม่นยำค่อนข้างสูง พร้อมทั้ง MACD ยังเป็นเครื่องมือที่เรียนรู้และเข้าใจง่ายจะเหมาะสำหรับทั้งนักลงทุนมือใหม่ หรือ แม้กระทั่งคนที่ยังไม่เคยลงทุนแต่สนใจที่จะลงทุนก็สามารถเรียนรู้ศึกษาเพื่อนำไปใช้งานได้ไม่ยากนะ
Cr.SET MONITOR

“มาเทรดให้เจ๊งกันเถอะ”

ของฝากนักช้อป

วันก่อนผมไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยเอามาฝาก อันนี้ผมเขียนใหม่โดยสรุปหัวข้อมาแล้วก็อธิบายด้วยภาษาบ้านๆ ของผม รวมถึงเอามาผสมกับมุมมองและทัศนคติของตัวเองด้วย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด นะจ๊ะ

“มาเทรดให้เจ๊งกันเถอะ”

1. เทรดทำไมไม่รู้ รู้แต่ว่าได้เงินก็พอ

ก่อนเทรด เราควรตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า เราเทรดในแต่ละครั้งเพื่ออะไร จุดมุ่งหมายคืออะไร ตัวอย่างเช่น เราอาจจะเทรดชิลชิล และทำงานไป สไตล์มนุษย์เงินเดือนเทรดเดอร์ หรือ เราจะเทรดเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้ทั้งหมดในชีวิตมาจากการเทรด สิ่งที่ทำให้เราต้องพิจารณาคำตอบที่จะแตกต่างกันนี้ก็คือ ความกดดัน เพราะความกดดันของการเทรดแต่ละจุดประสงค์จะแตกต่างกัน เช่น ถ้าเราเทรดเพื่อเลี้ยงชีพ ความกดดันก็จะมากกว่า และนั่นก็มีผลให้เรามีโอกาสพลาดมากกว่า เพราะเป็นเรื่องหนักกว่าที่จะจัดการกับภาวะความกดดัน / ระดับความกดดันมีผลต่อการเทรด แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราจัดการกับความกดดันในระดับหนึ่งระดับใดไม่ได้ จะไม่สามารถเทรดได้ เช่น หากเรารับความกดดันของการเทรดเพื่อเลี้ยงชีพไม่ได้ ก็หันไปเทรดชิลชิลแบบสไตล์นักลงทุนซะ / แต่นั่นไม่ใช่สำหรับคนที่จะเอาดีทางด้านนี้ (หรือเทรดเลี้ยงชีพ) เพราะสิ่งที่คนกลุ่มหลังนี้จะต้องทำก็คือ การบาลานซ์ความกดดันให้ได้ การบาลานซ์ความกดดันหมายถึงการทำให้การเทรดที่มีรีเทิร์นเป็นผลตอบแทนระดับปลาซิวปลาสร้อยมีความสำคัญเท่ากับการพลาดที่หมายถึงเสียบ้านไปหลังหนึ่งเลย อะไรทำนองนั้น / และวิธีการสร้างบาลานซ์ที่ว่านี้คือการใช้ปริมาณการเทรดในแต่ละครั้งในระดับที่มีความสำคัญไม่มากนัก คือ เสียไปก็ชิลชิล จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณให้มากขึ้น ความสำเร็จและระบบที่ดีในการเทรดแต่ละครั้งสำหรับล็อทเล็กๆ จะทำให้เรามีความมั่นใจและสบายใจที่จะเทรด จนกระทั่งเราคุ้นเคยกับมันจากนั้นจึงเพิ่มระดับความยากขึ้นไป ด้วยปริมาณที่มากขึ้น และล็อทที่สูงขึ้น การบาลานซ์ของความกดดันจะเกิดขึ้นและพัฒนาจากจุดเล็กๆ ตรงนี้

