Posts from the ‘Value investor’ Category

หุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

·
หุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ Value Investor 26 ก.ค. 57

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้นนั้นอาจจะไม่ได้มีผลกระทบอะไรนักต่อหุ้นหรือการลงทุนในสายตาของ VI หรือคนที่ลงทุนระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในระยะยาวนั้นผมคิดว่าเราต้องติดตามให้ดี เพราะสภาวะเศรษฐกิจและสังคมหรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปนั้น ย่อมทำให้ความต้องการสินค้าและบริการของคนเปลี่ยนไป บริษัทหรือกิจการที่เคยรุ่งเรืองอาจจะถดถอยลง บริษัทใหม่หรือบริษัทเดิมที่ยังไม่สำคัญอาจจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นกิจการที่ยิ่งใหญ่ และนั่นก็ทำให้หุ้นของบริษัทเหล่านั้นกลายเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” คือเป็นหุ้นที่จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องยาวนานประมาณว่าเป็น 10 เท่า ในเวลา 10 ปี
บทเรียนเรื่องหุ้นกลุ่มที่ทำได้ดีเป็นช่วงเวลาประมาณ 10 ปี นั้น ถ้าดูจากตลาดหุ้นอเมริกาก็จะพบว่ามันเกิดขึ้นมาตลอด เช่น ในช่วงทศวรรษที่ 70 หรือตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1980 นั้น หุ้นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นมากและทุกคนต่างก็เข้ามาลงทุนและได้ผลตอบแทนที่ดีมากก็คือหุ้นที่เรียกว่า “Nifty Fifty” หรือหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูงอย่างเช่นหุ้น IBM หุ้น GM อะไรทำนองนี้ หุ้นเหล่านี้มักมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามีการปรับตัวลงซักพักก็จะขึ้นใหม่ ทุกคนเชื่อว่ามันเป็นหุ้น “ทางเดียว” คือมีแต่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ และมีความมั่นคงสูง “ซื้อแล้วไม่ต้องขาย” แต่แล้ว พอถึงปลายทศวรรษ คนที่เข้าไปลงทุนก็ “เจ๊ง” เพราะการเติบโตของมันคงเริ่มสะดุดและราคาของมันขึ้นไปสูงมากเกินไป ทศวรรษที่ 80 ตามมาด้วยหุ้นน้ำมันที่ราคาของน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นมโหฬารทำให้หุ้นน้ำมันกลายเป็น “พระเอก” ไป “10 ปี” แต่หลังจากที่ราคาน้ำมันถดถอยลงหุ้นก็ “ลงเหว” และสิ่งที่ตามมาก็คือในทศวรรษที่ 90 ที่หุ้นเกี่ยวกับยาและสินค้าไฮเทคเริ่มเป็นกระแสใหม่ของโลกที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ “ลงมาสู่ประชาชนทั่วไป” ดังนั้นทศวรรษที่ 90 จึงเป็นของหุ้นไฮเทค แต่พอขึ้นสหัสวรรษใหม่ปี 2000 “ฟองสบู่” หุ้นไฮเทคก็ “แตก” คนที่ร่ำรวยจากหุ้นเหล่านั้นหลายคนก็ “เจ๊ง” ทศวรรษใหม่ที่ตามมาเราได้เห็นโลก “เปลี่ยนแปลง” อย่างสำคัญอีกครั้งนั่นก็คือการก้าวขึ้นมาของประเทศกำลังพัฒนาที่มีคนมาก เช่นจีนและกลุ่ม BRIC ที่ต้องการวัตถุดิบมหาศาลและนี่นำมาซึ่งการ “บูม” ของสินค้าโภคภัณฑ์ และล่าสุดทศวรรษ 10 นี้ก็อาจจะเป็นหุ้นของสังคมข้อมูลออนไลน์ก็ได้
ตลาดหุ้นไทยเองนั้น ในอดีตเราก็ผ่านช่วงเวลา “10 ปี” ของความรุ่งเรืองของหุ้นแต่ละกลุ่มมาแล้ว โดยที่ 10 ปีสุดท้ายถึงวันนี้ผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาทองของกลุ่ม “ผู้บริโภค” ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดดเด่นมากกลายเป็นหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ราคาหรือมูลค่าตลาดของหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 เท่าในช่วงเวลา 10 ปี นี่คงเป็นผลจากการที่คนไทยมีรายได้ต่อหัวถึงจุดที่สามารถบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพสูงในปริมาณที่มากขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวและทำให้บริษัทที่ประสบความสำเร็จเป็น “ผู้ชนะ” สามารถสร้างรายได้และผลกำไรมหาศาลซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเร็วและต่อเนื่องติดต่อกันมานานหลายๆ ปี จนถึงปัจจุบัน แต่อนาคตอีก 10 ปีหรือในทศวรรษหน้า หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกแล้วในวันนี้จะยังคงเติบโตต่อไปอีก 10 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือไม่? และถ้าไม่ใช่หุ้นในกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะมีโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้น? นี่คือคำถามที่นักลงทุนคงอยากรู้
ก่อนที่จะเข้าประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ทางด้านคุณภาพเรามาดูตัวเลขว่า “หุ้น 10 เด้ง ใน 10 ปี” นั้นจะต้องเป็นอย่างไร? ประการแรกเลยก็คือ หุ้นตัวนั้นจะต้องให้ผลตอบแทนหรือมีราคารวมปันผลปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบต้นปีละอย่างน้อยประมาณ 26 % ขึ้นไปเป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี ฟังดูอาจจะไม่สูงสำหรับหุ้นหลายตัวที่อาจจะปรับตัวขึ้นเป็น 100% ในเวลาอันสั้นไม่กี่วันหรือเดือน แต่ประเด็นก็คือ หุ้นเหล่านั้นมักจะดีแต่ในช่วงสั้น ๆ หุ้นที่ปรับตัวยาวติดต่อกันปีแล้วปีเล่านั้นมักจะหาได้ยาก
ข้อที่สองของตัวเลขก็คือ ถ้าราคาจะปรับตัวขึ้นปีละ 26% กำไรของบริษัทก็ควรจะต้องปรับตัวขึ้นอย่างน้อยปีละ 26%แบบทบต้นเป็นเวลา 10 ปีด้วย แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่จะเติบโตได้ในอัตราขนาดนั้น ดังนั้น สำหรับหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี ที่เกิดขึ้นแล้วในตลาดหุ้นไทย ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะมีกำไรแบบทบต้นไม่ถึง 26% ต่อปี แต่โตขึ้นเช่นเพียง 17%-18% ขึ้นไปเท่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นควรจะขึ้นไปเป็นเพียง 5 เท่าในเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความนิยมของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่า PE ของหุ้นถูกปรับขึ้นเป็นเท่าตัวหรือมากกว่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นที่ควรขึ้นไป 5 เท่า กลายเป็นเพิ่มขึ้นไป 10 เท่าและกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง ตัวอย่างก็เช่น หุ้นในกลุ่มค้าปลีกนั้น ถ้าดูเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะพบว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ ค่า PE ของหุ้นจึงเป็นแค่ 10 เท่าต้น ๆ แต่ถึงปัจจุบันค่า PE กลายเป็นกว่า
20 เท่า เช่นเดียวกับหุ้นโรงพยาบาลที่เป็นซุปเปอร์สต็อกในปัจจุบันนั้น เมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจ ค่า PE จึงค่อนข้างต่ำอย่างมากก็ 10 กว่าเท่า แต่ในปัจจุบันก็มีค่า PE หลายสิบเท่า
การวิเคราะห์เชิงคุณภาพของหุ้น 10 เด้งในอีก 10 ปี ข้างหน้านั้น ผมคิดว่าน่าจะคล้าย ๆ กับหุ้น 10 เด้งในอดีต นั่นก็คือ ข้อแรก มันควรเป็นหุ้นที่อยู่ใน “เทรนด์” ของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่จะเติบโตเร็วต่อไปในอนาคตอย่างน้อย 5-6 ปี ขึ้นไป ข้อสอง มันควรจะเป็นหุ้นของผู้ชนะเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง และถ้าจะให้ดีต้องเหนือกว่าอันดับสองมาก ข้อสาม การชนะของบริษัทจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในด้านของการแข่งขันอย่างถาวร เช่น ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนเนื่องจากขนาดของบริษัทที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมาก หรือการชนะทำให้ชื่อเสียงหรือแบรนด์เนมของสินค้าเป็นที่ยอมรับว่าเหนือกว่ารายอื่นอย่างชัดเจน เป็นต้น ข้อที่สี่ หุ้นที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น ควรที่จะเป็นกิจการที่ไม่ต้องลงทุนในการขยายงานสูงและเป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีถึงดีมาก และสุดท้ายก็คือ ขนาดของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นจะต้องใหญ่พอที่จะรองรับการขยายตัวของบริษัทที่จะโตขึ้นอีก 10 เท่าได้
จากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นก็จะพบว่าผมไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวไหนหรือกลุ่มไหนจะเป็นหุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า สิ่งที่บอกได้ก็คือ หุ้นแบบไหนหรือกิจการแบบไหนจะไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งได้มากกว่า ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ หุ้นที่เป็นหุ้น 10 เด้งแล้วในปัจจุบันอย่างหุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งหลายนั้น ผมคิดว่าไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งในอนาคต เหตุเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น มูลค่าหุ้นของมันจะต้องสูงจนแทบจะ “กลืนกิน” อุตสาหกรรมทั้งหมดซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ หุ้นกลุ่มที่กำลังร้อนแรงมากและเข้าข่ายว่าอาจจะเป็นธุรกิจที่จะเติบโตไปได้อีกหลาย ๆ ปี เช่น หุ้นพลังงานทดแทนแนว “โซลาร์ฟาร์ม” นั้น ผมก็คิดว่ายากที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกเนื่องจากมันเป็นกิจการที่ต้องลงทุนสูงถ้าจะโต นอกจากนั้น มันยังยากที่จะหาผู้ชนะจริง ๆ เนื่องจากทุกวันนี้อุตสาหกรรมจริง ๆ ยังไม่ได้มีการแข่งขันแต่เป็นเรื่องที่ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐเพื่อที่จะอยู่รอด
ก่อนที่จะจบบทความนี้ ผมคงต้องบอกว่าสิ่งที่ผมพูดนั้น เป็นเรื่องของ “พื้นฐาน” ของกิจการที่ จะส่งผลให้หุ้นมีโอกาสกลายเป็นหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี สำหรับหุ้นขนาดพอสมควรที่เน้นในด้านของการเติบโตของธุรกิจตามปกติ แน่นอน หุ้นขนาดเล็กหรือขนาดจิ๋วที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่และกลายเป็นหุ้น 10 เด้งนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่สามารถกำหนดเป็นเกณฑ์ได้ เช่นเดียวกับหุ้น Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว หรือหุ้น Cyclical หรือหุ้นวัฏจักร เหล่านี้ก็มีโอกาสเป็นหุ้น 10 เด้งได้ แต่ความเสี่ยงในการลงทุนก็สูงและผมเองก็ไม่มีความสามารถจะกำหนดตัวได้ ว่าที่จริง แม้แต่หุ้น 10 เด้งในอดีตที่ผมได้ลงทุนมาหลาย ๆ ตัวนั้น ตอนที่เริ่มลงทุนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นหุ้น 10 เด้ง เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว โดยที่โชคดีที่ผมไม่ได้ขายมัน ผมถึงได้รู้ว่ามันเป็นหุ้น 10 เด้งที่ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง ถึงนาทีนี้ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะได้หุ้น 10 เด้งในจำนวนเหมือนเดิม เหตุผลง่ายที่สุดก็คือ หุ้นที่ผมถือในปัจจุบันต่างก็เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่คงไม่สามารถโตได้ขนาดนั้นใน

Advertisements

ข่าวร้าย

ข่าวร้าย

ผมไม่ทราบว่ามีใครเคยทำวิจัยหรือไม่ว่าข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะแนวธุรกิจมีข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีมากน้อยแค่ไหน แต่ผมพนันได้ว่า ข่าวร้าย มีมากกว่าหลายเท่า

คำว่า ข่าวร้าย นั้น ในความหมายของผมก็คือ ข่าวที่คนอ่านแล้วคิดว่ามันจะมีผลที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยลง กำไรของธุรกิจต่าง ๆ ลดลง ตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำลง และหุ้นบางตัวจะมีราคาลดลง ทำให้คนรู้สึกวิตกกังวล และอาจจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อคลายความวิตกกังวลนั้น เช่น ลดการบริโภค หรือขายหุ้นทิ้ง

แต่ในความเป็นจริง ข่าวร้าย ที่ปรากฏนั้นอาจจะไม่เป็นจริง หรือถ้าเป็นจริงก็อาจจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ ต่อยอดขายหรือกำไรของกิจการต่าง ๆ ดังนั้นพื้นฐานของเศรษฐกิจและกิจการต่าง ๆ อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจิตใจของคนรับข่าวอาจเปลี่ยนและราคาหุ้นอาจปรับตัวลงเนื่องจากปฎิกริยาของคนอ่านที่บังเอิญซื้อขายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์
ลองมาดูสิครับว่ามันน่าเป็นอย่างนั้นไหม?

ก่อนหน้านี้เพียงปีสองปีเราวิตกกันว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินจะทำให้เกิดภาวะเงินฝืด ราคาข้าวของไม่ขึ้นเลยเพราะเงินเฟ้อต่ำมาก เรากลัวว่าคนจะไม่ยอมใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภคและจะทำให้เกิดภาวะเงินฝืดซึ่งจะกระทบกับภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

เดี๋ยวนี้อัตราดอกเบี้ยกำลังเพิ่มขึ้น ราคาสินค้ากำลังเริ่มปรับตัวขึ้น ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เงินเฟ้อกำลังมา นี่เป็นข่าวร้ายที่น่าวิตกว่าจะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ผมไม่รู้ว่าข่าวดอกเบี้ยลง หรือข่าวดอกเบี้ยขึ้นเป็นข่าวร้ายที่แท้จริงกันแน่ หรือทั้งสองข่าวต่างก็ไม่ใช่ข่าวร้ายทั้งคู่ รู้แต่ว่าคนอ่านข่าวโดยเฉพาะที่เป็นนักเล่นหุ้นจำนวนมากต่างก็วิตกกังวลทั้ง 2 เรื่อง เห็นได้จากการซื้อขายหุ้นมหาศาลในแต่ละวันโดยเฉพาะในวันที่มีข่าวพาดหัวตัวใหญ่และดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นลงเหมือนลูกดิ่ง

ค่าเงินบาทเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจยากไม่แพ้กัน เพราะในช่วงเกิดวิกฤติใหม่ ๆ ที่ค่าเงินบาทอ่อนมาก คนต่างก็วิตกกันว่าเราคงต้องล้มละลายกันทั้งประเทศเพราะบริษัทต่างก็ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมหาศาล นี่เป็นข่าวร้ายแน่นอนในช่วงนั้น แต่พอตอนหลัง ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเรื่อย ๆ คนก็เริ่มบ่นและเริ่มวิตกกันว่าค่าเงินบาทที่แข็งเกินไปจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถส่งออกสินค้าได้เนื่องจากสินค้าของเราจะแพงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพราะฉะนั้น ข่าวค่าเงินบาทก็สามารถเป็นข่าวร้ายได้ในทุกกรณี

บางช่วงที่ค่าเงินบาทนิ่งและอัตราดอกเบี้ยก็ไม่ขยับเราก็มีข่าวร้ายเรื่องสงครามและการก่อการร้ายในต่างประเทศ ไล่ตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางซึ่งที่จริงเกิดขึ้นเกือบทุกวันอยู่แล้ว ไปจนถึงการถล่มตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ การโจมตีในบาหลี ยุโรป และรัสเซีย และสุดท้ายก็คือการก่อการร้ายในภาคใต้ของเราเองซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะพัฒนาไปอย่างไร แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

แต่ถ้าถามว่าการก่อการร้ายกระทบอะไรกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้น คำอธิบายอาจจะมีได้เป็นสิบ ๆ หน้า แต่เกือบทั้งหมดเป็นการกระทบ ทางอ้อม ที่ไม่รู้ว่าจะมีผลแค่ไหน แต่สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมแล้วละก็ เขาบอกว่าน่าจะมีผลโดยตรง เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านั้นจะดีกว่า แต่ผมก็ยังเห็นเครื่องบินมีผู้โดยสารเต็มแน่นกันทุกเที่ยว นักท่องเที่ยวก็ยังคงมากันตามปกติ แม้แต่บาหลีผมก็ได้ข่าวว่าคนกลับไปอย่างเดิมแล้ว ดูที่ผลการดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวกับโรงแรมและการขนส่งก็ดูดีเป็นปกติ เพียงแต่หุ้นยังไม่ไปไหนเพราะคนอาจจะยังวิตกกับการก่อการร้ายอยู่

ข่าวร้ายที่เกี่ยวกับคนบางทีก็ยังพอคาดการณ์ได้บ้าง แต่เรื่องของธรรมชาตินั้นก็ทำให้คนช็อคได้ไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่โรคซาร์เมื่อปีสองปีก่อนซึ่งช็อคคนทั้งโลกโดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางทำธุระหรือท่องเที่ยว คนต่างกลัวกันว่านี่อาจจะเป็นหายนะของมนุษย์ถ้าควบคุมไม่ได้ และก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง และแน่นอน คนเล่นหุ้นก็ต้องทิ้งหุ้นก่อนเพื่อความปลอดภัย

เรื่องของโรคซาร์จบไปก็ตามด้วยโรคไข้หวัดนกซึ่งผลกระทบหรือเป็นข่าวร้ายน้อยกว่า แต่ก็กระทบโดยตรงกับผู้ผลิตไก่เต็ม ๆ และก็แน่นอน หุ้นในกลุ่มนี้ก็ถูกเทขายเพื่อความปลอดภัย

น้ำมันแพงดูเหมือนจะเป็นข่าวร้ายที่รุนแรงและอาจ ทำลายเศรษฐกิจโลก และโดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพิงน้ำมันอย่างไทย เศรษฐกิจของประเทศจะถูกกระทบ ดุลการค้าอาจจะขาดดุล บริษัทที่ต้องใช้น้ำมันมากเช่น ซีเมนต์ การขนส่ง หรือแม้แต่ธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนจะถูกกระทบอย่างหนัก โดยรวมแล้ว นี่เป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นการถือหุ้นยาวในช่วงนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ข่าวร้าย ที่กระทบกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเฉพาะอย่างนั้น ยิ่งมีมากจนนับไม่ถ้วน บางเรื่องก็เป็นจริง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องที่นักลงทุนปริวิตกกันเกินเหตุซึ่งเป็นผลจาก แนวโน้มเล็ก ๆ หรือ แฟชั่น ที่เกิดขึ้นและมี นักอนาคตศาสตร์ ช่วยรับรอง ว่าเป็นจริง

หลายปีก่อนที่วิดีโอกำลังเฟื่อง คนก็พูดกันว่าโรงภาพยนต์จะต้องเจ๊งกันหมดเพราะวิดีโอจะถูกกว่า สะดวกกว่า และมีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่มีใครอยากเข้าโรงหนัง

หนังสือพิมพ์ นิตยสารเองก็จะต้องเจ๊งเพราะว่าอินเตอร์เน็ทจะเข้ามาแทนที่ คนไม่ต้องเสียเงินซื้อหนังสือพิมพ์เพราะสามารถอ่านได้จากคอมพิวเตอร์

เช่นเดียวกัน ธุรกิจเพลงจะตกต่ำลงเพราะวัยรุ่นหรือคนซื้อเทปเดี๋ยวนี้สามารถดาวโหลดเพลงเฉพาะที่ตนเองชอบทางอินเตอร์เน็ท เพราะฉะนั้นใครจะซื้อซีดีเพลง

คนรุ่นใหม่ดูแลรักษาสุขภาพกันมาก และนี่เป็นแนวโน้มใหญ่ เพราะฉะนั้นธุรกิจเหล้า บุหรี่ และแม้แต่น้ำอัดลมจะค่อย ๆ หดตัวลง และธุรกิจอย่างชาเขียวและน้ำผลไม้จะรุ่งเรือง เออ แต่เรื่องชีวจิตที่เคยดังระเบิดคงไม่เหมาะกับคนส่วนใหญ่กระมัง จึงเงียบ ๆ ไป

ไม่ว่า ข่าวร้าย จะเป็นจริงหรือไม่ หรือจะมีผลหรือไม่มีผล แต่ ข่าวร้าย ในอนาคตก็คงจะมีมากเหมือนเดิมถ้าไม่มากขึ้น นักเล่นหุ้นเองก็จะยังคงวิตกกังวลกันทุกวัน และก็ซื้อและเทขายหุ้นตามข่าวอย่างไร้เหตุผลเหมือนเดิม Value Investor ที่ดีนั้นต้องวิเคราะห์ข่าวอย่างใจเย็น ส่วนใหญ่แล้ว ข่าวร้าย ไม่ใช่เรื่องอันตรายที่จะต้องทำอะไร แต่มันคือโอกาสที่จะเก็บหุ้นดีที่มีราคาถูกลงมากเพราะข่าวร้ายที่ไม่ร้ายนักในระยะยาว
ขอบคุณบทความจาก ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
//นักเจาะแก่นเบอร์9

นิวตัน VS ดาร์วิน / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นิวตัน VS ดาร์วิน / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
July 20, 2014 at 8:50pm
โลกในมุมมองของ Value Investor 19 กรกฎาคม 57

ถ้าเราดูภูมิหลังหรือประวัติการเรียนและทักษะของนักการเงินซึ่งรวมถึงนักลงทุนแนวหน้าของโลกหรือของประเทศไทยเรามักจะพบว่าจำนวนไม่น้อยมีพื้นฐานของการเรียนทางด้านวิศวกรรม ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ว่าที่จริงผมเองก็รู้สึกแปลกใจตั้งแต่เรียนวิชาการเงินในช่วงปริญญาเอกที่พบว่าทฤษฎีสำคัญทางการลงทุนบางเรื่องนั้น ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยหลักการทางวิศวกรรมเรื่อง “การส่งผ่านความร้อน” หรือ Heat Transfer ซึ่งเป็นวิชาที่ยากและผมทำได้ไม่ดีเลยในสมัยที่ผมเรียนปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรม นอกจากนั้น ทฤษฎีการเงินต่าง ๆ มากมายต่างก็ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนจำพวก Calculus ที่ “เด็กวิศวะ” ต้องเรียนมากมาย ดังนั้น ผมจึงสรุปเองว่าคนที่เรียนมาทางด้านวิศวกรรมหรือเก่งทางด้านวิศวกรรมนั้น หากหันมาเรียนและทำงานทางด้านการเงินก็น่าจะได้เปรียบคนที่เรียนมาทางสายอื่น และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้อาชีพทางการเงินถูก “ครอบงำ” โดยคนที่มีฐานทางด้านวิศวกรรม

แต่ในเรื่องของการลงทุนในทางปฏิบัตินั้น บางทีก็มีประเด็นที่ทำให้เราสงสัยอยู่เหมือนกันว่าคนที่เก่งทางด้านฟิสิกส์ซึ่งเป็นฐานของวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดนั้นจะสามารถลงทุนได้ดีกว่าคนสายอื่นหรือไม่? เพราะเรื่องที่มีการอ้างถึงกันบ่อย ๆ ก็คือ เรื่องที่เซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกเคยกล่าวไว้กว่า 300 ปีมาแล้วว่า “ผมสามารถที่จะคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวบนฟากฟ้า แต่ไม่สามารถคาดการณ์ความบ้าคลั่งของคนได้” เมื่อเขาขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นเซ้าท์ซีอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะเอาชนะในการลงทุนก็ยังคงดำเนินต่อไปจากนักการเงินที่ใช้หลักการในแบบของนิวตัน โดยล่าสุดดูเหมือนจะเป็นการพยายามซื้อขายหุ้นโดยกลุ่มนักการเงินที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งก็คือการใช้ข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ในการสร้างแบบจำลองที่จะทำการซื้อขายหุ้น ผมเองไม่แน่ใจว่าพวกเขาประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ประสบการณ์ของ “Long Term Capital Management (LTCM)” ซึ่งเคยเป็นกองทุนที่บริหารโดยนักการเงินระดับโนเบลไพร์ซที่เน้นการใช้วิชาการแบบของนิวตันนั้น อาจจะบ่งบอกเราว่า หลักการทางด้านของฟิสิกส์นั้น อาจจะเหมาะเฉพาะกับการลงทุนในระยะสั้น ๆ ที่ปัจจัยและภาวะแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในช่วงแรกนั้น LTCF ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง “คาดไม่ถึง” กองทุนก็ล่มสลายลง

นั่นนำมาถึงอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเองคิดว่าน่าจะสามารถอธิบายทฤษฎีการลงทุนในระยะยาวได้ดีกว่านั่นก็คือหลักการพื้นฐานที่ถูกค้นพบโดย Charles Darwin นักชีววิทยาที่มีเสียงมากที่สุดในโลก ทฤษฎีของดาร์วินอย่างที่เรารู้ก็คือ ทฤษฎี “วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต” ซึ่งบอกว่าสิ่งมีชีวิตต่างก็ปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมตลอดเวลา ผู้ที่เหมาะสมนั้นจะรอดและเติบโตต่อไป (Survival of the fittest) ส่วนผู้ที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะตายหรือค่อย ๆ หมดไป การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตมาเป็นล้าน ๆ ปีนี้เองที่นำไปสู่สิ่งมีชีวิตที่สลับซับซ้อนอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งรวมถึงมนุษย์ ที่ประกอบไปด้วยระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่ทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่งและกระบวนการหรือระบบต่างๆ เหล่านี้ก็ยังปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เพียงแต่เราไม่สามารถสังเกตได้ในระยะเวลาสั้นๆ

ทฤษฎีของดาร์วินซึ่งอธิบายเรื่องของสิ่งมีชีวิตนั้น ในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็มีคนนำไปเปรียบเทียบกับระบบของสังคมว่ามันมีส่วนที่คล้ายกันมาก การอธิบายเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ ตลาดหุ้น การทำงานของธุรกิจข้ามชาติ ระบบอินเตอร์เน็ตและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์ ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีคุณลักษณะและพฤติกรรมแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิต พูดง่าย ๆ ระบบต่าง ๆ เหล่านั้นจริง ๆ แล้วมัน “มีชีวิต” ในแง่ที่ว่า ระบบที่เหมาะสมก็จะอยู่รอด ระบบที่ ปรับตัวไม่ได้ก็จะตายหรือหายไป เราเรียกมันว่า “Complex Adaptive System” (CAS) หรือ “ระบบที่ซับซ้อนและปรับตัวตลอดเวลา” ความหมายของ CAS ก็คือ ระบบอย่างเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นนั้น เป็นระบบใหญ่ (คล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) ที่ประกอบไปด้วย “ผู้เล่น” หรือปัจจัยต่าง ๆ มากมาย (อาจจะคล้าย ๆกับระบบหายใจ และระบบย่อยอาหาร ต่าง ๆ ) ที่ต่างก็มีบทบาทหรือมีอิทธิพลต่อระบบและต่อผู้เล่นอื่นๆ ผู้เล่นและปัจจัยนั้นมีหลากหลายมากมาย เช่นเดียวกับผลกระทบนั้นก็มีหลากหลาย นอกจากนั้น เวลาที่ผู้เล่นหนึ่งเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบไปยังคนอื่น คนอื่นก็เปลี่ยนแปลงและสุดท้ายก็ส่งผลกลับไปยังผู้เล่นคนแรก และนี่จึงทำให้มันมีความซับซ้อนจนยากที่จะบอกว่าอะไรคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบเกิดขึ้น เรารู้แต่เพียงว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อที่จะสะท้อนหรือปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ระบบอยู่รอดและทำงานต่อไป

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ใช่เส้นตรงและระบบนั้นไม่เสถียรและจำเป็นต้องมีพลังงานที่ต้องป้อนเข้ามาตลอดเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ นอกจากนั้น ระบบ CAS นั้นมี “ประวัติศาสตร์”นั่นก็คือ มันมี “วิวัฒนาการ” คล้าย ๆ กับสิ่งมีชีวิตจริง ๆ ข้อสรุปอย่างย่อที่สุดก็คือ ระบบ CAS นั้น เป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ หรือ Dynamic ปัจจัยต่าง ๆ หรือผู้เล่นต่างๆ ในระบบก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ผลกระทบก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และมีผลย้อนกลับด้วย ดังนั้น การคาดการณ์ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลต่อระบบหรือปัจจัยหรือผู้เล่นอื่นอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือแทบจะทำไม่ได้เลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็อาจจะเป็นว่า การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางขึ้นมา 1 เปอร์เซ็นต์นั้นจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์? คำตอบที่ถูกต้องนั้นก็คือ บอกไม่ได้! ระบบการปรับตัวที่ซับซ้อนหรือ CAS ไม่ได้ทำงานเหมือนกับการคำนวณว่าถ้าจะไปดวงจันทร์ต้องยิงจรวดในทิศทางไหนและใช้เชื้อเพลิงเท่าไร

กลับมาดูการลงทุนในตลาดหุ้นว่ามันควรเป็นอย่างไร? ส่วนตัวผมคิดว่าตลาดหุ้นและการลงทุนนั้นเป็น CAS และมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด เมื่อคิดย้อนหลัง ผมเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของนักลงทุน กลุ่มหุ้นที่เคยเป็นหุ้นยอดนิยมในตลาด กลุ่มหุ้นที่เจริญรุ่งเรืองในแต่ละยุค การควบคุมบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของ VI ในตลาดหุ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผมคิดต่อไปว่าอนาคตมันก็คงจะเปลี่ยนแปลงไปอีก สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ว่าในด้านไหนหรือผู้เล่นไหนก็น่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไป
แม้แต่สภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของไทยที่มีผลต่อตลาดหุ้นเองก็เปลี่ยนแปลงไป บางทีอาจจะรุนแรง “ไม่เป็นเส้นตรง” สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น เราก็จะต้องพร้อมที่จะปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคำว่า “Survival of the fittest” หรือคนที่เหมาะสมที่สุดก็จะอยู่รอดและเฟื่องฟู

ประเด็นสำคัญของผมก็คือ นักลงทุนในช่วงนี้—ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา พวกเราคือคนที่ “เหมาะสมที่สุด” โดยเฉพาะ “VI” จำนวนมากที่ร่ำรวยขึ้นมามากอย่าง “ไม่น่าเชื่อ” เหตุเพราะว่า ระบบที่เป็น CAS นั้นจะมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางทีก็เร็วมาก ความเหมาะสมในวันนี้อาจจะกลายเป็นความไม่เหมาะสมในวันข้างหน้าได้ และถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เราเป็นเราทำนั้นดีและเหมาะสมที่สุดแล้ว เราอาจจะกลายเป็นคนที่ล้าสมัยได้เมื่อสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประวัติศาสตร์ของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ประวัติของผลงานการลงทุนที่ยิ่งใหญ่นั้น ไม่ได้รับประกันว่ามันจะคงอยู่ได้ตลอดไป และประวัติศาสตร์บอกว่า การรักษามันเป็นสิ่งที่ยากมาก

อดกลั้นต่อสิ่งยั่วเย้า / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

อดกลั้นต่อสิ่งยั่วเย้า / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ Value Investor 
11 กรกฎาคม 2557
การลงทุนในตลาดหุ้นแบบระยะยาวจริงๆ คือถือหุ้นแต่ละตัวโดยเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งปีหรือหลาย ๆปีขึ้นไปนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่ยังมีอายุน้อยและมีความหวังที่จะ “รวย” จากการลงทุนในเวลาอันสั้น เหตุผลที่สำคัญก็คือ คนจำนวนมากคิดว่าการลงทุนระยะสั้นนั้นน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย พวกเขาคิดว่าการ “ซื้อแล้วเก็บ” นั้น ผลกำไรหรือผลตอบแทนของการลงทุนก็มักจะเป็นไปตามผลกำไรของบริษัทในระยะยาว ซึ่งก็มักจะ “ไม่สูง” นั่นคืออย่างมากก็ประมาณ 15% ต่อปี แต่ถ้า “เล่นสั้น” ก็จะมีโอกาส “ทำกำไร” ปีละหลายรอบ บางทีรอบละ 10%-20% ปีหนึ่งก็อาจจะสามารถสร้างผลตอบแทนหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จริงอยู่ ในบางครั้งอาจจะพลาด แต่โดยรวมแล้วเขาคิดว่ากำไรจะมากกว่าขาดทุน ดังนั้น คนส่วนใหญ่ แม้แต่ที่เป็น VI จึงนิยมลงทุนค่อนข้างสั้นไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่ใช่ VI ก็อาจจะสั้นขนาดเป็นวัน ที่เป็น VI ก็อาจจะเป็นเดือนหรืออาจจะหลายเดือน สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ทำให้คนเล่นสั้นนั้นมีหลากหลายและต่อไปนี้ก็คือ “สิ่งยั่วเย้า” ที่ทำให้คนเข้ามาซื้อขายหุ้นอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนตัวหุ้นไปเรื่อย ๆ

สำหรับคนที่เป็น “เทรดเดอร์” หรืออาจจะเป็น “นักลงทุนรายวัน” สิ่งที่ “ยั่ว” ให้เขาเข้ามาซื้อหรือขายหุ้นนั้นก็คือ ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น นี่คือการเล่นหุ้นตามแนวเทคนิคที่เน้นการซื้อขายหุ้นตามความผันผวนของราคาและความคึกคักของหุ้น หุ้นที่กำลังวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ภายในเวลาเพียงชั่วอึดใจราคาอาจจะปรับขึ้นไปเป็น 10% หรือในช่วงไม่กี่วันราคาขยับขึ้นไปต่อเนื่องหลายสิบเปอร์เซ็นต์ อาการแบบนี้ทำให้นักเล่นหุ้นระยะสั้นแนวเทรดเดอร์ “อดทนไม่ไหว” ต้องเข้าไปเล่นโดยหวังว่าหุ้นจะวิ่งต่อไปและตนเองสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น คนที่เข้าไปเล่นหุ้นตามแนวทางนี้เมื่อได้กำไรในระดับหนึ่ง เช่น อาจจะ 5%-6% ก็มักจะรีบขายทำกำไรเพราะอาจจะกลัวว่าหุ้นจะ “ปรับตัวลง” เช่นเดียวกัน บางคนเข้าไปซื้อ “ช้าเกินไป” และหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่าต้นทุน บางทีเข้าก็อาจจะขายทิ้งเหมือนกัน

“สิ่งยั่วเย้า” ต่อมาที่มักทำให้คนเข้าไปซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาบริษัทอย่างลึกซึ้งก็คือ “ข่าวดี” ของบริษัท เช่น บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้โดดเด่น เช่น ขายคอนโดหมดได้อย่างรวดเร็ว บริษัทได้รับงานใหม่ที่มีขนาดหรือรายได้สูง เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้างประมูลงานได้ หรือบริษัทชนะประมูลแข่งในกิจการสัมปทานหรืองานจากหน่วยงานรัฐและเอกชนต่างๆ เป็นต้น ข่าวดีเหล่านั้นถึงจะทำรายได้ให้บริษัทเพิ่มขึ้นในอนาคตและอาจจะช่วยทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นซึ่งก็จะทำให้หุ้นมีค่ามากขึ้นได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นเรื่องที่ “เกิดขึ้นครั้งเดียว” หรือไม่ถาวร ดังนั้นผลกระทบในแง่ของมูลค่าของบริษัทก็อาจจะไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่อง “ระยะยาว” แต่ใน “ระยะสั้น” คนก็น่าจะเข้ามาเก็บหุ้นและราคาก็จะปรับตัวขึ้น นั่นคือสิ่งที่เราคิด และนั่นทำให้เรา “อดไม่ได้” ที่จะต้องซื้อหุ้น เราคิดว่านี่คือเงินที่จะได้มาง่าย ๆ หรือเป็น “Easy Money”

สิ่งยั่วเย้าให้คนแห่กันเข้ามาซื้อหุ้นโดยที่ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐานของบริษัทอีกกลุ่มหนึ่งก็คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “FinancialEngineering” ในความหมายที่ไม่ได้ตรงกับชื่อจริง ๆ แต่ในความหมายของผมก็คือ การออกตราสารการเงินทั้งที่เป็นหุ้นหรืออนุพันธ์ที่ให้ฟรีหรือเกือบฟรีกับผู้ถือหุ้น หรือการปรับแต่งตัวเลขทางการเงินเช่นการปรับพาร์หรือแตกหุ้นต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งในพื้นฐานจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของการพิมพ์หรือปรับตัวเลขบนกระดาษเพื่อส่งให้ผู้ถือหุ้น แต่ผลที่มักเกิดขึ้นก็คือ 
นักลงทุนคิดว่าบริษัทกำลังจ่ายปันผลหรือให้สิทธิต่าง ๆ ที่มีค่า ดังนั้นพวกเขาก็เข้ามาเก็งกำไรโดยการซื้อหุ้นเพื่อหวังปันผลหรือสิทธินั้นโดยอาจจะไม่เข้าใจว่ามูลค่าของหุ้นเดิมจะต้องถูกลดทอนลงหรือเกิด “Dilution” ราคาหุ้นก็มักจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนที่เห็นประกาศการทำ “Financial Engineering” ก็มักจะอดไม่ไหวที่จะเข้าไปซื้อหุ้นเพราะหวังที่จะได้กำไรอย่างง่าย ๆ

นอกจาก “Financial Engineering” แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่แพ้กันก็คือ “Business Engineering” ในความหมายของผมอีกเช่นกันที่ผมหมายถึงการดัดแปลงหรือหาธุรกิจใหม่ที่ “หวือหวา” ที่เป็นธุรกิจที่ “มีกำไรดี” และ “ทำได้ง่าย ๆ” เช่น พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นธุรกิจ “แห่งอนาคต” เช่น พลังงานทดแทน มาทำแทนหรือเสริมธุรกิจเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ผลที่เกิดมักเกิดขึ้นก็คือ บริษัทถูกมองว่าจะกลายเป็นบริษัทที่มีกำไรและเติบโตมหาศาลจากเดิมที่เป็นบริษัทที่น่าเบื่อและไม่มีอนาคต นักลงทุนจะเข้ามาซื้อหุ้นและให้มูลค่าเท่าๆ หรือมากกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันทั้ง ๆ ที่บริษัทยังไม่ได้พิสูจน์ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ผลก็คือ 
ราคาหุ้นพุ่งพรวดและนักลงทุนจำนวนมากก็ “อดไม่ได้” ที่จะ “ร่วมขบวน” การ “หาเงินง่าย ๆ” นี้

ในยามที่ตลาดหุ้นบูมหนักอย่างในช่วงเร็วๆ นี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่จะทำกำไรแบบ EasyMoney มากเท่ากับหุ้น IPO หรือหุ้นเข้าตลาดครั้งแรก นี่เป็นการเก็งกำไรที่ได้เสียเร็วมากที่สุดอย่างหนึ่งเพราะราคาหุ้นผันผวนเป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แม้แต่ชั่วนาทีก็อาจจะทำกำไรหรือขาดทุนได้หลายๆ เปอร์เซ็นต์ แน่นอน คนที่เข้าไปเล่นในวันแรกที่หุ้นเข้าตลาดนั้นต่างก็หวังกำไรทั้งนั้นและพวกเขาก็อดกลั้นไม่ไหวที่จะอยู่เฉยๆ และมอง “กำไรที่หายไปต่อหน้าต่อตา” ดังนั้น พวกเขาก็เข้าไปเล่นโดยไม่ได้สนใจพื้นฐานของกิจการ

การสนองตอบต่อสิ่งยั่วเย้านั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะต่อนักลงทุนที่ “ไม่รอบรู้” เท่านั้น แม้แต่คนที่เก่งกาจและเป็น VI ผู้มุ่งมั่นเองก็ประสบกับมันเช่นกัน ความต้องการกำไรที่มากและรวดเร็วหรือเป็น EasyMoney นั้น ทำให้หุ้นประเภทที่มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นมากและรวดเร็วเป็นที่สนใจของVI จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะที่อายุยังไม่มากและพอร์ตยังไม่ใหญ่นัก นั่นก็คือหุ้นที่ถูกจัดว่าเป็นหุ้น Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว หรือหุ้น Cyclical หรือหุ้นวัฎจักร หุ้นสองกลุ่มนี้คือหุ้นที่พื้นฐานหรือผลการดำเนินงานกำลังเปลี่ยนจากบริษัทใกล้ล้มละลายหรือตกต่ำอย่างหนักจากภาวะแวดล้อมทางอุตสาหกรรม กลายเป็นบริษัทที่ “เกิดใหม่” และจะมีกำไร หรือกลายเป็นบริษัทที่กำลังจะมีกำไรดีต่อเนื่องไปในอนาคตหลังจากตกต่ำมาช่วงเวลาหนึ่ง ภาวะที่ดีขึ้นอย่างมากในเวลาอันสั้นนั้นมักจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่เรียกว่า “Euphoria” 
หรือเป็นความรู้สึกที่ดีอย่างเคลิบเคลิ้มจนลืมไปว่าผลประกอบการในอนาคตนั้นอาจจะไม่ได้สวยสดต่อเนื่องยาวนาน และดังนั้นพวกเขาก็มักจะให้มูลค่าที่สูงเทียบกับผลกำไรของบริษัทที่กำลังดีขึ้นแต่อาจจะไม่คงทน ผลก็คือ ราคาหุ้นถูก “ดัน” ขึ้นไปมากเนื่องจากนักลงทุน “ทนไม่ไหว” ที่จะไม่เข้าไปซื้อหุ้นที่เห็นว่าอาจจะโตขึ้นไปได้อาจจะอีกหลายเท่า

ยังมีสิ่งยั่วเย้าอีกมากมายในตลาดหุ้นที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นในระยะสั้น ตัวอย่างเช่น การที่หุ้นถูกซื้อโดย “เซียน” หรือนักลงทุน “รายใหญ่” ในตลาดหุ้น หรือถูกซื้อโดยผู้บริหารในจำนวนมาก หรือเรื่องราวต่าง ๆ อีกร้อยแปดที่อาจจะมีผลต่อราคาหุ้นอย่างรุนแรงและทำให้นักลงทุนที่ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ เหล่านั้นเข้ามาซื้อหุ้นโดยหวังที่จะทำกำไรอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นเพราะเขา“อดกลั้นไม่ได้”

ผมเองไม่ได้บอกว่าการเข้าซื้อหุ้นบ่อยๆ เพราะเราอดกลั้นไม่ได้ต่อสิ่งยั่วเย้าเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี มันคงเป็นประสบการณ์ของนักลงทุนแต่ละคน และคงขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ว่าถูกต้องหรือไม่และบางทีก็เป็นเรื่องของช่วงเวลาที่ทำ ส่วนตัวผมเองเชื่อว่า การทำหรือซื้อหุ้นบ่อย ๆ ซึ่งก็แปลว่าต้องขายบ่อยด้วยนั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนส่วนใหญ่ และนั่นทำให้การรู้จักอดกลั้นต่อสิ่งยั่วเย้านั้น เป็นศิลปะที่สำคัญอย่างหนึ่งของ VI

ลงทุนตามกระแส

วันเวลาล่วงเลยผ่านครึ่งทาง ของปี 2557 อย่างรวดเร็ว สถานการณ์การเมืองที่เคยคลุมเครือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลดีต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย โดยดัชนีตลาด SET ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 ปิดที่ 1,495.83 จุด เพิ่มขึ้นจากต้นปี 14.98% ส่วนดัชนีตลาด mai ปิดที่ 521.07 จุดเพิ่มขึ้นถึง 45.40% ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET และ mai ยังจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราเฉลี่ย 3.0% และ 1.41% อีกด้วย

หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ ได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญและความจำเป็นในการออม การวางแผนการเงินส่วนบุคคล และจากการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อการลงทุน จึงทำให้เกิด “กระแสเงินลงทุน” เพิ่มเติมในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ผู้เริ่มสนใจลงทุน และจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ แม้ว่านักลงทุนต่างชาติยังมีปริมาณขายสุทธิสะสมจากตั้งแต่ต้นปีสูงถึงสี่หมื่นล้านบาทก็ตาม

ในภาวะตลาดปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น ลองมาดูกันว่า มี “กระแส” การลงทุนอะไรเกิดขึ้นบ้างและนักลงทุนที่ต้องการ “ลงทุนตามกระแส” ควรต้องทำอย่างไร

อันดับแรก ลงทุนตามกระแสข่าว มีข้อมูลข่าวสารของบริษัทจดทะเบียนเกิดขึ้นมากมายตลอดเวลา ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หุ้น บทวิเคราะห์ หรือสื่อโซเชียลมิเดียในโลกออนไลน์ นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการรับข่าวสารก่อนตัดสินใจลงทุนตามกระแสดังกล่าว เพราะหากข้อมูลบิดเบือนแต่มีกระแสคล้อยตามมากพอ จะเกิดพฤติกรรมหมู่สนับสนุนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นให้เป็นไปในทิศทางตามกระแสข่าวได้ เมื่อเกิดขึ้นจริงบ่อยครั้งก็ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนตามกระแส โดยลดความสำคัญทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานของกิจการและด้านราคาที่มีส่วนต่างความปลอดภัยลง นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า ราคาหุ้นนั้นจะถูกสะท้อนจากพื้นฐานกิจการและผลประกอบการเท่านั้น ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและง่ายเกินไปอาจสร้างความเสียหายภายหลังได้

อันดับที่สอง ลงทุนตามกระแสหุ้น turnaround ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ในหกเดือนแรกของปี 2557 นั้น บริษัทจดทะเบียนที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดอันดับแรก เพิ่มขึ้นถึง 378% ส่วนอันดับที่ 20 ราคาหุ้นยังปรับเพิ่มขึ้นถึง 91% เมื่อตรวจดูรายชื่อบริษัทจะพบว่า กิจการส่วนใหญ่มักมีเรื่องราวเกี่ยวกับการพลิกกลับมาทำกำไร (turnaround ) หรือมีการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ นักลงทุนที่สนใจลงทุนตามกระแส turnaround ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง โดยต้องประเมินถึงความสามารถของผู้บริหาร ความเป็นไปได้ที่กิจการจะพลิกกลับมาทำกำไรได้จริง ตลอดจนความคาดหวังของผลประกอบการว่าเหมาะสมกับราคาหุ้นที่ปรับสูงขึ้นอย่างมากแล้วเพียงใด หากต้องการลงทุนระยะยาวในกิจการดังกล่าว นักลงทุนยังต้องประเมินว่ากิจการที่ turnaround ได้จริงนั้น มีศักยภาพในเติบโตและได้เปรียบในการแข่งขันได้ดีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับการถือลงทุนต่อไปหรือไม่

อันดับที่สาม ลงทุนตามกระแสหุ้นไอพีโอ มีหุ้นไอพีโอกว่า 10 บริษัทเข้ามาซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นมา หุ้นไอพีโอทุกบริษัทล้วนมีปริมาณความต้องการจองซื้อหุ้นอย่างล้นหลาม และสร้างผลตอบแทนอย่างงามให้ผู้ได้รับสิทธิจองซื้อภายในเวลาไม่กี่วัน หากนักลงทุนไม่ได้รับการจัดสรรและยังต้องการลงทุนตามกระแสหุ้นไอพีโอ ณ ราคาตลาดที่สูงกว่าราคาจองซื้ออย่างมากนั้น นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยง เพราะจากสถิติจะพบว่า หุ้นไอพีโอที่ปัจจัยพื้นฐานไม่โดดเด่นนั้น ราคาหุ้นมักปรับลดลงในเวลาต่อมา ทั้งนี้เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขายวันแรกบิดเบือนไปจากสภาวะปกตินั่นเอง

อันดับสุดท้าย ลงทุนตามกระแสกลุ่มธุรกิจ เช่น กลุ่มพลังงานทางเลือก กลุ่มการแพทย์ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนระยะยาวมักคัดกรองหุ้นจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอุตสาหกรรมเป็นลำดับแรก เมื่อพบอุตสาหกรรมที่มีโอกาสในการเติบโตในระยะยาวแล้วจึงศึกษากิจการรายบริษัทเพื่อเลือกลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพโดดเด่นและมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หุ้นยอดเยี่ยมของแต่ละอุตสาหกรรมมักซื้อขายในระดับราคาที่มี Premium มากกว่า การเลือกลงทุนตามกระแสกลุ่มธุรกิจโดยเลือกซื้อหุ้นถูกกว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน แม้อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีแต่นักลงทุนต้องเข้าใจว่า อาจเนื่องจากกิจการมีคุณภาพด้อยกว่า จึงต้องประเมินระดับราคาที่เหมาะสมสำหรับคุณภาพกิจการที่ด้อยกว่าเช่นกัน

ที่กล่าวมาคือตัวอย่างของกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาในตลาดหุ้นไทย กล่าวกันว่า ในช่วงภาวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง “การลงทุนตามกระแส” สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างงดงามให้กับนักลงทุนที่ติดตามข่าวสาร ศึกษาข้อมูลอย่างใกล้ชิดและยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ สำหรับ Value Investor ที่ยึดมั่นลงทุนในกรอบ “ขอบข่ายความรู้” ของตน (Circle of Competency) และ “ไม่โลภเกินความรู้” โดยเลือกที่จะไม่ลงทุนตามกระแสนั้น หากตั้งเป้าหมายและสามารถได้ผลตอบแทนชนะผลตอบแทนตลาดโดยรวมในภาวะตลาดขาขึ้นเช่นนี้ ก็ต้องพอใจกับผลตอบแทนที่ได้เพราะถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

Primark / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Primark / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
July 6, 2014 at 5:52pm
โลกในมุมมองของ Value Investor 5 กรกฎาคม 2557

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับธุรกิจต่างประเทศและพบข่าวเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งซึ่งพาดหัวว่า “แฟนแห่กันเข้าร้านไพร์มาร์คทั้ง ๆ ที่มีการประท้วง” เนื้อข่าวโดยย่อบอกว่านักช็อปของถูกต่างก็แห่กันเข้าร้าน Primark ที่เปิดใหม่ในย่านใจกลางของกรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมันทั้ง ๆ ที่มีการประท้วงของนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้บริษัทสัญชาติไอริชรายนี้ปรับปรุงเงื่อนไขและสภาพโรงงานที่ผลิตสินค้าของบริษัท เนื้อข่าวยังบอกต่อไปอีกว่าไพร์มารคนั้นเปิดร้านแรกมาตั้งแต่ปี 1969 หรือ 45 ปีมาแล้วภายใต้ชื่อ Penneys ที่เมืองดับลินของไอร์แลนด์ และได้ขยายไปในหลายๆ ประเทศและได้เริ่มเปิดร้านแรกในเยอรมันในปี 2009 และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในยุโรปในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเนื่องจากตำแหน่งทางการตลาดของร้านที่เน้นสินค้าราคาถูกสุดๆ และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของแฟชั่น จำนวนสาขาของไพร์มาร์คในยุโรปมีถึง 274
สาขาแล้วในขณะเดียวกันบริษัทกำลังวางแผนเปิดร้านแรกที่เมืองบอสตันประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2015

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปก็คือ ไพร์มาร์คมีแผนที่จะเปิดร้านในเยอรมันมากกว่า 100 แห่งจากปัจจุบันที่ 13 แห่งเปรียบเทียบกับร้าน H&M ที่มีถึง 400 สาขาในเยอรมัน ประเด็นที่ทำให้น่าสนใจก็คือ เนื้อข่าวบอกว่าความสำเร็จของไพร์มาร์คนั้นทำให้กำไรต่อยอดขายของ H&M ซึ่งเป็นแบรนด์ของสวีเดนและมีปัญหาเรื่องจรรยาบรรณการทำธุรกิจแบบเดียวกันลดลง หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ ไพร์มาร์คน่าจะเป็นร้านขายเสื้อผ้าที่สามารถแข่งขันกับ H&M ซึ่งเน้นสินค้าราคาถูกเช่นกันได้เป็นอย่างดี ว่าที่จริงผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง และครั้งสุดท้ายเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมก็พบว่าร้านไพร์มาร์คได้เปิดใหม่อีกหนึ่งแห่งใกล้เคียงกับร้านเดิมในย่านถนนอ็อกฟอร์ดซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญ ทุกครั้งที่ผมไปลอนดอน ผมและภรรยาผมจะต้องไปที่ร้านไพร์มาร์คและเราจะได้ของกลับมาหลายอย่าง และทุกครั้งเช่นเดียวกันที่ผมพบว่าร้านไพร์มาร์คซึ่งมีขนาดใหญ่โตมากนั้นมีลูกค้าแน่นร้าน เกือบทุกคนจะถือตะกร้าเลือกซื้อสินค้าเสื้อผ้าและสินค้าที่ทำด้วยผ้าที่มีหลากหลายมาก ไล่ตั้งแต่ผ้าปูเตียงที่ใช้ในห้องนอนจนถึงผ้ากันเปื้อนในห้องครัวและอื่นๆ เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่เราต้องใช้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผ้า

จุดเด่นของไพร์มาร์คที่ทำให้คนสนใจเข้าไปจับจ่ายมากมายก็คือราคาที่ถูกมากและรูปแบบที่สวยงามตามแฟชั่นล่าสุด นอกจากนั้นคุณภาพของวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่ก็คือผ้านั้นมีคุณภาพค่อนข้างดี ว่าที่จริงเสื้อผ้าและเน็คไทที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้ในการทำรายการทีวีหลายรายการก็เป็นสินค้าจากไพร์มาร์ค โดยที่ราคาเสื้อแขนยาวสีสันสวยงามนั้น ราคาก็ถูกระดับที่อาจจะเรียกว่าตัวละ “199” บาท เน็คไทแต่ละเส้นก็หลัก “100” บาท ถุงเท้าหรือผ้าเช็ดหน้าราคาเป็นแพ็คก็ถูกเท่าๆ กับสินค้าราคาถูก ๆ ที่ขายในเมืองไทย มองจากราคานั้นต้องบอกว่าไพร์มาร์คเน้นสินค้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม คนอาจจะมีภาพที่ดีกับสินค้าได้เนื่องจากจุดขายซึ่งเป็นอาคารหรูหรากลางย่านการค้าที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของลอนดอน นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไพร์มาร์คไปเช่าที่มุมหนึ่งของห้าง Selfridges ซึ่งเป็นห้างหรูพอ ๆ กับห้าง Harrods เพื่อวางสินค้ายี่ห้อไพร์มาร์คบางอย่าง นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์ของไพร์มาร์คที่จะทำให้คนไม่ดูว่านี่เป็นสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ

ผมเองก็คิดว่าสินค้าของไพร์มาร์คนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีใช้ได้ รูปแบบของสินค้าเองก็ไม่น่าจะน้อยหน้าคู่แข่งเท่าไรนัก แต่ด้วยราคาสินค้าที่ต่ำมากนั้นทำให้นักช็อบทั้งหลายที่ไม่ได้เน้นเรื่องของแบรนด์มากต่างก็เลือกซื้อได้อย่างง่ายดาย พวกเขาจำนวนมากนั้นอาจจะคิดว่าเสื้อผ้าแต่ละตัวนั้นไม่ได้มีโอกาสถูกใช้มากมายอะไรนักเพราะพวกเขาไม่อยากจะ “ใส่ซ้ำๆ” ดังนั้น การซื้อในราคาแพงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใคร่คุ้มค่าโดยเฉพาะถ้าไม่ใช่การสวมใส่ไปงานใหญ่ๆ และนี่ทำให้ไพร์มาร์คเป็นร้านที่เป็นขวัญใจของคนชั้นกลางทั่ว ๆ ไปที่นิยมของถูกแต่คุณภาพใช้ได้

ผมได้รู้จักและสัมผัสกับร้านไพร์มาร์คจริงๆ จัง ๆ ที่ลอนดอนมาเมื่อประมาณ 3-4 ปีมาแล้วจากการไปส่งลูกเข้าเรียนปริญญาโทและมีเวลาช็อปปิงที่ลอนดอนหลายวัน ในเวลานั้นผมค่อนข้างจะ “ทึ่ง” กับความนิยมของคนอังกฤษต่อร้านไพร์มาร์คแต่ผมก็ไม่ได้คิดไปไกลเกี่ยวกับเรื่องหุ้น ผมไม่รู้ว่ามันเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือไม่และผมก็ไม่สนใจเนื่องจากผมยังไม่ได้สนใจที่จะลงทุนหุ้นต่างประเทศ ผมเพียงแต่คิดตาม “สัญชาติญาณนักลงทุน” ของผมว่านี่น่าจะเป็นธุรกิจที่ดีเยี่ยมและถ้ามีโอกาสเป็นเจ้าของก็คงจะสร้างผลตอบแทนที่งดงามได้ มาถึงวันนี้ที่ผมพบข่าวเกี่ยวกับร้านไพร์มาร์คในเยอรมันผมถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้มีร้านเฉพาะแต่ในกรุงลอนดอนแต่มันมีในหลายประเทศและดูเหมือนว่ามันก็เป็นร้านที่แน่นเหมือนกับที่เห็นในลอนดอนซึ่งหมายความว่า Business Model หรือรูปแบบธุรกิจแบบนี้นั้นดีเยี่ยมและแข่งขันได้ ดังนั้น
ผมจึงลองค้นคว้าดูและก็พบว่าที่จริงกิจการไพร์มาร์คนั้นเป็นบริษัทลูกของบริษัทจดทะเบียนชื่อ Associated British Foods (ABF) ในตลาดหุ้นลอนดอน โดยที่มันสร้างรายได้ประมาณหนึ่งในสามของบริษัทแม่ ผมจึงเข้าไปดูว่าราคาหุ้นตัวนี้เป็นอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา?

มองจากกราฟราคาหุ้นแล้วผมรู้สึกทึ่งที่พบว่าหุ้นตัวนี้เติบโตขึ้นมาโดยตลอดโดยที่ราคาปรับตัวขึ้นมากในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ABF มีราคาประมาณ1,080 ปอนด์ ราคาล่าสุดอยู่ที่ 3,098 ปอนด์หรือเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 200% ในขณะที่ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษนั้นปรับตัวขึ้นมาจากประมาณ 5,900 จุดเป็น 6,866 จุดหรือเพิ่มขึ้นเพียง 16% เท่านั้น ผมไม่รู้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ABF ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลประกอบการของไพร์มาร์คเป็นหลักหรือไม่แต่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนสำคัญทีเดียว และนั่นก็ทำให้ผมจินตนาการต่อไปว่าถ้าเมื่อ 3 ปีที่แล้วผมอยู่ในสถานะที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นอังกฤษและรู้จักหุ้น ABF ผมก็คงซื้อหุ้นตัวนี้ไปแล้วเมื่อเห็นลูกค้าแน่นร้านไพร์มาร์คแบบนั้น และผมก็คงจะกำไรจากการลงทุนไปไม่น้อย

ประสบการณ์ที่หุ้น ABF ปรับตัวขึ้นอย่าง “มโหฬาร” ตามความนิยมในตัวสินค้า ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนั่นคือภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนสนใจสินค้าราคาถูกแต่คุณภาพดีนี้ ทำให้ผมนึกไปถึงแนวทางการลงทุนของ ปีเตอร์ ลินช์ ที่เน้นเรื่องพลังของ “สามัญสำนึก” ว่าสามารถทำให้เราเลือกหุ้นลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ตัวอย่างที่ ปีเตอร์ ลินช์ ยกขึ้นมาพูดก็คือการที่เขามักจะคอยฟังภรรยาหรือใครก็ตามที่เป็น “นักช็อบ” ว่าสินค้าตัวไหนกำลัง “มาแรง” กล่าวคือได้รับการต้อนรับเป็นอย่างสูงจากลูกค้า เป็น “Talk of the town” นั่นคือผู้คนต่างก็กล่าวขวัญถึงและต่างก็อยากซื้อ เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อสินค้าขายดีระเบิดแล้ว ในไม่ช้ากำไรก็จะตามมาและราคาหุ้นก็จะปรับตามกันไป การลงทุนในหุ้นโดยดูแต่ตัวเลขผลประกอบการทางการเงินนั้นอาจจะช้าเกินไป

ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ต้องการที่จะเชียร์ให้ซื้อหุ้น ABF เพราะราคาตอนนี้อาจจะสูงเกินไปแล้วมองจากค่า PE ที่สูงลิ่ว และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้สนใจที่จะซื้อหรือติดตามหุ้นตัวนี้ เพียงแต่ยกขึ้นมาเพื่อที่จะชี้ประเด็นให้เห็นว่า ถ้าเราเจอกิจการของบริษัทจดทะเบียนที่ขายดี “ระเบิด” และไม่ได้เป็นเรื่องแฟชั่นที่จะเลือนหายไปง่ายๆ และสินค้าตัวนั้นมีส่วนที่จะสร้างรายได้และกำไรแก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โอกาสที่หุ้นตัวนั้นจะ “วิ่งระเบิด” ในไม่ช้าก็จะตามมา

การลงทุนที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์เงินเดือน / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์เงินเดือน / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
June 22, 2014 at 12:14am
โลกในมุมมองของ Value Investor 21 มิ.ย. 57
สำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ไม่ได้มีเงินจากพ่อแม่หรือมีความสามารถพิเศษในการลงทุนและคิดว่าตนเอง “ไม่มีปัญญา”ในการที่จะเรียนรู้เทคนิคการลงทุนที่จะทำให้สามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ ได้ ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นกลยุทธ์หรือวิธีการลงทุนระยะยาวที่ “ดีที่สุด” สำหรับเขา มันจะเป็นการลงทุน “เพื่อการเกษียณ” ที่จะทำให้เขาสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ตามสถานะที่เขาเป็นอยู่แบบเดิมไปได้ตลอดชีวิตหลังเกษียณโดยที่ความเสี่ยงที่จะ “ขาดเงิน” มีน้อยมาก ๆ สิ่งที่เขาจะต้องทำหรือเงื่อนไขนั้นมีหลักการใหญ่ๆ สามข้อ มันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากแต่ต้องอาศัยวินัยและความศรัทธาสูง
หลักการสามข้อนั้นผมขอเรียกว่าเป็น “แก้ว 3 ประการ ของการลงทุน” ที่ผมเคยพูดไว้ในหลาย ๆ โอกาสซึ่งผมจะทวนอีกครั้งหนึ่งก็คือ ถ้าหากใครหวังจะรวยหรือประสบความสำเร็จจากการลงทุนสูงนั้น เขาจะต้องมีแก้วที่ “สุกสว่าง” ทั้ง 3 ดวง โดยที่แก้วดวงแรกก็คือ เขาจะต้องมี “เงินลงทุนเริ่มต้น” หรือเงินที่ได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินจากการลงทุน เช่น จากเงินเดือน เงินที่พ่อแม่ให้หรือเงินมรดก เป็นต้น “แก้ว” ดวงนี้จะ “สุกสว่าง”มากน้อยนั้น บางทีก็ขึ้นอยู่กับ “โชคชะตา” เช่น
คนที่มีพ่อแม่รวยและพ่อแม่แบ่งเงินมาให้ลงทุนมาก “แก้ว” ดวงนี้ของเขาก็สุกสว่างมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสุกสว่างของแก้วก็อาจจะมากขึ้นได้จากการ “อดออม”
ของเราเอง นั่นก็คือ เราสามารถเพิ่มความสว่างของแก้วของเราได้โดยการบริโภคน้อยลงและเก็บออมแล้วเอามาลงทุนมากขึ้น
แก้วดวงที่สองคือ ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการลงทุน ความสุกสว่างของแก้วดวงนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการวิเคราะห์และลงทุนอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ตามทฤษฎีและตามประวัติศาสตร์การลงทุนที่มีการเก็บสถิติมายาวนานนั้นบอกว่า หุ้นให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในบรรดาการลงทุนหลักทั้งหลายในระยะยาว ดังนั้น แก้วดวงนี้จะสุกสว่างได้นั้น เราคงต้องลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ในขณะที่การฝากเงินให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ถ้าเงินส่วนใหญ่ของเราอยู่ในเงินฝาก แก้วดวงนี้ของเราก็จะหมองมัว ส่วนพันธบัตรหรือหุ้นกู้นั้นให้ผลตอบแทนกลาง ๆ ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ถ้าเราเน้นซื้อหุ้นลงทุนเป็นรายตัวที่อาจจะทำให้แก้วของเราสว่างที่สุด มันก็มีโอกาสเช่นกันที่แก้วดวงนี้จะ “แตก” และความสว่างจะหายไปกลายเป็นแก้วที่ “มืดมน” เปรียบเทียบก็คือ แทนที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงก็อาจจะขาดทุนได้ โชคดีที่ว่าเราสามารถที่จะลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมที่จะให้ผลตอบแทนที่สุกสว่างพอสมควรได้โดยที่ความเสี่ยงที่จะเสียหายมีน้อยในระยะยาว ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญในการเลือกหุ้น การลงทุนในกองทุนรวมที่อิงดัชนีจึงเป็นทางเลือกที่ดีมาก
แก้วดวงสุดท้ายก็คือ ระยะเวลาในการลงทุน ยิ่งเราลงทุนยาวนานเท่าไร แก้วของเราก็จะสุกสว่างมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น คนที่อายุน้อยและแน่วแน่ในการลงทุน ไม่ออกจากตลาดไม่ว่าในสถานการณ์อะไร จึงเป็นคนที่มีแก้วที่สุกสว่างอยู่ในมือ 1 ดวงเสมอ เช่นเดียวกัน คนที่มีอายุยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีก็เป็นคนที่มีแก้วที่สว่างกว่าคนที่อายุสั้นกว่า
คนที่มีแก้วที่สุกสว่างทั้ง 3 ดวง และใช้มัน โอกาสที่เขาจะรวยจากการลงทุนก็จะสูงมาก คนที่มีแก้วอยู่ในมือแต่ไม่รู้จักใช้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ส่วนคนที่แทบจะไม่มีแก้วที่สุกสว่างเลยซักดวงก็ต้องยอมรับว่าเราอาจจะไม่สามารถรวยจากการลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ที่ “กินเงินเดือน” และอายุยังไม่มากนั้น หากมีการวางแผนการลงทุนที่ดี และด้วยการ “เสียสละ” การบริโภคในปัจจุบันพอประมาณแต่อยู่ในระดับที่ไม่น่าจะเดือดร้อนนัก จะสามารถที่จะลงทุนจนมีเงินเพียงพอที่จะใช้ในยามเกษียณได้อย่างสบายโดยที่ความเสี่ยงที่จะทำไม่ได้มีน้อยมาก มาดูกันว่าทำอย่างไรและเราจะบรรลุเป้าหมายอะไร?
สมมุติว่าเราอายุ 30 ปี มีงานประจำที่มั่นคง มีเงินเดือนตามควรแก่อัตภาพเช่น เฉลี่ยเดือนละ 50,000 บาทและยังไม่เคยลงทุนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ข้อเสนอของผมก็คือ เราต้องเริ่มเก็บออมเงินและลงทุนโดยการหักออกจากเงินรายได้ 15%ทุกครั้งที่ได้รับเงิน ซึ่งก็คือเดือนละ 7,500 บาท แล้วนำเงินนั้นลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนี SET50 ซึ่งก็คือการลงทุนในหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 50 ตัวโดยไม่มีการเลือกหุ้น เราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทุกเดือน ถ้าเงินเดือนเราสูงขึ้น เม็ดเงิน 15% ของเราก็สูงขึ้นตามกันไป เวลาได้เงินพิเศษเช่น โบนัส เราก็ยังคงต้องหักเงิน 15%ก่อนเพื่อเอาไปลงทุนในหุ้น การลงทุนในหุ้นทั้งหมดนั้นอาจจะดูว่า “เสี่ยง” แต่การที่เราทยอยลงไปเรื่อยเป็นเวลาถึง 30 ปี ความเสี่ยงจะหายไปมาก เพราะเราจะซื้อหุ้นเฉลี่ยกันไปทั้งช่วงที่หุ้นถูกและแพง โอกาสที่เงินออมจะเสียหายมีน้อยมาก แต่มีโอกาสสูงที่เราจะได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละประมาณ 10% ตามสถิติที่เป็นมาในอดีต ถ้าเราทำแบบนี้ ผลที่จะได้รับหลังจากที่เราเกษียณที่ 60 ปีคืออะไร?
คำตอบอย่างที่ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือ หลังจากเกษียณแล้ว เราก็จะสามารถใช้เงินได้เดือนละเท่าเดิมเท่ากับช่วงที่เราทำงานอยู่โดยที่เราไม่ต้องทำงานต่อไปอีก 30 ปี เช่น ถ้าเราได้เงินเดือนในช่วงแรกที่อายุ 30 ปี เป็นเงิน 50,000 บาท ในวันที่เราเกษียณเดือนแรกเราก็สามารถใช้เงินได้เดือนละ 50,000 บาทเช่นกันหลังจากคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อแล้ว (ที่จริงก็คือใช้ได้ประมาณ 120,000บาท ต่อเดือนซึ่งมีค่าเท่ากับ 50,000ในวันนี้) และถ้าในช่วงที่เราอายุ 40 ปี เรามีรายได้เดือนละ100,000 บาท และเรากันเงิน 15% ซึ่งเท่ากับ 15,000 บาทไว้ลงทุน ในช่วงที่เรามีอายุ 70 ปี เราก็จะสามารถใช้เงินได้เดือนละ 100,000 บาทเช่นกันหลังคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อแล้ว
มองอีกด้านหนึ่งก็คือ เงินเพียง 15% นั้น ถ้าเรากันไว้ลงทุนในหุ้นในวันนี้ มันจะโตขึ้นเป็น 100% หลังหักอัตราเงินเฟ้อแล้ว ภายในเวลา 30 ปี ดังนั้น เงินเพียง 15% ของทุกเดือนที่เราลงทุนไปในวันนี้ อีก 30 ปี มันก็จะกลับมาเลี้ยงเราเต็มจำนวน ถ้าเราลงทุนตั้งแต่อายุ 25 ปี โอกาสที่เราจะเกษียณอย่างสบายก็จะสูง ถ้าเราลงทุนหลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว เช่น เริ่มลงทุนเมื่ออายุ 40 ปี ถ้าจะให้เราสามารถใช้เงินได้เท่าเดิมหลังเกษียณ เราก็อาจจะต้องกันเงินไว้มากกว่า 15% ของเงินเดือนเพื่อที่จะลงทุน ภาระก็จะหนักขึ้น หรือถ้ายังรักษาระดับที่ 15% ในวันที่เกษียณเราก็มีเวลาลงทุนแค่ 20 ปี ซึ่งก็จะทำให้เงินที่เราจะได้นั้นไม่ถึง 100% ซึ่งก็แปลว่า ในวันเกษียณ เราอาจจะต้องลดระดับความเป็นอยู่ลง
คนอายุ 30 ปี ที่เริ่มกันเงินถึง 15% ของเงินเดือนเพื่อลงทุนแต่เขาเน้นไปที่การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนผสมที่มีหุ้นน้อย ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะต่ำ ซึ่งก็อาจจะทำให้เขาไม่สามารถใช้เงินได้เท่าเดิมหลังเกษียณ และนี่สำหรับผมแล้ว เป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสม ในระยะสั้น ๆ นั้น ความรู้สึกมั่นคงและ “ไม่เสี่ยง” จากการลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินฝากนั้น ไม่คุ้มกับการเสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวจากการลงทุนในหุ้น ว่าที่จริง ในระยะยาวตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป หุ้นโดยรวมนั้นมีความเสี่ยงน้อยมาก โอกาสที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนรวมต่ำกว่าตราสารหนี้หรือเงินฝากนั้นผมคิดว่าน่าจะอยู่แค่ในช่วง 5-10 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วหุ้นก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลอด ดังนั้น อย่ากลัวที่จะลงทุนหุ้นเต็มที่ถ้าเราจะลงระยะยาวมาก
สุดท้ายที่ผมอยากจะเพิ่มเติมสำหรับคนที่ต้องเสียภาษีรายได้สูงนั้น การลงทุนในกองทุน LTF และ RMS ในอัตราที่สูงได้ถึง15% ของรายได้นั้น ดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่ผมกล่าวถึงมาทั้งหมด แต่ยังได้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลด้วย ดังนั้น ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรทำ