Posts from the ‘Business’ Category

ผมหาเงินเที่ยว 2 เดือนครึ่ง ก่อนปีใหม่ได้ 900,000 บาท จากการขายของออนไลน์ มาดูเคล็ดลับที่จะเปิดเผยกัน

ผมหาเงินเที่ยว 2 เดือนครึ่ง ก่อนปีใหม่ได้ 900,000 บาท จากการขายของออนไลน์ มาดูเคล็ดลับที่จะเปิดเผยกันกระทู้สนทนา

มนุษย์เงินเดือนE-commerceการตลาดเจ้าของธุรกิจ

สวัสดีครับ ก่อนปีใหม่นี้ผมอยากที่จะมาแชร์เรื่องง่ายๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามในการทำรายได้จากอินเตอร์เน็ต (ไม่ใช่พวกชวนมาทำงานวันล่ะ 2-3 ชม./วัน แล้วมีรายได้นะครับ อันนั้นมัน MLM (ของผมนี้ขายของออนไลน์ มีสินค้าขายจริง ไม่ต้องชวนคนมาต่อเป็นลูกทีมนะ) หลายคนร่ำรวยจากการขายของออนไลน์หลายสิบหลายร้อยล้าน แต่ว่าความเป็นจริงมันมีเคล็ดลับบางอย่างอยู่ที่ทำให้คนเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ผมเองก็เป็นคุณพ่อมือใหม่ที่ส่วนใหญ่ใช้เวลาเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน (ผมไม่เคยทำงานประจำเลย ตั้งแต่จบมา) แต่เก๋าเรื่องการทำธุรกิจในโลกออนไลน์มาหลายสิบปี ทำธุรกิจส่วนตัวมาตลอดพอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในโลกธุรกิจ และก็อยู่ในการตลาดออนไลน์มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ผมมีลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นด้วย ซึ่งวิธีการหาเงินแบบออนไลน์นี้ ผมเรียกมันว่า “การดึงเงินจากฟ้า มาสู่ดิน” คือ โลกออนไลน์ ของให้คุณมี 3 G ใช้ มันก็เหมือนกับสัญญาที่อยู่ในอากาศ คุณจะเปลี่ยนสัญญาเหล่านี้ให้กลายเป็นเงินเข้ากระเป๋าคุณได้อย่างไร เลยอยากมาบอกเคล็ดลับบางอย่างสรุปออกมาเป็นข้อๆ ว่าเค้าทำกันอย่างไรถึงขายของในโลกออนไลน์ได้ร่ำรวยขนาดนี้
ใช่ครับ คุณฟังไม่ผิดผมหารายได้เสริมจากการขายของออนไลน์ 2 เดือนครึ่ง ได้ 900,000 บาท โดยมีสินค้า item เดียวในการขาย เลยมีเงินไปเที่ยวปีใหม่แบบสบายใจมาก เพราะว่าผมสามารถสร้างยอดขายต่อวันได้เฉลี่ย 10,000-50,000 บาท / วัน ซึ่งการขายของชนิดนี้ มีการวางแผนทางการตลาด การจัดตำแหน่งสินค้า ศึกษาคู่แข่ง และการวิเคราะห์มาก่อนแล้วทั้งสิ้น เมื่อมั่นใจถึงจะลงมือทำการตลาดอย่างเต็มที่ และการตลาดที่ใช้มีแค่ช่องทางเดียวคือ Facebook โดยการโปรโมทสินค้าเพียงแค่ชนิดเดียว ซึ่งผลตอบรับจากการขายสินค้าชิ้นแรกได้ใช้เวลาแค่ 1 วัน ผมลงโฆษณาใน Facebook ให้พี่มาร์คแค่ 2 เดือนกว่า โดยจ่ายต้นทุนค่าโฆษณาไปไม่ถึง 20,000 บาท เพราะสิ่งสำคัญสมัยนี้ไม่ใช่อะไรก็จะขายของ แต่คอนเทนต์ที่โดนใจผู้บริโภคต่างหากที่ทำให้เกิดการบอกต่อของสินค้าด้วยตัวมันเอง (ทุกอย่างผ่านการวางแผนมาก่อนนะครับ) 
ที่นี้เรามาดูกันว่าสูตรสำคัญที่หลายคนขายของออนไลน์แล้วทำไมประสบความสำเร็จกัน มันง่ายมาก ผมสรุปออกมาให้เป็นข้อๆดังนี้ เผื่อจะมีประโยชน์กับทุกคนที่เริ่มต้นขายของออนไลน์กันน่ะครับ 
สูตรหาสินค้ามาขายของออนไลน์

1. สินค้าราคาขาย 500-1500 ซื้อง่ายขายคล่อง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญในเรื่องของราคา จากประสบการณ์การขายของในราคาระดับนี้มันทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อของได้ง่ายที่สุด ส่วนจะซื้อมากน้อยเพิ่มขึ้นเท่าไหร่อยู่ที่ความสามารถของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในการพูดคุยกับลูกค้า (และแน่นอนการพูดคุยคุณต้องมีวาทศิลป์ผ่านหน้าจองให้ดีที่สุด จริงๆมันง่ายกว่าคุยต่อหน้าเยอะเลย ลองไปฝึกกันดูนะครับ)
2. ส่ง 1-2 วัน ความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับ ยิ่งได้รับเร็วสินค้าดี รับรองลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำแน่นอนเพราะการซื้อครั้งแรกอาจจะเป็นการทดลองสั่งสินค้าดูก่อน หากเราส่งสินค้าจริง สินค้าดี รับรองมีซ้ำ
3. ขนาดกล่องไม่เกินกล่องไปรษณีย์ มันจะดีนะครับ หากสินค้าคุณมีน้ำหนักที่น้อย มันช่วยให้คุณและลูกค้าคุณประหยัดค่าส่งได้เป็นอย่างดี ลองคิดดูสิหากคุณบวกค่าส่งไปตั้ง 200 บาท นั่นแสดงว่ามันทำให้ลูกค้าบอกว่าค่าส่งแพงจังค่ะ 
4. สินค้า re-order ได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี สินค้าเก่าขายลูกค้าใหม่ สินค้าใหม่ขายลูกค้าเก่า เคล็ดลับความสำเร็จอีกประการคือ มันจะสบายมากๆหากลูกค้าเก่าเราสั่งซื้อสินค้าเราทุกเดือน เพราะการสะสมลูกค้านั่นหมายความว่าหลังจาก 1 เดือนที่คุณเริ่มขายของ เดือนถัดไปคุณจะออกแรงในการทำงานลดลงไปอีก 20 % เพราะฐานลูกค้าเก่าที่คุณมี
5. นำคู่แข่ง 1 ก้าว ใส่นวัตกรรมเข้าไป หรือเขียนเรื่องราวให้เข้ากับสินค้าที่มีอยู่ การที่เราพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ คู่แข่งตามไม่ทัน หรือสินค้าเรามีความเชื่อในเรื่องราวที่เป็นอยู่ นั่นล่ะความรวยอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว 
6. ต้องการแหล่งผลิต หรือนำเข้ามา ยากมาก มันเป็นการตัดคู่แข่งไปอย่างง่ายดาย หากเราเริ่มต้นได้ยากเท่าไหร่ จำไว้นะครับว่า สิ่งที่เราหามาได้ง่ายๆก็มีคนเลียนแบบเราได้ง่ายๆ 
7. ข้อนี้โครตสำคัญเลย (ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกนะครับ) คือ ราคาขายต่ำกว่าท้องตลาด 30% และบวกกำไรจากต้นทุนต้อได้ขั้นต่ำ 4.5 เท่า จัดโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆแล้วเหลือ 3 เท่า และถ้าจะขายส่งต้องได้ 1.5-2 เท่า

เช่น ต้นทุน 100 ขาย 450+ จัดโปรโมชั่นเหลือ 300 ซึ่งเป็นราคาที่ขายที่จะต้องต่ำกว่าคู่แข่งอื่น 30% (คนอื่นขาย 700บาท เราอาจจะต้องขายได้ 450-490 บาท) ขายส่ง 150-200 บาท
8. อยู่เฉยๆ จะต้องขายได้ โดยที่ไม่ต้องทำอะไร (ยังโฆษณาอยู่แต่ไม่ได้ยุ่งอะไร) ที่สำคัญคือ แม้ว่าคุณจะไปทำงานอย่างอื่นหรือมีธุรกิจส่วนตัวอื่นๆ สินค้าจะยังต้องขายได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นการบอกต่อ หรือ ใช้เงินในการโฆษณา หรือใช้ระบบออนไลน์ตัวอื่นมาสร้างยอดขายให้ได้

ฝากเทคนิคสำคัญอีกนิดหน่อยนะครับ

• กดต้นทุนสินค้าเรา ให้ต่ำที่สุด ไม่ว่าเราจะผลิตเองหรือนำเข้ามาขาย อาจจะลงทุนบินไปดูโรงงานที่จีน จนคิดว่าได้ราคาที่โอเค ถ้าไม่ได้ตามสูตรเรา ไม่เอาเลย (แต่หากโรงงานดี สินค้ามีคุณภาพจริงๆ ไม่มีคู่แข่งเราค่อยกลับมาง้อโรงงานทีหลัง แล้วมาปรับสูตรใน 8 ข้อข้างต้น อิอิ)
• คัดเลือกการตลาดการขายที่เหมาะสมกับสินค้านั้น หาให้เจอ ช่องทางการขายไหนสำคัญกับเราที่สุดเพราะไม่ว่าจะทุกช่องทางการขาย ยังไงเราก็ได้กำไร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตลาดอะไร ก้อจะปลอดภัย เพราะมี กำไรที่ 4.5 เท่าอยู่แล้ว

• การสร้างภาพสินค้า สร้าง story, content ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เรื่องนี้สำคัญนะครับ ขายของออนไลน์ ลูกค้าเค้าไม่ได้มาคุยกับคุณตัวต่อตัว ดังนั้น มโนภาพสินค้าที่ดีมีคุณ (แต่ต้องเป็นความจริงนะครับ ให้เค้าได้อ่านได้ตัดสินใจ ยิ่งมีรีวิวที่ดี ทำให้เกิดความเชื่อมั่นครับ)

ปล.ฝากอีกข้อในการปิดการขายทางออนไลน์

ภาษาในการคุยสำคัญมาก

– ถ่อมตัว

– ไม่เถียง

– เพราะสุดท้ายแค่ 8 ข้อ ก้อแทบไม่ต้องคุยอะไรมากแล้วเพราะสินค้ามันจะขายได้ด้วยตัวมันเอง แค่รับออเดอร์และส่งสินค้าให้ทันเป็นพอครับ 
ปล.ขอให้ทุกท่านร่ำรวยจากการเริ่มต้นสร้างรายได้จากการขายสินค้าค้าผ่านระบบออนไลน์นะครับ 

“ดึงเงินจากฟ้ามาสู่ดิน” แล้วเข้ากระเป๋าเราให้ได้นะครับ ^^

Advertisements

ครบรอบ 1 ปี ซ่อนเงินเก็บเมียไว้ได้ 7,000,000 บาท

ครบรอบ 1 ปี ซ่อนเงินเก็บเมียไว้ได้ 7,000,000 บาทE-commerce มนุษย์เงินเดือน ครอบครัว การตลาด 

กระทู้สนทนา

ผมตัดสินใจอยู่นานว่าจะโพสต์เรื่องราวนี้ดีมั๊ย….เพราะกลัวว่าจะโดนดราม่าหลายเรื่อง รวมถึงกลัวหาว่าไปโฆษณาแฝงอะไรหรือป่าว ตอบก่อนเลยครับว่า เรื่องที่ผ่านมาตลอด 1 ปีเป็นเรื่องที่เริ่มต้นด้วยตัวคนเดียวเป็นรายได้เสริมจากธุรกิจที่ดูแลอยุ่แล้วในปัจจุบัน แต่ได้เคยสัญญากับคนในนี้ไว้ว่างจะเอามาแชร์ให้ฟังหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ จนตอนนี้ครบ 1 ปีแล้วที่เริ่มต้น ถ้าสิ้นปีนี้ก็จะ 1 ปี 2 เดือน กับรายได้โดยประมาณ 7,000,000 บาท กระทู้นี้ไม่มีผลในการโฆษณาอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้เชิญชวนไปสัมนา ไม่ได้พาไปทัวร์ที่ไหน ไม่ได้แนะนำหลังไมค์ ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอื่นใดนอกจากเทคนิคที่แชร์ในนี้เท่านั้น อาศัยความสม่ำเสมอในการทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเป็นหลักให้กับคนที่สนใจดู จนเกิดยอดขายได้
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมได้เริ่มต้นธุรกิจขายของออนไลน์เล็กๆขึ้นมาจากการที่อยากจะหารายได้เสริมไปเที่ยวปีใหม่ แต่ใจจริงๆนี่จะเอาไปซื้อ Big Bike อยากได้ Ducuti หรือ ER6N สักคัน (ซื้อไปตลาดจ่ายกับข้าวเลยล่ะครับ 555 เพราะก็ยังไม่มีกลุ่มขี่ด้วยอยู่ดี) นั่นล่ะความฝันของลูกผู้ชายคนนึงเลยล่ะ ผมเองไม่ได้อยากดึงเงินในครอบครัวหรือจากธุรกิจหลักที่ทำอยู่เอามาซื้อเพราะผมคิดว่ามันคนล่ะส่วนกัน ถ้าอยากได้ก็ควรจะหารายได้อื่นมาเสริมแล้วค่อยใช้เงินนี้ซื้อดีกว่าจะได้ไม่ไปกระทบกับรายได้อื่นๆ ก็เริ่มต้นตามที่เคยกล่าวไว้ในกระทู้ก่อนหน้านั่นล่ะครับ ผมสรุปออกมาเป็นข้อๆให้ดูแบบง่ายๆว่า วางแผนอย่างไรนะครับ และจะอธิบายเรื่อง ซ่อนเงินไว้อย่างไรไม่ให้เมียรู้มาตลอดทั้งปี ^//^ 
คือก่อนอื่นที่จะขายสินค้ามันเป็นเรื่องของการมองตลาดนะครับ ถ้าเป็นผม ผมมองแบบนี้ตามลำดับ
1.ตลาดมีความต้องการในสินค้ากลุ่มไหนที่เหมาะสมกับเรา และเรามองกลับไปที่ตลาดนั้นว่า เรามีความรู้และมีความสุขที่จะอยู่ในตลาดนั้นหรือป่าว
2.ถ้าเราจะเข้าตลาดนั้น เราจะต้องรู้มูลค่าตลาดและเราจะมีจุดไหนที่จะเข้าไปแชร์ตลาดได้ และรู้จุดเด่นในสินค้าที่เราจะเข้าไปตีคู่แข่ง
3.กำหนดตัวต้นทุนเราให้ออกมาให้ได้ และควรมีกำไรอย่างน้อย ไม่ต่ำกว่า 100% ในการป้องกันผลประโยชน์ที่เราควรจะได้รับและคุ้มเหนื่อยในธุรกิจ
4.เมื่อผมได้ตลาดได้สินค้าและได้ต้นทุนแล้ว ผมจะมองว่าเราจะเริ่มต้นแค่คนเดียวได้มั๊ยทั้งระบบในช่วง 3-6 เดือนแรกคือ สามารถทำกระบวนการตั้งแต่ต้นจนสามารถขายและรับเงินลูกค้าได้เลย โดยใช้เราคนเดียวมั๊ย
5.ถ้าเกิดว่าทำได้ ผมก็กำหนดการลงทุนไว้อีกว่า ค่าโฆษณาออนไลน์ Facebook หรือ Google Ads จะต้องสามารถทำให้คุ้มค่าใช้จ่ายใน 1 บิล หรือ 2 บิลได้หรือไม่ คือ ตัวเลขจริงๆเลยนะ ค่าโฆษณา 300 บาท/วัน Facebook Ads เดือนล่ะ 9,000 บ. แต่ต้องสามารถสร้างยอดขายใน ใน 1 บิล หรือ 2 บิล รวมกันได้เกิน 9,000 บาท คือ ขายสินค้าแค่บิลเดียวจะต้องได้ค่าโฆษณาทั้งเดือนคืนมา ต่อ 1 ช่องทางการโฆษณาน่ะ ถ้าทำได้ประมาณนี้ผมให้ลิสต์ว่าสมควรขายสินค้านี้อย่างยิ่ง (แต่ถ้าต้อง 3-5 บิล ขึ้นมาก็เหนื่อยหน่อย แต่ถ้าเกิน 7 บิล ผมว่าอยู่เฉยๆก็กำไรนะ ไม่เครียดด้วย)
6.ฉลากสินค้า กล่อง แพ็คเก็จ ต้องสามารถสั่งขั้นต่ำได้นะ อ่อสินค้าก็ต้องสั่งขึ้นต่ำแบบต่ำจริงๆด้วยนะ เพราะว่าผมให้ความสำคัญกับต้นทุนกำไรและผลของการเติบโตไปด้วยกันด้วย หากคิดจะมาฟันเราล็อตแรก ผมก็สั่งนะ แต่สั่งแล้วมีเปลี่ยนแปลงไปให้เจ้าอื่นทำให้ดีกว่าอ่ะ 555 หรือหากเราสามารถผลิตได้เองจะยิ่งดีใหญ่
7.อ่อเรื่องช่องทางจัดจำหน่ายเอาง่ายเลยนะ 3 ช่องทาง กับคน 1 คน ที่จะต้องบริหารให้ได้ ง่ายๆเลย Facebook / Adwords / Instragram ถ้า 3 รูปแบบนี้ยังโฆษณาขายของไม่ได้อีก ทำใจได้เลยว่าสินค้ามาผิดทางไม่เหมาะกับออนไลน์ล่ะ 
8.สำคัญคือเรื่องการตั้งราคาให้แข่งได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่อยากไปตัดเจ้าอื่นทำให้ราคาเสียใช่ป่ะ คือให้ทำแบบนี้ไปเลย 1 สินค้า 3 ราคา 3 แบรนด์ 3 ช่องทางการตลาด 3 กลุ่มลูกค้า แต่เงินเข้ากระเป๋าเราคนเดียว Get มั๊ยครับว่าไปแตกแบรนด์มาแข่งกันเองพอ (แต่ถ้าแม่มทุกกลุ่มยังขายไม่ได้ก็อยู่เฉยๆกำไรกว่านะ 555)
9.สุดท้ายเคล็ดลับออนไลน์ล่ะกัน : ผมให้ความสำคัญกับการตลาดในการขายที่จะทำให้ลูกค้าเป้าหมายเจอและซื้อเรา สินค้าจะดีเลิศแค่ไหน ถ้าใช้โฆษณาเดือนละ 9,000 หรือวันล่ะ 300 แล้วไม่ได้ยอดอะไรเลยและไม่ทำกำไรบ้างด้วย (อยู่เฉยๆกำไรกว่านะ) ดังนั้นแล้วไปเลือกว่าจะขายช่องไหนที่เหมาะกับสินค้าเราและขายได้ ซึ่งเราจะต้องหาและรู้ให้ได้เร็วที่สุดนะครับ
พอผมได้เงื่อนไขและกฏเกณฑ์ในตอนนั้นเรียบร้อยแล้วก็เริ่มต้นทำการตลาดและขายด้วยตัวคนเดียวมาตลอดครับ ทุกวันนี้ก็มีทีมงานเพิ่มมาช่วยในการส่งของและจัดการในเรื่องต่างๆบ้างทำให้เราสามารถทำให้ธุรกิจนี้กลายๆว่าจะเป็น Passive Income อีกช่องทางหนึ่ง หลายคนถามว่าสินค้าขายดีขนาดนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาจะไม่มีคู่แข่งมาตัดราคา หรือแย่งตลาดเพิ่มมากขึ้นเลยเหรอ ตอบได้เลยครับ ว่ามีเพิ่มขึ้นแน่นอนแต่ ผมมีทัศนคติแบบนี้และก็แก้ปัญหาไปตามความคิดผมเองว่าควรจะทำอย่างไร ผมอธิบายไว้อย่างนี้ล่ะกันครับ
เกี่ยวกับคู่แข่งที่เยอะขึ้น มันยิ่งทำให้เรารวยและเด่นยิ่งขึ้น
ปัญหาที่คนทำธุรกิจออนไลน์และทั่วไปเจอก็คือ มีคู่แข่งขันในสินค้าที่ทำกำไรเพิ่มมากขึ้นๆทุกปีและทุกปีก็มีคนล้มหายตายจาก จากธุรกิจที่แข่งขันกันเองนั้นอยู่เสมอ แต่ในความคิดผมนั้น คิดว่ามันดีมากที่เกิดคู่แข่งมากขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้กระตุ้นตลาดได้ดียิ่งขึ้น ทำให้คนรู้จักสินค้ามากขึ้น มีความต้องการมากขึ้น มีคนพูดถึงมากขึ้น สินค้าหรือบริการเป็นที่ยอมรับมากขึ้น และทำให้เราขึ้นเป็นเบอร์ 1 ได้ง่ายขึ้นด้วยซ้ำ หากเรามั่นใจว่า สินค้าหรือบริการที่เราทำอยู่นั้นแตกต่างกับของคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง โดยหากเราได้วางแผนตำแหน่งของสินค้ามาแล้วตั้งแต่ต้นก็แทบจะไม่กลัวอะไรเลยว่าจะมีคนขายแข่งกับเรา

ถ้าถามผมโครตชอบเลยที่มีคู่แข่งเกิดขึ้นมาเยอะๆ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นแล้วตัดราคา เสนอบริการอะไรที่แตกต่างจากเรา หรือแม้กระทั่งโดนด่าหรือโจมตีจากคู่แข่ง
#จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

-ยิ่งผมมีคู่แข่งมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เรามีจุดแข็งมากกว่าคู่แข่งที่เปิดใหม่ (ใช้เรื่องนี้อธิบายกับลูกค้าได้เลยว่า ทำไมเราดีกว่า)

-ยิ่งมีคนโจมตีเรามากเท่าไหร่ (ยิ่งทำให้เราการันตีกับลูกค้าได้เลยว่า คนเลือกบริการเรามีเยอะมากกว่าเท่านั้น)

-ยิ่งคู่แข่งตัดราคา (เรายิ่งสร้างข้อเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัด)

-ยิ่งมีคนเลียนแบบมากเท่าไหร่ (ออริจินอลยิ่งดีกว่าเสมอ)

-ยิ่งเกิดคู่แข่งเยอะมากเท่าไหร่ (เรายิ่งพัฒนาให้นำคู่แข่งเสมอ)
#สิ่งที่เราแก้ปัญหาคือ

1.ทำเช็คลิสต์ข้อเปรียบเทียบกับคู่แข่งให้เรียบร้อยให้ลูกค้าตัดสินใจได้เลยว่าเราดีกว่าอย่างไร

2.เปรียบเทียบให้เห็นว่าราคาถูกกว่าไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าคุณภาพสินค้าหรือบริการจะดีกว่าเสมอไป

3.ใจกว้างกับลูกค้าเสมอหากอยากไปซื้อกับคู่แข่ง แต่ต้องยื่นข้อเสนอทุกครั้งว่าหากคิดว่าของเราดีกว่า กลับมาหาเรานะเพราะเราให้ส่วนลดเลยหากตัดสินใจซื้อกับเรา

4.กล้าที่จะกดดันคู่แข่งด้วยช่องทางการตลาดที่มากกว่า

5.กล้าที่จะยื่นข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้าที่มั่นใจสินค้าของเรา

6.กล้าอย่างสุดท้ายที่ควรทำคือ “กล้าที่จะร่วมมือกับคู่แข่ง”

#ทุกอย่างอยู่ที่ทัศนคติในการแก้ปัญหา หากอยู่รอดได้แสดงว่าคุณมีทัศนคติที่ดีในการมองปัญหาเป็นโอกาส
นั่นคือสิ่งที่ผมวางแผนและก็ทำมาตลอดในปีที่ผ่านมาครับ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ซื้อ Big Bike เลยสักที มองกลับไปว่าเก็บเงินไว้ดีกว่า น่าจะเอาเงินก้อนนี้เป็นเงินที่เอาไว้ “สอนให้ลูกลงทุน เจ็บกับการขาดทุนด้วยเงินของป๊าเค้าเอง เรียนรู้ด้วยตัวเค้าเองว่าบริหารเงินผิดแล้วเจ๊งเป็นอย่างไร เค้าจะได้มีภูมิคุ้มกันทางการเงิน”  
กลับมาที่เรื่องของเมียว่าทำไมเค้าไม่รู้และผมทำอย่างไร เริ่มเกริ่นนำก่อนนะครับว่า “ คนเราทุกคนมีความเก่งที่แตกต่างกันออกไปในแต่ล่ะด้าน “ พอดีว่าภรรยาผมเค้าเป็นคนที่สวยน่ารักมาก ชอบเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนชอบคือการช็อปปิ้ง แต่ไม่ได้ชอบไปเที่ยวไหนมากเท่าไหร่ เป็นคนอยู่ติดบ้าน ทำอาหารโครตเก่งแถมอร่อยมาก การเลี้ยงดูลูกนี่เค้าสุดยอดเลยล่ะครับ ผมนี่วางใจได้เลยว่าเค้าจะเป็นแม่ที่ดูของลูกผมได้แน่นอน ส่วนเรื่องการดูแลผมก็ทำได้เป็นอย่างดี เตรียมอาหารทำกับข้าว ไม่มีที่ติ ที่บ้านจะมีแม่บ้านคอยดูแลบ้านและทำความสะอาดอยู่แล้วเค้าจะเป็นคนบอกและกำหนดอาหารและลงมือทำ ส่วนผมต้องไปซื้อกับข้าวให้เค้าตลอด (นี่ล่ะความฝัน Biker ล่ะว่าจะได้โอกาสซิ่งก็ตอนนี้) แต่เค้าเองจะไม่ได้เก่งเรื่องการบริหารธุรกิจหรือเรื่องการเงินเลย อย่างเรื่องตลาดหุ้นผมเคยให้เค้าลองลงทุนและศึกษาดูเรื่องตัวเลขเค้าก็ไม่เข้าใจ เรื่องการวิเคราะห์ธุรกิจว่าจะต้องทำอย่างไร นี่ก็แล้วใหญ่เลย อาจจะเป็นเพราะว่าสิ่งแวดล้อมที่โตมาแตกต่างกัน ผมทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็กเลยชินกับเรื่องพวกนี้ แต่ภรรยาผมโตมาจากสายงานเกี่ยวกับโรงแรมเลยมีความคิดเห็นในธุรกิจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มีหลายครั้งที่เราทำงานร่วมกัน และก็ต้องทะเลาะกันทุกครั้งไป บางครั้งมันก็ทำให้ความสัมพันธ์มันแย่ไปเลยก็มี ผลเลยตกลงกันว่า ธุรกิจใครธุรกิจมัน บริหารกันเอง แต่ให้คำปรึกษาซึ่งกันและกันขอความเห็นร่วมกันได้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่จะไม่ลงทุนร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาการทะเลาะกัน เมื่อเราตกลงกันแล้วผมก็เลยเริ่มต้นดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยผมไม่ได้บอกว่ายอดขายเท่าไหร่ ต่อวันนึงเงินเข้าเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ โดยผมก็มีวิธีการหลบซ่อนรายได้ที่เข้ามาดังนี้ครับ 
ต่อด้านล่างนะครับ

1.ลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาส่วนใหญ่ก็ใน facebook Line หรือ โทร ซึ่งผมเองก็เล่นโซเชียลและก็มีเช็คงานผ่านเรื่องพวกนี้อยุ่แล้วทำให้เป็นเรื่องปกติที่ผมจะตอบลูกค้า ซึ่งจำนวนการตอบก็ไม่ได้เยอะมากจนน่าสงสัย แต่มีตอบทุกวัน แต่ควรบ่นเสมอว่าลูกค้าไม่เยอะ ลูกค้าน้อย คู่แข่งตัดราคา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้ดูว่าขายได้แต่ไม่มาก 
2.ตั้งแต่เวลาเช้าจนถึง บ่าย 3 จะเป็นเวลาทำงานของผม ส่วนภรรยาจะดูแลลูก เล่นกับลูก สอนหนังสือลูก ทำให้ผมมีเวลาเต็มที่ในการจัดการงานทุกอย่างได้เสร็จทัน อ่อผมไม่ต้องเดินทางไป office ครับ เรื่องงานออนไลน์สามารถใช้คอมทำได้อยู่แล้ว ส่วนบริษัทอื่นๆก็มีระบบและพนักงานเข้าทำงานกันตามปกติและคอยส่งรายงานให้ตลอดเป็นรายสัปดาห์ 1 เดือนผมถึงจะเข้า กทมประมาณ 4-5 วันในการประชุมและจัดการงานทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยและค่อยบินกลับบ้าน
3. ก่อนหน้านี้ผมแพ็คของส่งเอง โดยขนาดกล่องจะเป็นขนาดเดียวกันหมดทำให้ภรรยาไม่รู้ว่า ของที่ส่งยอดเยอะหรือน้อย เพราะว่าผมแพ็คของในช่วงเวลาเช้าตอนที่ภรรยาดูลูก และก็รีบเอาไปใส่รถเตรียมออกจากบ้าน เพราะว่าผมจะไปส่งของและเดินจ่ายตลาดทีเดียว เลยทำให้ต้องออกจากบ้านเกือบทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้จะมีทีมงานคอยแพ็คคอยส่งให้แล้วครับ ผมทำตลาดในออนไลน์อย่างเดียว และส่งออร์เดอร์ให้เค้าแพ็คส่งให้
4.เวลาเงินที่เข้ามาจะมีเสียงเตือนในมือถือ ผมตั้งเสียงเตือนให้เหมือนกันหมดเหมือนกับว่าก็เป็นข้อความทั่วไปเข้ามารวมถึงเสียงโซเชียลต่างด้วย บางครั้งตั้งสั่นไปเลย เดี๋ยวลูกค้าโอนมาเค้าก็มาแจ้งเราเอง 
5. โดยปกติภรรยาผมจะไม่เช็คมือถือ ไม่เช็คโซเชียลผมอยู่แล้วครับ เพราะว่าเราทำตัวให้หน้าไว้ใจตั้งแต่เริ่มคบกันตั้งแต่แรกแล้วครับ เลยไม่มีปัญหาถ้าจะซ่อนเงินไว้ในออนไลน์ หุหุ
6.ผมทำตัวจนตลอดเวลาครับเหมือนไม่มีตังค์ ประหยัดในส่ิงที่ประหยัด ฟุ่มเฟือยกับอาหารการกิน ผมบอกที่บ้านเสมอว่า เรื่องอาหารการกินนี่ต้องสมบูรณ์นะ คนจีนเค้าถือ 555 
7.ผมทำตัวประหยัดให้ลูกเห็นว่าบ้านเราไม่มีตังค์มาก ปลูกฝังเค้าในเรื่องคุณค่าของเงิน ให้เค้ารับรู้ว่าป๊าม๊าเค้าหาเงินได้ยากลำบาก เค้าจะได้รู้ว่าเค้าจะต้องพึ่งตัวเองมากกว่าพึ่งคนอื่น 
8.ความซวยและความอดทนเลยมาตกที่ผมครับ เพราะว่าอะไรที่อยากได้อดหมดครับ ต้องรอเทศกาลสำคัญ วันเกิดหรือปีใหม่ถึงผมถึงจะหาเรื่องซื้อแบบจัดหนัก 555 และก็ซื้อไปเซ่นเค้าด้วยนะครับ บอกว่านี่เงินเก็บที่เราตั้งใจจะซื้อเป็นของขวัญให้เค้า ปลื้มเลยสิครับทีนี้ เพราะเค้ารับรู้ว่าเราลำบากในการทำงานกว่าจะหาเงินมาได้
9.อ่อตอนที่คบกันก่อนแต่งงานผมก็ไม่ได้บอกเค้าเรื่องรายได้ผมเท่าไหร่ เค้ารับรู้เพียงแค่ว่า เราเคยประสบความสำเร็จสูงสุดและก็เคยล้มเหลวในธุรกิจเหมือนกันซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของคนทำธุรกิจ 
10.ค่าใช้จ่ายของครอบครัวผมรับผิดชอบหมด 100% ภรรยาแทบจะไม่ได้ออกอะไรเลยครับ ผมจัดการให้หมด เรื่องลูก เรื่องอาหาร ค่าโน่นนี่นั่นก็จัดการให้หมดครับ ทำให้ปีๆนึงเราคุยกันเรื่องเงินน้อยมาก เราไม่ค่อยมีประเด็นเรื่องเงินเท่าไหร่
11.เค้ามีถามมีแซวบ้างครับว่า แหม!! ขายดีจังเลยนะ ผมก็ตอบกลับไปเสมอว่า ขายดีจริงแต่ก็เอามาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ซื้อของให้ลูกหมดนั่นล่ะ ทั้งที่ความเป็นจริง นี่เหลือเพียบ (จำใจโกหก เพราะอนาคตของครอบครัว)
12. ภรรยาผมก็มีงานของเค้าในการทำแบรนด์สินค้าของตัวเอง ก็ใช้เวลาว่างในช่วงกลางคืนในการทำคอนเทนต์ขายของ ก็ดำเนินไปได้เรื่อยๆแต่ไม่แรงเท่าธุรกิจผม อาจจะเป็นเพราะว่า “เค้าทำตลาดจากความชอบในสินค้า แต่ผมทำตลาดจากสินค้าที่แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้” เลยทำให้ยอดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 
13.ทุกวันนี้ก็ยังดำเนินไปเหมือนเดิมแต่ที่เพิ่มเติมคือเรามีเวลาได้ดูแลและอยู่กับลูกตลอด 24 ชม.เลยครับ ผมเก็บเงินออมได้เพิ่มขึ้นทุกเดือนทุกปี ผมอดได้ของที่อยากได้ต้องอดทนรอช่วงเทศกาล ผมใช้ชีวิตที่ประหยัดพอเพียงกับครอบครัวเล็กๆที่มีความสุขมากๆ กับบรรยากาศรอบบ้านที่หาไม่ได้ที่กรุงเทพ (ตื่นมาหน้าหนาวนี่เจอทะเลหมอกเลยครับ)
14.ผมตั้งใจไว้ว่าอีกสัก 5 ปีค่อยเฉลยกับภรรยาว่าที่ผ่านมาขายของออนไลน์เป็นอย่างไร ช่วงนั้นธุรกิจหรือสินค้าผมอาจจะขายไม่ดีเหมือนทุกวันนี้แล้วก็ได้ เดี๋ยวนี้จะไม่เคยประมาทเลยว่าจะขายดีแบบนี้ตลอดไป มีสติอยู่เสมอว่าธุรกิจมีขึ้นมีลง แต่ตอนนั้นครอบครัวเราก็คงจะมีเงินเก็บสบายๆมีเงินปันผลจากการลงทุนที่ผมลงทุนไปไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว และเดี๋ยวค่อยเซอร์ไพร์เค้าด้วยเงินเก็บที่จะให้เป็นของขวัญของลูกทั้งหมด เพราะในความเป็นแม่คนเป็นภรรยาของเรา ความสุขที่สุดของเค้าคงจะเป็น “ความมั่นคงในชีวิตที่จะได้เห็นลูกเติบโตไปอย่างการมีชีวิตที่มีคุณภาพ”
สุดท้ายนี้ผมก็อยากฝากสำหรับคนเริ่มต้นออนไลน์อีกรอบครับว่า เงื่อนไขที่ผมทำมาเป็นเรื่องที่หากทุกคนใส่ใจกับมันและค้นหาอย่างจริงจัง ไม่ยากหรอกครับที่จะทำให้ “งานออนไลน์ ทำรายได้มากกว่างานประจำ”
ปล.ตอนนี้ผมก็ยังอยากได้ Big Bike สักคันอยู่ดี แต่ยังหาวิธีซื้อไม่ได้เลยครับ ใครรู้ช่วยบอกที ^^
DrD    

09 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:13:57 น.

5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ปลดพนักงาน 18,000 ตำแหน่งของ Microsoft

5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ปลดพนักงาน 18,000 ตำแหน่งของ Microsoft

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศแผนปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 39 ปีของบริษัทตามความคาดหมาย โดย “สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella)” ซีอีโอคนใหม่ของไมโครซอฟท์ระบุชัดเจนว่าจะลดพนักงานมากกว่า 18,000 คนตลอดปีหน้า (2015) ซึ่งเป็นผลจากการควบรวมกิจการกับหน่วยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโนเกีย (Nokia) แผนลดพนักงาน 14% ของบริษัทนี้เป็นเพียง 1 ใน 5 เรื่องควรรู้จากแถลงการณ์ไมโครซอฟท์เท่านั้น ยังมีนโยบายน่าสนใจอื่นที่จะสะท้อนว่าไมโครซอฟท์จะเติบโตอย่างไรในอนาคต

1. ปลดคนโนเกีย 12,000 คน – เพราะไมโครซอฟท์และโนเกียต้องเผชิญกับการแข่งขันหฤโหดในตลาดสมาร์ทโฟน ทั้งคู่ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถโดนใจผู้ใช้ในราคาไม่เกินเอื้อม ทางหนึ่งที่ทำได้คือการจัดโครงสร้างองค์กรให้ประหยัดต้นทุนสูงสุด เป็นผลให้พนักงานโนเกียมากกว่า 12,000 คนกำลังจะว่างงานในอนาคต ไมโครซอฟท์นั้นจ่ายเงิน 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐซื้อหนวยธุรกิจของโนเกียภายใต้วิสัยทัศน์ของซีอีโอคนก่อน “สตีฟ บอลเมอร์ (Steve Ballmer)” สำหรับยุคซีอีโอคนใหม่ ไมโครซอฟท์ต้องการให้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน (Windows Phone) บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสามารภทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์บนคอมพิวเตอร์พีซี ดังนั้นการรวมทีมงานจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้วิสัยทัศน์ของบริษัทเป็นจริง

2. วิสัยทัศน์ของนาเดลลา – นับตั้งแต่รับตำแหน่งซีอีโอไมโครซอฟท์ในเดือนกุมภาพันธ์ ซีอีโอนาเดลลาตอกย้ำแนวคิดต่อสาธารณชนว่าจะพยายามปรับให้ยักษ์ใหญ่โลกซอฟต์แวร์ยุคเก่าอย่างไมโครซอฟท์สามารถแข่งขันได้ในยุคใหม่ที่อุปกรณ์พกพาครองตลาด ล่าสุดนโยบายนี้ยังคงถูกฉายภาพชัดในแถลงการณ์ครั้งใหม่จากไมโครซอฟท์ สโลแกนประจำตัวที่ติดตามซีอีโอไมโครซอฟท์ไปทุกแห่งจนถึงขณะนี้คือ “Mobile-first, cloud-first” หรือการให้ความสำคัญกับธุรกิจอุปกรณ์พกพาและระบบงานออนไลน์เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติงเป็นอันดับแรก ดังนั้นในตลาดฮาร์ดแวร์ ไมโครซอฟท์จึงยังเทความสนใจไปที่สินค้าแท็บเล็ตอย่างรุ่นเรือธง “เซอร์เฟส โปร 3 (Surface Pro 3)” ต่อไป แม้จะต้องแข่งขันกับพันธมิตรที่ร่วมหัวจมท้ายมานานอย่างเอชพี (HP), เดลล์ (Dell), เลอโนโว (Lenovo) และอื่นๆ

3. สรุปตัวเลข – หากรวมตัวเลขจากแถลงการณ์ จำนวนพนักงานโนเกียที่ไมโครซอฟท์มีแผนเลิกจ้างคือ 12,500 ตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งจาก 28,000 ตำแหน่งที่ไมโครซอฟท์รับโอนมา โดยหลังปลดพนักงานแล้ว ไมโครซอฟท์จะยังมีพนักงานมากกว่าช่วงก่อนซื้อโนเกียเกิน 10,000 ตำแหน่ง ทำให้ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 109,000 ตำแหน่ง (ข้อมูลจากสำนักข่าว Associated Press)

สำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องเงินชดเชยพนักงานที่ถูกปลด (รายงานระบุว่ากระบวนการปลดจะเริ่มขึ้นทันทีในขณะนี้) คาดว่าจะเป็นภาระให้ไมโครซอฟท์ต้องจ่ายเงินมากกว่า 1.1-1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐตลอด 4 ไตรมาสนับจากนี้

นอกจากพนักงานโนเกีย ยังมีพนักงานของไมโครซอฟท์เองกว่า 5,000 ตำแหน่งที่จะถูกปลดระวาง จุดนี้ไมโครซอฟท์ยืนยันว่าพนักงานที่ถูกปลดจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายพัฒนาแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก รวมถึงฮาร์ดแวร์เครื่องเกมเอ็กซ์บ็อกซ์ (Xbox) เนื่องจากทีมงานเหล่านี้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาแท็บเล็ตพันธุ์ใหม่ที่เหล่าพันธมิตร OEM ของไมโครซอฟท์จะสามารถนำไปต่อยอดเป็นอุปกรณ์ไฮเทคในอนาคตได้ โดยหนึ่งในทีมที่ไมโครซอฟท์ตัดสินใจเลิกจ้างคือส่วนผลิตเกมสำหรับเอ็กซ์บ็อกซ์ (Xbox Entertainment Studios) นอกนั้นยังเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าไมโครซอฟท์จะยุบแผนกงานทดสอบในกลุ่มงานวินโดวส์ (Operating System Group) และลดพนักงานในทีมขาย การตลาด และงานบริการ (Sales, Marketing and Services)

4. โนเกียจบแล้ว? – แถลงการณ์ของไมโครซอฟท์ไม่ได้ตอบคำถามนี้อย่างชัดเจน เพราะแม้ซีอีโอนาเดลลาจะไม่เห็นด้วย 100% กับการซื้อแผนกธุรกิจมือถือของโนเกียมาไว้ในอ้อมอกไมโครซอฟท์ แต่อย่างน้อย ตลาดอุปกรณ์พกพาก็เป็นส่วนหนึ่งในภาพใหญ่วิสัยทัศน์ของนาเดลลา ดังนั้น เจ.พี. โกวน์เดอร์ (J.P. Gownder) นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์ (Forrester) จึงเชื่อว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างระบบงานโนเกียและไมโครซอฟท์เท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องการแยกทางจริงจังคือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) โดยนอกจากการปลดพนักงาน ไมโครซอฟท์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะยุติการทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ระบบปฏิบัติการ Android คำประกาศนี้ทำให้สมาร์ทโฟนตระกูล “โนเกีย เอ็กซ์ (Nokia X)” ถึงกาลอวสานทันที โดยเรื่องนี้ซีอีโอนาเดลลาเผยกับพนักงานว่ามีแผนจะนำดีไซน์ของ Nokia X บางรุ่นมาปรับแต่งให้เป็นสมาร์ทโฟนตระกูลลูเมีย (Lumia) ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์

5. หุ้นทรงตัว – ในช่วง 5 เดือนที่นาเดลลาขึ้นเป็นซีอีโอไมโครซอฟท์ มูลค่าหุ้นเจ้าพ่อซอฟต์แวร์นั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของนาเดลลากลับไม่ทรงผลในช่วงที่ไมโครซอฟท์ประกาศแถลงการณ์ล่าสุด โดยหุ้นไมโครซอฟท์ปรับเพิ่มเพียง 1% เท่านั้น ก่อนจะปิดที่ 44.53 เหรียญสหรัฐในช่วงวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐฯ สะท้อนว่านักลงทุนยังรอดูท่าทีและผลการดำเนินงานของไมโครซอฟท์ต่อไปในอนาคต

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์

10 แบรนด์ธุรกิจที่จะไม่รอดในปี 2015

10 แบรนด์ธุรกิจที่จะไม่รอดในปี 2015
เว็บไซต์บิสเนส อินไซเดอร์ รายงานโดยอ้างอิงผลวิเคราะห์ของบริษัท เทเวนตี้โฟร์ เซเว่น วอลล์ สตรีต ซึ่งจัด 10 อันดับบริษัทที่เสี่ยงธุรกิจไปไม่รอดในปี 2558 หรือ ปี 2015 โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มไม่รอดสูงสุดทั้ง 10 อันดับ

อันดับ 1 “ลูลูเลมอน” (Lululemon) แบรนด์กางเกงโยคะ ที่มีการเรียกสินค้าในตลาดคืน 17% และ ซีอีโอของบริษัทก็ลงจากตำแหน่ง นอกจากนี้ หุ้นของบริษัทลดลง 50% จากช่วงที่ขึ้นสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2556 ส่วนรายได้สุทธิก็ลดลงจาก 47 ล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 19 ล้านดอลลาร์
อันดับ 2 “ไดเร็กทีวี” (DirecTV) ผู้ให้บริการดาวเทียมซึ่งมีแนวโน้มว่า เอที แอนด์ ที (AT&T) วางแผนจะซื้อไดเร็กทีวีในปีนี้ ด้วยมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง เอที แอนด์ ที ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า การซื้อกิจการครั้งนี้จะไม่ทำให้ผู้บริโภคและคู่แข่งในตลาดเจ็บตัว อันดับ 3 “ฮิลล์ไชร์ แบรนด์” (Hillshire Brands) แบรนด์อาหารแปรรูปจากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ที่เพิ่งขยายกิจการด้วยการซื้อบริษัท “พินาเคิล ฟู้ดส์” (Pinnacle Foods) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี่เอง
อันดับ 4 “ซินกา” (Zynga) เป็นบริษัทที่ผลิตเกมฟาร์มวิลล์ และก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กสนใจบริษัทนี้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อซินกาไม่สามารถผลิตเกมที่ทำให้ฮิตได้อีก เฟซบุ๊กจึงไม่ทำธุรกิจร่วมกันอีกต่อไป อีกทั้ง คนเล่นเกมผ่านเฟซบุ๊กก็ตื่นเต้นกับเกมอย่าง แคนดี้ ครัช ที่ผลิตโดยบริษัทคิง ดิจิตอลมากกว่า
อันดับ 5 “อลาสก้า แอร์ไลนส์” (Alaska Airlines) หนึ่งในสายการบินที่ยังอยู่ในธุรกิจด้วยตนเองในสหรัฐอเมริกา และไม่ได้อยู่ในเครือข่ายอย่างเดลต้า และยูไนเต็ด แม้ อลาสก้า แอร์ไลนส์ เป็นที่รู้จักกันว่ามีบริการดีเยี่ยมก็ตาม
อันดับ 6 “รัซเซลล์ สโตเวอร์” (Russell Stover) บริษัทผลิตช็อกโกแลตและลูกกวาดขนาดใหญ่อันดับ 3 ของอเมริกา แต่กำลังจะถูกบริษัท “ลินด์ท แอนด์ สปรังลี” (Lindt & Sprungli ) ผู้ผลิตช็อกโกแลตสวิสเซอร์แลนด์ซื้อ โดยคาดว่าดีลนี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม – กันยายน ปีนี้
อันดับ 7 “ชัตเตอร์ฟลาย” (Shutterfly) บริษัทอัดรูปถ่ายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด แต่พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันไม่มีใครต้องการล้าง-อัดรูปอีกแล้ว จึงมีแนวโน้มว่า ชัตเตอร์ฟลายจะถูกควบรวมกิจการจากบริษัทอย่างอะเมซอน หรือแอปเปิล
อันดับ 8 “ไทม์ วอเนอร์ เคเบิล” (Time Warner Cable) บริษัทเคเบิลทีวีที่ “คอมแคส” (Comcast) บริษัทเคเบิลทีวีที่ใหญ่อีกแห่งของอเมริกาควบรวมกิจการ ด้วยมูลค่า 45,000 ล้านดอลลาร์ โดยหากทั้ง 2 บริษัทรวมกัน จะกลายเป็นบริษัทขนาดยักษ์ที่ครอบครองผู้บริโภคในเครือกว่า 30 ล้านราย และการควบรวมกิจการครั้งนี้เป็นที่กังวลว่า จะกลายเป็นผู้ควบคุมตลาดเคเบิลทีวีถึง 1 ใน 3 ของสหรัฐ
อันดับ 9 “แบล็กเบอร์รี่” (BlackBerry) ที่เคยมีส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนในโลกสูงถึง 19.5% แต่ขณะนี้มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% เท่านั้น โดยเดือนมิถุนายน ได้รายงานว่ามียอดขายโทรศัพท์ลดลง 76% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
อันดับ10 “แอโรโพสเทล” (Aeropostale) แบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่น ที่มีเสื้อผ้าแนวสปอร์ต ทะมัดทะแมง แต่กลับไม่เป็นที่นิยมของวัยรุ่นแล้ว และมีรายได้ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์เสื้อผ้าอื่นๆ ที่วัยรุ่นไม่ได้นิยมมากนัก เช่น อะเบอร์ครอมบี้ แอนด์ ฟิช และ อเมริกัน อีเกิล อีกด้วย เพียงแต่ แอโรโพสเทล อยู่ในสภาพแย่กว่า ทั้งนี้ เนื่องจากแบรนด์ดังกล่าวถูกตีตลาดจากร้านเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่น อย่างแบรนด์ เอช แอนด์ เอ็ม หรือ ฟอร์เอเวอร์ ทเวนตี้วัน ซึ่งดึงดูดลูกค้าวัยรุ่นมากกว่า เนื่องจากราคาถูกกว่า เทรนด์แฟชั่นมาเร็วกว่า ที่มา: shows.voicetv.co.th

โอที” ผูกพันธมิตรฟื้นรายได้ อนาคตบนความไม่แน่นอน

“ทีโอที” ผูกพันธมิตรฟื้นรายได้ อนาคตบนความไม่แน่นอน

updated: 05 มี.ค. 2557 เวลา 16:15:53 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประกาศผลประกอบการปี 2556 ออกมาแล้ว สำหรับ บมจ.ทีโอที ปรากฏว่ามีกำไรลดลงจากปีก่อนถึง 62% เหลือแค่ 4,128 ล้านบาท ขนาดว่ารวมรายได้จากสัมปทานไว้แล้ว ถ้าหักออกจะขาดทุนถึง 13,993 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากปีที่ผ่านมา

ไม่น่าแปลกใจที่พนักงานกว่าพันคนออกจะมารวมตัวกันประท้วงการบริหารงานของผู้บริหารองค์กรชุดปัจจุบัน ไล่ไปตั้งแต่คณะกรรมการบริหาร หรือบอร์ด, กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารที่ดูแลรับผิดชอบโครงการ 3G (ธุรกิจที่มุ่งหวังว่าจะเป็นขุมทรัพย์ใหม่)

โดยระบุว่าเป็นเพราะการบริหารงานโครงการ 3G ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้บริษัทต้องตกอยู่สภาพขาดทุนขนาดนี้ จนเป็นสาเหตุให้อนุมัติการขึ้นเงินเดือนพนักงานแค่ 4% น้อยกว่า 7.5% ที่เคยได้ตามเงื่อนไขสภาพการจ้างเดิมที่ปฏิบัติกันมา ทั้งยังไม่มีวี่แววเรื่อง “โบนัส”

พนักงานจึงต้องออกมารวมตัวกดดันผู้บริหารให้แจกแจกข้อมูลทั้งหลายและปีนี้จะเป็นปีแรกที่ “ทีโอที” จะไม่มีรายได้จากสัญญาสัมปทานเข้ามาหล่อเลี้ยงบริษัทเหมือนที่เป็นมาเกือบ 25 ปี เท่ากับรายได้กว่าครึ่งจะหายไป

“พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี” ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ทีโอที ระบุว่า ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารมีแต่บอกให้พนักงานเร่งหารายได้มาชดเชย แต่ไม่เคยมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าองค์กรจะไปทางไหน โครงการ 3G ที่ลงทุนไปกว่า 20,000 ล้านบาท กลับมีรายได้กลับเข้ามาแค่ 300 ล้านบาทเท่านั้น กลายเป็นจุดอ่อนและฉุดผลประกอบการรวมขององค์กร ทั้ง ๆ ที่มีคลื่นความถี่ 2.1GHz อยู่ในมือก่อนใคร “เราต้องการให้ฝ่ายบริหารออกมารับผิดชอบ เพราะไม่มั่นใจอีกต่อไปแล้วว่า ผู้บริหารเดิมจะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้นได้อย่างไร”

นอกจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ “ทีโอที” ยังเรียกร้องให้บอร์ดทีโอทีปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานเป็น 7.5% ตามเดิม และจ่ายโบนัสเท่ากับปีที่แล้ว คือ 1.2 เท่าของเงินเดือนด้วย เนื่องจาก ณ เวลานี้บริษัทยังมีกำไร แต่ให้ยกเลิกงบประมาณในการเดินทางไปต่างประเทศของบอร์ดทีโอทีและผู้ติดตามแทน เพราะไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์กับองค์กร

“ยงยุทธ วัฒนสินธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที ชี้แจงว่า ฝ่ายบริหารพยายามวางยุทธศาสตร์เพื่อหารายได้เข้ามาชดเชยรายได้สัมปทานที่จะหายไปมาโดยตลอด แต่ตัดที่ไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ 3 โครงการใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท ทั้งโครงการบรอดแบนด์ความเร็วสูง, โครงการเคเบิลใต้น้ำ และโครงการวางโครงข่ายอัจฉริยะ (NGN) รวมถึงเห็นชอบกับข้อตกลงในการเป็นพันธมิตรกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่จะนำโมเดลการเช่าใช้โครงข่ายตามสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่ระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม และกลุ่มทรู (กรณีบีเอฟเคที) มาใช้

“ยงยุทธ” ระบุว่า ความร่วมมือกับ “เอไอเอส” จะทำให้ “ทีโอที” มีรายได้ต่อปีเข้ามาอย่างน้อย ๆ 4,000 ล้านบาท แต่เมื่อเดินหน้าต่อไม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ทีโอทีจึงต้องพยายามหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

โดยก่อนนี้ได้ปรับแผนความร่วมมือกับ “เอไอเอส” ให้มาอยู่ในรูปแบบการทำบันทึกความตกลงร่วมกัน (MOU) ระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้สามารถนำคลื่น 2.1GHz จำนวน 5 MHz ที่ทีโอทีไม่ได้ใช้งานไปให้เอไอเอสใช้ในรูปแบบการ “โรมมิ่ง”

ขณะที่ “ทีโอที” จะเช่าอุปกรณ์โครงข่าย 2.1GHz ของเอไอเอส วิธีนี้ทำให้ “ทีโอที” มีรายได้เข้ามาไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท/ปี และยังจะมีรายได้จากการให้ “เอไอเอส” เช่าแพลตฟอร์มที่จะใช้สำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL และโครงข่ายWi-Fi ทั่วประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมายังเป็นได้แค่แนวคิด เพราะเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับโครงการ 3G และอนุกรรมการด้านกฎหมายและสัญญาของทีโอทียังไม่ได้ลงมติเห็นชอบโครงการดังกล่าว แต่ให้ฝ่ายบริหารไปรวบรวมข้อมูลมาเสนอใหม่อีกครั้ง จึงยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดอนุมัติลงนามได้

“เป็นแบบนี้โครงการก็ยังเดินหน้าไม่ได้ ทีโอที 3G ก็ต้องประคองกันไปก่อน ตามแผนธุรกิจในปีนี้ต้องมีรายได้จาก 3G เข้ามา 2,992 ล้านบาท มากกว่าปัจจุบัน 10 เท่า และผลักดันการตลาดให้ถึง 2.6 ล้านเลขหมาย มีรายได้จากการขายต่อบริการในรูปแบบ MVNO กว่า 1,700 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าขณะนี้ทีโอทียังทำสัญญา MVNO กับสามารถไอ-โมบายไม่ได้ เพราะต้องรอให้ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ตรวจสอบรายละเอียด กรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าสัญญานี้ทำให้รัฐเสียหายให้เสร็จก่อน”

แม่ทัพ “ทีโอที” บอกว่า ที่ผ่านมาทีโอทีพยายามหาพาร์ตเนอร์เพื่อให้ “ทีโอที” ไม่ต้องลงทุนเอง และไม่ต้องทำตลาดเอง เพราะปัญหาของบริการ 3G คือมีสถานีฐานน้อยไม่ครอบคลุมพื้นที่บริการอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังทำการตลาดไม่เก่ง ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจนี้ค่อนข้างรุนแรง

สำหรับจำนวนเลขหมายบนโครงข่าย 3G ของทีโอทีในปัจจุบันรองรับได้ถึง 7.2 ล้านเลขหมาย แต่ปัจจุบันทำตลาดขายไปได้เพียง 5.3 แสนเลขหมาย เป็น MVNO ภายใต้แบรนด์ i-mobile3GX ประมาณ 4 แสนเลขหมาย อีกประมาณ 1 แสน เป็นส่วนที่ “ทีโอที” ทำตลาดเอง ขณะที่ยอดขายจาก MVNO อีก 3 ราย เดิมคือบริษัท เอ็มคอมนซัลท์ เอเชีย จำกัด ภายใต้แบรนด์ “MOJO3G”, บริษัท ล็อกซเล่ย์ โมบาย จำกัด ภายใต้แบรนด์ TuneTalk, บริษัท ไออีซี เทคโนโลยี จำกัด ภายใต้แบรนด์ IEC 3G รวมกันทั้งหมดแล้ว มีแค่หลักหมื่นรายต้น ๆ เท่านั้น

แหล่งข่าวระดับสูงจาก “ทีโอที” เปิดเผยว่า นอกจากกลุ่มสามารถที่เป็น MVNO รายใหญ่ที่สุดแล้ว ตั้งแต่ดั้งเดิมยังมี MVNO รายอื่น ๆ ยกเว้นบริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่ทีโอทียกเลิกไปก่อนหน้านี้ยังคงทำตลาดบริการ 3G แต่ไม่ค่อยแอ็กทีฟเท่าไร และเริ่มถอดใจ เนื่องจากบริการ 3G ในปัจจุบันแข่งขันกันสูงมาก

ดูเหมือนว่า “3G” ที่ (เคย) และดูเหมือนจะมีอนาคตมาก (กว่า) เทียบกับบริการอื่น ๆ ที่มีของ “ทีโอที” จะลดความน่าสนใจลงเรื่อย ๆ เพราะไม่เพียงค่ายมือถือต่างได้คลื่นใหม่ (2.1GHz) ภายใต้ระบบใบอนุญาตครบกันแล้วทุกราย และเร่งโกยลูกค้าเข้าระบบตัวเองเต็มพิกัดเท่านั้น

อีกไม่ช้าไม่นาน “กสทช.” ก็จะนำคลื่นออกมาประมูลใหม่อีกรอบ ซึ่งขีดเส้นไว้ในปลายปีนี้

เรียกว่า “ทีโอที” ยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาส แม้คลื่นความถี่ในมือมีจำกัดกว่าใคร จะทำให้ “เอไอเอส” ต้องการจับมือกับ “ทีโอที”แค่ไหน แต่ “เมื่อไร” ก็สำคัญ

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ “ทีโอที” ยืนยันว่า ไม่ได้คิดแต่จะพึ่งพา “เอไอเอส” หรือพันธมิตรอย่างเดียว เพราะถ้าจะนำพาองค์กรให้อยู่รอดได้จริง จำเป็นต้องพึ่งตัวเองก่อน จึงวางแผนพลิกฟื้น 4 ธุรกิจเรือธง ได้แก่ บรอดแบนด์, 3G, ดาต้าคอม และการบริหารทรัพย์สินที่มี โดยจะใช้บริษัท เอซีที โมบาย บริษัทลูกเข้ามารับช่วงทำตลาดในส่วนธุรกิจดาต้าคอม อาทิ การขายวงจรเช่าให้ลูกค้าองค์กร เป็นต้น

ถึงกระนั้นแผนธุรกิจที่วางไว้ในปีนี้ “ทีโอที” มีเป้าหมายรายได้ที่ 31,744 ล้านบาทเพิ่มจากปีก่อน 10% และยังคงยึดกลยุทธ์การหาพันธมิตรทำธุรกิจร่วมกันเป็นหลัก โดยเฉพาะในตลาดบรอดแบนด์ ที่เพิ่งลงนามร่วมกับ 9 บริษัท เพื่อให้บริการตามโครงการ Internet Co-service

ตัวแทนสหภาพแรงงาน “ทีโอที” ตั้งข้อสังเกตว่า การให้เอกชนมาช่วยทำตลาด จะเป็นผลดีกับทีโอทีจริงหรือไม่ อาจกลายเป็นการยก “โครงข่าย” ที่อุตส่าห์ลงทุนมาให้เอกชนไปหาผลกำไร เพราะพื้นฐานของธุรกิจโทรคมนาคม ส่วนที่ทำกำไรได้ดีที่สุดคือการขายบริการให้ผู้ใช้บริการปลายทาง ขณะที่ต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดคือการลงทุนโครงข่าย

อนาคต “ทีโอที” กับพนักงานกว่า 2 หมื่นคนจะเป็นอย่างไร หลังหมดยุคสัมปทาน อีกไม่นานก็รู้

20 เทรนด์ธุรกิจฮิตปี 2014

20 เทรนด์ธุรกิจฮิปี 2014

1.”อาหารญี่ปุ่น” เฟื่องฟู

ย้อนหลังกลับไปในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ “อาหารญี่ปุ่น” จะเป็นที่คุ้นเคยในวงแคบๆ เท่านั้น จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นก็มีน้อย หายาก หรือตั้งอยู่ตามโรงแรมระดับหรูเท่านั้น

แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นว่าวัฒนธรรมการกินอาหารญี่ปุ่นสำหรับคนไทย เฟื่องฟู และขยายวงออกไปอย่างรวดเร็ว และในทุกระดับ ตั้งแต่ร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ดังในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารญี่ปุ่นแฟรนไชส์ ไปจนถึงอาหารญี่ปุ่นริมทาง แผงขายข้าวปั้นหรือ ซูชิ ตามตลาดนัด ก็ยังมี

ไม่นับรวมร้านอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทาง เช่น ร้านราเมน, ร้านซูชิ, ร้านปิ้งย่าง-เทปันยากิ, ร้านข้าวแกงกะหรี่, ร้านข้าวหน้าเนื้อ ฯลฯ

มีข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ระบุว่า จนถึงปี 2556 ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นยังคงขยายตัว ตลาดโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 10-15 เปอร์เซ็นต์ หากนับรวมมูลค่าธุรกิจและการลงทุนจะสูงถึงประมาณ 2 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

เฉพาะความเคลื่อนไหวในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สร้างแบรนด์ พัฒนาระบบแฟรนไชส์ หรือซื้อแฟรนไชส์ เปิดแบรนด์ใหม่ อาทิ กลุ่ม โออิชิ, กลุ่มร้าน ยาโยอิ (ในเครือ เอ็มเค สุกี้), กลุ่ม S&P ฯลฯ ก็ขยายตัวเข้าครองพื้นที่โซนร้านอาหารศูนย์การค้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์

ขณะเดียวกัน ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปทั้งที่เปิดลงทุนในอาคารพาณิชย์ หรือย่านชุมชนจุดต่างๆ ก็ยังเติบโตกระจายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2556 “เส้นทางเศรษฐี” ก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมานำเสนอ ตอกย้ำความร้อนแรงและความฮิตของธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นร้าน “โกลด์ เคอร์รี่” เจ้าของ เมนู “ข้าวแกงกะหรี่” ชามยักษ์

ร้าน นาระ เจแปนนิส เรสเตอรองต์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ตึกยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ถนนสีลม กรุงเทพฯ ซึ่งก็มีเมนูจานยักษ์ประเภท ยากิโซบะ ข้าวหน้าเนื้อ ทงคัตสึราเมน ข้าวแกงกะหรี่หมู และ ข้าวไข่เจียวปูอัด

ร้าน “โตโตยะ” ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เริ่มต้นจากการขายราเมน ต่อมาค่อยๆ เพิ่มเมนูจนมีมากถึง 40 รายการ ฯลฯ

ปรากฏการณ์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เฟื่องฟู ตอกย้ำความแรงและแน่นอนว่าจะยังเป็นธุรกิจฮอตฮิตต่อเนื่องไปถึงปี 2557 ด้วยเช่นกัน

2.อร่อยออนไลน์ ส่งให้ถึงบ้าน

เพราะความสะดวกของการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ อินเตอร์เน็ต รวมถึงพฤติกรรมการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์หรือ โซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ส่งผลให้พ่อค้าแม่ขาย เจ้าของธุรกิจรายย่อย หันไปใช้ช่องทางดังกล่าวในการนำเสนอสินค้าให้แก่ผู้บริโภค

ไม่เว้นแม้กระทั่ง สินค้าอาหารที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครคิดว่าจะเปิดขายออนไลน์แล้วพ่วงเข้ากับบริการ “ส่งถึงที่” หรือ ดีลิเวอรี่ ได้ไม่ต่างไปจากธุรกิจฟาสต์ฟู้ดแบรนด์ดังๆ เลยทีเดียว

กรณีศึกษาของ “ก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม้ง” ที่สามารถออร์เดอร์ผ่าน เว็บไซต์และเฟซบุ๊ก แล้วจัดส่งด้วยรถตู้บ้าง มอเตอร์ไซค์บ้าง กลายเป็นต้นแบบให้เกิดธุรกิจในลักษณะเดียวกันตามมาอีกหลากหลาย

“เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสได้นำเสนอธุรกิจอาหารบริการส่งถึงที่ในหลายๆ รูปแบบ หนึ่งในนั้นคือร้าน “ยี่หร่า” ที่เริ่มต้นขาย ผ่านเฟซบุ๊ก ด้วยไอเดียและฝีมือของ คุณอิศรา เงาศุภธน เจ้าของกิจการ “ยี่หร่า” ซึ่งชูสโลแกน “อาหารจานด่วน รสชาติไทยๆ” เปิดธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน

นอกจากนี้ หากเข้าไปในสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ก เราก็สามารถพบเจอกับ ธุรกิจขายอาหารหลากหลายประเภท ทั้งของคาว ของหวาน ไปจนถึงอาหารทะเล ที่เปิดร้านแข่งกันนำเสนอสินค้าด้วยภาพอาหารสวยงาม น่าชิม น่าทานเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็น “เจคิว ปูม้านึ่ง Delivery” ผู้ให้บริการอาหารทะเลสดปรุงเสร็จทั้งนึ่ง ย่าง ต้ม พร้อมทานและส่งให้ถึงที่

หรือ “Sausage Outlet” ร้านค้าออนไลน์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ไส้กรอกสารพัดรูปแบบ ที่สามารถสั่งซื้อตามรายการที่ปรากฏ และสินค้าก็จะส่งมาให้ถึงที่ ถึงบ้าน หรือที่ทำงานอย่างรวดเร็ว

การพัฒนาต่อยอดยังมีให้เห็นผ่านการเกิดขึ้นของเว็บไซต์ “แซ่บเว่อร์ ดีลิเวอรี่” (www.zabbver.com) ที่สร้างรูปแบบธุรกิจเป็นคนกลาง รับออร์เดอร์อาหารร้านดังแล้วบริการจัดส่งให้ลูกค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของคนเมืองได้เป็นอย่างดี

ดูเหมือนในปี 2557 ธุรกิจแนวนี้ก็ยังมีโอกาสในการเติบโตขยายตัวอย่างสดใสและจะมีผู้ขายรายใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

3.ธุรกิจคาร์แคร์ (Car Care)

จากปัจจัยหลักๆ ที่ปริมาณรถยนต์ทั้งในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ปริมณฑล หรือตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความต้องการดูแลรักษารถยนต์ของผู้ใช้รถ เจ้าของรถ ก็ขยับสูงขึ้น บวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ไม่มีเวลามากเหมือนเมื่อก่อน

ธุรกิจ “ล้างรถ” หรือ คาร์แคร์ ที่เติบโตมาอย่างยาวนานก็ยังคงเป็น 1 ในเทรนด์ธุรกิจที่มีการลงทุน ขยายจำนวนร้านบริการล้างรถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนหนึ่งนำไปสู่การแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก มีธุรกิจคาร์แคร์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าเป็น ศูนย์บริการดูแลรักษาทำความสะอาดรถโดยเฉพาะ ศูนย์บริการในสถานีบริการน้ำมัน ศูนย์บริการที่ใช้เครื่องล้างอัตโนมัติ และร้านที่มีบริการตามอาคารที่จอดรถต่างๆ จึงทำให้ลูกค้ามีโอกาสเลือกใช้บริการทดแทนกันได้ตามความต้องการ

อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าของกิจการที่วางแผน กำหนดทำเลและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าเฉพาะของตนก็สามารถสร้างความมั่นคงและรายได้ที่น่าพอใจจากธุรกิจ คาร์แคร์ ได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

โดยเฉพาะธุรกิจคาร์แคร์ในระดับพรีเมี่ยม ซึ่ง “เส้นทางเศรษฐี” สัมภาษณ์และนำเสนอแนวคิด วิธีการดำเนินธุรกิจอย่างละเอียด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ Premium Clean เจ้าของแนวคิด คาร์แคร์ครบวงจรเอาใจลูกค้า ยอมที่จะลงทุนทำธุรกิจคาร์แคร์เพื่อให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ไว้วางใจ เมื่อได้องค์ประกอบจาก ทำเลที่ดี รวมถึงการให้บริการที่ดี แม้จะตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ แต่ก็ประสบความสำเร็จและมีลูกค้าประจำมากมาย

เช่นเดียวกับ “กรีนวอช เดอะ พรีเมี่ยม” ที่เริ่มต้นธุรกิจคาร์แคร์ ใน ปั๊มบางจาก แต่ด้วยความเอาใจใส่และกล้าลงทุนด้วยเครื่องมือ เครื่องจักรที่ทันสมัย ธุรกิจคาร์แคร์รายนี้จึงจับลูกค้าที่เป็นตลาดบน ตั้งราคาในระดับสูง และไม่ต้องแข่งขันเชิงปริมาณกับธุรกิจคาร์แคร์รายอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน

จนถึงขณะนี้ นอกจากธุรกิจคาร์แคร์ที่มักยึดทำเลทอง ในสถานีบริการน้ำมัน ศูนย์การค้าและย่านชุมชนต่างๆ แล้ว แนวโน้มการลงทุนก็ยังมีความหลากหลายที่ผู้สนใจสามารถเลือกประเภท ขนาดการลงทุนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับทำเล กลุ่มเป้าหมาย หรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง

4.ธุรกิจรักษ์โลก-รีไซเคิล

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและอากาศแปรปรวนที่ดำเนินไปทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย หากกระแสความคิดและความตื่นตัวในเรื่อง รักษ์โลก ดูแลสิ่งแวดล้อมจะทวีความเข้มข้นและขยายวงไปในกลุ่มคนทั่วโลก

นั่นจึงเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าที่ประกาศตัวเองอย่างชัดเจนว่า เป็นสินค้าในกลุ่ม “รักษ์โลก”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็แทบไม่ต่างจากหลายๆ ประเทศที่ผู้บริโภคนิยมสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สินค้าที่ผลิตโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาก สินค้าที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดปัญหาขยะ หรือใช้พลังงานมาก กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคพยายามปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง

ตลอดปี 2556 เรื่องราวที่ปรากฏในนิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ก็บ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

เจ้าของธุรกิจที่ถูกนำเสนอขึ้นปก 2 ครั้ง 2 คนในรอบปี 2556 ต่างก็โด่งดัง เป็นที่รู้จัก และเป็นตัวอย่างของการดำเนินธุรกิจแบบ “รักษ์โลก” ด้วยแนวคิดของการ รีไซเคิลอย่างแท้จริง

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ดารานักแสดงและพิธีกร ที่ลงทุนเปิดร้าน ECO SHOP โชว์ไอเดียที่ชัดเจนในการผลิตสินค้าที่นำเอาวัสดุเหลือใช้มาประกอบกับไอเดีย การออกแบบที่น่าสนใจ กลายเป็นสินค้าที่มากประโยชน์ และยังสวยงามน่าใช้อีกด้วย

ร้าน ECO SHOP กลายเป็นตัวอย่างและเป็นแหล่งรองรับสินค้าที่ผลิตขึ้นมาโดยยึดคอนเซ็ปต์ รีไซเคิล-นำของเหลือใช้หรือ ขยะ กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าทึ่ง

เช่นเดียวกับความน่าทึ่งของนักธุรกิจระดับพันล้าน ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เจ้าของกิจการ “วงษ์พาณิชย์” ธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยจาก “ขยะ” ที่ก่อนหน้านี้คนทั่วไปเมิน

ธุรกิจคัดแยกขยะ เพื่อนำเอาวัสดุประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โลหะ กระดาษ พลาสติก กลับมาใช้ใหม่ คือแนวคิดที่ตอบสนองความต้องการของคนทั่วโลก นอกจากลดปัญหาในการจัดการขยะแล้ว ยังนำกลับมาใช้ เพิ่มมูลค่าได้มหาศาล

นอกจาก 2 คน 2 เรื่องราวที่ขึ้นปก “เส้นทางเศรษฐี” แล้ว ยังมีเรื่องราวของ Paperista (เปเปอร์ริสต้า) เครื่องประดับ ทำจากกระดาษรีไซเคิลโดยฝีมือของ “ชุมชนพิทักษ์โลก” ย่านรังสิต ซึ่ง คุณเปรมวดี แก้วบุรี นักออกแบบและหุ้นส่วนคนสำคัญ เล่าว่า ธุรกิจดังกล่าว สามารถช่วยได้ทั้ง ช่วยเหลือชุมชน ช่วยกระตุ้นการใช้สินค้ารีไซเคิล และเป็นธุรกิจเลี้ยงตัวได้สบายๆ

หรือในกรณีของ “RE+PAIR” สินค้าที่สร้างแบรนด์บนแนวคิด นำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ โดยการแปลงโฉมให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถุงหิ้วพลาสติกนำมาทำสายคล้องโทรศัพท์มือถือ กล่องนมถูกดัดแปลงเป็นสายนาฬิกาข้อมือ ตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยวทำเป็นโคมไฟ ฯลฯ

และไม่น่าเชื่อว่า วัสดุเหลือใช้ หรือของเก่าที่ถูกลืมเหล่านั้น เมื่อใส่ไอเดียและการออกแบบที่ดีเข้าไป สามารถพลิกฟื้นให้กลายเป็นสินค้ามีระดับ วางจำหน่ายในร้านค้า และจุดจำหน่าย อย่าง TCDC ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม, ร้าน PROPAGANDA, ร้าน Loft และ ร้าน ECO SHOP ของ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร

นี่คืออีก 1 กระแสที่ยังท้าทายและเติบโตขยายตัวต่อเนื่องอย่างไม่มีสะดุดเลยในช่วงที่ผ่านมา

5.รถดัดแปลงขายอาหาร

แม้จะมีการจัดทำรายงานพิเศษ “ธุรกิจติดล้อ” ไปแล้วในปี 2555 แต่นิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ก็กลับมานำเสนอเรื่องราวของธุรกิจรถดัดแปลง ในนิยามของ SMEs Mobility ธุรกิจอิสระที่สามารถเคลื่อนย้ายไปหาทำเล หาโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนกับที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือผูกติดกับทำเลนั้นๆ อีกครั้งหนึ่งในปลายปี 2556

เนื่องเพราะยังมีเรื่องราวและข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบของรถดัดแปลงเพื่อการค้าและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ไม่แต่เพียงรถปิกอัพขายกับข้าว ขายบะหมี่ ที่นิยมทั่วไปในอดีตเท่านั้น

ปัจจุบัน มีการนำรถตุ๊กๆ มาดัดแปลงเพื่อเป็นร้านค้าที่คล่องตัว สะดุดตา มีการนำรถมาดัดแปลงเพื่อขายอาหารสารพัดชนิดทั้ง ร้านสลัด ร้านซูชิ ฯลฯ

มุมมองจาก คุณพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตงฟง มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก ภายใต้แบรนด์ DFSK ตงฟง มอเตอร์ส ชี้ให้เห็นว่า โอกาสและการเติบโตจากกระแสตอบรับที่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีต่อ ตงฟง มอเตอร์ส นั้นยังคงมีแนวโน้มที่สดใส

เฉพาะของ ตงฟง กับรถบรรทุกขนาดเล็ก DFSK เองก็สร้างอัตราการขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจนสามารถเปิดโชว์รูมมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศแล้วในวันนี้

และเมื่อพิจารณาจากคุณลักษณะที่โดดเด่น 4 ประการ ของธุรกิจรถดัดแปลง ได้แก่

1. ใช้งบประมาณการลงทุนต่ำ ต่ำกว่าการลงทุนซื้อที่ดิน หรือเช่าที่ดิน สร้างอาคารร้านค้าแน่นอน

2. โดดเด่น สะดุดตา ด้วยรูปลักษณ์ของรถดัดแปลง รวมกับความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบที่พัฒนามากขึ้นๆ

3. สะดวก สำหรับการเปิดร้าน ปิดร้าน จัดของ เมื่อการออกแบบได้ผ่านกระบวนการคิดเพื่อรองรับการทำงานและการขาย

4. สบาย และตอบโจทย์ลูกค้า ผู้ใช้บริการ เนื่องจากรถดัดแปลงสามารถเข้าถึง หรือมาให้บริการในจุดที่ลูกค้าไปมาสะดวกได้ดีกว่าร้านค้าทั่วไป

นี่คือปัจจัยที่ชี้ว่า ธุรกิจรถดัดแปลงยังคงเป็นเทรนด์ฮิตที่เติบโตต่อในปี 2557 อย่างแน่นอน

6.”อาหารจานสุขภาพ” มาแรง

เพราะเมืองไทยเป็นเมืองแห่งอาหารการกิน นี่เองจึงทำให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในบ้านเราเกิดขึ้นอย่างหลากหลายรูปแบบและเติบโตไปอย่างไม่เคยหยุดยั้ง และกลายเป็นธุรกิจอันดับต้นๆ ที่สร้างงาน สร้างเงินให้กับผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย และแนวโน้มเติบโตสูงกว่าประเภทอื่น เพราะต้นทุนในการทำธุรกิจไม่สูงมากนัก จนทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้

ธุรกิจนี้จึงไม่มีวันตาย

แต่อาหารจานไหนจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ในปี 2557 นั้น กูรูผู้สร้างภาพลักษณ์ด้านอาหาร ฟู้ดสไตลิสต์อันดับต้นๆ ของประเทศ “คุณขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ” มีคำตอบ

เริ่มกันที่อาหาร “จานรุ่ง”

1. “อาหารตามฤดูกาล” โดยจะเป็นการกินอาหารแบบเข้าใจธรรมชาติ เป็นอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น ในแต่ละภูมิภาค เหมาะกับฤดูกาล มีความสดใหม่ ผู้บริโภคได้ประโยชน์ และสร้างคุณค่าให้กับสังคมเพราะมีส่วนได้ช่วยเหลือเกษตรกร

2. “อาหารกึ่งรอว์ฟู้ด” เพราะเทรนด์สุขภาพมาแรงมาก นอกจากการออกกำลังกายแล้วผู้คนจะให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินมากขึ้น โดยจะให้ความสนใจอาหารที่ไม่ต้องแปรรูปมากนัก มีขั้นตอนเดียวในการทำ ไม่ต้องมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน เพื่อคงคุณค่าสารอาหารไม่ให้ถูกทำลาย

3. “อาหารสำหรับคนเมือง” เป็นอาหารที่สร้างขึ้นให้กับคนเมืองรุ่นใหม่ กลุ่มคนไม่มีเวลาเข้าครัวแต่ชอบบริโภคอาหารแบบนี้เตรียมง่าย ใช้เวลาน้อยในการปรุง อาทิ อาหารปรุงสุกแล้วในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ต้องมีดีไซน์สวยงาม สะดุดตา สะดวกต่อการกิน

4. “อาหารว่างเพื่อสุขภาพ” สินค้าแนวเมล็ดธัญพืชแปรรูป ถั่ว สแน็กบาร์ ซีเรียลบาร์ จะมาแทนขนมหวาน หรือเค็มที่ไม่มีประโยชน์ ขนมหวานต้องมีส่วนผสมของธัญพืช หรือ ถ้าเป็นเครื่องดื่มต้องมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น ชาเขียว เป็นต้น

5. “อาหารโปร่งใส” เป็นการนำการตลาดแบบซีเอสอาร์มาใช้บอกเล่ากระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการแปรสภาพจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ โปร่งใส ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบ ยิ่งเปิดยิ่งได้ใจ เป็นเรื่องของอารมณ์

6. “การสื่อสารอาหารด้วยภาพแทนตัวหนังสือ” เพราะปัจจุบันคนมีช่วงเวลาจำกัด พฤติกรรมการสื่อสารจึงเปลี่ยนไป การแชร์ภาพจะครองเมือง ฉะนั้น การนำเสนอด้วยภาพจึงเป็นการสื่อสารที่สั้น ง่าย กระชับ และชัดเจน โดยจะเห็นได้ว่า มีหลายที่เริ่มนำภาพมาใช้ในธุรกิจอาหาร ทำสวยถูกใจ มีเรื่องเล่า สื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจตั้งแต่นาทีแรก

ส่วนทางด้านอาหาร “จานร่วง” คุณขาบแบ่งไว้เป็น 4 ส่วน นั่นคือ

1. “อาหารจำพวกไม่มีเอกลักษณ์” ไม่มีรูปแบบและการบริโภคที่ชัดเจน เน้นแฟชั่นเป็นหลัก เน้นเป็นวัตถุประสงค์อื่นแทนการยังชีพ เช่น เอาคอลลาเจนมาเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบทำอาหาร ซึ่งมันไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีพ

2. “อาหารแฟชั่น” อาหารแปลกๆ หรือใช้การนำเสนอที่เรียกร้องความสนใจ เห็นแล้วตื่นตาเป็นกระแส ก็จะเกิดขึ้นแต่จะไม่ยั่งยืน เพราะเป็นเรื่องของการตลาด การประชาสัมพันธ์มากกว่า

3. “อาหารอร่อยแต่เสียสุขภาพ” อาหารประเภทนี้มีมากในบ้านเรา เห็นชัดมากในอาหารประเภททอด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเห็นอาหารเมื่อทำสำเร็จแล้ว แต่กระบวนการกว่าจะเสร็จนั้นเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ เช่น น้ำมันเอามาจากไหน เก่าหรือใหม่ หรือ น้ำมันเก่าผ่านสภาพทำใหม่หรือเปล่า จัดเป็นอาหารจำพวกไม่สามารถรับประกันได้ว่า มีสารปนเปื้อนหรือไม่

4. “อาหารที่ขาดการปรับปรุงภาพลักษณ์” ในที่นี้ประกอบไปด้วย เมนูอาหารที่แค่เน้นขายอย่างเดียว แพ็กเกจจิ้ง ไม่มีรูปแบบที่สวยงาม ไม่ได้เจาะกลุ่มผู้บริโภคชัดเจน

ทางออกของเรื่องนี้ คุณขาบ ชี้ทางให้เห็นว่า ที่สำคัญคือ ควรทำ “สินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ” เป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ทำ “สินค้าที่ตัวเองอยากขาย” จงศึกษาและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ อย่าพึ่งการตลาดมาก อย่าแห่ตามกันไป

ทั้งหมดอยู่ที่การศึกษา ทำการบ้าน วิเคราะห์สินค้าและตลาดให้ชัดเจน

7.ธุรกิจปั่นๆ

ยังมีช่องว่างอีกเยอะ

ปั่นครองเมือง กระแสจักรยานกำลังอยู่ในความนิยมของผู้คนอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากจำนวนนักปั่นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยจักรยานสามารถสอดแทรกเข้าไปในวิถีชีวิตของผู้คนได้ในหลากหลายรูปแบบ หลายสไตล์ ซึ่งมีให้เลือกใช้ตามความชอบที่หลากหลาย

เมื่อผู้คนเปิดใจมากขึ้น จักรยาน จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว

ด้วยความฮิตอย่างแรงจนฉุดไม่อยู่ จึงทำให้ปัจจุบันธุรกิจจักรยานเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะระดับกลางถึงกลุ่มไฮเอนด์ ทั้งเมาน์เทนไบค์ เสือหมอบ รถพับ โดยตัวเลขนำเข้าจักรยานจากต่างประเทศ กระโดดขึ้นไปมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ มียอดเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่นับรวมกลุ่มจักรยานแม่บ้านที่มีตลาดแข็งแรงอยู่แล้ว

นอกจากนั้นแล้ว จักรยานยังสร้างธุรกิจได้อย่างมากมาย โดยจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีร้านจำหน่ายจักรยานเปิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีคาเฟ่ ร้านอาหารที่เจาะเฉพาะกลุ่มจักรยานเปิดมากขึ้นเป็นลำดับ

และอีกธุรกิจหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ธุรกิจทัวร์จักรยาน และเซอร์วิสจักรยาน กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างสูง โดยจะมีการให้บริการหลากหลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

คุณแนน-นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล เจ้าของร้านคาเฟ่ เวโลโดม ในฐานะหนึ่งในผู้สร้างกระแสการปั่นจนฮอตฮิตในปัจจุบัน กล่าวว่า แม้จะมีธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานเกิดขึ้นมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดนี้ยังเปิดกว้างมีช่องว่างให้ผู้สนใจอีกมากมาย

ช่องว่างของธุรกิจปั่นๆ ที่น่าจับตามองในสายตาของกูรูสาวนักปั่นคนนี้ มีดังนี้

1. แท็กซี่ติดแร็กบรรทุกจักรยาน

2. รถเช่าบรรทุกจักรยานเพื่อการออกทริป

3. แผนที่จักรยาน ที่มีข้อมูลเข้าถึง เข้าใจง่าย อย่างละเอียด ระบุถึงตรอกซอกซอยต่างๆ ที่ลัดเลาะเข้าไปในชุมชนที่สามารถลัดเลาะสู่ถนนใหญ่ได้ ปัจจุบันมีคนรู้ไม่กี่คน เป็นเรื่องดียังไม่มีใครทำ

4. ร้านอาหารเป็นมิตรกับกลุ่มจักรยาน ปัจจุบัน จะมีให้เห็นในรูปของคาเฟ่ ซึ่งต่อไปจะมีร้านเหล่านี้เปิดขึ้นอีก

5. ที่เช่าจอดรถจักรยานอย่างปลอดภัย กำลังขาดอย่างมาก อาจทำในพื้นที่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า รถไฟ หรือชุมชนต่างๆ สามารถทำได้ทั่วประเทศ

6. ธุรกิจให้ยืมจักรยาน ซึ่งอาจไปเปิดในสนามบิน สถานีรถไฟ หรือ สถานีขนส่งต่างๆ เพื่อนักท่องเที่ยวที่มาถึงสามารถเช่าปั่นได้เลย

7. ไบค์ แคมปัส ห้องพักนักศึกษาที่มีจุดเอื้อต่อการเก็บจักรยานในห้อง โดยติดจุดแขวนจักรยานในห้องเพิ่มได้ เป็นการสร้างความแตกต่างให้กับสถานที่ และยังสามารถเปิดตลาดใหม่ๆ ในกลุ่มนักศึกษาได้

8. รับอาบน้ำจักรยาน รับทำความสะอาดให้รถเหมือนใหม่ตลอด และช่วยทำให้จักรยานเก่ามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง

9. โรงเรียนสอนปั่นสำหรับเด็ก ให้รู้กฎจราจรเบื้องต้นและปลูกฝังให้รักการปั่น อาจจัดเป็นสวนให้เด็กเข้าไปฝึกปั่น

10. เปิดคอร์สสอนผู้ใหญ่ปั่นจักรยาน เพราะปัจจุบันยังมีคนโตอีกจำนวนมากที่ขี่จักรยานไม่เป็น

11. ธุรกิจบัดดี้จักรยาน เป็นพี่เลี้ยงในการปั่น โดยจะช่วยเซอร์เวย์เส้นทางให้ก่อน และมีการขี่ไปรับพากลับมาส่ง ฝึกปั่นนำสลับปั่นตาม ช่วยสร้างความมั่นใจในการออกถนน

12. ทริปจักรยานวันเดียว ธุรกิจนี้กำลังโตเร็วมาก สามารถเจาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อได้ และกำลังเป็นที่ต้องการ

13. ผลิตรองเท้าปั่น โดยคนไทย ปัจจุบันรองเท้าจักรยานยังเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ คู่หนึ่งไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 บาท ซึ่งคนไทยที่มีฝีมือน่าจะดัดแปลงนำรองเท้าลำลองใส่สบายมาทำ เพียงแค่ติดเคสเข้าไป

14. ที่วางแก้วกาแฟบนจักรยาน เหมือนที่ใส่ขวดน้ำ

15. ไฟจักรยานที่ถูกและเท่ ราคาไม่บาดเจ็บ

8.”บอมบ์ไบค์” ชุดจักรยานไทยโมเดิร์น

คุณศตวรรษ ชัยรัตน์ หรือ คุณบอมบ์ ชายหนุ่มที่หลงรักการปั่นจักรยาน แต่ไม่เคยเจอชุดที่ถูกใจ หนที่สุดเลยออกแบบตัดเย็บเอง รวมถึงทำขายใช้ชื่อแบรนด์ว่า “BOMBBIKE” (บอมบ์ไบค์) ปัจจุบัน เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักปั่นจักรยาน

สำหรับจุดเด่นของชุดขี่จักรยานดังกล่าว เจ้าของบอกว่า อยู่ที่เนื้อผ้ามีคุณสมบัติ เบา ใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี แห้งเร็ว ยืดหยุ่นดี ไม่ย้วย ไม่เก็บกลิ่นเหงื่อ กัน UV มีทั้งชุดของผู้หญิง และผู้ชาย ใส่สบายพอดีรูปร่าง มีตั้งแต่ไซซ์ S-XXL ลวดลายมีหลายประเภท อาทิ ลายกราฟิก ลายการ์ตูน รูปภาพต่างๆ รวมถึงพิมพ์ลายได้ตามใจชอบ

เมื่อจุดขาย คือ “คุณภาพ” คุณบอมบ์ กล่าวต่อว่า แม้ปี”56 จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งยอดขายและจำนวนลูกค้าก็เพิ่มขึ้นจากปี”55 เป็นเท่าตัว

“ผมดำเนินธุรกิจชุดเสื้อผ้าขี่จักรยาน ราวปี”51 เบื้องต้นเป็นตัวแทนจำหน่ายชุดจักรยานจากเมืองจีน ต่อมาออกแบบและทำแบรนด์เป็นของตัวเอง รวมถึงรับจ้างผลิต ปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ประเภทสินค้าที่ขายดี คือ เสื้อ กางเกง ด้านช่องทางจัดจำหน่าย เลือกออกบู๊ธประชาสัมพันธ์ตามงานจักรยาน และโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก รวมถึงเว็บไซต์”

ด้านยอดขายทั้งปี”56 ที่ผ่านมา คุณบอมบ์ เผยสัดส่วนว่า 50% ขายส่ง 30% จำหน่ายออนไลน์ 20% ออกบู๊ธ งานแสดงสินค้า และตั้งเป้าว่าปี”57 ธุรกิจจะเติบโตขึ้นกว่าเดิม

“ผมคาดว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับจักรยานในปี”57 จะสามารถเติบโตขึ้นได้อีก ปัจจัยหนุนมาจากกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัยหันมาสนใจกีฬาดังกล่าวเพิ่มขึ้น สังเกตจากร้านตัวแทนจำหน่ายมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่องทางการจำหน่ายก็มีความหลากหลาย หลายๆ องค์กรก็หันมาให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับจักรยาน”

ด้วยความที่ “จักรยาน” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจฮิตส่งท้ายปี เลยทำให้มีนักธุรกิจหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ทางผู้บริหารชุดจักรยาน “บอมบ์ไบค์” ก็มีทีเด็ดงัดมาทวงบัลลังก์ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนฮีโร่อย่าง “ไอ้มดแดง” มาเพิ่มลวดลายบนเสื้ออีกด้วย

9.กาแฟถุงกระดาษสุดฮิต ขโมยซีนทุกธุรกิจ

ด้วยความพิเศษของถุงกระดาษสีน้ำตาลคลาสสิกที่ช่วยให้เครื่องดื่มละลายช้าลงประมาณ 5 ชั่วโมงเลยทำให้เวลาไม่ถึง 1 ปี แฟรนไชส์กาแฟโบราณ “โอ้โฮโบราณจัง” สามารถขยายกิจการได้มากถึง 200 สาขา “กาแฟถุงกระดาษ” ดังกล่าวเป็นไอเดียของ คุณเพ็ญศิริ ม่วงงาม หรือ คุณเล็ก

คุณเล็ก บอกว่า ชื่อ “โอ้โฮโบราณจัง” ตั้งขึ้นเพื่อต้องการสื่อว่าเครื่องดื่มที่ร้านมีปริมาณมาก คนที่ได้เห็นจะต้องร้อง “โอ้โฮ” ในความใหญ่ของถุงเครื่องดื่ม เนื่องจากทางร้านใช้ถุงขนาด 6×14 นิ้ว ใส่น้ำแข็ง ใส่เครื่องดื่มเต็มถุง จำหน่ายราคาถุงละ 25 บาท เมนูมีชา กาแฟ โกโก้ น้ำบ๊วย ชาเขียว นมเย็น โอเลี้ยง เป็นต้น

“ที่มาของแพ็กเกจจิ้ง เกิดจากความต้องการจะทำกาแฟโบราณที่ไม่เหมือนใคร ลองคิดอยู่หลายวิธี และเห็นว่าถุงสีน้ำตาลที่ใช้ใส่เครื่องดื่มในอดีตน่าจะลองนำมาใช้เป็นแพ็กเกจจิ้งได้ หนที่สุดสร้างความแตกต่างให้กาแฟโบราณดังกล่าวจนโดดเด่นไม่เหมือนใคร”

กับจุดขายที่หลายคนสงสัยว่า “ถุงสีน้ำตาล” เก็บความเย็นนาน 6 ชั่วโมงได้จริงเหรอ คุณเล็ก บอกว่า ถุงกระดาษสีน้ำตาลช่วยเก็บความเย็นได้จริง ช่วยให้กาแฟละลายช้ากว่าปกติ แถมช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กาแฟโบราณข้างถนนดูดีขึ้น ส่งผลถึงยอดขายประมาณ 200-250 ถุง ต่อวัน

ปัจจุบัน กาแฟ “โอ้โฮ” มีแฟรนไชส์ 200 สาขา สัญลักษณ์คือถุงสีน้ำตาลติดโลโก้ สำหรับจุดเด่นเครื่องดื่ม คือ เข้มข้น กลมกล่อม ไม่หวาน ใช้วัตถุดิบดีมีคุณภาพสูง สูตรกาแฟโบราณตกทอดมาจากบรรพบุรุษหาดื่มได้ยาก

ด้านการยอมรับในปี”56 ที่ผ่านมา คุณเล็กยอมรับว่า ธุรกิจกาแฟถุงกระดาษได้การตอบรับดีมาก ดีเกินความคาดหมายทำให้มีคู่แข่งเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ส่งผลกระทบเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายลดลง 10 เปอร์เซ็นต์

สำหรับตลาดกาแฟถุงในปี”57 ผู้ประกอบการ ย้ำว่า ยังจะได้การยอมรับที่ดีอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยหนุน คือ ต่างจังหวัดบางจังหวัดยังไม่มีการขายกาแฟรูปแบบดังกล่าว อีกทั้งลูกค้าก็ยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น นอกจากถุงกระดาษแล้วก็จะใช้รสชาติเป็นตัวดึงลูกค้าหน้าใหม่ๆ เข้ามา

10.บูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้มีแต่รุ่ง

ต้องยอมรับว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรื่องของการแปลงโฉม “บ้านเก่า” สู่การเป็น “บูติก โฮเต็ล” นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของคนที่นับวันยิ่งทวีความนิยมมากขึ้นทุกขณะ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพทั้งไทยและต่างชาติที่ชอบเที่ยวแบบมีสไตล์เน้นความคุ้มค่าในการบริการเป็นสำคัญ มากกว่าความหรูหราเพิ่มมากขึ้น

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การแปลงโฉมบ้านเก่าในชุมชนที่มีของดีมีเรื่องเล่าให้เป็น บูติก โฮเต็ล เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพราะธุรกิจนี้เป็น ธุรกิจเก๋ มีสไตล์ ที่ไม่ต้องใช้การลงทุนด้วยตัวเงินมากนัก แต่ลงทุนด้วยความคิดสร้างสรรค์มากกว่า อีกทั้งผู้ประกอบการยังสามารถออกแบบได้เองทุกตารางนิ้ว ดีไซน์การบริการได้ทุกอย่าง มีรูปแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างสูงสุด และการที่เข้าถึงใจลูกค้า จึงทำให้ผู้ประกอบการฉีกตัวเองออกจากสงครามราคาได้อย่างเด็ดขาด โดยสามารถตั้งอัตราค่าบริการได้ตามใจ โดยไม่สนใจว่าจะต่ำหรือสูงกว่าที่พักในรูปแบบเดิมๆ

ส่งผลให้กระแสความนิยมบูติก โฮเต็ลเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว การเติบโตของธุรกิจนี้จึงยังคงมีอนาคตสดใสเป็นอย่างยิ่ง

คุณขิง-วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ กูรูบูติก โฮเต็ล สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการเปลี่ยนอาคารเก่าเป็นบูติก และเจ้าของที่พักสุดฮิตสามเสน 5 ลอดจ์ ให้ความเห็นว่า “ธุรกิจนี้เหมาะกับเมืองไทยมากเพราะมีทุกอย่างครบเครื่อง ทั้งเรื่องการบริการ ความน่าสนใจในพื้นที่ วิถีชุมชน อาหารการกิน และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และคนไทยสามารถทำได้ดีมาก ทำให้คนหลงเสน่ห์ได้โดยไม่ยาก”

“เชื่อว่า ต่อไปจะยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเออีซีเปิดขึ้น จะทำให้เกิดการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะจะมีการกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค และทำให้มีความต้องการที่พักมากขึ้น ไทยจะปรับตัวและกลายเป็นศูนย์กลางของบูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้จะเติบโตและขยายตัวไปสู่เมืองต่างๆ ทั่วประเทศมากขึ้น”

ส่วนรูปแบบของที่พักนั้นจะมีการปรับตัวโดยจะเปิดกว้างมากขึ้น โดยมีการนำโครงสร้างของสถานที่ที่คาดไม่ถึงมาดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง โรงรถ โรงเรียนมาใช้ และจะก้าวสู่ความเป็นที่พักเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ ที่พักสำหรับกลุ่มนั่งสมาธิ กลุ่มผู้รักเลี้ยงสัตว์ กลุ่มจักรยาน หรือกลุ่มที่ชอบชีวิตกลางแจ้ง ฯลฯ จะทยอยเปิดตัวมากขึ้น

อีกทั้งยังจะเกิดที่พักรูปแบบที่เรียกว่า “โฮสเทล” ที่รวมทั้งความเป็นโฮเต็ล+เกสต์เฮ้าส์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่มาจากประเทศจีน ประเทศที่ถือได้ว่า มีโฮสเทลที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลก

ขณะเดียวกัน ห้องพักแบบเก่าที่ไม่มีสไตล์ ไม่มีดีไซน์ เป็นแค่มีห้องพัก ห้องน้ำสะอาด มีแอร์เย็น มีทีวีดู จะถูกบีบให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ตรงกับความต้องการของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชอบแนวชิกและยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่เขาต้องการ

ดังนั้น กูรูคนนี้จึงฟันธงได้เลยว่า “บูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นธุรกิจที่สร้างสรรค์ ที่ไม่มีทางโอเวอร์ซัพพลายแน่นอน”

11.”เฮลโล คิตตี้” เครื่องสำอางเด็ก ตลาดนี้ยังไปสวย

บริษัท ยูนิเวอร์แซล คอสเมติคส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางลิขสิทธิ์ บริษัท ซานริโอ้ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ 3 ตัวการ์ตูนยอดนิยมตลอดกาล อย่าง เฮลโล คิตตี้ ชินนามอนโรล และมาย เมโลดี้ จุดเด่น เนื้อบางเบา ไม่ใส่สารเคมี ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สินค้าทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 40 รายการ ครอบคลุมเลือกสวยได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมราคาก็สบายกระเป๋า

คุณอภิณห์พร เสรีเลิศวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล คอสเมติคส์ จำกัด คือ ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของไลเซนส์ คอสเมติคส์ บริษัท ซานริโอ้ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ คุณอภิณห์พร เผยว่า จะใช้จุดเด่นแบรนด์เครื่องสำอางเฮลโล คิตตี้ คือ สูตรบางเบา ไม่มีสารเคมี ใช้เเล้วไม่เเพ้ คุณภาพดี ราคาย่อมเยาที่ครองใจกลุ่มลูกค้าเด็กมายาวนาน เข้าไปเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน รวมถึงสาวที่รักการแต่งหน้า โดยให้เหตุผลว่า เครื่องสำอางทุกชิ้นล้วนผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น มั่นใจได้ว่าสาวที่อยากสวยทุกวัยสามารถใช้ได้ ไม่แพ้ ไม่ระคายเคืองอย่างแน่นอน

สำหรับการเติบโตของธุรกิจในปี”56 ที่ผ่านมา กรรมการผู้จัดการ ระบุว่า ไตรมาสสุดท้ายธุรกิจไม่โตไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับปี”55 ก็ไม่ถึงขนาดติดลบ และมองว่าปี”57 ธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นใหม่อีกครั้ง เพราะจะออกคอลเล็กชั่นใหม่ ครบรอบ 40 ปี เฮลโล คิตตี้ หวังเรียกเรตติ้งจากสาวทุกวัย

“เครื่องสำอางเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ไม่เฉพาะกลุ่มสตรีเท่านั้น ปัจจุบันพบว่าเมื่อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีความหลากหลายการใช้งาน ทำให้สามารถจำแนกกลุ่มผู้ใช้ได้ชัดเจน นำไปสู่ภาวะการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด”

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงเครื่องสำอาง คุณอภิณห์พร ลงความเห็นว่า ในปี”57 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงามก็ยังจะดำเนินต่อไปได้ ในส่วนของ “เฮลโล คิตตี้” เองไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจน เนื่องจากเครื่องสำอางเด็กในเมืองไทยยังไม่มี เฮลโล คิตตี้ ถือเป็นเจ้าเเรกๆ เเละทุกปีจะออกคอลเล็กชั่นใหม่ๆ ออกแบบโดยบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น

12.”เอ-โกะ” ทุกอย่าง 20 บาท ราคาเดียวซื้อง่ายขายคล่อง

ผลวิเคราะห์จากร้านสะดวกซื้อชื่อดัง บอกไว้ว่า การใช้จ่ายต่อบิลจำนวนสูงที่สุด คือ 20 บาท อาจกล่าวได้ว่า เงินจำนวนนี้เป็นราคาซื้อง่าย จ่ายคล่อง เลยไม่แปลกในปีที่ผ่านมา จะเห็นโมเดลธุรกิจทุกอย่าง 20 บาท ได้รับความนิยมสูง

คุณสุพจน์ เลาหพัฒนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกดำรงค์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ เจ้าของแฟรนไชส์ร้าน “เอ-โกะ” กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 1,500 สาขา 80% เป็นลูกค้าต่างจังหวัด อีก 20% เป็นลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และแม้ว่าจะมีธุรกิจลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่กระทบ เพราะภาพรวมธุรกิจปี”56 โตขึ้นจากปี”55 ถึง 50%

“ผมไม่ได้มองว่าการทำธุรกิจเหมือนกันเป็นคู่แข่งกัน ตรงกันข้าม กลับมองเป็นมิตร สามารถช่วยเหลือกันได้ ดั่งเช่น บางครั้งสินค้าที่ร้านหมดก็ยังเคยไปรับจากร้านที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ฉะนั้น หากปี”57 จะมีธุรกิจร้าน 20 บาทผุดขึ้นอีกก็เชื่อว่าไม่กระทบ”

สำหรับรูปแบบการขยายธุรกิจ เจ้าของกิจการใช้วิธีดึงลูกค้าเข้ามาเป็นสมาชิก จูงใจด้วยราคาส่งที่ถูกลงอีก 1 บาท พร้อมมีบริการส่งฟรี ได้อุปกรณ์แต่งร้านครบ ที่สำคัญจะเปลี่ยน หรือคืนสินค้าก็ย่อมได้ ช่วยลดความเสี่ยงสต๊อกบวม

“ผมใช้ระบบสร้างสมาชิกเพื่อขยายฐานลูกค้า เงื่อนไขผู้เป็นสมาชิกต้องสั่งซื้อสินค้าครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาทขึ้นไป จะได้ราคาพิเศษ พร้อมอุปกรณ์ส่งเสริมการตลาด ป้ายร้าน ชุดฟอร์ม และทุกครั้งที่สั่งออร์เดอร์ยอดเกิน 10,000 บาทขึ้นไป จะจัดส่งฟรีทั่วประเทศ ส่งของให้ได้ใน 1-2 วัน หลังโอนเงิน หากสินค้าตัวไหนขายไม่ดี สามารถเปลี่ยนได้ภายใน 30 วัน”

อาจกล่าวได้ว่า ทุกอย่าง 20 บาท เป็นราคาซื้อง่าย จ่ายคล่อง บวกกับคุณภาพสินค้า ตลอดจนแนวคิด One stop service หรืออำนวยความสะดวกช่วยส่งสินค้าให้พวกยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เลยทำให้ เอ-โกะ แจ้งเกิดในตลาดขายส่งได้ไม่ยาก และข้อดีของจำนวนสมาชิกมาก ทำให้ เอ-โกะ ได้กำไรส่วนต่าง แทบจะไม่เสี่ยงเรื่องของค้างสต๊อก เนื่องจากคุณสุพจน์ใช้วิธีให้โรงงานต่างๆ ส่งตัวอย่างสินค้าใหม่มาก่อนล่วงหน้า จากนั้นจะนำไปโฆษณาให้สมาชิกรับรู้ ถ้าสมาชิกสนใจก็จะสั่งซื้อเข้ามา เมื่อได้ยอดสั่งซื้อที่แน่นอนแล้ว เขาค่อยไปสั่งที่โรงงาน

ดังนั้น เมื่อจุดแข็ง คือ สินค้าราคาถูก คุณภาพสมเหตุสมผล คุณสุพจน์เลยตั้งเป้าธุรกิจปีหน้าจะเติบโตอย่างน้อย 15-20% ปัจจัยที่สนับสนุนได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ คนนิยมสินค้าคุณภาพดีราคาถูก รวมถึง ร้าน 20 บาท มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเป็นที่รู้จักน่าเชื่อถือมากขึ้น

13.ชุดเอี๊ยมสุดป๊อป อาศัยวิกฤตม็อบสร้างรายได้

แม้ปลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ทางการเมืองจะไม่ปกติ แต่นั่นไม่กระทบต่อ คุณนาตยา รัตน์สำอางค์ เจ้าของ แบรนด์เสื้อผ้า “NATA” เลย เพราะเธอกลับใช้โอกาสนี้ออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นให้เข้ากับวิกฤตดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ “ชุดเอี๊ยม” ที่สามารถเปลี่ยนข้อความได้ตามใจชอบของผู้สวมใส่ และด้วยความแปลกใหม่ดังกล่าว ส่งผลให้ยอดจำหน่ายชุดเอี๊ยมเฉลี่ย 100 ชุด ต่อเดือน

คุณนาตยา เล่าว่า ดำเนินธุรกิจ “เสื้อผ้าแบรนด์ NATA” เมื่อกลางปี”56 และเปิดตัวบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก สำหรับจุดเด่นชุดเอี๊ยมลูกค้าสามารถเลือกสกรีนข้อความอย่างที่ตัวเองต้องการได้ลงไป เช่น ก็ไม่รู้สินะ! อยู่เมืองดัดจริตชีวิตต้องป๊อป เขตชุมนุม เป็นต้น ด้านช่องทางจัดจำหน่าย 70% ขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ที่เหลือผ่านตัวแทนจำหน่าย

“เสื้อผ้าแบรนด์ NATA ออกแบบขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าวัย 20-35 ปี ที่ต้องการเสื้อผ้าที่มีดีไซน์ ชอบเสื้อผ้าในแบบที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งหลักการทำงานของดิฉันจะเริ่มจากไปหาซื้อผ้า เลือกชนิดผ้าที่ไม่เหมือนใคร จากนั้นออกแบบ สร้างแพตเทิร์นแล้วส่งต่อให้ช่างตัด และช่างเย็บ ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าที่ร้านไม่ใช่เสื้อผ้าโหลอย่างแน่นอน”

ด้านราคา เจ้าของร้าน บอกว่า ชุดละ 450-790 บาท ปัจจุบันหลังเปิดมาขณะนี้ 7 เดือน ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 100 ชุด ส่วนแผนการตลาดในอนาคต ต้องการหาตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดและในต่างประเทศ

สำหรับแนวโน้มธุรกิจแฟชั่นปี”57 ผู้ประกอบการ มองว่า จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้า หากสินค้ามีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดแน่นอน

“ดิฉันตั้งเป้าว่า ปี”57 ยอดขายจะต้องสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากทางร้านจะทำการโฆษณามากขึ้น เชื่อว่า หากคนได้รู้จัก สินค้าก็จะจำหน่ายดีขึ้น”
14.ธุรกิจขนมปัง 20 บาท ยังคึกคัก

ขนมปังราคา 20 บาท นับวันจะฉายแววเด่นเพราะตั้งแต่ “ปังเว้ยเฮ้ย” แจ้งเกิดดังเป็นพลุแตก แบรนด์อื่นๆ ก็เริ่มทยอยดำเนินรอยตาม

คุณกัญญาชญา พรหมมา เจ้าของปัง จ๊ะ จ๋า กล่าวว่า ขนมปังราคาชิ้นละ 20 บาท กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากเป็นราคาที่พอเหมาะกับขนาดที่อิ่มได้ จะว่าไปแล้วธุรกิจขนมปังลักษณะดังกล่าว นับวันเพิ่มขึ้นมาก ในส่วนของสินค้าก็มีความคล้ายคลึงกัน แต่จะต่างตรงรสชาติ สำหรับ “ปัง จ๊ะ จ๋า” จุดเด่นคือ ตัวเนื้อขนมปัง และไส้ที่มีปริมาณมาก โดยจะเน้นไส้เป็นสำคัญเพื่อสร้างจุดขาย นอกจากนี้ตัวขนมปังยังอบใหม่ทุกวัน บวกกับไส้ที่มากกว่าเจ้าอื่น ลูกค้าจะรู้ทันทีว่าอันไหนของที่ร้าน

คุณกัญญาชญา เปิดเผยต่อว่า ยอดขายตลอดทั้งปี”56 ที่ผ่านมา เติบโตขึ้นจากปีก่อนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน มีแฟรนไชส์ในกรุงเทพฯ 3 สาขา ต่างจังหวัด 2 สาขา ในปี”57 วางแผนจะเพิ่มอีก 2 สาขา ตั้งเป้าว่าจะขยายสาขาไปยังปริมณฑล และประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับแนวโน้มธุรกิจขนมปัง ปี”57 ผู้ประกอบการย้ำว่า “ยังจะได้รับความสนใจเช่นเดิม หรือมากขึ้น ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก และที่ผ่านมา การขายในราคา 20 บาท พูดได้เลยว่าต้องเน้นยอดขายจริงๆ ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้ เพราะวัตถุดิบค่อนข้างแพง การทำยอดขายในปริมาณที่มากก็จะมาเฉลี่ยเป็นกำไรได้”

15.กลับมา (แรง) อีกครั้ง “ชานมไข่มุก”

ราว 10 ปีที่ผ่านมา เครื่องดื่มรสหวานหอมละมุนอย่าง “ชานมไข่มุก” เข้ามาสร้างความฮือฮา สามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้มากโข

ความแรงของเครื่องดื่มชนิดนี้ ทำให้หลายคนมองว่า นี่คือกระแส ที่วันหนึ่งจะปิดฉากลง

ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะธุรกิจนี้อยู่ได้เพียงไม่กี่ปี ก็เงียบหาย ส่วนที่ยังอยู่ก็เป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ที่แข็งแกร่งพอจะยืนหยัดต่อได้

จริงหรือที่ว่า การหายไปของ ชานมไข่มุก มาจากเหตุผลของผู้บริโภคที่พร้อมใจกันโบกมือลา เป็นไปได้หรือว่า เครื่องดื่มชนิดนี้ เป็นแค่เพียงกระแส

คำถามดังกล่าวนี้จะยังคลุมเครือ หากทว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชานมไข่มุก กลับมาอีกครั้ง เป็นการกลับมาเพื่อให้คำตอบ

เส้นทางเศรษฐี คงมิกล้าการันตีว่าธุรกิจนี้จะอยู่ยืนยาวได้เพียงใด แต่หากดูจากจำนวนผู้บริโภค ณ ปัจจุบัน คงต้องยอมรับว่า ยังมีกลุ่มคนชื่นชอบเป็นจำนวนมาก เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ เปรียบเสมือนเครื่องดื่มทางเลือกที่มีความหลากหลาย เหมาะกับคนในสังคมที่ไม่ชอบความจำเจ

ส่วนเหตุผลอื่นนั้น คงต้องขอให้ คุณธมลวรรณ โสธร หรือ คุณโม หนึ่งในเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ “Cha-R-MO” (ชา-อา-โม) ที่เติบโตอยู่ในตลาด โดยมีการขยายสาขาทั้งในส่วนของตนเอง และรูปแบบแฟรนไชส์ไปแล้วในหลายพื้นที่ ซึ่งได้ให้มุมมองข้อคิดเห็นไว้ดังนี้

“ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนั้นไม่ใช่ไม่มีผู้บริโภค แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการนำเข้าวัตถุดิบ ไม่สามารถจัดเตรียมได้ เนื่องเพราะต้องอาศัยวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีกลุ่มอาเซียน นำมาสู่การจัดงานแสดงสินค้า เกิดพันธมิตรทางการค้า ประเทศที่ผลิตวัตถุดิบรวมตัวเข้ามาร่วมเสนอสินค้า การซื้อขายก็ง่ายขึ้น วัตถุดิบจึงไม่ขาดตลาด

ฉะนั้น จึงคิดว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ไปได้อีกไกล ที่คิดเช่นนั้น เพราะส่วนหนึ่งดูจากจำนวนผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ “Cha-R-MO” ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนต่างจังหวัด ซึ่งตอนนี้ชานมไข่มุกยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เท่านั้น

อีกประการหนึ่งคือ สินค้านี้ยังเป็นที่ต้องการของหมู่มวลวัยรุ่น วัยทำงาน ที่ต้องการลดหรือหลีกหนีจากการดื่มกาแฟ ซึ่งเรามองว่าเสน่ห์ของชานมไข่มุกคือความหลากหลายของท็อปปิ้ง และรสชาติชา”

แน่นอนว่าเมื่อธุรกิจใดมีกระแสดี ก็ย่อมมีผู้ลงทุนตามกันมา ทั้งนี้ คุณโมให้ข้อแนะนำไว้ “หากต้องการเริ่มต้นกับธุรกิจต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง เมื่อศึกษาดีแล้วต้องกล้าลงทุน ประการต่อมาคือ อดทนรอผลสำเร็จ คำว่ามาตรฐานและคุณภาพ คือสิ่งที่ต้องรักษา ซึ่งก็นับกันตั้งแต่วัตถุดิบ การชง รสชาติ การบริการ ความสะอาด เรื่องของสุขอนามัย นี่คือสิ่งที่จะทำให้แม้ภาวะคู่แข่งเกิดขึ้นเราก็ยังอยู่ได

16.”Cafe” ธุรกิจ (โดน) คนรุ่นใหม่

“Cafe” ขนาดย่อมๆ คือร้านที่เกิดขึ้นและเบ่งบานราวดอกเห็ด โดยเฉพาะในย่านที่มีผู้คนพลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยว ก็นิยมเปิดให้บริการ

ความโดดเด่นที่เห็นเป็นปราการด่านแรกของแต่ละร้าน คือ ไอเดียการตกแต่งรูปลักษณ์ร้านชวนให้เข้าไปเยือน

บรรยากาศภายในร้านและอาณาบริเวณให้ความรู้สึกผ่อนคลาย คืออีกหนึ่งสิ่งที่ร้าน Cafe ควรมี รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยี อย่าง ฟรี WiFi ที่ต้องจัดไว้บริการลูกค้ากลุ่มหลัก นั่นก็คือคนรุ่นใหม่

ส่วนเมนูอาหารนั้น เครื่องดื่ม ถือเป็นเมนูคู่ Cafe โดยเฉพาะ ชา-กาแฟ ซึ่งนับวันจะมีผู้บริโภคเพิ่มจำนวนขึ้น บวกพ่วงด้วยเบเกอรี่ หรือบางร้านจัดเสิร์ฟอาหารหวานคาวเพิ่มทางเลือกกับลูกค้า

ธุรกิจ Cafe จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีผู้สนใจเดินสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งคำถามก็คือ ธุรกิจนี้มีอนาคต และมีที่ว่างพอให้นักลงทุนหน้าใหม่ก้าวตามหรือไม่

เส้นทางเศรษฐี ถือโอกาสเข้าไปพูดคุยกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่บัดนี้ลงมือทำตามฝัน คุณสุนทรี อยู่นัด หรือ คุณหน่อย เจ้าของร้าน “Nine Dessert Cafe”

“มองเห็นโอกาสว่าธุรกิจนี้ทำได้แน่นอน เพราะผู้คนดื่มกาแฟมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป คือชอบความแปลกใหม่ คนรุ่นใหม่เวลาจะไปร้านกาแฟ จะไม่ใช่แค่ไปดื่มกาแฟ แต่เหมือนไปพักผ่อน ไปถ่ายรูป ฉะนั้น การตกแต่งร้านและบรรยากาศโดยรอบต้องเอื้อ และเมื่อถ่ายรูปแล้วก็มักจะส่งต่อ ซึ่งเทคโนโลยียุคปัจจุบันก็อำนวยความสะดวก ฉะนั้น หากร้านไหนตกแต่งออกมาสวยงามก็จะตอบโจทย์ลูกค้าได้”

คุณสุนทรี ยังกล่าวต่อถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันชอบสิ่งใหม่ๆ ฉะนั้น หากจะให้ลูกค้าจงรักภักดีอยู่กับร้าน ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความแตกต่าง ไม่ซ้ำจำเจ

“ในฐานะที่ Nine Dessert Cafe เพิ่งก้าวเข้ามาได้เพียงไม่กี่เดือน แต่เราก็หาเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ตั้งแต่รูปแบบร้าน เมนูอาหาร และเท่าที่ดูตลาดก็เห็นว่ามีร้านจำนวนมาก เขาอยู่รอดได้เพราะเพิ่มเมนูอาหารจานเดียว แต่ตรงนี้ก็มาคิดกับหุ้นส่วน เพราะเราไม่ต้องการเสิร์ฟเมนูที่มีกลิ่นฉุน เพราะจะเป็นการทำลายบรรยากาศ ทำให้ร้านไม่น่านั่ง”

คุณสุนทรี ยังฝากทิ้งท้าย “ปัจจุบันและคาดว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะยิ่งเข้ามามีบทบาท ฉะนั้น ตัวผู้ประกอบการต้องเข้าให้ถึง ต้องนำร้านเข้าอยู่ในโลกออนไลน์ให้ได้ ยิ่งเปิดร้านในสถานที่ท่องเที่ยวยิ่งต้องเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หาที่กินที่เที่ยว ล้วนผ่านปลายนิ้วสัมผัส

http://www.facebook.com/Nine Dessert Cafe

17.ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เติบโตได้ทั้ง ไทย-เทศ

มีเหตุปัจจัยหลายประการส่งผลให้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเบื้องต้นเริ่มจากอาหารการกิน ต่อมาจึงขยับสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างผลิตภัณฑ์เพื่อผิวพรรณ

สินค้าที่เป็นเนเชอรัล เริ่มผุดขึ้นหลายแบรนด์ สังเกตได้จากชั้นวางสินค้า ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนเชอรัลจัดวางเป็นทางเลือกให้ลูกค้าในแทบทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลผิว

ฉะนั้น สินค้าใดที่ห่างไกลโทษ หรือเรียกว่าไร้สารพิษ จึงมีบทบาทยืนอยู่บนตลาดได้ ดังที่ คุณวิตราภรณ์ พิมพลา หนึ่งในผู้หันมาเอาจริงเอาจังกับการผลิตสินค้าเพื่อการดูแลและทำความสะอาดผิว หลากหลายรายการภายใต้แบรนด์ “ZNYA ORGANICS”

คุณวิตราภรณ์ ว่า แม้จะแบ่งกลุ่มผู้ใส่ใจสุขภาพจากประชากรทั้งประเทศ อาจอยู่ในสัดส่วนที่น้อย แต่ทว่าเมื่อเปรียบดังเส้นกราฟ กราฟเส้นนี้ไต่ระดับความสูงขึ้น อันเนื่องมาจากผู้คนในสังคมปัจจุบันเห็นผลร้ายของการไม่ใส่ใจสุขภาพ ความป่วยไข้เป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ กอปรกับผู้คนในยุคปัจจุบันมีความสนใจศึกษาข้อมูลต่างๆ มากขึ้น และการศึกษาข้อมูลด้านสุขภาพก็เป็นสิ่งที่เลือกทำ

จากแรกเริ่มจะสังเกตว่า การเข้ามาของสินค้าสุขภาพ ที่เรียกว่าเนเชอรัล นั้นดูเหมือนเกิดขึ้นก่อน และก็สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งต่อมา มีสินค้าที่เรียกว่าออร์แกนิกผุดขึ้น ซึ่งแม้วันนี้หากนับจำนวนผู้ประกอบการ ตอบได้เลยว่าน้อยมาก แต่ใช่ว่าสินค้าประเภทนี้จะไม่มีวันเข้าไปอยู่ในใจลูกค้า

ดังเช่นที่คุณวิตราภรณ์ กล่าวไว้ “ธุรกิจนี้ยังมีช่องว่างกว้างมาก ปัจจุบันมีผู้หันมาทำธุรกิจนี้นับจำนวนได้ อาจเพราะตลาดยังไม่เข้าใจในสินค้าออร์แกนิก จึงต้องอาศัยเวลา แต่ถ้าถามว่าอนาคตไปได้หรือไม่ ยังเชื่อว่าไปได้แน่ เพราะผู้รักสุขภาพมีตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต่างประเทศความต้องการสูงมาก ฉะนั้น หากใครก้าวเข้ามาทำแล้วคิดส่งออก ตอบได้เลยว่ามีโอกาส”

“ZNYA ORGANICS จะได้รับใบรับรองมาตรฐาน จาก USDA จากสหรัฐอเมริกา ทำให้สินค้าสามารถเติบโตได้ในตลาดต่างประเทศ แต่การยื่นขอก็ใช้วงเงินสูงถึงหลักแสนบาท ฉะนั้น หากผู้ใดมีทุนไม่มาก สามารถลงมือทำเล็กๆ ได้ วางตลาดไว้ในประเทศก่อน เพราะวัตถุดิบ ยกตัวอย่าง พืช ผัก มีผู้หันมาปลูกระบบออร์แกนิกมากขึ้น เพียงแต่ต้องดูให้แน่ชัดว่าเป็นออร์แกนิกจริง และสำคัญคือ ผู้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจนี้ควรมีจรรยาบรรณต่ออาชีพ”

อีกเหตุปัจจัยเกื้อหนุนให้ ณ วันนี้ เริ่มมีผู้สนใจหันมาสู่เส้นทางการผลิตสินค้าสุขภาพมากขึ้น เพราะประเทศไทยมีความพร้อมด้านแหล่งวัตถุดิบที่ผ่านมาตรฐานได้รับการรับรองทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

18.”Red Berry” กระเป๋าแฟชั่น คุณภาพพรีเมี่ยม

ยังฮิตฮอตข้ามปี สำหรับการขายสินค้าในเฟซบุ๊ก เฉกเช่น คุณมนทิรา เสนีย์รัตนประยูร เจ้าของกระเป๋าแบรนด์ “Red Berry” กระเป๋าหนังคุณภาพดี ดีไซน์เก๋ เธอมีความคิดเห็นเกี่ยวกับช่องทางการตลาดนี้มาบอกกล่าวกัน

คุณมนทิรา เจ้าของแบรนด์กระเป๋า “Red Berry” กล่าวว่า ดำเนินธุรกิจกระเป๋าเมื่อปี”55 จำหน่ายผ่านเฟซบุ๊กมาโดยตลอด ข้อดีของการขายออนไลน์ คือ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากได้ในเวลารวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ เรื่องค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าขายออนไลน์ประหยัดค่าหน้าร้าน

“ธุรกิจปี”56 เติบโตขึ้นจากปี”55 เกือบเท่าตัว ปัจจัยที่สนับสนุนคือ ช่องทางการทำการตลาดที่ดี เราเลือกใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก ทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้รู้จัก คือ ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป และในปี”57 เชื่อว่าตลาดกระเป๋าจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน”

ปัจจัยที่สนับสนุนให้ธุรกิจกระเป๋า “Red Berry” โตได้ตามเป้า คุณมนทิรา กล่าวว่า อยู่ที่คุณภาพเทียบเท่ากับสินค้าแบรนด์เนม เละความหลากหลายมีให้ลูกค้าเลือกเยอะมาก การันตีว่าลูกค้าที่เคยซื้อกระเป๋าจะกลับมาซื้อซ้ำ

19.ออกกำลังกาย…ธุรกิจบูม มาแรง

จากการได้พูดคุยกับผู้ออกกำลังกาย หลายคนบอกว่า แต่ก่อนไม่เคยสนใจการออกกำลังกาย จวบจนประสบปัญหาความเครียด ความเหนื่อย เมื่อยล้า และรวมไปถึงอาการเจ็บป่วยที่ตามมาจากการทำงานและการใช้ชีวิต การออกกำลังกายจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกวิธี และสถานที่ออกกำลังกายในร่ม ก็เป็นทางเลือกเหมาะสมกับช่วงเวลาและการใช้ชีวิต

ความต้องการให้ร่างกายแข็งแรง คือเป้าประสงค์ของผู้ยอมเหนื่อยกับการออกกำลังกาย แต่ทว่าไม่ใช่เหตุผลเดียว เพราะการลดน้ำหนัก และสร้างรูปร่างที่ดี เป็นเหตุผลที่ตีคู่มาด้วยกัน

เหตุผลดังกล่าวมาตรงกับที่ คุณกอบกู้ ยศสมศรี นักกีฬาชกมวย และเจ้าของธุรกิจ สตรองยิม แอนด์ ฟิตเนส ผู้คลุกคลีและมีประสบการณ์อยู่กับเส้นทางสายกีฬามากว่า 10 ปี บอกไว้ “ผมมองว่า เหตุผลหลักทำให้คนหันมาออกกำลังกายคือ ต้องการดูแลสุขภาพ ดูแลรูปร่าง นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ”

ฉะนั้น เมื่อจับทางถูก และรู้ความต้องการของคนในสังคม จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันสถานออกกำลังกายจะผุดขึ้นไปทั่วทุกพื้นที่

ยิ่งปัจจุบันสังคมเมืองเกิดการขยายตัว ดังจะเห็นได้จากโครงการหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม สถานที่พักอาศัย ผุดขึ้นมากเท่าใด สถานที่ออกกำลังกาย ก็กระจายไปให้บริการ

และแม้การลงทุนกับธุรกิจนี้ใช้เงินสูง กับการซื้ออุปกรณ์กีฬา หรือบางสถานที่ต้องจ้างเทรนเนอร์ (ผู้ฝึกสอน) มารองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่น้อย แต่ก็เป็นการลงทุนหนักในระยะเริ่มต้น แต่ให้ผลคุ้มค่า ถ้าผู้หันมาประกอบธุรกิจอ่านตลาดออก จับจองทำเลตรงจุด

การคิดค่าบริการ ที่แต่ก่อนกำหนดระยะเวลาสัญญาเป็นปี หรือเสียค่ารายเดือนซึ่งอัตราตัวเลขจัดได้ว่าคนระดับกลางและล่าง อาจจะยังเข้าไม่ถึง

แต่ปัจจุบัน การคิดค่าบริการแบบเป็น รายวัน รายชั่วโมง และรายเดือน ซึ่งก็มีหลายราคาให้เลือก ทำให้กลุ่มคนทุกระดับสามารถเข้าใช้บริการได้

“สตรองยิม แอนด์ ฟิตเนส เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาใช้บริการตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน แม้แต่ผู้สูงอายุ ก็เข้ามาใช้บริการ หลายคนต้องการลดการสูบบุหรี่ และดื่มเหล้า ซึ่งเท่าที่เปิดมา 7 ปี ดูตัวเลขผู้ใช้บริการนับวันจะมากขึ้น และแม้จะมีผู้หันมาทำธุรกิจนี้กันหนาตา แต่ก็ไม่เกิดผลกระทบ เพราะหัวใจของการทำอาชีพนี้คือต้องเข้าใจ และไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”

http://www.aofstrongyym.com

20.”นวด” ตอบโจทย์คนทำงาน

ปวดเมื่อย คอ บ่า ไหล่ เวียนศีรษะ อาการเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นกับคนในสังคมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องอาศัยเก้าอี้เป็นที่อยู่อาศัย และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือดำเนินการ

ความทันสมัยมีข้อดี แต่ก็นำมาซึ่งความเจ็บป่วย และนี้จึงเป็นเหตุให้หลายคนหาวิธีบำบัด เพื่อลดอาการดังกล่าว

“นวด” คือหนึ่งวิธีผ่อนคลาย ที่ต้องบอกว่ามีผู้นิยมใช้บริการกันมากขึ้น นำพาให้เกิดผู้ประกอบการ หันมาลงทุน ลงแรง (ลงใจ) กับอาชีพนี้กันมากขึ้น

ฉะนั้น กับธุรกิจนวด จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่คาดว่ามีอนาคตเติบโตต่อไปได้

จะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ คงต้องขอให้ คุณณัฏฐ์ชรินทร์ สุขภูวงค์ เจ้าของแบรนด์ “นวดสบาย by Nuch” ซึ่งเปิดให้บริการมาจนถึงวันนี้ 9 ปีแล้ว เล่าให้ฟัง

“ตอนที่เปิดร้าน ก็ถือว่าธุรกิจได้รับความนิยม แต่ยังไม่มากดังเช่นปัจจุบัน แต่ถ้าถามว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้หรือไม่ในอนาคต มีความเป็นไปได้แน่นอน แต่โดยส่วนตัวมองว่า ผู้ประกอบการควรมีความรู้ในศาสตร์นี้จริงๆ ต้องรักในอาชีพ ข้อนี้ขอย้ำ ซึ่งโดยส่วนตัวตั้งแต่เปิดร้านมาจะลงมือนวดให้ลูกค้าโดยตลอด ต้องใช้ใจสู่ปลายนิ้ว แต่ถามว่าเคยจ้างพนักงานมั้ย เคย แต่สุดท้ายก็ไปกันหมด และนี่คือปัญหาของธุรกิจนวด เรื่องของพนักงาน ฉะนั้น หากลงมือทำเองได้ เริ่มจากเล็กๆ ยังไปรอด”

คุณณัฏฐ์ชรินทร์ ยังกล่าวถึงเส้นทางธุรกิจนี้ว่า มีข้อได้เปรียบตรงขนาดธุรกิจ สามารถลงทุนได้ตั้งแต่กำลังคนเพียงคนเดียว ส่วนการลงทุนในด้านการตกแต่งร้าน ไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่สำคัญคือ ลูกค้าต้องรู้สึกดีต่อสิ่งที่ได้รับตั้งแต่แรกเดินเข้าร้าน ทั้งจากสายตา (ความสะอาดของสถานที่และข้าวของอุปกรณ์) หู (การได้ยินเสียงดนตรี เสียงที่จะสร้างความผ่อนคลาย) จมูก (กลิ่นหอมของบรรยากาศสถานที่) กาย (วิธีการนวดที่คุณณัฏฐ์ชรินทร์ว่าหัวใจกับปลายนิ้วต้องประสานกัน) ใจ (ความพึงพอใจที่ลูกค้าพึงได้รับจากการบริการ)

ทั้งนี้ ในส่วนของการบริการนั้นถือว่าสำคัญมาก ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งคุณณัฏฐ์ชรินทร์ ว่า ส่วนนี้คงต้องอาศัยประสบการณ์และความสามารถ “ปัจจุบัน การนวดที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่แค่ผ่อนคลาย แต่เป็นไปเพื่อรักษา ลดอาการที่เป็นอยู่ ซึ่งปัจจุบันปัญหาที่ลูกค้าส่วนใหญ่ประสบคือ ปวดเมื่อยบริเวณ คอ บ่า ไหล่ และรวมไปถึงปัญหาจากไมเกรน

ฉะนั้น ถ้าสถานที่ใดสามารถนวดเพื่อลดอาการเหล่านี้ได้ นั่นคือข้อได้เปรียบ”

วิธีใช้งานประจำเป็นรากฐานไปสู่การเป็นนายตัวเอง

วิธีใช้งานประจำเป็นรากฐานไปสู่การเป็นนายตัวเอง

ไม่ใช่แค่คุณที่เบื่องานประจำ แต่ลูกจ้างแทบทุกคนบนโลกนี้เบื่องานประจำและอยากจะลาออกไปให้พ้นจากวงจรหาเช้ากินค่ำที่ฝรั่งเรียกว่า 9-to-5 ไปไล่ล่าฝันและทำในสิ่งที่รัก ในขณะเดียวกันก็มีรายได้มากกว่างานประจำ แต่ปัญหาคือ คุณจะไปทำอะไร? และปัญหาที่หนักกว่าคือ จะหาเงินที่ไหนไปลงทุน?

2 ปัญหาที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนลาออกจากงานประจำไม่ได้

มนุษย์เงินเดือนจะมีสองโจทย์ที่วนเวียนอยู่ในหัวคือ ฉันจะไปทำอะไร และ ฉันจะหาเงินที่ไหนไปลงทุน

โจทย์ข้อที่ว่า ฉันจะไปทำอะไร:

ข้อนี้เกิดจากการที่คุณทำงานในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ ย้ำๆ มาเป็น 5 ปี 10 ปี ทำให้คุณมีความรู้ในงานนั้นๆเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็น บัญชี หรือ อาจจะเป็น ไอที แต่พอคิดถึงเรื่องจะทำธุรกิจส่วนตัวคุณจะเกิดความกลัวว่า ฉันหาลูกค้าไม่เป็น, ฉันทำการตลาดไม่เป็น, ฉันใช้ Social media ไม่เป็น, ฉันทำเว็บไซต์ไม่เป็น ฯลฯ ไม่เป็นๆๆ

นี่คือปัญหาที่ผมได้ยินบ่อยที่สุด “ฉันไม่รู้จะไปทำอะไร เพราะฉันทำอะไรไม่เป็น” อาการแบบนี้น่าเป็นห่วงครับ เพราะมันจะทำให้คุณต้องเป็นลูกจ้างต่อไปจนเกษียณและเกษียณแล้วคุณก็ยังทำอะไรไม่เป็นอยู่ดี… ถ้าคุณไม่เริ่มคิดและหาทางเรียนรู้เดี๋ยวนี้!

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งทำงานประจำมานานมากและวางแผนจะลาออกจากงานไปเปิดร้านขายของที่ตลาดนัดจตุจักร เขาลงทุนค่าเซ้งร้านไปแสนกว่าบาท ซื้อสต็อกสินค้ามาอีกแสนกว่าบาท ปรากฏว่าพอสิ้นปี เพื่อนร่วมงานลาออก คนไม่พอ ตัวเองถูกรับงานควบสองตำแหน่ง ทำให้ต้องอยู่ทำงานต่อโดยลาออกไม่ได้ เขาบอกว่าถูกยึดค่าเซ้งร้านไปเลย เอาคืนไม่ได้ ผมจึงบอกกับเขาว่ายุคนี้มันยุคอินเตอร์เน็ตคุณไม่ต้องไปเปิดหน้าร้านแล้ว ทำเว็บไซต์ลงทุนหลักหมื่นเท่านั้นแล้วเอาสินค้าโชว์ขึ้นเว็บไปเลย คำตอบสั้นๆที่เขาพูดกลับมาคือ “ทำไม่เป็น” แล้วเขาก็เที่ยวเอาสินค้าไปเดินขายคนในออฟฟิศ และเป็นลูกจ้างต่อไป

โจทย์ข้อที่ว่า ฉันจะหาเงินที่ไหนไปลงทุน:

ข้อนี้เกิดจากหนี้ครับ สั้นๆเลยหนี้ คนเราทุกวันนี้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ๆอย่างบ้านและรถกันเยอะมาก หนี้สองอย่างนี้รวมกันเป็นล้าน ภาระการผ่อนต่อเดินนั้นบางคนเกินครึ่งของเงินเดือน พอเป็นหนี้ก้อนใหญ่ผูกกันเยอะๆ จะกู้เงินไปทำธุรกิจก็กระอักกระอ่วนใจเพราะ ข้อ 1) มันเพิ่มภาระหนี้ และ ข้อ 2) เกิดเจ๊งขึ้นมาคงได้ตายกันคราวนี้

Knowledge is Money: ความรู้คือเงิน

วลีเก่าแก่ ความรู้คืออำนาจ นี่เรื่องจริง จากประสบการณ์ของผมแปลออกมาเป็นอีกมุมมองคือ ความรู้นั้นคือเงิน ความรู้หาเงินได้ เมื่อมีเงินคุณจะรู้สึกมีอิสรภาพมากขึ้น

งานประจำที่ทำให้คุณมีเงินเดือนใช้ทุกเดือนๆก็มาจากความรู้ เป็นการขายความรู้บวกแรงให้กับนายจ้างเพียงคนเดียว หรือ One source of income แต่ในขณะเดียวกันถ้าคุณลองคิดต่อยอด คุณสามารถขายความรู้นั้นออกไปในวงกว้าง กล่าวคือไม่ได้ขายให้นายจ้างเพียงคนเดียว แต่ขายให้ Private sector อื่นๆได้อีกด้วย… ทำอย่างไร? มี 2 วิธี ได้แก่ 1) ขายความรู้ในรูปของ Service และ 2) ผลิตความรู้ออกมาในรูปของ Information product

ขายความรู้ในรูปของ Service

งานที่คุณทำอยู่จนเกิดเป็นความรู้ความชำนาญสามารถต่อยอดออกไปรับงานบริการอะไรได้บ้าง อาทิ

1 บัญชี: รับจ้างทำบัญชี ปรึกษาด้านบัญชี
2 ไอที: เก่งโปรแกรม เก่งเขียน Application รับจ้างเขียน Application
3 การตลาด: รับปรึกษาด้านการตลาด หรือ บริการ Organizer งานเล็กๆ
4 นำเข้าส่งออก: รับปรึกษาการนำเข้าส่งออก การเคลียร์สินค้า งานศุลกากร และระเบียบการนำเข้า

คุณลองมองเข้าไปในตัวเองว่าที่ผ่านมาคุณทำงานมามากมายจนเชี่ยวชาญอะไรแค่ไหน หรือมันต่อยอดแตกสาขาไปสู่การให้บริการอะไรได้บ้าง งาน Professional service เหล่านี้ทำในรูปของ Freelance รับจ้างเป็นคนๆ แต่ค่าจ้างของงาน Freelance ในสาขาเฉพาะทางมีค่าตอบแทนสูงกว่างานประจำประมาณ 5-10 เท่าตัวหากคิดเป็นรายชั่วโมง

ยกตัวอย่าง ผมทำงานที่ต้องใช้ภาษา และผมก็มีการรับงานแปลอิสระนอกเวลางาน ผมมีรายได้จากการแปลประมาณชั่วโมงละ 25-30 เหรียญหรือชั่วโมงละ 825-990 บาทโดยประมาณ ในขณะที่งานประจำของผมนั้นตกชั่วโมงละร้อยกว่าบาท

ขายความรู้ในรูปของ Information Product

Information product คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหาเป็นจุดขาย สินค้าอยู่ในรูปของ หนังสือ, อีบุ๊ค, คลิปเสียง คลิปวิดีโอ, ไปจนถึง คอร์สสอนสด

Information product เป็นการรวบรวมองค์ความรู้และข้อมูลเฉพาะทางมาบรรจุเป็นชุดในรูปแบบที่ผมยกตัวอย่างไว้ข้างบนเพื่อขาย โดยกลุ่มลูกค้าคือผู้ที่ต้องการนำความรู้ไปใช้งานอาทิ เพื่อการเรียน, เพื่อการพัฒนาสายงาน, เพื่อการประกอบธุรกิจ เป็นต้น ดังนั้น Information product เป็นสินค้าทีฝรั่งเรียกว่า Scalable หรือ ขยายตัวได้ และขยายตัวได้ดีกว่างาน Service เพราะคุณผลิตตัวสินค้าขึ้นมาหนึ่งไอเทมและขายออกไปยังผู้คนหลายร้อยคนในคราวเดียว หรือถ้าคุณเป็นผู้จัดคอร์สอบรม คุณก็รับสอนคนคราวละ 10-50 คนซึ่งอาจสร้างรายได้ให้คุณสูงถึงคอร์สละ 2-3 หมื่น ถึงหลัก 100,000 บาทในวันเดียว

ตัวอย่างของบุคคลที่ใช้ความรู้จากงานประจำต่อยอดสู่การเป็นนายตัวเอง

Pat Flynn:
คนแรกนั้นไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย Pat Flynn ไอดอลผมเอง Pat Flynn เป็นอดีตสถาปนิกที่บันทึกความรู้จากการศึกษาวิชา LEED, หรือ Leadership in Energy & Environmental Design ลงในบล็อกของเขา การจดบันทึกเนื้อหาลงบล็อกทำให้ข้อมูลเหล่านั้นติด Google search engine และดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศให้มาเยี่ยมชมและอ่านเอาความรู้จากบล็อกเป็นจำนวนมาก และในที่สุดเมื่อเขารวบรวมข้อมูลทั้งหมดบนบล็อกมาทำเป็นอีบุ๊ค ภายในเดือนแรกที่เปิดตัวเขาสามารถขายอีบุ๊คได้ถึง 7,126.91 เหรียญหรือกว่า 2 แสนบาท และจากปี 2008 ถึง 2013 ผ่านมา 5 ปีเขามียอดขายจากอีบุ๊คในซีรี่ LEED สะสมมากว่า 10 ล้านบาท

Brian Tracy:
คนนี้เป็นทั้ง นักเขียน, โค๊ช, และนักพูด มีผลงานมากมายในปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นของคนจนที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัว เขาศึกษาหาความรู้อย่างหนักและพัฒนาเส้นทางอาชีพของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง โดยสาขาอาชีพที่สร้างรายได้ให้เขามาที่สุดคือ Sales executive และนั่นทำให้เขากลายเป็น Sales expert และออกสอนผู้คนในการเป็น Sales ในเวลาต่อมา และตามมาด้วยหลักสูตรการสอนให้คน คิดบวก พัฒนาตัวเอง การสร้างเป้าหมาย ฯลฯ อีกมากมาย

Natalie Sisson:
เป็นอดีต Brand and Marketing Manager ให้บริษัทใหญ่โตแต่ทำงานไปนานๆรู้สึกว่าชีวิตไม่ Full fill จึงลาออกมาเป็น Consult ด้านการตลาด (ใช้ความรู้จากงานประจำมารับงาน Service) ช่วงนั้นเองที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ Entrepreneurship และ Internet marketing มากมายก่ายกอง ซึ่งไม่เคยได้เรียนรู้เลยในสมัยทำงานประจำ และได้นำความรู้ด้าน Entrepreneurship และ Internet marketing มาสอนผู้คนผ่านเว็บไซต์ SuitCaseEntrepreneur.com และมีรายได้จากการเป็น โค๊ชธุรกิจ และ การขาย Information product

อย่าหยุดมองหาโอกาสจากงานประจำที่คุณทำอยู่

ผมอยากบอกคุณว่าอย่าหยุดหาช่องทางและโอกาสในการผลักดันตัวเองไปสู่อิสรภาพทางการงานจากงานประจำที่คุณทำอยู่ ตื่นไปไปทำงานอย่างมีเจตนารมณ์ที่จะเป็นนายตัวเอง ความคิดนี้จะช่วยให้คุณสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบๆตัวคุณในที่ทำงานมากขึ้นเพราะคุณรู้ว่าความรู้เหล่านี้จะต่อยอดคุณได้

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้คุณเป็นนายตัวเองได้ไม่ใช่เงิน เงินเป็นรองสมองเป็นเอก ถ้าคุณมีสมอง มีปัญญา มีความรู้ คุณจะใช้มันหาเงินให้คุณจนได้ครับ

Source: http://www.epicwriterr.com/from-employed-to-entrepreneur/