2. ไม่ต้องสนกลยุทธ์

การทำอะไรเป็นกระบวนการเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดีลกับอะไรก็ตามที่เกี่ยวเงินของเรา ดังนั้น กลยุทธ์จึงมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นั้นมีมากมาย แต่จงจำไว้ว่าสิ่งที่ทำเงินได้ไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เป็น “ตัวของเราเอง” / ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เทคนิค พื้นฐาน หรือ ระบบเทรด แต่เป็นการเลือกหยิบมันมาใช้ของตัวเราเอง ด้วยวิธีการที่เข้าใจในสิ่งที่เราเลือกใช้อย่างถ่องแท้ และมีลำดับขั้นตอน / เราควรเริ่มจาก Technical Analysis ก่อน ไม่ใช่เพราะมันเป๊ะ เพราะไม่มีอะไรเป๊ะ แต่เพราะว่ามันคือภาพสรุปของตลาดที่เป็นรูปธรรมและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด (ในนั้นมีข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว) อย่างไรก็ตาม TA ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่า ในการเทรด เราจะถูกหรือผิด หรือ เราจะทำกำไรจากมันได้หรือไม่ แต่เป็นสิ่งที่บอกกับเราว่า เราจะสามารถลดระดับของความเสี่ยงของเราได้มากน้อยแค่ไหนในการสร้างโอกาสทำกำไร เพราะฉะนั้น TA ไม่ใช่การประเมินทิศทางของตลาด ไม่ใช่เกมรุก แต่เป็นเกมรับในการประเมินอัตราความเสี่ยงและใช้มันเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการสร้างสมดุลของเกมรับและเกมรุก คือ การปรับเกมรับเป็นเกมรุก เพื่อเข้าทำบนความเสี่ยงที่ถูกทำให้ลดทอนลงไป / นอกจากนี้ TA ไม่ได้เป็นเกมรุกในตัวของมันเอง เพราะในที่สุดแล้ว มันจะต้องถูกจับมารวมกับ Fundamental เพื่อรวมกันเป็นแผนกลยุทธ์ที่สำคัญต่อไป เราเปรียบเทียบ Fundamental ได้กับการมองเกลียวคลื่น เราประเมินจากพื้นฐานของ ศก. ว่า คลื่นย่อมดำเนินไปในทิศทางใด จากนั้นจึงเลือกหาจังหวะล้อไปกับเกลียวคลื่นให้ได้ในช่วงคลื่นที่เราได้เปรียบและมีความเสี่ยงที่น้อยที่สุด ซึ่ง TA จะเข้ามารองรับตรงนี้ การเรียบลำดับโครงสร้างกลยุทธ์จึงมีความสำคัญ

3. ทำให้ยุ่งยากซับซ้อนเข้าไว้

บางคนผิดพลาดกับแผนกลยุทธ์ของตัวเอง นั่นคือ ในบางครั้งเราเซ็ทอัพเทรดดิ้งแพลนในแบบที่มีรายละเอียดสูงมาก และซับซ้อนมาก จนกระทั่งองค์ประกอบของมันมีความขัดแย้งกันเอง และไม่นำไปสู่อะไร และสุดท้ายดันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่มั่นใจที่จะ take execution ในการเทรด / การแก้ปัญหานี้คือ ถอยออกมา และพยายามตอบคำถามที่ง่ายที่สุดก่อน นั่นคือ เราจะต้องสร้างแผนการเทรดที่ตอบสนองต่อคำถามเหล่านี้ นั่นคือ เข้าที่ตรงไหน ออกที่ตรงไหน และรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดนั้น / ทั้งสามประเด็นคือคำถามเบื้องต้นที่ทุกกลยุทธ์จะต้องตอบสนองต่อมัน ก่อนที่จะไปถึงสิ่งที่ซับซ้อนกว่า ดังนั้น หากเรามีแผนการที่แสนจะน่าปวดหัว แต่กลับไม่มีความชัดเจนในสามสิ่งนี้เลย เราก็จะมีปัญหาแน่นอน / TA จะเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสามปัจจัยนี้ นอกจากนี้มันคือสิ่งที่ชี้วัดว่า การเทรดของเรามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน รวมถึงความสามารถในการปกป้องผลกำไร / อย่างไรก็ตาม นอกจากที่ TA แล้ว ตัว Fundamental ก็จะบอกถึงจุดนี้ได้เหมือนกัน เพียงแต่จะซับซ้อนกว่า เพราะเราไม่สามารถค้นหาได้อย่าง 100% ว่าอะไรที่มาไดร์ฟราคาของสินทรัพย์ แต่เราสามารถบอกได้ว่า โดยพื้นฐานขนาดนี้หรือขนาดนั้น ราคาได้บิดผันไปจากที่มันควรจะเป็นมากน้อยเพียงใด และมันจะนำไปสู่อะไรต่อไป

4. แค้นต้องชำระ

จำไว้เสมอว่าการเทรดไม่ใช่เรื่องของการที่เรามองอะไรว่ามันถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องของการไปต่ออย่างไรถ้าเราผิด ดังนั้น หากเกิดความผิดพลาดขึ้นในแผนการของเรา ก็ต้องถือว่ามันคือขั้นตอนหนึ่งของการเรียนรู้ และไม่ควรที่จะเอาตัวเองไปผูกติดกับการเทรดนั้นๆ จนไม่กล้าที่จะทำอะไรอีกต่อไป เราจะต้องระลึกไว้เสมอว่า บทเรียนของความผิดพลาดจะทำให้มันไม่ถูกทำซ้ำขึ้นมาอีก ดังนั้น ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็ย่อมแปลว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย / จุดผิดพลาดสำคัญของผู้เล่นในตลาดจำนวนมากก็คือ ไม่ค่อยยอมรับความผิดพลาด และดื้อแพ่งที่จะสู้กับมัน เช่น เมื่อผิดพลาดก็ไปเบิ้ลความผิดพลาดนั้นด้วยการถัวเฉลี่ย รวมถึง ความต้องการที่จะเอาชนะ ด้วยการปิดสถานะที่ผิดพลาด และเปิดสถานะใหม่ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมในทิศทางที่ตรงข้ามกันเพื่อเอาชนะ หรือคาดหวังว่าราคาของอะไรก็ตามจะกลับมา ณ จุดที่เคยวางแผนไว้ / สิ่งที่เราจะต้องยอมรับก็คือ แผนการณ์นั้นได้พังไปแล้ว นั่นหมายถึงกลยุทธ์ที่วางแผนมาก่อนหน้าไม่มีประสิทธิภาพอีกแล้ว เราจึงต้องยอมรับความล้มเหลวของการเทรดในครั้งนั้น ไม่ใช่ตื๊อต่อไปด้วยความหวังว่าตลาดจะกลับมาในทิศทางที่เราต้องการ เพราะการเทรดไม่ใช่เรื่องของ “ความคาดหวัง” แต่เป็นเรื่องของ “แผนการณ์กลยุทธ์” เมื่อแผนการง่อยรับประทาน เกิดความเพลี่ยงพล้ำในกลยุทธ เราก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และไปต่อให้ได้

5. วินัยทำไม กรูไม่ใช่ทหาร

ทั้ง 4 ข้อข้างบนจะไม่สามารถทำให้เรารอดพ้นจากการเจ๊งได้เลย ถ้าเราไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่าวินัยในการเทรด มันคือคำพูดง๊ายง่าย เข้าใจก็ง่าย เท่ดี แต่ทำยากมาก นั่นคือ Plan your trade, Trade your plan / การฝึกฝนด้านระเบียบวินัยนั้นผูกพันกันอย่างใกล้ชิดกับ mentality นั่นคือ การมีมุมมองเกี่ยวกับการเทรด รวมถึงการควบคุมสภาวะบาล๊านซ์ระหว่างความกล้าและความกลัว ความโลภกับความไม่มั่นใจ ในประเด็นนี้มีสองด้านคือ หนึ่ง มุมมอง และสอง การควบคุมจิตใจ ระเบียบวินัยจะสามารถเข้าถึงได้ผ่านสองอย่างนี้และเราจำเป็นที่จะต้องใช้มันอย่างมีความยืดหยุ่น / ความยากก็จะอยู่ตรงสิ่งที่เรียกว่าความยืดหยุ่นนั่นเอง เพราะความยืดหยุ่นนี้คือตัวผลักดันหนึ่งที่จะพาเราไปสู่การสร้างสรรหรือครีเอทกลยุทธ์ต่อไป / การยืดหยุ่นที่ว่านี้มีความอ่อนไหวไม่ต่างจากสายพิณที่ไม่สามารถที่จะตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปได้ และระเบียบวินัยก็เช่นกัน / ดังนั้น เวลาที่เราวางแผนการในการเทรด เราจะต้องมีระเบียบวินัยที่พัฒนามาจากมุมมองและการควบคุมความกดดัน ซึ่งเป็นเรื่องของ mentality และการรวมและสร้างสมดุลในสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันก็จะสร้างความคิดสร้างสรรเชิงกลยุทธขึ้นเป็นการต่อยอด / คำถามก็คือแค่ไหนจึงเรียกว่ายืดหยุ่น และมันก็อ่อนไหวเหลือเกินต่อการที่เราจะขาดระเบียบวินัย อันนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้าง advanced แต่อย่างน้อยที่สุด ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราควรเริ่มต้นจาก Plan you trade, Trade you plan ก่อนก็พอ

———-

กุญแจ 4 ดอกสำหรับนักเก็งกำไร

กุญแจ 4 ดอกสำหรับนักเก็งกำไร

07:15 technical analysis, จิตวิทยา, จิตวิทยาการลงทุน, มือใหม่ No comments

สองวันนี้ จากแดดร้อนจ้า ก็กับกลายเป็น ฟ้ารั่ว ฝนตกกระหน่ำอย่างหนักต่อเนื่อง ทำเอาเปียกปอนกันแบบไม่ทันตั้งตัวไปตามๆกัน ฝนมารอบนี้ทำเอาแปลกใจเพราะเชื่อว่าหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอหน้าหนาว ฤดูกาลแห่งความเย็นสบายกันแล้ว โดยเฉพาะบรรยากาศชิวๆปลายปี

สำหรับตลาดหุ้น ไตรมาสสี่ก็เป็นไตรมาสที่มีสีันความสนุกเสมอมา มีทั้งขึ้นและลงสลับกันไป แต่ปีนี้ท่าทางอาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะ นักลงทุนและนักเก็งกำไรต้องเจอ กับสองปัจจัยที่มาทดสอบ sentiment ของตลาด นั้นคือเรื่องของ ภาวะ Fiscal Cliff และปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ที่กำลังมีการชุมนุมประท้วงของกลุ่ม เสธ อ้าย ภายใต้ชื่อกลุ่ม องค์การพิทักษ์สยาม ที่จะจัดชุมนุมใหญ่ 24-25 พย. นี้

