Posts from the ‘Uncategorized’ Category

เข้าหุ้นยังไง เข้าแล้วราคาหุ้นขึ้นไปเลย”

วันนี้เราจะมาคุยกัน “ว่าเข้าหุ้นยังไง เข้าแล้วราคาหุ้นขึ้นไปเลย” เราควรเลือกหุ้นยังไง ดีเปล่าครับ ขอกำลังใจหน่อยครับ
1.การที่หุ้นจะไปได้หรือราคาบวกขึ้นไปได้ ต้องใช้วอลุ่มและวอลุ่มนั้นต้องเป็น วอลุ่มซื้อ ต้องมากกว่าขาย ถึงจะบวกขึ้นไปได้ การเปิดตลาดตอนเช้า 30 นาทีแรก หรือ 1 ช.ม.แรก วอลุ่มต้องมากกว่า 1 ใน 3 ขอวอลุ่มที่เคยทำพีทใว้ครับยิ่งมากยิ่งดีครับหรือเราเรียกวอลุ่มเข้า

2.หุ้นตัวนั้นๆต้องมีความแข็งแรงคือไม่ไซเว ไม่ดาวเทรน ทุก TF ต้องสวย 60 สวยแข็งแรง เด,วีค ต้องสวยพร้อมๆกัน สวยคือยังไง “หุ้นสวย”คือ macd เป็นบวกและอยู่เหนือน้ำ เส้น ema5 ตัด ema 20 ขึ้น (นี้คือการบอกเราว่าหยุดไซเว) ราคาต้องเบรค จุดตัดตรงนี้

3.แท่งเทียนต้องยกโล ยกไฮ และไม่หลุดแนวรับ “ครึ่งหนึ่งของแท่งเทียนเต็มๆใหญ่ๆยาวๆ ใน tf60 “ก่อนหน้า

4.มองอดีต หุ้นที่มีสเปรดกว้างๆก็จะทำตัวแบบเดิม ถ้าหุ้นไม่มีสเปรดกว้างๆก็ไม่ต้องไปมองครับ มองหุ้นที่เคยลิ่ง หุ้นที่เคยทำสเปรดกว้างๆใว้คับ เคยทำตัวยังไง ก็จะทำตัวแบบเดิมๆครับ ตามนิสัยของหุ้นแต่ละตัว

5.มอง bid-offer วอลุ่มเข้าแล้ว offer ต้องหนาๆสวยๆเรียงกันเป็นระเบียบ ไม่ฟันหลอ หนาๆสวยๆ offer จะตั้งหนากว่า bid

6.หุ้นที่เปิดมาแล้วจะไป มักราคาที่ย่อมา จะไม่ต่ำกว่าราคา ค่าเฉลีย ในขณะนั้นๆ

7.ความแรงจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับหุ้นตัวนั้นเป็นที่น่าจับตามากน้อย เลือกเล่นหุ้นมวลชน หุ้นที่มีวอลุ่มครับ ซื้อก็ง่าย ขายก็คล่อง

Advertisements

Money talk at SET 17/12/59
หัวข้อ1 “แนวโน้มหุ้นไทยปี 60” 

1)ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASP

2) คุณ มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MBKET

3) ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ
มองเศรษฐกิจโลก/ไทย ปีหน้าอย่างไร?

ดร.ก้องเกียรติ

มองว่าน่าสนใจ อเมริกาฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีเลือกตั้งได้ประธานาธิบดีใหม่

ประเด็นสำคัญที่ทรัพป์พูดถึง คือ

1.ความปรองดอง 2. การใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน อาจถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ 

กราฟหุ้นอเมริกาเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกับ สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำปรับลดลง 

(เงินเยน, พันธบัตรอเมริกา,สวิสฟรังก์,ทองคำ)

ทรัพป์เป็น Mr. inflation คือ เงินเฟ้อจะตามมา 

ดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารพาณิชย์อเมริกา จะดีขึ้น ผ่านมาเดือนเศษ 

ขึ้นมาเยอะกว่า 20-30% เช่น โกลแมน แซค +40% 

โลกกำกลังกลับข้างจากเดิมที่เงินนักลงทุนอยู่หุ้น internet เช่น facebook google apple

เงินจะย้ายไปอยู่หุ้นที่เกี่ยวข้องการก่อสร้าง ธนาคารพาณิชย์ แทน

ปีหน้า FED จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 รอบ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เศรษฐกิจอเมริกาเป็นขาขึ้น

ยุโรปฟื้นอย่างช้าๆ แต่มีโอกาสเม็ดเงินจะลงทุนจะสูงขึ้นตามหลังอเมริกา 

เช่น ดอยซ์แบงค์ เคยตกไป 10 ยูโร จนเล็กเกือบเท่าแบงค์ไทย 

มีข่าวใกล้ล้มละลาย วันนี้ราคากลับขึ้นไปเกือบ 20 ยูโร 

หรือ เครดิตสวิส ที่เคยอยู่ 10 ยูโรเหมือนกัน แต่ก็ขึ้นมา 60-70% แล้ว

ตลาดหุ้นฟื้นก่อนเศรษฐกิจเสมอ หุ้นเวลาขึ้นเยอะ 

ญี่ปุ่น – ดัชนีฟื้นขึ้นอย่างแรง หลังค่าเงินเยนอ่อน ส่งออกจะดีขึ้น 

ธนาคารใหญ่สุดอย่าง มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ราคาหุ้นขึ้นกว่า 50% 

จีน – ได้ประโยชน์จากรอบนี้ไม่เยอะมาก ค่าเงินหยวนอ่อนมาก 

และมีคนมองว่าปีหน้าจะอ่อนกว่านี้ 

โดยรวมจีนค่อยๆฟื้น แต่การเติบโตยังอยู่ในระดับสูง ราว 6%

ไทย – ปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ จากการลงทุนสาธารณูปโภค ประกวดโครงการต่างๆ
สกุลเงินอื่นเทียบกับดอลลาร์อ่อนลงหมด เงินจะไหลไปสู่สินทรัพย์ที่แข็งแรง หุ้น อสังหา 

ค่าเงินเอเชียก็จะอ่อนลงไป เป็นผลดีกับการส่งออก แต่ก็ต้องแย่งตลาดกัน 

ราคาโภคภัณฑ์ก็ฟื้นตัวจากเงินเฟ้อ แต่ทองคำราคาลงเพราะเงินย้ายไปหาสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงกว่า
มีข้อมูลน่าสนใจจากนักวิเคราะห์ เป็น ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยง ย้อนหลัง 10 ปี 

ผลตอบแทน ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยง => SET 0.96 หน่วย ทองคำ 0.47 

น้ำมันดิบ BRENT 0.15 พันธบัตรไทย -6.42

สรุปได้ว่าว่าถ้ามองระยะยาวหุ้นดีกว่าสินทรัพย์อื่นอยู่แล้ว 

ถ้าไปดูผลตอบแทนตลาดหุ้นอื่นก็คงเป็นตัวเลขที่ต่างกัน แต่น่าจะดีกว่าสินทรัพย์อื่น
คุณมนตรี

ความกังวลใหญ่ คือ การค้าระหว่างประเทศ การที่แต่ละประเทศสนใจความต้องการตัวเองเป็นหลัก เห็นได้จาก

1.สัญญาณ BREXIT อังกฤษเคยอยู่นอกยุโรปช่วงหนึ่ง พอมองว่ามีภาระพอสมควร จึงแยกตัวออกมาเป็น BREXIT

2.อเมริกาก็เช่นเดียวกัน ฟังทรัมป์ทีแรกก็เป็นห่วง เอาอเมริกาเป็นหลักก่อน ซึ่งหลายเรื่องกระทบการค้า 

หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การจ้างงานในประเทศ แทนส่งเสริมให้จีนหรือเม็กซิโกผลิต 

ซึ่งจะนำไปสู่แต่ละประเทศจะดูแต่ตัวเองมากกว่า ทำให้เกิดคำถามว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ผลอย่างไร 

เช่น ตั้งกำแพงภาษี ให้การผลิตในประเทศมากขึ้น 

ซึ่งเป็นสิ่งทีฝืนทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ผลิตจากแหล่งที่ค่าแรงต่ำกว่า 

อย่างไรก็ตามหลังเลือกตั้งได้แล้วทรัมป์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคงไม่ขนาดนั้น

ถ้าจะให้เศรษฐกิจยืนได้ คงต้องใช้แนวทางดอกเบี้ยต่ำไว้ก่อน มูลค่าสินทรัพย์สูง 

แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้น มูลค่าสินทรัพย์ตกต่ำลง อำนาจซื้อต่ำลง

คำพูดทรัมป์ที่เอามาขยายกันคือ “ยอมรับไม่ได้ ที่เงินในธนาคารไม่มาทำงาน” 

จากที่เชื่อว่าโลกต้องอยู่ในระดับดอกเบี้ยต่ำ กลายเป็นยุคที่คิดว่าจะเกิดเงินเฟ้อ 

ดอกเบี้ยพันธบัตรอเมริกาขึ้นค่อนข้างสูง ใครถือพันธบัตรสิบปีไว้จะขาดทุนค่อนข้างสูง

พวกที่หน้าตั๋วมีดอกเบี้ยต่ำๆ มูลค่าจะลดลง เงินเฟ้อส่งผลให้กำลังซื้อคนอาจจะตกต่ำลงได้
มียุคหนึ่งที่เราเคยกังวลว่าเงินเฟ้อ น้ำมันแพง หุ้นที่เกี่ยวกับโภคภัณฑ์ก็กลับมาน่าสนใจ 

รวมทั้งธนาคาร และด้วยความที่ทรัมป์เป็นนักธุรกิจก็น่าจะมีช่วงที่เป็น honeymoon period ได้

คุณสุกิจ(maybank) เคยบอกว่าผลเลือกตั้งถ้าออกมาเป็นฮิลารี 

ตลาดจะขึ้นแล้วลงได้ (gain before pain) 

แต่ถ้าทรัพป์ได้จะเป็นลงก่อนแล้วขึ้น(pain before gain)

มีสัญญาณที่จะสร้างหนี้เพิ่ม ต้องจับตามอง แต่ก็น่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาทุกครั้งต้องพูดถึงเรื่อง FED ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งล่าสุดได้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

และปีหน้าจะขึ้นอีก 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ซึ่งถ้าไม่มีปัจจัยอื่นมาเปลี่ยนมันเป็นสัญญาณไม่ดีกับตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม มาตรการอื่นที่จะเข้ามาช่วยเอื้อ เช่น ลดภาษีนิติบุคคลในอเมริกา 

ต้องจับตาดูว่าประเทศอื่น จะมีแรงต้านทานได้ดีพอไหม
ดร.นิเวศน์

มองว่าเศรษฐกิจหลายปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนไปจากอดีต 

เช่น การส่งออก เห็นชัดว่าตกต่ำเกือบทั่วโลก แต่เศรษฐกิจไปได้

แสดงว่าสินค้าที่จับต้องได้เริ่มมีการบริโภคสัดส่วนน้อยลง เพราะประสิทธิภาพมันดีขึ้นมาก 

เช่น สมัยนี้คนบริโภค TV น้อยลง ราคาไม่เท่าไร หรูหราใหญ่โต อีกทั้งเราก็ดู internet ได้

โลกคนยุคใหม่ใช้เงินกับสิ่งที่ไม่เป็นสินค้า เป็นการบริการมากขึ้น 

ทำให้ดูเหมือนเศรษฐกิจโลกโตช้า แต่คนมีความสุขเหมือนเดิมได้

ตั้งแต่ปี 2008 ที่เกิดวิกฤติที่อเมริกา ดัชนีหุ้นขึ้นอย่างเดียวเกือบ 10 ปี และขึ้นเกือบทั่วโลก

สมัยก่อนประเทศไหนดี หุ้นขึ้น ประเทศไหนไม่ดีหุ้นตก 

ตอนหลังทุกประเทศขึ้นเหมือนกันหมด สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องทางการเงิน

ประเทศใหญ่ทั้งหลายอัดฉีดเงิน และดอกเบี้ยลดต่อเนื่อง หุ้นก็ขึ้นต่อเนื่องเป็นประวัติศาสตร์

สมัยก่อนปันผลต้องน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ย เพราะปันผลมีโอกาสโต 

ดังนั้นคนซื้อหุ้นปันผลต่ำๆหวังว่าต่อไปจะโต แต่ผ่านไป 8 ปี ปันผลสูงกว่าดอกเบี้ย 

และที่หุ้นขึ้นเพราะคนก็ไปหาการลงทุนที่ดีกว่าดอกเบี้ย

หุ้นไทยที่ผ่านมากำไรไม่ค่อยขึ้นมาก แต่มีช่วงที่ลดภาษีบริษัทจดทะเบียนทำให้หุ้นขึ้นชัดเจน

อเมริกาก็กำลังจะทำเช่นกัน ต่อไปถ้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องก็น่าสนใจว่าคนที่ถือหุ้นจะทำอย่างไรต่อ

สรุป เศรษฐกิจขึ้นกับแต่ละประเทศ คิดว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับตลาดหุ้นมากนัก แต่ถ้าของไทยน่าจะทรงๆ
แนวโน้มหุ้นปี 60 เป็นอย่างไร?

ดร.ก้องเกียรติ

ภาพใหญ่ฝ่ายวิจัยฯมองว่าปีหน้า บลจ. กำไรสุทธิโต 7.8% yoy 

มี 5-6 กลุ่มใหญ่ 1) พลังงานดีขึ้น 9% 2) ธนาคาร +7% 3) วัสดุก่อสร้าง +5%

4) ICT -11% (จากค่า license ต่างๆ) 5) อสังหาฯ คละๆกันทั้งดีไม่ดี 6) ค้าปลีก คละๆกัน

ปี 59 กำไรสุทธิโต 34.9% ซึ่งทำให้หุ้นไทยปีนี้ขึ้นมา และปีหน้าคงโตต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันขึ้น ก่อสร้างมากขึ้น ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ค้าปลีกโตตาม GDP 

ณ ระดับหุ้นตอนนี้ PE 15 เท่า เทียบกำไรปี 60 

PEG 1.95 เท่า (PE ตลาดหุ้น หาร การเติบโตกำไรสุทธิ) PEG ต่ำกว่า 1 ถือว่าถูก

ประเทศที่ PEG ต่ำกว่า 1 เท่า อินเดีย อินโดนีเซีย จีน อังกฤษ 

ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงฟื้นตัวขึ้นมา จีนยังถูกแต่มีความกังวลเรื่องหนี้เสีย และไม่ค่อยเชื่อในตัวเลข

ดอกเบี้ย ไทยยังไม่เห็นสัญญาณที่จะขึ้นในปีหน้า อาจจะดูอีกทีปลายปีหน้า 

ปัจจัยลบคือ หุ้นไม่ถูก ถือว่าแพงกว่าที่อื่น 

ปัจจัยบวกคือ สภาพคล่องเยอะ เศรษฐกิจไทยยังโตช้าๆ 3% 

ถ้าผลกำไรบริษัทโต 7-8% หุ้นก็น่าจะโตได้ ซึ่งในปีนี้ก็มีทั้งหุ้นที่ตกและขึ้น

หุ้นขนาดกลางและเล็กเฟื่องฟู ยังไม่มีการปรับฐาน หรือสภาพคล่องหายก็อาจจะลงแรงกว่าหุ้นใหญ่

ส่วนเวลาฟื้นเงินเข้าหุ้นใหญ่ก่อน เพราะสถาบันไม่สนใจหุ้นกลางและเล็ก 
คุณมนตรี

ถ้ามองภาพรวมภูมิภาคแล้ว ประเทศไทยมีรากฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งสุดแห่งหนึ่ง

ฝ่ายวิจัยฯทำตัวเลขเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ของไทยบริโภคในประเทศราว 50% GDP

ส่งออกราว 10% GDP ซึ่งเราเคยฟังว่าพึ่งพาส่งออก 70% GDP ความเป็นจริงต้องหักนำเข้าด้วย 

ถ้าดูเศรษฐกิจสิงคโปร์ ส่งออกเกือบ 200% GDP

การท่องเที่ยวเราดีมาก เรื่องภัยแล้งที่เคยเป็นห่วงก็มีสัญญาณดี เพราะระดับน้ำอยู่ในระดับดี

ราคาผลิตภัณฑ์เกษตรก็น่าจะดีขึ้น เพราะช่วงที่ผ่านมาสะสม supply มาก

หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ราว 80% มีสัญญาณลดลง 

เพราะคนไม่สร้างหนี้ใหม่มากหลังรถคันแรก และทยอยคืนหนี้อยู่

การใช้จ่ายภาครัฐปีนี้ยังไม่มากนัก แต่มีการประมูลแล้ว ปีหน้าเงินน่าจะลงระบบมากขึ้น

การส่งออกขึ้นกับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

การลงทุนภาคเอกชนคาดหวังว่าน่าจะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำอยู่

คาดว่าเศรษฐกิจจะโต 3.5-4% ผลกำไรสุทธิบลจ.คาดว่าโต 10% 

กลุ่มที่จะคาดการณ์ยากหน่อยคือ กลุ่มพลังงาน บางอย่างเป็น mark to market 

ทำให้ตัวเลขกำไรปีนี้กระโดดเป็นพิเศษและปีหน้าดูต่ำไปนิดหน่อย

คิดว่าตลาดหุ้นไทยพ้นช่วง laggard ไปแล้ว การเมืองไทยตอนนี้ก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพที่ดี 

และกำลังจะมีการเลือกตั้ง ในการเปลี่ยนแปลงรัชกาลก็มีเสถียรภาพที่ดี

ตลาดหุ้นไทย PE 14 เท่า Forward PE 15.7 เท่า EPS growth ปี 60 10.8%

มองว่าเราไม่แพงกว่าที่อื่นเท่าไร เช่น Forward PE ประเทศรอบๆราว 10-15 เท่า 

ปัจจัยที่น่าจับตาปีหน้า 

การเลือกตั้งในฝรั่งเศส เยอรมัน การชูประเด็นเรื่องแยกตัวจะเกิดขึ้นไหม? จะมีผลโดมิโนไหม?

สรุปตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง ทั้งทุนสำรอง ระดับดอกเบี้ย 1.5% สถาบันการเงินก็แข็งแกร่ง
ดร.นิเวศน์

เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ดูผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ไม่เคยเกิน 8 แสนล้านบาท 

ปี 59 จะสูงกว่า 8 แสนล้านบาท เพราะการฟื้นตัวราคาพลังงานที่ปี 58 ตกลงไปเยอะ

ปี 60 โตต่อเพราะสมมติฐานคือบริษัทพลังงานจะโตค่อนข้างดี ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าราคาจะเป็นอย่างไร

ถ้าดู 5 ปีที่ผ่านมาของธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้างกำไรไม่ไปไหน ราคาหุ้นก็ไม่ค่อยไปไหน 

พวก ICT ปีหน้าจะต่ำลงไปอีก ที่ขึ้นมาเป็นเรื่องของเม็ดเงิน 

ถ้าคนเลิกเล่นหุ้น ต่างชาติขายหุ้นเยอะ ก็น่ากังวล พวกปัจจัยดอกเบี้ยอเมริกา fund flow น่าจับตา

ถ้าทรัพป์ลดภาษีบริษัทต่อเนื่องน่าจะช่วยได้เหมือนไทย 

หุ้นเติบโตยาวนานหลายปีแล้วไม่ลงก็น่าจับตา

คิดว่าหุ้นปีหน้า มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ แต่ยังไม่เห็น upside มากๆ 

ICT ก็ไม่ดี แบงค์ npl ก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ สินเชื่อก็เติบโตไม่สูง 

ขึ้นอยู่กับพลังงานถ้าน้ำมันลดลงก็หายไปอีก

ค้าปลีกก็โตได้บ้าง แต่คงไม่มากเหมือนสมัยก่อน

โรงพยาบาล ซึ่งมีตัวใหญ่หลายตัว แต่ดูโอกาสเติบโตเร็วๆไม่ง่าย 

ขึ้นกับลงโอกาสน่าจะพอๆกัน ราคาพลังงานอาจจะลงได้ด้วยซ้ำไป

Upside อาจพอไปได้แต่ไม่เยอะ downside สภาวะการเงินมีโอกาสรุนแรง 

เพราะเราอิงกับเม็ดเงินมากกว่า fundamental 
เม็ดเงินจะกลับเข้ามาไทยหรือไม่?

ดร.ก้องเกียรติ ยังมองไม่เห็น โอกาสที่เงินจะกลับมาตลาดหุ้นไย เพราะดอลลาร์แข็งทำให้เงินกลับไปอเมริกา 

อย่างจีนแนวโน้มเงินหยวนอ่อนไปเรื่อย นักธุรกิจจีนก็จะเอาเงินไปข้างนอก เช่นเดียวกับอเมริกา 

ที่ค่าเงินแนวโน้มคนจะเอาเงินเข้าไปลงทุนเพราะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจและได้ capital gain ค่าเงิน 

การที่อเมริกาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก 1.25% และการลดภาษีนิติบุคคลในอเมริกา เป็นเรื่องสำคัญ

อีกอย่างทรัพป์กำลังเจรจากับผู้ประกอบการICT ทั้ง CEO, Founder ในเรื่องการจ้างงานในประเทศ 

และเงินที่ไปอยู่ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีที่สูง อาจจะมีการเจรจาให้เกิดแรงจูงใจให้เอาเงินกลับมา 

รวมถึงการซื้อหุ้นคืนของบลจ.เพราะบริษัทมีเงินเหลือเยอะ ซึ่งทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นสูงขึ้น

มองว่าทรัพป์เข้าใจตลาดทุนดีและที่ปรึกษาแล้วคนก็เป็นผู้ที่อยู่ในวงการตลาดทุนอยู่แล้ว

แต่ก็มีคนมองว่าดัชนีดาวโจนส์ขึ้นต่อเนื่องก็น่าจะมีสะดุดบ้าง ตัวเลขทางจิตวิทยาคือ 2 หมื่นจุด

ตอนที่ดัชนีดาวโจนส์กว่าจะทะลุ 1 หมื่นจุด ใช้เวลา60 กว่า ครั้ง

โอกาสที่เงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย คงเป็นตามกลุ่ม emerging market 

เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ 1. หุ้นไทยถูกพอสมควร 2. ผลประกอบการน่าจะดีขึ้น

อาจจะมีเงินที่ไหลมาบ้างจากเงินที่เข้ามาให้ผู้จัดการกองทุนซื้อใน emerging market
ปี 60 ควรเข้าซื้อหุ้นตอนไหน?

คุณมนตรี ควรเข้าตอนหุ้นกำลังจะขึ้น… 

เงินสถาบันผลักดันตลาดหุ้นพอสมควร ต้องมอง 2 กลุ่มคือ ต่างประเทศ และในประเทศ

จุดที่เจ็บปวดสุดในหลายปีคือ ลงจากจุดสูงสุด 4 ม.ค. 1994 

จนมาถึง QE ก็มีเงินไหลออกต่อเนื่อง 5 ไตรมาส 2.4 แสนล้านบาท 

มีฟื้นตัว 1 ไตรมาส + กลับมา 3.7 หมื่นล้าน และตกต่ออีก 5 ไตรมาสอีก 1.87 แสนล้านบาท

รวม 11 ไตรมาส เงินไหลออก 3.9 แสนล้านบาท 

แต่ในระยะหลังเงินก็ไม่ไหลออกแรงเหมือนในอดีตแล้ว 

ส่วนเงินสถาบัน ก็ยังมีเงินสะสมเข้ามาช่วยตลาดหุ้นไทยจากนักลงทุนรายย่อย

ปีหน้าขอฟันธงว่าเป็นปีที่ไม่แน่นอน คิดว่าช่วงต้นจะได้ผลจาก honey moon period 

คงต้องมาจับตาความเสี่ยงระหว่างปี
ให้คะแนนตลาดหุ้นไทย ปี 60 ตั้งแต่ 0-10 คะแนน

ดร.ก้องเกียรติ 

ตลาดหุ้นไทยให้ 5 คะแนน ขึ้นมาเยอะ และเริ่มแพง สภาพคล่องเยอะ 

ตลาดพัฒนาให้ 8-9 คะแนน
คุณมนตรี 

ปีก่อนให้ 6 คะแนน คาดกำไรบริษัทโต 18% 

แต่ปีนี้คาดกำไรบริษัทโต 10% เป้าดัชนี 1670 จุด มีความผันผวน ให้คะแนน 5 คะแนน 
ดร.นิเวศน์ 

สองปีก่อนทายถูกเพราะหุ้นไทยปีก่อนติดลบ ปีก่อนทายแย่ แต่กลับดี 

ปีหน้าถ้าทายต่ำติดกัน 3 ปีคงถูกสักปี ให้ 4 คะแนน

หัวข้อ 2 หุ้นเด่นไทยปี 60 มุมมองของสุดยอดนักวิเคราะห์

1) ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรินีตี้

2) คุณ สุกิจ อุดมสิริกุล กรรมการผู้จัดการ บล.เมย์แบ้งค์กิมเอ็ง

วิพากษ์โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ
พูดถึงหุ้นเด่น…

ดร.นิเวศน์ 

หุ้นเด่น มี 3 มิติ 

มิติ 1 การเติบโตรายได้,กำไร 

มิติ 2 ความแข้มแข็ง ความสามารถแข่งขัน 

มิติ 3 ราคา ความถูกแพง
มีหุ้นเด่นในปี 60 ไหม?

ดร.วิศิษฐ์ 

มีบางช่วงที่หุ้นเด่นปรากฏ อยู่ที่ช่วงที่ valuation น่าสนใจ ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง

ปีหน้า fund flow มีโอกาสกำหนดทิศทางตลาทุน 

มีผลกับราคาหุ้น 3 อย่าง 1) EPS 2) ส่วนชดเชยความเสี่ยง equity risk premium คำนวณยาก 3) อัตราส่วนลด (discount rate) 

เป็นตัวหาร ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องสนใจภาค macro เพื่อให้คำนวณได้ถูกต้อง

Growth จากภายในและภายนอก ถ้าดูจาก fund flow อเมริกามีการเติบโตดี ตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานธิบดี US dollar แข็งขึ้น 5% 

เทียบเงินสกุลอื่น เงินบาทอ่อนลง 2% พันธบัตรระยะสั้นขายออก 8 หมื่นล้าน ระยะยาวขายออก 2 หมื่นล้าน 

บ่งบอกว่านักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตรองรับนโยบายที่เปลี่ยนไป

1) ลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15-20% แต่ต้องไป debate ในสภาครองเกสอีกครั้ง 

ผลที่จะได้คือ ภาษีลดลง กำไรต่อหุ้นจะเพิ่ม เป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญ

2) ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาจาก 39% จะเหลือ 33% บุคคลธรรมดาจ่ายภาษีลดลง จะมีกำลังจับจ่ายมากขึ้น

3) Homeland investment act บริษัทที่มีรายได้นอกสหรัฐถ้านำเงินเข้าจะโดนภาษีราว 30% จะลดลงเหลือแค่ 10-15% 

ทั้ง 3 นโยบายภาษีนี้ทำให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้น มีเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้น 2.1 หมื่นล้านเหรียญในสัปดาห์เดียว ซึ่งมาจาก 

– เงินสดที่มีของกองทุน ปกติ fund manager จะมีเงินสด 6-7% เมื่อเลือกตั้ง มีความชัดเจน ก็มีเงินเคลื่อนย้าย 

– เงินที่ออกจากพันธบัตร bond yield ขึ้นจาก 2 % ไปที่ 2.4-2.5% (asset allocation)

– เงินจากการขายทองคำ เพราะผลตอบแทนดอกเบี้ยแท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้น 

– เงินที่ออกจากกองทุน REIT ทั่วโลก

ตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานธิบดี เงินไหลไปเข้าตลาดพัฒนาแล้วมากกว่าตลาดใหม่
คุณสุกิจ 

เกณฑ์ในการเลือกหุ้นเด่นมองเหมือนที่อ.นิเวศน์กล่าวไว้

ย้อนพูดถึง หุ้นเด่นปี 59 ส่วนสำคัญคือปันผลสูง เพราะดอกเบี้ยต่ำ และคนยังคาดว่าดอกเบี้ยต่ำต่อไป

หุ้น, กองทุน, trust, property fund ที่จ่ายปันผลดีราคาปรับขึ้น

จำได้ช่วงต้นปีเคยท่องไว้คือ 6 7 8 – 6 Trust, PF 7 REIT 8 Infra fund 

แต่ตอนหลังจะปันผลลดลงมาแล้ว เพราะราคาขึ้นไปเยอะ

ปี 60 หุ้นจะเด่นจึงต้องเป็นหุ้นเติบโต 

ปีนี้หุ้นเติบโตหลายตัวก็ขึ้นดี แต่ถ้ามองภาพทั้งปี ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยมั่นใจเรื่องการเติบโต

แต่ปีหน้าคนมั่นใจขึ้น อเมริกาก็มีนโยบายส่งเสริมการเติบโต เงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้น

ปัญหาคือหุ้นเติบโต ชัดๆดีๆ ไม่ถูก กลุ่มที่ปีนี้ขึ้นมาก เป็นสถาบันการเงินเล็ก ปิโตรเคมี ค้าปลีก 
หุ้นกลุ่มไหนที่คิดว่าเด่น ทำไมน่าสนใจ?

คุณสุกิจ 

มองการเติบโตที่ตัวหุ้น ไม่ได้มองที่กลุ่ม ขึ้นกับความสามารถในการแข่งขัน

ถ้ามองกลุ่มที่เด่นในไตรมาสหน้าคงเป็นพลังงาน เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันสูงขึ้น 

ราคาเฉลี่ยน้ำมันปีนี้ยังต่ำกว่า 50 เหรียญ มองปีหน้าราคาน้ำมันเฉลี่ย 55 เหรียญ 

รวมถึงความคาดหวังผลประกอบการที่ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเป็นวัฏจักร มองว่าคงขึ้นไปไกลมากไม่ได้ 

น้ำมันขึ้นไป 55-60 เหรียญคงพอได้ แต่มากเกินไปคงยาก

ปีหน้าจะมีการขึ้นค่าแรง อาจกระตุ้นการเพิ่มกำลังซื้อหรือสร้างแรงจูงใจซื้อ

ครึ่งปีหลังภาระหนี้รถคันแรกน่าจะหมด คงมีกำลังซื้อกลับขึ้นมา

หุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภค แพงแต่ยังมีแรงกระตุ้น

หุ้นก่อสร้างปีนี้น่าผิดหวัง เพราะการประมูลงานไม่ค่อยต่อเนื่อง

แต่ก็มีการเร่งอย่างชัดเจน น่าจะมีโมเมนตัมต่อไปถึงปีหน้าได้

ครึ่งหลังปีหน้า มองไปที่กลุ่มธนาคาร ผลประกอบการปีนี้รับได้ โตไม่มาก แต่ npl เสี่ยงลดลง

ถ้าปีหน้าให้น้ำหนักว่าดอกเบี้ยจะขึ้น ธนาคารก็จะได้ประโยชน์

เราคาดผลประกอบการบริษัทปีหน้าโต 12% ตัวที่มีน้ำหนักมากคือ พลังงานและธนาคาร

กลุ่มธนาคารเริ่มเห็นการทยอยปรับประมาณการณ์กำไรปีหน้า ฐานกำไรยังไม่สูง

SME เราเป็นอุตสาหกรรมและส่งออก ซึ่งถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น ก็น่าจะดีขึ้น
ดร.วิศิษฐ์ 

อเมริกาลดภาษี กระตุ้นการบริโภคภายใน มีการลงทุนใน infrastructure ด้วย

รวมเป็นมูลค่า 6 ล้านล้านเหรียญ หรือ 1.5 เท่างบดุล FED ทยอยใช้ใน 10 ปี

สิ่งที่เกิดขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทองแดง สังกะสี ยาง น้ำมัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น

เป็นการสะท้อนนโยบายบริโภคภายในสหรัฐกระทบกับคอมโมดิตี้

ปัจจับ Macro มีผลกับ EPS หุ้น ทำให้บางบริษัทกำไรเพิ่ม หรือลดลงด้วย
EPS และ อัตราดอกเบี้ย – มีผลกับมูลค่าหุ้น ถ้าดอกเบี้ยเพิ่ม แต่เงินเฟ้อเพิ่มไม่ทัน 

การขึ้นดอกเบี้ยจะดี แต่ถ้าเงินเฟ้อขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นปัญหา

ประธาน FED คนต่อไป มีผลกับทิศทางดอกเบี้ยต่างกัน

บางท่านชอบการขึ้นดอกเบี้ย บางท่านก็ใช้นโยบายเดียวกับ เยลเลน
EPS ถูกกำหนดโดยภาค macro

หุ้นเด่นปี 59 จากการศึกษาหุ้นกว่า 600 ตัว ตั้งแต่ 1 ม.ค.59 (capital gain ไม่รวม warrant) 

ยกตัวอย่างหุ้นที่รู้จัก อันดับ 1 TFG 370%

อันดับ 2 GL 272%, #3 malee 271%, 4 big 248%, 6 tkn 204% 

,11 ptg 155%, 12 thai 145% , 13 Smpc 139%, 15 cbg 120%, 16 sta 113%

ที่น่าสนใจคือ sta เพิ่งอยู่ใน list 3 เดือนที่ผ่านมา 

บางบริษัทมีต้นทุนคงที่สูง เมื่อมี order เพิ่ม ยอดขายลบต้นทุนแปรผัน จะนำไปสู่กำไรสุดท้ายเลย

บางบริษัทเป็น positive cashflow แรง อย่างในรายการ business model ได้นำเสนอ

การศึกษา fact sheet , งบกำไรขาดทุนจะทำให้หาหุ้นเด่นได้
หุ้นเด่นปี 60 ?

ดร.วิศิษฐ์ 

หุ้นเด่นต้องมี Positive cashflow, EPS ขยาย บริษัทที่มี earning surprise upside 

มองเป็น theme 

1)ก่อสร้าง ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จะมีบางบริษัทที่มี EBITDA margin, ROE ดีกว่า

ยังไม่ถูก cover มากนัก การก่อสร้างต้นน้ำก็จะได้ประโยชน์

หุ้นก่อสร้างขนาดกลางก็จะดีกว่าขนาดใหญ่

2) หุ้นที่ได้ประโยชน์ tpp – ภาครัฐ infrastructure 

, telecom บางบริษัทที่สามารถ jv กับ tpp ภาครัฐได้

พวกการ restructuring ของ cat 

3) หุ้นที่มีรายได้เป็น US ต้นทุนบาท จะมีกำไรดีขึ้น

4) สินค้าโภคภัณฑ์บางกลุ่มน่าจะได้ประโยชน์ จากการลงทุนในสหรัฐ
คุณสุกิจ 

อยู่ที่จังหวะในการลงทุนในระหว่างปี

มองว่าปีหน้าต้องเลือกหุ้นที่เติบโต และไม่แพง เรามี universe ราว 200 บริษัท

กลุ่ม EPS + 50% ขึ้นไป และ PE ต่ำกว่าตลาด(<15) Banpu, sq, utp, ilink, 

กลุ่ม EPS 30-50% และ PE ต่ำกว่าตลาด tcap, kbank, tk, tvd

กลุ่ม EPS 20-30% และ PE ต่ำกว่า 12 scb, bpp

กลุ่ม EPS <20% และ PE ต่ำกว่า 10 spali 

ขึ้นกับนักลงทุนสนใจหุ้น growth ระดับไหน และซื้อแพงระดับไหน 

ซึ่งบริษัทกำไรมีคุณภาพ ราคาไม่ได้ซื้อขายสูงมาก 
หุ้นที่มี story – ptt ได้ประโยชน์จากการเป็นหุ้นต้นน้ำ, ธุรกิจก๊าซ ซึ่งถ้า pttor เข้าจดทะเบียน

และเอามาให้มูลค่าเท่ากับธุรกิจค้าปลีกจะเป็นมูลค่าเพิ่ม 30 บาทต่อหุ้น ถือว่าเป็นมูลค่าที่รออยู่

ก่อสร้าง – CK, BEM มี synergy กันและผลประกอบการ BEM ไตรมาส 3 ก็ดีกว่าคาด 

กลายเป็น GPM Q3 ดีกว่าคาดเพราะบริหารได้ดีกว่า, 

STEC ได้งานจาก CK และที่ผ่านมากำไรถูกกดดันจากงานเก่าที่ไม่ดี ถ้ามองข้างหน้าจะน่าสนใจ
ดร.นิเวศน์

หุ้นวันนี้ที่นำเสนอน่าสนใจ ไม่ได้เน้นที่ความร้อนแรง แต่ขาดมิติที่พูดน้อย 

คือ คุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันบริษัท บางตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แน่นอน 

หรือจะเติบโตจริงแค่ปีเดียวหรือเปล่า เช่น spali การเติบโตแบบขายบ้านโอกาสผิดพลาดจะสูง

บางกิจการมันผิดพลาดในการคาดการณ์ต่ำ คู่แข่งน้อย ไม่ขึ้นกับอุตสาหกรรม

พลังงานขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ซึ่งมีโอกาสผิดได้เยอะ ต้องดูความเสี่ยงไม่โตตามคาด 

หรือถ้ามันแย่เลยจะกลายเป็นติดลบแทนได้

โลกของน้ำมันเริ่มเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนคนบอกน้ำมันใหม่หายาก ต้องไปขุดทะเลลึก

ไม่เจอแหล่งน้ำมันใหญ่ๆในโลกเลย แต่ตอนหลังน้ำมันสามารถปั๊มได้เลย มี shale gas 

ต้องระวังว่าการคาดการณ์เติบโต 50% อาจไม่โตเลย หรือติดลบได้

ถ้ากิจการที่กระจายเยอะ ผู้เล่นไม่มากราย ก็น่าจะ control อะไรได้มากกว่า

ปีที่ผ่านมาหุ้นราคาแพง perform เยอะ ไม่แน่ปีหน้าหุ้นไม่แพงก็อาจจะ perform 

ข้อดีคือความเสี่ยง downside จะต่ำกว่า

พวกกลุ่มก่อสร้างที่ต้อง bid ต้องประมูลอาจจะได้งานมาแต่ขาดทุน

รู้สึกว่าพวก infrastructure ที่ออกมาเสี่ยง เช่น สายสีม่วงคนน้อยไป

พวกที่ได้ประโยชน์จากค่าเงิน US น่าจะเป็นพวกการผลิต ก็น่าจะขายได้ราคาดี

แต่ค่าเงินก็อาจจะอ่อนได้ในอนาคต 
หุ้นในดวงใจ 1 ตัว ?

คุณสุกิจ 

ด้วยราคาไม่แพงมากตอนนี้เลือก ptt 

เห็นด้วยกับอ.นิเวศน์ว่าราคาน้ำมันก็คงคาดหวังยาวๆยาก

ความผันผวนตลาดเกิดทุกปี ปีนี้ช่วงที่ต่ำสุด -20% 

การเลือกซื้อสำคัญ คิดว่าครึ่งปีแรกเงินจะหาที่ไปยาก โภคภัณฑ์น่าจะมีโอกาส outperform

การรอซื้อหุ้นดีที่ราคาสูงในช่วงตลาดลงก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี

ค่าชดเชยความเสี่ยง มีมุมมองว่าสัญญาณที่จะดูง่ายๆคือพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี(risk free)

ดอกเบี้ย 2.5% ถ้าดอกเบี้ยขึ้นไปถึง 3% น่าจะส่งผลกระทบมากขึ้น 

แต่ต่ำกว่านั้นน่าจะยังรับได้ เพราะกำไรของเรายังเพิ่มขึ้นทันอยู่
ดร.วิศิษฐ์ 

ขอเลือกถือเงินสดเพิ่มขึ้น 

เพราะปีหน้าจะมีส่วนชดเชยความเสี่ยงที่เราคาดการณ์ไม่ได้ 

จะมีช่วงที่เราซื้อหุ้นได้ในราคาถูก ปัจจัยมี 2-3 อย่าง 

ปัจจัย 1 ประธาน FED คนต่อไปเป็นใคร? 

จะส่งผลกับตลาดหุ้น ซึ่งจะมีตัวเต็งที่ชอบนโยบายผ่อนคลาย เหมือนเยลเลน 

น่าจะดีกับตลาด emerging ก็จะเป็นไปตาม fundamental 

แต่ถ้าได้คนที่ชอบนโยบายเข้มงวด จะมีผลกับ discount rate เพิ่มขึ้น ซึ่ง เยลเลน 

จะหมดวาระ กุมภาพันธ์ 2561 คงเริ่มมีการการพูดถึงเรื่องนี้ในปลายปีหน้า

ปัจจัย 2 QE ครั้งแรกเกิดปลายปี 2009 Balance sheet FED 8 แสนล้านเหรียญ 

ตอนนี้ 4 ล้านล้านเหรียญ มีอายุพันธบัตรหลากหลาย เมื่อหมดอายุจะถูก reinvestment 

ซึ่งในปีหน้าเป็นไปได้ว่าจะไม่ถูก reinvestment ต่อ ทำให้ดอลลาร์ออกจากระบบ 

และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น

ปัจจัย 3 US ปีแรกจะใช้นโยบายขาดดุลเยอะ แต่ปีถัดมาจะคุยนโยบายการค้า WTO, 

การเพิ่มภาษีสินค้าจีน,เม็กซิโก เป็น thread protection ทำให้การค้าโลกสะดุด 
ปิดท้าย

อ.ไพบูลย์ 

การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน

เงินของท่านท่านตัดสินใจเอง ขาดทุน กำไรท่านรับไปเอง
อ.เสน่ห์ 

ขอเลือก “1 ตัว” บ้างที่ให้ลงทุนปี 60 1 ตัวนั้น คือ.. “ตัวเอง” 

ตัวเราเองไม่ว่าจะเจออะไรต้องแกร่งขึ้นกว่าเดิม

มอบกลอนส่งท้ายปี 2559

“ขอลาทีปีห้าเก้าเข้าปีใหม่ เป็นปีไก่ปีทองทุกผองผู้

ปีหกศูนย์พูนสุขทุกประตู ปีอุ้มชูชาวไทยให้รุ่งเรือง

ที่ตั้งใจให้สำเร็จเสร็จสมหมาย ที่ขวนขวายได้ประสงค์ตรงทุกเรื่อง

ที่วุ่นวายคลายไปไม่โกรธเคือง ที่สิ้นเปลืองแก้ได้ไม่สูญเงิน

ให้แข็งแรงไร้โรคามาเบียนเบียด ให้หายเครียดฉุกละหุกไม่ฉุกเฉิน

ให้สุขกายสบายอุราพาเพลิดเพลิน ให้ลุกนั่งเดินคล่องแคล่วแอ่วสบาย

ให้ก้าวหน้าในงานการสำเร็จ ให้ดีเด็ดรุ่งเรืองเรื่องค้าขาย

ให้ธุรกิจไปดีมิมีคลาย ให้สหายมิ่งมิตรจิตรผูกพัน

ให้ร่ำรวยเงินทองของมีค่า ให้ลงทุนถูกเวลาอย่าหุนหัน

ให้วางแผนอย่างดีมีประกัน ให้ยึดมั่นพอเพียงที่เพียงพอ

เมื่อได้มาอย่าลืมให้คืนกลับ สังคมรับอยู่ได้เพราะให้ต่อ

มันนี่ทอล์คบอกสิ่งดีที่เคียงคลอ ทั้งพอศอพบสิ่งดีปีไก่ทอง”
ขอบพระคุณ อ.ไพบูลย์ อ.นิเวศน์ อ.เสน่ห์ หมอเค พี่นุช พี่แป๋ม น้องเมย์ พี่รี่ พี่อมร 

รวมถึงวิทยากรทุกท่านที่มาให้ความรู้ และผู้ช่วยเหลือ/สนับสนุนงานอีกมายมายที่อาจไม่ได้กล่าวถึง

ลาท้ายปี 59 ขอให้ทุกท่านมีความสุข มีความมั่งคั่ง มีเวลา มีสุขภาพดีๆ 

มีความรักความอบอุ่นให้กับครอบครัวและคนรอบข้าง และมีความสงบสุขในจิตใจของเราเอง

ขอให้ปี 60 เป็นปีที่ได้เดินไปตามทางที่ปรารถนาไม่ว่าจะด้านใด และเป็นปีที่ดีของทุกๆคนครับ 
กำหนดการ Money talk@SET ปี 2560 ดูได้ผ่าน FB Money talk

Money talk@SET ครั้งต่อไป 14 ม.ค.60(วันเด็ก) ดูสดได้ผ่าน FB Live 

หัวข้อ 1 เศรษฐกิจการลงทุนปี 60 คุณอมรเทพ,ดร.เกษม,คุณวิ1น 

หัวข้อ 2 เศรษฐกิจไทยปี 60 ดร.ก่อศักดิ์

หัวข้อ 3 กลยุทธ์ VI ปี 60 ดร.นิเวศน์, คุณอนุรักษ์,คุณพีรนาถ,คุณประชา,หมอพงศ์ศักดิ์

[เปิดจองเสาร์ 7 ม.ค.60 ขอให้ผู้มาเข้าร่วมเข้าห้องประชุมเร็ว เริ่มบ่ายโมงตรง]

‘กระจายความเสี่ยง’ โจทย์ใหญ่ LST

หลังสารพัดความเสี่ยงในธุรกิจน้ำมันปาล์ม ‘กดดันกำไร’ ‘อัญชลี สืบจันทศิริ’ บอสใหญ่ บมจ.ล่ำสูง (ประเทศไทย) เล็งซื้อกิจการอาหารเพิ่มเติม
ความผันผวนของราคาน้ำมันปาล์ม , การแทรกแซงจากภาครัฐ , น้ำมันปาล์มขาดตลาด และผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มบรรจุขวดและผลปาล์มสดเป็นสินค้าควบคุม ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ บมจ.ล่ำสูง (ประเทศไทย) หรือ LST ผู้ดำเนินธุรกิจโรงสกัด (CRUSHING MILL) และโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม (REFINERY) ขยายตัวอย่างเชื่องช้า
ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทหมดเวลาไปกับการปรับโครงสร้างธุรกิจ ด้วยการกระจายความเสี่ยงออกไปสู่ธุรกิจอาหารใหม่ๆ ซึ่งเมื่อปี 2557 บริษัทได้ขยายธุรกิจตลาดกลุ่มเบเกอรี่ โดยได้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ช๊อคโกแลตอเนกประสงค์ ตราเดซี่ สำหรับทำขนมและเคลือบหน้าขนม
ขณะเดียวกันบริษัทยังเดินหน้าทำตลาดน้ำมันปาล์มหยก ขนาดบรรจุ 5 ลิตร และน้ำมันคาโนล่า ขนาด 13.75 ลิตร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร ภัตตาคารขนาดเล็ก และธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น รวมถึงยังปรับปรุงแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ สำหรับสินค้าน้ำมัน ผลไม้ ภายใต้แบรนด์ UFC ในกล่อง UHT ให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น และได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายน้ำมะพร้าว 100% ในธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส
ปัจจุบันเจ้าของวิสัยทัศน์ ‘บริษัทชั้นนำในธุรกิจอาหารที่มีการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน’ จำหน่ายผลิตภัณฑ์หลัก 6 ประเภท ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์ม ยี่ห้อหยก ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันถั่วเหลือง เป็น ต้น ผลิตภัณฑ์ไขมันพืชผสมและเนยเทียม ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัทในเครือ บมจ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม หรือ UPOIC
นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้บรรจุกระป๋อง ถุง Pouch และขวดแก้ว ผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ กาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ และผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรส ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทในเครือ บมจ.อาหารสากล หรือ UFC ปัจจุบัน ‘ล่ำสูง’ มีกำลังการผลิตของโรงกลั่นที่ 1,000 ตันต่อวัน หรือ 365,000 ตันต่อปี ถือเป็นโรงกลั่นน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของ เมืองไทย
‘อัญชลี สืบจันทศิริ’ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ล่ำสูง (ประเทศไทย) เล่าให้ ‘กรุงเทพธุรกิจ Biz Week’ ฟังว่า บริษัทยังคงมองหาธุรกิจอาหารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เมื่อปีก่อนได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาธุรกิจอาหารประมาณ 4-5 แห่ง แต่สุดท้ายยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากบริษัทบางแห่งเสนอราคาขายค่อนข้างสูง ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรไม่เป็นไปตามที่บริษัทต้องการ
ตามแผนงานบริษัทจะพยายามลดสัดส่วน ‘ธุรกิจกลุ่มน้ำมันพืช’ ที่อยู่สูงถึงกว่า 60% และจะมองหาธุรกิจอาหารใหม่ๆ เพิ่มเติม เพราะเราอยากเห็นสัดส่วนรายได้จากกลุ่มน้ำ พืช และกล่มุอาหารฝั่งละ 50% ซึ่งการจะมีสัดส่วนเช่นนั้นได้ เราต้องมีธุรกิจอาหารที่มีขนาดเท่ากับ ‘ยูเอฟซี’ ประมาณ 2 บริษัท
‘ธุรกิจอาหารเป็นกิจการยั่งยืนที่สุด เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้’ ‘กรรมการผู้จัดการ’ เชื่อเช่นนั้น เธอขยายความว่า เราซื้อหุ้น ‘ยูเอฟซี’ มาเมื่อปี 2547 แต่บริษัทเริ่มมีกำไรสุทธิในปี 2551 ประมาณ 10-20 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่ไม่สูง
แต่หลังยูเอฟซีออกผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว 100% ในปี 2557 ทำให้มีกำไรสุทธิสูงถึง 600 ล้านบาท ปัจจุบันคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีเข้ามาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นเราเชื่อว่า ภายในปี 2558 ยูเอฟซีจะล้างขาดทุนสะสมหมด และสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในปีหน้า
‘จากนี้ ‘ยูเอฟซี’ จะกลายเป็น ‘พระเอก’ ของกลุ่มล่ำสูง ฉะนั้นความมีเสถียรภาพของผลประกอบการกำลังจะเกิดขึ้น ตัวเลขกำไรสุทธิของกลุ่มจะไม่ผันผวนอีกต่อไป’
เมื่อถามถึงทิศทางอุตสาหกรรมน้ำมันพืชในปี 2558 เธอ วิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรมยังคงมีการแข่งขันรุนแรง แต่คงไม่หนักเหมือนปีก่อน ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องปรับตัว ส่วนตัวมองว่า ผู้ที่จะอยู่รอดในธุรกิจนี้ ต้องเข้าใจทิศทางของราคาวัตถุดิบ
ที่สำคัญต้องบริหารสต็อกสินค้าให้ได้ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์น้ำมันปาล์มขาด ตลาดยังคงมีอยู่ แต่ไม่รุนแรง ซึ่งในส่วนของบริษัทจะสต็อกสินค้าไม่เกิน 3 เดือน เพราะน้ำมัน ในคลังของเราสต๊อกได้เต็มที่เพียง 45 วัน
‘เราจะไม่แข่งขันในธุรกิจจนไม่มีกำไร’ นายใหญ่ ยืนยัน
ส่วนตัวเชื่อว่า ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/58 ของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิ 66.48 ล้านบาท หลังผลผลิตน้ำมันปาล์ม เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาผลปาล์มปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
จากกิโลกรัมละ 6 บาทกว่า ในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. เหลือต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันปาล์ม ดิบปรับลดลงจากกิโลกรัมละ 37 บาท เหลือกิโลกรัมละ 26-27 บาท ณ สิ้นเดือน มี.ค.ฉะนั้นต้นทุนผลปาล์มจะลดลง
‘บริษัทมีแผนจะลงทุนในเครื่องจักร เพื่อปรับปรุงการผลิต รวมถึงลงทุนเครื่องจักรในส่วนที่จะมาทดแทนกำลังการผลิตเดิม ซึ่งคงใช้เม็ดเงินลงทุนไม่มาก’
‘อัญชลี’ ย้อนอดีตให้ฟังว่า เมื่อ 12 ปีก่อน ‘สมชัย จงสวัสดิ์ชัย’ อดีตกรรมการผู้จัดการ LST มองว่า ความเสี่ยงจากการทำธุรกิจน้ำมันปาล์มจ อาจส่งผลกระทบต่อผล ประกอบการของบริษัท ฉะนั้นคณะกรรมการจึงมีนโยบายให้กระจายความเสี่ยง ด้วยการหันไปรุกธุรกิจอาหาร
ทั้งนี้บริษัทได้ตัดสินใจซื้อกิจการบมจ.อาหารสากล หรือ ยูเอฟซี แม้บริษัทดังกล่าวจะมีผลประกอบการขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท แถมเครื่องจักรและโรงงานยังเก่ามาก แต่ทีมบริหารเชื่อว่า อนาคตบริษัทแห่งนี้จะสร้างกำไรให้กลุ่มล่ำสูง ปัจจุบันก็สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า เราคิดไม่ผิด แม้จะใช้เวลายาวนานก็ตาม
‘ราคาหุ้น LST ไม่ค่อยเคลื่อนไหว อาจเป็นเพราะมีสภาพคล่องต่ำ เพราะหุ้นส่วน ใหญ่อยู่ในมือผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งหลายรายมักถือลงทุนระยะยาว เพื่อรอรับเงินปันผล ปัจจุบันบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ’ ‘อัญชลี’ เล่าความสวย 
                                                     ‘พื้นฐาน & ปันผล’ หุ้นทำเงิน
‘อัญชลี สืบจันทศิริ’ เล่าเรื่องการลงทุนส่วนตัวให้ฟังว่า เริ่มลงทุนหุ้นในลักษณะ ‘เก็งกำไร’ ก่อนเมืองไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 แต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง พอร์ตหุ้นเสียหาย ‘หลักล้านบาท’ ทำให้ตัดสินใจหยุดลงทุนในที่สุด
หายจากหน้าจากตลาดหุ้นไป 10 กว่าปี ก็กลับมาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพราะต้องการนำมาลดหย่อนภาษี ซึ่งผลการลงทุนใน LTF คือ ไม่เคยขาดทุน ทำให้หันกลับมามองการลงทุนในตลาดหุ้นใหม่อีกครั้ง คราวนี้ขอเน้นพื้นฐานดี ปันผลงาม ส่วนพวกเก็งกำไรขอโบกมือลา
เธอ บอกว่า มีโอกาสกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นจริงจังเมื่อ 2 ปีก่อน หลังพบว่า ลงทุนในหุ้นพื้นฐานได้กำไรดีกว่านำเงินไปฝากแบงก์ โดยผลตอบแทนในปี 2557 อยู่ระดับ 3-4% แม้ไม่สูงมากกว่า แต่ดีกว่าดอกเบี้ยแบงก์ ปัจจุบันมีหุ้นในพอร์ต 4-5 ตัว มูลค่าลงทุน 10 ล้านบาท
‘ผลตอบแทนปีละ 10%’ ‘อัญชลี’ บอกเป้าหมายการลงทุน พร้อมเล่าความสวยของหุ้นในพอร์ตว่า ปัจจุบันมีหุ้นกลุ่มสื่อสารอยู่ในมือ 2 ตัว คือ หุ้น แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC และ หุ้น โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC สาเหตุที่ชอบหุ้นสองตัวนี้ เพราะแนวโน้มธุรกิจมีโอกาสขยายตัว ฉะนั้นการที่ธุรกิจจะไม่เติบโตมีเพียงเรื่องเดียว คือ คนเลิกใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นไปได้ยาก
นอกจากนั้นยังมี หุ้น สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP ซื้อหุ้นตัวนี้แถว 100 กว่าบาท ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทมีปัญหาเรื่องการลงทุนในต่างประเทศ เรามองว่าอีกไม่นานราคาจะกลับมา ขณะเดียวกันยังมี หุ้น ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL เขาเป็นแบงก์ที่มีความแข็งแกร่งด้านการเงิน แถมยังมีคนที่ใช้บริการจำนวนมาก
ขณะเดียวกันยังมี หุ้น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือ LH โดยโครงการของ LH มีมาตรฐานที่ดี และบริษัทมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งกลยุทธ์สร้างเสร็จก่อนขายของ LH ถือเป็นตัวดึงดูดเงินลงทุน เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวกำลังบ่งบอกว่า บริษัทไม่ต้องการเงินของลูกค้ามาลงทุนก่อน นั่นแสดงว่า บริษัทต้องมั่นใจว่า บ้านสร้างเสร็จก่อนขายจะต้องขายได้อย่างแน่นอน
เธอ เล่าต่อว่า ตอนนี้กำลังศึกษาและรอจังหวะที่จะเข้าไปลงทุนใน หุ้น แสนสิริ หรือ SIRI ซึ่งมองว่าเป็นหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ดีอีกตัวหนึ่ง เพราะเป็นผู้ประกอบการที่สร้างบ้านเสร็จก่อนขายเหมือนกัน แถมราคาบ้านก็อยู่ระดับใกล้เคียง LH และราคาหุ้นยังไม่แพงมาก
นอกจากนั้นยังเล็งจะซื้อหุ้น ‘กลุ่มโรงพยาบาล’ แต่ติดอยู่ที่ว่า ราคาสูงมากเกินไป แต่ถ้ามองในแง่ของธุรกิจยังถือว่ามีโอกาสเติบโตอีกมาก ปัจจุบันประชาชนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนมีเงิน และพร้อมที่จะเสียค่ารักษาพยาบาล
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้จะเน้นหุ้นที่อยู่ใน SET 50 โดยจะไม่เข้าไปซื้อหุ้นในช่วงที่ไล่ราคากัน แต่จะรอจังหวะที่ราคาปรับตัวลดลง และไม่วิ่งไปไหนนาน 3-4 เดือน ส่วนตัวมองว่า การลงทุนในหุ้นพื้นฐาน แม้ราคาจะลดลง แต่เมื่อพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน อีกไม่นานหุ้นจะกลับมา

วิธีการเก็งกำไรหุ้น2

วิธีการเก็งกำไร
1. รับความเสี่ยงสูงได้ และคิดให้ไว ทำให้ไว ใจก็ต้องถึงด้วย

ความเสี่ยงต้องรับได้สูงหน่อย ถ้ารับความเสี่ยงสูงไม่ได้ อย่ามาเก็งกำไร ให้ไปเล่นหุ้นโดยใช้แนวคิดแบบลงทุนดีกว่า คนที่เก็งกำไรได้ดี คือเขาพร้อมจะ cut loss ทันที เมื่อรู้ว่าเข้าพลาดจังหวะ การ cut loss นี่แหล่ะที่บอกว่าคุณรับความเสี่ยงได้สูง เมื่อรับความเสี่ยงสูงได้ ก็ต้องคิดให้ไว ทำให้ไวด้วย ช้าๆมันจะไม่ทันคนอื่น
2. วอลุ่มสำคัญมากๆๆๆ

การเก็งกำไร ต้องยึดที่วอลุ่มเป็นหลัก หุ้นที่ไม่มีวอลุ่มเข้ามาเล่น อย่าไปเก็งกำไรเด็ดขาด เสียเวลา เพราะเจ้ามือเขายังไม่ได้เล่น และไม่รู้จะเล่นเมื่อไหร่ ให้ไปเก็งตัวที่มีวอลุ่มเข้า ซึ่งหมายถึงเจ้าหุ้นตัวนั้นกำลังทำเกมส์ดีกว่า
3. อย่าเกี่ยงเรื่องราคา

บางคนเห็นหุ้นวิ่งขึ้นมาแรงๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปเล่น เหตุผลคือเพราะซื้อไม่ทันปล่อยไปดีกว่า (แต่พอตอนถูกก็ไม่กล้าซื้อ เพราะกลัวจะไม่ขึ้นหรือไม่ก็กลัวมันจะลงได้อีก พอมันวิ่งขึ้นมาก็ไม่กล้าซื้อ เพราะว่าแพงไป จะเอายังไงแน่ ?) การเก็งกำไรนั้น อย่าไปหวังซื้อให้ต่ำที่สุด แล้วไปขายสูงที่สุด

หัวใจของการเก็งกำไรคือ เข้าไปเล่นเมื่อมีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา และต้องขายออกมาในอีกไม่นาน พร้อมกับเอากำไรให้ได้ สมมติว่าหุ้นตัวนั้น จะวิ่งจาก 1 บาทไป 5 บาท คุณก็อย่าไปแคร์เพื่อซื้อ 1 บาทหรือกะขายตรง 5 บาท คุณแค่เอากำไรจากตรง 2 3 4 ให้ได้ก็เป็นพอ
4. ไปเรื่อยๆ อย่าชอบกินของเดิม

การเก็งกำไรต้องพเนจรไปเรื่อยๆ เหมือนจอมยุทธ์หนังจีน เข้าไปเก็งตัวไหนได้แล้วก็จงออกมา แล้วก็หาไปเรื่อยๆ ในตลาดหุ้นจะมีการเก็งกำไรหุ้นอยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีให้เก็ง ยกเว้นเสียว่าคุณจะหมดโอกาสเสียก่อน เพราะไปติดหุ้นแล้วออกไม่ได้
5. เช็คข่าวเสมอ

หุ้นที่เก็งกำไรขึ้นมา มันต้องมีข่าวสนับสนุน ไม่ข่าวใดก็ข่าวหนึ่ง ต้องเช็คให้ดีๆ จะได้ไม่อยู่หลังเขา เช็คข่าวไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร เข้าเว็บ http://www.ryt9.com แล้วพิมพ์ค้นหาตรงมุมขวาบนก็ได้ หรือจะเช็คจากที่อื่นก็ได้หุ้นอะไรที่มีการเก็งกำไรเข้ามา มักจะมีข่าวออกมาส่งเสริมอยู่เสมอ การมีข่าวออกมาช่วย หากข่าวนั้นสามารถต่อยอดได้อีกนาน หุ้นตัวนั้นก็สามารถเก็งกำไรได้เรื่อยๆด้วย แบบว่าเล่นได้เรื่อยๆ
6. เปลี่ยนหุ้นในหน้าจอบ่อยๆ

นักเก็งกำไรต้องกระฉับกระเฉง หน้าจอของคุณต้องสับเปลี่ยนหุ้นที่มีสัญญาณการเก็งกำไรเข้ามา เพื่อดึงมาดูอาก

ข้อคิดจาก เสี่ยป๋อง – วัชระ แก้วสว่าง 

● การถือเงินสด และมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน คือ กลยุทธ์ที่ปลอดภัย

● เทคนิคไม่เคยหลอกใคร นอกเสียจากหลอกตัวเอง

● เหนือฟ้ายังมีฟ้า บนสวรรค์ก็ไม่รู้มีตั้งกี่ชั้น ถ้าตอนหุ้นตกในนรกก็ไม่รู้มีกี่ขุม ไม่มีคำว่าถูกว่าแพงในตลาดหุ้น

● เราต้องรู้ตัวหุ้น รู้นิสัยหุ้น ต้องดูประวัติหุ้น ต้องรู้ว่าหุ้นตัวนี้ปีนี้มี Growth มั้ย?

● สุดท้ายก็ต้องมาดู “จุดซื้อด้านเทคนิค” จะช่วยให้ประหยัดเวลาเหมือนขึ้นรถเมล์ถูกสายไม่ต้องรอนาน

เสี่ยป๋องให้นิยามตัวเองว่าเป็น “นักเก็งกำไรหุ้นพื้นฐาน” ที่ส่วนใหญ่จะเล่นเก็งกำไรหุ้นบิ๊กแคป เขามีความเชื่อส่วนตัวว่าสุดท้ายแล้วคนเล่นหุ้น 100 คน จะแค่มี 20 คน ที่รอดตายจากตลาดหุ้น โดยคนที่ 1-5 จะรวยมหาศาล พวกนี้ไม่น่าห่วง ส่วนคนที่ 5-10 ก็จะรวยมาก ซึ่งตัวเองอาจอยู่อันดับ 8 (รวยมาก) ส่วนคนที่ 10-20 จะรวยแบบดูแลตัวเองได้ นอกจากนั้นอีก 80% ไม่เคยรอดพ้นน้ำมือตลาดหุ้น หากยังไม่รู้เทคนิคการเล่นหุ้นที่เหมาะสมกับตัวเอง

Master Of Trend

อะไรคือ “หุ้นปั่น” 30/01/2015 โดย pawawit 
เกริ่นนำ ว่าด้วยเรื่อง “หุ้นปั่น” ได้ยินแล้วตื่นเต้น มันอาจทำให้หลายคนเลือดสูบฉีด ประมาณว่า “อยากโดนเข้าไปแจม” …อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าปั่น ย่อมมีทั้งคนที่ได้และคนที่เสีย “ตลาดหุ้น” ใครๆก็รู้ว่ามันเป็น Zero sum game คือ ต้องมีคนนึงได้ และมีอีกคนนึงเสียเสมอ
“แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ” ..หากผมจะกล่าวว่า “คุณคิดผิด” ตลาดหุ้นไม่ใช่ Zero sum game แต่มันเป็นเกมของ “win –win” ล่ะคุณจะว่าอย่างไร
เรามาดูกันว่า การรับรู้กำไรหรือขาดทุน ของนักลงทุน หรือนักเก็งกำไร มีอยู่ทางเดียว ..นั่นก็คือ การขายหุ้นเท่านั้น …คุณไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า คุณกำไรหรือขาดทุน หากคุณยังถือครองหุ้นนั้นๆอยู่ เพราะราคามันสามารถขึ้นลงได้ทุกนาทีที่ตลาดเปิด
โดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อที่ว่า “หุ้นจะขึ้นลงตาม ผลประกอบการ” แต่นั้นเป็นความคิดที่อันตรายที่สุด เท่าที่ผมเคยได้ยินมาในการลงทุน
…เพราะ แท้จริงแล้ว หุ้นมันขึ้นลงตาม Demand & Supply ต่างหาก (ถ้า Classifies ให้ชัด หุ้นก็ไม่ต่างจาก Commodity ชนิดอื่นๆ ที่ขึ้นลงตามความต้องการของคนซื้อและคนขาย แต่สิ่งที่ทำให้หุ้นต่างจาก Commodity ชนิดอื่นๆ เนื่องจาก หุ้นมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ ..ซึ่งต่างจาก Commodity อื่นๆ ที่มักจะเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการผลิต จุดนี้ส่งผลให้หุ้นมีความผันผวนที่สุดโต่งกว่า Commodity ธรรมดานั่นเอง)
อย่างที่กล่าว ก็คือ “หุ้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นของชีวิต ดังนั้น คนที่เข้ามาซื้อหุ้นมีวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ที่การบริโภค
(หุ้น มันบริโภคไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่สิทธิในการเป็นเจ้าของกิจการ — ไม่ใช่สิ่งที่บริโภคเข้าไปได้!!) วัตถุประสงค์ของการซื้อหุ้นจริงๆเลย …ก็คือซื้อเก็งกำไร ซึ่งแบ่งออกเป็น การเก็งกำไรในระยะสั้น และการเก็งกำไรในระยะยาว (ซึ่งหลายคน ให้นิยามของพฤติกรรมนี้ว่า การลงทุนนั่นเอง.. “ตัวผมก็ ถือว่าตัวเองคือ นักลงทุน เพราะฟังดูเท่ห์กว่านักเก็งกำไรระยะยาว แต่จริงๆมันก็เหมือนกันนั่นแหละ..หุ หุ”)
1. “นิยาม” หุ้นปั่นคืออะไร …ก็คือ หุ้นทุกตัวนั่นแหละ ที่พยายามซื้อขายทำให้ราคามันสูงขึ้นหรือลดลง เพื่อมุ่งหวัง ให้เป็นไปในทิศทางของกลุ่มคนหนึ่งๆ (นี่ไม่ใช่การกวนประสาท แต่มันคือ ความจริง ..เพราะหุ้นไม่สามารถขึ้นได้ หากไม่มีคนเข้ามาซื้อขายเก็งกำไร –แต่การจะเป็นหุ้นปั่นหรือไม่ มันขึ้นกับว่า ลักษณะการขึ้นลงของราคามันเป็นไปตามกลไกตลาด หรือ มันเป็นไปตามความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งๆ)
สรุป “หุ้นปั่น” ก็คือ หุ้นที่วิ่งตามความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งๆ ซึ่งบิดเบือนไปจาก ราคาที่ขึ้นลงตามกลไกของตลาดนั่นเอง
2. เราสามารถแบ่งหุ้นปั่นได้เป็น 2 ประเภท คือ
หนึ่ง ปั่นแบบมีพื้นฐานรองรับ คือ การทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ (ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจนิดนึงว่า ตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดที่ไร้คุณภาพ นั่นก็คือ มีคนเข้ามาซื้อขายน้อยมาก จุดนี้เองทำให้ตลาดหุ้นซบเซา และแทบไม่มีการเคลื่อนไหว ..ซึ่งถ้าดูให้ดีแล้ว นับจากปี 1997 เป็นต้นมา หุ้นที่ทำการซื้อขายอย่างจริงจัง มีเพียง “หยิบมือ” เท่านั้น โดยที่กลายเป็นว่า หุ้นส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้เฉยๆ แบบต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และไร้สภาพคล่อง “หุ้นเหล่านี้คือ หุ้นพื้นฐานดี ที่เจ้าของก็คิดว่ามันต่ำกว่าความเป็นจริง จึงไม่ปล่อยหุ้นออกมาขาย ..และเนื่องด้วยไม่มีสภาพคล่อง ดังนั้น ก็ไม่มีคนเล่น”
จากต้นปี 2009 เป็นต้นมา ตลาดเปลี่ยนจาก Mode “ซบเซา” กลายเป็น Mode “Bullish” ..จุดนี้ทำให้เจ้าของหุ้นที่เคยเน่าๆ กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะสืบเนื่องมาจากการที่ กิจการมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน ประกอบกับ Sentiment ของตลาด ที่คึกคัก “และนี่เอง ก็เป็นความเป็นมาของ หุ้นปั่นที่มีพื้นฐานรองรับ” ( ก็คือเจ้าของ ถือโอกาสนี้ในการดันราคา หุ้นคุณภาพดีของตัวเอง ที่ราคาราคาต่ำเตี้ยมาเป็นเวลานาน ให้ราคาพุ่งขึ้นไปสะท้อนมูลค่าความเป็นจริง ตัวอย่าง หุ้นเหล่านี้ก็ เช่น หุ้นร้อนๆที่มีการซื้อขายอย่างร้อนแรงในปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นไม่นาน จะแทบไม่มี Volume ซื้อขายเลย “ก็คือเพิ่งมาปั่นนั่นเอง!!”)
สอง “หุ้นปั่นไร้พื้นฐาน” คือ หุ้นที่เจ้ามือ หรือ ขาใหญ่ในตลาด หาจังหวะ โดยใช้โอกาสในช่วงตลาด Bullish ในการไปเอาหุ้นที่ไม่มีพื้นฐาน (หุ้นห่วยแตก ..ตัวอย่าง เช่น หุ้นที่ไม่เคยมีกำไร ไม่เคยให้ปันผล ราคามีแต่ย่อลงๆ ..ลักษณะ การสังเกตหุ้นเหล่านี้ ก็คือ หุ้นที่ราคาต่ำมาก บางหุ้นราคาไม่กี่ สตางค์) ..ถามว่าทำไม นักปั่นหุ้นจึงเลือกหุ้นประเภทนี้มาปั่น ..ก็เพราะมันไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการปั่น รวมทั้งอีกสาเหตุคือ “คนปั่นจะต้องได้ไฟเขียวจากเจ้าของหุ้น” (และนี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก) …สมมุติว่า คุณเป็นเจ้าของหุ้นดี แต่ราคาถูก คุณย่อมไม่ต้องการให้ คนเอาหุ้นของคุณมาปั่นเล่น ทุบลง เพราะมันเสียภาพลักษณ์ต่อกิจการ (ซึ่งถ้าเจ้าของหุ้นดีราคาถูก ต้องการทำราคาจริง ก็คงต้องทำแบบวิธีแรก คือ การปั่นขึ้นไปแบบติดลมบน ทำราคาโดยมีพื้นฐานที่แท้จริงรองรับ ซึ่งแน่นอน ความต่างของ การปั่นแบบมีพื้นฐาน กับ การปั่นแบบไม่มีพื้นฐาน ก็คือ การ “ปิดเกม”)
—- การ “ปิดเกม” ของการปั่นหุ้นแบบไม่มีพื้นฐานรองรับ ย่อมจบลงด้วยการเทขายหุ้นทิ้งทุกราคา (ภาษาตลาดก็คือ เลือดสาด !! นั่นเอง) …ส่วนหุ้นที่ปั่นโดยมีพื้นฐานรองรับ ย่อม “ปิดเกม” โดยที่เจ้าของอาจทำกำไรบ้าง แต่หุ้นส่วนใหญ่ก็จะยังคงอยู่ในมือของเจ้าของอยู่ดี
การสังเกตุว่า หุ้นนั้นๆ เข้าข่ายหุ้นปั่น ต้องดูอย่างไร … “ง่ายๆ สังเกตุที่ Volume มันต้องมากกว่าปกติ ..ประกอบด้วย ข่าวดี ที่มีการปล่อยออกมา ทั้งข่าวแบบปากต่อปาก(วงใน) .. …ข่าวตามสื่อ จะเป็นข่าวที่ดี ประกอบกับการวิเคราะห์ในมุมบวกของนักวิเคราะห์ เสริมเข้ามา ….และแน่นอน ท้ายสุด ราคาต้องขึ้นอย่าง ก้าวกระโดดในระยะเวลาสั้นๆ (มันจะขึ้นในอัตราที่สูงเกินกว่า การเพิ่มขึ้นของ SET Index อย่างมาก) เช่น SET ขึ้น 10% หุ้นตัวนั้นๆพุ่งขึ้น 300% .. “ปั่นชัวร์ ..ฟันธง!!”
—-คำ ถามที่น่าสนใจว่า หุ้นปั่นนั้นๆ เป็นหุ้นปั่นที่ มีพื้นฐาน หรือ ปั่นแบบเลือดสาด (ไร้พื้นฐาน)รองรับ ..ดูง่ายๆ ก็คือ ดูพื้นฐานกิจการนั่นเอง …. ง่ายๆ ถ้าเราไม่โลภ เราจะไม่หลงเข้าไปซื้อหุ้นปั่นหรอกครับ ดังนั้นต้องมีสติแล้วแยกแยะให้ออก !!

สูตรการเทรดให้ได้มากกว่าเสีย 

1. การวางแผนการเทรดและเทรดตามแผนของคุณ(Plan your trade And Trade your plan)

ในการเทรด ไม่ควรตัดสินตามอารมณ์ ความรู้สึกของคุณ ว่าราคาน่าจะขึ้น ราคาน่าจะลง แล้วเปิดคำสั่งเทรด คุณจำเป็นจะต้องมีการวางแผนในการเทรดเพื่อนำไปสู่ึความประสบความสำเร็จ

แผนการเทรดที่ดี ควรประกอบด้วย

– การกำหนด จุดเข้า หรือ สัญญาณในการเข้าเทรด

– การกำหนดจุด ขาดทุน ( Stop Loss)

– การกำหนดเป้าหมายกำไร ( Target)

– การวางแผนทางการเงิน ( Money Management)

– การบริหารความเสี่ยง ( Risk Management) การจัดสรรค์การเรดให้เหมาะสม

แผนการเทรดที่ดีจะช่วยให้คุณตัดอารมณ์ ออกจากการเทรด ช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งเครียด เวลาที่ติดลบ หรือ ไกล้จะ Call Margin ( เงินใกล้จะหมด) ไม่ต้องถูกบังคับปิด เช่น มาจิ้นของคุณหมด ตัวอย่างแผนการเทรดหรือระบบเทรด คุณสามารถหาได้จาก google ลองหาแผนการเทรดที่เหมาะกับตัวของคุณ ลองทดสอบระบบ และเทรดตามระบบด้วยเงินปลอม อาจจะปรับปรุงให้เหมาะสมกับตัวของคุณ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดของคุณ ซึ่งไม่มีระบบไหนที่ได้ผลการเทรดของคุณออกมา 100% ระบบเทรดที่ดี ควรมีประสิทธิ์ภาพมากกว่า 60 % ไม่ว่าคุณจะได้ระบบเทพ หรือ สุดยอดเทพ ยังไง คุณก็ต้องติดลบก่อน ไม่มีใครไม่เคย ติดลบ

2. แนวโน้มของกราฟ คือเพื่อนของคุณ ( The Trend is Your Friend ) 

อย่าคิดสวนเทรน ให้หาสัญญาณ Buy/ Long เมื่อ ตลาดอยู่ในสภาวะขาขึ้น ( Bullish Market ตลาดแดนบวก) และหาจังหวะ Sell/Short เมื่อตลาดอยู่ในสภาวะขาลง ( Bearish Market ตลาดแดนลบ)

3. การรักษาเงินลงทุน ( Focus on capital preservation)

สิงสำคัญอีกอย่างสำหรับการเทรด ต้องรักษาเงินในบัญชีของคุณให้ดีที่สุด การเปิดคำสั่งเทรดแค่ละคำสั่ง ไม่ควรจะเกิน 10 % ของเงินในบัญชีเทรดของคุณ เช่น เงินทุน 1000 $ คุณควจจะเทรดไม่เกิน 100$ ถ้าไม่มีการรักษาเงินทุนไว้ เงินทุนจะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทรดมาก ได้มาก ก็เสียมาก เช่นกัน เมื่อเงินหมด คุณอาจจะท้อ หรือเลิกไปเลย เพราะฉะนั้น ควรจะเล่นน้อยๆ เรื่อย ๆ แล้ว จะประสบผลสำเร็จในตลาดฟอเร็ก ฟอเร็กไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย

4. ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรจะตัดขาดทุน (Know when to cut loss)

ถ้าราคาวิ่งตรงข้ามกับที่คุณได้เทรดไว้ หรือคาดการณ์ไว้ สิิ่งแรกที่คุณต้อง

สวัสดีครับ ผมเพียงอยากจะมาแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตให้เพื่อนๆพี่ๆหรือน้องๆได้ฟังกันครับ
จุดเริ่มต้นของการขายของของผมเริ่มจากที่

ตอนอายุ 19 หลังจากชีวิตม.ปลายก็ได้แอดมิชชันติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน

ใช้ชีวิตอยู่ 1 ปีเต็ม กับสิ่งที่เราไม่ชอบเท่าไหร่ และคิดว่าจะซิ่วตั้งแต่วันที่ก้าวเข้าไป
จริงๆตอนนั้นสอบได้ที่ที่อยากเรียนแล้วครับ วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ

แต่ทางบ้านไม่ให้เรียน (ผมอยากเป็นตำรวจเลยหาทุกลู่ทางที่จะเข้าไปเป็นให้ได้)
หลังจากชีวิตเด็กวิศวะที่เรียนไปวันๆจบไป 1 ปีผมซิ่วมาเรียนคณะใหม่ 

ที่มหาวิทยาลัยย่านบางเขน มหาลัยเดิม แต่เปลี่ยนวิทยาเขต
ทางบ้านได้ออกรถมอเตอร์ไซต์ให้ใหม่คันนึง 

เพราะคันเก่าก่อนจะจบวิศวะปี 1 ผมเอาไปแหกโค้งเบาๆมา คนไม่เป็นไร แต่รถเสียศูนย์นิดหน่อย
พอได้รถคันใหม่มาก็หาข้อมูลเกี่ยวกับของแต่งรถจนได้เข้าไปอยู่ในคลับๆนึงของรถรุ่นนี้

หาความรู้จากพี่ๆเพื่อนๆในคลับ จนมีอยู่วันนึงผมไปได้ของแต่งรถชิ้นนึงมา

ตอนแรกก็โพสลงไปในคลับว่าไปแต่งอะไรมาเพิ่ม ปรากฎมีคนสนใจเยอะ
วินาทีนั้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ ความคิดขายของแว๊บเข้ามาในสมอง

ผมจัดการโพสรายละเอียดลงไป ในโพสตัวเอง
จากนั้นก็เริ่มต้นด้วยการขายสติกเกอร์ขอบล้อติดล้อแมกซ์รถมอเตอร์ไซต์

เชื่อไหมครับ สติกเกอร์ผมรับมา 60 บาท ผมขายชุดละ 90 บาท

ใครให้ส่งปณ.แบบธรรมดา ผมคิด 100 บาท เท่ากับผมเหลือกำไรประมาณ 25 บาท/ชุด
แถมบางครั้งต้องขี่รถไปส่งตามจุดนัดกำไรหักนู่นนี่เหลือ 15 บาท/ชุด
แต่สิ่งที่ผมทำมันไม่ได้แลกมาด้วยกำไรเพียงน้อยนิด

มันแลกมาด้วยการที่คนในคลับเริ่มรู้จัก เริ่มรู้ว่าไอ้นี่มันขายของนะ
ต่อๆมาผมก็เข้าไปคุยกับร้านขายของแต่งใกล้บ้านว่าจะเอาของมาขาย

เค้าก็ยินดี และยอมให้ถ่ายรูปสินค้าแบบไม่แกะห่อ 

(มารู้ทีหลังราคาที่เค้าให้มามันสูงมากสำหรับเอาไปขายต่อ)
ผมก็เริ่มลงขายสินค้าอย่างอื่นลงขายเฉพาะในคลับ 

เอารูปมาลงพอมีออเดอร์ ค่อยไปเอาของ

ช่วงแรกมีลูกค้าผิดนัด สั่งแล้วไม่เอา ก็ต้องทำโปรลดราคากันไประบายของ

ช่วงแรกเหนื่อยมาก ขี่รถกลับบ้านจากม.เกษตร ไปแมคโครลาดพร้าวตรงตะวันนา

ไปส่งของที่ได้กำไร 15 บาท
แต่ก็นั่นล่ะเราอยากให้คนรู้จัก ต้องยอมเหนื่อยหน่อย
พอมาช่วงกลางๆขายได้สัก 2-3 เดือน เริ่มสต็อคสินค้าที่ขายดีไว้ทีละชุด

เพื่อที่จะให้การขายราบรื่นไม่ต้องบอกลูกค้าว่ารอเช็คของ 

บางทีลูกค้าก็ขาดการติดต่อไปเลย อีกอย่างเวลาออกจากบ้าน

ก็ไม่มีมือถือสำหรับ ตอบเฟซกลุ่ม
ช่วงแรกเดือนๆนึงขายได้ 1,000 ก็เก่งแล้ว ความคิดตอนนั้นขอแค่เก็บเงินฝากประจำได้เดือนละ 1-2000 ก็พอ

อ้อลืมบอก ตอนเรียนวิศวะ 1 ปี ผมมีเงินเก็บอยู่ 30,000 บาท กลับมาเปิดบัญชีฝากประจำแบบรายปี ทิ้งไว้
พอขายไปได้สัก 3-4 เดือนก็มีประกาศจากกลุ่มว่าห้ามลงขายของถ้าไม่ติดแบนเนอร์

ตอนนั้นการติดแบนเนอร์ยังต้องเสียเงินรายเดือนให้ทางเว็บคลับ
ผมจึงจำใจต้องมาสร้างเพจในเฟซบุ๊คขายของซะเอง

จึงเริ่มปรับปรุงรูปสินค้าที่ถ่ายให้ดูดีขึ้นแต่งภาพให้ดูแล้วน่าสนใจ

เริ่มสร้างเพจของตัวเอง แรกๆตื่นเต้นกับยอดไลค์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆมากๆ
เริ่มขายได้เหมือนมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่ก็นั่นล่ะ สินค้ายังน้อยและยังได้มาในราคาสูงอยู่

ผมจึงลองหาร้านขายของแต่งที่ใหม่ (ซึ่งในตอนหลังเจ้าของร้านทั้งพี่ผู้ชายและพี่ผู้หญิงมีบุญคุณต่อผมมากๆ)
จนได้ที่ใหม่ซึ่งส่งของผมในราคาที่ต่ำกว่าที่เก่าแบบมากๆ บางอย่างนี่ 40%

แต่ผมก็ยังรับของกับที่เก่าอยู่บ้างนะครับ เพราะบุญคุณเริ่มแรกที่เค้าให้ผมมาผมไม่เคยลืม
เวลาผ่านไป 4-5 เดือน ผมเริ่มเข้าที่มีคนมาสั่งของอยู่ไม่ขาดแต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

ส่วนภาพสินค้า พี่เจ้าของร้านที่ใหม่ เมตตาให้ผมยืมของมาก่อนโดยแกะห่อถ่ายรูปได้ตามสบาย
นี่ล่ะครับผมได้เจอคนดีดีที่ให้โอกาสเด็กที่คิดเริ่มต้นธุรกิจอย่างผมเป็นโชคดีของผมเหลือเกิน
การค้าขายยังดำเนินต่อไปผมรับของเพิ่มมากขึ้นหลากหลายประเภทที่ใส่เฉพาะรถรุ่นเดียว
สาเหตุที่เลือกขายเฉพาะรุ่นเพราะผมมองดูแล้วว่า เราสามารถเจาะกลุ่มตลาดได้ง่าย

ซึ่งมันไม่กว้างเกินไป จนอาจทำให้เกิดปัญหาการสต็อคของที่จำนวนเยอะๆหลากหลายประเภท
เราเจาะเข้ากลุ่มตลาดรุ่นนั้นๆและลูกค้าจะเกาะติดเราไปตลอด เช่นทุกวันนี้

40 % ของยอดสั่งซื้อในปัจจุบันเป็นลูกค้าเก่าที่เคยซื้อขายกัน เนื่องจากผมมีการเพิ่มสินค้าเรื่อยๆ

แต่ก็ยังใช้แนวทางเดิมคือ เจาะเฉพาะตลาดกลุ่มนั้น ไม่กว้าง แต่เจาะลึก

ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภทที่เป็นของแต่งรถรุ่นนั้น
ถามว่าผมเรียนบริหารมาไหม หรือเรียนการตลาดมาไหม ตอบได้เลยว่าไม่

แต่สังคมสภาพแวดล้อม รวมทั้งเว็บพันทิบ ทำให้ทัศนคติ แนวทาง ของผมไม่ตัน
เพราะเราเรียนรู้จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้หมด 

ถ้าคนเราสนใจอะไรแล้วผมคิดว่ายังไงเราก็ทำสำเร็จแน่นอน
สิ่งที่ทำให้ยอดขายผมต่อเนื่องตลอดคือ สมาร์ทโฟน 

เพราะเราสามารถตอบลูกค้าได้ทันท่วงทีและทุกที่ 

ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เลิกเรียนแล้วค่อยกลับไปตอบ ลูกค้าก็ไม่ค่อยชอบ

เพราะไม่รวดเร็ว ถามทีรอเป็นวัน 
แล้วผมเอาเงินที่ไหนมาซื้อสมาร์ทโฟน ?

ตอบ ยังจำได้ไหมครับช่วงต้นที่ผมบอกผมฝากเงินแบบฝากประจำเป็นก้อนไว้จำนวนหนึ่ง

ผมศึกษาจากในพันทิบว่า มีการทำบัตรเครดิตของธนาคาร SCB ที่ใช้แค่เงินฝากค้ำประกันไว้

ภาษาแบงก์เรียก จำนองหรืออะไรนี่ล่ะผมลืมละครับ 
ผมดำเนินเรื่องเลย เพียงแค่ 2 วันทางธนาคารเรียกเอกสารเพิ่มเติม

และหลังจากนั้นอาทิตย์กว่าๆทางธนาคารอนุมัติบัตรครดิตมา ให้ผม

รอบัตรอยู่หลายอาทิตย์ธนาคารก็เรียกให้ไปรับบัตร
ทุกคนอาจจะงงทำไมผมไม่ถอนเงินสดออกมาซื้อไปเลยหมดเรื่อง ?

ตอบ เพราะผมวางแผนไว้ครับ 

ผมเอาบัตรเครดิตมาถือไว้ และยื่นเรื่องขอผ่อน 0% 10 เดือน

เหตุผลเพราะผมอยากเก็บเงินก้อนไว้ยามฉุกเฉิน 
และผมเจียดรายได้กำไรจากแต่ละเดือนไปผ่อน เห็นไหมครับ

ดอกเบี้ยก็ไม่เสีย แถมยังมีของไว้ใช้ และเงินก้อนก็ยังอยู่
ถึงแม้ขั้นตอนการถอดจะยุ่งยากหลายขั้นตอน แต่เงินเราก็ยังอยู่ครบใช่ไหมครับ ?

หลังจากนั้น ยอดขายผมพุ่งขึ้นกว่า 50% จากเดิม

เพราะการถามตอบที่รวดเร็ว ทันใจ 

เพราะการมีผู้ใหญ่ใจดีมอบโอกาสและความเมตตาให้ผม

เพราะความมุ่งมั่น ตั้งใจ 

เพราะความใฝ่ดี
บางทีผมก็มีความคิดอยากจะเที่ยวเหมือนวัยรุ่นรุ่นราวคราวเดียวกัน

แต่ที่บ้านผมไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดเอาเงินไปละลายกับน้ำชารสขมคอ หรือเอาไฟมาเผากระดาษมวนเล่น
ออกไปเที่ยวผับเที่ยวร้านเหล้าตอนกลางคืน
เวลากลางคืนที่เด็กรุ่นเดียวกับผมใช้ชีวิตไปกับแสงสีเสียง

เป็นเวลาที่ผมนั่งตอบลูกค้านั่งสรุปยอดแต่ละวัน นั่งแพ็คของส่งวันต่อไป
จากเมื่อก่อนที่ผมใช้เงินแบบไม่รู้คุณค่า มาวันนี้การคิดก่อนซื้อ มันเกิดขึ้นกับผมโดยไม่รู้ตัว

เพราะเงินเราหามาเองได้ ผมอาจจะต้องอาศัยเงินรายสัปดาห์ของทางบ้านเหมือนเดิม
แต่กิจกรรมนอกเหนือจากนั้นทั้งในมหาลัยและอื่นๆที่ต้องจ่ายเพิ่ม ผมสามารถจ่ายมันได้ด้วยเงินของผมเอง
จนปัจจุบันรายได้ของผมบางเดือน เช่นเดือน มกราคมที่ผ่านมา รายได้ 30,000 กว่าบาท

อย่างเดือนนี้ ก.พ. ผ่านไปครึ่งเดือน ได้ 10,000 ปลายๆ พอใจแล้วครับสำหรับ อายุเท่านี้
แต่อยากให้น้องๆวัยม.ปลายหรือที่กำลังจะขึ้นมหาลัย

ไม่ท้อครับ ชีวิตมีอะไรมากกว่าในห้องเรียน
ในอนาคตผมคงต้องเริ่มหาอะไรใหม่ๆบ้างแล้ว เพราะการย่ำอยู่กับที่นานๆ

มันช้าเกินไปสำหรับยุคนี้สมัยนี้ ^^

มันก็เหนื่อยนะครับ ทั้งเรียนทั้งทำงาน 

ปัจจุบันผมรับซ่อมคอมอยู่ที่บ้าน

              ขายของแต่งรถมอเตอร์ไซต์ผ่านทางเน็ต

เรียนอยู่ปีที่ 2 ม.เกษตร (กำลังขึ้นปี 3)

เรียนรามคำแหงรหัส 55 หน่วยกิตรวม 90 หน่วยกิต คณะรัฐศาสตร์
ความฝันผมไม่ทิ้งครับ ผมยังมุ่งมั่นทำตามฝันที่จะเป็นตำรวจเหมือนเดิม

แต่ระหว่างทางของความฝัน แต่ละคนมีหนทางต่างกันไป 
ผมได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายในชีวิต ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน
ม.เกษตร ผมเรียนให้พ่อแม่ เพราะเป็นมหาลัยปิด

ม.ราม ผมเรียนเพื่อความฝันของตัวเอง เพื่อตัวเอง

ขายของผมทำเพื่อเก็บประสบการณ์สั่งสมเงินไว้ทำกิจกรรมในอนาคต ที่อาจยังมองไม่เห็น
ขอบคุณพื้นที่เล็กๆในนี้ที่สอนและแนะแนวทางการใช้ชีวิตให้ผม ได้

ความรู้ความสำเร็จส่วนหนึ่งของผมมาจากในนี้ล่ะครับ พันทิบ ^^

18 ข้อนักเก็งกำไรรายวัน… (MT11)

18 ข้อนักเก็งกำไรรายวัน… (MT11)

1.เมื่อตลาดเข้าสู่สภาวะกระทิงดุให้เล่นเกมรุก และะเมื่อตลาดเกิดภาวะหมีให้เล่นเกมรับ

2.สมาธิสำคัญที่สุดยิ่งเมื่อคุณมีสมาธิแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง และคุณก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้นและก้าวต่อไปของคุณคือเก็งกำไร

3.ทุกคนสามารถเข้าไปซื้อหุ้นในจังหวะที่ถูกต้องได้ เพราะหารมองหาสิ่งที่เป็นกลลวงเมื่อเหตุการณ์ดูเลวร้ายลง บ่อยครั้งจะซ่อนสัญญานซื้ออยู่ภายใน แต่นักลงทุนที่ดีรู้ว่าควรขายเมื่อไร นักลงทุนขายในขณะที่เขายังขายได้ ไม่ใช่ขายเพราะจำเป็นต้องขาย

4.จังหวะของการซื้อคือซื้อพร้อมกับคำสั่งขายล๊อตใหญ่ๆ ของรายใหญ่หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้นให้รอจังหวะราคาต่ำกว่าเดิม ขายพร้อมคำสั่งซื้อล๊อตใหญ่ๆ หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้นให้รอจังหวะขาย ตอนราคาวิ่งขึ้นให้รีบขายทันที

5.แอนดริว ไฟรอิส แนะนักเก็งกำไรให้มองหาหุ้นที่จะเล่นควรเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายสูง และแกว่งตัวอย่างรุนแรง ช่วงราคาต่ำให้ซื้อ ช่วงเริ่มวิ่งให้ขาย และต่อไปจะทำให้ซื้อใหม่ได้เยอะขึ้นและได้กำไรมาขึ้น

6.ถ้าตลาดขาขึ้นไม่ขายหุ้นขาดทุนในพอร์ตออกไป แต่จะซื้อหุ้นที่แข็งแกร่งในวันนั้นแทน และจะไม่ซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำในวันนั้น

7.ถ้าราคาหุ้นวิ่งขึ้นในวันนั้นแปลว่าผู้ซื้อมากกว่าผู้ขาย ไม่ควรขายหุ้นในพอร์ตที่ขาดทุนออกไป แต่จะขายเมื่อกระดานเป็นสีแดงเพราะมันมีแรงซื้อและแรงขาย ราคาย่อมดีกว่ากัน

8.ให้รีบสังเกตสถานการณ์เลวร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้นแล้วรีบออกมาให้ทันท่วงทีก็เท่ากับคุณผลักดันตัวเองให้เป็นนักเก็งกำไรแถวหน้าได้แล้ว

9.การจำกัดขาดทุนและขายหุ้นทิ้งไป เป็นเรื่องยากกว่าการเข้าไปซื้อหุ้น เหตุผลเพราะเมื่อเรารู้ว่าเราขาดทุนอาจตัดขายออกไปบางส่วน ที่เหลือบางส่วนรอตลาดวกกลับอีกครั้งแล้วค่อยเทขายออกไป

10.ต้องไม่ใช้วิธเศรษฐศาสตร์หรืออ่านทิศทางเช่นนักลงทุนรายใหญ่ แต่ใช้วิจารณญานซื้อ ขาย ให้ถูกต้องตามจังหวะเท่านั้นโดยยังไม่รู้ว่ากำไรหรือขาดทุน นั่นได้รับการพิสูจน์นักเก็งกำไรมาแล้วว่ามีผลสำเร็จ

11 เมื่อซื้อแล้วหากราคาลงยังไม่ขายทิ้งให้ทำใจเย็นเข้าใว้โอกาศนี้คือข้อได้เปรียบต่อคนอื่นที่ใจไม่เย็นพอ

12. ไม่ short sell หุ้นในขณะที่ตลาดกำลังวิ่งขึ้นหรือลงในวันที่ตลาดเป็นสีเขียว หากจะ short sell ก็ต่อเมื่อหุ้นตัวนั้นไม่วิ่งตามตลาด แสดงให้เห็นว่าหุ้นอ่อนแอ

13.การทำ short sell เมื่อหุ้นอ่อนแอเป็นการทำตรงข้ามกับตลาด กรณีถือหุ้นตัวอื่นที่หากเป็นเหมือนหุ้นอินเทล เพราะเมื่อมันร่วงตามกลุ่มของมันถึงระดับหนึ่งให้ซื้อคืนก็ได้ส่วนต่าง

14.ไม่ต้องหลีกเลี่ยงหุ้นที่ประกาศผลประกอบการ แต่ให้ดูจังหวะของการเข้าซื้อในช่วงจังหวะที่บริษัทกำหนดประกาศผลประกอบการนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาหุ้นขึ้น แล้วจึงหาทางเทขายทำกำไรตอนมันวิ่งขึ้นไป 3-4 ช่อง

15.อย่าขายหุ้นตามแรงกดดันเพราะจะทำให้คุณพลาดหนักยิ่งขึ้นไปอีก รอให้หุ้นกลับตัว แล้วค่อยเทขายจากขาดทุนหนักอาจกลับมาขาดทุนน้อย หรือกำไรเล็กน้อยก็ยังดี

16.ผิดแล้วอย่าซ้ำสอง บทเรียนต้องสังเกตแผนภูมิและหาทางวิเคราะห์ให้ได้ว่าเพราะอะไรจึงพลาดและแก้ไขมันทันที

17. ก้าวถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งเพื่อรอดูภาพรวมตลาด ใจเย็นเข้าใว้ แต่หากถึงจุดที่ต้องตัดขายย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ วินัยก็คือวินัย ต้องขายหุ้นทันที

18.ตั้งใจแข่งขันโดยไม่ใช้เงินเป็นตัววัด แต่ใช้ความสามารถส่วนตัว รวมทั้งเฝ้าสังเกตและพัฒนาให้เหมือนคนเก่งหรือมากกว่าคนเก่ง คุณก็จะได้รับความสำเร็จคืบคลายเข้ามา แต่ถ้าคุณยังใช้เงินเป็นตัววัด โดยลืมคำนึงถึงเรื่องอื่นเมื่อไหร่ คุณก็เริ่มพังเมื่อนั้น

Credit by เพื่อนที่น่ารักทางไลน์ค่ะ

บทความ “ตัวช่วย vs ตัวฉุด” โดย ธันวา เลาหศิริวงศ์

บทความ “ตัวช่วย vs ตัวฉุด” โดย ธันวา เลาหศิริวงศ์

การวิเคราะห์หุ้นรายตัวหรือรายอุตสาหกรรมนั้น มีปัจจัยสำคัญหลายชนิดที่นักลงทุนควรนำพิจารณาเพื่อตัดสินใจลงทุน เพราะปัจจัยเหล่านั้น อาจเป็น ‘ตัวช่วย’ หรือ ‘ตัวฉุด’ ต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเพียงครั้งเดียว ระยะสั้น กลาง ยาว หรืออย่างถาวร ลองมาดูกันว่า ‘ตัวช่วย’ หรือ ‘ตัวฉุด’ ในการลงทุนมีอะไรบ้าง

ข้อแรก แนวโน้มใหญ่ (Mega Trend) และกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย (Aging Economy) จะเป็นตัวช่วยต่อกลุ่มธุรกิจการแพทย์อีกหลายสิบปี การเคลื่อนย้ายประชากรสู่สังคมคนเมือง (Urbanization) เป็นตัวช่วยถาวรต่อหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสินค้าและบริการเข้าถึงผู้บริโภคตามหัวเมืองใหญ่ เมืองรอง หรือเมืองตามแนวเขตชายแดน การเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มไอซีทีและการสื่อสารเพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์สินค้าที่สวนกระแสนั้น มักเป็นตัวฉุดถาวรต่อผลประกอบการ เช่น หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยกระดาษ ฟีเจอร์โฟน คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ กำลังถูกกระแสความนิยมและถูกทดแทนด้วยสื่อสิ่งพิมพ์อิเลคทรอนิคส์ สมาร์ทโฟน แทปแล็บ เป็นต้น

ข้อสอง สัมปทาน กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับต่างๆ เช่น สัมปทานจากภาครัฐเป็นตัวช่วยให้กิจการมี Barrier to Entry หรือทำให้การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ได้ยากขึ้น ช่วยลดสภาวะการแข่งขันตลอดอายุสัมปทาน ดังนั้น เงื่อนไขของสัมปทานจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการ ส่วนทางปฏิบัตินั้น กรณีถูก ‘ขอร้อง’ ให้ชะลอการปรับขึ้นราคาอาจเป็นตัวฉุดผลกำไรให้ไม่เป็นไปตามคาดได้ การประกาศลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% และ 20% เป็นตัวช่วยถาวรที่ส่งผลดีต่อกำไรในกรณีที่กิจการได้รับผลกระทบจากค่าแรงที่ปรับขึ้นน้อยกว่า สำหรับบริษัทที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีหรือเสียภาษีต่ำกว่าเกณฑ์ การลดภาษีอาจเป็นตัวฉุดความสามารถในการทำกำไรให้ด้อยลงเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่รับภาระภาษีน้อยลงด้วย

ข้อสาม เงินเฟ้อ (Inflation) และเงินฝืด (Deflation) สินค้าและบริการของกิจการส่วนใหญ่มักสามารถปรับระดับราคาสูงขึ้นตามภาวะและความเหมาะสมหรืออยู่ในภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) นี่คือตัวช่วยถาวรเพราะกิจการยังมีการเติบโตทางรายได้ด้วยปริมาณธุรกรรมเท่าเดิม หากสามารถขยายตลาดและเพิ่มปริมาณการจำหน่ายสินค้าและบริการได้มากขึ้นอีก รายได้จะยิ่งเติบโตสูงขึ้นมากอีกด้วย กลุ่มกิจการเหล่านี้ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก การแพทย์ อาหารและเครื่องดื่ม สาธารณูปโภค พลังงาน อสังหาริมทรัพย์

กลุ่มธุรกิจบางชนิด นอกจากจะไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้แต่ยังมีแนวโน้มที่ระดับราคาต่อหน่วยลดลง หรืออยู่ในภาวะเงินฝืด (Deflation) การเติบโตของรายได้จึงต้องพึ่งปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากโดยจะต้องชดเชยราคาต่อหน่วยที่ปรับลดลงจากปริมาณธุรกรรมเดิม สินค้ากลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ หากยังไม่มีความต้องการใช้สินค้าทันที ผู้บริโภคมักจะชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพราะมักคิดเสมอว่า ‘ถ้าซื้อพรุ่งนี้ อาจมีราคาถูกกว่าซื้อวันนี้’ หรือ ‘สินค้ารุ่นใหม่ที่กำลังจะวางตลาดอีกไม่นานน่าจะมีคุณสมบัติดีขึ้นและราคาถูกลง’ นั่นเอง

ข้อสี่ การปรับขึ้นของต้นทุนดำเนินงาน เช่น การปรับขึ้นเงินเดือนและค่าแรงทั่วประเทศ การปรับขึ้นค่าสาธารณูปโภค น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าทางด่วน ค่าขนส่ง การลดมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนต่างๆ ของภาครัฐ การปรับขึ้นจึงเป็นตัวฉุดและบั่นทอนผลการดำเนินงานอย่างถาวรเพราะมักไม่มีการปรับลงอีก นักลงทุนจึงต้องพิจารณาว่า ต้นทุนที่ปรับขึ้นนั้นมีผลกระทบต่อกิจการที่ลงทุนอย่างไร หากมีสัดส่วนเป็นนัยสำคัญมากก็จะส่งผลต่อผลประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อสุดท้าย บางเหตุการณ์อาจเป็นได้ทั้ง ‘ตัวช่วย’ หรือ ‘ตัวฉุด’ เช่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนส่งผลต่อผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้า การควบรวมกิจการส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานกิจการของผู้เสนอซื้อหรือผู้ถูกเสนอซื้อ การถูกปรับเข้าหรือออกต่อการคำนวณดัชนี MSCI การปรับเพิ่มหรือลดระดับความถูกแพง (Re-rating/De-Rating) ของตลาดหุ้นไทยส่งผลต่อส่วนเพิ่มส่วนลดของราคาหุ้น นักลงทุนจึงต้องพิจารณาเหตุการณ์ดังกล่าวว่ามีผลดีผลเสียหรือทำให้พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนแปลงไปในทางใด

ในฐานะ Value Investor ต้องนำ ‘ตัวช่วย’ และ ‘ตัวฉุด’ ทั้งหมดมาวิเคราะห์และประเมินผลกระทบต่อกิจการที่ตนสนใจ สำหรับ VI พันธุ์แท้ต้องวางแผนวิเคราะห์และประเมินซ้ำ (re-assessment) หุ้นที่ตนถือและหุ้นที่เฝ้าติดตาม (watch list) อย่างสม่ำเสมอเช่น ทุกเดือน ไตรมาส หรือหกเดือน เพื่อให้การวิเคราะห์และการตัดสินใจมีความถูกต้องแม่นยำจากข้อมูลล่าสุดที่เกิดขึ้น นี่คือการใช้เวลาลงทุนให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าการติดตามราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดเพื่อรู้สึกดีใจที่เห็นขึ้นและเสียใจที่เห็นหุ้นลง รายวัน!