Posts from the ‘Uncategorized’ Category

” กฎ 25 ข้อของ Peter Lynch “จาก หนังสือ “Beating the Street”

” กฎ 25 ข้อของ Peter Lynch “จาก หนังสือ “Beating the Street”

1. #การลงทุนเป็นเรื่องที่สนุกตื่นเต้น (โดยเฉพาะเวลากำไร) แต่ก็เป็นเรื่องที่อันตรายมากหากลงทุนแล้วคุณไม่ทำอะไรเลย ไม่ได้ตามข่าวสาร ไม่ได้ศึกษาตัวบริษัท ไม่ได้มานั่งเปรียบเทียบกองทุน ทำเพียงแค่ “ซื้อ … เพราะราคามันขึ้น” แบบนี้การลงทุนนั้นก็พร้อมจะ “ปล้น” เงินของคุณไปทันที

2. แค่คุณ #ลงทุนในบริษัทที่คุณรู้จักและเข้าใจเป็นอย่างดี คุณก็สามารถชนะบรรดากูรู และตลาดหุ้นได้อย่างง่ายดาย

3. คุณสามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่ #อยู่ห่างๆจากฝูงชน เพราะการอยู่ท่ามกลางความเห็นของคนหลาย ๆ คน คุณอาจสูญเสียความเป็นตัวตน และทำอะไรที่มันดูไร้เหตุผลไปในที่สุด

4. #เบื้องหลังหุ้นทุกตัวคือบริษัท และทุกบริษัททำธุรกิจ … คุณแค่ต้องไปดูว่าเขาทำมาหากินยังไง ได้เงินมาจากไหน อะไรคือความเสี่ยง และอะไรที่จะทำให้บริษัทนั้นเติบโต

5. #ราคาหุ้นจะขึ้นตามกำไรของบริษัท แม้จะมีหลายครั้งที่กำไรเติบโตสวนทางกับราคา แต่เชื่อเถอะ…ถ้ากำไรมันโตจริง ๆ สุดท้ายยังไงราคาก็ต้องขึ้น

6. #คุณต้องรู้ว่าคุณซื้อหุ้นอะไร เพราะอะไร ทำไมถึงซื้อ ไม่ใช่ซื้อแค่เพราะคิดว่ามันกำลังจะขึ้น

7. #บริษัทที่กำลังจะมีปัญหา มักจะเริ่มด้วยคำว่า “#ผิดคาด”

8. หุ้นในพอร์ต ก็เหมือนลูก … #มีเยอะไปก็ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนมือใหม่ ที่ควรมีหุ้นอยู่ในพอร์ตซัก 5 บริษัทก็พอ เพราะคุณจะได้มีเวลาติดตามความเปลี่ยนแปลงของมัน

9. #ถ้าเลือกหุ้นดีๆที่ถูกใจไม่ได้ ก็จงฝากเงินไว้ในแบงค์ 

10. #อย่าลงทุนถ้ายังไม่ได้ดูงบ เพราะหลายครั้งเรามักจะขาดทุนหนัก ๆ กับบริษัทที่มีงบการเงินไม่แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นอย่าลืมตรวจงบการเงิน ก่อนที่คุณจะเอาเงินที่หามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของคุณไปเสี่ยงกับมัน

11. #หนีให้ห่างจากหุ้นร้อนที่ในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง และบริษัทยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมยอดแย่ มักเป็นบริษัทที่สร้างผลตอบแทนได้ดีเสมอ

12. #ถ้าอยากซื้อหุ้นเล็ก … รอให้มันมีกำไรก่อน

13. ถ้าคุณกำลังจะซื้อในอุตสาหกรรมที่มีปัญหา … #จงซื้อหุ้นที่มีความสามารถในการอยู่รอด และควรจะรอให้อุตสาหกรรมมีสัญญาณในการฟื้นตัวก่อน

14. ถ้าซื้อหุ้น 1,000 บาท โอกาสขาดทุนคือ 1,000 บาท แต่ก็ #มีโอกาสที่จะทำกำไร เป็น 10,000 บาท 50,000 บาทได้ #หากคุณอดทนและให้เวลากับมันพอ

15. นักลงทุนรายย่อย … #มักจะหาหุ้นชั้นยอด … ได้ก่อนนักลงทุนชั้นเยี่ยม หรือบรรดากูรูต่าง ๆ เสมอ และมันไม่ได้เป็นแบบนี้เฉพาะกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่มันเกิดขึ้นกับทุกตลาด…ทั่วโลก!

16. #เหตุการณ์หุ้นตกหนัก … เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำไม่ต่างจากฝนเดือนตุลา หากคุณเตรียมพร้อมไว้ มันก็จะไม่สามารถทำอะไรคุณได้ กลับกันมันเป็น #โอกาสในการลงทุนสำหรับคนที่เข้าใจและพร้อมเสมอ 

17. ไม่ว่าใครก็สามารถมีความรู้พอที่จะทำกำไรในหุ้น … #แต่น้อยคนนักที่จะมีอารมณ์มั่นคงพอที่จะไม่ตื่นตระหนก และหากคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทเมื่อเจอข่าวร้ายจะรีบแห่ขายทุกอย่างออกจากพอร์ต … เลิกเล่นหุ้นละมาซื้อกองทุนซะ

18. มันมักจะมีเรื่องให้เราได้ตื่นตระหนกเสมอ … #จงขายหุ้นแค่เพราะเวลาที่พื้นฐานมันเปลี่ยนหรือขายตอนที่บริษัทเริ่มจะถอยหลังลงคลอง ไม่ใช่ขายเพราะว่าหุ้นทั้งตลาดกำลังถล่มลงมา

19. ไม่มีใครที่จะคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ในตลาดหุ้นได้ถูกหมด … #หยุดฟังคนอื่น และ #เริ่มเชื่อตัวเอง จากนั้นก็เดินหน้าศึกษาบริษัทที่เราสนใจ

20. #หุ้นดีๆมีอยู่เสมอ … คุณแค่ต้องหามันให้พบ

21. #ถ้าซื้อหุ้นโดยไม่ศึกษาอะไรเลย … มันก็ไม่ต่างจากคนเล่นไพ่ที่ไม่ได้ดูไพ่

22. เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ #พยายามลงทุนเพื่อระยะยาวไว้

23. #ถ้าคุณอยู่ในสภาวะอารมณ์ไม่มั่นคงอย่าซื้อหุ้น แต่จงซื้อกองทุนที่เขาเลือกหุ้นให้แล้ว

24. ตลาดหุ้นในประเทศ ไม่ได้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ตลอดทุกปี #คุณควรหาโอกาสในการไปลงทุนยังต่างประเทศ ผ่านกองทุนรวม และกระจายความเสี่ยงไว้บ้าง

25. #ในระยะยาวแล้วหุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด แต่ถ้าหลับหูหลับตาเลือกหุ้น บางทีการเอาเงินใส่ไว้ใต้หมอนอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ.

– ปริพรรห์ ปริยอุดมทรัพย์ AFPT™ , นักวางแผนการลงทุน

.#คลินิกการลงทุน

Advertisements

อย่ามัวแต่ลับมีด ในวันที่คนอื่นใช้ปืน

อย่ามัวแต่ลับมีด ในวันที่คนอื่นใช้ปืน
หนังสือสบาย สไตล์การเขียนชัดเจนของคุณพีท เจ้าของ Pete’s Philosophy 

เล่มนี้ผู้เขียนมาเตือนเราทุกคนว่า อย่ามัวยึดติดกับกรอบการใช้ชีวิตหรือความสำเร็จเดิมๆ เพราะโลกหมุนไปทุกวัน สิ่งที่เคยใช้ได้ดีเมื่อวานมันอาจใช้ไม่ได้ผลแล้วในวันนี้ เราจึงต้องหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงรอบตัวเสมอ 

อย่ามัวแต่ลึบมีด ในวันที่คนอื่นใช้ปืน

แปลว่า อย่ามัวแต่ยึดมั่นกับทักษะเดิมๆโดยไม่เหลือบตาดูโลก เพราะทักษะนั้นอาจไม่มีใครต้องการแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจจากในเล่ม

– การพูดว่า ทำไม่ได้ มันไม่ได้เสียหายอะไรถ้าสิ่งที่เรายืนยันว่าทำไม่ได้นั้นมันผิดกฏหรือไม่ถูกต้อง

– การฝึก Elevator Pitch บ่อยๆจะช่วยให้เราชัดเจนกับเป้าหมายของเรา

– วางแผนงานอาจมีใครมาช่วยคิด แต่วางแผนชีวิต เราต้องทำด้วยตัวเอง

– การทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำ ให้อะไรมากกว่าที่เราคิด

– คนที่อยากประสบสำเร็จต้องเห็นกว้าง รู้ให้เยอะ อย่าเก็บตัว ซึ่งโอกาสในการเรียนรู้แบบนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สนใจ

– การคิดต่างจากหัวหน้า เป็นอีกวิธีสู่ความก้าวหน้าในงาน แต่เราต้องรู้จักเลือกเวลาที่จะแสดงความเห็นต่างในถูกกาละเทศะ เช่นไม่แสดงความเห็นต่างกลางที่ประชุมกับคนนอกบริษัท

– ก่อนกดปุ่ม send ส่งอีเมล์ออกไป คิดให้ดีทุกครั้ง อย่าส่งออกดวยอารมณ์

– หัดเป็นคน ฟัง เพื่อ ฟัง ฟังจนขนาดที่ผู้พูดรู้สึกว่ามีเราเพียงคนเดียวตรงนั้น แล้วจะได้หลายอย่างกลับมาอย่างไม่น่าเชื่อ

– การตั้งคำถาม .อย่าถามว่า.ทำไมงานถึงไม่เสร็จ แต่ให้ถามว่า ต้องทำอย่างไรงานถึงจะเสร็จ

– การกล้ายอมรับว่าไม่รู้ จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

– อย่าฝากอนาคตความก้าวหน้าของงานไว้กับเจ้านาย แต่ให้กำหนดมันด้วยตัวเองและวางบทให้นายเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น

– ชีวิตมันโอเคที่จะเจอเรื่องลบๆบ้าง แต่รวมๆแล้วมันจะบวกมากกว่าลบแน่นอน อย่าคิดมาก

– การเลือกเส้นทางเดินโดยไม่คิดถึงจุดจบที่ปลายทางว่าจะเป็นอย่างไร นั่นคือพลาดตั้งแต่เลือกแล้ว

– เป้าหมายไม่เคยเดินมาหาเรา การยืนนิ่งๆสองเท้าอาจทำให้มั่นคง แต่มันไม่ได้พาเราเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นเลย ดังนั้น จงออกเดิน

– ความสามารถในการมองหาสิ่งดีๆท่ามกลางสิ่งร้ายได้ คือคุณสมบัติเด่นที่พบในทุกคนที่ประสบความสำเร็จ

– พยายามอยู่ท่ามกลางคนบวกและคุยเรื่องบวก

– การคิดบวกด้านเดียวอาจออกผลเป็นทั้งบวกและลบ แต่การคิดทั้งบวกและลบ ผลที่ออกมาจะบวกเสมอ

หนังสือให้แง่คิดดีๆเยอะ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากอ่านหนังสือที่เนื้อหาไม่หนักมากและแต่ละบทไม่ยาวเกินไป ทำให้ทยอยอ่านและฝึกตัวเองไปด้วยทีละนิด

๙ เหตุผล ว่าทำไมเราถึงต้องศึกษาคำตถาคต (พระพุทธเจ้า) เป็นหลัก

๙ เหตุผล ว่าทำไมเราถึงต้องศึกษาคำตถาคต (พระพุทธเจ้า) เป็นหลัก
ผ่านมา ๒,๕๐๐ กว่าปี ศาสนาพุทธก็เกิดมีหลายสำนัก หลายครูบาอาจารย์ แบ่งแยกเป็นนิกาย ต่างคนต่างใช้ความเห็นของหมู่คณะของตน จนคำสอนของพระพุทธเจ้าเริ่มจางหายไป 

เราต้องกลับมาถามว่าหมู่คณะนั้นใช้คำของพระตถาคตเป็นมาตรฐานรึเปล่า พระพุทธเจ้าทรงเห็นถึงปัญหานี้

ท่านจึงได้ตรัสกำชับในหลายๆครั้ง ดังนี้
๑.พระองค์ทรงสามารถกำหนดสมาธิเมื่อจะพูดทุกครั้ง ท่านจึงไม่เคยพูดผิดพลาดแม้แต่คำเดียว 

; มหาสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒ / ๔๖๐ / ๔๓๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๒๔๗
๒. แต่ละคำพูดของพระองค์เป็นอกาลิโก คือ ถูกต้องตรงจริงไม่จำกัดกาลเวลา , 

เป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง(สนฺทิฏฐิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (เอหิปสฺสิโก), เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว(โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ เวทตพฺโพ วิญฺญูหิ)

; มหาตัณหาสังขยสูตร ม. ม. ๑๒ / ๔๘๕ / ๔๕๐.

ปฎิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ น. ๔๓๑
๓.นับตั้งแต่ราตรีที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพาน ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอนและแสดงออกซึ่งถ้อยคำใด ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเข้ากันได้ทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย // ด้วยเหตุที่คำของพระองค์สอดรับ ไม่ขัดแย้งกันเลยตลอด ๔๕ ปีนี้เอง พระองค์จึงได้รับการขนานนามว่า ‘ตถาคต’

; อิติวุ. ขุ. ๒๕ / ๓๒๑ / ๒๙๓

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๒๘๕

ตัวอย่าง บาลี สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓ พระศาสดาตรัสว่า ‘น้ำมนต์’ คือเดรัจฉานวิชา! แต่ในอรรถกถากลับมีการเล่าถึงเหตุการณ์ที่พระศาสดาให้บาตรแก่พระอานนท์เพื่อนำไปทำน้ำมนต์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คำของพระองค์ขัดกัน ในส่วนนี้ของอรรถกถาจึงไม่ควรเชื่อถือ ถือเป็นคำแต่งใหม่
๔.ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มหรือตัดทอนสิ่งที่บัญญัติไว้

 ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว อย่างเคร่งครัดอยู่เพียงใด ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย

; มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐ / ๘๙ / ๖๙

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๔๖๕

ตัวอย่าง บทแผ่เมตตา ชินบัญชร คือคำแต่งใหม่ 
๕.สำนึกเสมอว่าตนเองเป็นเพียงผู้เดินตามพระองค์เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม

ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นมัคคัญญู(รู้มรรค) เป็นมัคควิทู (รู้แจ้งมรรค) เป็นมัคคโกวิโท(ฉลาดในมรรค). ภิกษุทั้งหลาย! ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้เป็นผู้เดินตามมรรค เป็นผู้ตามมาในภายหลัง.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกันระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะกับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตติ

; ขนฺธ. สํ. ๑๗ /๘๑ / ๑๒๕

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น น. ๗๒๑
๖. ตรัสไว้ว่าให้ทรงจำบทพยัญชนะ และคำอธิบายอย่างถูกต้อง พร้อมขยันถ่ายทอดบอกสอนกันต่อไป

พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา พวกภิกษุเหล่านั้นเอาใจใส่บอกสอนเนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่นๆ เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลายก็ไม่ขาดผู้เป็นมูลราก(อาจารย์)สืบกันไป. ภิกษุทั้งหลาย !

นี่เป็นมูลกรณีที่สามซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป…

(ในที่นี้ยกมาเพียง 2 ข้อ จาก 4 ข้อ ของเหตุเจริญแห่งพระศาสนา)

; จตุกฺก. อํ. ๒๑ /๑๙๘ / ๑๖๐

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ น. ๓๕๕

ตัวอย่าง พระภิกษุสมัยนี้เมื่อมีญาติโยมเข้าวัดทำบุญ ไม่เคยหยิบยกแม้อริจยสัจ4 หรือธรรมพื้นฐานใดๆในพุทธวจนะมากล่าวสอนเลย เพียงแต่กล่าวสอนแค่หลักทั่วๆไปที่ใครๆก็สอนได้เท่านั้น
๗. ทรงบอกวิธีแก้ไขความผิดเพี้ยนในคำสอน

 หากมีภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของ

พระศาสดา” เธอทั้งหลายยังไม่พึงชื่นชม ยังไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของผู้นั้น พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วพึงสอบสวนลงในพระสูตร เทียบเคียงดูในวินัย

ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้นสอบลงในสูตรไม่ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “นี้มิใช่พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนี้รับมาผิด” เธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนั้นเสีย ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรได้ เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “นี้เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนั้นรับมาด้วยดี” เธอทั้งหลายพึงจำมหาปเทสนี้ไว้

; อุปริ. ม. ๑๔ / ๕๓ / ๔๑

อริยวินัย น. ๓๙๙
๘.ทรงไม่ให้ฟังคำแต่งใหม่ที่เป็นเรื่องนอกแนว

 ภิกษุทั้งหลาย ! #สุตตันตะเหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรอง ประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจงไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

 ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสุตตันตะเหล่าใด #ที่เป็นคำของตถาคต(พระพุทธเจ้า) เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจงฟังด้วยดี จงเงี่ยหูฟัง จงตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจงสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน 

; ปฐมธรรม หน้า ๒๔๓

(ภาษาไทย) ทุก. อํ. ๒๐/๖๘/๒๙๒. :
๙.และหากไม่สนใจคำตถาคต…

ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะ เรียกว่าอานกะมีอยู่ เมื่อกลองอานกะนี้มีแผลแตกหรือปริ พวกกษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้นทุกคราวไป

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้น นานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย #สุตตันตะเหล่าใดที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึกมีความหมายซึ่ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอกลับไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน 
แต่สุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสรวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว #เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่,เธอกลับฟังด้วยดี กลับเงี่ยหูฟัง กลับตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ภิกษุทั้งหลาย ! #ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล.

; ปฐมธรรม หน้า ๒๔๕

(ภาษาไทย) นิทาน. สํ. ๑๖/๒๖๙/๖๗๒-๓

ด้วยเหตุทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงตรวจสอบดูว่าสิ่งที่ตนได้กระทำอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสอนจริงหรือ อาทิการนิมนต์พระมาสวดขึ้นบ้านใหม่ การนำรถไปเจิม การหาสำรับมาถวายพระพุทธรูป การบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การไหว้พญานาค การตั้งศาลพระภูมิ พึงตรวจดูว่าสิ่งที่พระภิกษุรอบตัวพึงกระทำนั้น เป็นสิ่งพระองค์ทรงบัญญัติให้ทำหรือไม่ อาทิเช่น การปลุกเสกพระเครื่อง พรมน้ำมนต์ ดูดวง ดูฤกษ์ เป็นหมอทรงเจ้า ทำพิธีบวงสรวง แก้กรรม สักยันต์กันภัย และรู้หรือไม่ว่าพระองค์ทรงเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า ‘เดรัจฉานวิชา’ 
พึงตรวจสอบดูว่าความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาของตนนั้น เป็นคำแต่งใหม่หรือคำตถาคต อาทิเช่น บัว๔เหล่า(จริงๆท่านจำแนกไว้๓เหล่า) , ใน พศ.๕,๐๐๐ จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาตรัสรู้ (จริงๆอีกนับล้านปี) , พระพุทธเจ้ามีผม (จริงๆท่านปลงเกศาไม่ต่างจากภิกษุรูปอื่น) และหลักธรรมที่ควรรู้ในพุทธวจนะอย่าง ปฏิจสมุปบาท มรรค๘ ในอริยสัจ๔ เรารู้อย่างถ่องแท้บ้างหรือยัง 
โปรดแชร์เป็นธรรมทาน ดังพุทธพจน์ที่ว่า

 สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ 

 ‎การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

กฏทองการลงทุน 5 ข้อ ของ Michael Lee-Chin ผู้ก่อตั้งกองทุน Portland

กฏทองการลงทุน 5 ข้อ ของ Michael Lee-Chin ผู้ก่อตั้งกองทุน Portland
1. ให้ซื้อหุ้นคุณภาพดีเยี่ยมเพียงไม่กี่ตัว

2. ต้องมั่นใจว่าเราเข้าใจในบริษัทที่ลงทุน

3. ต้องมั่นใจว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

4. ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริษัทมีการกู้ยืมเงินที่สมเหตุสมผล

5. ให้ถือหุ้นบริษัทเหล่านั้นในระยะยาว

Michael Lee-Chin เกิดในครอบครัวยากจนในจาไมก้า และกำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก ต่อสู้จนได้ทุนการศึกษาวิศวกรโยธา ในแคนาดา หลังจากจบปริญญาโท เริ่มงานในบริษัทบริหารกองทุน จนได้เป็นผู้จัดการสาขา

เมื่ออายุ 32 ปี ได้กู้ยืมเงิน $500,000 เพื่อซื้อหุ้นของบริษัทการเงิน Makenzie หลังจากนั้น 4 ปี ราคาหุ้นขึ้นไปถึง 7 เท่า เค้าใช้กำไรจากการขายหุ้น เข้าซื้อบริษัทบริหารกองทุนเล็กๆชื่อ AIC ซึ่งบริหารกองทุนขนาด $800,000 และภายในระยะ 20 สามารถเพิ่มขนาดกองทุนเป็น $15,000 ล้านเหรียญ ทำให้ปัจจุบัน เขามีสินทรัพย์ $2,000 ล้านเหรียญ และเป็นผู้บริหารกองทุน Portland

มีหลักในการเลือกบริษัทที่จะเข้าลงทุนดังนี้

1. มีผลตอบแทนจากเงินลงทุนสูง (ROE สูง)

2. อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง

3. ผู้บริหารมีความสามารถในการสร้างธุรกิจและทุ่มเททำงาน

4. มีโอกาศในการเป็นบริษัทระดับโลก

5. มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน

6. มีสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี

สรุปสัมมนา Money Talk@SET 11/11/60

ช่วงที่ 2 “ยุทธศาสตร์สู้วิกฤต” ผ่านประสบการณ์ชีวิต 

1) คุณ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ / ศิริวัฒน์แซนวิช

2) คุณ ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ / นักเรียนไทยที่เสีย2ขาในสิงคโปร์ (น้องธันย์) 

3) คุณ ชิน กิตติภานุวัฒน์ / เซียนหุ้นฉายา ผู้ชนะสิบทิศ 

4) คุณ ธานินทร์ งามวิทยาพงศ์ / คลายเครียด หรือ เอ็นโดฟิน แห่งพันทิพย์

5) ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร / เซียนผู้ผันชีวิตจากตกงานสู่กูรู

ผู้ดำเนินรายการ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ 
ในตอนที่ประสบวิกฤติรู้สึกอย่างไร และทำใจปรับตัวรับผลกระทบที่ตามมาอย่างไร?
น้องธันย์ ณิชชารีย์

ก่อนเกิดอุบัติเหตุ เป็นคนที่เคยคิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตตัวเองเดินไปข้างหน้า โดยไม่ถอยหลัง

พอตอนที่เกิดวิกฤติเกิดขึ้นกับเรา ก็คิดแบบเดียวกันว่า ทำไมเราไม่มองข้อดีของวิกฤตินั้นเพื่อให้เดินต่อไปข้างหน้าได้ 

เหมือนตอนเรียนคณิตศาสตร์ อาจารย์สอนเรื่องขาดทุนกำไร ชีวิตเราก็เป็นแบบนั้น

ถ้าไม่อยากขาดทุนก็ต้องทำให้บวก ต้องพยายามหาข้อดีของวิกฤตินั้น เพื่อเป็นกำไรไปตั้งต้นทุนใหม่

และสร้างกำไรเพิ่มขึ้น หรือกระจายความเสี่ยงให้ติดลบน้อยที่สุด

ช่วงที่ตกลงไปที่รางรถไฟฟ้าจากการโดนเบียด ความรู้สึกมันเกิดชั่ววูบเหมือนปิดไฟไปแล้วเปิดใหม่ 

ตอนที่ตกลงไปอยู่หน้ารถ ขาจะพาดกับรางก่อนที่รถจะลากผ่านไป 

(รถมีการเบรก แต่ไม่สามารถหยุดได้ทันที จะมีการไหลต่อไป)

พอมีสติอีกทีเราก็อยู่ใต้ท้องรถแล้ว ซึ่งรู้ตัวแล้วว่าเสียอวัยวะ เพราะ พยายามขยับนิ้วเท้าแต่ขยับไม่ได้ 

ไม่มีความรู้สึก ขามันหักแล้วแต่ยังไม่หลุดจากร่างเรา 
ใช้เวลารักษาตัวจนเดินได้อีกครั้ง 5 เดือน นอนที่สิงคโปร์ 2 เดือน 

กลับมากายภาพ ฟื้นฟูที่ไทย ใส่ขาเทียม 3 เดือน กลับมาก็เข้าโรงเรียนต่อเลย 
สิ่งที่คิดเมื่อตอนประสบอุบัติเหตุ ตอนนั้นมี 2 อย่าง

อย่างที่ 1 คือ จะบอก พ่อแม่อย่างไร เพราะเคยสัญญาไว้ว่าจะดูแลตัวเองดีๆ

อย่างที่ 2 คือ แล้วจะไปโรงเรียนอย่างไร จะช่วยเหลือตัวเองอย่างไร เพราะที่ผ่านมาต้องเดินเรียน ขึ้นรถ กลับบ้านเอง 

ค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมด รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้จ่ายให้ แต่ได้รับเงินช่วยเหลือจากนักธุรกิจชาวฮ่องกง 

ที่ทราบข่าวแล้วอยากช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่สามารถตามหาตัวได้เพราะท่านไม่ได้เปิดเผยชื่อ
โดยรวมแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดในชีวิตตอนนี้ คิดว่าไม่ได้เป็นการถอยหลัง เป็นการเดินหน้า และเดินหน้าไปมากกว่าที่ตั้งไว้ 

ไม่ใช่แค่กลับเพียงไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ กลายเป็นโอกาสให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้เรียนรู้โอกาสที่เร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน 
การได้รับพระราชทานขาเทียม ก็ถือเป็นจังหวะชีวิต จากการที่มีข่าวหนังสือพิมพ์ออกเป็นเวลานาน 

ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ทรงเห็นข่าวเราจากหน้า นสพ.เป็นภาพยิ้มชูสองนิ้ว

พระองค์ทรงเคยครัสไว้ว่า งานคนพิการคืองานของท่าน ดังนั้นคนไทยอยู่ที่ไหน ถ้ากำลังลำบากก็ต้องช่วยเหลือ 

ท่านทรงมีการส่งคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องขา และเลขาฯท่านผู้หญิงอารยา ไปเยี่ยมเยียนที่โรงพยายาลและถามไถ่อาการ 

เป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
น้องธันย์เคยพูดสัมภาษณ์สื่อว่า ไม่มีขาก็ไม่เป็นภาระกับขาอีก ปกติเวลาพ่อขับรถพาไปเที่ยว 

จะชอบนอนขดขาอยู่ในรถ เป็นเหน็บ ตอนนี้ก็นอนได้ไม่เป็นภาระ เตียงก็ยาวกว่าตัว 

อ.เสน่ห์ ชื่นชมว่าแนวคิดว่าไม่คร่ำครวญถึงอดีตและเป็นรุ่นใหม่ที่เล่าเรื่องแล้วฟังรู้เรื่อง
คุณธานินทร์ (เฮียคลาดเครียด)

ถ้ามีเราสติก็จะมีสตางค์ เคยเกิดวิกฤติหนักๆ ช่วงราชาเงินทุน 

ตอนนั้นไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก เพราะทุกคนเจ๊งกันหมด

อาชีพค้าขายผ้าที่บ้านอยู่กับพ่อ ก็มีต้นทุนเงินจากพ่อ คนเครียดเลยกลายเป็นพ่อไม่ใช่เรา

ที่บ้านไม่มีคนมองหุ้นในแง่ไม่ดี ไม่ได้เห็นเป็นการพนัน
ปัญหาที่เสียท่าคือเล่น margin ขาดทุนแค่ 30% แต่กู้เงินมา 70% 

กับวิกฤติอีกครั้ง ปี 40 ตอนฟองสบู่แตก เข็ดจากเล่นมาร์จิ้นแล้ว ก็เป็นเงินสด 

พอร์ต 60% เหลือ 40% เป็นเงินสด แต่เจ๊ง 60% หนักกว่าตอนที่เจ๊งเล่น มาร์จิ้น

ตอนหลังก็สามารถคืนเงินกับไปให้น้องๆให้พ่อได้แล้ว 

ปัญหาตลาดตอนนั้น คือ ไม่ได้มีข้อมูลอะไรมาก รู้แค่ราคาขึ้นราคาลง ไม่เทียบพาร์,ไม่เทียบ PE 
ฉายา คลาดเครียด มาจากแม่เคยซื้อเงินแท่ง พอมีกำไรก็ขายออกไปส่วนหนึ่ง เก็บทุนไว้ก่อน จึงได้แนวคิดนั้นมา 

(อ.ไพบูลย์ เสริมว่ามีนักลงทุนท่านหนึ่งที่มีแนวคิดเดียวกัน แต่ท่านเสียชีวิตแล้ว คือ คุณโกศล ไกรฤกษ์)

หุ้นบางตัวถือมาเป็นสิบปี แต่ก็ดูอยู่ทุกวัน เรียกเป็นเงินมายา ถ้าขายออกมาถึงเป็นจริง

ขอพูดเสริมถึงน้องธันย์ นึกถึงคำพูดที่เจอท้ายรถ ต่อให้ชะตาฟ้าลิขิต ชีวิตเราก็ยังกำหนดเอง 

บางคนปล่อยไปตามยถากรรม แต่ถ้าแบบน้องธันย์คือลิขิตเอง 

ยุทธศาสตร์กับยุทธวิธีไม่เหมือนกัน ขึ้นกับความเชื่อของเรา

อย่างพอร์ตทุกวันนั้นไม่ได้รวยแบบคนเป็นพันล้านร้อยล้าน แต่ก็มีความสุขได้ เราลิขิตเองว่าเราพอใจเท่านี้
คุณศิริวัฒน์ แซนด์วิช

ให้กำลังใจและชื่นชมน้องธันย์ ชีวิตพวกเราที่อยู่เวทีวันนี้ที่บอกวิกฤติ ไม่ได้ 1 ส่วน 10 ของน้องธันย์

ยุคสมัยที่เกิดในวิกฤติบนเวทีไม่มีใครรวยกว่า แต่สมัยนี้จนสุด แต่ก็ภูมิใจที่สุดที่วันนี้ยังมีชีวิตอยู่
จากวันนั้นจนมาถึงวันนี้ก็ได้สัจธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งสมมติ อย่าไปยึดติดกับมัน เป็นทุกข์

ฟ้าลิขิต หรือจะสู้มานะตน คนเราทุกคนอยากประสบความสำเร็จ มีโอกาสเกิดเป็นคนมีบุญมหาศาล 

ก็ต้องยอมรับว่าความไม่แน่นอน คือสิ่งที่แน่นอนที่สุด สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ความไม่แน่นอน
สมัยที่รุ่งเรืองมีเงินมาก แต่พอวิกฤติไม่เหลืออะไรเลย คอนโดต้องอาศัยเพื่อนอยู่ 

บ้านแม่ติดจำนองก็ต้องไปประมูลกรมบังคับคดี (ซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลือจาก ดร.ไพบูลย์)

ชีวิตวันนี้กล้าพูดได้ว่ายืนกลับมาได้ด้วยลำแข้งตัวเอง 

คนเราอย่าไปหวังอะไรมากมาย มันคือตัวเลข 

เรื่องหุ้น ซื้อไปตก กลุ้มใจ ขายเสร็จคัทลอส หุ้นขึ้น
ช่วงที่เกิดวิกฤติ อยู่ในวงการหุ้น เป็นโบรกเกอร์ เป็นแมงเม่าตัวใหญ่ 

สมัยวิกฤติราชาเงินทุนยังไม่มี กลต. ยังไม่มี force sell

ปี 40 มีกลต.แล้ว ไปเล่นมาร์จิ้น โดน force sell เลยหมดเนื้อหมดตัว

หุ้นที่ถูก force sell โบรกเกอร์ก็ส่งข่าวถึงกันว่าอย่าไปซื้อ ลงไป 6 floor จนหุ้นหมด 

เหลือแต่หนี้ดอกเบี้ย 17% และมีสร้างคอนโดที่เขาใหญ่ 20 ปีก่อนขาย ตรม.ละ 5 หมื่นบาท ขณะที่ กทม. ขายตรม.ละ 3 หมื่นบาท

โดนไป 2 ดอกใหญ่เลยร่วง 
มาตั้งสติว่าเราทำอะไรผิดหรือไป เราต้องอยู่ต่อไป ช่วงวิกฤติ 40 ก็มีคนฆ่าตัวตายเยอะ 

ตอนไปออก TV ก็มีหมอสุขภาพจิตถาม ว่าเคยคิดฆ่าตัวตายไหม ก็ตอบว่าไม่เคยคิด 

เป็นหนี้เกือบพันล้าน ลูกยังเล็ก มีพนักงาน กว่าจะได้เกิดเป็นคนก็มีบุญแล้ว ไม่ได้โกงใคร กู้เงินไปลงทุน ก็เลยสู้ต่อ

แต่ไม่มีเครดิตแล้ว ขอยืมเงินญาติ 2 แสน ญาติก็ไม่ให้ยืม 

จ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 8 ล้าน จ่ายได้ 2 เดือนก็ปิด finance ชั่วครา 56 แห่ง 

หลังจากนั้น IMF ก็สั่งปิดทุกแห่ง จึงต้องไปขายแซนวิชข้างถนนกับลูกน้อง
จากการคิดบวก ชีวิตต้องอยู่ต่อไป อดีตแก้ไชไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงอนาคตอได้อยู่ที่ตัวเรา 

ถ้าไปจมปลักกับสิ่งที่ผ่านมาก็จะไม่มีความหวัง ไม่มีกำลังใจ 
อยากฝากพวกเราที่เป็นนักลงทุนรายใหม่ๆ ว่ายังไม่เจอขนาดนั้น และอาจจะไม่เจอขนาดนั้น 

เพราะไม่ได้เล่นมาร์จิ้น และกลต.ก็มีระบบดีขึ้น จึงช่วยปกป้องนักลงทุนด้วย

การเล่นหุ้น ทุกคนโลภเหมือนกัน เวลาอยากได้เงินก็อยากได้เพิ่ม แต่เวลาเสียมันเร็วกว่าได้ 

เวลาได้กำไร 5 ล้าน ทำไมน้อย แต่ขาดทุน 1 ล้านรู้สึกว่ามันเยอะ เพราะเราเจ็บใจ
ทุกวันนี้ยังดูตลาดหลักทรัพย์แต่ลดพอร์ต ไม่ได้เพิ่ม ก็ตกรถไฟ 

ในการลงทุนไม่มีใครเก่งกว่าใคร ใครที่พูดอะไรให้ฟังหูไว้หู 

ทุกคนคิดและรู้สึกเหมือนกันหมด เพราะเป็นปุถุชน 

ไม่ต้องอิจฉาคนนั้นคนนี้ แต่ละคนถูกกำหนดแล้ว

คนเราจะมีความสุขที่สุดถ้าเรามีความพอใจ และพอเพียง 
ขอกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมฟื้นขึ้นได้เพราปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

ทำพอประมาณ พึ่งตัวเอง ไม่พึ่งคนอื่น สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ทำอย่างมีเหตุมีผล เดินทางสายการ

ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีธรรมะอยู่ในนั้น 

มีหนี้เกือบพันล้าน ขายแซนวิชชิ้นละ 30 บาท ไม่ได้คิดว่าจะฟื้นคืนหนี้ได้หมด แต่ทำไปเรื่อยๆ 

แต่มีความสุขมากกว่าในอดีตเพราะทำอย่างพอเพียง

สมัยก่อนกำไร 10 ล้าน ขาดทุน 10 ล้าน เพราะไม่พอเพียง

พอผ่านจุดสูงสุดต่ำสุดก็เลยเห็นหมด เลยอยากฝากพวกเรา 

ให้ทำอย่างสมควรแก่เหตุ จะได้เล่นหุ้นอย่างมีความสุข รวยอย่างมีความสุข
คุณชิณณ์

เคยออก Money talk 2 ครั้ง อาจจะทำให้คนเข้าใจแนวทางการลงทุนเราผิด

เริ่มต้นชีวิตค่อนข้างจน รู้สึกว่าความลำบากเป็นเรื่องปกติ 

คุณพ่อล้มละลาย 3 ครั้ง แต่ย้ายบ้านไปเรื่อย ไม่ได้หนีหนี้ มีเงินก็เคลียร์หนี้

นอนบนเสื่อมาตลอดเวลาเพราะไม่มีเงินซื้อเตียง จนมีแฟนคนหนึ่งที่เคยมาเห็นแล้วควักเงินซื้อฟูกให้

รู้สึกว่าชีวิตเรามาฐานต่ำมาก ไม่ได้มีความลำบากจริงๆจังๆ 

ช่วงเด็กๆมักคลุกคลีกับ รปภ. ความต้องการรวยของเราก็ต้องการแค่พ้นจากเส้นความลำบาก

ตั้งเป้าเกษียณลงทุนเดือนละ 5 พันบาทก็มีอิสรภาพทางการเงินได้
วิกฤติครั้งแรก ช่วงที่เป็นวัยรุ่นก็ขอเงินพ่อมาลงทุน 5 แสนบาท ก็เอาเงินไปซื้อ warrantแล้วพัง เหลือแค่ 2 แสนบาท

ได้รับบทเรียนคือต้องถอยทันทีเมื่อเกิดปัญหา ต้องเหลือเงินต้นเพื่อให้สู้ต่อได้

จึง Cut loss และศึกษาอย่างหนัก ใช้เวลาหกโมงเช้าถึงเที่ยงคืนทุกวันเพื่อให้มีความรู้จริงๆจัง
วิกฤติครั้งที่ 2 คล้ายๆกัน มีหนี้ 4 ล้านบาท ในความรู้สึกเราคือแค่กู้ซื้อไปก่อนแล้วพยายามหาเงินมาจ่ายหนี้ตรงนี้

ไม่ได้คิดว่าเป็นการเก็งกำไรเพียวๆ แต่ก็ทำให้เกิดวิกฤติ
วิกฤติครั้งล่าสุด ที่จริงพบว่าเป็นวิกฤติทางใจก่อน ตอนไปออก Money talk 

ก็ได้รับฉายาผู้ชนะสิบทิศ ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ได้บู๊ล้างผลาญขนาดนั้น

มองตัวเองไม่ได้เก่งเรื่องการลงทุน แต่รู้จักทำ financial plan ให้กับชีวิตตัวเองได้ดีพอสมควร 

แต่หลังจากนั้นรู้สึกหลงตัวเอง รู้สึกฟู ขาดสติ 
เราเขียนเป้าหมายชีวิตมาตลอด เริ่มต้นจากเงินน้อย มีร้อยล้านอยากช่วยศาสนา ช่วยสังคม 

พอพอร์ตใหญ่ขึ้นก็ขยับไปเป้าหมายเป็นพันล้าน ทำบุญให้ได้เท่านั้นเท่านี้

ตอนนั้นที่เกิดวิกฤติถ้าเราค่อยๆทำก็ไปถึงเป้าหมายได้ แต่ด้วยความเร่งรีบ 

ใช้มาร์จิ้นในระดับที่ไม่เคยใช้มากก่อน หนี้ระดับ 1.2 พันล้านบาท (กู้ต่างประเทศเงินเยน)

ตอนนั้นก็รู้สึกภูมิใจ ช่วงอายุ 32-33 ปี สามารถมีหนี้เป็นพันล้านได้

แต่พอทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คาดหุ้นลงเร็วมาก อัตราแลกเปลี่ยนลงเร็วมาก 

กลายเป็นขาดทุนราว 5 ร้อยล้านบาทในช่วงเวลาสั้นๆ

พอเกิดวิกฤติ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าท้อใจน้อยใจว่าทำไมไม่เกิดมารวย ถึงต้องพยายามขนาดนี้

และอีกอย่างก็รู้สึกว่าทำไมเราต้องแบกภาระเยอะขนาดนี้ เงินส่วนใหญ่ก็ใช้กับสังคม

พอไปเจอคุณพ่อก็ถูกถามให้มีสติว่าเธอทำเพื่อใคร ดูให้ดี ว่าทำเพื่อคนอื่นหรือ

ที่จริงแล้วเห็นแก่ตัวที่สุด เรากำลังเอาทั้งบ้านไปสู่หายนะได้ เพื่อต้องการความมั่งคั่ง เพื่อต้องการชื่อเสียง
สิ่งที่ทำต่อ คือ ปิดสถานะของทุกอย่าง เหลือเงินเท่าไรก็มาเริ่มต้นใหม่

ถัดมาเรื่องของใจ เป็นปุถุชนมียินดี มีเสียใจเวลาเสียทรัพย์ ก็ปรับความรู้สึกตัวเองก่อน 

ก็ยกมืออธิษฐานว่าเงินที่เสียไปนี้ ขอถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมะบูชา สังฆะบูชา 

หัวใจสำคัญของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ต้องการปัจจัยเหล่านี้ ท่านต้องการแก้ทุกข์ของคน

ถ้าเราเอาทุกข์ออกจากใจได้ ถือเป็นการปฏิบัติที่ยิ่งยอด 

ก่อนนอนทุกคืนจะทำสมาธิ และพิจารณาว่าถ้าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของเรา คือเรื่องจบแล้ว

การตายเป็นการหมดหน้าที่ หมดภาระที่ต้องแบก ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วเหมือนเกิดใหม่

จุดเริ่มต้นเรามีอะไรติดตัวมาบ้าง เราจะบริหารสิ่งที่มีเพื่อเกิดประโยชน์เกิดคุณค่ากับคนรอบตัว กับสังคมได้อย่างไร
อีกเรื่องคือความสุข ช่วงเวลาที่มีทรัพย์มากมีความรู้สึกจะทำอย่างไรจึงมีความสุขแบบคนรวย 

เที่ยวหรูๆ นอนโรงแรมดีๆ กินอาหารอย่างดี มันเต็มไปด้วยความอยากที่จะมีความสุข 

แต่สิ่งที่ได้มาคือมีความทุกข์กว่าเดิม

เพราะมันเต็มไปด้วยตัณหาท่วมนหัวใจ อยากได้ความสุขอยากจะเก็บความสุขไว้ให้ได้ 

แต่เอาแค่เสียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง พอเกิดแล้วก็ดับ มีใครเก็บเสียงนี้ไว้ได้บ้าง เอามาคืนได้บ้าง

ความสุขก็เช่นเดียวกัน และความทุกข์ก็เช่นเดียวกัน เป็นแค่เสี้ยวแว่บหนึ่ง

แต่ถ้าเราเผลอสติไป มันก็ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

หลังจากนั้นพอเราเข้าใจว่าการตามหาความสุขคือบ่อเกิดความทุกข์ที่แท้จริง

ถ้าเราหยุดการตามหา ชีวิตก็จะสงบราบเรียบตามที่ควรเป็น

พอเราเกิดความทุกข์ เราก็กำหนดรู้ว่าคิดหนอ แล้วความคิดก็ดับ 

แล้วก็กลับมาอยู่กับโลกปัจจุบันแล้วคิดว่าจะทำอะไรต่อไป ปัญหามันก็หมด

ตอนที่เกิดเรื่องรู้สึกว่าครูบาอาจารย์มาสอนธรรมะ เป็นโอกาสที่ดีมาก 

ตัวเองและภรรยา เคยหลงไปกับทรัพย์สินว่าจะต้องทำอะไรให้มีความสุข

เรากลับมาดูว่าต้องใช้เงินเท่าไร ทุกวันนี้ใช้จ่ายส่วนตัวเดือน ละ 2-3 หมื่นบาท 

ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป พอเห็นแบบนี้แล้วเราเห็นทางเดินต่อไป

เห็นว่าเรารวยมาก รวยกว่าตอนที่เรามีเงินเยอะกว่านี้ ตอนนั้นค่าใช้จ่ายเยอะมากจนปันผลมาชดเชยไม่พอ

เคยซื้อคอนโด 7 ห้อง ผ่อนเดือนละ 5 แสน ให้พ่อแม่แฟน ครอบครัวแฟน เดือนละ 2-3 แสน 

ใช้ส่วนตัวกับแฟนเดือนละ 2 แสน รวมแล้วเดือนละเกือบล้านบาท

พอเกิดวิกฤติเราก็บอกให้ทุกคนต้องลดลง อยู่ให้ได้ 

อย่างพ่อแม่แฟนเคยให้เดือนละ 3 หมื่น ก็เหลือ 1.5 หมื่น
ถ้ามองในแง่ดีคือเราได้บทเรียนสำคัญในการดำรงชีวิตต่อ 

ถ้าคุณเจอวิกฤติอยู่จะทำอย่างไร ? 

อย่างแรกปรับที่ใจ ทำใจให้ออกจากกองทุกข์ให้ได้ก่อน พอมีสติแล้ว ค่อยๆมาดูว่า position ที่อยู่ตรงนี้ 

สามารถปรับแก้อะไรได้บ้าง คนที่มาปรึกษาเรื่องวิกฤติเงินเพราะไม่ได้ตั้งสติให้ดี 

ค่อยๆทำไปเรื่อยๆโดยหวังว่าปัญหาจะคลี่คลายเอง พอเราแก้ที่จิตใจได้แล้วค่อยกลับมาที่การเงิน

เราอยากจะรวยเหมือนเดิมไหม? 

ตอนที่มีเงินมากกว่านี้เรากลับไม่พอ ตี 4 ต้องดูอัตราแลกเปลี่ยน ความอยากได้อยากมีอยากเป็นน่าจะมากกว่าใครๆ 

ตอนนี้ที่มีทั้งหมดน่าจะพอเลี้ยงตัวแล้ว แบ่งเงินเป็น 3 กอง กองที่เป็น asset, passive income และกองที่เป็นการลงทุนหุ้น 

เราก็ไม่ได้ต้องไปคาดหวังสูงๆในหุ้นแล้ว เพราะที่มีอยู่ก็มากพอแล้ว

เงินไม่ใช่ปัจจัยว่าจะมีความสุข ขึ้นกับเข้าใจธรรมชาติของชีวิตเหลือเปล่า

ทุกคนพร้อมจะมีความสุขได้ตลอดเวลา เพียงเข้าใจว่าเหตุอะไรทำให้เกิดความทุกข์และระงับเหตุนั้น
ตอนที่รำพึงรำพันว่าทำไมไม่เกิดมารวยเป็นไอเดียให้เห็นภาพว่า

ถ้าเราไม่มีสติ การรำพึงรำพัน มันเกิดขึ้นได้ตลอด ถ้าเรามีสติ ความคิดนี้มันดับไป เราเดินหน้าต่อไป เราเห็นทางสว่าง
ดร.นิเวศน์

ตอนที่เข้าไปทำงานไม่กี่วันก็นิ้วขาด ยู่ต่างจังหวัดโรงพยาบาลก็ล้าสมัยแค่เย็บให้ติดกัน ข้างในไม่ได้ต่อ

แต่ตอนนั้นนอนน้ำตาไหลเป็นเดือน รู้สึกเหมือนพิการ นอนคนเดียวอยู่ต่างจังหวัดเหงา 

ตลอดชีวิตก็เจอวิกฤติเล็กๆน้อยๆมาตลอด รู้สึกว่าตัวเราเองก็เก่งนะ เจอวิกฤติทีไรเราก็ไปที่อื่นต่อ 

เป็นคนระวังตัว อาจเพราะสมัยก่อนเกิดมายากจน ก็ทำให้รู้วิธีเอาตัวรอดอย่างไร 
สุดท้ายมาสรุปว่าตัวเองเป็นเหมือนเต่า แต่เป็นเต่าที่ฉลาดหน่อย 

คือไปเรื่อยๆ ช้าๆ วิ่งก็ช้าๆแต่วิ่งนาน ว่ายน้ำก็ว่ายไปเรื่อยๆ 

แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเสี่ยงมาก แต่รู้สึกตัวเองว่าชีวิตดีขึ้นทุกปี ทีละเล็กละน้อย 
ชีวิตตอนเด็กเกิดมานอนกับพื้นดิน พ่อแม่เดินทางจากเมืองจีน เป็นช่างก่อสร้าง 

แต่มันพัฒนามาตลอด จากหลังคาจาก ไปสังกะสี และดีขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ได้เคยคิดว่าจะรวย มันไกลเกินเอื้อม หวังแค่ปีหน้าจะดีขึ้นยังไง 

มีอยู่แค่ไม่กี่ปีที่รู้สึกว่าเราแย่ลง ก็ประคองตัวไป 
การมีวิกฤติเป็นเรื่องปกติ พอไม่มีวิกฤติชีวิตจะเดินช้าไป

คนส่วนใหญ่ไม่มีวิกฤติ ถ้าไม่ challenge(ท้าทาย,เสี่ยง) ไม่มีวิกฤติหรอก คนทำงานกินเงินเดือนไปเรื่อยๆ 

คนที่ร่ำรวยจริงๆคือ challenge กล้าเจอวิกฤติ แต่ถ้ามากไปก็อาจจะไม่รอด

ที่เกิดวิกฤติทนๆไปได้ก็จะดีขึ้น แต่อย่าให้ตายไป

ก่อนทำอะไรต้องคิดว่าถ้ามันแย่มากๆจะทำอย่างไรให้รอดได้

แม้บริษัทที่ทำจะเจ๊งแต่ตัวเราต้องรอดให้ได้
อย่าง สตีฟ จ็อป challenge ตัวเองมาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายตาย

สุขภาพสำคัญสุดแล้ว อย่าให้ทรุดโทรม รักษาสุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง

อันดับสองคือทำอะไรแล้วจะรอดได้ 

เอาตัวรอด รักษาตัวเองให้ได้ ทำอะไรช้าๆไม่เสี่ยง 

ในวันที่เราตายสิ่งที่ทำไว้ก็ยังรอดอยู่ได้ เช่น ชื่อเสียง เงินทอง ครอบครัว

(อ.ไพบูลย์ เสริมว่านั่นคือในทางโลก ในด้านทางธรรม วันตายก็ต้องเตรียมพร้อม)

คนที่คิดว่ามีเงินแล้วจะเอาเงินไปใช้จ่ายแล้วมีความสุข ไม่ใช่ แค่มีเงินก็มีความสุขแล้ว อดๆอยากๆก็ไม่เป็นไร 

แต่มีเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้ ใช้แล้วเงินหายไปเรื่อยจะไม่มีความสุข

อยากให้ฝากข้อคิด เตือนใจ

น้องธันย์ 

ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง มีพรสวรรค์ของแต่ละคน มีวิธีเอาตัวรอดเหมือนกัน

ทีทุกคนได้แชร์เรื่องราวตัวเองมีหลากหลายแง่มุม สามารถเอาไปปรับช้ให้เหมาะกับชีวิตเรา

อยากฝากเมื่อเกิดวิกฤติสิ่งแรกที่จะทำให้ก้าวข้ามได้คือตัวเราเอง ก้าวข้ามให้ได้ด้วยตัวเราก่อน 

แล้วสิ่งต่างๆจะมี มาสนับสนุนเรา ทำอย่างไรก็ได้ให้เอาตัวรอดได้ และพร้อมที่จะไปปรับเปลี่ยนกับสิ่งที่ผ่านมา

เอาบทเรียนแล้วนำมาแก้ไข เราสูญเสียไปในราคาแพง อย่าเอาไปใช้ในราคาที่ถูก จึงมีคำกล่าวที่ว่า “บทเรียนราคาแพง”
คุณธานินทร์

คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต แต่คนต้องคำนวณมาก่อนฟ้าลิชิต

เหมือนคนถูกล็อตเตอรี่ จะถูกได้ก็ต้องซื้อล็อตเตอรี่ก่อน

การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาเจ้ามือก่อนการแทง
คุณศิริวัฒน์

อตตาหิ อตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
คุณชิณณ์

คนเราควรวางแผนชิวิต ชีวิตที่แท้จริงมี 2 ลักษณะ 

ชีวิตในโลกิยะ เป็นเวลาสั้นมากไม่เกิน 100 ปี

กับชีวิตที่พ้นโลกนี้ไปแล้ว หรือหลังความาย อาจจะยาวนานกว่า 

ถ้าพิจารณาดูว่า จักรวาล 4 หมื่นพันล้านปี ถ้านับ 4 หมื่นพันล้านปีเท่ากับ 1 ปี 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เมื่อ 15 วินาทีที่ผ่านมา เป็นแค่แสงแฟลช

ไม่ว่าเราเจอวิกฤติใดในชีวิต เป็นแค่ช่วงสั้นๆ ให้วางแผนชีวิตหลังความตายว่าเราจะไปไหน 

เมื่อวานวางแผนไว้ ในระดับโลกิยะคิดว่าสุดท้ายแล้วเราจะต้องตาย 

ก่อนจะตายเป็นอย่างไร มีอาชีพอะไร ดูแลครอบครัวอย่างไร ดูแลสังคมอย่างไร

เช่นเดียวกันในระดับโลกุตระ เราควรมีความคาดหวัง ถ้าไม่หวังนิพพาน อย่างน้อยควรอยู่บนสวรรค์ 

ถ้าเรามีลมหายใจอยู่ แม้เพียงแวบเดียวจะใช้ให้มีคุณค่าสูงสุดในสังสารวัฏนี้อย่างไร
ดร.นิเวศน์

ทุกวันนี้ก็คิดว่าเมื่อไรเราถึงจะชีวิตไม่ดีขึ้น คนทำงานเมื่อถึงวันเกษียณจะมีปัญหาใหญ่ 

เพราะอนาคตนับถอยหลัง ทุกวันนี้ก็พยายามทำว่า 60 กว่าปีที่ผ่านมาเราดีขึ้นทุกปี 

ปีหน้าจะดีขึ้น มีความสุขกว่าทุกวันนี้ได้หรอเปล่า และเราก็หากลยุทธ์ให้ได้อย่างนั้น

พยายามปรับตัว สุขภาพสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ทำอะไรที่เครียดน้อยลง 

การลงทุนการเงินก็เป็นเรื่องรอง เพราะมันยากขึ้นเรื่อยๆ พยายามใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ 

การจะรวยไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนสูง แต่มีอายุยืนขึ้นเรื่อยๆก็รวยได้ 

ถ้าตายช้ากว่าคนอื่น 20 ปี ยังไงก็รวยกว่าเขา
อ.ไพบูลย์ 

ฝากเรื่องความตาย ต้องเตรียมพร้อมความตายไม่รู้วันไหน เมื่อมาถึงวันนั้นเราจะตายอย่างไร

ถ้าเตรียมพร้อมที่จะตาย อย่างอื่นจะตามมาเป็นแถว (รู้ว่าต้องเตรียมอะไร)
อ.เสน่ห์ สรุปยุทธศาสตร์เป็นกลอนปิดท้าย

คือบทเรียนสู้วิกฤติต้องคิดบวก ทำหูหนวกเป็นใบ้ไม่ได้ผล

หากอ่อนแอแพ้ยับทำอับจน อย่าทุกข์ทนรับกรรมสุดช้ำใจ

ชีวิตนี้ต้องเดินหน้าแม้ขาขาด ต้ององอาจก้าวต่อขอสู้ไหว

ฟ้าลิขิตหรือจะสู้มานะชัย โปรดรู้ไว้สติยังสตางค์มี

ความแน่นอนนั้นหรือคือไม่แน่ อย่ายอมแพ้หาโอกาสไม่พลาดหนี

ต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งแกร่งทวี ช่างโชคดีเกิดเป็นคนสุขล้นทรวง

อยากมีสุขกลับทุกข์กว่าเดิมอีก รู้หลบหลีกสงบใจให้หมดห่วง

เจอวิกฤติอย่าให้ตายคลายโลกลวง ต้องตักตวงสุขภาพตราบชีวัน

คือหลักคิดที่เรียนรู้สู้วิกฤติ ให้มิ่งมิตรหาญกล้าอย่าหวาดหวั่น

ยุทธศาสตร์จากประสบที่ครบครัน จงตั้งมั่นทำมันจนวันตาย
ช่วงที่ 1 ทางผมติดธุระเข้าร่วมไม่ทัน ทางพี่อมร จะเป็นผู้โพสต์สรุปให้นะครับ ขอบคุณพี่อมรด้วยคร้าบ   
ขอขอบพระคุณอ.ไพบูลย์ อ.เสน่ห์ อ.นิเวศน์ หมอเค และทีมงาน money talk ที่ร่วมจัดงานและดำเนินรายการดีๆครับ

ขอบคุณผู้บริหาร 3 บริษัทที่ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน 

และขอบคุณแขกรับเชิญคุณศิริวัฒน์ เฮียคลาดเครียด พี่ชิณณ์และน้องธันย์ที่มาแบ่งปันประสบการณ์สู้วิกฤติครับ
ข้อมูลที่แชร์หากผิดพลาด ตกหล่นอย่างไรขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ติดตาม VDO ฉบับเต็มได้ทาง fb live, youtube และช่อง TV ครับ
_________________

Go against and stay alive. 
Top     
theenuch 

 Post subject: Re: MoneyTalk@SET11/11/60หุ้นเด่นโค้งสุดท้าย&ยุทธศาสตร์สู้วิPosted: Sat Nov 11, 2017 10:49 pm 

สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Joined: Thu Jul 22, 2010 6:35 am

Posts: 1670
0

UpvoteDownvote

ขอบคุณน้องบิ๊ก มากค่ะ ^^

Top     
amornkowa 

 Post subject: Re: MoneyTalk@SET11/11/60หุ้นเด่นโค้งสุดท้าย&ยุทธศาสตร์สู้วิPosted: Sun Nov 12, 2017 1:21 am 

สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Posts: 1191
+3

UpvoteDownvote

Money Talk @ SET 11 November 2017

ช่วงที่1 หุ้นเด่นโค้งสุดท้าย
คุณบวร วงศ์สินอุดม ประธานกรรมการ PRM

คุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC

คุณนที พานิชชีวะ ประธานกรรมการ UNIQ
เกริ่นนำ
PRMเป็นบริษัทขนส่งน้ำมันทางเรือรายใหญ่ที่สุดในไทย มีอัตรากำไรสูงสุดในอุตสาหกรรม มีแผนการเติบโตที่สูงมากๆ เห็นบอกจะขยายกองเรืออีกเกินเท่าตัวในสามปี แต่โตได้ต่อเนื่องไหม ต้องมาคุยกันครับ

ดร ไพบูลย์ถามว่าขนาดเรือประมาณเท่าใด คุณบวรตอบว่าขนาดเรือขนาดเท่ากับสี่สนามฟุตบอลขนาดใหญ่
PTTGC เป็นบริษัทผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ๋ที่สุดในอาเซียน ปีนี้เป็นเหมือนปีทองของปิโตรเคมี แผนเติบโตน่าสนใจ

หลายอย่างตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ และยังขยายไปธุรกิจใหม่อีก
UNIQ เคยให้สัมภาษณ์ที่รายการMoney Talkว่าชื่อ Uniq มาจากความไม่เหมือนใคร หมายถึงรับงานรับเหมาที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ได้GPสูงสุดในบริษัทที่ทำรับเหมา ช่วงแค่3ปีกลายเป็น TOP4 
คำถามที่1 ประวัติความเป็นมาของแต่ละบริษัท
เริ่มที่บริษัทPRM หมอเคถามคุณบวรว่าธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดีอย่างไร ทำไมมาทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้
คุณบวรตอบว่า ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมัน เวลาดีก็ดีใจหาย เวลาไม่ดี แย่สนิทเลย ต้องระวัง

ทำอย่างไรให้กำไรไม่แกว่งมาก บริษัทมีแผนการธุรกิจที่ทำมา 30 ปีค่อยๆเติบโตมาเรื่อยๆ

พยายามbalanceรายได้ไม่ให้แกว่งตัว

รายได้ที่แกว่งตัวเยอะๆตอนนี้มีสัดส่วน 10% แต่ก็มีผลทำให้กำไรแกว่งตัวมาก

ส่วนอีก 90%รายได้ไม่ค่อนแกว่งตัว เรามีธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป โดยใช้เรือที่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน

บางบริษัทที่เจ็งไปเพราะไปrely on ธุรกิจที่รายได้แกว่งตัวเยอะๆ
ธุรกิจแรกของบริษัท รับจ้างเอาเรือมาขนน้ำมันต่างที่กันมาผสมเพื่อให้ได้สัดส่วน

ตามที่ลูกค้าต้องการ ถือเป็นรายได้จากค่าต๋ง

เราก็ตกลงกับแต่ละบริษัทเช่าเป็นรายปี ถือว่ารายได้นี้เป็นแบบproject base จะเป็นรายได้ที่แน่นอน
ธุรกิจที่2 น้ำมันที่ขุดขึ้นมาเช่นที่บริษัท PTTEP มีแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล หลังจากได้น้ำมัน ผมก็นำเรือมาใส่น้ำมัน พอได้น้ำมันพอ ก็มาแบ่งใส่เรือเล็ก และมาส่งให้ลูกค้าอีกที 
ธุรกิจที่3 เรามีเรือลอยน้ำเอาไว้ให้เป็นที่นอนสำหรับพนักงานที่ทำงานบนแท่นขุดเจาะ ลูกค้าได้แก่ PTTEP , เชฟรอน ถือเป็นอีกธุรกิจหนึ่ง แต่รายได้ค่อนข้างแกว่งตัว เพราะเจอมรสุม เราก็ถอยออก รับลูกค้าไม่ได้ ทำให้พนักงานอาจนอนที่แท่นขุดเจาะแทน

สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21เริ่ม เราก็ตื่นเต้น ธุรกิจก็จะดีขึ้นเยอะ ทำให้ธุรกิจเดินเรือเติบโตมาก เรามีเรือหลายอย่าง 
ผมมีธุรกิจที่สี่ ฝึกพนักงานใหม่สำหรับทำงานบนเรือแต่ละแบบเพื่อสามารถทำงานให้ได้มาตรฐานที่กำหนด
นี่คือภาพที่เราได้จากธุรกิจ4อย่าง เป็นธุรกิจแบบ Cost plus เช่นเรื่องmanagement 

ทำให้ที่ผ่านมามีกำไร20-30%มาตลอด 

คู่แข่ง ทำคนละแบบกับเรา แต่ละคนจะมีธุรกิจเฉพาะ เช่น ธุรกิจให้นอน เท่านั้น แต่ธุรกิจเรือผสมน้ำมันยังไม่มีใครทำได้

อุตสาหกรรมผสมน้ำมันนี้มีเรือที่มีหน้าที่แบบนี้อยู่ทั้งหมด 18 ลำ จอดอยู่แถวมาเลเซีย สิงคโปร์

เรามีเรือแบบนี้อยู่ 6 ลำ ถือเป็นหนึ่งในสามของเรือทั้งหมด
หมอเคสรุปบริษัทมีเรืออยู่ 4แบบ ได้แก่
1.เรือขนส่งน้ำมัน

2.เรือที่จอด เพื่อปรับสัดส่วนน้ำมัน บางที่มีค่าออกเทนต่ำ บางที่ค่าออกเทนสูง ต้องมาผสมตามที่ลูกค้าต้องการเพื่อเอาไปขายเช่น ที่สิงคโปร์

3.เรือให้เช่านอน

4. เรือสำหรับฝึกอบรม

ธุรกิจนี้ไม่ง่าย 
หมอเคถามว่า สำหรับเรือ ต้องซื้อตอนไหน 
คุณบวรตอบเองว่า ต้องซื้อตอนเหล็กถูกและในช่วงที่เศรษฐกิจไม่บูม

บางครั้งราคาเหล็กสูง เราก็ขายเรือเก่าเป็นเศษเหล็กเพื่อเอากำไรได้

บางครั้งราคาเหล็กลง เราก็ซื้อเรือใหม่

กองเรือมีทั้งหมด 26 ลำ อายุเฉลี่ย 19 ปี ถือว่าเยอะ ตอนนี้เริ่มต่อเรือใหม่ที่จีน 

เพื่อลดอายุกองเรือให้น้อยลง ซึ่งอายุของกองเรือมีผลต่อการคิดเบี้ยประกันภัย

ถ้าราคาเหล็กดีหมายถึงราคาถูกลง เราอาจซื้อเรือใหม่เข้ามาด้วย 

Opportunityอาจไม่ใช่ซื้อเรือ แต่อาจร่วมกับบริษัทอื่นทำเกี่ยวกับธุรกิจปิโตรเคมี

ที่มี 3,000-4,000 ล้านลิตรที่เหลือใช้จากการผลิต ต้องจ้างต่างชาติมาขนแทน

เพราะเรามีเรือจำกัดคิดเป็นสัดส่วนแค่ 10%เอง

การบรรทุกสารเคมีกับน้ำมันมีความแตกต่างกัน ต้องมีการอบรมพนักงานก่อนทำงานจริง
หมอเคถามว่า Project base สัญญากี่ปี
คุณบวรตอบว่า มีหลายแบบ ขึ้นกับการแบ่งตามตลาด หรือ ขึ้นกับการตกลง

ลูกค้าเรามีแต่รายใหญ่ มาตรฐานสูง การหาเรือกว่าจะได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นจะเน้นคุณภาพมากกว่าราคา
PTTGC หมอเคเกริ่นว่าบริษัทอยู่ในช่วงปีทอง เน้นธุรกิจปลายน้ำมากขึ้น
คุณสุพัฒนพงษ์ พูดเกริ่นนำสำหรับ PTTGC ว่า เป็นบริษัทปิโตรเคมีครบวงจร 

ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ใหญ่ที่สุดของอาเซียน มีอายุแค่ 6 ปี เพราะเกิดจากการรวมตัวของ 4 บริษัทเป็นแนวคิดของปตท เมื่อรวมกันแล้ว เรามีครบวงจร เรามีโรงกลั่น ที่มีกำลังการผลิต 2แสนบาร์เรลต่อวัน ปิโตรเคมีเกือบ9ล้านตัน , asset 3แสนล้านบาท และมีสิ่งที่ดีจากการควบรวม4บริษัท
Value chainทอดยาว สำหรับช่วยทำให้ผ่อนแรงกระทบจากความผันผวน

ปี2014 ราคาน้ำมัน 120 $ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นช่วงส่งมอบงานจากคุณบวร หลังจากนั้นราคาน้ำมันลงเหลือ 40$ ด้วยการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ กำไรตอนนั้นยังมีเท่ากับ 15,000 ลบ สามารถหล่อเลี้ยงบริษัทได้ ซึ่งช่วงนั้นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของโลกขาดทุนกันหมด เป็นการพิสูจน์ของภูมิคุ้มกันที่มีครบวงจร
หลังจากนั้นก็ค่อยๆเจริญเติบโต ปีนี้เป็นปีประวัติการณ์ แค่ช่วงระยะเวลา 9เดือน

รายได้ 29,000 ลบ เติบโต88% เฉพาะ Q3 1x,xxx ลบ
ปีนี้เป็นปีที่เราทำได้ดี อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเริ่มเติบโตขึ้นมา ปีนี้ธุรกิจทุกส่วนดีทุกตัว Aromatic , ปิโตรเคมี ค่าการกลั่น ราคาน้ำมัน ดีขึ้นหมด

โรงกลั่นตอนนี้สร้างกันน้อย สาเหตุมาจากการขาดทุนของโรงกลั่นในปี2014เยอะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเราในปีหน้า

ปีโตรเคมี มาจากบริษัทในUSที่ขยายตัว บริษัทที่นั่นมีการขยายกำลังการผลิต แต่ก็ยังมีเหลือ 2ล้านตัน ส่วนหนึ่งจะส่งมาย่านเอเชียคือจีน และ South America กระทบเราไม่เยอะ เพราะเราหาแหล่งใหม่สำรองแล้ว เราไปขยายการเติบโตการใช้เม็ดพลาสติกใน CLMV เขมร เวียดนาม ลาว และ พม่า การเติบโตของประเทศในCLMV โตมากกว่าประเทศเราเยอะ GDP Growthจนถึง double digit 9-12%

เมื่อก่อนยอดขายให้ประเทศในCLMV 30,000-40,000 ตันต่อปี ตอนนี้ขายได้มากกว่า 300,000 ตันต่อปี

กำไรที่ขึ้นมา80%ในช่วง9เดือนไม่ได้จากการเพิ่มของราคาอย่างเดียว แต่เกิดจากการพัฒนาของเรา โดยเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายที่ทำกันมานาน เริ่มส่งผลต่อกำไรในปีนี้ เกือบ50% เป็นเรื่องน่าสนใจ ต้องขอชมคุณบวรที่ทำได้ดีมาก่อน และผมมาสานต่อ
หมอเคถามว่านักลงทุนจะประเมินการเติบโตของแต่ละธุรกิจของPTTGCได้อย่างไร
คุณสุพัฒนพงษ์ อธิบายถึงวิธีการดูว่าธุรกิจเติบโตดูจาก

1 ค่าการกลั่น 

2. ส่วนต่างของ Arometic หรือดูอ้อมจาก Thai oil ก็ได้

3. ราคาเม็ดพลาติก ถ้าดีขึ้นกว่าปีที่แล้วน่าจะดีขึ้น 

ปกติจะดีสลับกับไม่ดีในแต่ละปี

แต่ถ้าดูอย่างหยาบ คือ ราคาน้ำมันดีขึ้น ส่วนใหญ่ราคาเม็ดพลาสติกจะดี
หมอเคถามว่า ความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจปิโตรเคมีแข่งกันที่อะไร ข้อได้เปรียบของเราเทียบกับคู่แข่งในเรื่องการทำกำไรมีอะไรบ้าง
คุณสุพัฒนพงษ์ตอบว่า 

1.เรามีโรงงานขนาดใหญ๋ 20 โรง ที่มาบตาพุด

และกระจายโรงงานไปอีกใน 7 ประเทศ การขยายธุรกิจโดยมีต้นทุนที่ไม่แพง

คนอื่นมาทำ ไม่เคยทำ ก็จะยากที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจได้

2 เรามีวัตถุดิบผสม โดยมีก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนที่เยอะซึ่งราคาจะนิ่งกว่า กับ อีกส่วนคือน้ำมัน 

3 ตลาด เรามีลูกค้าอยู่ในมือ คู่แข่งมาเจาะลูกค้ายาก เพราะความคุ้นเคย ความใกล้ชิด

ทางตะวันออกกลางเข้ามาเจาะตลาดเรายากเพราะเรื่องความคุ้นเคย
บริษัทที่3 UNIQ เป็นบริษัทเติบโตเยอะ ราคาหุ้นโตมา4เท่าใน4ปี
คุณนทีเริ่มด้วยการพูดว่า ฟังทั้งสองบริษัทพี่บวรและพี่พงษ์พูดแล้วอยากไปซื้อหุ้นทั้งสองบริษัท เราเป็นบริษัทชั้นนำด้าน Infrastructure แต่เทียบกับอีกสองบริษัทก็ถือว่ายังเล็ก

บริษัท สัดส่วน 100%ทำสาธารณูโภค ทางบก อากาศ น้ำ
สาธารณูปโภคบนบก infrastructure เช่น สะพาน รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง สนามบิน การบริหารจัดการน้ำ

เราเน้นงานรัฐอย่างเดียว มีงานต่อเนื่องเสมอ มีมากขึ้นเรื่อยๆ เดิมคิดว่า Projectมูลค่าแค่ 2ล้านล้านบาท

แต่พบว่า ตอนนี้มูลค่าโครงการขึ้นไปถึง 3 ล้านล้านบาทแล้ว 

มีงานเจาะอุโมงค์ให้แม่น้ำทั้งสองสายเชื่อมกัน

เราโต20% ในกรุงเทพก็ทำกับรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ เช่น จตุจักร ก็เป็นชุมทางที่ใหญ่ที่สุดของรถไฟ ซึ่งเป็นMass transit รวมถึงรถไฟความเร็วสูงด้วย ท่าเรือก็มีที่ปากบารา

เรามุ่งเน้น infrastructure อย่างเดียวทำให้เติบโตสูงกว่าคู่แข่งที่จะรับงานหลายอย่าง

บริษัทอื่นจะมาแข่งก็ต้องดูผลงาน และ คุณภาพด้วย 

เราถนัดงานเกี่ยวกับเหล็ก 
หมอเคถามถึงBacklog ใช้เวลากว่ารับรู้รายได้กี่ปี 
คุณนทีตอบว่า Backlogใช้เวลากว่ารับรู้รายได้ 3-4 ปี ซึ่งอนาคตจะมีBacklogเพิ่มขึ้นตามแผนงานของรัฐบาล

ส่วนสนามบินอู่ตะเภาถ้ามีการประมูล เราก็ต้องการประมูลในส่วนสนามบินด้วย

เราได้GPสูง อยู่ที่การควบคุมต้นทุน เช่น ตอนเหล็กที่แนวโน้มลง เราก็ซื้อเหล็กตุนไว้ก่อน

อีกfactorคือ การบริหารเรื่องความเร็วในการดำเนินงาน ก็จะช่วยลดต้นทุนได้ด้วย

ส่วนการรับงานมา เรามีsubcontractในการทำบางเรื่อง แต่งานส่วนใหญ๋เราทำเอง ทำให้เราได้กำไรเยอะ

ถ้าราคาเหล็กมีแนวโน้มจะลง เราจะพยายามmatchปริมาณการใช้เหล็กเข้ากับงานเพื่อป้องกันความผันผวนของราคาเหล็ก
คำถามช่วงที่2 ผลประกอบการที่ผ่านมา และ อนาคตเป็นอย่างไร
1.PRM หมอเคยิงคำถามทันทีว่า ปีนี้ที่คุณชาญวิทย์ CEO บอกว่า 1H17 โตลดลง แต่2H17ก็จะโตเยอะ อยากให้คุณบวรช่วยอธิบายด้วยครับ
คุณบวร บอกว่ารายได้ของเราโตต่อเนื่องจากปี2558 =3,800, ปี2559 =4,200 ดังนั้นปีนี้น่าจะโตต่อเนื่อง แต่กำไรไม่แน่ใจว่าจะโตต่อเนื่อง เพราะมีโครงการใหม่ๆที่กำไรอาจยังไม่มา

แต่งานที่ขยายต่อในอนาคต เราเอาเงินจากการทำIPO จำนวน 5,000กว่าล้านบาท ไปลงทุนเพิ่มเรือปีละ10ลำ ซึ่งเงินที่เหลือที่จะลงทุนในปีต่อไป หมายถึง เงินIPOที่จะไปซื้อเรือในปีที่สองและปีที่สาม
ตอนนี้ต้องคิดว่าจะเอาเงินที่เหลือจากIPOไปทำอะไรเพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

ปริมาณการขนส่งจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณเรือที่เราเพิ่มขึ้น ส่วนที่เกินเราส่งต่อให้กับPartnerทำ

PRM marine ดูแลpartnerว่าถ้ามีแต่เรือ เราหางานให้ หรือมีวัตถุดิบ 

เราหาเรือให้ แล้วเก็บค่าต๋ง

Asia pacific มีการใช้น้ำมันขยายปีละ 3% ตัวเลขดูเหมือนโตน้อยแต่ถ้าคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 3,000-4,000 ล้านลิตรต่อปี แต่ถือเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับที่ไทยทำได้

นี่คือโอกาสที่เติบโตอีกมากในอนาคต บริษัทพยายามทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้น

เงินที่ต้องใช้ในปีที่3 คุณบวรคิดว่าอาจเอาเรือเข้า Infrastructure fund เพื่อได้เงินมาซื้อเรือ

แต่ละstepที่เราจะเดิน เรามีสัญญาถือไว้ บางสัญญายาวมาก แต่ก็อาจมีความเสี่ยงถ้าเศรษฐกิจไม่ดี 

partnerอาจยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาได้

เรือลอยน้ำที่ผสมน้ำมัน ทำกำไรสูงสุด พยายามขยายในส่วนนี้ แต่ก็พยายามหาธุรกิจใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง

ถึงแม้PTTจะแข็งแกร่ง เราก็อยากเพิ่มทางเลือกของบริษัทให้มากขึ้น เราจะdiversifyในประเทศซึ่งมีอยู่25%หรือต่างประเทศเพิ่มขึ้น
หมอเคถามต่อว่า ถ้าแยกตามประเภทของเรือ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเติบโต คืออะไร
คุณบวรตอบว่า เรือขนส่ง กับ เรือผสมน้ำมันที่เติบโตเร็วให้กำไรเยอะ เราเกาะแน่นเลย และมีแผนสำหรับเรือ2ประเภทนี้ที่ต้องตามตลาดไป
หลังปี2020 ให้ลดลงจำนวน%ของกำมะถันในน้ำมันเตาจาก2%เหลือ 0.5% ซึ่งทำได้ยากมาก โรงกลั่นต้องลงทุนเยอะ

คำถามคือ ที่ไหนที่ทำง่าย คำตอบก็คือ ทำบนเรือ และ ทำที่ไหน คือ สิงคโปร์ ถือเป็นโอกาสของเราที่เข้ามาบริการส่วนนี้

อีกเรื่อง ตอนนี้มีพรบเดินเรือพาณิชย์ไทย การเดินเรือจะเปลี่ยนแปลง ต่อไปให้เรือชักธงไทยทุกลำต้องregisterเรือในไทย ถึงจะใช้เรือไทยได้ในการบรรทุกน้ำมันในอ่าวไทย ทำให้ต่างชาติเข้าไม่ได้ เป็นโอกาสของเรา

ผมทำงานในบริษัทคนไทยตลอด ตั้งแต่ Thaioil , PTTGC, PRM 

คนไทยมาช่วยบริษัทสร้างกองเรือไทย ช่วยsupportประเทศไทย ผมรู้สึกภูมิใจในชีวิตครับ
หมอเคถามถึงปัจจัยเสี่ยงของบริษัท มีอะไรบ้างที่นักลงทุนต้องกังวล
คุณบวร ตอบว่า ทุกธุรกิจก็มีปัจจัยเสี่ยง สำหรับเรื่องของเรื่องก็มีปัจจัยเสี่ยงได้แก่
1. Rateแกว่งตัวมาจาก demand,supplyของเรือ และ ราคาเหล็กผันผวน

เรื่องกฎหมาย และ พรบเปลี่ยน หรือ %ของกรดกำมะถันเปลี่ยนแปลง ก็มีผลกระทบต่อธุรกิจ บางครั้งผลเหมือนกับเป็นลบต่อธุรกิจ แต่เราก็พยายามทำให้เป็นโอกาสมาผสมให้กับคนอื่น

2. ลูกค้าอาจไม่จ้างเรา หรือ อากาศไม่ดี ไม่มีการเดินเรือ หรือแวะจอด

แต่เราอาศัยประสบการณ์เพื่อช่วยผ่อนหนักเป็นเบา การตั้งโรงเรียนสอนก็เอาประสบการณ์มาแชร์ได้

3. ราคาน้ำมันหรือบังเกอร์ถ้าแพงขึ้น เป็นต้นทุน40% และ ได้รับค่าเช่าเท่าเดิม ก็จะแย่ ต้องพยายามทำสัญญาราคาค่าขนส่งแปรผันกับราคาน้ำมัน เช่น PTTGC ก็ทำสัญญาให้ปรับเพิ่มตามราคาน้ำมันได้

2. PTTGC หมอเคถามว่า บริษัทจะดีต่อไปในอีกสามปีข้างหน้าไหม
คุณสุพัฒนพงษ์ ตอบว่า
1.เรามีบริหารความเสี่ยง และมีvalue chain ที่ยาวเพื่อลดความผันผวน เรามีแผนสำหรับการเติบโต

แนวโน้มองค์ประกอบการใน3sector คือ โรงกลั่น, aromatic ,ปิโตรเคมี ปีนี้ดีพร้อมกัน

ปีหน้ายังดี อาจมีอ่อนตัวในส่วนของปิโตรเคมี แต่เราปกป้องความเสี่ยงโดยหาตลาดสำรองไว้

2. ต้นปีหน้า เราขยายกำลังการผลิต โดยโรงงานใหม่ที่สร้างมาสองปีเปิดแล้ว เริ่มดำเนินการเม็ดพลาสติก(โพลีเอสเทอรีน)400,000ตันออกขายได้ ทำให้มีรายได้เกิดขึ้น

3. ช่วงปีที่ผ่านมา มีการซ่อมโรงงานใหญ่ เพื่อให้กลับมาทำใหม่อีกหลายปี ปีนี้มีซ่อมใหญ่หลายโรง แต่ปีหน้าไม่มีการซ่อมใหญ่

4.เราตัดสินใจลงทุน 7 หมื่นกว่าล้านบาทด้านต้นน้ำทางปิโตรเคมี และ ปลายน้ำเพื่อต่อยอด 

เอาproductกลางน้ำไปทำเป็นproduct ปลายน้ำ
ระยะยาวอีก 3 ปี เป็นประโยชน์ต่อบริษัทและไทย ผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน

เราต้องการเป็นพลาสติกเชิงวิศวกรรม (Super engineering) ตอนรัฐบาลเปิด EEC

เราทำroad show เชิญชวนเจ้าของเทคโนโลยี เรามีที่ดิน วัตถุดิบ วิศวกรที่ดี มาร่วมมือกัน

เราทำไป 17 บริษัท เซ็นต์MOU=1ราย น่าจะร่วมทุนกันได้ต้นปีหน้า โดยเราลงทุน30%

เราขายที่ดิน น้ำประปา ไฟฟ้าให้เขาได้ และยังมีคุยกันอีก 2-3 ราย

แผนการซื้อกิจการ หรือ M&A เราเล็งหาโอกาสตลอดเวลา เรามีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีเทคโนโลยีมาช่วยเรา ทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน ตอนนี้กำลังหาอยู่

โครงการ MAX ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นปีละ 3,000 ลบ ปีที่สองเป็น 6,000 ลบ 

ปีที่สามจะเป็น 9,000 ลบ
บริษัท Global Clean chemical (GCC) เป็นบริษัทลูกซึ่งเป็น1 บริษัทที่ทยอยเข้าตลาด

วัตถุดิบของเราเส่วนใหญ่ ป็นGas ซึ่งจะทยอยหมดไป แต่ศักยภาพของเราใช้แค่60% 

ถึงแม้หายไป40%ก็ยังเพียงพอ แต่แผนระยะยาว20ปีต้องหาsolutionอื่น

เราใช้เงินลงทุน 50%ของ 70,000 ลบ โดยสร้างโรงงานใหม่ให้ใช้Gasน้อยลง และใช้น้ำมันมากขึ้น สัมปทานปิโตรเลียมฉบับที่ 21 ทำให้เรามีงานมากขึ้น แต่ถ้าGasยังมีให้ใช้ต่ออีก 

เราก็ลงทุนปลายน้ำมากขึ้น

Plastic engineering ราคา 8พัน$ต่อตัน แต่ตอนนี้เราขายได้แค่ 1400$ต่อตัน ดังนั้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม จะมีประโยชน์มากขึ้นในอนาคต
3.UNIQ ปีนี้โตน้อยกว่า3-4ปีที่แล้ว เพราะหลายโครงการของรัฐdelayออกไป โดยเฉพาะรถไฟรางคู่ที่จะประมูลเมื่อ

ต้นปี17 แต่มีการเลื่อนออกไป ดูแล้วบริษัทจะมีกำไรใกล้เคียงเดิม
สัญญาณที่โครงการเลื่อน สมัยก่อน มีเหตุผลมาจากเปลี่ยนรัฐบาล 

แต่คราวนี้มาจากการทบทวนให้ละเอียดจากรัฐบาล เช่น Project EEC 

มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ EECมีมากขึ้น ทำให้มูลค่าของโครงการเพิ่มเป็น 3 ล้านล้านบาท 

ประเมินจากสิ่งที่เคยทำและได้งานในอดีต เราน่าจะได้สัก 10% หรือ 300,000 ลบ 
ตอนนี้มีBacklog 30,000 ลบ ทยอยรับรู้รายได้ พอๆกับปีที่แล้ว
ตอนนี้รถไฟรางคู่มีการประมูลที่น่าจะได้ ปัญหาการรับงาน เราสามารถบริหารจัดการได้ ค่อนข้างมั่นใจบริหารจัดการได้ ส่วนเรื่องกฎหมายแรงงาน เราต้องจ้างแรงงานมากขึ้น แรงงานพม่าต้องมีการทำสัญญา มีคนที่จัดการแรงงานพม่าอยู่ ไม่มีปัญหา
เวลาเข้าประมูล บริษัทที่ประมูลมาจากCreditจากธนาคาร เรามีประวัติและประสบการณ์ ที่ได้รับBid bondเป็นโครงการที่ไม่ต้องใช้เงินสด
DE หรือหนี้สินต่อทุน อยู่ประมาณ 2.5 เท่า แต่เป็นธรรมชาติของธุรกิจ 

แต่ถ้าเป็นเงินกู้จริงที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยคิดเป็น1เท่าเอง
ความเสี่ยงของธุรกิจมีสองส่วน
1 ความเสี่ยงที่controlได้ ไม่มีปัญหา

2 ความเสี่ยงที่controlไม่ได้ คือ project delay หรือเลื่อนการประมูลออกไป หรือ ประมูลProjectไม่ได้
เราประมูลโครงการรถไฟรางคู่ 18,000 ลบ ได้ แต่ยังไม่เซ็นต์สัญญา ยังถือเป็นBacklogไม่ได้

เรามีการทำPRECAST ทำให้ควบคุมต้นทุนและประหยัดเวลา เราควบคุมต้นทุน ดังนั้นสามารถแข่งขันราคากับคู่แข่งได้
สุดท้ายขอขอบคุณวิทยากรทุกท่านรวมถึงทีมงาน Money Talkมา ณ โอกาสนี้ครับ

เข้าหุ้นยังไง เข้าแล้วราคาหุ้นขึ้นไปเลย”

วันนี้เราจะมาคุยกัน “ว่าเข้าหุ้นยังไง เข้าแล้วราคาหุ้นขึ้นไปเลย” เราควรเลือกหุ้นยังไง ดีเปล่าครับ ขอกำลังใจหน่อยครับ
1.การที่หุ้นจะไปได้หรือราคาบวกขึ้นไปได้ ต้องใช้วอลุ่มและวอลุ่มนั้นต้องเป็น วอลุ่มซื้อ ต้องมากกว่าขาย ถึงจะบวกขึ้นไปได้ การเปิดตลาดตอนเช้า 30 นาทีแรก หรือ 1 ช.ม.แรก วอลุ่มต้องมากกว่า 1 ใน 3 ขอวอลุ่มที่เคยทำพีทใว้ครับยิ่งมากยิ่งดีครับหรือเราเรียกวอลุ่มเข้า

2.หุ้นตัวนั้นๆต้องมีความแข็งแรงคือไม่ไซเว ไม่ดาวเทรน ทุก TF ต้องสวย 60 สวยแข็งแรง เด,วีค ต้องสวยพร้อมๆกัน สวยคือยังไง “หุ้นสวย”คือ macd เป็นบวกและอยู่เหนือน้ำ เส้น ema5 ตัด ema 20 ขึ้น (นี้คือการบอกเราว่าหยุดไซเว) ราคาต้องเบรค จุดตัดตรงนี้

3.แท่งเทียนต้องยกโล ยกไฮ และไม่หลุดแนวรับ “ครึ่งหนึ่งของแท่งเทียนเต็มๆใหญ่ๆยาวๆ ใน tf60 “ก่อนหน้า

4.มองอดีต หุ้นที่มีสเปรดกว้างๆก็จะทำตัวแบบเดิม ถ้าหุ้นไม่มีสเปรดกว้างๆก็ไม่ต้องไปมองครับ มองหุ้นที่เคยลิ่ง หุ้นที่เคยทำสเปรดกว้างๆใว้คับ เคยทำตัวยังไง ก็จะทำตัวแบบเดิมๆครับ ตามนิสัยของหุ้นแต่ละตัว

5.มอง bid-offer วอลุ่มเข้าแล้ว offer ต้องหนาๆสวยๆเรียงกันเป็นระเบียบ ไม่ฟันหลอ หนาๆสวยๆ offer จะตั้งหนากว่า bid

6.หุ้นที่เปิดมาแล้วจะไป มักราคาที่ย่อมา จะไม่ต่ำกว่าราคา ค่าเฉลีย ในขณะนั้นๆ

7.ความแรงจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับหุ้นตัวนั้นเป็นที่น่าจับตามากน้อย เลือกเล่นหุ้นมวลชน หุ้นที่มีวอลุ่มครับ ซื้อก็ง่าย ขายก็คล่อง

Money talk at SET 17/12/59
หัวข้อ1 “แนวโน้มหุ้นไทยปี 60” 

1)ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASP

2) คุณ มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MBKET

3) ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ
มองเศรษฐกิจโลก/ไทย ปีหน้าอย่างไร?

ดร.ก้องเกียรติ

มองว่าน่าสนใจ อเมริกาฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีเลือกตั้งได้ประธานาธิบดีใหม่

ประเด็นสำคัญที่ทรัพป์พูดถึง คือ

1.ความปรองดอง 2. การใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน อาจถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ 

กราฟหุ้นอเมริกาเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกับ สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำปรับลดลง 

(เงินเยน, พันธบัตรอเมริกา,สวิสฟรังก์,ทองคำ)

ทรัพป์เป็น Mr. inflation คือ เงินเฟ้อจะตามมา 

ดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารพาณิชย์อเมริกา จะดีขึ้น ผ่านมาเดือนเศษ 

ขึ้นมาเยอะกว่า 20-30% เช่น โกลแมน แซค +40% 

โลกกำกลังกลับข้างจากเดิมที่เงินนักลงทุนอยู่หุ้น internet เช่น facebook google apple

เงินจะย้ายไปอยู่หุ้นที่เกี่ยวข้องการก่อสร้าง ธนาคารพาณิชย์ แทน

ปีหน้า FED จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 รอบ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เศรษฐกิจอเมริกาเป็นขาขึ้น

ยุโรปฟื้นอย่างช้าๆ แต่มีโอกาสเม็ดเงินจะลงทุนจะสูงขึ้นตามหลังอเมริกา 

เช่น ดอยซ์แบงค์ เคยตกไป 10 ยูโร จนเล็กเกือบเท่าแบงค์ไทย 

มีข่าวใกล้ล้มละลาย วันนี้ราคากลับขึ้นไปเกือบ 20 ยูโร 

หรือ เครดิตสวิส ที่เคยอยู่ 10 ยูโรเหมือนกัน แต่ก็ขึ้นมา 60-70% แล้ว

ตลาดหุ้นฟื้นก่อนเศรษฐกิจเสมอ หุ้นเวลาขึ้นเยอะ 

ญี่ปุ่น – ดัชนีฟื้นขึ้นอย่างแรง หลังค่าเงินเยนอ่อน ส่งออกจะดีขึ้น 

ธนาคารใหญ่สุดอย่าง มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ราคาหุ้นขึ้นกว่า 50% 

จีน – ได้ประโยชน์จากรอบนี้ไม่เยอะมาก ค่าเงินหยวนอ่อนมาก 

และมีคนมองว่าปีหน้าจะอ่อนกว่านี้ 

โดยรวมจีนค่อยๆฟื้น แต่การเติบโตยังอยู่ในระดับสูง ราว 6%

ไทย – ปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ จากการลงทุนสาธารณูปโภค ประกวดโครงการต่างๆ
สกุลเงินอื่นเทียบกับดอลลาร์อ่อนลงหมด เงินจะไหลไปสู่สินทรัพย์ที่แข็งแรง หุ้น อสังหา 

ค่าเงินเอเชียก็จะอ่อนลงไป เป็นผลดีกับการส่งออก แต่ก็ต้องแย่งตลาดกัน 

ราคาโภคภัณฑ์ก็ฟื้นตัวจากเงินเฟ้อ แต่ทองคำราคาลงเพราะเงินย้ายไปหาสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงกว่า
มีข้อมูลน่าสนใจจากนักวิเคราะห์ เป็น ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยง ย้อนหลัง 10 ปี 

ผลตอบแทน ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยง => SET 0.96 หน่วย ทองคำ 0.47 

น้ำมันดิบ BRENT 0.15 พันธบัตรไทย -6.42

สรุปได้ว่าว่าถ้ามองระยะยาวหุ้นดีกว่าสินทรัพย์อื่นอยู่แล้ว 

ถ้าไปดูผลตอบแทนตลาดหุ้นอื่นก็คงเป็นตัวเลขที่ต่างกัน แต่น่าจะดีกว่าสินทรัพย์อื่น
คุณมนตรี

ความกังวลใหญ่ คือ การค้าระหว่างประเทศ การที่แต่ละประเทศสนใจความต้องการตัวเองเป็นหลัก เห็นได้จาก

1.สัญญาณ BREXIT อังกฤษเคยอยู่นอกยุโรปช่วงหนึ่ง พอมองว่ามีภาระพอสมควร จึงแยกตัวออกมาเป็น BREXIT

2.อเมริกาก็เช่นเดียวกัน ฟังทรัมป์ทีแรกก็เป็นห่วง เอาอเมริกาเป็นหลักก่อน ซึ่งหลายเรื่องกระทบการค้า 

หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การจ้างงานในประเทศ แทนส่งเสริมให้จีนหรือเม็กซิโกผลิต 

ซึ่งจะนำไปสู่แต่ละประเทศจะดูแต่ตัวเองมากกว่า ทำให้เกิดคำถามว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ผลอย่างไร 

เช่น ตั้งกำแพงภาษี ให้การผลิตในประเทศมากขึ้น 

ซึ่งเป็นสิ่งทีฝืนทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ผลิตจากแหล่งที่ค่าแรงต่ำกว่า 

อย่างไรก็ตามหลังเลือกตั้งได้แล้วทรัมป์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคงไม่ขนาดนั้น

ถ้าจะให้เศรษฐกิจยืนได้ คงต้องใช้แนวทางดอกเบี้ยต่ำไว้ก่อน มูลค่าสินทรัพย์สูง 

แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้น มูลค่าสินทรัพย์ตกต่ำลง อำนาจซื้อต่ำลง

คำพูดทรัมป์ที่เอามาขยายกันคือ “ยอมรับไม่ได้ ที่เงินในธนาคารไม่มาทำงาน” 

จากที่เชื่อว่าโลกต้องอยู่ในระดับดอกเบี้ยต่ำ กลายเป็นยุคที่คิดว่าจะเกิดเงินเฟ้อ 

ดอกเบี้ยพันธบัตรอเมริกาขึ้นค่อนข้างสูง ใครถือพันธบัตรสิบปีไว้จะขาดทุนค่อนข้างสูง

พวกที่หน้าตั๋วมีดอกเบี้ยต่ำๆ มูลค่าจะลดลง เงินเฟ้อส่งผลให้กำลังซื้อคนอาจจะตกต่ำลงได้
มียุคหนึ่งที่เราเคยกังวลว่าเงินเฟ้อ น้ำมันแพง หุ้นที่เกี่ยวกับโภคภัณฑ์ก็กลับมาน่าสนใจ 

รวมทั้งธนาคาร และด้วยความที่ทรัมป์เป็นนักธุรกิจก็น่าจะมีช่วงที่เป็น honeymoon period ได้

คุณสุกิจ(maybank) เคยบอกว่าผลเลือกตั้งถ้าออกมาเป็นฮิลารี 

ตลาดจะขึ้นแล้วลงได้ (gain before pain) 

แต่ถ้าทรัพป์ได้จะเป็นลงก่อนแล้วขึ้น(pain before gain)

มีสัญญาณที่จะสร้างหนี้เพิ่ม ต้องจับตามอง แต่ก็น่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาทุกครั้งต้องพูดถึงเรื่อง FED ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งล่าสุดได้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

และปีหน้าจะขึ้นอีก 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ซึ่งถ้าไม่มีปัจจัยอื่นมาเปลี่ยนมันเป็นสัญญาณไม่ดีกับตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม มาตรการอื่นที่จะเข้ามาช่วยเอื้อ เช่น ลดภาษีนิติบุคคลในอเมริกา 

ต้องจับตาดูว่าประเทศอื่น จะมีแรงต้านทานได้ดีพอไหม
ดร.นิเวศน์

มองว่าเศรษฐกิจหลายปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนไปจากอดีต 

เช่น การส่งออก เห็นชัดว่าตกต่ำเกือบทั่วโลก แต่เศรษฐกิจไปได้

แสดงว่าสินค้าที่จับต้องได้เริ่มมีการบริโภคสัดส่วนน้อยลง เพราะประสิทธิภาพมันดีขึ้นมาก 

เช่น สมัยนี้คนบริโภค TV น้อยลง ราคาไม่เท่าไร หรูหราใหญ่โต อีกทั้งเราก็ดู internet ได้

โลกคนยุคใหม่ใช้เงินกับสิ่งที่ไม่เป็นสินค้า เป็นการบริการมากขึ้น 

ทำให้ดูเหมือนเศรษฐกิจโลกโตช้า แต่คนมีความสุขเหมือนเดิมได้

ตั้งแต่ปี 2008 ที่เกิดวิกฤติที่อเมริกา ดัชนีหุ้นขึ้นอย่างเดียวเกือบ 10 ปี และขึ้นเกือบทั่วโลก

สมัยก่อนประเทศไหนดี หุ้นขึ้น ประเทศไหนไม่ดีหุ้นตก 

ตอนหลังทุกประเทศขึ้นเหมือนกันหมด สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องทางการเงิน

ประเทศใหญ่ทั้งหลายอัดฉีดเงิน และดอกเบี้ยลดต่อเนื่อง หุ้นก็ขึ้นต่อเนื่องเป็นประวัติศาสตร์

สมัยก่อนปันผลต้องน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ย เพราะปันผลมีโอกาสโต 

ดังนั้นคนซื้อหุ้นปันผลต่ำๆหวังว่าต่อไปจะโต แต่ผ่านไป 8 ปี ปันผลสูงกว่าดอกเบี้ย 

และที่หุ้นขึ้นเพราะคนก็ไปหาการลงทุนที่ดีกว่าดอกเบี้ย

หุ้นไทยที่ผ่านมากำไรไม่ค่อยขึ้นมาก แต่มีช่วงที่ลดภาษีบริษัทจดทะเบียนทำให้หุ้นขึ้นชัดเจน

อเมริกาก็กำลังจะทำเช่นกัน ต่อไปถ้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องก็น่าสนใจว่าคนที่ถือหุ้นจะทำอย่างไรต่อ

สรุป เศรษฐกิจขึ้นกับแต่ละประเทศ คิดว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับตลาดหุ้นมากนัก แต่ถ้าของไทยน่าจะทรงๆ
แนวโน้มหุ้นปี 60 เป็นอย่างไร?

ดร.ก้องเกียรติ

ภาพใหญ่ฝ่ายวิจัยฯมองว่าปีหน้า บลจ. กำไรสุทธิโต 7.8% yoy 

มี 5-6 กลุ่มใหญ่ 1) พลังงานดีขึ้น 9% 2) ธนาคาร +7% 3) วัสดุก่อสร้าง +5%

4) ICT -11% (จากค่า license ต่างๆ) 5) อสังหาฯ คละๆกันทั้งดีไม่ดี 6) ค้าปลีก คละๆกัน

ปี 59 กำไรสุทธิโต 34.9% ซึ่งทำให้หุ้นไทยปีนี้ขึ้นมา และปีหน้าคงโตต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันขึ้น ก่อสร้างมากขึ้น ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ค้าปลีกโตตาม GDP 

ณ ระดับหุ้นตอนนี้ PE 15 เท่า เทียบกำไรปี 60 

PEG 1.95 เท่า (PE ตลาดหุ้น หาร การเติบโตกำไรสุทธิ) PEG ต่ำกว่า 1 ถือว่าถูก

ประเทศที่ PEG ต่ำกว่า 1 เท่า อินเดีย อินโดนีเซีย จีน อังกฤษ 

ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงฟื้นตัวขึ้นมา จีนยังถูกแต่มีความกังวลเรื่องหนี้เสีย และไม่ค่อยเชื่อในตัวเลข

ดอกเบี้ย ไทยยังไม่เห็นสัญญาณที่จะขึ้นในปีหน้า อาจจะดูอีกทีปลายปีหน้า 

ปัจจัยลบคือ หุ้นไม่ถูก ถือว่าแพงกว่าที่อื่น 

ปัจจัยบวกคือ สภาพคล่องเยอะ เศรษฐกิจไทยยังโตช้าๆ 3% 

ถ้าผลกำไรบริษัทโต 7-8% หุ้นก็น่าจะโตได้ ซึ่งในปีนี้ก็มีทั้งหุ้นที่ตกและขึ้น

หุ้นขนาดกลางและเล็กเฟื่องฟู ยังไม่มีการปรับฐาน หรือสภาพคล่องหายก็อาจจะลงแรงกว่าหุ้นใหญ่

ส่วนเวลาฟื้นเงินเข้าหุ้นใหญ่ก่อน เพราะสถาบันไม่สนใจหุ้นกลางและเล็ก 
คุณมนตรี

ถ้ามองภาพรวมภูมิภาคแล้ว ประเทศไทยมีรากฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งสุดแห่งหนึ่ง

ฝ่ายวิจัยฯทำตัวเลขเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ของไทยบริโภคในประเทศราว 50% GDP

ส่งออกราว 10% GDP ซึ่งเราเคยฟังว่าพึ่งพาส่งออก 70% GDP ความเป็นจริงต้องหักนำเข้าด้วย 

ถ้าดูเศรษฐกิจสิงคโปร์ ส่งออกเกือบ 200% GDP

การท่องเที่ยวเราดีมาก เรื่องภัยแล้งที่เคยเป็นห่วงก็มีสัญญาณดี เพราะระดับน้ำอยู่ในระดับดี

ราคาผลิตภัณฑ์เกษตรก็น่าจะดีขึ้น เพราะช่วงที่ผ่านมาสะสม supply มาก

หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ราว 80% มีสัญญาณลดลง 

เพราะคนไม่สร้างหนี้ใหม่มากหลังรถคันแรก และทยอยคืนหนี้อยู่

การใช้จ่ายภาครัฐปีนี้ยังไม่มากนัก แต่มีการประมูลแล้ว ปีหน้าเงินน่าจะลงระบบมากขึ้น

การส่งออกขึ้นกับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

การลงทุนภาคเอกชนคาดหวังว่าน่าจะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำอยู่

คาดว่าเศรษฐกิจจะโต 3.5-4% ผลกำไรสุทธิบลจ.คาดว่าโต 10% 

กลุ่มที่จะคาดการณ์ยากหน่อยคือ กลุ่มพลังงาน บางอย่างเป็น mark to market 

ทำให้ตัวเลขกำไรปีนี้กระโดดเป็นพิเศษและปีหน้าดูต่ำไปนิดหน่อย

คิดว่าตลาดหุ้นไทยพ้นช่วง laggard ไปแล้ว การเมืองไทยตอนนี้ก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพที่ดี 

และกำลังจะมีการเลือกตั้ง ในการเปลี่ยนแปลงรัชกาลก็มีเสถียรภาพที่ดี

ตลาดหุ้นไทย PE 14 เท่า Forward PE 15.7 เท่า EPS growth ปี 60 10.8%

มองว่าเราไม่แพงกว่าที่อื่นเท่าไร เช่น Forward PE ประเทศรอบๆราว 10-15 เท่า 

ปัจจัยที่น่าจับตาปีหน้า 

การเลือกตั้งในฝรั่งเศส เยอรมัน การชูประเด็นเรื่องแยกตัวจะเกิดขึ้นไหม? จะมีผลโดมิโนไหม?

สรุปตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง ทั้งทุนสำรอง ระดับดอกเบี้ย 1.5% สถาบันการเงินก็แข็งแกร่ง
ดร.นิเวศน์

เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ดูผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ไม่เคยเกิน 8 แสนล้านบาท 

ปี 59 จะสูงกว่า 8 แสนล้านบาท เพราะการฟื้นตัวราคาพลังงานที่ปี 58 ตกลงไปเยอะ

ปี 60 โตต่อเพราะสมมติฐานคือบริษัทพลังงานจะโตค่อนข้างดี ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าราคาจะเป็นอย่างไร

ถ้าดู 5 ปีที่ผ่านมาของธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้างกำไรไม่ไปไหน ราคาหุ้นก็ไม่ค่อยไปไหน 

พวก ICT ปีหน้าจะต่ำลงไปอีก ที่ขึ้นมาเป็นเรื่องของเม็ดเงิน 

ถ้าคนเลิกเล่นหุ้น ต่างชาติขายหุ้นเยอะ ก็น่ากังวล พวกปัจจัยดอกเบี้ยอเมริกา fund flow น่าจับตา

ถ้าทรัพป์ลดภาษีบริษัทต่อเนื่องน่าจะช่วยได้เหมือนไทย 

หุ้นเติบโตยาวนานหลายปีแล้วไม่ลงก็น่าจับตา

คิดว่าหุ้นปีหน้า มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ แต่ยังไม่เห็น upside มากๆ 

ICT ก็ไม่ดี แบงค์ npl ก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ สินเชื่อก็เติบโตไม่สูง 

ขึ้นอยู่กับพลังงานถ้าน้ำมันลดลงก็หายไปอีก

ค้าปลีกก็โตได้บ้าง แต่คงไม่มากเหมือนสมัยก่อน

โรงพยาบาล ซึ่งมีตัวใหญ่หลายตัว แต่ดูโอกาสเติบโตเร็วๆไม่ง่าย 

ขึ้นกับลงโอกาสน่าจะพอๆกัน ราคาพลังงานอาจจะลงได้ด้วยซ้ำไป

Upside อาจพอไปได้แต่ไม่เยอะ downside สภาวะการเงินมีโอกาสรุนแรง 

เพราะเราอิงกับเม็ดเงินมากกว่า fundamental 
เม็ดเงินจะกลับเข้ามาไทยหรือไม่?

ดร.ก้องเกียรติ ยังมองไม่เห็น โอกาสที่เงินจะกลับมาตลาดหุ้นไย เพราะดอลลาร์แข็งทำให้เงินกลับไปอเมริกา 

อย่างจีนแนวโน้มเงินหยวนอ่อนไปเรื่อย นักธุรกิจจีนก็จะเอาเงินไปข้างนอก เช่นเดียวกับอเมริกา 

ที่ค่าเงินแนวโน้มคนจะเอาเงินเข้าไปลงทุนเพราะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจและได้ capital gain ค่าเงิน 

การที่อเมริกาส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก 1.25% และการลดภาษีนิติบุคคลในอเมริกา เป็นเรื่องสำคัญ

อีกอย่างทรัพป์กำลังเจรจากับผู้ประกอบการICT ทั้ง CEO, Founder ในเรื่องการจ้างงานในประเทศ 

และเงินที่ไปอยู่ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีที่สูง อาจจะมีการเจรจาให้เกิดแรงจูงใจให้เอาเงินกลับมา 

รวมถึงการซื้อหุ้นคืนของบลจ.เพราะบริษัทมีเงินเหลือเยอะ ซึ่งทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นสูงขึ้น

มองว่าทรัพป์เข้าใจตลาดทุนดีและที่ปรึกษาแล้วคนก็เป็นผู้ที่อยู่ในวงการตลาดทุนอยู่แล้ว

แต่ก็มีคนมองว่าดัชนีดาวโจนส์ขึ้นต่อเนื่องก็น่าจะมีสะดุดบ้าง ตัวเลขทางจิตวิทยาคือ 2 หมื่นจุด

ตอนที่ดัชนีดาวโจนส์กว่าจะทะลุ 1 หมื่นจุด ใช้เวลา60 กว่า ครั้ง

โอกาสที่เงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย คงเป็นตามกลุ่ม emerging market 

เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ 1. หุ้นไทยถูกพอสมควร 2. ผลประกอบการน่าจะดีขึ้น

อาจจะมีเงินที่ไหลมาบ้างจากเงินที่เข้ามาให้ผู้จัดการกองทุนซื้อใน emerging market
ปี 60 ควรเข้าซื้อหุ้นตอนไหน?

คุณมนตรี ควรเข้าตอนหุ้นกำลังจะขึ้น… 

เงินสถาบันผลักดันตลาดหุ้นพอสมควร ต้องมอง 2 กลุ่มคือ ต่างประเทศ และในประเทศ

จุดที่เจ็บปวดสุดในหลายปีคือ ลงจากจุดสูงสุด 4 ม.ค. 1994 

จนมาถึง QE ก็มีเงินไหลออกต่อเนื่อง 5 ไตรมาส 2.4 แสนล้านบาท 

มีฟื้นตัว 1 ไตรมาส + กลับมา 3.7 หมื่นล้าน และตกต่ออีก 5 ไตรมาสอีก 1.87 แสนล้านบาท

รวม 11 ไตรมาส เงินไหลออก 3.9 แสนล้านบาท 

แต่ในระยะหลังเงินก็ไม่ไหลออกแรงเหมือนในอดีตแล้ว 

ส่วนเงินสถาบัน ก็ยังมีเงินสะสมเข้ามาช่วยตลาดหุ้นไทยจากนักลงทุนรายย่อย

ปีหน้าขอฟันธงว่าเป็นปีที่ไม่แน่นอน คิดว่าช่วงต้นจะได้ผลจาก honey moon period 

คงต้องมาจับตาความเสี่ยงระหว่างปี
ให้คะแนนตลาดหุ้นไทย ปี 60 ตั้งแต่ 0-10 คะแนน

ดร.ก้องเกียรติ 

ตลาดหุ้นไทยให้ 5 คะแนน ขึ้นมาเยอะ และเริ่มแพง สภาพคล่องเยอะ 

ตลาดพัฒนาให้ 8-9 คะแนน
คุณมนตรี 

ปีก่อนให้ 6 คะแนน คาดกำไรบริษัทโต 18% 

แต่ปีนี้คาดกำไรบริษัทโต 10% เป้าดัชนี 1670 จุด มีความผันผวน ให้คะแนน 5 คะแนน 
ดร.นิเวศน์ 

สองปีก่อนทายถูกเพราะหุ้นไทยปีก่อนติดลบ ปีก่อนทายแย่ แต่กลับดี 

ปีหน้าถ้าทายต่ำติดกัน 3 ปีคงถูกสักปี ให้ 4 คะแนน

หัวข้อ 2 หุ้นเด่นไทยปี 60 มุมมองของสุดยอดนักวิเคราะห์

1) ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรินีตี้

2) คุณ สุกิจ อุดมสิริกุล กรรมการผู้จัดการ บล.เมย์แบ้งค์กิมเอ็ง

วิพากษ์โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ
พูดถึงหุ้นเด่น…

ดร.นิเวศน์ 

หุ้นเด่น มี 3 มิติ 

มิติ 1 การเติบโตรายได้,กำไร 

มิติ 2 ความแข้มแข็ง ความสามารถแข่งขัน 

มิติ 3 ราคา ความถูกแพง
มีหุ้นเด่นในปี 60 ไหม?

ดร.วิศิษฐ์ 

มีบางช่วงที่หุ้นเด่นปรากฏ อยู่ที่ช่วงที่ valuation น่าสนใจ ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง

ปีหน้า fund flow มีโอกาสกำหนดทิศทางตลาทุน 

มีผลกับราคาหุ้น 3 อย่าง 1) EPS 2) ส่วนชดเชยความเสี่ยง equity risk premium คำนวณยาก 3) อัตราส่วนลด (discount rate) 

เป็นตัวหาร ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องสนใจภาค macro เพื่อให้คำนวณได้ถูกต้อง

Growth จากภายในและภายนอก ถ้าดูจาก fund flow อเมริกามีการเติบโตดี ตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานธิบดี US dollar แข็งขึ้น 5% 

เทียบเงินสกุลอื่น เงินบาทอ่อนลง 2% พันธบัตรระยะสั้นขายออก 8 หมื่นล้าน ระยะยาวขายออก 2 หมื่นล้าน 

บ่งบอกว่านักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตรองรับนโยบายที่เปลี่ยนไป

1) ลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15-20% แต่ต้องไป debate ในสภาครองเกสอีกครั้ง 

ผลที่จะได้คือ ภาษีลดลง กำไรต่อหุ้นจะเพิ่ม เป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญ

2) ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาจาก 39% จะเหลือ 33% บุคคลธรรมดาจ่ายภาษีลดลง จะมีกำลังจับจ่ายมากขึ้น

3) Homeland investment act บริษัทที่มีรายได้นอกสหรัฐถ้านำเงินเข้าจะโดนภาษีราว 30% จะลดลงเหลือแค่ 10-15% 

ทั้ง 3 นโยบายภาษีนี้ทำให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้น มีเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้น 2.1 หมื่นล้านเหรียญในสัปดาห์เดียว ซึ่งมาจาก 

– เงินสดที่มีของกองทุน ปกติ fund manager จะมีเงินสด 6-7% เมื่อเลือกตั้ง มีความชัดเจน ก็มีเงินเคลื่อนย้าย 

– เงินที่ออกจากพันธบัตร bond yield ขึ้นจาก 2 % ไปที่ 2.4-2.5% (asset allocation)

– เงินจากการขายทองคำ เพราะผลตอบแทนดอกเบี้ยแท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้น 

– เงินที่ออกจากกองทุน REIT ทั่วโลก

ตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานธิบดี เงินไหลไปเข้าตลาดพัฒนาแล้วมากกว่าตลาดใหม่
คุณสุกิจ 

เกณฑ์ในการเลือกหุ้นเด่นมองเหมือนที่อ.นิเวศน์กล่าวไว้

ย้อนพูดถึง หุ้นเด่นปี 59 ส่วนสำคัญคือปันผลสูง เพราะดอกเบี้ยต่ำ และคนยังคาดว่าดอกเบี้ยต่ำต่อไป

หุ้น, กองทุน, trust, property fund ที่จ่ายปันผลดีราคาปรับขึ้น

จำได้ช่วงต้นปีเคยท่องไว้คือ 6 7 8 – 6 Trust, PF 7 REIT 8 Infra fund 

แต่ตอนหลังจะปันผลลดลงมาแล้ว เพราะราคาขึ้นไปเยอะ

ปี 60 หุ้นจะเด่นจึงต้องเป็นหุ้นเติบโต 

ปีนี้หุ้นเติบโตหลายตัวก็ขึ้นดี แต่ถ้ามองภาพทั้งปี ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยมั่นใจเรื่องการเติบโต

แต่ปีหน้าคนมั่นใจขึ้น อเมริกาก็มีนโยบายส่งเสริมการเติบโต เงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้น

ปัญหาคือหุ้นเติบโต ชัดๆดีๆ ไม่ถูก กลุ่มที่ปีนี้ขึ้นมาก เป็นสถาบันการเงินเล็ก ปิโตรเคมี ค้าปลีก 
หุ้นกลุ่มไหนที่คิดว่าเด่น ทำไมน่าสนใจ?

คุณสุกิจ 

มองการเติบโตที่ตัวหุ้น ไม่ได้มองที่กลุ่ม ขึ้นกับความสามารถในการแข่งขัน

ถ้ามองกลุ่มที่เด่นในไตรมาสหน้าคงเป็นพลังงาน เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันสูงขึ้น 

ราคาเฉลี่ยน้ำมันปีนี้ยังต่ำกว่า 50 เหรียญ มองปีหน้าราคาน้ำมันเฉลี่ย 55 เหรียญ 

รวมถึงความคาดหวังผลประกอบการที่ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเป็นวัฏจักร มองว่าคงขึ้นไปไกลมากไม่ได้ 

น้ำมันขึ้นไป 55-60 เหรียญคงพอได้ แต่มากเกินไปคงยาก

ปีหน้าจะมีการขึ้นค่าแรง อาจกระตุ้นการเพิ่มกำลังซื้อหรือสร้างแรงจูงใจซื้อ

ครึ่งปีหลังภาระหนี้รถคันแรกน่าจะหมด คงมีกำลังซื้อกลับขึ้นมา

หุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภค แพงแต่ยังมีแรงกระตุ้น

หุ้นก่อสร้างปีนี้น่าผิดหวัง เพราะการประมูลงานไม่ค่อยต่อเนื่อง

แต่ก็มีการเร่งอย่างชัดเจน น่าจะมีโมเมนตัมต่อไปถึงปีหน้าได้

ครึ่งหลังปีหน้า มองไปที่กลุ่มธนาคาร ผลประกอบการปีนี้รับได้ โตไม่มาก แต่ npl เสี่ยงลดลง

ถ้าปีหน้าให้น้ำหนักว่าดอกเบี้ยจะขึ้น ธนาคารก็จะได้ประโยชน์

เราคาดผลประกอบการบริษัทปีหน้าโต 12% ตัวที่มีน้ำหนักมากคือ พลังงานและธนาคาร

กลุ่มธนาคารเริ่มเห็นการทยอยปรับประมาณการณ์กำไรปีหน้า ฐานกำไรยังไม่สูง

SME เราเป็นอุตสาหกรรมและส่งออก ซึ่งถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น ก็น่าจะดีขึ้น
ดร.วิศิษฐ์ 

อเมริกาลดภาษี กระตุ้นการบริโภคภายใน มีการลงทุนใน infrastructure ด้วย

รวมเป็นมูลค่า 6 ล้านล้านเหรียญ หรือ 1.5 เท่างบดุล FED ทยอยใช้ใน 10 ปี

สิ่งที่เกิดขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทองแดง สังกะสี ยาง น้ำมัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น

เป็นการสะท้อนนโยบายบริโภคภายในสหรัฐกระทบกับคอมโมดิตี้

ปัจจับ Macro มีผลกับ EPS หุ้น ทำให้บางบริษัทกำไรเพิ่ม หรือลดลงด้วย
EPS และ อัตราดอกเบี้ย – มีผลกับมูลค่าหุ้น ถ้าดอกเบี้ยเพิ่ม แต่เงินเฟ้อเพิ่มไม่ทัน 

การขึ้นดอกเบี้ยจะดี แต่ถ้าเงินเฟ้อขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นปัญหา

ประธาน FED คนต่อไป มีผลกับทิศทางดอกเบี้ยต่างกัน

บางท่านชอบการขึ้นดอกเบี้ย บางท่านก็ใช้นโยบายเดียวกับ เยลเลน
EPS ถูกกำหนดโดยภาค macro

หุ้นเด่นปี 59 จากการศึกษาหุ้นกว่า 600 ตัว ตั้งแต่ 1 ม.ค.59 (capital gain ไม่รวม warrant) 

ยกตัวอย่างหุ้นที่รู้จัก อันดับ 1 TFG 370%

อันดับ 2 GL 272%, #3 malee 271%, 4 big 248%, 6 tkn 204% 

,11 ptg 155%, 12 thai 145% , 13 Smpc 139%, 15 cbg 120%, 16 sta 113%

ที่น่าสนใจคือ sta เพิ่งอยู่ใน list 3 เดือนที่ผ่านมา 

บางบริษัทมีต้นทุนคงที่สูง เมื่อมี order เพิ่ม ยอดขายลบต้นทุนแปรผัน จะนำไปสู่กำไรสุดท้ายเลย

บางบริษัทเป็น positive cashflow แรง อย่างในรายการ business model ได้นำเสนอ

การศึกษา fact sheet , งบกำไรขาดทุนจะทำให้หาหุ้นเด่นได้
หุ้นเด่นปี 60 ?

ดร.วิศิษฐ์ 

หุ้นเด่นต้องมี Positive cashflow, EPS ขยาย บริษัทที่มี earning surprise upside 

มองเป็น theme 

1)ก่อสร้าง ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จะมีบางบริษัทที่มี EBITDA margin, ROE ดีกว่า

ยังไม่ถูก cover มากนัก การก่อสร้างต้นน้ำก็จะได้ประโยชน์

หุ้นก่อสร้างขนาดกลางก็จะดีกว่าขนาดใหญ่

2) หุ้นที่ได้ประโยชน์ tpp – ภาครัฐ infrastructure 

, telecom บางบริษัทที่สามารถ jv กับ tpp ภาครัฐได้

พวกการ restructuring ของ cat 

3) หุ้นที่มีรายได้เป็น US ต้นทุนบาท จะมีกำไรดีขึ้น

4) สินค้าโภคภัณฑ์บางกลุ่มน่าจะได้ประโยชน์ จากการลงทุนในสหรัฐ
คุณสุกิจ 

อยู่ที่จังหวะในการลงทุนในระหว่างปี

มองว่าปีหน้าต้องเลือกหุ้นที่เติบโต และไม่แพง เรามี universe ราว 200 บริษัท

กลุ่ม EPS + 50% ขึ้นไป และ PE ต่ำกว่าตลาด(<15) Banpu, sq, utp, ilink, 

กลุ่ม EPS 30-50% และ PE ต่ำกว่าตลาด tcap, kbank, tk, tvd

กลุ่ม EPS 20-30% และ PE ต่ำกว่า 12 scb, bpp

กลุ่ม EPS <20% และ PE ต่ำกว่า 10 spali 

ขึ้นกับนักลงทุนสนใจหุ้น growth ระดับไหน และซื้อแพงระดับไหน 

ซึ่งบริษัทกำไรมีคุณภาพ ราคาไม่ได้ซื้อขายสูงมาก 
หุ้นที่มี story – ptt ได้ประโยชน์จากการเป็นหุ้นต้นน้ำ, ธุรกิจก๊าซ ซึ่งถ้า pttor เข้าจดทะเบียน

และเอามาให้มูลค่าเท่ากับธุรกิจค้าปลีกจะเป็นมูลค่าเพิ่ม 30 บาทต่อหุ้น ถือว่าเป็นมูลค่าที่รออยู่

ก่อสร้าง – CK, BEM มี synergy กันและผลประกอบการ BEM ไตรมาส 3 ก็ดีกว่าคาด 

กลายเป็น GPM Q3 ดีกว่าคาดเพราะบริหารได้ดีกว่า, 

STEC ได้งานจาก CK และที่ผ่านมากำไรถูกกดดันจากงานเก่าที่ไม่ดี ถ้ามองข้างหน้าจะน่าสนใจ
ดร.นิเวศน์

หุ้นวันนี้ที่นำเสนอน่าสนใจ ไม่ได้เน้นที่ความร้อนแรง แต่ขาดมิติที่พูดน้อย 

คือ คุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันบริษัท บางตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แน่นอน 

หรือจะเติบโตจริงแค่ปีเดียวหรือเปล่า เช่น spali การเติบโตแบบขายบ้านโอกาสผิดพลาดจะสูง

บางกิจการมันผิดพลาดในการคาดการณ์ต่ำ คู่แข่งน้อย ไม่ขึ้นกับอุตสาหกรรม

พลังงานขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ซึ่งมีโอกาสผิดได้เยอะ ต้องดูความเสี่ยงไม่โตตามคาด 

หรือถ้ามันแย่เลยจะกลายเป็นติดลบแทนได้

โลกของน้ำมันเริ่มเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนคนบอกน้ำมันใหม่หายาก ต้องไปขุดทะเลลึก

ไม่เจอแหล่งน้ำมันใหญ่ๆในโลกเลย แต่ตอนหลังน้ำมันสามารถปั๊มได้เลย มี shale gas 

ต้องระวังว่าการคาดการณ์เติบโต 50% อาจไม่โตเลย หรือติดลบได้

ถ้ากิจการที่กระจายเยอะ ผู้เล่นไม่มากราย ก็น่าจะ control อะไรได้มากกว่า

ปีที่ผ่านมาหุ้นราคาแพง perform เยอะ ไม่แน่ปีหน้าหุ้นไม่แพงก็อาจจะ perform 

ข้อดีคือความเสี่ยง downside จะต่ำกว่า

พวกกลุ่มก่อสร้างที่ต้อง bid ต้องประมูลอาจจะได้งานมาแต่ขาดทุน

รู้สึกว่าพวก infrastructure ที่ออกมาเสี่ยง เช่น สายสีม่วงคนน้อยไป

พวกที่ได้ประโยชน์จากค่าเงิน US น่าจะเป็นพวกการผลิต ก็น่าจะขายได้ราคาดี

แต่ค่าเงินก็อาจจะอ่อนได้ในอนาคต 
หุ้นในดวงใจ 1 ตัว ?

คุณสุกิจ 

ด้วยราคาไม่แพงมากตอนนี้เลือก ptt 

เห็นด้วยกับอ.นิเวศน์ว่าราคาน้ำมันก็คงคาดหวังยาวๆยาก

ความผันผวนตลาดเกิดทุกปี ปีนี้ช่วงที่ต่ำสุด -20% 

การเลือกซื้อสำคัญ คิดว่าครึ่งปีแรกเงินจะหาที่ไปยาก โภคภัณฑ์น่าจะมีโอกาส outperform

การรอซื้อหุ้นดีที่ราคาสูงในช่วงตลาดลงก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี

ค่าชดเชยความเสี่ยง มีมุมมองว่าสัญญาณที่จะดูง่ายๆคือพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี(risk free)

ดอกเบี้ย 2.5% ถ้าดอกเบี้ยขึ้นไปถึง 3% น่าจะส่งผลกระทบมากขึ้น 

แต่ต่ำกว่านั้นน่าจะยังรับได้ เพราะกำไรของเรายังเพิ่มขึ้นทันอยู่
ดร.วิศิษฐ์ 

ขอเลือกถือเงินสดเพิ่มขึ้น 

เพราะปีหน้าจะมีส่วนชดเชยความเสี่ยงที่เราคาดการณ์ไม่ได้ 

จะมีช่วงที่เราซื้อหุ้นได้ในราคาถูก ปัจจัยมี 2-3 อย่าง 

ปัจจัย 1 ประธาน FED คนต่อไปเป็นใคร? 

จะส่งผลกับตลาดหุ้น ซึ่งจะมีตัวเต็งที่ชอบนโยบายผ่อนคลาย เหมือนเยลเลน 

น่าจะดีกับตลาด emerging ก็จะเป็นไปตาม fundamental 

แต่ถ้าได้คนที่ชอบนโยบายเข้มงวด จะมีผลกับ discount rate เพิ่มขึ้น ซึ่ง เยลเลน 

จะหมดวาระ กุมภาพันธ์ 2561 คงเริ่มมีการการพูดถึงเรื่องนี้ในปลายปีหน้า

ปัจจัย 2 QE ครั้งแรกเกิดปลายปี 2009 Balance sheet FED 8 แสนล้านเหรียญ 

ตอนนี้ 4 ล้านล้านเหรียญ มีอายุพันธบัตรหลากหลาย เมื่อหมดอายุจะถูก reinvestment 

ซึ่งในปีหน้าเป็นไปได้ว่าจะไม่ถูก reinvestment ต่อ ทำให้ดอลลาร์ออกจากระบบ 

และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น

ปัจจัย 3 US ปีแรกจะใช้นโยบายขาดดุลเยอะ แต่ปีถัดมาจะคุยนโยบายการค้า WTO, 

การเพิ่มภาษีสินค้าจีน,เม็กซิโก เป็น thread protection ทำให้การค้าโลกสะดุด 
ปิดท้าย

อ.ไพบูลย์ 

การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน

เงินของท่านท่านตัดสินใจเอง ขาดทุน กำไรท่านรับไปเอง
อ.เสน่ห์ 

ขอเลือก “1 ตัว” บ้างที่ให้ลงทุนปี 60 1 ตัวนั้น คือ.. “ตัวเอง” 

ตัวเราเองไม่ว่าจะเจออะไรต้องแกร่งขึ้นกว่าเดิม

มอบกลอนส่งท้ายปี 2559

“ขอลาทีปีห้าเก้าเข้าปีใหม่ เป็นปีไก่ปีทองทุกผองผู้

ปีหกศูนย์พูนสุขทุกประตู ปีอุ้มชูชาวไทยให้รุ่งเรือง

ที่ตั้งใจให้สำเร็จเสร็จสมหมาย ที่ขวนขวายได้ประสงค์ตรงทุกเรื่อง

ที่วุ่นวายคลายไปไม่โกรธเคือง ที่สิ้นเปลืองแก้ได้ไม่สูญเงิน

ให้แข็งแรงไร้โรคามาเบียนเบียด ให้หายเครียดฉุกละหุกไม่ฉุกเฉิน

ให้สุขกายสบายอุราพาเพลิดเพลิน ให้ลุกนั่งเดินคล่องแคล่วแอ่วสบาย

ให้ก้าวหน้าในงานการสำเร็จ ให้ดีเด็ดรุ่งเรืองเรื่องค้าขาย

ให้ธุรกิจไปดีมิมีคลาย ให้สหายมิ่งมิตรจิตรผูกพัน

ให้ร่ำรวยเงินทองของมีค่า ให้ลงทุนถูกเวลาอย่าหุนหัน

ให้วางแผนอย่างดีมีประกัน ให้ยึดมั่นพอเพียงที่เพียงพอ

เมื่อได้มาอย่าลืมให้คืนกลับ สังคมรับอยู่ได้เพราะให้ต่อ

มันนี่ทอล์คบอกสิ่งดีที่เคียงคลอ ทั้งพอศอพบสิ่งดีปีไก่ทอง”
ขอบพระคุณ อ.ไพบูลย์ อ.นิเวศน์ อ.เสน่ห์ หมอเค พี่นุช พี่แป๋ม น้องเมย์ พี่รี่ พี่อมร 

รวมถึงวิทยากรทุกท่านที่มาให้ความรู้ และผู้ช่วยเหลือ/สนับสนุนงานอีกมายมายที่อาจไม่ได้กล่าวถึง

ลาท้ายปี 59 ขอให้ทุกท่านมีความสุข มีความมั่งคั่ง มีเวลา มีสุขภาพดีๆ 

มีความรักความอบอุ่นให้กับครอบครัวและคนรอบข้าง และมีความสงบสุขในจิตใจของเราเอง

ขอให้ปี 60 เป็นปีที่ได้เดินไปตามทางที่ปรารถนาไม่ว่าจะด้านใด และเป็นปีที่ดีของทุกๆคนครับ 
กำหนดการ Money talk@SET ปี 2560 ดูได้ผ่าน FB Money talk

Money talk@SET ครั้งต่อไป 14 ม.ค.60(วันเด็ก) ดูสดได้ผ่าน FB Live 

หัวข้อ 1 เศรษฐกิจการลงทุนปี 60 คุณอมรเทพ,ดร.เกษม,คุณวิ1น 

หัวข้อ 2 เศรษฐกิจไทยปี 60 ดร.ก่อศักดิ์

หัวข้อ 3 กลยุทธ์ VI ปี 60 ดร.นิเวศน์, คุณอนุรักษ์,คุณพีรนาถ,คุณประชา,หมอพงศ์ศักดิ์

[เปิดจองเสาร์ 7 ม.ค.60 ขอให้ผู้มาเข้าร่วมเข้าห้องประชุมเร็ว เริ่มบ่ายโมงตรง]