แค่เอ่ยมาสอง ปัจจัยหลักก็เริ่มสนุกแล้ว ยังไม่นับรวมเรื่องของยุโรป ที่กรีซก็มาถึงจุดสำคัญ แม้จะผ่านร่างนโยบายรัดเข็มขัดมหาโหดเพื่อรับความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อประทังชีวิตต่อไปได้ แต่นับวันประชาชนและกลุ่มสหภาพแรงงานก็ประท้วงหนัก ล่าสุดก็มีคนออกมาเดินขบวนเกือบ 15000 คนที่หน้ารัฐสภา เพื่อต่อต้านนโยบาย ขณะที่สเปน นั้นก็อาการยังไม่ปกติเช่นกัน แม้จะยังไม่รับความช่วยเหลือ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจ และอัตราจ้างงาน ก็ยังอยู่ในวิกฤติ ประชาชนหลายหมื่นออกเดินขบวนประท้วงนโยบายการรัดเข็มขัด และเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ เพราะหลายคนต้องตกงาน ไม่มีเงินเดือน บ้านโดนยึด มันเป็นภาพที่เห็นได้ปกติในยามประเทศมีวิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้ ดังนั้นเรื่องหนี้ยุโรป ก็คงดราม่ากันต่อไป

อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งกังวลใจไปครับว่าตลาดหุ้น จะร่วงจะตก เพราะอนาคตเรายังไม่รู้แน่นอน สาระสำคัญไม่ใช้ไปคาดเดา ว่าจะขึ้นหรือลง แต่เราควรจะเตรียมตัวให้พร้อมมีแผนรับมือทุกสถานะการณ์ ถ้าตลาดหุ้นตกรุนแรง หุ้นลง เราจะทำอย่างไร? ถ้าหุ้นขึ้นไปต่อ เราจะทำอย่างไร?

ถ้าท่านเป็นนักเก็งกำไร แน่นอนว่า sentiment ของตลาดมีผลมาต่อการเคลื่อนตัวของราคาหุ้น และมีผลต่อความผันผวนที่จะเกิด ผมมีเทคนิคการเก็งกำไรส่วนตัวที่ใช้ เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยจากความเสี่ยงในตลาด มาแบ่งปัน เรียกว่าเป็น กุญแจ 4 ดอกสำหรับนักเก็งกำไร ดังนี้

1. รักษาเงินต้น
ถ้า รด. รักชาติยิ่่งชีพ เทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร นอกจากรักชาติแลัว ยังต้องรักษาต้นทุนให้ดีด้วย อย่าไปคิดว่าเงินหามาง่ายหมดไปไม่เป็นไร คิดแบบนั้นไม่มีวันที่จะรวย ควรรู้จักรักษาเงินต้น ถนอมกระสุน เสี่ยงแบบจำกัด ถ้าจะให้ดีใช้กฏ 2% rule ของเงินต้น เพื่อจำกัด ความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง

2. มีระบบ
เทรดเป็นระบบ เข้าออกตามสัญญาณ ผิดทางตัดขาดทุน เมื่อมีกำไรก็ let’s profit run

3. มีวินัย
ยึดมั่นตามแผน ตามระบบเทรด เพื่อเอาชนะจิตใจ ไม่ให้หวั่นไหวไปตามสภาวะตลาด ตามข่าว ตามมวลชน จงอย่าใช้อารมณ์ นำความคิดและการตัดสินใจ

4. อ่อนน้อมถ่อมตน
จงอย่าคิดว่าตัวเองฉลาด เก่งกว่าคนอื่นๆ ควรหมั่นเรียนรู้จากความผิดพลาด ทำตัวให้เหมือนแก้วที่พร่องน้ำ พร้อมรับความรู้ ใหม่ๆตลอดเวลา อย่าปิดกั้นตัวเองกับความเชื่อ หรือความคิดแบบเดิมๆ มีโอกาสควรเสวนากับผู้รู้จริง อ่านหนังสือ หรือบมความ เพื่ออัพเกดมุมมองและเทคนิคใหม่ๆ

กุญแจ 4 ดอกนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ครอบคลุมทั้งเรื่อง กลยุทธ การบริหารเงิน และจิตวิทยาการลงทุน ฟังดูเหมือนจะง่ายๆ แต่รับรองว่าถ้าปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องอนาคต รับรองว่าท่านจะเอาตัวรอด อยู่ทำกำไรในตลาดหุ้นได้นาน พอร์ตเติบโต ไม่ล้มหายตายจาก หรือเน่าตายบนยอดดอยไปเสียก่อนแน่นอนครับ

10 กฎในการเทรดของ Paul Tudor Jones”

“10 กฎในการเทรดของ Paul Tudor Jones”

“Paul Tudor Jones” คือหนึ่งในสุดยอดผู้จัดการกองทุนในยุคนี้

เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ใช้การผสมผสานระหว่าง การวิเคราะห์ทางพื้นฐานและเทคนิค ได้อย่างลงตัว

ในปัจจุบันกองทุนของเขา การนำเงินไปลงทุนของเขาแบ่งไปในหลายสินค้า ไม่ว่าจะเป็น…

– การเทรดในตลาดหุ้นทั่วโลก
– ลงทุนหุ้นพื้นฐานในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และ ยุโรป
– ลงทุนในตลาดเกิดใหม่
– คอมโมดิตี้
– ลงทุนในระบบที่เขาคิดขึ้นมา
– และอื่นๆอีกนิดหน่อย

“10 กฎในการเทรดของ Paul Tudor Jones” ประกอบด้วย…

1. ตลาดเคยเป็นยังไง วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น เคยเกิดอะไรขึ้นมาแล้วในรอบ 100 ปี วันนี้ก็วนเวียนในรูปแบบเดิมๆ

2. ผมเห็นเทรดเดอร์สมัยนี้ พยายามจะหาเหตุผลที่หุ้นจะขึ้นหรือลง ซึ่งโดยปกตินั้น ถ้าทำแบบนี้ บางครั้งมันอาจจะทำให้เรามั่นใจในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป

3. เมื่อเรามองไปที่การวิเคราะห์พื้นฐาน เราอาจจะได้ข้อมูลมาบางส่วน ซึ่งข้อมูลเพียงบางส่วนที่ได้มานั้นอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการวิเคราะห์ได้ ดังนั้นเราควรที่จะเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวไปพร้อมกับ “กราฟ”

4. ทุกวันนี้ มีคนที่พยายามเป็นฮีโร่ในตลาดหุ้นมากเหลือเกิน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ก็จะมีคนที่คอยหาเหตุผลพร้อมภาพประกอบที่ทำให้ดูน่าเชื่อถือปล่อยออกมา ซึ่งเราต้องระวังการถูกครอบงำจากความคิดของคนเหล่านี้

5. วิธีการเดียวที่จะเรียนรู้จากตลาดหุ้นได้ คือ ต้องอยู่กับมันให้นานเพียงพอ !

6. การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน อาจจะใช้ได้ดีในการเครื่องไหวในช่วงต้นๆ แต่เมื่อราคามีการวิ่งขึ้นไปอย่างรุนแรง การใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้ามาช่วยจะได้ผลดีกว่า

7. ก่อนการเข้าเทรดทุกครั้ง เราต้องรู้และจำกัดความเสี่ยงไว้ตั้งแต่แรก !

8. ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมถือสถานะที่อยู่ตรงข้ามกับตลาด ผมจะรีบออกจากสถานะนั้นทันที ! ผมถือว่า “การควบคุมความเสี่ยง” นั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรด

9. “การถัวขาดทุน” เป็นการนับถอยหลังสู่ความพ่ายแพ้ทางหนึ่ง

10. การซื้อ-ขายหุ้น เพียงดูแค่ค่า PE อย่างเดียว เป็นการกระทำที่โง่เกินไปในตลาดหุ้นแห่งนี้ !

ซึ่งผลงานแปลชิ้นนี้ ผมให้เครดิต “Ivanhoff” ที่เขียนกฎการเทรดของ Paul Tudor Jones ขึ้นมา ทำให้ผมสามารถนำผลงานดีๆนี้มาแปลให้ทุกคนได้อ่านกัน

เครดิต : ไลน

กฏทองคำ 10 ข้อของเทรดเดอร์ }โดยคุณ Adam Hewison

{กฏทองคำ 10 ข้อของเทรดเดอร์ }โดยคุณ Adam Hewison ซึ่งเป็นเซียน forex trader ,ผู้จัดการ hedge fund และเป็นที่ปรึกษาการเก็งกำไรในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหาร INO.com เว็บไซต์ลงทุน futures และ Option แบบออนไลน์ในหลายประเทศทั่วโลก 1. A game plan
ถ้าจะเทรดให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องวางแผน วางเงื่อนไขการซื้อขาย ที่ชัดเจน ไม่ผันผวนไปตามอารมณ์ หรือเล่นตามใจตัวเอง รวมไปถึงขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเราผิดพลาด ขาดทุนหรือเกิดเหตุการณ์ร้าย ที่ไม่คาดฝัน

2. Follow the game plan
เมื่อมีแผน ก็ต้องควบคุมตนเองให้ปฏิบัติตามแผนให้ได้ ปราศจากอคติ และการถูกครอบงำทางอารมณ์จากภาวะแวดล้อม จากคนรอบข้าง หลายคนวางแผนมาอย่างดี พอเข้าสู่การเทรดจริงในตลาดเกิดลังเล ถูกครอบงำด้วยอารมณ์โลภ กลัว ทำให้ละเลยไม่ปฏิบัติตามแผน สุดท้ายก็ผิดพลาดขาดทุน

3. Stop loss
เทรดหุ้นต้องมี stoploss มีการวางแผนป้องกันการขาดทุน เราควรคิดถึง จุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมกับหน้าตักเงินของเรา และคำนวณราคาที่ต้อง stoploss ให้แน่นอน และเด็ดขาดเมื่อต้องตัดสินใจหยุดการขาดทุน

4. Diversification
กระจายการถือครองหุุ้น เป็นการถือหุ้นต่างกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความสี่ยงจากตลาดและลดความรุนแรงจากการเกิดปัญหาจากปัจจัยภายในและภายนอกที่มากระทบตัวหุ้น แต่การกระจายการถือครองหุ้นควรมีปริมาณหุ้นที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไปจนไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง

5. Capture the big moves
มองหาจังหวะการเทรดหุ้น ตามแนวโน้มใหญ่ ที่สามารถทำกำไรได้มากพอสมควร ซื้อหุ้นในจังหวะเริ่มต้นแนวโน้มและปล่อยให้ Profit Run ตามกระแสเงิน พยายามอย่าเล่นหุ้นในแนวโน้มย่อยมากที่มีกำไรเพียงไม่กี่ % เพราะโอกาสในการพลาดบนแนวโน้มย่อยที่มีการแกว่งตัวและมีความไม่แน่นอนของแนวโน้มจะมีสูง

6. Trade with the Trend
เล่นหุ้นหรือเทรดอนุพันธ์ตามแนวโน้มของราคา ไม่ควรเล่นฟื้นแนวโน้มของราคา เช่นเมื่อแนวโน้มหุ้นขึ้นควรเล่นด้าน Long และเมื่อหุ้นลงควรเล่น Short พยายามลดการทำกำไร จากการย่อตัวหรือเด้งระยะสั้น ที่สวนแนวโน้มหลัก

7. Not listen to News
อย่าเล่นหุ้นตามข่าว หรือฟังข่าวและเอามาตัดสินใจซื้อขายหุ้น ถ้าเก็งกำไรควรเน้นที่การดู ราคาหุ้น ซึ่งจะสะท้อนเอาทุกอย่างไว้หมดแล้ว บางกรณีมีสัญญาณขาย ราคาหุ้นลดลงรวดเร็วแต่ข่าวดียังออกมาต่อเนื่อง ถ้าเรายึดมั่นกับข่าว ฟังข่าวมากไป ก็จะทำให้สับสนและไขว้เขวจากระบบ ถ้าจะสนใจควรติดตามแต่ข่าวที่เป็นจริง ไม่ควรสนใจข่าวลือ ข่าววงใน และควรติดตามเพื่อรับทราบเป็นข้อมูล แต่ไม่ควรใช้เพื่อตัดสินใจนำการเทรด

8. Don’t listen to your broker
อย่าเชื่อโบรกเกอร์ มากเกินไปเพราะ โบรกเกอร์เองก็มีผลประโยชน์จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นของเรา บางครั้งการเทรดมากเกินไป ก็ไม่เป็นผลดีต่อกำไรรวมระยะยาว ควรเทรดหุ้นตามระบบ ทำการบ้านศึกษาหุ้นให้หนัก เทรดตามสัญญาณซื้อขายที่ปรากฏ ตามแผนที่เราวางไว้ดีที่สุด

9. Money Management
การบริหารจัดการเงิน นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วยในการทำกำไรและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่พวกที่บ้าเลือด ชอบเสี่ยงสุดๆแบบหมดตัว นักเก็งกำไรที่จะประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักบริหารจัดการเงินลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพ สร้างกำไรได้ต่อเนื่องและมีความเสี่ยงที่ ไม่มากจนทำให้เกิดการล้มละลายหมดตัวได้

10. Discipline
การมีวินัย ซึ่งเป็น key successful สำคัญในการเทรดหุ้นและการเก็งกำไร เราควรมีวินัยในแผนการเล่น มีวินัยทำตามระบบเทรด การมีวินัยก็เป็นอีกรูปแบบของการควบคุม อารมณ์ ไม่ปล่อยให้อารมณ์มาชี้นำการเทรดของเรา นั้นเอง

จบสิบข้อสั้นๆ เข้าใจง่าย แค่ทำยาก ถ้าอยากสำเร็จเราต้องใช้การฝึกฝน ฝึกฝนจิตใจเราให้หนักแน่นกล้าแข็ง เพราะคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จิตใจ ของเค้าต้องมั่นคงและยึกมั่นในระบบเทรดที่ตนเองพัฒนาขึ้น ไม่ปล่อยให้อารมณ์มาชี้นำการตัดสินใจ สำคัญท่านที่สนใจฟังการบรรยายของ Adam Hewison สามารถเข้าไปที่

การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค (2) : รู้จัก “เซียนเทคนิคอลคนแรก”

การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค (2) : รู้จัก “เซียนเทคนิคอลคนแรก”

โดย : สฤณี อาชวานันทกุล

ตอนที่แล้วพูดเรื่อง “เหตุผลวิบัติของนักพนัน” ว่าเป็น “อคติการรับรู้” (cognitive bias) ที่ฝังลึกตั้งแต่เกิดในสมองของมนุษย์เราทุกคน

ส่งผลให้เรามักจะเชื่อว่ากำลัง “มือขึ้น” กับซีรีส์เหตุการณ์ที่แท้จริงแล้วเป็นเอกเทศจากกันและเป็นเรื่องของความบังเอิญล้วนๆ อย่างเช่นการทอยลูกเต๋าหรือโยนเหรียญเสี่ยงทาย

ผู้เขียนทิ้งท้ายด้วยคำถามว่า เหตุผลวิบัติข้อนี้เกิดกับนักลงทุนในตลาดหุ้นด้วยหรือเปล่า

สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้คำถามนี้คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน เพราะถ้าตลาดมีประสิทธิภาพจริงๆ แปลว่าราคาหุ้นทุกชั่วขณะได้สะท้อนข้อมูลทั้งหมดทั้งอดีตและปัจจุบันที่ส่งผลต่อราคา ณ ขณะนั้นแล้ว และจะปรับตัวทันทีที่มีข้อมูลใหม่ออกมา

พูดง่ายๆ คือ ถ้าตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ เหตุผลวิบัติของนักพนันก็น่าจะเกิดกับนักลงทุนเป็นปกติด้วย เพราะราคาหุ้นแต่ละวันถึงแม้ไม่ใช่ “เหตุบังเอิญ” เพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา ราคาหุ้นในวันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับราคาหุ้นวันพรุ่งนี้หรือเมื่อวาน เพราะราคาหุ้น “อยู่กับปัจจุบันขณะ” ถ้าใช้ภาษาพระ

แต่ถ้าเหตุผลวิบัติของนักพนันเกิดกับนักลงทุนเป็นปกติ ก็แปลว่านักลงทุนไม่ได้ตัดสินใจซื้อขายอย่างมีเหตุมีผล (คำนึงถึงข้อมูลต่างๆ) ตลอดเวลา แต่ใช้อารมณ์และมีอคติ ในเมื่อราคาหุ้นเป็นผลจากการตัดสินใจซื้อขายของนักลงทุนรวมกัน ก็น่าจะแปลว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพสิ

คำถามข้อนี้จึงดูขัดแย้งในตัวเองน่าเวียนหัว เป็นปัญหาเขาควายที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

นัยสำคัญประการหนึ่งของทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพคือ ไม่มีประโยชน์ที่จะพยากรณ์ราคาหุ้นในอนาคตจากราคาหุ้นในอดีต ฉะนั้นวิธีวิเคราะห์ทางเทคนิค (technical analysis) นานาชนิด หรือชื่อเล่น “เทคนิคอล” อันหมายถึงการพยากรณ์ราคาตลาดด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและกราฟการซื้อขายในอดีตนั้น จึงไม่ใช่ “หลักวิชา” อันใด อย่างมากก็เป็นแค่ “อุปาทาน” ของคนใช้เท่านั้น

นักลงทุนที่ใช้เทคนิคอลอาจรู้สึกว่าเทคนิคอลช่วยให้เขาได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาอาจจะแค่ “โชคดี” หรือไม่ก็ “มีเซ้นส์” ในการจับจังหวะซื้อขาย ไม่ใช่ว่าเครื่องมือเจ๋งจริงแต่อย่างใด

หลายคนอ่านแล้วคงสงสัยว่า ถ้าหากเทคนิคอลใช้ไม่ได้จริง แล้วทำไมบริษัทหลักทรัพย์ไทยแทบทุกบริษัทถึงได้มีฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค ผลิตบทวิเคราะห์ทางเทคนิค จัดการอบรมทางเทคนิค ศัพท์เทคนิคอลอย่าง “แนวรับ” “แนวต้าน” “พักฐาน” และ “ไปต่อ” ถูกใช้เป็นกิจวัตรตามหน้าสื่อ และเซียนหุ้นหลายคนทั้งไทยและเทศที่ร่ำรวยจากการเล่นหุ้นก็ยืนยันว่า เทคนิคอลนี่แหละคือเบื้องหลังความสำเร็จ

ลองมาดูเรื่องราวของเซียนเทคนิคอลคนแรกที่โด่งดังระดับโลก รวมถึงการถกเถียงและทดสอบหลักการลงทุนของเขานานนับร้อยปีหลังจากนั้น เผื่อจะช่วยเราตอบคำถามข้อนี้และคลี่คลายปัญหาเขาควายข้างต้นได้

จุดกำเนิดของวงการเทคนิคอลไม่มีที่มาแน่ชัด แต่เนื้อหาในบทบรรณาธิการกว่าสองร้อยชิ้นของ ชาร์ลส์ ดาว (Charles Dow) นักข่าวผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล ได้ถูกรวบรวมและสังเคราะห์หลังจากที่เขาล่วงลับในปี 1902 ตั้งชื่อให้เกียรติว่า “ทฤษฎีดาว” (Dow Theory) ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานของวงการเทคนิคอลทั้งวงการ

ชาร์ลส์ ดาว ไม่ได้โด่งดังในฐานะผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเท่านั้น แต่เขายังเป็นคนประดิษฐ์ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ซึ่งสะท้อนราคาหุ้นของบริษัทผู้นำอุตสาหกรรม 30 แห่งในตลาดหุ้นสหรัฐ ปัจจุบันเป็นดัชนีหุ้นที่ถูกติดตามมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เซียนเทคนิคอลคนแรกจึงไม่ธรรมดาด้วยประการทั้งปวง

“ทฤษฎีดาว” มีองค์ประกอบหกข้อ สรุปอย่างย่นย่อได้ว่า

1. การเคลื่อนไหวของตลาดมีสามประเภท คือ “ทิศหลัก” (main movement) ซึ่งเป็นเทรนด์หลัก ตลาดจะเคลื่อนในทิศทางนี้เป็นเวลาหนึ่งปีหรือมากกว่าหนึ่งนั้น จะเป็นตลาดขาขึ้นหรือขาลงก็ได้, “แกว่งกลาง” (medium swing) หมายถึงปฏิกิริยาที่แกว่ง 33-66% จากราคาหลักนับจากช่วงแกว่งกลางหรือช่วงทิศหลักก่อนหน้า กินเวลาตั้งแต่ 10 วันถึง 3 เดือน, และ “แกว่งสั้น” (short swing) หรือการเคลื่อนไหวทีละนิดที่เปลี่ยนไปตามความคิดเห็นในตลาด อาจกินเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ การเคลื่อนไหวสามประเภทนี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันก็ได้

2. เทรนด์ตลาด (ผู้เขียนใช้คำนี้ทับศัพท์แทนคำไทยว่า “แนวโน้ม” เนื่องจากในวิธีคิดของเทคนิคอล market trend หมายถึงแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ได้ใช้ในความหมายปกติที่ไม่รู้อนาคต) มีสามช่วง ได้แก่ 1) ช่วงเก็บของ (accumulation phase) หมายถึงช่วงที่นักลงทุน “หูไว” กำลังซื้อหรือขายหุ้นในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับตลาด ช่วงนี้ราคาจะไม่ปรับตัวมากนักเพราะนักลงทุนหูไวยังเป็นส่วนน้อยอยู่ แต่สุดท้ายตลาดก็จะตามทัน คนแห่กันทำตามจนเข้าสู่ 2) ช่วงแห่เข้า (public participation phase) ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้จะกินเวลานานจนเกิดการเก็งกำไรอย่างกว้างขวาง จนเข้าสู่ 3) ช่วงปล่อยของ (distribution phase) เมื่อนักลงทุนหูไวซื้อหรือขายหุ้นออกมา

3. ตลาดหุ้น “ซึมซับ” ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทันทีที่รับรู้ ราคาหุ้นปรับตัวสะท้อนข้อมูลใหม่ในพริบตา เรื่องนี้ทฤษฎีดาวเห็นตรงกับกฎหลักของทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ

4. ดัชนีหุ้นจะต้องสอดคล้องสัมพันธ์กัน ในยุคของดาวอเมริกาเป็นประเทศอุตสาหกรรมดาวรุ่ง สินค้าต่างๆ ถูกส่งไปขายผ่านรางรถไฟ ดาวประดิษฐ์ดัชนีหุ้นสองตัว คือ ดัชนีบริษัทอุตสาหกรรม กับดัชนีบริษัทรถไฟ ดาวมองว่าดัชนีอุตสาหกรรมจะพุ่งแรงไม่ได้ถ้าหากดัชนีรถไฟไม่พุ่งด้วย เพราะถ้าบริษัทอุตสาหกรรมมีกำไรดีขึ้นก็แปลว่าพวกเขากำลังส่งสินค้ามากขึ้นไปขายทางรถไฟ ถ้าดัชนีสองตัวนี้เคลื่อนไหวคนละทางก็แปลว่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่บางอย่าง

5. ปริมาณการซื้อขายยืนยันเทรนด์ ดาวเชื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายมากๆ จุดนั้นก็สะท้อนมุมมองของตลาด “ที่แท้จริง” และแปลว่าเทรนด์ตลาดกำลังเกิดขึ้นจริงๆ

6. เทรนด์ตลาดจะดำรงอยู่จนกว่าจะมีสัญญาณว่ามันจบ ดาวเชื่อว่าเทรนด์ตลาดมีอยู่จริงถึงแม้จะมี “คลื่นรบกวน” (market noise) มากมายในตลาดก็ตาม เขาเชื่อว่าตลาดอาจจะเคลื่อนไหวในทิศที่ตรงข้ามกับเทรนด์อยู่บ้าง แต่ไม่นานมันก็จะขึ้นหรือลงตามเทรนด์เช่นเดิม

แน่นอน การดูว่า “จุดพลิกผัน” นั้นเป็นแค่การเคลื่อนไหวชั่วคราว หรือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่ ต้องนับเป็นทักษะขั้นเทพ แม้แต่เซียนหุ้นที่เจริญรอยตามดาวก็เห็นไม่ตรงกัน

สรุปแล้วดาวคิดถูกหรือคิดผิด งานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่นำทฤษฎีดาวไปทดสอบย้อนหลังกับราคาหุ้นจริงในอดีต (back-testing) บอกอะไรเราได้บ้าง?

ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งที่ตอบคำถามนี้ได้อย่างน่าสนใจคือ สตีเฟน บราวน์ อาจารย์สอนวิชาการเงินของผู้เขียนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก